NetZeroCarbon Everything about our planet and more 🌍
ติดต่องานที่ : [email protected] 📩

https://linktr.ee/netzerocarbonth

02/09/2026

เปิดงบแก้ปัญหาน้ำท่วม กทม. ปี 70 กว่า 5,300 ล้านบาท งบก้อนนี้ถูกจัดสรรไปทำอะไรบ้าง? แล้วจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้แค่ไหน? เดี๋ยวเรารีแคปให้ฟัง

#กทม #น้ำท่วม

2 ก.ย. 2569 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เผยว่า Data Center ที่อยู่ในกทม. เป็นของเดิมที่เปิดให้บริกา...
02/09/2026

2 ก.ย. 2569 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เผยว่า Data Center ที่อยู่ในกทม. เป็นของเดิมที่เปิดให้บริการมานานแล้ว โดยเป็นระบบภายในของแต่ละบริษัท แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเปลี่ยนไป จึงเกิดแบบตั้งเดี่ยว (Stand-alone) มากขึ้น เพื่อให้บริการแก่หน่วยงานภายนอก
โดยปัจจุบัน กทม. ได้อนุมัติ Data Center ไปแล้ว 3 แห่งในช่วง ปี พ.ศ. 2565-2566 และยังมีอยู่ระหว่างการทบทวน 3 แห่ง ที่ขณะนี้ได้มีการสั่งหยุดดำเนินการ เพื่อกลับไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน
ปัญหาของการสร้างศูนย์ข้อมูลทั้งหลาย คือตามกฎหมายยังไม่มีนิยามกำหนดชัด จึงขออนุญาตในรูปแบบอาคารพาณิชย์ หรือคลังสินค้า ทำให้ไม่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ต้องจัดทำ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
แต่เมื่อวันที่ 13 ส.ค. สำนักนายกฯ รัฐมนตรีได้เริ่มประกาศนิยาม Data Center ซึ่งส่งผลให้กทม. และหน่วยงานรัฐจะใช้นิยามนี้ในการปรับปรุงกฎหมาย ควบคุมอาคาร ผังเมือง และ EIA ต่อไป
ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้อธิบายเหตุที่ศูนย์ข้อมูลบางแห่งต้องอยู่ในเมือง เพราะว่าเขตเมืองมีโครงข่ายสายใยแก้วนำแสงหนาแน่น ช่วยลดระยะเวลาการส่งผ่านข้อมูล (Latency) การประมวลผล AI หรือข้อมูลที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งาน ทำให้ระบบตอบสนองได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด และในเมืองมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและมีบุคลากรเชี่ยวชาญเข้าดูแลได้ทันที



ที่มา
https://www.bbc.com/thai/articles/cvgy1n9pjn1o
https://theactive.thaipbs.or.th/news/pollution-20260902

นกปรอดหัวโขน หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ ‘นกกรงหัวจุก’ ได้ถูกถอนออกจากการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะ...
02/09/2026

นกปรอดหัวโขน หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ ‘นกกรงหัวจุก’ ได้ถูกถอนออกจากการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะนกชนิดนี้คือนกที่ถูกเพาะเลี้ยงบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต
นกกรงหัวจุก ถูกนำเข้ามาเลี้ยงโดยชาวจีนราวปี พ.ศ. 2410 เนื่องจากมีสีสันสวยงาม เลี้ยงง่าย และมีเสียงไพเราะ จนแพร่หลายไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะแถบภาคใต้ของไทย
ผู้คนในภาคใต้มีความเชื่อว่า การเลี้ยงนกที่มีลักษณะดีไว้ประดับบ้านจะถือเป็นเรื่องมงคลสำหรับผู้อยู่อาศัย นอกจากจะแขวนนกไว้ใต้ชายคาบ้านแล้ว ชาวใต้ยังมี ‘เสารอกนก’ เสาไม้สูง 4.5-6 เมตร ที่ทำไว้แขวนกรงนกในชุมชน ซึ่งทำไว้ทั้งฝึกนกและใช้ในการแข่งขัน
การเลี้ยงนกจึงกลายเป็นวิถีชีวิตของชาวใต้ไปแล้ว
ทุกเช้าที่ร้านชา ชาวใต้จะหิ้วกรงนกไปแขวนตามชายคา เพื่อพบปะสังสรรค์ ซ้อมนก หรือแข่งขันเล็ก ๆ การเลี้ยงนก จึงเปรียบเสมือนกาวเชื่อมสัมพันธ์ให้คนในพื้นที่ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เลี้ยงนกไว้แข่งขัน บางคนก็เลี้ยงเพราะผ่อนคลาย เลี้ยงเพราะชอบ หรือเลี้ยงไว้สร้างอาชีพ
การที่นกกรงหัวจุกถูกขึ้นบัญชีเป็นสัตว์คุ้มครองจึงทำให้การเพาะเลี้ยงและการสานต่อวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะผู้ครอบครองต้องมีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง จึงเป็นเหตุให้มีการผลักดันนกกรงหัวจุกออกจากบัญชีดังกล่าวเรื่อยมา
ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณค่าจากการขายตัวนกเท่านั้น แต่วัฒนธรรมการเลี้ยงนกตามมาด้วยกรงสวยงาม ก็จะช่วยส่งเสริมช่างฝีมือที่ประดิษฐ์กรงนกอีกด้วย
ซึ่งก็เมื่อ 31 ส.ค. พ.ศ. 2569 นี้เองที่นกกรงหัวจุกได้หลุดออกจากการเป็นสัตว์คุ้มครอง ทำให้นกกรงหัวจุกกลับเข้าสู่วังวนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวใต้อีกครั้ง นอกจากนี้การเพาะเลี้ยงนกได้ก็จะเท่ากับว่าการจับนกจากธรรมชาติลดลงด้วย
อย่างไรก็ยังคงต้องเน้นย้ำกว่าการปลดล็อกตรงนี้ไม่ได้หมายความไม่อนุรักษ์นกตามธรรมชาติ เพียงแต่เป็นการหาจุดร่วมระหว่างวิถีชีวิตของมนุษย์และธรรมชาติเท่านั้นเอง

ที่มา
https://www.thaipbs.or.th/news/content/510143
https://library.wu.ac.th/nst_localinfo/red-whiskered-bulbul/
https://www.thairath.co.th/news/politic/2956560
https://www.creativethailand.org/article-read?article_id=34072

เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี...
02/09/2026

เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อปรับปรุงกฎกระทรวงที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2558 ให้สอดคล้องกับการใช้พื้นที่และกิจกรรมในปัจจุบัน พร้อมทั้งปรับขั้นตอนการขออนุญาตและการตรวจสภาพป่าให้สะดวกและชัดเจนขึ้น โดยเปิดให้ยื่นคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้
ทั้งนี้ในตอนแรกกฎกระทรวงได้กำหนดวัตถุประสงค์ในการขออนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่าไว้ 10 ประเภท ซึ่งไม่ครอบคลุมกิจกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงในอดีตที่บางกิจกรรมเคยได้รับอนุญาตและมีความจำเป็นต้องขอต่ออายุ
ร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่จึงเพิ่มวัตถุประสงค์เป็น 16 ประเภท โดยเพิ่ม 6 ประเภท ได้แก่
1) กิจการพลังงานทดแทน
2) กิจการโทรคมนาคม
3) กิจการสาธารณูปโภค
4) การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการขยะ
5) การจัดสวัสดิการกรมป่าไม้
6) การเข้าทำประโยชน์อื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือความมั่นคง
นอกจากนี้ร่างกฎกระทรวงยังปรับระยะเวลาการอนุญาตบางกิจกรรมให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้ประโยชน์จริง เช่น การอยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรม จากเดิมไม่เกิน 10 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี การจัดพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจเชิงอนุรักษ์ จากไม่เกิน 10 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี การเพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์สัตว์ป่า หรือสวนสัตว์ จากไม่เกิน 10 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี
ขณะที่กิจการใหม่ เช่น พลังงานทดแทน โทรคมนาคม สาธารณูปโภค และการจัดการขยะ กำหนดอายุการอนุญาตไม่เกิน 30 ปี
โดยที่ผู้ได้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านการอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด เช่น ใช้พื้นที่เฉพาะตามที่ได้รับอนุญาตและตามวัตถุประสงค์ที่ขอ ไม่กระทำการที่ทำให้สภาพป่าไม้หรือพื้นที่ป่านอกเขตที่ได้รับอนุญาตได้รับความเสียหาย และอธิบดีสามารถกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไว้ในใบอนุญาตได้
สำหรับร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายแล้ว ซึ่งผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วย คิดเป็นร้อยละ 84.78 และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

#ครม #ใช้ประโยชน์ผืนป่า

ที่มา
https://www.thaipbs.or.th/news/content/510171
https://www.matichon.co.th/politics/news_5871153

คำว่า ‘ทะเลทรายอาหาร’ หรือ ‘Food Deserts’ อาจฟังดูไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไรนัก แต่ว่าความจริงแล้วมันหมายถึง ‘วิกฤตความหิวโห...
02/09/2026

คำว่า ‘ทะเลทรายอาหาร’ หรือ ‘Food Deserts’ อาจฟังดูไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไรนัก แต่ว่าความจริงแล้วมันหมายถึง ‘วิกฤตความหิวโหยที่ซ่อนอยู่ในเมืองใหญ่’ นั่นเอง
หลายคนอาจคิดว่าทะเลทรายอาหารอาจหมายถึงพื้นที่รกร้างหรือห่างไกลความเจริญ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พื้นที่เหล่านี้คือ ‘ย่านชุมชน’ ซึ่งมักเป็นชุมชนผู้มีรายได้น้อย ที่เต็มไปด้วยร้านสะดวกซื้อและร้านฟาสต์ฟู้ด แต่กลับ ‘ขาดแคลน’ ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือแหล่งขายอาหารสดที่เต็มไปด้วยโภชนาการ
สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง กลุ่มทุนมักหลีกเลี่ยงการเปิดสาขาในย่านเหล่านี้ เพราะมองว่าประชาชนมีกำลังซื้อต่ำ และมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ประกอบกับระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่สู้ดีนัก ทำให้คนในชุมชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพึ่งพาอาหารแปรรูปราคาถูกที่อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาล
การใช้ชีวิตในย่านชุมชนเมืองที่ขาดแคลนอาหารแบบนี้ไม่ส่งผลเสียแค่สร้างความหิวโหยให้ผู้คนเท่านั้น แต่ยังสร้างวงจรปัญหาสุขภาพเรื้อรังตั้งแต่ในผู้ใหญ่ไปจนถึงเด็กอีกด้วย
วิกฤตสุขภาพผู้ใหญ่คือ ประชากรในพื้นที่มีอัตราการป่วยเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนผลกระทบต่อเด็กก็คือ การขาดแคลนอาหารสดที่มีประโยชน์ ส่งผลเสียโดยตรงต่อพัฒนาการด้านการเจริญเติบโต สมาธิในการเรียน และสุขภาพในระยะยาว
ไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมี ‘ภัยคุกคามจากสภาพอากาศ’ อีกด้วย โดยปัญหานี้ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น จนไปลดทอนคุณค่าทางสารอาหารในพืชผลหลัก และทำให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ต้องขนส่งระยะไกลเปราะบางต่อภัยพิบัติมากขึ้นไปอีก
เพื่อพลิกฟื้นพื้นที่ทะเลทรายอาหาร ‘การเกษตรในเมือง’ (Urban Agriculture) จึงไม่ใช่แค่เทรนด์การปลูกผัก แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือทางสังคมที่ช่วยคืนอำนาจและสุขภาพที่ดีให้ชุมชน
ตัวอย่างเช่น ‘สวนชุมชนและตลาดเคลื่อนที่’ (Community & Mobile Markets) คือการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่คนในชุมชนร่วมกันดูแล ควบคู่กับการใช้ตลาดเคลื่อนที่ที่ส่งตรงผักผลไม้สดเข้าถึงย่านที่รถสาธารณะเข้าไม่ถึง พร้อมสอดแทรกการให้ความรู้ด้านการทำอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ
นอกจากนี้ยังมี ‘การปลูกพืชไร้ดิน’ (Hydroponics & Aquaponics) ที่เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ใช้น้ำน้อยกว่าการเกษตรดั้งเดิมถึง 44% ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเมืองที่เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำ และสามารถผลิตอาหารได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี
อีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจและสามารถทำได้ในคอนโดด้วยก็คือ ‘ฟาร์มบนดาดฟ้าและฟาร์มแนวตั้ง’ (Rooftop & Vertical Farms) เป็นการใช้พื้นที่ว่างบนอาคารให้เกิดประโยชน์สูงสุด วิธีนี้นอกจากจะผลิตอาหารได้ปริมาณมากในพื้นที่จำกัดแล้ว ยังช่วยลดอุณหภูมิความร้อนสะสมในเมือง (Heat Island Effect) ปรับปรุงคุณภาพอากาศ และจัดการปัญหาน้ำท่วมขังได้อีกด้วย
แม้จะมีประโยชน์หลายอย่าง แต่การขยายผลการเกษตรในเมืองยังคงติดอุปสรรคใหญ่ 3 ประการ ได้แก่ ราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้น, ต้นทุนการวางระบบเทคโนโลยีระดับสูง, และกฎหมายผังเมืองที่ไม่อนุญาตให้ทำ
ดังนั้นเมืองจะเดินหน้าต่อไปได้ ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทโดยการกำหนดโซนนิ่งผังเมืองแบบ ‘Agri-urban’ เพื่อสงวนพื้นที่สำหรับการทำเกษตรโดยเฉพาะ พร้อมให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีล้ำยุคอย่าง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาควบคุมระบบอัตโนมัติ และนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์มาประยุกต์ใช้ ก็อาจจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านพื้นที่ และยกระดับเมืองให้พร้อมรับมือกับทุกวิกฤตในอนาคตได้อย่างแท้จริง



ที่มา
https://seeds.ca/schoolfoodgardens/the-hidden-hunger-understanding-urban-food-deserts/
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2949911925000140
https://www.agrieconomist.com/urban-agriculture-a-solution-for-food-deserts

สายลมอ่อนๆ ในศาลากลางสวน เสียงแมกไม้กระทบกันแว่วชัด นกไม่ทราบชนิดส่งเสียงร้อง ใครจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ในซอยจรัญฯ 11 ไ...
01/09/2026

สายลมอ่อนๆ ในศาลากลางสวน เสียงแมกไม้กระทบกันแว่วชัด นกไม่ทราบชนิดส่งเสียงร้อง ใครจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ในซอยจรัญฯ 11 ไม่ห่างไกลกลับสถานีรถไฟฟ้าที่คนแน่นขนัดในทุกเช้า
เราอยู่ใน “สวนลุงสรณ์” ชื่อก็ตามตัวเป็นสวนของลุงชื่อสรณ์ วันนี้เราไม่ได้ไปกินผลไม้หรือปลูกต้นไม้ แต่เป็นการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพกับกิจกรรม ECO Patrol ที่จะพาเราไปเปิดมุมมองว่าพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ ไม่ควรจำกัดอยู่แค่เขตสวนที่ราชการสร้าง
ซึ่งสวนลุงสรณ์กลายเป็นตัวอย่างชั้นดีของตัวอย่างนี้
รุจิระ มหาพรหม ผู้ร่วมจัดตั้งกิจกรรมและนักวิชาการด้าน ความหลากหลายชีวภาพ ป่าไม้ สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อมอิสระ พาเราออกสำรวจสวนลุงสรณ์เพื่อหาสัตว์นานาชนิด สิ่งที่น่าแปลกใจคือเราพบสัตว์มากมาย เช่น นกกวัก ไส้เดือน แมลงปอ ฯลฯ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่เคยคาดว่าจะพบนอกสวนสาธารณะของมหานครแห่งแสงสี พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างดินและน้ำเพื่อนำไปทดสอบทางวิทยาศาสตร์ต่อไป
เรานำตัวอย่างดินไปหาปริมาณแร่ธาตุ เพื่อพิสูจน์ว่าดินที่ดีต่อระบบนิเวศนั้นควรเป็นอย่างไร ส่วนน้ำเราเก็บมาจากร่องสวนและคลองสาธารณะนอกสวน นำไปหาค่าความเป็นกรดด่างและปริมาณออกซิเจน เพื่อดูความแตกต่างระหว่างน้ำที่เหมาะและไม่เหมาะต่อสิ่งมีชีวิต ซึ่งเราก็พบว่าน้ำข้างนอกที่นิ่งและแห้ง จะมีออกซิเจนน้อยและไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต ตอนนั้นเองสายลมที่พัดเข้าศาลาก็พาสายฝนกระทบหลังคาเป็นเสียงเปาะแปะ
เม็ดฝนเปียกชื้นกระทบพื้น กลิ่นดินอ่อนๆ ลอยล่องอบอวลทั่วบริเวณ เราพักกินข้าวเที่ยงและเริ่มกิจกรรมสายใยอาหาร จากพืชและสัตว์ที่เราค้นพบ แล้วเราก็ได้รู้ว่าหากสิ่งมีชีวิตใดสักกลุ่มหนึ่งหายไป มันส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวมอย่างมหาศาล
หลังสายฝนหยุดตก เราทอดน่องไปตามซอย ขึ้นเหยียบบนแผ่นเหล็กหนา มุ่งหน้าสู่บ้านไม้หลังหนึ่งที่มีอายุเกิน 100 ปี ที่ห้อมล้อมไปด้วยไม้นานาพันธุ์ มีนกหลากชนิดว่อนบินไปมา สายลมพัดตีเข้าหน้าเย็นเยียบราวหลุดสู่โลกในอดีต
เมฆ สายะเสวี ผู้จัดกิจกรรมและสถาปนิกชุมชน เล่าให้ฟังว่าแผ่นเหล็กที่เราเดินผ่านคือทางเดินของรถตัก ที่เข้ามาปรับปรุงคลอง แต่ในทางตรงกันข้ามมันคือการทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้าน
บ้านหลังนี้เป็นของสุบรรณ ชัยสวัสดิ์ ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น เก็บเอาประวัติศาสตร์ไว้ในทุกแผ่นไม้ ขณะเดียวกันก็คล้ายรอวันถูกความเป็นเมืองเข้ากลืนกิน
ความสงบสุขที่เราได้พบ ทำให้รู้ว่าธรรมชาติและชุมชน เป็นสิ่งที่ควรอยู่คู่กัน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแยกพื้นที่สีเขียวออกจากที่อยู่อาศัย นำต้นไม้ที่ควรอยู่คู่กับมนุษย์ไปไว้ในสวน การทำเช่นนี้มีแต่จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าต้นไม้และธรรมชาติเป็นสิ่งอื่น
รุจิระบอกกับเราว่า “อยากให้คนมาเข้าร่วมได้เข้าใจเรื่องนิเวศและมองบริบทต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน คนจะอยู่ไม่ได้ถ้าทรัพยากรหรือระบบนิเวศเสีย มันมีทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับชีวิต กับต้นไม้ กับน้ำ กับดิน มันเกี่ยวข้องกันหมดเลย”
ไม่นานสายฝนก็โปรยอีกครา เราใส่หมวกแล้วเดินกลับบนถนนเหล็กแห่งการพัฒนา ทิ้งห่างจากร่องสวน บ้านไม้ สรรพสัตว์ และเข้าสู่เมืองใหญ่ที่ไร้สีเขียวอีกครั้ง

#บางกอกใหญ่

NetZeroCarbon รับเพื่อนร่วมงานเพิ่มในตำแหน่ง Senior Content Marketing Executive (Full time) 1 ตำแหน่งรายงานละเอียดเบื้อง...
01/09/2026

NetZeroCarbon รับเพื่อนร่วมงานเพิ่มในตำแหน่ง Senior Content Marketing Executive (Full time) 1 ตำแหน่ง

รายงานละเอียดเบื้องต้น:

- จัดทำตารางหรือปฏิทินการโพสต์เนื้อหาในโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ
- เขียนงาน Advertorial ทั้งของบริษัทและของลูกค้า
- แปลเอกสารทางเทคนิค เช่น เรื่อง คาร์บอนเครดิต
- บรีฟงานให้กับนักเขียนและตัดต่อฟรีแลนซ์
- ติดต่อหาลูกค้าใหม่ๆ เช่น แบรนด์ เอเจนซี่ และองค์กรที่มีความยั่งยืน
- ประสานงานในการลงงานของลูกค้าในช่องทางต่างๆ
- เตรียมข้อเสนอและข้อมูลในการขายงาน ไปจนถึงเจรจาปิดการขาย
- เขียนและเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
- สร้างความสัมพันธ์กับนักข่าวและบรรณาธิการในสายงานต่างๆ
- เป็นตัวแทนของ NZC ในงานอุตสาหกรรมและการประชุมเครือข่าย
- พัฒนาความร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรม หน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติที่ต้องการ:

- วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป สาขาใดก็ได้
- มีประสบการทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 5 ปี เช่น สื่อ หรือ เอเจนซี
- มีความสนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และพลังงาน
- มีประสบการณ์ในการขายงานจริง เจรจาปิดการขายได้
- มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ นักการตลาด สื่อ เอเจนซี หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
- ใช้ภาษาไทยได้ในระดับดีเยี่ยม และใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับดี สามารถเขียน นำเสนอ และจัดการประชุมเป็นภาษาอังกฤษได้
- สามารถเดินทางไปพบลูกค้าหรือออกงานอีเวนต์ได้

วิธีการสมัคร:

ส่งอีเมลมาที่ [email protected]

พร้อมแนบรายละเอียดดังนี้:

- ประวัติส่วนตัว หรือ CV
- Portfolio
- ผลงาน 3 ชิ้นที่เคยทำและอยากนำเสนอเรา พร้อมเหตุผล
- อธิบายว่าคาร์บอนเครดิตคืออะไรสำหรับผู้อ่านธุรกิจที่ไม่เคยได้ยินคำนี้ ความยาวไม่เกิน 150 คำ
- ระบุเงินเดือนที่ต้องการ

#สมัครงาน #เซลล์

NetZeroCarbon รับเพื่อนร่วมงานเพิ่มในตำแหน่ง Content Creator (Full time) 1 ตำแหน่งรายละเอียดงานเบื้องต้น:- เขียนบทความเก...
01/09/2026

NetZeroCarbon รับเพื่อนร่วมงานเพิ่มในตำแหน่ง Content Creator (Full time) 1 ตำแหน่ง

รายละเอียดงานเบื้องต้น:

- เขียนบทความเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย เช่น Instagram, Facebook, Linkedin และ LINE OA
- ผลิตวิดีโอทั้งแบบ Short Form และ Long Form ตั้งแต่ต้นจนจบ ได้แก่ วางแผนการถ่ายทำ, กำหนดตัวละครหรือผู้ดำเนินเรื่อง, เขียนสคริปต์, ตัดต่อ, ลงเสียง, ถ่ายวิดีโอ(เบื้องต้น) ออกหน้ากล้อง รวมถึงออกไปถ่ายทำรายการนอกสถานที่ เพื่อนำมาเผยแพร่ลงใน Youtube, Instagram, Facebook และ TikTok
- ประสานงานกับฟรีแลนซ์สำหรับการทำงานบางชิ้นบ้างเป็นบางครั้ง

คุณสมบัติที่ต้องการ:

- มีประสบการณ์ทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 1-3 ปี เช่น เอเจนซี สื่อ หรือมีช่อง/เพจของตัวเอง
- มีความสนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน พลังงาน และเกษตรกรรม
- ช่างสังเกตในการหาประเด็นหรือข่าวที่น่าสนใจทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อนำมาต่อยอดในการเขียนบทความหรือทำคลิปวิดีโอ
- สามารถใช้ภาษาไทยได้ในระดับดีเยี่ยม และสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการแปลข้อมูลหรือทำเอกสารได้ในระดับเบื้องต้น
- มีความตรงต่อเวลา สามารถส่งงานได้ในกรอบเวลาที่กำหนด
- สามารถทำงานเป็นทีมได้
- หากสามารถทำภาพกราฟิก หรือ โมชันกราฟิกได้ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

วิธีการสมัคร:

ส่งอีเมลมาที่ [email protected]

พร้อมแนบรายละเอียดดังนี้:

- ประวัติส่วนตัว หรือ CV
- Portfolio
- ผลงาน 3 ชิ้นที่เคยทำและอยากนำเสนอเรา พร้อมเหตุผล
- อธิบายแนวคิดเนื้อหาสำหรับ NetZeroCarbon Thailand ว่าคืออะไร อยากนำเสนอในรูปแบบไหน พร้อมเหตุผล 1 ย่อหน้า

#สมัครงาน #สื่อ #สิ่งแวดล้อม

เช้าวันที่ 1 กันยายน 2533 เสียงปืนสะท้อนก้องในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มันดังขึ้นเพียงครั้งเดียวและดับไป ก่อนจะพ...
01/09/2026

เช้าวันที่ 1 กันยายน 2533 เสียงปืนสะท้อนก้องในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มันดังขึ้นเพียงครั้งเดียวและดับไป ก่อนจะพบว่าเจ้าของเสียงคือปืนของ ‘สืบ นาคะเสถียร’ ที่เขาใช้จบชีวิตตัวเอง ด้วยเจตจำนงที่ต้องการปกป้องผืนป่า
และเจตจำนงของเสียงปืนนั้นก็ได้ทำหน้าที่ของมันมาแล้วกว่า 36 ปี
ก่อนที่ สืบ นาคะเสถียร จะจบชีวิตตัวเอง เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ระหว่างนั้นผืนป่าเกิดปัญหามากมาย ทั้งการตัดไม้เถื่อน การล่าสัตว์ของผู้มีอิทธิพล ชาวบ้านรอบป่ายากจน เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าถูกยิงเสียชีวิต ทั้งยังขาดสวัสดิการและประกันชีวิต ซึ่งปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาไม่เคยได้รับความสนใจจากทางการเลย
ระบบราชการยิ่งน่าสิ้นหวัง เมื่อสืบได้รายงานปัญหาการตัดไม้รัฐมนตรีท่านหนึ่งฟัง แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นเพียงการบอกว่า “คุณต้องทำงานหนักกว่านี้” ทั้งที่สืบและเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานกันจนแทบไม่ได้หลับได้นอนอยู่แล้ว
สืบ จึงต้องหาทางทำทุกอย่างให้ผืนป่าอยู่ได้
เขาเริ่มเขียนรายงานนำเสนอให้ยูเนสโกพิจารณาป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลก เพื่อให้ป่าเหล่านี้ถูกปกป้องอย่างเต็มที่
จากนั้นเขาก็ทำการส่งเสียงครั้งสุดท้ายให้คนทั้งประเทศได้ยิน เสียงปืนครั้งนั้นทำให้ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา ห่างจากบริเวณลั่นไกไม่กี่เมตร ข้าราชการระดับสูงจากกรมป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหารนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนับร้อยคน แห่แหนกันมาประชุมปรึกษาหารือในการป้องกันการทำลายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอย่างแข็งขัน ตามแบบฉบับระบบวัวหายล้อมคอกของไทย
และหลังจากนั้นอีกหนึ่งปีในวันที่ 9 – 13 ธ.ค. พ.ศ. 2534 ยูเนสโกก็ได้มีมติขึ้นบัญชีทุ่งใหญ่นเรศวร – ห้วยขาแข้ง ไว้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก ทำให้ได้รับความช่วยเหลือในระดับนานาชาติมากมาย จนผืนป่าสามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งสืบ
แต่มันจะดีกว่าหรือไม่ หากไม่มีใครต้องจบชีวิตตัวเองเพื่อส่งเสียงที่ทุกคนควรจะรับฟัง มันจะดีกว่าหรือไม่ หากเราตระหนักรู้ถึงความพินาศที่ถูกซุกไว้ใต้พรม มันคงจะดีกว่าหากสืบยังได้อยู่เห็นผืนป่าของเขาถูกปกป้อง และมันคงจะดีหากเสียงปืนนี้สงบลง เพราะป่าของไทยถูกอนุรักษ์โดยที่ไม่ต้องมีการเรียกร้องอีกต่อไป

#สืบ #สืบนาคะเสถียร

ที่มา
https://www.thaipbs.or.th/now/content/274
https://www.seub.or.th/bloging/work/2026-207/

หากยังจำกันได้ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีเทรนด์ที่ฮิตมาก ๆ ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงาน นั่นก็คือ ‘สกุชชี่’ (Squ...
01/09/2026

หากยังจำกันได้ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีเทรนด์ที่ฮิตมาก ๆ ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงาน นั่นก็คือ ‘สกุชชี่’ (Squishy) ที่แห่กันซื้อมาบีบกันทั่วบ้านทั่วเมือง แถมบางคนก็ไม่ได้ซื้อแค่อันเดียว จนทำให้บางคนมองว่า อาจเป็นการสร้างขยะทางอ้อม เพราะสกุชชี่ส่วนมากทำมาจาก ‘โพลียูรีเทนโฟม’ ซึ่งเป็นพอลิเมอร์สังเคราะห์ และที่สำคัญมันไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติแบบง่าย ๆ ด้วย
เวลาผ่านมาไม่นาน จากที่ก่อนหน้านี้เราเห็นร้านค้าออนไลน์ไปจนถึงรถเข็นตามห้างสรรพสินค้าหรือแม้แต่หน้าโรงเรียน ต่างพากันเอาสกุชชี่รูปแบบต่าง ๆ มาแข่งกันขาย กลายเป็นว่าทุกวันนี้เราแทบจะไม่เห็นแล้ว นั่นก็อาจจะหมายความว่า ความนิยมของสกุชชี่นั้นเริ่มเสื่อมถอยลงไปแล้วนั้นเอง แต่ด้วยความที่โลกนี้ย่อมมีเทรนด์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และเทรนด์ที่กำลังก่อร่างสร้างความฮิตอยู่ตอนนี้ก็คือ ‘Bedazzled’
Bedazzled คือ เทรนด์การประดับเพชรพลอยระยิบระยับ และติดสติกเกอร์เพชรตามใบหน้าหรือร่างกายสไตล์ยุค Y2K ที่กลับมาฮิตแบบถล่มทลายในหมู่ Gen Z อีกครั้ง หลังจาก ไคลี เจนเนอร์ (Kylie Jenner) จุดกระแสนี้ขึ้นมาโดยการโพสต์ภาพฉลองวันเกิดของเธอ จนเทรนด์นี้บูมบนแพลตฟอร์ม TikTok ทำให้คนรุ่นใหม่แห่ติดเพชรให้กับทุกอย่างที่ขวางหน้า ตั้งแต่ผิวหนัง เสื้อผ้า แก้วน้ำ โทรศัพท์มือถือ แผ่นมาส์กหน้า หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงแบบไม่มีขีดจำกัด
แม้ว่าเทรนด์นี้จะสร้างความสนุกและสีสัน แต่แน่นอนว่าย่อมมีเสียงวิจารณ์ตามมา โดยเฉพาะเรื่องของ ‘สิ่งแวดล้อม’ เพราะจุดประสงค์ของการติดเพชรนั้นส่วนใหญ่ก็แค่ทำไปเพื่อถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียเพียงแค่ไม่กี่นาที หลังจากนั้นก็แกะทิ้งและเพชรจิ๋วเหล่านั้นก็กลายเป็นขยะไปอย่างรวดเร็ว
ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ ‘สติกเกอร์’ เป็นขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้คล้ายกับสกุชชี่ เพราะตัวของสติกเกอร์นั้นประกอบด้วยชั้นวัสดุหลายชนิด และที่สำคัญมีส่วนประกอบที่เป็น ‘กาว’ ซึ่งมันจะเข้าไปติดและสร้างความเสียหายต่อเครื่องจักรในโรงงานรีไซเคิลนั่นเอง
ไม่ใช่แค่นั้นสติกเกอร์ยังเป็นอะไรที่ย่อยสลายได้ยากมาก เพราะวัสดุส่วนใหญ่ของสติกเกอร์ก็คือพลาสติกหรือกระดาษเคลือบที่ผสมกาวเคมี ทำให้ใช้เวลาในการย่อยสลายนานมาก แถมยังสร้างมลพิษเพิ่มอีกหากนำไปฝังกลบ ซึ่งสารเคมีและกาวบนสติกเกอร์อาจสร้างมลพิษสะสมให้แก่หน้าดินและสิ่งแวดล้อม
แม้ว่าจุดประสงค์หลักของเทรนด์นี้ไม่ได้เน้นไปที่เรื่องของความคุ้มค่า แต่คือ ‘ความสนุก’ และความระยิบระยับที่ช่วยเติมเต็มความจัดจ้านให้ชีวิตประจำ แต่ขยะที่จะตามมาจากเทรนด์นี้ก็ไม่ใช่เรื่องสนุกเช่นกัน ซึ่งการตามเทรนด์ก็ไม่ใช่เรื่องผิดเสียทีเดียว แต่ก็ควรจะเพิ่มความตระหนักรู้ด้านความคุ้มค่าและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเข้าไปด้วย รวมถึงตามกระแสอย่างพอดี เพื่อไม่ให้โลกนี้มีขยะจากพลาสติกมากเกินไปจนล้นโลกนั่นเอง

นิรนาม เขียน

#สติกเกอร์ #ขยะพลาสติก

ที่มา
https://www.whowhatwear.com/fashion/trends/y2k-body-gems-trend-2026
http://th.yitopack.com/news/are-stickers-recyclable-and-do-they-biodegrade/

ที่อยู่

33 SoiSoonvijai 4 Bangkapi Huaykwang
Bangkok
10310

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:30
อังคาร 09:00 - 17:30
พุธ 09:00 - 17:30
พฤหัสบดี 09:00 - 17:30
ศุกร์ 09:00 - 17:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ NetZeroCarbonผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง NetZeroCarbon:

ทางลัด

แชร์