The Intelligence พื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์

23/08/2026

การสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลต่อความมั่นคงทางสังคม

การสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลถูกจุดประกายให้เป็นประเด็นที่สังคมไทยควรพิจารณาอย่างจริงจังอีกครั้ง ภายหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2569

บทความนี้ขอชวนพูดคุยถึงการสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลที่มีผลต่อความมั่นคงทางสังคม รวมถึงแนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในสังคม แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายหรือสามารถดำเนินการให้สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ

รศ.ดร.ชัยยุทธ ถาวรานุรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้จากหลากหลายมุมมอง ดังนี้

ลักษณะการสื่อสารของสังคมไทยในยุคดิจิทัล: ความท้าทายและโอกาส

การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลได้ปรับโครงสร้างการสื่อสารของประเทศไทยจากระบบสื่อแบบบนลงล่าง ไปสู่ระบบเครือข่ายที่เปิดกว้าง รวดเร็ว และไร้พรมแดน เยาวชนไทยในฐานะ “พลเมืองดิจิทัลโดยกำเนิด” มิได้เป็นเพียงผู้รับสาร หากแต่ยังเป็นผู้ผลิตเนื้อหาและขยายกระแสความคิดในพื้นที่สาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ

การสื่อสารในยุคดิจิทัลส่งผลโดยตรงต่อการก่อรูปทัศนคติ วาทกรรมสาธารณะ และระดับความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับสถาบันหลักของประเทศ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงทางสังคม

การสื่อสารซึ่งขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและการแข่งขันเพื่อช่วงชิงความสนใจ ยังส่งผลต่อการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน การแบ่งขั้วทางความคิด และการลดทอนทุนทางสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความเสี่ยงดังกล่าวมิได้ปรากฏในรูปของความรุนแรงอย่างฉับพลัน แต่เป็นกระบวนการสะสมเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนเสถียรภาพในระยะยาว ทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งอยู่ในช่วงวัยแห่งการก่อรูปอัตลักษณ์และระบบความเชื่อ หากขาดภูมิคุ้มกันทางปัญญา อาจตกอยู่ภายใต้กระบวนการชักนำหรือผลิตซ้ำวาทกรรมสุดโต่งโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อความมั่นคงของสังคม

อย่างไรก็ดี การสื่อสารดิจิทัลสามารถเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม และพลังทางวัฒนธรรม หากมีการออกแบบยุทธศาสตร์รับมืออย่างสมดุลระหว่างการป้องกันความเสี่ยงกับการส่งเสริมพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน

ในด้านโอกาส การกระจายอำนาจด้านการสื่อสารทำให้เยาวชนสามารถเข้าถึงความรู้และเวทีระดับโลกได้อย่างกว้างขวาง ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และเศรษฐกิจฐานความรู้ อีกทั้งยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมทางสังคมและการเมืองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตลอดจนสามารถสร้างพลังทางวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล

ดังนั้น หากรัฐสามารถพัฒนาโครงสร้างสนับสนุนได้อย่างเป็นระบบ การสื่อสารของเยาวชนจะกลายเป็นฐานพลังสำคัญของความมั่นคงในระยะยาว

ขณะที่ในด้านความท้าทาย โครงสร้างอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัลมีแนวโน้มขับเน้นเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์และสร้างความขัดแย้ง ส่งผลให้การแบ่งขั้วทางสังคมขยายตัว เยาวชนอาจซึมซับกรอบคิดแบบแบ่งฝ่ายโดยขาดกระบวนการไตร่ตรอง

ประกอบกับการสื่อสารของภาครัฐที่ล่าช้าหรือไม่สอดคล้องกับรูปแบบการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ อาจยิ่งขยายช่องว่างด้านความเชื่อมั่นและกลายเป็นความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่ข้อมูลบิดเบือนสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

ควรทำอย่างไรให้เกิดความมั่นคงทางสังคม

ด้วยเหตุนี้ บทความจึงเสนอให้ปรับกรอบความคิดด้านความมั่นคงจาก “การควบคุมข้อมูล” ไปสู่ “การสร้างความมั่นคงทางความคิดเชิงป้องกัน” ผ่านแนวทางสำคัญ ดังนี้

1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาอย่างเป็นระบบ

กำหนดให้การรู้เท่าทันสื่อและการคิดวิเคราะห์เป็นวาระแห่งชาติ บรรจุหลักสูตรว่าด้วยความเข้าใจอัลกอริทึมและการตรวจสอบข้อมูลไว้ในระบบการศึกษา สนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์ และสร้างวัฒนธรรมการถกเถียงอย่างมีเหตุผลในสถานศึกษา

เป้าหมายสำคัญคือการลดความเปราะบางต่อการปลุกปั่น และยกระดับคุณภาพการสื่อสารของเยาวชนในระยะยาว

2. ปฏิรูปการสื่อสารภาครัฐให้โปร่งใส รวดเร็ว และเข้าถึงคนรุ่นใหม่

พัฒนามาตรฐานการสื่อสารสาธารณะ จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางที่สามารถตรวจสอบได้ และสร้างระบบรับฟังความคิดเห็นที่มีการตอบกลับอย่างชัดเจน เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจ ลดช่องว่างด้านข้อมูล และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเยาวชน

3. สร้างระบบนิเวศการสื่อสารที่ปลอดภัยและสมดุล

ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และเยาวชน พัฒนากลไกเฝ้าระวังแนวโน้มการปลุกปั่น ตลอดจนจัดทำโครงการพี่เลี้ยงดิจิทัล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับความรับผิดชอบต่อสังคม

การสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลมิใช่เพียงประเด็นทางเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมการใช้สื่อ หากแต่เป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

การลงทุนในภูมิคุ้มกันทางปัญญา ความโปร่งใสของสถาบัน และระบบนิเวศการสื่อสารที่สมดุล คือการลงทุนเพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ประเทศ หากสามารถเปลี่ยนความเปราะบางให้เป็นพลังสร้างสรรค์ได้ เยาวชนไทยจะมิใช่ฐานของความเสี่ยง แต่จะเป็นพลังหลักในการเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของสังคมไทยในยุคดิจิทัล

#เยาวชนไทย #เยาวชนยุคดิจิทัล #สังคมดิจิทัล #การสื่อสารดิจิทัล #ความมั่นคงทางสังคม #ความปลอดภัยในสังคม #พลเมืองดิจิทัล #รู้เท่าทันสื่อ #ภูมิคุ้มกันทางปัญญา #ข้อมูลบิดเบือน #พลังเยาวชน #นโยบายสาธารณะ

22/08/2026

การเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีนในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเพื่อเป็นการตอบแทนที่ประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 แม้จะสะท้อนภาพความใกล้ชิดระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ แต่ขณะเดียวกันก็จะเห็นการต่อรองในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น ด้านการค้าและเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับความขัดแย้งในประเด็นไต้หวัน ซึ่งจีนจะต้องยืนยันจุดยืนต่อสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ ต้องไม่จำหน่ายอาวุธให้แก่ไต้หวัน

นอกจากนี้ อาจมีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์อิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการการสนับสนุนจากจีนในการกดดันอิหร่านทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะไม่เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์กในวันที่ 24 กันยายน 2569

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ได้หารือกับฝ่ายจีนผ่านระบบออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นการค้าและเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมการสำหรับการหารือระหว่างผู้นำจีนกับสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน การนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากสหรัฐฯ รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน เช่น มาตรการทางภาษีและการกีดกันการนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ที่สหรัฐฯ และจีนต่างกำหนดขึ้น

อย่างไรก็ดี ผลจากการเยือนสหรัฐฯ และการพบหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ในครั้งนี้ ไม่น่าจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนใกล้ชิดกันมากไปกว่าระดับปัจจุบัน ทั้งสองประเทศจะยังคงดำเนินความสัมพันธ์ในเชิงแข่งขันเช่นที่ผ่านมา และการแข่งขันอาจยิ่งเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะความพยายามดึงประเทศต่าง ๆ ให้เลือกข้างในประเด็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

มีรายงานเมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ ได้ส่งเอกสารไปยัง 35 ประเทศ เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นยืนยันว่าจะเลือกอยู่ภายใต้ระบบเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ มิฉะนั้นอาจถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้จีนยกเลิกการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน เพื่อโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจนั้น ไม่น่าจะประสบผลสำเร็จ เนื่องจากจีนในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากหลายแหล่ง ส่วนอิหร่านก็ต้องพึ่งพาจีนเช่นกัน เนื่องจากน้ำมันประมาณร้อยละ 80 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดของอิหร่านถูกส่งไปยังจีน นอกจากนี้ จีนกับอิหร่านยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

#จีน #สหรัฐฯ #สีจิ้นผิง #โดนัลด์ทรัมป์ #จีนสหรัฐฯ #สงครามการค้า #ไต้หวัน #ปัญญาประดิษฐ์ #เทคโนโลยีAI #อิหร่าน #ภูมิรัฐศาสตร์ #ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

22/08/2026

**สหรัฐฯ ยกระดับสงครามเศรษฐกิจ กดดันอิหร่านและประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ**

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะยุติลง หากพิจารณาจากท่าทีของสหรัฐฯ ซึ่งแม้จะไม่ได้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่านแล้ว แต่กำลังเพิ่มแรงกดดันด้านเศรษฐกิจต่ออิหร่านให้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม ด้วยการตัดช่องทางเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ โดยสหรัฐฯ คาดหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้อิหร่านยอมเจรจา ประกอบกับเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 ซาอุดีอาระเบียได้ระงับความสัมพันธ์ด้านการค้าและการเงินกับอิหร่านเช่นกัน จากกรณีที่อิหร่านยิงขีปนาวุธไปยังซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ดี อิหร่านซึ่งถูกสหรัฐฯ และพันธมิตรคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลานาน ยังคงสามารถต้านทานแรงกดดันจากสหรัฐฯ มาได้โดยตลอด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่อิหร่านเมื่อ 20 สิงหาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ จะยกระดับการกดดันและโดดเดี่ยวอิหร่าน โดยครั้งนี้สหรัฐฯ จะมุ่งเป้าไปยังประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่อิหร่านในทุกรูปแบบ เช่น การลักลอบขนส่งน้ำมัน การแลกเปลี่ยนเงินตรา การถ่ายโอนพันธบัตร การใช้บริษัทแลกเปลี่ยนเงินตรา การจดทะเบียนเรือขนส่งเชิงพาณิชย์ และการใช้บริษัทบังหน้า นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ ของสหรัฐฯ เชื่อว่า สงครามเศรษฐกิจครั้งใหม่ต่ออิหร่านจะทำให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีแนวโน้มใช้พันธมิตรเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น โดยอิหร่านเป็นตัวอย่างหนึ่ง นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตอบรับมาตรการยกระดับการกดดันอิหร่าน ด้วยการระบุเมื่อ 20 สิงหาคม 2569 ว่า ทั้งประเทศที่เป็นพันธมิตรและคู่แข่งของสหรัฐฯ ต้องให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการยกระดับแรงกดดันต่ออิหร่าน พร้อมทั้งใช้ถ้อยคำในทำนองว่า ประเทศเหล่านี้จะต้องเลือกว่าจะอยู่ข้างสหรัฐฯ หรืออยู่ฝ่ายตรงข้ามกับสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงกดดันอิหร่านด้านความมั่นคงในประเด็นการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการส่งกองกำลังสหรัฐฯ คุ้มครองความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือเข้า–ออกบริเวณตอนใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ ตลอดแนวชายฝั่งโอมาน แม้กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ซึ่งประจำการในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมกำลังพลรวม 5,000 นาย และเคยร่วมปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน จะเดินทางกลับสหรัฐฯ แล้ว แต่กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington ได้เดินทางถึงภูมิภาคตะวันออกกลางแล้วเมื่อ 19 สิงหาคม 2569

#สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #ความขัดแย้งสหรัฐอิหร่าน #สงครามเศรษฐกิจ #มาตรการคว่ำบาตร #ช่องแคบฮอร์มุซ #ตะวันออกกลาง #ความมั่นคงระหว่างประเทศ #ภูมิรัฐศาสตร์

ฟิลิปปินส์มั่นใจว่า อิทธิพลและบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังไม่ลดลง แม้สหรัฐฯ จะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่...
21/08/2026

ฟิลิปปินส์มั่นใจว่า อิทธิพลและบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังไม่ลดลง แม้สหรัฐฯ จะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington จากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกไปสนับสนุนภารกิจในตะวันออกกลาง หลังออกจากท่าเรือดานัง ประเทศเวียดนาม เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2569

การเคลื่อนกำลังดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่า กำลังพลของกองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ซึ่งประจำการในตะวันออกกลางตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 และเข้าร่วมสงครามกับอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงปัจจุบัน มีความเหนื่อยล้า ขณะที่ยุทโธปกรณ์บางส่วนได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ปฏิเสธรายงานดังกล่าว พร้อมยืนยันว่า กองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินภารกิจปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

นอกจากนี้ โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ระบุเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ว่า ความเป็นพันธมิตรหลักด้านความมั่นคงระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและแนบแน่น ขณะที่นาย Elbridge Colby ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ฝ่ายนโยบาย ซึ่งเดินทางเยือนกรุงมะนิลาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่มีแผนถอนตัวออกจากเอเชีย และยังให้ความสำคัญกับการรักษาดุลอำนาจที่เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยได้ย้ำท่าทีดังกล่าวระหว่างการเยือนไทยและกัมพูชาด้วย

อย่างไรก็ดี ความเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ สร้างความกังวลให้แก่จีน รวมถึงประเทศที่มีข้อพิพาทยืดเยื้อกับฟิลิปปินส์ เช่น มาเลเซีย เนื่องจากจีนเชื่อว่า ฟิลิปปินส์ต้องการให้สหรัฐฯ สนับสนุนเพื่อต่อต้านอิทธิพลของจีน ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้

ขณะเดียวกัน มาเลเซียซึ่งมีพื้นที่อยู่ใกล้กับฟิลิปปินส์ก็กังวลว่า การที่กองทัพสหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของฟิลิปปินส์ อาจเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยและความมั่นคงของมาเลเซีย

ดังนั้น นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียจึงประกาศเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ว่า มาเลเซียจะเร่งเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ หลังจากกองทัพสหรัฐฯ เตรียมเข้าถึงพื้นที่และสนับสนุนเงินทุนสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะบาลาบัก (Balabac Island)

แม้การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปตามข้อตกลงเพิ่มพูนความร่วมมือด้านกลาโหม หรือ Enhanced Defense Cooperation Agreement (EDCA) ระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่การก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางยุทธศาสตร์และทางวิ่งสำหรับอากาศยานความยาว 3 กิโลเมตร ณ ฐานทัพบนเกาะบาลาบัก ทางตอนใต้ของจังหวัดปาลาวัน ยังคงสร้างความกังวล เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากเกาะบังกี รัฐซาบาห์ของมาเลเซีย โดยใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 20 นาที อีกทั้งทั้งสองประเทศยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ระหว่างกัน

#ฟิลิปปินส์ #สหรัฐอเมริกา #จีน #มาเลเซีย #อินโดแปซิฟิก #ทะเลจีนใต้ #ช่องแคบฮอร์มุซ #เกาะบาลาบัก #ปาลาวัน #ความมั่นคงระหว่างประเทศ #ภูมิรัฐศาสตร์ #ข่าวต่างประเทศ

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการควบคุมนิวเคลียร์ความฉลาด ความรอบรู้ และความรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้เกิดการวิ...
20/08/2026

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการควบคุมนิวเคลียร์

ความฉลาด ความรอบรู้ และความรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้เกิดการวิเคราะห์ถึงประโยชน์และผลกระทบมากมายที่โลกจะได้รับจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีประเภทนี้ โดยเมื่อ 31 กรกฎาคม 2569 สถาบัน International Institute for Strategic Studies (IISS) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและคลังสมองชั้นนำของโลกด้านความมั่นคง ได้เผยแพร่บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI กับการควบคุมนิวเคลียร์ เรื่อง Nuclear Command Without Control: AI and the Problem of Escalation Opacity ของ Trond Arne Undheim นักอนาคตศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Strategy)

บทความดังกล่าวสะท้อนว่า การนำ AI เข้ามาบูรณาการในระบบบัญชาการ ควบคุม และสื่อสารนิวเคลียร์ (NC3) ของประเทศมหาอำนาจ กำลังนำไปสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียการควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากระบบที่ได้รับการออกแบบอาจละเลยความสำคัญของ “เวลาในการไตร่ตรอง” ซึ่งเป็นตัวแปรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ดังเห็นได้จากวิกฤตนิวเคลียร์ในอดีต อาทิ วิกฤตขีปนาวุธคิวบา (ปี 2505) กรณีของ Stanislav Petrov (ปี 2526) หรือเหตุการณ์จรวดนอร์เวย์ (ปี 2538) ซึ่งรอดพ้นจากการนำไปสู่สงครามได้ เพราะมนุษย์มีเวลาใช้วิจารณญาณร่วมกับสามัญสำนึกและข้อมูลแวดล้อมเพื่อตรวจสอบข้อผิดพลาดของระบบ
อย่างไรก็ตาม AI อาจลดทอนช่วงเวลาในการไตร่ตรอง เนื่องจากระบบสามารถประมวลผลข้อมูลได้ในระดับมิลลิวินาที ส่งผลให้ระยะเวลาตั้งแต่การตรวจพบภัยคุกคามไปจนถึงการตัดสินใจลดลง จากเดิมในยุคสงครามเย็นที่ 18–30 นาที เหลือเพียง 3.5–7 นาทีในปัจจุบัน หรือคิดเป็นอัตราการบีบอัดเวลาประมาณ 4–9 เท่า

นอกจากนี้ ยังเกิดการบีบอัดเวลาในการตัดสินใจ โดยหากมีเวลามากกว่า 15 นาที จะสามารถตรวจสอบข้อมูลซ้ำได้หลายขั้นตอน แต่หากเวลาลดลงเหลือต่ำกว่า 5 นาที มนุษย์อาจถูกลดบทบาทลงเหลือเพียงผู้ลงนามอนุมัติตามคำแนะนำของเครื่องจักรโดยปริยาย ขณะเดียวกัน ยังเกิด “ความพร่ามัวของการยกระดับความรุนแรง” (Escalation Opacity) จากตัวอัลกอริทึมเอง เนื่องจากรัฐต่าง ๆ ไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่า AI ของฝ่ายตรงข้ามจะแนะนำให้ยกระดับความรุนแรงในภาวะวิกฤตที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในข้อมูลที่ใช้ฝึกฝนระบบหรือไม่ อีกทั้งโครงสร้างการทำงานภายในของระบบอาจไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ภายใต้ความกดดันด้านเวลาและความอ่อนล้าทางความคิด มนุษย์มีแนวโน้มที่จะยอมรับและปฏิบัติตามคำแนะนำของ AI มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ช่องว่างด้านการควบคุมและการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ เห็นได้จากทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย จีน และฝรั่งเศส ต่างกำลังเร่งพัฒนาระบบ NC3 ของตนเอง ขณะที่กรอบการกำกับดูแล AI ระดับโลกในปัจจุบัน เช่น EU AI Act หรือกฎระเบียบของจีน ต่างยกเว้นการใช้งานในภาคการทหารและความมั่นคงแห่งชาติอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การแพร่กระจายของเทคโนโลยีโดรนราคาถูกที่มีความแม่นยำสูง เช่น โดรน Bayraktar TB2 ของตุรกี ทำให้ประเทศระดับกลางสามารถเข้าถึงระบบโจมตีอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนตัวแสดงและตัวแปรที่อาจจุดชนวนให้เกิดการยกระดับความรุนแรงและลุกลามไปสู่ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ดี บทความได้เสนอแนวทางในการควบคุมความเสี่ยงดังกล่าว โดยมองว่าช่วงเวลาการปรับปรุงระบบให้ทันสมัย (Modernisation Window) ระหว่างปี 2568–2578 เป็นโอกาสสำคัญในการออกแบบระบบเพื่อควบคุมภัยคุกคาม ผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ 1) ช่องทางตรวจสอบอัลกอริทึม ด้วยการสร้างระบบเสมือน “สายด่วนซอฟต์แวร์” โดยใช้ระบบการเข้ารหัสและการพิสูจน์แบบไม่เปิดเผยข้อมูล เพื่อยืนยันว่าระบบ AI ของฝ่ายตรงข้ามจะไม่แนะนำให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อนภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด 2) มาตรการสร้างความเชื่อมั่นทางเทคนิค เช่น การระงับการปรับแก้โค้ดชั่วคราว และการร่วมตรวจสอบสภาวะที่ทำให้ระบบเตือนภัยผิดพลาด และ 3) หลักนิยมการควบคุมโดยมนุษย์เชิงโครงสร้าง โดยต้องออกแบบระบบฮาร์ดแวร์ให้ไม่สามารถข้ามผ่านอำนาจการตัดสินใจของมนุษย์ได้ทางกายภาพ ไม่ใช่เพียงกำหนดไว้ในข้อกำหนดเชิงนโยบายที่อาจถูกแก้ไขหรือเขียนซอฟต์แวร์ทับได้ในภายหลัง

#ปัญญาประดิษฐ์ #นิวเคลียร์ #อาวุธนิวเคลียร์ #ความมั่นคงระหว่างประเทศ #ความมั่นคงโลก #เทคโนโลยีAI #เทคโนโลยีกับความมั่นคง

ปากีสถานกวาดล้างสแกมเมอร์ครั้งใหญ่สื่อปากีสถานรายงานเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ว่า ทางการปากีสถานได้ปฏิบัติการกวาดล้างก...
19/08/2026

ปากีสถานกวาดล้างสแกมเมอร์ครั้งใหญ่

สื่อปากีสถานรายงานเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ว่า ทางการปากีสถานได้ปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มสแกมเมอร์ครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพบชาวต่างชาติเกี่ยวข้องจำนวน 258 ราย ระหว่างเข้าตรวจค้นพื้นที่ Sparco Plaza ในย่าน Gulberg Green ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยของผู้มีฐานะบริเวณชานกรุงอิสลามาบัด หลังพบว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์

ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถจับกุมชาวเวียดนามได้ 170 ราย ชาวจีน 41 ราย ชาวอินโดนีเซีย 31 ราย ชาวมาเลเซีย 1 ราย และชาวเอเชียชาติอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ ปากีสถานกวาดล้างแหล่งสแกมเมอร์เป็นระยะ โดยปฏิบัติการครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ถึง 149 ราย และส่วนใหญ่เป็นชาวจีน

ชาวต่างชาติที่ถูกจับกุมส่วนใหญ่เดินทางเข้าปากีสถานด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ขณะที่กลุ่มสแกมเมอร์ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์หลายประเภทในการหลอกลวง รูปแบบที่พบมากคือ การโน้มน้าวให้เหยื่อร่วมลงทุนโดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวปากีสถาน

ผู้ถูกจับกุมจะถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดีภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Prevention of Electronic Crimes Act: PECA) รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ทางการจีนได้แสดงท่าทีต่อกรณีนี้ โดยย้ำว่าจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกวาดล้างกลุ่มสแกมเมอร์ข้ามพรมแดนและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้ชาวจีนในต่างประเทศปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศที่พำนักอยู่

นอกจากนี้ จีนยังพร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศในการกวาดล้างกลุ่มสแกมเมอร์อย่างจริงจัง ทั้งภายในจีนและในต่างประเทศ เช่น เมียนมา กัมพูชา และศรีลังกา

#ปากีสถาน #กวาดล้างสแกมเมอร์ #สแกมเมอร์ข้ามชาติ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #อาชญากรรมไซเบอร์ #หลอกลงทุน #ภัยออนไลน์ #จีน #ข่าวต่างประเทศ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2/2569 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ...
18/08/2026

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2/2569 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2/2569 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสที่ 1/2569

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยตลอดปี 2569 สศช. คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.0–2.5 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.4 ในปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคครัวเรือน และการส่งออกสินค้า ซึ่งคาดว่ามูลค่าจะขยายตัวร้อยละ 15.1

ในไตรมาสที่ 2/2569 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565

ด้านการลงทุนภาครัฐปรับตัวลดลงร้อยละ 1.6 นับเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส ขณะที่หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.9 ของ GDP

อย่างไรก็ดี การลงทุนรวมขยายตัวสูงถึงร้อยละ 9.1 โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์สูงถึงร้อยละ 13.4 ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส นับตั้งแต่ปี 2555 ตามการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือ

ด้านการค้าระหว่างประเทศ มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวร้อยละ 17.6 ตามการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงถึงร้อยละ 42.3 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส

สศช. มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ดังนี้

1. ดูแลภาคเกษตรและรายได้ของเกษตรกร เพื่อรองรับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญและปัญหาปุ๋ยยูเรีย
2. รักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกอย่างต่อเนื่อง
3. ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนให้เกิดการลงทุนจริง รวมทั้งวางกรอบบริหารจัดการการลงทุนในกิจการศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและน้ำ
4. รักษาแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ
5. เตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน

#เศรษฐกิจไทย #เศรษฐกิจไตรมาส2 #แนวโน้มเศรษฐกิจ2569 #สศช #การลงทุนภาคเอกชน #การส่งออกไทย #การค้าระหว่างประเทศ #หนี้สาธารณะ #เอลนีโญ #ตะวันออกกลาง

จนถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ยังไม่มีความคืบหน้าในการแสวงหาสันติภาพหรือแนวทางยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่ง...
17/08/2026

จนถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ยังไม่มีความคืบหน้าในการแสวงหาสันติภาพหรือแนวทางยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 แม้มีรายงานว่า ปากีสถานและกาตาร์ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวกลางและพยายามผลักดันให้เกิดการเจรจาระหว่างสองฝ่าย

ขณะเดียวกัน บันทึกความเข้าใจที่ทั้งสองฝ่ายตกลงและลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์เมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 60 วัน ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงนี้ยังคงเป็นการตอบโต้กันด้วยถ้อยคำ โดยต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่กัน จากเดิมที่เป็นการข่มขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ยกระดับไปสู่การกล่าวอ้างสิทธิ์ครอบครองช่องแคบดังกล่าว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จุดประเด็นขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 โดยระบุว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้ครอบครองช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบแห่งนี้จะกลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ในไม่ช้า

อิหร่านตอบโต้ทันทีว่า อิหร่านคือเจ้าของช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะปิดหรือเปิดช่องแคบดังกล่าว

นอกจากนี้ อิหร่านยังยืนยันเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับโอมานเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว และจะหารือเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความสนใจต่อท่าทีดังกล่าวของอิหร่าน และยืนยันว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

บริษัท Kpler ซึ่งติดตามข้อมูลการขนส่งทางเรือ พบว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรือบรรทุกสินค้าแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียง 5 ลำ ลดลงจาก 31 ลำในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ก่อนเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีเรือแล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้ประมาณ 130 ลำต่อวัน

อิหร่านยังใช้โอกาสที่บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการหยุดยิงเป็นเวลา 60 วันสิ้นสุดลง ประกาศชัยชนะเหนือสหรัฐฯ ขณะที่นายอับบาส อะราคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ว่า อิหร่านยังไม่ได้ตัดสินใจรื้อฟื้นการเจรจากับสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์ด้านการต่างประเทศเชื่อว่า อิหร่านจะยังคงยืดเยื้อความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ต่อไป เพื่อหวังให้ประธานาธิบดีทรัมป์พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ขณะที่ผลสำรวจคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ยังอยู่ในระดับต่ำเพียงกว่าร้อยละ 30

#สหรัฐฯ #อิหร่าน #ทรัมป์ #ช่องแคบฮอร์มุซ #วิกฤตฮอร์มุซ #ความขัดแย้งสหรัฐอิหร่าน #สงครามตะวันออกกลาง #การเจรจาสันติภาพ #ปากีสถาน #กาตาร์ #โอมาน #ภูมิรัฐศาสตร์ #ความมั่นคงทางทะเล #พลังงานโลก #เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ #ข่าวต่างประเทศ

เนื่องในโอกาสวันเยาวชนสากล (International Youth Day) วันที่ 12 สิงหาคม 2569 หน่วยงานด้านการสื่อสารโลก (Department of Glo...
16/08/2026

เนื่องในโอกาสวันเยาวชนสากล (International Youth Day) วันที่ 12 สิงหาคม 2569 หน่วยงานด้านการสื่อสารโลก (Department of Global Communications) แห่งองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน รวมถึงผลกระทบจากข้อมูลในโลกออนไลน์ โดยเตือนว่า ในโลกของข้อมูลข่าวสารที่ไร้พรมแดน เด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในชีวิตประจำวัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางและแนวคิด ทั้งด้านความรู้ อารมณ์ และพัฒนาการทางสังคม

ขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชนยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับข้อมูลบิดเบือน คำพูดสร้างความเกลียดชัง ตลอดจนผลกระทบจากอคติของระบบอัลกอริทึมและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากข้อมูลออนไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือมากกว่ากลุ่มอื่น คือความง่ายในการเข้าถึงข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต โดยร้อยละ 82 ของเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 15–24 ปี สามารถหรือมีศักยภาพในการเข้าถึงข้อมูลออนไลน์ได้

รายงานของ UN แบ่งความเสี่ยงที่ส่งผลต่อความถูกต้องและความเที่ยงธรรมของข้อมูลออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งอาจกระทบต่อความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการตีความและวิเคราะห์ข้อมูลของเด็กและเยาวชน ได้แก่

1. ความเสี่ยงจากเทคโนโลยี เช่น การใช้เครื่องมือในทางที่ผิด
2. ความเสี่ยงจากการเข้าถึงและการเผยแพร่ข้อมูล เช่น ระบบอัลกอริทึมและความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล
3. ความเสี่ยงจากเนื้อหาและข่าวสาร เช่น การบิดเบือนข้อมูล

ทั้งนี้ แพลตฟอร์มออนไลน์มีบทบาทสำคัญในการกำหนดสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลดังกล่าว

รายงานของ UN ยังสะท้อนว่า เด็กและเยาวชนต้องไม่เป็นเพียงเหยื่อของความเสี่ยงด้านข้อมูลออนไลน์ แต่ควรมีบทบาทเป็นผู้สร้างสรรค์ ผู้สนับสนุน และผู้มีส่วนร่วมในการผลิตเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนส่วนหนึ่งยังเกิดจากรูปแบบธุรกิจที่มุ่งสร้างรายได้จากความสนใจของผู้ใช้งาน การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล การโฆษณาแฝงเพื่อประโยชน์ทางการค้า รวมถึงการออกแบบแพลตฟอร์มที่กระตุ้นให้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วกว่ามาตรการรับมือ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ดังนั้น UN จึงเรียกร้องให้รัฐบาล บริษัทเทคโนโลยี ผู้ลงโฆษณา สื่อ และนักวิจัย ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสิทธิของเด็ก ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและค้นหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน รวมถึงการออกกฎหมายและกำกับดูแลให้บริษัทเทคโนโลยีมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยด้านข้อมูลของเด็กและเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพ

#วันเยาวชนสากล #เยาวชนรู้เท่าทันสื่อ #รู้เท่าทันดิจิทัล #ข้อมูลบิดเบือน #ภัยออนไลน์ #ความปลอดภัยทางดิจิทัล #สิทธิเด็ก #ปัญญาประดิษฐ์ #สหประชาชาติ

🌍 Global Gaze ฉบับปักษ์แรก ส.ค.69รายงานสถานการณ์รอบโลกและบทบาทมหาอำนาจที่น่าสนใจปักษ์นี้เสนอเรื่อง🔥 WFP เตือนผลกระทบจากเ...
16/08/2026

🌍 Global Gaze ฉบับปักษ์แรก ส.ค.69

รายงานสถานการณ์รอบโลกและบทบาทมหาอำนาจที่น่าสนใจ

ปักษ์นี้เสนอเรื่อง

🔥 WFP เตือนผลกระทบจากเอลนีโญจะรุนแรงที่สุดในห้วง ก.ย.-ธ.ค.69

🎊 อาเซียนฉลองครบรอบ 59 ปี ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

🇺🇸 สหรัฐฯ เผชิญการแพร่ระบาดเชื้อปรสิตไซโคลสปอริอาซิสเพิ่มขึ้นเป็น 15 รัฐ

🇨🇳 สหพันธ์สหภาพแรงงานจีนขยายบทบาทครอบคลุมการดูแลครอบครัวผู้ใช้แรงงานมากขึ้น

🇯🇵 ญี่ปุ่นผลักดันการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่ รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ายุค AI

🇮🇳 อินเดียมุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตยาตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO)

🇷🇺 สภาผู้แทนฯ ชุดที่ 8 ของรัสเซียถูกวิจารณ์ว่าจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างรุนแรง

📌 เปิดอ่านได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66632536193

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Intelligenceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Intelligence:

ทางลัด

แชร์