27/05/2026
La Mode en Majesté : แฟชั่นในฐานะของการทูตเชิงวัฒนธรรม
ในโลกสมัยใหม่ อำนาจของรัฐมิได้ดำรงอยู่ผ่านกำลังทางทหารหรืออำนาจทางเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น หากยังแสดงตัวผ่านทางวัฒนธรรม ในบริบทที่จะกล่าวต่อจากนี้ แฟชั่น จึงมิได้เป็นเพียงเรื่องของการแต่งกาย หากเป็นภาษาทางวัฒนธรรมที่รัฐสามารถใช้เพื่อสื่อสารตัวตนและสถานะของตนต่อประชาคมโลก
นิทรรศการ "ราชพัสตราสู่สากล" หรือ La Mode en Majesté: Royal Thai Dress From Tradition to Modernity ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2569 พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs ณ กรุงปารีส
จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งในเชิงการเมืองวัฒนธรรม เพราะนิทรรศการนี้มิได้เพียงจัดแสดงฉลองพระองค์อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หากยังเป็นพื้นที่แห่งการเล่าเรื่องชาติ ผ่านสุนทรียศาสตร์ของราชสำนักไทย
ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานเกือบ 200 ชิ้น ประกอบด้วยฉลองพระองค์และเครื่องประดับ ซึ่งส่วนใหญ่ออกแบบโดยนักออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงชาวฝรั่งเศส ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) และห้องเสื้อปักประดับ เลอซาจ (Lesage) ตลอดจนผลงานจากนักออกแบบชาวไทย เพื่อบอกเล่าและเน้นย้ำถึงวิวัฒนาการของการแต่งกายในราชสำนักไทย และความสง่างามของชุดไทยบนเวทีระดับสากล
โครงสร้างหลักของนิทรรศการถูกร้อยเรียงเรื่องราวผ่านฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ (Queen Sirikit: The Image of a Nation) ซึ่งพระสไตล์และความร่วมสมัยของพระองค์ ได้ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อภาพลักษณ์และมุมมองที่ประชาคมโลกมีต่อประเทศไทย ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์
หากพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ จะพบว่าฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างภาพแทนของความเป็นไทย บนเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 ซึ่งโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้น
ประเทศไทยในเวลานั้น มิได้ต้องการเพียง "การยอมรับทางการเมือง" หากยังต้องการแสดงถึง อัตลักษณ์ในฐานะชาติเอเชียสมัยใหม่ที่มีอารยธรรม มีรสนิยม และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากโลกตะวันตก ให้ปรากฎแก่สายตาสายโลก
เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ ปิแอร์ บัลแมง เป็นผู้ออกแบบและดูแลฉลองพระองค์ ซึ่งสามารถผสมผสานและถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมไทย ผ่านทักษะงานฝีมือชั้นสูงของฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว
บัลแมงได้เข้าถึงศิลปะการแต่งกายของไทยในฐานะงาน "โอต์ กูตูร์" (Haute couture) อย่างแท้จริง
เขาได้ทำการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับรูปทรง สัดส่วน และสิ่งทอ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมการ "นุ่ง" และ "ห่ม" แบบดั้งเดิม มากกว่าการตัดเย็บโครงสร้างเสื้อผ้าแบบตะวันตก เมื่อผสานกับการใช้ผ้าไหมไทย ผ้าไหมยกดอก ผ้ามัดหมี่ และงานปักประดับ เขาจึงสามารถรังสรรค์โครงสร้างฉลองพระองค์ที่สง่างาม เหมาะสมกับงานระดับนานาชาติอย่างเป็นทางการ โดยยังคงความหยั่งรากลึกในประเพณีไทยและเปิดรับความทันสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การออกแบบฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม รวมถึงการร่วมงานกับ Pierre Balmain จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางแฟชั่น หากเป็น การเจรจาระหว่างอัตลักษณ์กับความทันสมัย โดยยังรักษารากทางวัฒนธรรมไทยไว้อย่างมีศักดิ์ศรี
---
สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน การที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์การจัดนิทรรศการ "ราชพัสตราสู่สากล" และทรงเสด็จด้วยพระองค์เองในพิธีเปิดงานที่กรุงปารีส ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญด้านการทูตเชิงวัฒนธรรมของราชอาณาจักรไทย
เพื่อผลักดันให้ "ชุดไทย" เข้าสู่การพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ประจำปี 2569 อีกด้วย
ดังพระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ว่า “สมเด็จย่าทรงใช้แฟชั่นเหมือนสื่อกลางทางการทูต” ถือเป็นการอธิบายแก่นแท้ของการฑูตทางวัฒนธรรม ได้อย่างดีเยี่ยม
การสืบสาน รักษา และต่อยอด มรดกวัฒนธรรมที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงริเริ่มไว้ ให้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกอีกครั้ง ก็เพื่อย้ำเตือนให้ชาวโลกเห็นไทยในฐานะชนชาติที่มีรากเหง้าทางอารยธรรมที่งดงามและพร้อมจะเปิดรับความทันสมัยอย่างชัดเจน
เพราะแฟชั่นในที่นี้มิได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความงาม หากทำหน้าที่เป็นภาษาทางอารยธรรมที่สามารถสื่อสารความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และสถานะของชาติได้โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ
---
บทความโดย
ดร.วรรณชนก บุญปราศภัย
คอลัมนิสต์ The Structure และนักวิจัยผ้าไทย
#ราชวงศ์จักรี #ชุดไทยพระราชนิยม #เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี