The Structure สำนักข่าวออนไลน์ ที่เชื่อว่าความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีของประเทศจะทำให้เกิดโอกาสและการพัฒนาที่ไม่สิ้นสุด STABILITY MAKES POSSIBILITY

La Mode en Majesté : แฟชั่นในฐานะของการทูตเชิงวัฒนธรรมในโลกสมัยใหม่ อำนาจของรัฐมิได้ดำรงอยู่ผ่านกำลังทางทหารหรืออำนาจทาง...
27/05/2026

La Mode en Majesté : แฟชั่นในฐานะของการทูตเชิงวัฒนธรรม

ในโลกสมัยใหม่ อำนาจของรัฐมิได้ดำรงอยู่ผ่านกำลังทางทหารหรืออำนาจทางเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น หากยังแสดงตัวผ่านทางวัฒนธรรม ในบริบทที่จะกล่าวต่อจากนี้ แฟชั่น จึงมิได้เป็นเพียงเรื่องของการแต่งกาย หากเป็นภาษาทางวัฒนธรรมที่รัฐสามารถใช้เพื่อสื่อสารตัวตนและสถานะของตนต่อประชาคมโลก

นิทรรศการ "ราชพัสตราสู่สากล" หรือ La Mode en Majesté: Royal Thai Dress From Tradition to Modernity ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2569 พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs ณ กรุงปารีส

จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งในเชิงการเมืองวัฒนธรรม เพราะนิทรรศการนี้มิได้เพียงจัดแสดงฉลองพระองค์อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หากยังเป็นพื้นที่แห่งการเล่าเรื่องชาติ ผ่านสุนทรียศาสตร์ของราชสำนักไทย

ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานเกือบ 200 ชิ้น ประกอบด้วยฉลองพระองค์และเครื่องประดับ ซึ่งส่วนใหญ่ออกแบบโดยนักออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงชาวฝรั่งเศส ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) และห้องเสื้อปักประดับ เลอซาจ (Lesage) ตลอดจนผลงานจากนักออกแบบชาวไทย เพื่อบอกเล่าและเน้นย้ำถึงวิวัฒนาการของการแต่งกายในราชสำนักไทย และความสง่างามของชุดไทยบนเวทีระดับสากล

โครงสร้างหลักของนิทรรศการถูกร้อยเรียงเรื่องราวผ่านฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ (Queen Sirikit: The Image of a Nation) ซึ่งพระสไตล์และความร่วมสมัยของพระองค์ ได้ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อภาพลักษณ์และมุมมองที่ประชาคมโลกมีต่อประเทศไทย ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์

หากพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ จะพบว่าฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างภาพแทนของความเป็นไทย บนเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 ซึ่งโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้น

ประเทศไทยในเวลานั้น มิได้ต้องการเพียง "การยอมรับทางการเมือง" หากยังต้องการแสดงถึง อัตลักษณ์ในฐานะชาติเอเชียสมัยใหม่ที่มีอารยธรรม มีรสนิยม และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากโลกตะวันตก ให้ปรากฎแก่สายตาสายโลก

เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ ปิแอร์ บัลแมง เป็นผู้ออกแบบและดูแลฉลองพระองค์ ซึ่งสามารถผสมผสานและถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมไทย ผ่านทักษะงานฝีมือชั้นสูงของฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว

บัลแมงได้เข้าถึงศิลปะการแต่งกายของไทยในฐานะงาน "โอต์ กูตูร์" (Haute couture) อย่างแท้จริง

เขาได้ทำการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับรูปทรง สัดส่วน และสิ่งทอ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมการ "นุ่ง" และ "ห่ม" แบบดั้งเดิม มากกว่าการตัดเย็บโครงสร้างเสื้อผ้าแบบตะวันตก เมื่อผสานกับการใช้ผ้าไหมไทย ผ้าไหมยกดอก ผ้ามัดหมี่ และงานปักประดับ เขาจึงสามารถรังสรรค์โครงสร้างฉลองพระองค์ที่สง่างาม เหมาะสมกับงานระดับนานาชาติอย่างเป็นทางการ โดยยังคงความหยั่งรากลึกในประเพณีไทยและเปิดรับความทันสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การออกแบบฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม รวมถึงการร่วมงานกับ Pierre Balmain จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางแฟชั่น หากเป็น การเจรจาระหว่างอัตลักษณ์กับความทันสมัย โดยยังรักษารากทางวัฒนธรรมไทยไว้อย่างมีศักดิ์ศรี

---

สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน การที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์การจัดนิทรรศการ "ราชพัสตราสู่สากล" และทรงเสด็จด้วยพระองค์เองในพิธีเปิดงานที่กรุงปารีส ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญด้านการทูตเชิงวัฒนธรรมของราชอาณาจักรไทย

เพื่อผลักดันให้ "ชุดไทย" เข้าสู่การพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ประจำปี 2569 อีกด้วย

ดังพระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ว่า “สมเด็จย่าทรงใช้แฟชั่นเหมือนสื่อกลางทางการทูต” ถือเป็นการอธิบายแก่นแท้ของการฑูตทางวัฒนธรรม ได้อย่างดีเยี่ยม

การสืบสาน รักษา และต่อยอด มรดกวัฒนธรรมที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงริเริ่มไว้ ให้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกอีกครั้ง ก็เพื่อย้ำเตือนให้ชาวโลกเห็นไทยในฐานะชนชาติที่มีรากเหง้าทางอารยธรรมที่งดงามและพร้อมจะเปิดรับความทันสมัยอย่างชัดเจน

เพราะแฟชั่นในที่นี้มิได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความงาม หากทำหน้าที่เป็นภาษาทางอารยธรรมที่สามารถสื่อสารความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และสถานะของชาติได้โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ

---

บทความโดย
ดร.วรรณชนก บุญปราศภัย
คอลัมนิสต์ The Structure และนักวิจัยผ้าไทย



#ราชวงศ์จักรี #ชุดไทยพระราชนิยม #เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี

“อนุชา” เปิดตัว 5 นโยบาย “เมืองฟ้าอมร... and more” อาสาเป็นนักบริหารเชื่อมคน-เชื่อมเมือง “คน-เมือง-เจมส์” ยกระดับกรุงเทพ...
26/05/2026

“อนุชา” เปิดตัว 5 นโยบาย “เมืองฟ้าอมร... and more” อาสาเป็นนักบริหารเชื่อมคน-เชื่อมเมือง “คน-เมือง-เจมส์” ยกระดับกรุงเทพฯ สู่มหานครที่สมบูรณ์แบบ

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ เปิดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ “เมืองฟ้าอมร... and more” ว่า ตนมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบบูรณาการ พลิกโฉมการบริหารงานของ กทม. จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การเป็นองค์กรที่เชื่อมโยงทุกมิติของเมืองเข้าด้วยกัน เพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้าน

นายอนุชา กล่าวว่า แนวคิด “And More” คือความมุ่งมั่นที่จะทำให้กรุงเทพมหานครไม่หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นเมืองที่ซ่อมแซมปัญหาไปวันๆ แต่จะต้องเป็นเมืองที่ “สะดวกขึ้น สะอาดขึ้น สบายขึ้น มีรายได้มากขึ้น และตรวจสอบได้มากขึ้น” โดยตนพร้อมอาสาเป็นผู้เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งระบบระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และประชาชนเข้าด้วยกัน ผ่าน 5 นโยบายหลัก ได้แก่

1. “เดินทางสะดวก” : มุ่งแก้ปัญหาการเดินทางที่ขาดความเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รถเมล์ ขสมก. โอนย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. โดยตรง เพื่อให้การออกแบบเส้นทางเดินรถและรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด พร้อมจัดทำระบบ Feeder อย่างเป็นรูปธรรม นำรถ Shuttle Bus พลังงานไฟฟ้า (EV) มาใช้รับส่งประชาชนจากตรอกซอกซอยหรือหมู่บ้านเข้าสู่ระบบขนส่งหลัก โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจสอบเส้นทางที่ประชาชนใช้สัญจรหนาเน่น เพื่อกำหนดเส้นทางเดินรถ รวมถึงการฟื้นฟูเส้นทางสัญจรทางน้ำด้วยเรือ EV นอกจากนี้ จะเร่งประสานรัฐบาลและเอกชนเพื่อผลักดัน “ระบบตั๋วร่วม” ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อลดภาระค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน และพิจารณาสัมปทานรถไฟฟ้าสายต่างๆ อย่างโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

2. “เมืองสะอาด” : พลิกโฉมระบบกำจัดขยะของ กทม. โดยศูนย์กำจัดขยะหลัก (เช่น อ่อนนุช หนองแขม สายไหม) จะต้องถูกยกระดับเป็นระบบปิด 100% ควบคุมกลิ่นและน้ำเสียได้มาตรฐาน พร้อมผลักดันเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อลดการฝังกลบ และกระจายศูนย์จัดการขยะไปยังโซนกรุงเทพฯ เหนือและตะวันออก เพื่อลดระยะเวลาและมลพิษจากการขนส่ง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการตรวจจับรถควันดำ ควบคุมฝุ่นจากไซต์งานก่อสร้าง และการล้างถนนอย่างถูกวิธีเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

3. “ใช้ชีวิตสบาย” : เพิ่ม “บ้านพักผู้สูงอายุ” เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้น และต่อยอดระบบ Fast Track ที่ให้สิทธิการทำฟันสำหรับผู้สูงอายุใช้บริการได้เร็วขึ้น ปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ให้เป็น “คลินิกชุมชน” ที่รักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้จริง นำระบบ Telemedicine และการส่งยาถึงบ้านมาใช้เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่ นอกจากนี้ จะนำพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของรัฐและเอกชน มาพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ ลานกีฬา Co-working Space, AI Hub และ Art Space สำหรับศิลปิน รวมถึงจัดระเบียบทางเท้าและกำหนดโซนนิ่ง (Zoning) การค้าขายและสถานบันเทิงให้ชัดเจน

4. “มีรายได้มากขึ้น” : ผลักดันการเพิ่มรายได้ให้แก่ กทม. เพื่อนำมาพัฒนาเมือง เช่น การจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างโครงการจ้างงานทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณกลับเข้ามาทำงานในฐานะอาสาสมัครเพื่อสร้างรายได้เสริม นอกจากนี้ จะยกระดับ กทม. สู่ Smart City ปรับปรุงระเบียบการขออนุญาตต่างๆ ให้รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ล่าช้าเพื่อเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการสนับสนุนเกษตรชานเมืองเพื่อสร้างรายได้

5. “ตรวจสอบได้หมด” : ยึดมั่นในอุดมการณ์การเมืองสุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะนำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาประยุกต์ใช้กับ กทม. เพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณของท้องถิ่นให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมทั้งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ ฝุ่น PM 2.5 และสภาพการจราจรแบบ Real-time รวมถึงเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่สาธารณะเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

“นโยบายทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่แยกส่วนกัน แต่คือฟันเฟืองที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ผมเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ และผมพร้อมที่จะเป็นผู้ว่าฯ ที่เชื่อมเมือง เชื่อมคน และเชื่อมการทำงานทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเมืองฟ้าอมรที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย



#พรรคประชาธิปัตย์ #อนุชาบูรพชัยศรี

'ภราดร' สวนกลับฝ่ายค้าน ยันไม่มี 'ระบอบสีน้ำเงิน' มีแต่พรรคที่โตได้เพราะผลงานช่วง 'สีส้ม' หนุนตั้งรัฐบาลกลายเป็นประเด็นโ...
26/05/2026

'ภราดร' สวนกลับฝ่ายค้าน ยันไม่มี 'ระบอบสีน้ำเงิน' มีแต่พรรคที่โตได้เพราะผลงานช่วง 'สีส้ม' หนุนตั้งรัฐบาล

กลายเป็นประเด็นโต้กลับทางการเมืองที่น่าจับตา เมื่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาตอบโต้กรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาระบุว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแทนหรือเอเจนต์ของสิ่งที่เรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน"

นายภราดรได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ในระบบการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองล้วนเป็นเอเจนต์ของประชาชนที่ตัดสินใจกากบาทเลือกเข้ามา ไม่เว้นแม้แต่พรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาชนเอง พรรคภูมิใจไทยก็นำเสนอนโยบายและได้รับความไว้วางใจ จนได้รับเลือกเข้ามาเพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเช่นกัน

สำหรับข้อกล่าวหาเรื่อง "ระบอบสีน้ำเงิน" นั้น นายภราดรระบุว่าตนไม่เข้าใจความหมายของวาทกรรมดังกล่าว ทราบเพียงว่าพรรคภูมิใจไทยใช้สีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ จึงยอมรับในฐานะ "พรรคสีน้ำเงิน" แต่ปฏิเสธการมีอยู่ของระบอบดังกล่าว พร้อมย้อนรอยถึงที่มาการเติบโตของพรรคว่า ส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของ "พรรคสีส้ม" ในอดีต

"พรรคสีน้ำเงินเติบโตขึ้นจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และก่อนหน้านั้นเราโตขึ้นจากพรรคสีส้ม เดิมทีพรรคภูมิใจไทยมีเพียง 70 เสียง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของพรรคสีส้ม ทำให้เรามีโอกาสเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศในช่วงสั้นๆ ไม่ถึง 4 เดือน ตาม MOA"

นายภราดรกล่าวย้ำว่า ในช่วงเวลาเพียงสองเดือนกว่านั้น พรรคได้ใช้ทุกวินาทีขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มที่ จนสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นำมาสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และทำให้พรรคสีน้ำเงินผงาดขึ้นมาครองเสียงสนับสนุนถึง 192 เสียงในสภา

ในช่วงท้าย แกนนำพรรคภูมิใจไทยได้ฝากข้อคิดไปยังพรรคประชาชน โดยมองว่าการเคลื่อนไหวลักษณะนี้เป็นเพียงการสร้างวาทกรรมเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล พร้อมเชิญชวนให้หันมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ใช้กลไกสภาในการตรวจสอบท้วงติงอย่างมีเหตุผล เนื่องจากปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายควรช่วยกันหาทางออก มากกว่าการสร้างวาทกรรมทางการเมืองที่ไม่มีอยู่จริง



#ภราดรปริศนานันทกุล #พรรคภูมิใจไทย #พรรคประชาชน

'สาธิต' เตือน 'ระบอบสีน้ำเงิน' ฝังรากลึก แทรกแซง สว.-องค์กรอิสระ ชี้อันตรายกว่า 'ระบอบทักษิณ'กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาท...
26/05/2026

'สาธิต' เตือน 'ระบอบสีน้ำเงิน' ฝังรากลึก แทรกแซง สว.-องค์กรอิสระ ชี้อันตรายกว่า 'ระบอบทักษิณ'

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาทางการเมืองอย่างมาก เมื่อนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์โดยชี้ให้เห็นถึงความน่ากลัวของโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันที่ถูกเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ซึ่งกำลังแผ่ขยายอิทธิพลและฝังรากลึกในระบบการเมืองไทย ยิ่งกว่า "ระบอบทักษิณ" ในอดีต

นายสาธิต อธิบายว่า คำว่า "ระบอบ" ไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล แต่หมายถึงพฤติกรรมและวิธีการที่จะได้มาซึ่งอำนาจ การบริหารอำนาจเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป รวมถึงการเอาตัวรอดจากกระบวนการยุติธรรม

ในอดีต "ระบอบทักษิณ" ถูกมองว่าเป็นการใช้ทุนซื้อข้าราชการหรือองค์กรอิสระ ซึ่งยังมีข้อจำกัดและอาจจะยังแทรกแซงได้ไม่ครบถ้วน แต่สำหรับ "ระบอบสีน้ำเงิน" ในปัจจุบันนั้น นายสาธิตชี้ว่ามีความโยงใยและมีเครือข่ายที่ชัดเจนในระดับที่สูงกว่ามาก

กลไกสำคัญที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินทรงพลัง คือการเชื่อมโยงกับ วุฒิสภา (สว.) ซึ่งมีอำนาจหลักในการรับรองและเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ

"เราจะเห็นชัดเลยว่า บุคคลในบางวิชาชีพที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าไปที่ สว. มักจะถูกปฏิเสธหรือตีตกหลายครั้ง ทั้งที่มีความเหมาะสม ในขณะเดียวกัน บุคคลที่มาจากกระทรวงที่เครือข่ายสีน้ำเงินเคยเป็นผู้บริหารมาก่อน กลับผ่านการรับรองได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องมีการตีกลับอะไรมากนัก ซึ่งนี่คือการตั้งคำถามถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น" นายสาธิต ระบุ

นอกจากนี้ นายสาธิตยังได้ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมถึงผลลัพธ์ของการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในองค์กรอิสระ นั่นคือกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตีตกคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งสวนทางกับคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

เหตุการณ์เหล่านี้ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้สังคมเริ่มเห็นภาพความเชื่อมโยง ตั้งแต่กระบวนการในชั้น สว. ไปจนถึงการได้มาซึ่งบุคคลในองค์กรอิสระ และผลลัพธ์ของการตัดสินคดีสำคัญต่างๆ

"มันเป็นการโยงใยที่มีเหตุมีผลพอสมควร เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่าระบอบสีน้ำเงินในวันนี้ อาจจะมีน้ำหนักและน่ากลัวมากกว่าระบอบทักษิณด้วยซ้ำไป" นายสาธิต กล่าวทิ้งท้าย



#พรรคประชาธิปัตย์ #สาธิตปิตุเตชะ #ระบอบสีน้ำเงิน

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าและผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ขอบคุณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้...
26/05/2026

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าและผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ขอบคุณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่ช่วยซื้อบ้านเก่าของปรีดี พนมยงค์ ช่วงลี้ภัยที่ฝรั่งเศสเก็บเอาไว้

พร้อมเปรียบเทียบกับบ้าน Atatürk "บิดาผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี" ที่ถูกให้ความสำคัญ ต่างจากบ้านของนายปรีดี ที่ไม่ถูกเหลียวแลจาก "รัฐบาลของราชอาณาจักรไทย"

---

[บ้านเกิด Atatürk กับบ้านตาย ปรีดี พนมยงค์]

เมื่อสักครู่ ผมได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürk ทึ่ Thessaloniki ประเทศกรีซ

ท่านที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศต่างๆ อาจตั้งคำถามขึ้นว่า Mustafa Kemal Atatürk ผู้นำการปฏิวัติตุรกี เปลี่ยนตุรกีให้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เป็นผู้นำก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี แล้วไฉนกลับมีพิพิธภัณฑ์ Atatürk อยู่ที่กรีซ

Mustafa Kemal Atatürk เกิดที่ Thessaloniki ในสมัยยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน ในสมัยนั้น เรียกชื่อว่า Salonika จนกระทั่งถึงสงครามบอลข่านในปี 1912 เมืองนี้ตกมาเป็นของกรีซ และเรียกชื่อว่า Thessaloniki ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อเป็นดินแดนของกรีซแล้ว ทำไมจึงมีพิพิธภัณฑ์รำลึกถึง “บิดาผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี” ได้?

ตามประวัติของบ้านหลังนี้ ที่ปรากฏในแผ่นป้ายอธิบายในพิพิธภัณฑ์ บรรยายไว้ว่า บ้านหลังนี้ เปลี่ยนเจ้าของไปมา จนมาถึงพ่อของ Atatürk

Atatürk เกิดที่นี่ในปี 1881 ต่อมาพ่อของเขาตาย ในปี 1886 แม่ของเขาได้ปล่อยบ้านหลังนี้ให้คนเช่า และย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กๆเพื่อลดค่าใช้จ่าย และย้ายกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง

Atatürk ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เรียนหนังสือโรงเรียนสามัญ และโรงเรียนเตรียมทหารที่นี่ จนกระทั่งปี 1912 เมืองนี้ตกเป็นของกรีซ ครอบครัวของเขาจึงย้ายไปอยู่ที่อิสตันบูล

บ้านหลังนี้ ตกไปอยู่กับคนกรีซ จนกระทั่งครบรอบ 10 ปีสาธารณรัฐตุรกี เมืองเทซซาโลนิกี ได้ติดตั้งป้ายหินอ่อน เขียนข้อความในภาษากรีก เติร์ก และฝรั่งเศสว่า “อตาเติร์กเกิดที่บ้านหลังนี้“

ในปี 1937 เทศบาลเมืองเทซซาโลนิกี ได้ซื้อบ้านหลังนี้และยกให้กับรัฐบาลตุรกี เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน รัฐบาลตุรกี ได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสถานกงสุลตุรกีประจำเมืองเทซซาโลนิกี และอีกส่วนหนึ่งเป็นพืพิธภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม การสร้างพิพิธภัณฑ์ก็สะดุดหยุดลงไปหลายช่วง ด้วยเหตุจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และความขัดแย้งกันของสองประเทศ

พิพิธภัณฑ์เปิดให้ชมได้ในปี 1953 ครบรอบ 15 ปีการจากไปของอตาเติร์ก

มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่อีกหลายครั้งในปี 1966 1985 1990 1999 2012 และล่าสุด 2024/2025

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวตุรกีที่มาเยือนกรีซหรือเทซซาโลนิกี ต่างก็มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถ่ายรูป รำลึกถึง

เมื่อสักครู่ที่ผมเข้าเยี่ยมชม ก็มีแต่คนตุรกีเข้าชมพร้อมกันจำนวนมาก

กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในกรีซที่คนตุรกีต้องมา

เมื่อผมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürk ก็ชวนคิดไปถึงบ้านที่เมือง Antony ประเทศฝรั่งเศส ที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พำนักอาศัยกับครอบครัว จนวาระสุดท้ายของชีวิต

บทบาทในประวัติศาสตร์การเมือง และสถานะของ อตาเติร์ก และปรีดี ไม่ต่างกัน

เป็นผู้นำการอภิวัฒน์ เปลี่ยนระบอบการปกครอง เป็นรัฐบุรุษ บุคคลสำคัญของชาติ

แต่บ้านที่ปรีดีพักอาศัยจนวาระสุดท้ายของชีวิต กลับไม่เคยมีนักการเมือง ส.ส. รัฐมนตรี หรือข้าราชการของประเทศไทย ผลักดันให้มีการซื้อคืนเพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ หรืออย่างน้อย ก็เจรจาความกับเทศบาลเมือง Antony เพื่อขอติดป้ายรำลึกว่า ปรีดีเคยอยู่ที่นี่

ไม่มึเลย

อย่าว่าแต่ให้มีเลย

คน Antony คนฝรั่งเศส หรือ นักการเมืองท้องถิ่นเมือง Antony ยังไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำ (ผมทราบเรื่องนี้ เพราะ เมื่อคราวธนาธรมาทำนิติกรรมซื้อขาย เราได้ขอนัดพบกับเทศมนตรี เขาก็พึ่งทราบเรื่องราวจากที่เราเล่าให้ฟัง)

ช่างตรงกันข้ามกับกรณีของอตาเติร์กอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกรีซกับประเทศตุรกีมีหลายช่วงหลายตอนที่อยู่ในสถานะปฏิปักษ์ ขัดแย้งกัน แต่เขายังผลักดันรักษาพื้นที่ความทรงจำไว้ได้

เราต้องรอจนกระทั่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัดสินใจใช้เงินส่วนตัว 1.6 ล้านยูโร ซื้อบ้านที่ Antony ไว้ และยกให้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์รำลึกถึงปรีดี พนมยงค์ (ธนาธรยังคงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกมากสำหรับการบูรณะซ่อมแซมและทำเป็นพิพิธภัณฑ์)

หากธนาธรไม่ซื้อไว้ บ้านหลังนี้ ก็จะถูกขายต่อไปให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เตรียมทุบทิ้ง และสร้างเป็นคอนโดที่อยู่อาศัยต่อไป

น้ำใจของธนาธรครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยของเรายังรักษาพื้นที่ความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ เอาไว้ได้

เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ด้วยน้ำมือของรัฐบาลของราชอาณาจักรไทย

แต่เกิดขึ้นได้ เพราะ เจตจำนงของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

อีกไม่ช้าไม่นาน ประชาชนคนไทย ที่มาฝรั่งเศส คงได้มีโอกาสเข้าชมบ้านหลังนี้ครับ

บ้าน เลขที่ 27 Avenue Raymond Aron และเมือง Antony ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยมาเยี่ยมเยือนกัน เหมือนกับคนตุรกีที่มาเยือนบ้าน เลขที่ 17 ถนน Apostolou Pavlou และเมือง Thessaloniki



#พรรคประชาชน #คณะก้าวหน้า #ปิยบุตรแสงกนกกุล

ปิดตำนาน 3 เกลอ ‘สายล่อฟ้า’ รวบ ‘ชวนนท์’ หนีคดีเช็คเด้ง ตามรอย ‘เทพไท’ เหลือเพียง ‘ศิริโชค’ ย้อนรอยวิบากกรรมคดีหมิ่น ‘ยิ...
26/05/2026

ปิดตำนาน 3 เกลอ ‘สายล่อฟ้า’ รวบ ‘ชวนนท์’ หนีคดีเช็คเด้ง ตามรอย ‘เทพไท’ เหลือเพียง ‘ศิริโชค’ ย้อนรอยวิบากกรรมคดีหมิ่น ‘ยิ่งลักษณ์’

จากรายการทอล์กโชว์การเมืองชื่อดังของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต วันนี้ชะตากรรมของ 3 พิธีกรรายการ "สายล่อฟ้า" ช่อง Blu Sky กำลังถูกพูดถึงในหน้าสื่ออีกครั้ง เมื่ออดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์อย่าง "ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต" กลายเป็นอดีตนักการเมืองคนล่าสุดของกลุ่ม ที่ต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางกฎหมายจนถึงขั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุม

หากย้อนดูเส้นทางของ 3 เกลอสายล่อฟ้า จะพบว่าปัจจุบัน 2 ใน 3 ของผู้ดำเนินรายการล้วนตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาจนไม่สามารถรอดพ้นสภาพการถูกควบคุมตัวได้ เหลือเพียง ‘ศิริโชค โสภา’ เพียงคนเดียวที่ยังไร้ชนักติดหลังในเวลานี้

🔴 'ชวนนท์' จนมุมตำรวจ ปทส. คดีเช็คเด้ง 100 ล้าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. นำกำลังเข้าจับกุม ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ ตามหมายจับของศาลอาญาพระโขนง ในความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค (คดีเช็คเด้ง) ซึ่งมีผู้เสียหายหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

พฤติการณ์ในคดีนี้คือการออกเช็คเพื่อชำระหนี้โดยมีเจตนาไม่ใช้เงินตามเช็ค ซึ่งก่อนหน้านี้ชวนนท์เคยถูกศาลออกหมายจับมาแล้วหลายครั้งเนื่องจากมีพฤติการณ์จงใจหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาหรือสอบคำให้การตามนัดหมายของศาล ทำให้เขาต้องสิ้นสภาพนักการเมืองภาพลักษณ์ดี และกลายเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีในที่สุด

🔴 รอยทางที่ตาม 'เทพไท เสนพงศ์' สู่เรือนจำ

การถูกจับกุมของชวนนท์ ทำให้นึกถึงวิบากกรรมของเพื่อนร่วมรายการอย่าง เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช 9 สมัย ที่ไม่เคยสอบตก แต่สุดท้ายต้องปิดฉากเส้นทางสภาผู้แทนราษฎรด้วยคดีอาญาเช่นกัน

ในปี 2565 ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกเทพไทและน้องชาย (มาโนช เสนพงศ์) เป็นเวลา 2 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี จากคดีทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีธรรมราช ส่งผลให้เทพไทต้องถูกคุมตัวเข้าเรือนจำทันที (ปัจจุบันได้รับการพักโทษและใส่กำไล EM หลังจำคุกมาได้ 16 เดือน)

🔴 ย้อนรอยวิบากกรรมร่วม: คดี ว.5 โฟร์ซีซั่นส์ และการขออภัย ‘ยิ่งลักษณ์’

ก่อนที่ต่างฝ่ายจะแยกย้ายไปเผชิญคดีส่วนตัว ทั้งสามคนเคยมีวิบากกรรมร่วมกันอันเกิดจากการจัดรายการ 'สายล่อฟ้า' ในคดีที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องทั้งสามคนในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงปี 2555 เมื่อทั้งสามร่วมกันจัดรายการและวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ยิ่งลักษณ์เดินทางไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว (ว.5) ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ โดยใช้ถ้อยคำและบริบทที่สื่อไปในทางชู้สาวและประพฤติผิดจริยธรรม

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าทั้งสามคนมีความผิดจริง ให้จำคุกคนละ 1 ปี ปรับ 50,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี แต่จุดพลิกผันที่สังคมจดจำได้ดีที่สุดเกิดขึ้นในชั้นศาลฎีกา (ปี 2561) เมื่อทั้งสามคนเสี่ยงที่จะถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา และจะส่งผลให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี

ทั้งสามคนได้ร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึกยอมรับผิด และนายศิริโชคได้โพสต์ขออภัยนางสาวยิ่งลักษณ์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อขอความเห็นใจให้นางสาวยิ่งลักษณ์ถอนฎีกา ซึ่งอดีตนายกฯ ก็ยินยอมที่จะให้อภัยและมอบหมายให้ทนายความไปยื่นคำร้องไม่ติดใจเอาความ

แม้ในท้ายที่สุด ศาลฎีกาจะไม่อนุญาตให้ถอนคำร้องเนื่องจากทำคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว แต่ศาลก็เมตตาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คือ "ให้รอลงอาญา" ทำให้ทั้ง 3 คนรอดคุกมาได้อย่างหวุดหวิดจากการยอมกลืนเลือดขอโทษในวันนั้น

วันนี้ บริบททางการเมืองเปลี่ยนไป รายการสายล่อฟ้ากลายเป็นเพียงอดีต เช่นเดียวกับสถานภาพของ 2 ใน 3 พิธีกรฝีปากกล้า ที่ก้าวพลาดจากเวทีการเมือง สู่การเป็นผู้ต้องหาและนักโทษในคดีอาญา เหลือรอดเพียง ‘ศิริโชค โสภา’ ที่ยังคงยืนหยัดอยู่นอกเรือนจำเพียงคนเดียวในขณะนี้



#พรรคประชาธิปัตย์ #สายล่อฟ้า #ชวนนท์อินทรโกมาลย์สุต

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตนักวิชาการชื่อดัง และผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์แซะโครงการไทยช่วยไทย (คนละครึ่ง ...
25/05/2026

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตนักวิชาการชื่อดัง และผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์แซะโครงการไทยช่วยไทย (คนละครึ่ง เฟสใหม่)

โดยอ้างว่าโครงการนี้ทำชาวบ้านลำบาก ต้องซื้อโทรศัพท์ใหม่ สุดท้ายเงินเข้าบริษัทมือถือหมด ย้ำหากใครใช้แอปไม่เป็นต้องไปธนาคาร ทำเสียเวลาทำมาหากิน นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ทำชาวบ้านให้ตื่นเต้นที่จะได้แย่งกันใช้สิทธิ์เหมือนคนอื่น

"ข่าวชาวบ้านหาซื้อโทรศัพท์ใหม่
เพื่อใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทย มาก
บางรายซื้อไป 4000 บาท มากน้อยต่างกันไป

สิทธิไทยช่วยไทย (คนละครึ่ง) ครั้งนี้ ได้รับ 4000 บาท กลายเป็นช่วยซัมซุง และยี่ห้อต่างๆ

บางรายโหลดแอปพลิเคชัน ใช้งานไม่เป็น นั่งรถ 60 กิโลเมตรไปที่กรุงไทย เสียเวลา 3 ชั่วโมง เสียเวลาทำมาหากิน เสียเงิน ตื่นเต้นจะได้ใช้สิทธิ์แย่งสิทธิ์เหมือนคนอื่น อาจจะคิดถูกก็ได้ ไหนๆ ลูกหลานก็เป็นหนี้ ต้องใช้หนี้แทนเราอยู่แล้ว"



#พรรคประชาธิปัตย์ #เจิมศักดิ์ปิ่นทอง #ไทยช่วยไทย

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกแถลงการณ์ระบุ ถึงเวลาคนไทยต้องยุติ "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่เกิดจากรัฐประหารจนมา...
22/05/2026

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกแถลงการณ์ระบุ ถึงเวลาคนไทยต้องยุติ "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่เกิดจากรัฐประหารจนมาถึง รัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อหยุดชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ผู้เป็นเจ้าของประเทศ

โดยระบุข้อความในแถลงการณ์ดังนี้

---

[ จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมือง “ระบอบสีน้ำเงิน” ]

วันนี้ (22 พฤษภาคม 2557) 12 ปี นับจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพได้สำเร็จเป็นครั้งสุดท้าย

ถึงแม้เป็น 12 ปีที่เราไม่ได้เห็นภาพรถถังบนท้องถนน แต่ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชน ยังไม่หยุดลง แต่กำลังเกิดขึ้นทุกวัน มีการดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชนไม่ต่ำกว่า 200 คดี มีการล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติอย่างน้อย 74 ครั้ง และมีการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่างน้อย 7 พรรค

นี่คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วง และแนบเนียนขึ้น

แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ

พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายใหม่เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่

ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้

ผู้มีอำนาจใน “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่พวกเขามีความมุ่งหมายในการ “กินรวบประเทศ” ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ

พวกเขากินรวบในทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ

พวกเขากินรวบในทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายรัฐโดยผลักภาระให้ประชาชน

การเมืองในระบอบนี้ จึงไม่มีเจตจำนง ไม่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่เดินหน้า กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่เชื่อมั่น การศึกษาและการพัฒนาคนในชาติล้าหลัง มีแต่การผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ การทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วันนี้ พวกเขาจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐ สถาบันการเมืองในระบบได้แทบทั้งหมด แต่นั่นคือสนามของพวกเขา

สนามของพวกเรา คือสนามการเมืองแห่งความหวังและสนามการเอาชนะใจประชาชน มีแต่สนามนี้ที่ไม่มีใครเป็นผู้ “ผูกขาด” กติกา เพราะไม่มีระบอบใดจะห้ามความคิดของประชาชนให้หวังถึงอนาคตที่ดีกว่าได้

ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้าง “พลังของประชาชน” เพื่อนำพาสังคมไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” และประตูบานแรกคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง

มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน ให้พวกเราทุกคนครับ



#พรรคประชาชน #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #ระบอบสีน้ำเงิน

รอยร้าวใหม่พรรคประชาชน กรณีจริยธรรมภายในครอบครัว? สืบเนื่องจากกรณีที่ นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน...
22/05/2026

รอยร้าวใหม่พรรคประชาชน กรณีจริยธรรมภายในครอบครัว?

สืบเนื่องจากกรณีที่ นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์วิจารณ์โครงการการใช้งบของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่าขาดการตรวจสอบ โดยให้อำนาจกับคณะกรรมการชุดหนึ่งที่แต่งตั้งขึ้นมาเท่านั้น

แต่ทันใดนั้นก็เกิดดราม่าขึ้น เมื่อ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และเป็น สามีของ 'ทนายแจม' น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เข้ามาแสดงความเห็นว่าเชิงตำหนินายณัฐพล โดยระบุว่า

“ไม่น่าเชื่อว่าผิดลูกผิดเมียคนอื่นยังกล้ามีที่ยืนในสังคม” แต่ไม่นานหลังจากนั้น ทาง พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ก็ได้ลบความเห็นดังกล่าวออกไป

แต่ก็ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์กันในวงกว้างว่า กำลังจะเกิดดราม่ารอบใหม่ในพรรคประชาชน จากปมการทำผิดจริยธรรมหรือไม่?

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ยังได้โพสต์ตั้งคำถามว่า "ผมไม่เข้าใจทำไมพรรคประชาชน ถึงมีพื้นที่ให้คนที่ผิดจริยธรรมขั้นพื้นฐาน" พร้อมทั้งติดแทค นายณัฐพล และ ทนายแจม ภรรยาของตนในโพสต์ดังกล่าวด้วย



#พรรคประชาชน #ธีรวัตร์ปัญญาณ์ธรรมกุล #ณัฐพลโตวิจักษณ์ชัยกุล

ภายหลังจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่คณะองคมนตรีทั้ง 9 คน ลงมาประชุมร่วมกับรัฐบาลและฝ่ายราชการ เพื่อติดตาม เสนอแนะ และให้...
20/05/2026

ภายหลังจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่คณะองคมนตรีทั้ง 9 คน ลงมาประชุมร่วมกับรัฐบาลและฝ่ายราชการ เพื่อติดตาม เสนอแนะ และให้กำลังใจในการรับมือวิกฤตภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นกลางปี 2569

ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างก้าวขวางในหมู่ฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยม ล่าสุุดพรรคประชาชนได้ออกมาแถลงการณ์ ประณามเรื่องดังกล่าว พร้อมจี้ทั้งรัฐบาลและองคมนตรี ว่ากำลังละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

โดยมีเนื้อหาของแถลงการณ์ดังต่อไปนี้

---

[ รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ]

ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกลไกปกติของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรการรับมือวิกฤตตามฤดูกาล

แต่สิ่งที่ไม่ปกติและแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรากฏตัวของคณะองคมนตรีหลายท่าน ได้แก่ พลากร สุวรรณรัฐ, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อ “ให้กำลังใจและคำแนะนำ” ในการรับมือภัยแล้งครั้งนี้

มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้า "คลุกวงใน" กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ

ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร

ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร

ในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างการ “ให้คำแนะนำ” กับ “การมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน” นั้นบางเบาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทย “คำแนะนำ” จากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก และมักได้รับน้ำหนักเหนือกว่าข้อสั่งการหรือแนวนโยบายของผู้ปฏิบัติงานจริงที่หน้างาน

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลและข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช. จะสามารถปฏิเสธหรือตั้งคำถามต่อ “คำแนะนำ” เหล่านั้นได้จริงหรือ? ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ

และที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ

หาก “คำแนะนำ” เหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน?

พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง

ไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตย “ความหวังดี” ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้องตามหลักการ

องคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ “คำแนะนำ” กลายสภาพเป็น “ข้อสั่งการ” โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย



#พรรคประชาชน #ปฏิกษัตริย์นิยม #ประชาธิปไตย

สัญญาณบวกตะวันออกกลาง? เรือน้ำมันจีนพ้นช่องแคบฮอร์มุซ ขณะ ‘ทรัมป์-แวนซ์’ เผยเจรจาอิหร่านคืบหน้า เล็งยุติสงครามเร็วๆ นี้ส...
20/05/2026

สัญญาณบวกตะวันออกกลาง? เรือน้ำมันจีนพ้นช่องแคบฮอร์มุซ ขณะ ‘ทรัมป์-แวนซ์’ เผยเจรจาอิหร่านคืบหน้า เล็งยุติสงครามเร็วๆ นี้

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 เดือน เริ่มเห็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนขึ้น ล่าสุดเรือบรรทุกน้ำมันของจีนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว สอดคล้องกับท่าทีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดี ที่ออกมาระบุว่าการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งมีความคืบหน้า และสงครามอาจจบลงในเร็วๆ นี้

ข้อมูลการเดินเรือจาก LSEG และ Kpler เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม) ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันยักษ์ใหญ่ (Supertankers) ของจีนอย่างน้อย 2 ลำ ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบรวมกว่า 4 ล้านบาร์เรล ได้เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นที่เรียบร้อย หลังต้องจอดลอยลำติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียนานกว่า 2 เดือนจากการปิดล้อมพื้นที่ ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ช่วยจุดประกายความหวังว่าวิกฤตการณ์อาจใกล้ถึงจุดสิ้นสุด

ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า สงครามครั้งนี้จะจบลง “อย่างรวดเร็วมาก” โดยผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาเพิ่งสั่งระงับปฏิบัติการโจมตีทางทหารที่เตรียมการไว้ หลังได้รับข้อเสนอใหม่จากฝั่งเตหะราน

“ผมอยู่ห่างจากการตัดสินใจลงมือโจมตีเพียงแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น” ทรัมป์กล่าว พร้อมอ้างว่าผู้นำอิหร่านกำลังเรียกร้องให้เกิดข้อตกลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เขาย้ำเตือนว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ในไม่กี่วันข้างหน้า หากการเจรจาข้อตกลงล้มเหลว

ทางด้าน เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวเสริมถึงความคืบหน้าในการหารือว่า สหรัฐฯ “อยู่ในจุดที่ค่อนข้างดี” แม้จะยอมรับว่าการเจรจากับอิหร่านนั้นมีความท้าทาย เนื่องจากความขัดแย้งภายในของขั้วอำนาจฝั่งเตหะราน ทำให้บางครั้งจุดยืนของทีมเจรจาอิหร่านยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร สหรัฐฯ จึงต้องพยายามขีด ‘เส้นแดง’ (Red Lines) ของตนเองให้ชัดเจนที่สุด

นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีที่อ่อนลงและเร่งหาข้อสรุปของรัฐบาลวอชิงตัน เกิดจากแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศอย่างหนัก การที่อิหร่านปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ประกอบกับคะแนนความนิยมของทรัมป์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมของรัฐสภาสหรัฐฯ กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้

ทั้งนี้ ทันทีที่มีรายงานข่าวท่าทีเชิงบวกจากฝั่งสหรัฐฯ และการเคลื่อนตัวของเรือบรรทุกน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับตัวลดลงทันทีราว 1% เนื่องจากนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลต่อวิกฤตอุปทานน้ำมัน



#สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #โดนัลด์ทรัมป์

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Structureผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Structure:

แชร์