Mutual Finding a common ground in society

“ถ้าคนรู้สึกรู้สากับสิ่งนั้น เค้าจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง แล้วถ้าคนจำนวนมากๆ รู้สึกรู้สากับสิ่งนั้นร่วมกัน มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเสมอ”

Mutual เกิดขึ้นเพราะความคิดความเชื่อแบบนี้

Mutual คือสื่อที่พยายามมองหา ‘ความเหมือน’ หรือ ‘ความร่วมกัน’ ในสังคมที่แตกต่างหลากหลาย ตั้งแต่ เพศ ร่างกาย วัย เชื้อชาติ ไปจนถึงความคิด ความเชื่อ ศรัทธา ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือศัก

ดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

และเราเชื่อว่าการรู้ร้อนรู้หนาว หรือทุกข์ร่วม สุขร่วมกับคนในสังคมเป็นสิ่งที่ควรมี

Finding common ground in society : เราต่างมีพื้นที่ตรงกลางร่วมกัน จึงเป็นแนวคิดสำคัญของ Mutual

คนไร้บ้านต้องการพื้นที่ปลอดภัย
LGBTQ+ ต้องการแว่นที่มองมาด้วยสายตาปกติ
ผู้พิการ ต้องการการยอมรับในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง
เด็กเองก็ต้องการการรับฟังและเคารพในความคิดเห็น

เราทุกคนก็ต้องการเช่นนั้น

สังคมปัจจุบัน เราตั้งต้นและกำลังรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งการเคารพในความแตกต่างหลากหลายแล้ว

ถัดจากนี้ เราจะหาความร่วมและความเหมือน และรดน้ำมันไปด้วยกัน

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

มงสาม มงฟ้า และวอลเลย์บอลหญิงไปโอลิมปิก ว่ากันว่าความฝันที่ LGBTQIA+ ยุคดิจิทัลมีร่วมกันคือชัยชนะสามอย่างนี้แม้จะเป็นเพี...
03/09/2026

มงสาม มงฟ้า และวอลเลย์บอลหญิงไปโอลิมปิก ว่ากันว่าความฝันที่ LGBTQIA+ ยุคดิจิทัลมีร่วมกันคือชัยชนะสามอย่างนี้

แม้จะเป็นเพียงวลีติดปากไว้พูดต่อกันขำๆ ที่ไม่สามารถใช้เหมารวมทุกคนในชุมชนเพศหลากหลายได้ถ้วนหน้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อพูดถึงกีฬาวอลเลย์บอล สิ่งแรกๆ ที่คนไทยนึกถึงคือการเข้าไปมีส่วนร่วมของเหล่าพี่กะเทยในแวดวงนี้ หนึ่งคำถามสำคัญที่เราอดสงสัยไม่ได้คือ วอลเลย์บอลมีความเป็นมาแตกต่างจากกีฬาอื่นอย่างไร ทำไมจึงโอบรับคนเพศหลากหลายเอาไว้ได้มากมายจนเกิดเป็นภาพจำของคนไทย

🏐 เมื่อความเป็นชายเข้มข้นถูกเจือจางด้วยกีฬาชนิดใหม่

อาจฟังดูเชื่อได้ยาก แต่หากย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1895 จุดเริ่มต้นของวอลเลย์บอลคือกีฬาเบาๆ ที่วิลเลียม จี. มอร์แกน (William G. Morgan) ผู้อำนวยการฝ่ายพลศึกษาของสมาคมเยาวชนคริสเตียน (Young Men's Christian Association : YMCA) คิดมาเพื่อสมาชิกอาวุโสชายในสมาคม และใครก็ตามที่ไม่ชอบวิธีการเล่นที่หนักหน่วงกระแทกกระทั้นของบาสเก็ตบอล แต่ยังอยากฝึกทักษะทางกีฬา เดิมทีผู้อำนวยการสมาคมตั้งชื่อว่า มินตันเนตต์ (Mintonette) เพราะวิธีการเล่นคล้ายกับแบดมินตัน ต่างตรงเปลี่ยนมาใช้มือตีลูกยาง ทำให้เล่นได้โดยไม่ต้องมีไม้แร็กเกต

ด้วยธรรมชาติของกีฬาที่ปะทะน้อยกว่า แทบไม่มีการสัมผัสโดยตรงกับฝั่งตรงข้าม วอลเลย์บอลเลยกลายเป็นหนึ่งในกีฬาไม่กี่ชนิดที่ผู้หญิงเริ่มนิยมเล่นในยุคนั้น กระทั่งกรมพลศึกษาของสยามประเทศก็เลือกบรรจุวอลเลย์บอลลงในหลักสูตรการเรียนในฐานะกีฬาที่เล่นได้ทั้งชายหญิงเมื่อปี พ.ศ. 2476

งานวิจัยด้านสังคมวิทยาการกีฬาชื่อ S*xual Minority Athletes Between Concealment and Disclosure: A Multilevel Perspective on Coming Out in Sport ของโทไบอัส เมนเซล (Tobias Menzel) และคณะซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร S*xuality Research and Social Policy เผยว่า ยิ่งกีฬาชนิดไหนมีภาพจำและค่านิยมความเป็นชายสูง กลุ่มเพศหลากหลายจะยิ่งเข้าไปมีส่วนร่วมน้อยลงและเปิดเผยตัวได้ยากขึ้น ในกรณีของวอลเลย์บอล เมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่มิได้ครองโดยผู้เล่นชายเป็นหลักอีกต่อไป ขั้นตอนการพิสูจน์ ‘ความแมน’ (Masculinity Policing) ที่ปรากฏในกีฬาชนิดอื่นๆ เช่น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล หรือมวย จึงค่อยๆ อ่อนแรงและหมดความหมายลง และนั่นอาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่เพศหลากหลายจำนวนมากไม่รู้สึกว่าถูกกีดกันออกไปโดยใช้การแสดงออกทางเพศเป็นเกณฑ์ สังเกตได้จากการที่กีฬานี้มีคอมมูนิตี้นักกีฬาเกย์โดยเฉพาะผุดขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ เช่น กลุ่ม Gay Volleyball (ゲイバレー) ในญี่ปุ่น ทัวร์นาเมนต์ Volleyball Pride Cup ในฟิลิปปินส์ และกลุ่มแฟนคลับจำนวนมากในประเทศไทย

🏆 จากความสำเร็จที่นักกีฬาหญิงปักธงไว้ ตอกย้ำด้วยภาพยนตร์ ‘สตรีเหล็ก’

ภาพจำของวอลเลย์บอลในฐานะกีฬาของผู้หญิงและกีฬาขวัญใจเหล่า LGBTQIA+ ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลสื่อและความสำเร็จของนักกีฬาหญิงในลีกการแข่งขันระดับโลก ที่น่าสนใจคือสองสิ่งนี้เกี่ยวพันกันเหนียวแน่นอย่างตัดไม่ขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย เริ่มจากความสำเร็จของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติญี่ปุ่นในโอลิมปิกฤดูร้อน ปี 1964 ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่นำมาสู่คลื่นสื่อบันเทิงธีมวอลเลย์บอลหญิงยุค 70s หลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือละครชุด ยอดหญิงชิงโอลิมปิก (Moero Attack) ซึ่งประเทศไทยนำเข้ามาฉายทางช่อง 5 ผลคือฮิตติดลมบนจนใครๆ ก็อยากเล่นเป็น จุง โคชิกะ นางเอกคนเก่งของเรื่อง

ตัดภาพมาที่วงการวอลเลย์บอลไทยในช่วงเดียวกัน ขณะที่ทีมชายไม่เป็นที่พูดถึงเท่าไรนัก นักกีฬาทีมหญิงของเรากลับโดดเด่นบนเวทีเซียพเกมส์ (ชื่อเดิมของซีเกมส์) ชิงเหรียญทองได้แทบทุกครั้ง ปั้นนักกีฬาดังมานับไม่ถ้วน เช่น ปริม อินทวงศ์ มือเซตดาวรุ่งยุค 90s ที่แฟนวอลเลย์ปีลึกหน่อยจะต้องรู้จัก จากนั้นไม่นาน หนึ่งหมุดหมายสำคัญของวอลเลย์บอลยุคทองก็มาถึงในปี 2000 ภาพยนตร์เรื่อง สตรีเหล็ก นั่นเอง

สตรีเหล็ก สร้างจากเรื่องจริงของทีมวอลเลย์บอลชายจังหวัดลำปาง โดยหนึ่งในตัวละครหลักใช้ชื่อว่า จุง ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก จุง โคชิกะจากเรื่องยอดหญิงชิงโอลิมปิกที่เคยได้รับความนิยม สตรีเหล็กได้รับการยกย่องในฐานะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ที่นอกจากจะวางแก๊งเพื่อนกะเทยเป็นตัวดำเนินเรื่องหลักแล้ว ยังวาดภาพตัวละครกะเทยออกมาอย่างมีมิติและเป็นไปในเชิงบวก ขัดกับภาพจำเดิมๆ ในสื่อที่มักเป็นบทตัวประกอบตลกไร้สาระ

ผลคือเยาวชน LGBTQIA+ ทั้งที่เล่นและไม่เล่นกีฬารู้สึกผูกพันกับกีฬาวอลเลย์บอลขึ้นมา เนื่องจากมีภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจ รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น นักแสดงและนักกีฬาผู้ทรงอิทธิพลในวงการวอลเลย์บอลคือหนึ่งในนั้น เขายกย่องสตรีเหล็กในฐานะตำนานจุดเริ่มต้นแห่งการแสดงออกในยุคที่การเป็นตัวเองบนสนามกีฬายังถูกตีกรอบกะเกณฑ์

อาจกล่าวได้ว่า คุณสมบัติสำคัญของวอลเลย์บอลที่ทำให้กีฬาชนิดนี้เป็นศูนย์รวมใจของเพศหลากหลายไม่ใช่วิธีการหรือธรรมชาติของมันโดยตรง แต่คือความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (sense of belonging) ซึ่งประกอบสร้างจากหลายอย่าง ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาพแทนในสื่อ ตลอดจนความเป็นชุมชนที่ก่อตัวขึ้นทั้งบนสนาม บนอัฒจันทร์ และข้างหลังหน้าจอ

แล้วก็คงเป็นความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแรงกล้าเช่นนี้เอง ที่ทำให้ชัยชนะของทีมวอลเลย์บอลหญิงเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 เป็นมากกว่าแค่บัตรผ่านไปโอลิมปิกเกมส์ 2028 แต่เป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งคอมมูนิตี้ที่เติบโตมากับกีฬานี้

ข้อมูลเชิงอรรถ:
- มงสาม มงฟ้า: ตำแหน่งผู้ชนะระดับโลกในเวที Miss Universe และ Miss World ตามลำดับ
- YMCA: องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของชาวคริสต์ที่มุ่งพัฒนาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตเยาวชน

ที่มา :
- IOC
- Japan Journal of Sport Sociology
- Springer Nature
- Thai PBS
- กรมพลศึกษา

เรื่อง : ศิรอักษร จอมใบหยก
ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร
#วอลเลย์บอล #กะเทย #โอลิมปิก

“ขี้คร้าน (ขี้เกียจ) เรียนครับ ชอบแต่งรถ ไปโรงเรียนก็ไม่เข้าเรียน ไปอยู่หลังห้องน้ำบ้าง สนามบอลบ้าง ชอบอยู่บ้านเล่นเกม R...
03/09/2026

“ขี้คร้าน (ขี้เกียจ) เรียนครับ ชอบแต่งรถ ไปโรงเรียนก็ไม่เข้าเรียน ไปอยู่หลังห้องน้ำบ้าง สนามบอลบ้าง ชอบอยู่บ้านเล่นเกม ROV”

ประโยคสั้นๆ จาก ‘ปอนด์’ วัย 17 ปี และ ‘อั้ม’ วัย 16 ปี ซื่อตรงเกินกว่าจะปิดบังความจริงของเด็กชายขอบเมืองพื้นที่ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เยาวชนวัยรุ่นคู่หูที่ตัดสินใจหันหลังให้ระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้น ม.1

คำว่า ‘ภาวะการเรียนรู้ถดถอย’ หรือ ‘Learning Loss’ ในความหมายทางวิชาการ หมายถึงภาวะที่เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ลดลง หรือลืมสิ่งที่เคยเรียนไป เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ที่ทำให้การเรียนรู้ไม่เป็นไปตามปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทักษะพื้นฐาน ต่อเนื่องไปถึงการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และอาจส่งผลต่อการเรียนรู้ในระยะยาว เมื่อสถานการณ์นั้นสิ้นสุดลง โดยผลกระทบดังกล่าวจะรุนแรงมากขึ้นในกลุ่มยากจนหรือด้อยโอกาส

แต่สำหรับพวกเขา คำว่า Learning Loss ได้ขยายความของภาวะการเรียนรู้ถดถอยให้ไม่ใช่แค่เรื่องในสมุดรายงานผลการเรียน หากแต่คือ ‘สภาวะเนือยนิ่ง’ การสูญเสียเป้าหมายชีวิต และการถูกลอยแพอยู่ริมขอบของสังคม

ไร้ความหวัง ไร้ความฝัน ใช้ชีวิตไปวันๆ คือภาวะที่เกิดขึ้นกับทั้งอั้มและปอนด์ รวมถึงเด็กๆ อีกหลายสิบคนที่เต็มใจลาออกออกจากโรงเรียนในระดับ ม.ต้น

เราอยากชวนทุกคนมาสำรวจรอยแผลใต้พรมการศึกษา ผ่านบทสนทนากับสองเด็กหนุ่มผู้เคยหันหลังให้ห้องเรียน เพื่อค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่หล่นหายไปอย่างแท้จริง และระบบนิเวศการศึกษาแบบไหนที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เรื่อง : มยุรา ยะทา
ภาพถ่าย : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : บัว คำดี

#กสศ
#ความเสมอภาคทางการศึกษา
#การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

“ฮัลโลว เวลค้าม แฮฟรูม แฮฟคอนด้อม แฮฟเควาย กู้ดเทคแคร์ ดูเอวี่ติง…”ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีการรายงานข่าวว่า ‘เรือบรรทุ...
02/09/2026

“ฮัลโลว เวลค้าม แฮฟรูม แฮฟคอนด้อม แฮฟเควาย กู้ดเทคแคร์ ดูเอวี่ติง…”

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีการรายงานข่าวว่า ‘เรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัม ลินคอล์น’ ของสหรัฐอเมริกาจะเข้าเทียบท่าที่แหลมฉบังพร้อมพลทหารร่วม 5,000 นาย ทำให้ผู้ประกอบการในพัทยาตั้งตารอ โดยหวังว่าการพักผ่อนในครั้งนี้ของเหล่าทหารจะทำให้เศรษฐกิจในท้องที่คึกคัก

แต่นอกจากผู้ประกอบการจะคึกคักแล้ว ยังมีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เริ่มสร้างคอนเทนต์รับข่าวนี้ โดยเป็นการถ่ายคลิปเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า โบกรถไปพัทยา โดยมีเป้าหมายว่าจะไปขายบริการที่ริมหาด

แม้จะเป็นคอนเทนท์ที่ดูขำขันสำหรับใครหลายคน แต่ก็สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยรู้ดีว่าเมืองพัทยามีพนักงานขายบริการทางเพศ (S*x Workers) จำนวนไม่น้อย และมองว่าเป็นเมืองที่เม็ดเงินไหลเวียนเข้ามาเพราะกลุ่มอาชีพนี้ แต่เมื่อหันกลับไปดูประมวลกฎหมาย S*x Workers ก็ยังเป็นอาชีพที่ ‘ผิดกฎหมาย’ อยู่ดี

อีกครั้งการต้อนรับทหารอเมริกาในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ในเมืองพัทยาเองก็ออกย้ำกับผู้ประกอบการว่า ให้ป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ เพราะการซื้อขายบริการทางเพศเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ประหนึ่งว่าในเมืองแห่งนี้ไม่มี S*x Workers ทำให้นึกถึงภาพข่าวที่ตำรวจออกตรวจแล้วมาแถลงว่าไม่มีการค้าบริการทางเพศ ทั้งที่ใครๆ ก็รู้ว่าถ้าโผล่หน้าไปบอกว่าทำอาชีพนี้จะโดนจับกุมทันที

‘พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539’ ถูกใช้ในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 30 ปี โดยไม่มีการปรับปรุงแก้ไข กฎหมายฉบับนี้ทำหน้าที่ในการ ‘ปราบปราม’ การให้บริการทางเพศอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เช่น ห้ามเชิญชวน ห้ามโฆษณา และห้ามเข้าไปมั่วสุมในสถานค้าประเวณี ทำให้ผู้ที่ประกอบอาชีพนี้โดยสมัครใจจะต้องหลบซ่อน หากโดนล่วงละเมิดหรือไม่ได้รับความไม่เป็นธรรมใดๆ จากการทำงานก็ไม่สามารถไปแจ้งความได้ ไม่งั้นจากผู้เสียหายจะกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง

ซึ่งการทำให้อาชีพให้บริการทางเพศผิดกฎหมายยังเป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดการค้ามนุษย์อีกด้วย โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พบว่าในจำนวน S*x Worker กว่า 52 ล้านคนทั่วโลก มีคนที่ถูกค้ามนุษย์กว่า 4.8 ล้านคน และเป็นเด็กถึง 28%

รายงานจาก UN จึงชี้ว่า ถ้าทำให้อาชีพนี้ถูกกฎหมาย ก็จะช่วยยกระดับมาตรฐานด้านสุขภาพในอุตสาหกรรมค้าบริการทางเพศ และทำให้ผู้ให้บริการได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม

สำหรับประเทศไทย ภาคประชาชนได้ขับเคลื่อนและผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ โดยมีหลายหน่วยงานออกมาร่วมร้องเรียนภายใต้จุดประสงค์เดียวกันคือ คุ้มครองสิทธิของคนทำงานบริการทางเพศให้มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับทุกอาชีพ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากศีลธรรมและความดีงามที่สังคมยึดถือ มากกว่าความปลอดภัยและสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งที่อาชีพนี้เป็นอาชีพในหมวดบริการอย่างหนึ่งที่ ‘ขายทักษะ’ ไม่ใช่ร่างกายแบบที่หลายคนเข้าใจ

เพราะพนักงานที่ให้บริการทางเพศ จะต้องเผชิญหน้าและรับมือกับลูกค้าที่หลากหลาย บางคนเข้ามาเพื่อหาเพื่อน บางคนเขามาเพราะต้องการเซ็กส์ที่ดุดันร้อนแรง ต้องการการสวมบทบาท หรือบางคนเข้ามานั่งคุยระบายความรู้สึกก็มี พนักงานที่ให้บริการจึงต้องมีทั้งทักษะและไหวพริบที่สูงเพื่อรองรับลูกค้าทุกคนที่เข้ามา และหากเขาเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีในการทำงาน เขาก็ควรมีสิทธิในการเรียกร้องเพื่อตัวเอง

“การทำอาชีพนี้ต้องใช้ความมานะอดทน ทักษะต่างๆ ที่ต้องนำมาใช้รับมือกับคนหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่ง่ายเลย เเถมยังโดนกฎหมายกดขี่ความเป็นมนุษย์อีก ดังนั้นหากวันนี้เราจะต่อสู้เพื่อเเก้กฎหมาย เเละนำความเท่าเทียมที่เราควรได้กลับคืนมา เราทุกคนจะต้องร่วมมือกัน ถึงจะสามารถเเก้ปัญหาครั้งนี้ได้” ไท ผู้ประกอบการสถานบริการเเห่งหนึ่งแบ่งปันความเห็นในวงเสวนา ‘เพียงเเค่เราเห็นทุกคนเป็นคนเท่ากันอนาคต S*x worker ประเทศไทย’ จัดโดย มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ เเละมูลนิธิเอดส์ เฮลท์ เเคร์ประเทศไทย (AHF Thailand) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565

สิ่งที่พนักงานขายบริการทางเพศต้องการจึงเป็นการสนับสนุนจากทุกๆ ฝ่ายในการเข็นร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศให้เกิดการบังคับใช้ เพื่อให้พวกเขาได้รับสิทธิและสวัสดิการเหมือนกับคนอื่นในสังคม ให้การทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพวกเขาถูกคุ้มครองด้วยกฎหมาย และเปลี่ยนรอยตีตราในอาชีพเป็นความเข้าใจให้พวกเขามีที่ยืนในสังคมอย่างไม่ต้องหลบซ่อน ไม่ใช่การทำคอนเทนต์ที่เอาอาชีพของพวกเขามาทำเป็นเรื่องขบขัน

ที่มา : thaipbs, ilaw

เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์
ภาพประกอบ : บัว คำดี
*xWorker #พัทยา #ทหารอเมริกัน #การค้าประเวณี

‘งาน’ คือสิ่งที่คนไร้บ้านต้องการเป็นอันดับต้นๆพี่ไก่ พี่เดี่ยว และพี่ปึง คือ สามอดีตคนไร้บ้านที่ได้งานทำ ทั้งสามทำงานที่...
01/09/2026

‘งาน’ คือสิ่งที่คนไร้บ้านต้องการเป็นอันดับต้นๆ

พี่ไก่ พี่เดี่ยว และพี่ปึง คือ สามอดีตคนไร้บ้านที่ได้งานทำ ทั้งสามทำงานที่ร้านอาหารตามมี ย่านบรรทัดทอง กรุงเทพฯ

เพราะได้รับโอกาส พี่ไก่ พี่เดี่ยว และพี่ปึ่งจึงมีงานประจำ รับรายได้สม่ำเสมอเอาไว้ดูแลตัวเอง และครอบครัวที่อยู่ห่างไกลกันได้อีกด้วย

#คนไร้บ้าน

สำหรับพื้นที่ตำบลโพนแพง อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ‘เด็กที่นี่คือผ้าหลากสี’ หลายรูปทรง เด็กแต่ละคนจึงมีเรื่องราว มีปั...
01/09/2026

สำหรับพื้นที่ตำบลโพนแพง อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ‘เด็กที่นี่คือผ้าหลากสี’ หลายรูปทรง เด็กแต่ละคนจึงมีเรื่องราว มีปัญหา และมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน

“ในความเป็นจริงเด็กก็คือเสื้อผ้าหลากสี บางคนอาจจะเกเรบ้าง บางคนอาจจะดื้อบ้าง บางคนอาจจะถลำลึกไปบ้าง แต่สุดท้ายด้วยความเป็นเด็ก เขาเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง ดังนั้นเราต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันให้เกิดขึ้น” ตั้มอธิบาย

เพราะฉะนั้น ‘โครงการเสริมสร้างสุขนิเวศน์การเรียนรู้สร้างสรรค์และพัฒนาสมรรถนะเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ โดยศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงตั้งเป้าที่จะเปิดพื้นที่สร้างโอกาสให้กับเด็กเยาวชน โดยตั้งต้นจากประสบการณ์การทำงานที่คลุกคลีกับเรื่องเด็กมาหลายปีจนทำให้ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวเป็นพื้นที่ที่ใครก็รู้จัก

แต่การรอให้เด็กเดินเข้ามาหาเองทำให้ ‘ตั้ม - ธนภัทร แสงหิรัญ’ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ และทีมงานไม่ทราบตัวเลขที่แท้จริงว่ามีเด็กหลุดระบบจำนวนกี่คน และต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบไหนที่จะสามารถรองรับเด็กได้หลายรูปแบบ โครงการฯ จึงสร้าง ‘ยุทธการสะบัดผ้า’ ขึ้น โดยใช้ผู้ใหญ่บ้านเป็นกลไกสำคัญ

“การสะบัดผ้า คือ เรากับผู้ใหญ่บ้านลงไปรื้อตู้ สกรีนเด็กทุกหลังคาเรือน ชิ้นไหนดีจับใส่ราว ชิ้นไหนต้องซ่อมแซม ต้องมัดย้อมใหม่ หรือดูว่าชิ้นไหนต้องส่งต่อส่งรักษา เพื่อคัดกรองและช่วยเหลือเขาให้ตรงจุด” ตั้มอธิบาย

เพราะถึงจะเป็นคนริเริ่มยุทธการนี้ แต่หากจะให้ตั้มและทีมที่มีไม่ถึง 5 คนลงไปรื้อตู้เสื้อผ้าทีละตู้ ก็อาจจะช่วยเหลือเด็กได้ไม่ทั่วถึง คนที่ต้องเป็นกำลังสำคัญในการค้นหาจึงเป็นผู้ใหญ่บ้านทั้ง 12 หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ชิดชุมชนที่สุด มีข้อมูลในมือว่าเด็กแต่ละคนอยู่ที่ไหน และผู้ปกครองแต่ละบ้านให้ความไว้ใจ

ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่บ้านรับรู้ว่ามีเด็กนอกระบบอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง และเมื่อเกิดถ้อยคำวิจารณ์จากคนในชุมชนว่าเด็กไม่ทำอะไรเลย ติดบ้าน ติดเพื่อน ผู้ใหญ่ในชุมชนก็จะบ่นและบอกให้เด็กลุกไปหากิจกรรมทำ แต่เด็กก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหนเพราะไม่มีพื้นที่รองรับ หรือบางครั้งเป็นการรอให้สถาบันการศึกษาเป็นหน่วยที่เข้ามาจัดการ

ตั้มจึงอยากผลักดันให้ผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาเป็นผู้นำการสื่อสาร เป็นหัวหน้าทีมของกลไกระดับหมู่บ้านที่ประกอบไปด้วยผู้ช่วยและแม่ๆ อสม. โดยให้คิดว่างานนี้เป็นงานของผู้ใหญ่บ้านทุกคนไม่ใช่ของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวเพียงลำพัง

“ทุกอย่างผมยกให้เป็นผลงานของผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านที่มาทำงานร่วมกัน ถ้าเด็กเติบโตขึ้น เด็กมีความสามารถ มีความกล้ามาก ก็เป็นเพราะพ่อๆ แม่ๆ เป็นคนเปิดพื้นที่ให้ทั้งนั้นเลย ผมเป็นคนสะกิดบอกว่าเด็กอยากได้อะไร เพราะที่ผ่านมาเด็กไม่กล้าคุยด้วย” ตั้มเสริม

ตั้มเล่าว่า ในการทำงานช่วงต้นที่ให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นแกนนำในการค้นหาเด็ก ต้องมีการปรับวิธีคิดของผู้ใหญ่บ้าน เพราะก่อนหน้านี้เด็กนอกระบบเป็นเด็กมีปัญหาในสายตาคนในชุมชน ตั้มและทีมจึงต้องพยายามแทรกเรื่องเด็กและเยาวชนเข้าไปในวาระการประชุมประจำเดือนของผู้ใหญ่บ้าน ให้พวกเขามองเด็กด้วยหัวใจ ไม่ใช่เป็นแค่เป้าหมายที่ต้องจับผิด

“เป้าหมายสุดท้ายเราไม่ได้มองว่าเด็กเป็นผู้ร้าย ในบางกรณีเด็กไม่ได้เก่งโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ เด็กไม่ได้กระทำความผิดโดยเขาจงใจ แต่ล้วนแล้วมันเกิดจากสภาพแวดล้อมหรือจากใดๆ ก็ตาม”

โดยกระบวนการสะบัดผ้าจะเริ่มจากการให้ผู้ใหญ่บ้านค้นหาเด็กในพื้นที่ที่ตัวเองรับผิดชอบและทำความเข้าใจปัญหาของเด็กแต่ละคน หากเด็กคนไหนต้องการความช่วยเหลือ ก็จะให้ผู้ใหญ่บ้านบรรจุเป็นวาระการประชุมของหมู่บ้านเพื่อหาทางสนับสนุนเด็กร่วมกันในชุมชน เช่น หากเด็กชอบแว้นรถมอเตอร์ไซต์ ก็จะสนับสนุนอุปกรณ์ช่างซ่อมรถให้ โดยแลกกับการช่วยงานของหมู่บ้าน

“สุดท้ายเลือกที่จะไม่เรียนก็ไม่เป็นไร แต่มาคุยกันว่าถ้าไม่เรียนแล้วจะทำยังไงให้ชีวิตมีความสุขได้ ไม่เดือดร้อน หรือเราก็เสนอว่าถ้าไม่เรียนในระบบจะสนใจไหม เรามีกลไกรองรับนะ ไม่ต้องไปเรียนก็ได้ แต่ว่าคุณต้องมาช่วยงานชุมชนนะ”

ซึ่งหากมีเรื่องไหนที่ต้องการความช่วยเหลือที่ใหญ่ขึ้น เช่น งบประมาณ ผู้ใหญ่บ้านก็สามารถดำเนินการได้เองด้วยการนำข้อมูลเด็กไปสื่อสารกับหน่วยงานระดับอำเภอ หรือหากอยากได้คำปรึกษากับเครื่องมือในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็ก ก็จะมีศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวคอยสนับสนุน

“สุดท้ายแล้ว เป้าหมายสูงสุดคือให้ลูกหลานของเราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เป็นผู้ใหญ่ที่มาดูแล รับผิดชอบ รับไม้ต่อจากพวกเราในบทบาทไหนก็ตาม จะเป็นคนธรรมดาก็ได้ แต่เป็นคนธรรมดาที่รับผิดชอบร่วมกันในสังคมเราให้อยู่ดีมีสุขมากขึ้น" ตั้มเสริม

เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์
ภาพประกอบ : บัว คำดี

#กสศ
#ความเสมอภาคทางการศึกษา
#การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

#ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว
#จังหวัดสกลนคร

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่จำเป็นต้องดีเสมอ เราอาจจะเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ” ซึ่งอาจจะจริงสำหรับหลายคน ...
31/08/2026

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่จำเป็นต้องดีเสมอ

เราอาจจะเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ” ซึ่งอาจจะจริงสำหรับหลายคน แต่บางคนกลับเลือกที่จะยอมรับตามหน้างานว่า “อะไรดี บุ๋มก็ว่าดี” ส่วนที่ไม่ดี ระดับความเข้มข้นก็อาจจะมีตั้งแต่ ไม่ดีไม่เลว เลวหน่อยๆ ค่อยๆ ไต่ระดับไปจนสุดขั้ว ตัวเจ็บขนาดนี้ - บุ๋มก็ว่าดีไม่ได้จริงๆ

เรากำลังพูดถึง ‘การยอมรับอารมณ์ลบ’ ซึ่งอยู่ในบทความงานวิจัย The psychological health benefits of accepting negative emotions and thoughts: Laboratory, diary, and longitudinal evidence ของ Ford, Lam, John & Mauss (2018) ที่พบว่า การยอมรับความจริงตามที่เป็น ดีต่อสุขภาพจิตมากกว่า

งานวิจัยนี้ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 คน และพบว่าการยอมรับเรื่องแย่ ทำให้รู้สึกลบน้อยลงในระยะยาว และเมื่อสะสมไปเรื่อยๆ ก็ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตโดยรวม

พูดง่ายๆ คือ "ยอมรับว่าแย่" ทำให้เราผ่านความแย่ไปได้เร็วกว่าการ "แกล้งบอกว่ามันดี"

ส่วนในระยะยาว ผ่านการศึกษาโดยให้คนจดบันทึกประสบการณ์หนักๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เมื่อสำรวจสุขภาพจิตอีก 6 เดือนต่อมา คนที่มักหลีกเลี่ยง/ปฏิเสธอารมณ์ลบของตัวเอง กลับมีอาการทางอารมณ์มากกว่าคนที่ยอมรับมันโดยไม่ตัดสิน ยิ่งฝืนบอกตัวเองว่า "ดีอยู่แล้ว" ยิ่งสะสมปัญหา

แต่ฝั่ง “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ” ก็ไม่ได้ผิดและอาจจะดีกับใครหลายคนด้วย เพราะถึงมันจะไม่ดีในอดีต แต่ปัจจุบันมันอาจเปลี่ยนรูปกลายเป็นการเรียนรู้ และซึมอยู่ในเนื้อในตัวเรา เจอสถานการณ์คล้ายๆ กันอีกเมื่อไหร่ก็เปิดลิ้นชักเอาออกมาใช้ เสร็จงานก็ค่อยเก็บกลับ

สำหรับสาย “บุ๋มก็ว่าไม่ดี”กลไกการยอมรับอารมณ์ลบ อาจง่ายกับชีวิตมากกว่า

ก็เหมือนกับคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกเน้นผลลัพธ์ เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็น learning ส่วนกลุ่มสองเน้นกระบวนการระหว่างทาง ไม่เปลี่ยนความแย่แต่เผชิญหน้าตรงๆ ส่วนธงปลายทางจะเป็นไงค่อยว่ากัน

เลือกวิธีที่ชอบ ตอบตัวเองให้ได้ก็พอว่าเลือกมันเพราะอะไร

#ยอมรับอารมณ์ลบ

“อย่าพยายามเป็นคนคูล จักรวาลทั้งหมดเย็นอยู่แล้ว ความอบอุ่นต่างหากที่สำคัญ” ในบรรดาคำแนะนำสำหรับมนุษย์ 97 ข้อจากมนุษย์ต่า...
28/08/2026

“อย่าพยายามเป็นคนคูล จักรวาลทั้งหมดเย็นอยู่แล้ว ความอบอุ่นต่างหากที่สำคัญ”

ในบรรดาคำแนะนำสำหรับมนุษย์ 97 ข้อจากมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลก มาเพื่อฆ่ามนุษย์ แล้วสวมรอยเป็นมนุษย์คนนั้น นี่คือข้อที่ 37 ที่เขียนเอาไว้ ‘กัลลิเวอร์’ ลูกที่เขาเคยพยายามฆ่าหลายครั้ง

แอนดรูว์ มาร์ติน นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ อาจารย์มหาวิทยาลัยคือมนุษย์ที่ถูกฆ่าคนนั้น แล้วถูกเอเลียนไร้นามมาสวมรอยแทนเพื่อทำภารกิจบางอย่างให้ลุล่วง หนึ่งในนั้นคือฆ่าลูกและเมียของแอนดรูว์ มาร์ติน

หากการสวมรอย มันไม่ใช่การสวมแค่กายหยาบ แต่ต้องสวมเอาหัวใจ สมอง เลือดเนื้อ และอวัยวะทุกอย่างเข้าไปด้วย รวมถึงภารกิจมากมายที่สิ่งมีชีวิตนอกโลกไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม ไม่ว่าจะเป็น เลี้ยงหมา อ่านวรรณกรรม ฟังเพลง กินเนื้อสัตว์ ชกต่อย ไปจนถึงการมีเซ็กซ์

ถึงจะงง แต่เขาได้ลองทำมันทุกอย่างด้วยใจละเอียดของมนุษย์ต่างดาว ที่คนละความหมายกับหัวใจขนาดเท่ากำปั้นของมนุษย์

มาร์ตินเวอร์ชั่นต่างดาว เริ่มบทการเป็นมนุษย์ด้วยใจที่เย่อหยิ่ง และเปรียบเทียบว่าตัวเองเป็น ‘จำนวนเฉพาะ’ ซึ่งเจ๋งกว่าไอ้พวกมนุษย์จำนวนประกอบทั้งหลาย

จำนวนเฉพาะนั้นแข็งแกร่ง มันไม่พึ่งใคร มันบริสุทธิ์ สมบูรณ์ และไม่เคยอ่อนแอ คุณต้องเป็นดังจำนวนเฉพาะ ห้ามอ่อนแอ คุณต้องรักษาระยะห่าง และห้ามเปลี่ยนไปหลังมีปฏิสัมพันธ์ - คุณต้องหารไม่ลงตัว

แต่สิ่งที่มาร์ตินทั้งสองเวอร์ชั่นขาดเหมือนกันคือ ความรัก

คนแรกไม่เคยได้จากแม่ ส่วนคนหลังไม่รู้จักแต่ค่อยๆ หัดรักจากภรรยา - อิโซเบล

“แม่คุณไม่เคยมอบความรักให้อย่างที่คุณต้องการ คุณเลยต้องพยายามดึงดูดจากเต้าที่ไม่มีน้ำนมไหลไปตลอด คุณอยากให้โลกรู้จักคุณ คุณอยากเป็นชายผู้ยอดเยี่ยม” มาร์ตินเวอร์ชั่นต่างดาว บรรยายประโยคนี้ไว้ว่า เธอพูดด้วยสำเนียงค่อนข้างเย็นชา

ความเป็นมนุษย์ค่อยๆ แทรกซึมจนเขารู้สึกถึงความเย็นชาของสำเนียง และแมตต์ เฮก ก็เขียนค่อนเล่มให้เดินไปตามเส้นเรื่องนี้

สำหรับตอนจบที่หลายคนพอคาดเดาได้ อาจไม่สำคัญเท่าการเปลี่ยนแปลงระหว่างทาง ที่มีตั้งแต่ตีอกชกหัว ปากบอกว่าไม่แต่ใจบอกว่าใช่ ยอมรับโดยดุษฎี จนไปสุดอยู่ที่มนุษย์ต่างดาวคนหนึ่ง เขียนคำแนะนำให้มนุษย์ลูกคนหนึ่งทั้งหมด 97 ข้อ

มีบางข้อที่ไม่เห็นด้วยแต่ก็มีหลายข้อที่เราเห็นด้วยมากๆ และก็อีกหลายข้อชวนกลับมาทบทวนในวันที่เราคุยกับเอไอมากว่าคุยกับเพื่อน มากกว่าคุยกับตัวเอง

เราชอบข้อ 37 ที่มนุษย์ต่างดาวในจักรวาลที่เย็นเยียบราวๆ 2.7 เคลวิน หรือ -270.45 องศาเซลเซียส พูดถึงความอบอุ่น - อย่าพยายามเป็นคนคูล จักรวาลทั้งหมดเย็นอยู่แล้ว ความอบอุ่นต่างหากที่สำคัญ

เราชอบข้อ 52 ถ้าเธอหัวเราะอยู่ ดูให้ดีว่าจริงๆ เธอไม่ได้อยากร้องไห้ใช่ไหม สลับคำก็ได้เหมือนกัน

เราชอบข้อ 65 อย่าคิดว่าตัวเองรู้ จงรู้ว่าตัวเองคิด

เราชอบข้อ 67 สงครามคือคำตอบที่ถูกของคำถามที่ผิด

สุดท้าย ข้อ 4 เทคโนโลยีจะไม่กอบกู้มนุษยชาติ มนุษย์ต่างหากที่ทำได้

ถึงจริงๆ จะเป็นคำแนะนำของแมตต์ เฮก ก็เถอะ แต่การอ่านเล่มนี้ ก็ทำให้เรากลับมากระทุ้งถามตัวเองอยู่เป็นระยะๆ ว่าเราลืมและหล่นความเป็นมนุษย์ไว้ตรงไหนบ้าง หรือมีครั้งไหนไหมที่เราตั้งใจใช้มันมากเกินไปจนทำร้ายคนใกล้ตัว

หรือจริงๆ แล้วความเป็นมนุษย์ ไม่ได้ผูกขาดแค่กับมนุษย์ เพราะมนุษย์ต่างดาว เรายังเรียกนำหน้าว่ามนุษย์เลย

เรื่อง : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
ภาพประกอบ : บัว คำดี

หนังสือ : The Humans มนุษย์ต่างเดา
เขียน : แมตต์ เฮก
แปล : ศิริกล ตาน้อย
สำนักพิมพ์ : bookscape

#รีวิว #หนังสือ #มนุษย์ต่างเดา

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชน และเกิดจากเด็กและเยาวชน ใครต้องรับผิดชอบ?บนเวทีเสวนาเชิงวิชาการและหารือข้อเสนอการป้...
27/08/2026

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชน และเกิดจากเด็กและเยาวชน ใครต้องรับผิดชอบ?

บนเวทีเสวนาเชิงวิชาการและหารือข้อเสนอการป้องกันความรุนแรงต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว หัวข้อ ‘อย่ารอให้เกิดเหตุ : เห็นสัญญาณ เชื่อมการดูแล สร้างความปลอดภัย สังคมไทยไร้ความรุนแรง’ โดย นพ.พงศ์เทพ วงวัชรไพบูรณ์’ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้ว่า ความรุนแรงในเด็กในปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีตัวชี้วัดเป็นสถิติคดีทำร้ายร่างกายจากเยาวชนที่เข้าสู่สถานพินิจ โดยเพิ่มจาก 1,695 เคสในปี 2022 ขึ้นเป็น 3,800 เคสในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในเวลาเพียง 2 ปี

อีกทั้งยังมีเหตุการณ์สะเทือนขวัญแด่สาธารณชน เช่น เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนที่มีผู้กระทำเป็นเยาวชน ที่สร้างความวิตกกังวลสะสมและความเครียดให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

เมื่อพยายามขุดค้นหาต้นตอ ก็หนีไม่พ้นปัญหาความเครียดและสุขภาพจิต ซึ่งตอนนี้เด็กและเยาวชนกำลังเผชิญความเครียดที่สูงขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน ด้านเศรษฐกิจของครอบครัว รวมถึงความเครียดจากความรุนแรงที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การด่าทอ การบุกรุกพื้นที่ส่วนตัว การทำร้ายร่างกาย โดยปัญหาเหล่านี้มักถูกซ่อนไว้อยู่ใต้พรมและทวีความรุนแรงขึ้นโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ทำให้พอเกิดเหตุขึ้นมาคนก็จะมองกันไปที่ปลายปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้ย้อนกลับมาสำรวจว่าอะไรคือสาเหตุที่ซ่อนอยู่

ในทุกๆ ครั้งที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ คนในสังคมก็มักจะถามหาระบบที่ช่วยยับยั้งความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ในพื้นที่โรงเรียนที่ควรเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ‘นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์’ จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ชี้ว่า ไทยเราได้ริเริ่มทำกลไกรับมือเหตุการณ์สะเทือนขวัญเหล่านี้ตั้งแต่ปี 2542 จากเริ่มมาจากเหตุการณ์การกระโดดตึกฆ่าตัวตายของนักเรียนในโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง

นพ.ยงยุทธเล่าว่า กระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นมีอยู่ 2 แนวทางด้วยกันในการรับมือ คือ (1) ทำอย่างไรให้เด็กไม่ฆ่าตัวตาย และ (2) โรงเรียนต้องมีระบบอะไรในการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหา ซึ่งกระทรวงฯ เลือกสร้างระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนขึ้นมาเพื่อดูแลเด็กที่มีปัญหาในทุกมิติอย่างเป็นระบบ เช่น ปัญหาบูลลี่ ติดยาเสพติด หรือเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน

โดยในยุคแรกเริ่ม มีการจัดอบรมครูในโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศกว่า 3,000 โรงเรียน (School-Based Training) เพื่อให้ครูทุกคนสามารถทำสองหน้าที่ควบคู่กัน คือ การสอนวิชาการและการดูแลสุขภาวะเด็ก อีกทั้งยังมีการบรรจุเสาหลักของระบบนี้อย่าง ‘ครูแนะแนว’ ในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดยกำหนดเป็นครูแนะแนว 1 คน ต่อนักเรียน 500 คน เพื่อให้ครูแนะแนวได้ทำหน้าที่อย่างทั่วถึง

ซึ่งอาชีพครูแนะแนว เป็นอาชีพที่ต้องผ่านหลักสูตร ‘จิตวิทยาการแนะแนว’ ‘จิตวิทยาการปรึกษา’ หรือ ‘จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว’ จากคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์โดยตรง เพราะนอกจากจะช่วยแนะแนวทางศึกษาต่อ และจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแล้ว ยังมีหน้าที่หลักเป็นการให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือนักเรียน ทั้งเรื่องการเรียน ชีวิตส่วนตัว ความสัมพันธ์ และครอบครัวอีกด้วย

“ก่อนเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น การคัดกรองต้องเริ่มจากคนที่ใกล้ชิดนักเรียนที่สุด นั่นก็คือครูประจำชั้น ในการสังเกตว่านักเรียนกำลังมีปัญหาอะไรหรือเปล่า โดยครูแนะแนวก็จะมีหน้าที่เข้าไปให้คำปรึกษา พูดคุยกับนักเรียน พูดคุยกับผู้ปกครอง ประเมินว่าเราสามารถช่วยเหลือเขาได้อย่างไร และถ้าเป็นเคสที่นักเรียนกำลังเผชิญปัญหาอย่างรุนแรง ก็จะมีการส่งต่อโดยเรา (ครูแนะแนว) เป็นผู้ดำเนินการ” ครูแนะแนวโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งอธิบาย

แต่ปัจจุบันระบบดูแลเด็กในโรงเรียนเสื่อมถอยลง เนื่องจากหลายๆ โรงเรียนหันไปมุ่งเน้นเรื่องวิชาการเป็นหลัก โดยละเลยความจริงที่ว่าความสำเร็จทางวิชาการเชื่อมโยงโดยตรงกับสภาพอารมณ์และจิตใจของเด็ก จึงไม่มีการจัดอบรม School-Based Training อีกเลย เมื่อครูรุ่นที่เคยผ่านการอบรมเกษียณอายุไปหมด ก็ไม่มีการบรรจุครูแนะแนวทดแทนผู้ที่เกษียณ ส่งผลให้อัตราส่วนครูแนะแนวต่อนักเรียนที่ควรจะเป็นลดลงอย่างรุนแรง เช่น โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็ก 3,000 คน ควรมีครูแนะแนว 6 คน แต่เหลือจริงเพียง 2-3 คน

นอกจากนี้กิจกรรมโฮมรูมที่จัดโดยครูประจำชั้นเพื่อพูดคุยกับนักเรียนภายใต้การดูแลก็ถูกใช้ในวัตถุประสงค์อื่นแทน เช่น ทวงการบ้าน ตำหนินักเรียน ส่วนการประชุมผู้ปกครองในหลายๆ โรงเรียนก็กลายเป็นวันที่โรงเรียนขอการสนับสนุนด้านทุนทรัพย์แทนที่จะคุยเรื่องเด็กเป็นสาระสำคัญ

หากต้องการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน สังคมไทยจะต้องก้าวข้ามการแก้ไขเฉพาะหน้าด้วยความตระหนกชั่วครั้งชั่วคราว เช่น การตรวจค้นกระเป๋านักเรียนแบบ 100% ซึ่งสร้างภาระมหาศาลและไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเชิงระบบ

ซึ่งนพ.ยงยุทธแนะนำว่า เราจะต้องปฏิรูประบบนิเวศรอบตัวเด็กอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการฟื้นฟูความเข้มแข็งของครูประจำชั้นและครูแนะแนว ควบคู่ไปกับการดึงครอบครัวและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสอดส่องและคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยงให้พบ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงทีตั้งแต่เนิ่นๆ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยของเด็กไม่ใช่ภาระหน้าที่ของโรงเรียนหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนในสังคม

เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์
ภาพประกอบ : ภัทรภรณ์ สงสาร
#ความรุนแรง #เด็ก #ครูแนะแนว

ในพื้นที่ตำบลนาเลียง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เด็กที่หลุดออกจากระบบที่นี่ก็เผชิญกับปัจจัยปัญหาที่หลากหลาย เช่น เรียนไม่ทั...
27/08/2026

ในพื้นที่ตำบลนาเลียง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เด็กที่หลุดออกจากระบบที่นี่ก็เผชิญกับปัจจัยปัญหาที่หลากหลาย เช่น เรียนไม่ทันเพื่อน ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน และปัญหาปากท้อง

แต่ 1 ในปัจจัยที่ทำให้เด็ก ‘สมัครใจที่จะหลุดระบบ’ คือ ความรู้สึกว่าโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ของตัวเอง

พอเด็กหลุดระบบ พวกเขาก็จะขาดโอกาสในการพัฒนาตนเองและสร้างอนาคตที่มั่นคง นำไปสู่ความเสี่ยงหลากหลายมิติ อาทิ การใช้สารเสพติด การก่ออาชญากรรม ตลอดจนการเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ไม่มีทักษะ ซึ่งนอกจากกระทบตัวพวกเขาเองแล้ว ยังกระทบต่อชุมชนอีกด้วย เพราะฉะนั้นเด็กนอกระบบจึงอยู่ในสายตาของหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง (อบต.นาเลียง)

“เราทำงานเกี่ยวกับสวัสดิการของคนอยู่แล้ว ยังไงปลายทางก็ต้องเป็น อบต. ที่เข้าไปแก้ปัญหา ถ้าเด็กไม่เรียนหนังสือ เขาไม่มีรายได้ อบต. ก็ต้องเข้าไปช่วยเรื่องสวัสดิการ ต้องไปประสาน พม. ของบ ทุกๆ เรื่องมันพันกันไปหมด” ศักดิ์-วีรศักดิ์ หะติง นักพัฒนาชุมชนชํานาญการ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ อธิบาย

แต่การขับรถราชการไปรับเด็กนอกระบบพาส่งโรงเรียน ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง เพราะเด็กที่หลุดออกจากระบบมีบาดแผลทางจิตใจที่เกิดขึ้นจากระบบการศึกษาเดิม หากพูดคำว่า ‘เรียน’ หรือ ‘ครู’ เด็กจะถอยห่าง ‘โครงการการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยสําหรับการพัฒนากลุ่มเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ โดย อบต.นาเลียง ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงจัดพื้นที่การเรียนรู้ที่ผสานความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอนาแก (สกร.) และมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) ถักทอระบบการเรียนรู้ที่เรียกว่า ‘ตาข่าย 3 ชั้น’ เพื่อสร้างทางเลือกที่ยืดหยุ่นให้กับเด็กที่มีบาดแผลทางใจจากระบบการศึกษาเดิม

📍โรงเรียน - สกร. - CYF ตาข่าย 3 ชั้นรองรับเด็กในพื้นที่

ในพื้นที่นาเลียง โรงเรียนจะเป็นตาข่ายชั้นแรก เพราะเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาก็จะเข้าเรียนที่โรงเรียนก่อน รูปแบบการเรียนรู้ก็จะเป็นไปตามหลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสำหรับเด็กบางกลุ่ม ทำให้พวกเขาเรียนไม่ทัน ติด 0 ติด ร เด็กที่หลุดออกจากระบบก็จะหล่นลงมาจากตาข่ายชั้นนี้

พอเด็กหลุดออกมา ตาข่ายชั้นที่ 2 ที่จะมารองรับคือ สกร. หรือกรมส่งเสริมการเรียนรู้ระดับตำบล (เดิมคือ กศน. ตำบล) ซึ่งมีจุดแข็งคือการเป็นหน่วยงานที่คนในชุมชนคุ้นหน้าคุ้นตา รู้จัก และเชื่อใจ เพราะครูโม่ง-โชว์ติวิทย์ วิเศษ ครูสกร.ระดับตำบลนาเลียง ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้นำชุมชนบ่อยครั้ง ทำให้เกิดการบอกต่อกันเป็นวงกว้างว่า หากใครอยากมีวุฒิการศึกษาให้ไปหาครูโม่ง

ทว่า แม้จะมีข้อมูลว่าแต่ละชุมชนมีเด็กที่ไม่ได้ไปโรงเรียนจำนวนกี่คน เด็กอยู่บ้านไหน ครูโม่งก็ไม่สามารถชวนเด็กทุกคนมาเรียนด้วยตั้งแต่ครั้งแรกๆ เพราะมีคำนำหน้าว่าเป็น ‘ครู’ คำที่สะกิดบาดแผลในจิตใจของเด็กๆ ครูโม่งจึงต้องลงพื้นที่ไปหาเด็กๆ บ่อยครั้งอย่างเป็นกันเอง เพื่อทลายกำแพงความกลัวในใจ เช่น ไปหาเด็กที่อู่ซ่อมรถกับพี่ศักดิ์

สำหรับเด็กบางคน การเรียนในรูปแบบ สกร. อาจจะตอบโจทย์ทั้งมีเวลาไปทำงาน ทั้งได้วุฒิการศึกษา แต่สำหรับเด็กบางคนที่รู้สึกต่อต้านการเรียน ไม่ชอบการสอบ สกร. ก็อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ CYF ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ก็จะรับไม้ต่อเป็นตาข่ายชั้นที่ 3 ที่จะสร้างผู้เรียนผ่านกระบวนการการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เช่น การทำค่าย การสอนศิลปะ

ซึ่งครูตองเสริมว่า หากเด็กลอง สกร. แล้วไม่เวิร์ก ย้ายมาลองศูนย์การเรียน CYF ก็ยังไม่เวิร์ก ก็สามารถพูดคุยกับครูที่ CYF ได้ว่าอยากทำอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เพราะการเรียนรู้ของที่นี่มีความยืดหยุ่นสูง และถ้าอยากกลับไป สกร. อีกครั้งก็ทำได้เช่นกัน

📍อบต. กับบทบาทแกนกลางของตาข่าย

ถึงจะมีตาข่ายถึง 3 ชั้นด้วยกัน แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนที่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะเข้าหาตาข่ายชั้นไหน เด็กบางคนก็ติดปัญหาบางอย่างที่ทำให้เลือกระบบการศึกษาที่ต้องการไม่ได้ เช่น อยากเรียน สกร. แต่ชื่อถูกแขวนลอยในระบบโรงเรียน ทำให้สมัครเรียนกับครูโม่งไม่ได้ หรือ เด็กอยากเรียนในรูปแบบของ CYF แต่กลัวการออกนอกพื้นที่

ศักดิ์และอบต.นาเลียงจึงทำงานเป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการค้นหาเด็ก ประสานงาน ส่งต่อ และสนับสนุนตาข่ายแต่ละชั้น

เช่น สำหรับเด็กที่อยากเข้า สกร. แต่ติดปัญหามีเลข 13 หลักอยู่ในระบบโรงเรียน อบต. ก็จะเข้าไปคุยกับโรงเรียนที่มีรายชื่อของเด็กแขวนลอย เพื่อแก้ปัญหาเด็กติด 0 ติด ร ร่วมกัน หรือ หากทำไม่ได้ก็จะเจรจากับครอบครัวและโรงเรียนให้เด็กลาออก และเทียบโอนวุฒิการศึกษาเด็กไปยัง CYF ก่อน

ส่วนเด็กที่ชอบการทำกิจกรรมแบบ CYF แต่กลัวการออกนอกพื้นที่ อบต.นาเลียงก็จะจัดกิจกรรมในพื้นที่ก่อน อาทิ สอนทำพิมเสน สอนปลูกผัก โดยจะมีเครื่องมือการเรียนรู้จาก CYF เช่น โรงเรียนมือถือ ใช้ประกอบการดำเนินกระบวนการการเรียนรู้

ตาข่าย 3 ชั้นจึงต้องทำงานร่วมกัน โดยมีอบต.นาเลียงเป็นแกนกลางในการประสานงาน เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางการเรียนรู้ เปลี่ยนสถานะจาก 'เด็กนอกระบบ' สู่ 'ผู้เรียนรู้' ในพื้นที่ปลอดภัยที่ชุมชนร่วมกันจัดสรรให้

เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์
ภาพถ่าย : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร

#กสศ
#ความเสมอภาคทางการศึกษา
#การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ


#อบตนาเลียง
#จังหวัดนครพนม

ที่อยู่

1371 ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Mutualผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Mutual:

ทางลัด

แชร์