The Intelligence พื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์

รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติญี่ปุ่นใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ โดยอนุมัติกฎหมายที่จะเพิ่มพูนขีดความส...
29/05/2026

รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติญี่ปุ่นใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ โดยอนุมัติกฎหมายที่จะเพิ่มพูนขีดความสามารถด้านงานข่าวกรองของประเทศ ในช่วงที่สถานการณ์โลกไม่แน่นอนและเสี่ยงเผชิญความขัดแย้งสูง ล่าสุด เมื่อ 27 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่าวุฒิสภาญี่ปุ่นมีมติข้างมากเห็นชอบกฎหมายที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งสภาข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Council) ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่อยู่ร่วมกับคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยมีนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วม คาดว่าจะเริ่มกระบวนการจัดตั้งสภาข่าวกรองแห่งชาติในช่วงฤดูร้อนปี 2569 หรือประมาณห้วง กรกฎาคม 2569

กฎหมายดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลญี่ปุ่น เนื่องจากเห็นพ้องว่าสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเป็นความท้าทายต่อญี่ปุ่นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องขยายขีดความสามารถด้านการข่าวกรอง เพื่อให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเพียงพอต่อการกำหนดนโยบาย อย่างไรก็ตาม นักการเมืองบางส่วนคัดค้านกฎหมายนี้ เนื่องจากวิตกว่าอาจมีการใช้อำนาจของสภาข่าวกรองแห่งชาติโดยมิชอบ ทำให้เกิดปัญหาการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และอาจเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลเพิ่มอำนาจเกินขอบเขตหลักประชาธิปไตย ทั้งนี้ นักการเมืองที่สนับสนุนกฎหมายดังกล่าวยืนยันกับประชาชนชาวญี่ปุ่นว่ารัฐบาลจะใช้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน รวมทั้งจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นกลางทางการเมือง

การจัดตั้งสภาข่าวกรองแห่งชาติของญี่ปุ่น อาจมีลักษณะคล้ายกับสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ (The Office of the Director of National Intelligence) ที่ทำหน้าที่ประสานงานและรวบรวมข้อมูลระหว่างหน่วยข่าวกรองพลเรือนและทหารของสหรัฐฯ จำนวน 18 หน่วย รวมทั้งสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) และสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ขณะที่หน่วยข่าวกรองของสหราชอาณาจักรแบ่งเป็นหน่วยข่าวกรองในประเทศ (MI5) และหน่วยข่าวกรองต่างประเทศ (MI6) โดยมีคณะกรรมาธิการข่าวกรองร่วม (Joint Intelligence Committee) เป็นกลไกระดับคณะรัฐมนตรี ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและประสานงาน ที่ผ่านมา หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการรวบรวมข้อมูลควบคู่กับเคารพสิทธิส่วนบุคคล และข้อมูลส่วนตัว เนื่องจากเป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสำคัญอย่างมาก

จีนคัดค้านการเห็นชอบกฎหมายดังกล่าวของญี่ปุ่น และวิจารณ์ว่ากฎหมายดังกล่าวสะท้อนว่าญี่ปุ่นต้องการรื้อฟื้นหน่วยข่าวกรองที่ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างเผชิญสงคราม เป็นการนำหลักคิดทางทหารไปใช้ในการปกครองและดำเนินนโยบายต่างประเทศ รวมทั้งอาจสร้างหน่วยตำรวจพิเศษระดับสูง หรือ Tokko ที่เคยใช้ปราบปรามอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น ประเทศเพื่อนบ้านของญี่ปุ่นต้องระมัดระวังความปลอดภัยมากขึ้น

#ญี่ปุ่น
#ข่าวกรอง
#ความมั่นคง



#ภูมิรัฐศาสตร์
#ความมั่นคงโลก
#ข่าวต่างประเทศ
#เอเชียตะวันออก

#จับตาญี่ปุ่น
#ข่าวกรองโลก

27/05/2026

นายโมเตกิ โทชิมิตสึ รมว.กต.ญี่ปุ่น พบหารือกับนายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ เมื่อ 26 พ.ค.69 ที่กรุงนิวเดลี ของอินเดีย ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจีน ภายหลังการเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่าญี่ปุ่นและสหรัฐฯ จะคงการประสานงานอย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งสองฝ่ายยังย้ำความสำคัญของสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน

#ญี่ปุ่นสหรัฐ #โมเตกิ #รูบิโอ #นิวเดลี #อินโดแปซิฟิก
#ช่องแคบไต้หวัน #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวโลก #การทูต
#จับตาจีน #อิหร่าน #ความมั่นคง #เศรษฐกิจโลก
#ข่าววันนี้ #รู้ทันโลก #สรุปข่าว

วิกฤตการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กำลังผลักดันให้หลายประเทศเร่งมองหา “เส้นทางขนส่งทางทะเลทางเลือก” และหนึ่งในเส้นทางที่ถูกจับตาม...
27/05/2026

วิกฤตการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กำลังผลักดันให้หลายประเทศเร่งมองหา “เส้นทางขนส่งทางทะเลทางเลือก” และหนึ่งในเส้นทางที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ “Northern Sea Route (NSR)” หรือเส้นทางทะเลทางเหนือของรัสเซีย 🌍❄️

เส้นทางดังกล่าวอาจช่วยลดระยะทางขนส่งระหว่างยุโรป-เอเชียได้มากกว่า 40% เมื่อเทียบกับคลองสุเอซ พร้อมลดความเสี่ยงจากพื้นที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

อย่างไรก็ตาม NSR ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งสภาพอากาศสุดขั้ว น้ำแข็งในอาร์กติก ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุนสิ่งแวดล้อม และการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของรัสเซียในพื้นที่

ขณะที่รัสเซียยังเดินหน้าผลักดันโครงการ Trans-Arctic Transport Corridor (TATC) เพื่อเชื่อมยุโรป-เอเชีย และวางเป้าหมายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ของโลก 🚢🌐

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ในลิงก์นี้ https://intsharing.co/2026/05/25/เส้นทางการค้าอาร์กติก/

#อาร์กติก #รัสเซีย #ภูมิรัฐศาสตร์ #โลจิสติกส์โลก #ช่องแคบฮอร์มุซ #เส้นทางการค้าโลก #ข่าวต่างประเทศ #วิเคราะห์ข่าว #เศรษฐกิจโลก

การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบต่อการเดินเรือระหว่างประเทศเป็นปัจจัยเร่งให้ประเทศต่าง ๆ ต้องหาเส้นทางขนส....

จีนติดตามทิศทางการดำเนินนโยบายทางการค้าของประเทศต่าง ๆ ที่จะเป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของจีนอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อ 26 พฤษภาค...
27/05/2026

จีนติดตามทิศทางการดำเนินนโยบายทางการค้าของประเทศต่าง ๆ ที่จะเป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของจีนอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อ 26 พฤษภาคม 2569 จีนเตือนรัฐบาลประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และลิทัวเนีย ให้ทบทวนเอกสารที่จะใช้ในการประชุมคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เนื่องจากเอกสารดังกล่าวมีข้อความเรียกร้องให้ยุโรปประณามนโยบายการค้าของจีนว่าไม่เป็นธรรม และให้ยุโรปพิจารณาขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยจีนมีมุมมองว่าข้อความดังกล่าวเสี่ยงทำให้ยุโรปกับจีนต้องทำสงครามการค้าระหว่างกัน ไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความร่วมมือด้านอื่น ๆ

สื่อมวลชนจีนรายงานด้วยว่า ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เตรียมเสนอในการประชุมคณะกรรมาธิการยุโรปใน 29 พฤษภาคม 2569 ให้ร่วมกันใช้มาตรการภาษีต่อจีน ในลักษณะเดียวกันกับที่สหรัฐฯ ใช้มาตรา 301 พิเศษ เป็นมาตรการฝ่ายเดียวและเป็นเครื่องมือวิจารณ์นโยบายการค้าของจีนเชิงลบ ตลอดจนเป็นข้ออ้างในการทำสงครามการค้ากับจีน ทั้งนี้ จีนระบุว่ามุมมองเชิงลบต่อยุโรปเป็นผลจากการที่จีนได้เปรียบดุลการค้ายุโรป มูลค่าถึง 360,000 ล้านยูโร เมื่อปี 2568 ทำให้ยุโรปกังวลกับจีนอย่างมาก ประกอบกับนักการเมืองในยุโรปบางส่วนพยายามเผยแพร่แนวคิดหวาดระแวงจีน ด้วยการสร้างกระแสวิตกกังวลเกี่ยวกับสินค้าจีนที่ล้นตลาด และเข้าไปแย่งตลาดสินค้าที่ผลิตในยุโรปเอง

จีนเน้นย้ำว่าสินค้าจีนที่เข้าไปทำตลาดในยุโรปได้ดี มีเพียงสินค้า 3 ประเภท ได้แก่ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งจีนสามารถขยายปริมาณการส่งออกได้มากขึ้นตามความต้องการของยุโรป รวมทั้งน่าจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมในยุโรป เช่น โรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของบริษัท Renault ของฝรั่งเศส ที่พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตได้เร็วเพราะมีสินค้าจีนอยู่ในห่วงโซ่การผลิต นอกจากนี้ จีนยังเปิดเผยข้อมูลว่ายุโรปได้เปรียบดุลการค้าจีนในด้านการบริการ และการเก็บค่าลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญา สะท้อนว่า ประเทศยุโรปบางแห่งกำลังใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและบิดเบือน เพื่อทำลายภาพลักษณ์และผลประโยชน์ด้านการค้าของจีน

จีนพยายามเตือนยุโรปไม่ให้กำหนดนโยบายภาษีต่อสินค้าจีน รวมทั้งย้ำว่าที่ผ่านมา จีนและยุโรปมีพัฒนาการความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้มาโดยตลอด ดังนั้น จีนคัดค้านการใช้มาตรการฝ่ายเดียวเพื่อกลั่นแกล้งจีน หรือทำลายระเบียบการค้าโลก รวมทั้งระบุชัดเจนว่าจะติดตามผลการประชุมคณะกรรมาธิการยุโรปใน 29 พฤษภาคม 2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เป็นจุดเริ่มต้นสงครามการค้าระหว่างยุโรปกับจีน

#จีน #สหภาพยุโรป #สงครามการค้า #เศรษฐกิจโลก #กำแพงภาษี #จีนยุโรป #การเมืองระหว่างประเทศ #ภูมิรัฐศาสตร์ #เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน #ข่าวต่างประเทศ #วิเคราะห์ข่าว #ข่าวความมั่นคง #จับตาโลก #ข่าววันนี้

สถาบัน International Institute for Strategic Studies (IISS) ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการและคลังสมองที่สำคัญของสิงคโปร์ จะร่วมกั...
27/05/2026

สถาบัน International Institute for Strategic Studies (IISS) ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการและคลังสมองที่สำคัญของสิงคโปร์ จะร่วมกับรัฐบาลสิงคโปร์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความมั่นคงในภูมิภาค หรือ Shangri-La Dialogue ประจำปี 2569 ระหว่าง 29-30 พฤษภาคม 2569 โดยเป็นการประชุมครั้งที่ 23 ซึ่งเชิญเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานความมั่นคงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาควิชาการ เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความมั่นคงโลก รวมทั้งนโยบายเพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค ที่น่าสนใจ คือ นายพีธ เฮกเซ็ท รัฐมนตรีกระทรวงสงคราม หรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ จะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ พลตำรวจเอกโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์/ประธานาธิบดี ของเวียดนาม จะได้เป็นผู้แสดงปาฐกถาหลัก คือสุนทรพจน์สำคัญในการประชุมดังกล่าว

ประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ จะแลกเปลี่ยนมุมมองกันในการประชุม ได้แก่ ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่อสันติภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ประเด็นความมั่นคงที่เอเชียต้องจัดการในยุคที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ความท้าทายด้านความมั่นคงทางทะเล ภัยคุกคามที่มาจากนอกภูมิภาค การจัดการภัยคุกคาม การเสริมสร้างกองทัพ และการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ บทบาทของจีนที่จะร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การบริหารจัดการความตึงเครียดในภูมิภาคท่ามกลางการแข่งขันระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างหุ้นส่วนด้านความมั่นคง ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวจะเริ่มใน 30 พฤษภาคม 2569 ส่วนใน 29 พฤษภาคม 2569 จะเป็นโอกาสให้ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ หารือกันแบบทวิภาคี

นอกจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การประชุมในกรอบ Shangri-La Dialogue ประจำปี 2569 จะให้ความสำคัญกับโครงการส่งเสริมบทบาทผู้นำและนักยุทธศาสตร์รุ่นใหม่ หรือโครงการ Young Leaders’ Programme ซึ่งจะจัดกิจกรรมประชุมหารือกันใน 29 พฤษภาคม 2569 เน้นการระดมความคิดเห็นระหว่างผู้แทนประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และประเด็นที่หารือในการประชุมใหญ่ เพื่อให้ผู้นำและนักยุทธศาสตร์รุ่นใหม่นำเสนอมุมมองและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน



#ความมั่นคงโลก

#ภูมิรัฐศาสตร์
#เวทีความมั่นคงเอเชีย

#กลาโหม
#ความมั่นคงระหว่างประเทศ

#เวทีโลก


#ข่าวต่างประเทศ
#จับตาเอเชียแปซิฟิก

รัฐบาลปากีสถานเผชิญความท้าทายในการรับมือกับการก่อเหตุรุนแรงโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในประเทศ โดยเมื่อ 24 พฤษภาคม 2569 มีรายง...
25/05/2026

รัฐบาลปากีสถานเผชิญความท้าทายในการรับมือกับการก่อเหตุรุนแรงโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในประเทศ โดยเมื่อ 24 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่ากลุ่ม Balochistan Liberation Army หรือ BLA ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในแคว้นบาลูจิสถาน ก่อเหตุระเบิดพลีชีพบนรถไฟขณะแล่นผ่านสถานี Chaman Phatak เมือง Quetta เมืองหลวงของแคว้นบาลูจิสถาน พื้นที่ทางภาคตะวันตกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 ราย และได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 70 คน ทั้งนี้ รัฐบาลปากีสถานประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นการก่อการร้าย และพยายามบ่อนทำลายบทบาทการส่งเสริมสันติภาพระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศของปากีสถาน พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์นี้จะไม่สามารถทำให้สังคมปากีสถานอ่อนแอลง

กลุ่ม BLA ก่อเหตุโจมตีในปากีสถานแล้วหลายครั้ง ก่อนหน้านี้ เมื่อ กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานการปะทะระหว่างกองกำลังติดอาวุธของกลุ่ม BLA และกองทัพปากีสถาน นอกจากนี้ กลุ่ม BLA เคยโจมตีรถไฟหลายครั้งในห้วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยสื่อรายงานว่ารถไฟขบวน Jaffar Express ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่ม BLA หลายครั้ง เช่น กรณีล่าสุดเมื่อ มีนาคม 2568 กลุ่ม BLA บุกยึดรถไฟขณะมุ่งหน้าไปยังเมือง Peshawar และจับผู้โดยสารเป็นตัวประกัน เป้าหมายสำคัญของกลุ่ม BLA คือทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลปากีสถาน ฟื้นฟูวัฒนธรรมของชาวบาลูจิสถาน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธ์ุในพื้นที่ และตอบโต้รัฐบาลปากีสถานที่เข้าไปดำเนินโครงการขุดเจาะเหมืองแร่ในพื้นที่แคว้นบาลูจิสถาน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความคิดเห็นของประชาชน

แคว้นบาลูจิสถานมีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นร้อยละ 44 ของประเทศ มีพรมแดนติดกับอิหร่าน อัฟกานิสถาน และทะเลอาหรับ มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนน้อยแต่มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่ปากีสถานกับจีนมีความร่วมมือกันลงทุนผ่านโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (China-Pakistan Economic Corridor: CPEC) ขณะที่ ในปี 2569 กองกำลังรักษาความปลอดภัยของปากีสถานได้ยกระดับปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายในแคว้นบาลูจิสถานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการต่อต้านเครือข่ายก่อการร้ายต่อไปในทุกระดับ

#ปากีสถาน #บาลูจิสถาน
#ก่อการร้าย #ความมั่นคง #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวต่างประเทศวันนี้
#ภูมิรัฐศาสตร์ #เอเชียใต้
#รถไฟปากีสถาน #ข่าวความมั่นคง
#วิเคราะห์ข่าว #ข่าวโลก #สถานการณ์โลก

สนข.นิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อ 23 พ.ค.69 ว่า สหรัฐฯ  อนุมัติงบประมาณ จำนวน 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่หน่วยงานข่าวกรองใ...
25/05/2026

สนข.นิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อ 23 พ.ค.69 ว่า สหรัฐฯ อนุมัติงบประมาณ จำนวน 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่หน่วยงานข่าวกรองในการพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลยีจากชิปประมวลผลเพื่อใช้กับระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) โดยมุ่งเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการสนับสนุนชิป Grace Blackwell ของบริษัท Nvidia ทั้งการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล โรงไฟฟ้า และระบบหล่อเย็น งบประมาณดังกล่าวต้องผ่านการอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติก่อน นอกจากนี้ สหรัฐฯ พยายามผลักดันสัญญาการใช้ AI ของบริษัท Anthropic รุ่น Mythos กับสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency – NSA) แม้ว่าทาง กห.สหรัฐฯ มีคำสั่งห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

#สหรัฐฯ #ข่าวกรอง #เทคโนโลยีAI #ความมั่นคงไซเบอร์ #ชิปAI #สงครามเทคโนโลยี #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวความมั่นคง ่งอนาคต #สหรัฐอเมริกา

สหรัฐฯ อินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จะจัดการหารือระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันที่อินเดีย ใน 26 พฤษภาคม...
23/05/2026

สหรัฐฯ อินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จะจัดการหารือระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันที่อินเดีย ใน 26 พฤษภาคม 2569 เพื่อกระชับความร่วมมือและความสัมพันธ์ของสมาชิกกลุ่มความร่วมมือ 4 ฝ่าย หรือ QUAD โดยสื่อต่างประเทศจับตามองท่าทีและบทบาทของนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่จะเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการระหว่าง 23-26 พฤษภาคม 2569 เพื่อเพิ่มพูนความเชื่อมั่นต่อประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ว่าสหรัฐฯ จะยังให้ความสำคัญกับการเสริมความร่วมมือพหุภาคีและการสนับสนุนความมั่นคงของพันธมิตรและหุ้นส่วน เฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย เนื่องจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าชาวอินเดียมีมุมมองเชิงลบต่อบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลก รวมทั้งมีมุมมองว่านโยบายภาษีของสหรัฐฯ บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างกัน

สำหรับกลุ่ม QUAD ที่ผ่านมามีความร่วมมือด้านความมั่นคงต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การขยายความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ และการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 4 ประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดียค่อนข้างเผชิญความท้าทาย จากการที่ทั้ง 2 ประเทศดำเนินนโยบายแตกต่างกันประเด็นสงครามยูเครน รวมทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใช้มาตรการภาษีตอบโต้อินเดียในอัตราที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การประชุมหารือของกลุ่ม QUAD ครั้งนี้จะเป็นการส่งสัญญาณให้จีนเห็นว่าพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ รวมทั้งญี่ปุ่นและออสเตรเลียยังแข็งแกร่ง คาดว่าจะเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือ 4 ประเทศเพื่อส่งเสริมห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยี แร่หายาก อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ความมั่นคงพลังงาน ความมั่นคงทางทะเล และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นจะใช้โอกาสการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการด้วย ส่วนนายรูบิโอจะเดินทางเยือนอินเดียหลังจากเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนโตที่สวีเดน

#อินโดแปซิฟิก #สหรัฐอินเดีย #ญี่ปุ่น #ออสเตรเลีย #มาร์โครูบิโอ #ภูมิรัฐศาสตร์ #ข่าวต่างประเทศ #ความมั่นคง #ข่าวกรอง #พันธมิตรสหรัฐ #จีน #อินเดีย #เทคโนโลยี #แร่หายาก #ข่าววันนี้ #วิเคราะห์สถานการณ์โลก

สถานการณ์ความมั่นคงและพัฒนาการทางการเมืองในเมียนมาได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศและองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่...
23/05/2026

สถานการณ์ความมั่นคงและพัฒนาการทางการเมืองในเมียนมาได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศและองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อ 21 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่าปัจจุบัน รัฐบาลเมียนมาสนับสนุนให้เยาวชนอายุระหว่าง 16-19 ปี สมัครโครงการฝึกอบรมเพื่อเป็นกำลังพลในกองทัพเมียนมา โดยรัฐบาลเมียนมารณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้เยาวชนทั่วประเทศ สมัครหลักสูตรของกองทัพ ที่กรุงเนปยีดอ และเมืองใกล้เคียง โดยหลักสูตรดังกล่าวจะเริ่มเปิดเรียน รวมทั้งฝึกอบรมระหว่างปีการศึกษา 2569-2570 โดยรัฐบาลและกองทัพสร้างแรงจูงใจด้วยการให้เยาวชนเข้าร่วมหลักสูตรดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีโอกาสได้รับการศึกษาต่อในโรงเรียนของกองทัพต่อไป

องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งในเมียนมาและต่างประเทศ มีมุมมองว่าโครงการดังกล่าวเป็นไปเพื่อจูงใจให้เยาวชนเมียนมาเป็นกำลังพลในกองทัพ ที่ต้องปฏิบัติการรักษาความมั่นคงในประเทศต่อไปในระยะยาว ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาสูญเสียกำลังพลระหว่างการสู้รบกับกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองและชนกลุ่มน้อยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องเร่งรับสมัครทหารรุ่นใหม่ รวมทั้งอาจใช้หลักสูตรดังกล่าวแพร่กระจายอุดมการณ์ความมั่นคงทางการเมืองของกองทัพเมียนมา โดยใช้โอกาสจากระบบการศึกษาที่ล้มเหลวในช่วงสงครามกลางเมือง ฟื้นฟูระบบการศึกษารูปแบบใหม่ที่จะเอื้อประโยชน์ต่ออำนาจทางการเมืองของกองทัพ นอกจากนี้ รัฐบาลและกองทัพเมียนมาใช้โรงเรียนทหารรูปแบบใหม่นี้โน้มน้าวให้เยาวชนชาวเมียนมาร่วมมือกับกองทัพมากขึ้น แทนที่จะเดินทางออกนอกประเทศหรือไปประกอบอาชีพอื่น

ที่ผ่านมา สถานการณ์ความไม่มั่นคงในเมียนมา และแรงกดดันจากรัฐบาล รวมทั้งกองทัพเมียนมาที่ต้องการให้ชาวเมียนมาอายุระหว่าง 18-35 ปี เกณฑ์ทหาร โดยประกาศใช้กฎหมายเมื่อปี 2567 ที่กำหนดให้พลเมืองเพศชายและหญิงต้องเข้าเกณฑ์ทหารเป็นระยะเวลา 2 ปี ทำให้ชาวเมียนมาบางส่วนต้องการอพยพออกจากประเทศ เพราะมีมุมมองว่านโยบายดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิและความปลอดภัย ทั้งนี้ มาตรการของเมียนมาทำให้มีการเกณฑ์ทหารเพิ่มแล้วอย่างน้อย 110,000 คน

#เมียนมา
#กองทัพเมียนมา
#สงครามกลางเมือง
#สิทธิมนุษยชน
#ข่าวต่างประเทศ
#ความมั่นคง



#ข่าวโลกวันนี้


#วัยรุ่นกับสงคราม
#จับตาเมียนมา

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ที่เริ่มต้นตั้งแต่การปฏิบัติการทางทหารเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ปัจจุบันส...
21/05/2026

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ที่เริ่มต้นตั้งแต่การปฏิบัติการทางทหารเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ปัจจุบันส่งผลกระทบเชิงลบต่อสถานการณ์ความมั่นคงทั่วโลกในหลากหลายมิติ เนื่องจากมีการเผชิญหน้าด้วยอาวุธ การปฏิบัติการบ่อนทำลายความมั่นคงของคู่ขัดแย้งนอกพื้นที่ และในโลกไซเบอร์ รวมทั้งการใช้ความมั่นคงพลังงานเป็นข้อต่อรอง ปัจจุบัน การเจรจาสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้า แม้ปากีสถานจะพยายามแสดงบทบาทผลักดันให้สหรัฐฯ กับอิหร่านส่งผู้แทนไปเข้าร่วมหารือเงื่อนไขต่าง ๆ ระหว่างกัน แต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ยอมรับเงื่อนไขเรื่องการยุติโครงการนิวเคลียร์ ทำให้ทั่วโลกเสี่ยงเผชิญผลกระทบด้านความมั่นคงในระยะยาว

ผลกระทบด้านความมั่นคงอย่างน้อย 3 มิติ ที่เป็นผลจากสงครามและความยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ 1) ผลกระทบด้านการขนส่งพลังงาน และสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยเฉพาะต่อเอเชีย ปัจจุบันกลายเป็น “พื้นที่สงคราม” เนื่องจากสหรัฐฯ กับอิหร่านปิดล้อมและโจมตีเรือที่แล่นผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั่วโลกมีมุมมองว่าความไม่มั่นคงปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากจะทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนพลังงาน และราคาน้ำมันทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ยังจะทำให้เกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานการขนส่งสินค้า เฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยเคมี ที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมและผลิตอาหาร ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ดังนั้น สถานการณ์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาขาดแคลนอาหารและการแย่งชิงทรัพยากรในอนาคต

2) ผลกระทบด้านการเผยแพร่อุดมการณ์หัวรุนแรงและความเกลียดชัง โดยสงครามครั้งนี้ ประกอบกับกรณีอิสราเอลปฏิบัติการทหารในฉนวนกาซา ตั้งแต่ ตุลาคม 2566 ทำให้เกิดกรณีบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ไม่พอใจนโยบายของคู่ขัดแย้ง รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สะสมอาวุธเพื่อก่อเหตุรุนแรงและความวุ่นวายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ ล่าสุด กรณีกลุ่มบุคคลก่อเหตุกราดยิงที่ศูนย์อิสลามในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ 18 พฤษภาคม 2569 ก็มีความเชื่อมโยงกับการแพร่ขยายแนวคิดต่อต้านชาวยิวและชาวมุสลิม

การแพร่กระจายแนวคิดนิยมความรุนแรงและอุดมการณ์สุดโต่ง ทำให้สังคมเผชิญความท้าทายในการเฝ้าระวังและควบคุมความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากผู้ที่ติดตามข่าวสารอาจได้รับข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์และช่องทางการสื่อสารที่แอบแฝงการขยายแนวคิดหัวรุนแรงสุดโต่งไปด้วย ประกอบกับคู่ขัดแย้งใช้สงครามข้อมูลข่าวสาร (information warfare) สงครามจิตวิทยา (psychological warfare) และสงครามในโลกไซเบอร์ (cyber warfare) เพื่อสร้างเครือข่ายผู้สนับสนุน และแนวร่วมทั่วโลกทั้งที่อยู่กันคนละซีกโลก

ก่อนหน้านี้ มีรายงานอัตราการก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดนิยมความรุนแรงและการเกลียดชังผู้ที่นับถือศาสนาอื่นเพิ่มขึ้นในประเทศตะวันตก เป็นสัญญาณว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีส่วนทำให้เกิดการแพร่กระจายแนวคิดหัวรุนแรงและความเกลียดชังเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารเผชิญปัญหา “อคติในการตัดสินข้อมูล” และภาวะ Echo Chamber หรือการเลือกรับข้อมูลเฉพาะเรื่องซ้ำไปมา จนทำให้ตัดสินใจผิดพลาดและถูกโน้มน้าวได้ง่าย การแพร่กระจายแนวคิดหัวรุนแรง จึงจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงปลอดภัยทางสังคมและการก่อเหตุไม่สงบ รวมทั้งการก่ออาชญากรรม

3) ผลกระทบด้านการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบระหว่างประเทศ โดยมีข้อสังเกตว่าปัจจุบัน องค์การระหว่างประเทศมีบทบาทจำกัด หรือแทบไม่มีบทบาทเลยในการควบคุมคู่ขัดแย้งให้ลดระดับความตึงเครียด ทั้งในสถานการณ์ตะวันออกกลาง และสงครามยูเครน ขณะที่คู่ขัดแย้งถูกวิจารณ์ว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศบ่อยครั้ง เฉพาะอย่างยิ่งอิสราเอล ที่ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์สงคราม เพิ่มพูนอิทธิพลและอำนาจการควบคุมพื้นที่รอบบ้าน เพื่อกำจัดกองกำลังของฝ่ายศัตรูอย่างต่อเนื่อง ทำให้นานาชาติประณามและคัดค้านด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ไม่มีผลต่อการตัดสินใจนโยบายของผู้นำอิสราเอล

การที่คู่ขัดแย้งมีพฤติกรรมขัดแย้งกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งหลักสิทธิมนุษยธรรม อาจส่งผลเสียต่อความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของสถาบันและองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทส่งเสริมสันติภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ผลกระทบทั้ง 3 มิติ ข้างต้น ไม่สามารถจะฟื้นฟูได้ทันที หรือกลับไปสู่สภาพเดิม แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่านจะสามารถหาทางออกได้ …ซึ่งไม่ว่าทางออกของสงครามนี้จะเป็นรูปแบบใด แนวโน้มราคาพลังงาน และต้นทุนที่ส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ใช้เวลานานในการปรับสมดุล เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต และคลังสำรองน้ำมันสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางถูกทำลายไปมากระหว่างการโจมตี โดยมีการประมาณการณ์ว่า ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี เพื่อกลับมาผลิตพลังงานได้เป็นปกติ ขณะที่ความมั่นคงปลอดภัยทางสังคมจากการแพร่กระจายแนวคิดหัวรุนแรงและความเกลียดชังจะซับซ้อนมากขึ้น เพราะเหตุการณ์สงครามที่มีความสูญเสียครั้งนี้อาจกลายเป็น “เรื่องเล่า” หรือ narrative ที่กลุ่มผู้นิยมความรุนแรงและมีอุดมการณ์ใช้โน้มน้าว รวมทั้งเพิ่มพูนผู้สนับสนุนทั่วโลก ให้โจมตีผลประโยชน์ของคู่ขัดแย้ง หรือใช้วันสำคัญที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงจุดยืน

ขณะที่สถาบันและองค์กรระหว่างประเทศที่เคยมีบทบาทส่งเสริมสันติภาพ อาจกลายสถานะเป็นเพียงเวทีที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ แต่แก้ไข หรือลดความขัดแย้งอะไรไม่ได้เลย…นอกจากจะมีการปฏิรูปองค์กรระหว่างประเทศ ให้เป็นกลไกที่มีมาตรฐานการดำเนินการต่อประเทศที่ทำสงครามในประเทศอื่น ๆ อย่างเท่าเทียม ซึ่งก่อนหน้านี้ ทั่วโลกมีการผลักดันแนวทางปฏิรูปองค์กรระหว่างประเทศหลายครั้ง และ “จุดเปลี่ยน” ที่อาจส่งเสริมการปฏิรูปองค์กรระหว่างประเทศและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ที่อยากจะชวนให้ร่วมกันติดตาม คือ การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) คนใหม่ ที่จะรับตำแหน่งแทนคนปัจจุบัน ซึ่งจะหมดวาระในปลายปี 2569

ดังนั้น สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงโลกระยะยาวอย่างน้อย 3 เรื่องข้างต้น ได้แก่ การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การแพร่กระจายอุดมการณ์หัวรุนแรงและสุดโต่ง และการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเป็นความท้าทายของไทยในการรับมือกับผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งไทยอาจบริหารจัดการผลกระทบดังกล่าวได้มากขึ้นด้วยการหาแหล่งนำเข้าสินค้าและร่วมมือกับนานาชาติแห่งใหม่ ให้มีความหลากหลาย และสนับสนุนการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศที่ปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่การเฝ้าระวังการแพร่กระจายแนวคิดหัวรุนแรง อาจต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์เชิงจิตวิทยาและการสื่อสาร เพื่อเสริมเกราะป้องกันการใช้ความรุนแรง ตลอดจนให้ความสำคัญกับการสร้างความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตในสังคม หรือ Resilience เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว

#สงครามอิหร่าน #สงครามตะวันออกกลาง #สหรัฐอิหร่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ #วิกฤตพลังงานโลก #ความมั่นคงโลก #ภูมิรัฐศาสตร์ #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวความมั่นคง #สงครามข้อมูลข่าวสาร #วิกฤตเศรษฐกิจโลก #ราคาน้ำมัน #ข่าวกรอง #วิเคราะห์สถานการณ์โลก #โลกเดือด

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนต้อนรับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ เมื่...
21/05/2026

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนต้อนรับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ เมื่อ 19 พฤษภาคม 2569 ผู้นำจีนต้อนรับผู้นำรัสเซียอย่างสมเกียรติ จากนั้นได้หารือกันประเด็นการกระชับความร่วมมือ และลงนามในข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อขยายความสัมพันธ์ด้านการค้า ความมั่นคงพลังงาน และการทูต พร้อมกับร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปี ความสัมพันธ์ตามสนธิสัญญา Treaty of Good-Neighborliness and Friendly Cooperation ที่เป็นข้อตกลงแก้ไขปัญหาขัดแย้งประเด็นพรมแดนจีน-รัสเซีย และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้นตั้งแต่ปี 2544 และปัจจุบัน จีนกับรัสเซียเห็นพ้องจะขยายอายุสนธิสัญญาดังกล่าวด้วย

สื่อมวลชนต่างประเทศวิเคราะห์ว่าปัจจัยที่ทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างจีน-รัสเซียในปัจจุบันใกล้ชิดและแน่นแฟ้นกันมากขึ้น อาจเป็นผลจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีปูติน เพราะทั้ง 2 ผู้นำมีอำนาจปกครองประเทศยาวนาน จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อกัน และได้พบหารือกันมาแล้วมากกว่า 40 ครั้ง นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศร่วมมือกันเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งมีมุมมองว่าจีนและรัสเซียเป็นความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์มาโดยตลอด ทำให้จีนและรัสเซียใช้หลักการร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อรับมือกับสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันผู้นำรัสเซียต้องพึ่งพาผู้นำจีนมากกว่าในอดีต เพราะรัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติจากกรณีสงครามในยูเครน อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมีมุมมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียในปัจจุบันเป็นรูปแบบการพึ่งพาอาศัย เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศในช่วงที่สถานการณ์โลกผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

บรรยากาศการพบหารือระหว่างผู้นำจีนและผู้นำรัสเซียที่ราบรื่น ยังสะท้อนว่าปัจจุบันจีนพร้อมร่วมมือกับต่างประเทศทุกฝ่าย เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ผู้นำจีนต้อนรับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 13-15 พฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนในต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่าสื่อมวลชนจีนรายงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียตามข้อเท็จจริง ขณะที่สื่อมวลชนรัสเซียรายงานเน้นย้ำท่าทีของผู้นำรัสเซียที่ระบุว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศยกระดับเพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณว่าผู้นำรัสเซียอาจเป็นฝ่ายต้องการใช้การเยือนครั้งนี้ เสริมสร้างความมั่นคงทางการเมืองทั้งในประเทศและในเวทีนานาชาติ โดยความร่วมมือที่น่าจับตามองอย่างมาก คือ การร่วมกันสร้างท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ และการโน้มน้าวจีนให้แสดงท่าทีสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครนมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา จีนระมัดระวังท่าทีเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยพยายามกำหนดท่าทีเป็นกลาง และสนับสนุนสันติภาพ

#จีนรัสเซีย #สีจิ้นผิง #ปูติน #ภูมิรัฐศาสตร์ #สงครามยูเครน #มหาอำนาจโลก #ข่าวต่างประเทศ #ความมั่นคง #พลังงานโลก #จีน #รัสเซีย #ข่าวรอบโลก #จับตาโลก #โลกกำลังเปลี่ยน #ข่าววันนี้ #วิเคราะห์ข่าว

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66632536193

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Intelligenceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Intelligence:

แชร์