The Structure สำนักข่าวออนไลน์ ที่เชื่อว่าความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีของประเทศจะทำให้เกิดโอกาสและการพัฒนาที่ไม่สิ้นสุด STABILITY MAKES POSSIBILITY

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำร้าย...
13/08/2026

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกาย พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ กลางงานศพ

​ล่าสุดวันนี้ (13 ส.ค. 2569) นายชัยชนะ ได้เดินทางไปยัง สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยใช้เวลาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่นานกว่า 2 ชั่วโมง

​โดยนายชัยชนะได้ออกมาชี้แจงกับสื่อมวลชน ปฏิเสธว่าไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นเพียงการกอดคอหยอกล้อกันตามประสาคนรู้จักที่คุ้นเคยกันมานาน ส่วนจังหวะที่เกิดเหตุนั้น เป็นเพียง "การเอามือไปโดนใบหน้า" เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายร่างกายหรือตบบ้องหู

​นอกจากนี้ เจ้าตัวยังยืนยันว่าตนและนายตำรวจคู่กรณีมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และหากมีเหตุโกรธเคืองหรือทำร้ายร่างกายกันจริง อีกฝ่ายก็ควรจะเข้าแจ้งความตั้งแต่วันอาทิตย์ แต่หลังจากวันเกิดเหตุก็ยังเจอหน้า พูดคุย ถ่ายรูปคู่ และไปสูบบุหรี่ด้วยกันตามปกติ จึงไม่ทราบว่ามีเหตุผลอะไรถึงมีการแจ้งความเกิดขึ้น

​ในส่วนของความคืบหน้าทางคดี พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ชยานนท์พิริยะ ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ เปิดเผยว่า เบื้องต้นพบว่ามีการกระทำเกิดขึ้นจริง โดยได้รับร้องทุกข์ในฐานความผิดตามมาตรา 391 ฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ล่าสุดได้ทำการสอบปากคำพยานในเหตุการณ์ไปแล้ว 3 ปาก และเตรียมเรียกสอบเพิ่มเติม พร้อมขอความร่วมมือประชาชนที่เห็นเหตุการณ์หรือมีคลิปวิดีโอเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ต่อไป



#ชัยชนะเดชเดโช #พรรคประชาธิปัตย์ #นครศรีธรรมราช

จากกรณีอื้อฉาวในแวดวงการเมืองและสีกากีที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อมีกระแสข่าวว่า นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรค...
12/08/2026

จากกรณีอื้อฉาวในแวดวงการเมืองและสีกากีที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อมีกระแสข่าวว่า นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรี ก่อเหตุตบหน้านายตำรวจระดับ "รองผู้กำกับการสืบสวน" สภ.ทุ่งใหญ่ กลางงานศพมารดาของนักการเมืองท้องถิ่น

ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าสาเหตุมาจากความไม่พอใจที่นายตำรวจรายดังกล่าวไม่ยอมช่วยหาเสียงเลือกตั้ง

เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักต่อ "ศักดิ์ศรีและเกียรติยศ" ของข้าราชการตำรวจ

ล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการด่วนถึง พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รรท.ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ให้เร่งสอบหาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

สอดคล้องกับ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กยืนยันว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องจะเป็นใคร หรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลใด หากพยานหลักฐานไปถึงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการละเว้น หรือให้สิทธิพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น

---

รอง ผกก. พลิกลิ้นยอมแจ้งความ หลังถูกขู่ปม "ให้การเท็จ"

อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของคดีนี้อยู่ที่ปฏิกิริยาของนายตำรวจผู้เสียหาย ซึ่งในตอนแรก พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รอง ผกก.สืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ ได้ปฏิเสธข่าวอย่างแข็งขัน

โดยอ้างว่าตนเองและ สส.ชัยชนะ มีความคุ้นเคยและไปมาหาสู่กันเป็นอย่างดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการดื่มกินและหยอกล้อกันแรงๆ จนมือไม้มาโดนหน้าเท่านั้น

ทว่าหลังจาก พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ชยานนท์พิริย ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ได้ลงพื้นที่สอบสวนพยานในที่เกิดเหตุและพบว่าเหตุการณ์ "มีมูลถูกทำร้ายร่างกายจริง" จึงได้เรียกตัวรองผู้กำกับฯ มาให้ปากคำอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวเตือนสติอย่างเด็ดขาดว่า:

"ผมได้บอกรองผู้กำกับฯ ว่า ต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าให้การไม่ตรงตามความเป็นจริง เดี๋ยวจะเดือดร้อน ต้องให้การตามความเป็นจริง ถ้าให้การเท็จต้องรับผิดชอบในคำให้การของตัวเอง" พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ระบุ

คำเตือนดังกล่าวส่งผลให้ รอง ผกก.สืบสวน ตัดสินใจเปลี่ยนท่าที และเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในข้อหา "ทำร้ายร่างกายไม่ถึงกับได้รับบาดเจ็บ" ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ (โดนตบแก้มซ้ายใกล้ปาก 1 ที) แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่ติดใจเอาความก็ตาม

ขั้นตอนหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งจากพยานบุคคล 2-3 ปากที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ เพื่อเตรียมเชิญตัว "สส.ชัยชนะ" มารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป



#ชัยชนะเดชเดโช #พรรคประชาธิปัตย์ #นครศรีธรรมราช

จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือหนาหูประเด็น "อดีตรัฐมนตรีบ้านใหญ่จังหวัดนครศรีธรรมราช" ก่อเหตุตบหน้า รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภู...
12/08/2026

จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือหนาหูประเด็น "อดีตรัฐมนตรีบ้านใหญ่จังหวัดนครศรีธรรมราช" ก่อเหตุตบหน้า รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และมีการเชื่อมโยงมาถึงบุคคลสำคัญทางการเมืองในพื้นที่

ล่าสุด วันนี้ (12 ส.ค. 2569) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ปฏิเสธอย่างชัดเจนถึงกระแสข่าวดังกล่าว โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ "ไม่เป็นความจริง"

นายชัยชนะ ชี้แจงว่า ตนทราบเรื่องนี้จากข่าวเช่นกัน และทาง ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างตนกับรองผู้กำกับฯ ที่ตกเป็นข่าวนั้น มีความเคารพนับถือกันมาอย่างยาวนาน ไม่มีเรื่องบาดหมางหรือความไม่สบายใจต่อกัน ที่สำคัญภรรยาของรองผู้กำกับฯ นายนี้ก็มีศักดิ์เป็นญาติกับตนด้วย

เมื่อถูกตั้งคำถามว่า ข่าวลือนี้ถือเป็นการจงใจดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันนายชัยชนะดำรงตำแหน่งในกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร นายชัยชนะยอมรับว่า หากจะมองเป็นเรื่องการเมืองก็สามารถมองได้ เพราะที่ผ่านมาตนมักจะถูกเล่นงานด้วยวิธีการในลักษณะนี้มาตลอด แต่ท้ายที่สุดความจริงก็สามารถพิสูจน์ได้เสมอ

นอกจากนี้ นายชัยชนะยังได้ปฏิเสธกระแสข่าวลือลึกซึ้งที่อ้างว่า ชนวนเหตุความขัดแย้ง (ที่ถูกแต่งขึ้น) มาจากการที่รองผู้กำกับฯ นายดังกล่าว ไม่ยอมลงมาช่วยหาเสียงในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยยืนยันคำเดียวสั้นๆ ว่า "ไม่มี"

ส่วนประเด็นการเตรียมดำเนินคดีเอาผิดกับสื่อที่นำเสนอข่าวดังกล่าวนั้น รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า ในทางกฎหมายสามารถเอาผิดได้ยาก เนื่องจากข่าวที่ออกมาไม่ได้มีการเอ่ยชื่อหรือระบุตัวตนอย่างชัดเจน ทำให้กลายเป็นการคาดเดากันไปเองในสังคม



#ชัยชนะเดชเดโช #พรรคประชาธิปัตย์ #นครศรีธรรมราช

สุรศักดิ์ เคาะ กรอ.ท่องเที่ยว ดัน “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ระบบ Co-Payment เท่าเทียมทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอ “เที่ยวผ่านทัวร...
10/08/2026

สุรศักดิ์ เคาะ กรอ.ท่องเที่ยว ดัน “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ระบบ Co-Payment เท่าเทียมทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอ “เที่ยวผ่านทัวร์ลงชุมชน” พร้อมดึงสมาคม สายบิน OTA ร่วมถกเจาะรายตลาด

กรุงเทพฯ, 10 สิงหาคม 2569 — นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (กรอ.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) ครั้งที่ 2/2569 เพื่อสรุปมาตรการสำคัญก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ. ชุดใหญ่) ของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม

เคาะกรอบ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ชู Co-Payment เท่าเทียมทุกจังหวัด

ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาความคืบหน้าโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ภายหลังการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง โดยได้ข้อสรุปรวมถึงมติที่สำคัญดังนี้:

ยืนยันใช้ระบบ Co-Payment: รูปแบบการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจะยังคงใช้ระบบรัฐร่วมจ่าย (Co-Payment) เช่นเดียวกับโครงการที่ประสบความสำเร็จในปีก่อนๆ

สัดส่วนเดียวกันทั่วประเทศ: สำหรับอัตราส่วนการสนับสนุน (ไม่ว่าจะเป็น 50-50 หรือ 60-40) ที่ประชุมเห็นพ้องให้ใช้อัตราเดียวกันหมดทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยไม่มีการแบ่งแยกเมืองหลักหรือเมืองรอง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและสะดวกรวดเร็วในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ จะยึดตามแนวทางหลักของคณะรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังเป็นสำคัญ

เน้นย้ำการช่วย “คนตัวเล็ก”: การออกแบบมาตรการมุ่งลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวหมุนเวียนลงไปถึงเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง

รับลูกดัน “เที่ยวผ่านทัวร์ลงชุมชน”

นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ร่วมกับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ได้นำเสนอโครงการ “เที่ยวผ่านทัวร์ลงชุมชน” เพื่อใช้กลไกของบริษัทนำเที่ยวในการนำนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งนายสุรศักดิ์ได้รับข้อเสนอดังกล่าวไว้ และเตรียมนำเรื่องเข้าหารือ เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

ผนึกเอกชนเจาะลึกตลาดต่างชาติ

สำหรับมาตรการกระตุ้นตลาดต่างประเทศ ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการเชิญผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ทั้งสมาคมท่องเที่ยว แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) และสายการบิน มาร่วมประชุมวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาและส่งเสริมการตลาดขนาดใหญ่เป็นรายตลาด

นายสุรศักดิ์ กล่าวสรุปว่า "เป้าหมายของการขับเคลื่อนในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เป็นการสร้างโครงสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ช่วยเหลือผู้ประกอบการคนตัวเล็กในซัพพลายเชนอย่างครอบคลุม และนำเสนอมาตรการที่สามารถปฏิบัติได้จริงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง"



#ไทยเที่ยวไทยพลัส #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #สุรศักดิ์พันธ์เจริญวรกุล

วิกฤตข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลกำลังเป็นความท้าทายใหญ่ของภาครัฐ ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศร...
10/08/2026

วิกฤตข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลกำลังเป็นความท้าทายใหญ่ของภาครัฐ ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดโต๊ะแถลงข่าว “การยกระดับมาตรการหน่วยงานรัฐ เพื่อคุ้มครองข้อมูลประชาชน” พร้อมเตรียมนำเสนอมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชุดใหญ่ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 สิงหาคมนี้

🔴 เปิดสถิติช็อก ข้อมูลล็อกอินคนไทยทะลัก 200 ล้าน

นายไชยชนก เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีข้อมูลล็อกอินที่เคยรั่วไหลและถูกสะสมไว้สูงถึง 50,000 ล้านล็อกอิน ขณะที่ประเทศไทยมีข้อมูลล็อกอินรั่วไหลสะสมกว่า 200 ล้านล็อกอิน (ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลสะสมมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19)

โดยพบว่ามีระบบของภาครัฐที่มีข้อมูลล็อกอินรั่วไหลประมาณ 30,000 ระบบ และภาคเอกชนมากกว่า 35,000 ระบบ ซึ่งรหัสผ่านเหล่านี้ถูกนำไปซื้อขายบน Dark Web

กรณีข้อมูลประชาชนรั่วไหลล่าสุด ไม่ได้เกิดจากการถูกแฮกเจาะระบบโดยตรง แต่เป็นกรณี Credential Leak หรือรหัสผ่านหลุด ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถนำรหัสดังกล่าวไปล็อกอินเข้าสู่ระบบได้ตามช่องทางปกติ ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่แค่การอุดช่องโหว่ แต่ต้อง "ตัดวงจร" ข้อมูลที่รั่วไหลออกไปแล้ว

🔴 รีเซ็ตรหัสผ่านแค่ซื้อเวลา ขีดเส้น 15 วันล้างระบบร้าง

เพื่อเป็นการรับมือแบบเร่งด่วน กระทรวงดีอีเตรียมบังคับใช้มาตรการ Force Reset หรือบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ในระบบภาครัฐทั้งหมด เพื่อไม่ให้รหัสเดิมที่อยู่ในมือมิจฉาชีพถูกนำมาใช้ซ้ำได้

"การรีเซ็ตรหัสผ่านเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นเพื่อซื้อเวลา เพราะรหัสผ่านใหม่ก็สามารถถูกขโมยได้อีก หากผู้ใช้งานถูกหลอกให้กดลิงก์หรือกรอกข้อมูลในช่องทางที่ไม่ปลอดภัย" นายไชยชนก ระบุ

พร้อมกันนี้ กระทรวงดีอีจะไม่ตรวจสอบเฉพาะบัญชีที่รหัสผ่านรั่ว แต่จะนำระบบภาครัฐทั้ง 30,000 ระบบมาตรวจสอบใหม่ทั้งหมด ทั้งระบบที่ยังใช้งาน, เลิกใช้งาน, ระบบที่เปิดให้เข้าถึงจากภายนอก ไปจนถึงระบบหลังบ้าน โดยตั้งเป้าทำความสะอาดระบบ (Cleansing) และ ปิดระบบที่ไม่จำเป็นทั้งหมดภายใน 15 วัน

🔴 ชง ครม. บังคับใช้ MFA - ผูก KPI เข้ากับงบประมาณ

สำหรับมาตรการระยะยาว กระทรวงดีอีจะผลักดันให้หน่วยงานรัฐบังคับใช้ การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA - Multi-Factor Authentication) โดยปรับใช้ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของแต่ละระบบ เพื่อเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหากรหัสผ่านหลุด

นอกจากนี้ กระทรวงฯ เตรียมเรียกหน่วยงานระดับกระทรวงและกรมกว่า 300 แห่ง เข้ามาทบทวนระบบและโครงสร้างทั้งหมด พร้อมพิจารณานำเรื่อง Cyber Security และ Digitalization ไปกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ซึ่งจะส่งผลเชื่อมโยงโดยตรงกับการจัดสรรงบประมาณในอนาคต

แม้นายไชยชนกจะยอมรับว่า รัฐไม่สามารถรับประกันได้ 100% ว่าจะไม่มีข้อมูลรั่วไหลอีก แต่กระทรวงดีอีจะเร่งทำทุกวิถีทางเพื่อบริหารความเสี่ยง และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศให้รัดกุมที่สุดในระยะยาว



#ไชยชนกชิดชอบ #กระทรวงดีอี

เดินเครื่องอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลกลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ เมื่อวันนี้ (10 ส.ค....
10/08/2026

เดินเครื่องอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลกลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ เมื่อวันนี้ (10 ส.ค. 2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำทีมแถลงผลการประชุม "คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569" ณ ทำเนียบรัฐบาล

นางศุภจี เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ได้รับโจทย์สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1. การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness 2. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 3. เกษตร 4. ค้าปลีกค้าส่ง และ 5. การค้าระหว่างประเทศ โดยการทำงานจะไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ เพราะต้องมุ่งแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างระยะยาว

ตั้ง 4 คณะทำงานเฉพาะกิจ ขีดเส้นแก้ปัญหาใน 6-12 เดือน
เพื่อให้การทำงานมีตัวขับเคลื่อนจริงและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ที่ประชุมจึงมีมติจัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด ประกอบด้วย:

1. คณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy

2. คณะทำงานสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

3. คณะทำงานเศรษฐกิจชุมชนและ SME

4. คณะทำงานการค้าระหว่างประเทศ

นายวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฯ ระบุว่า แนวคิด "Visitor Economy" จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม โดยครอบคลุมทั้งนักเดินทาง ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และนักลงทุน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและเมืองรอง พร้อมเตรียมลงพื้นที่ทุกสัปดาห์เพื่อค้นหาภารกิจเร่งด่วน 4-5 เรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จใน 6-12 เดือนแรก

โดยเป้าหมายหลักคือการขจัดอุปสรรคจาก "กลุ่มนอมินี" ที่กดทับธุรกิจไทย และปลดล็อกกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการ เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น สอดคล้องกับ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ระบุว่าจะใช้ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาร่วมขับเคลื่อนเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

🔴 เร่งแก้ปมใบอนุญาต SME - ดันภาคเกษตรสู่มูลค่าสูง

ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรว่า ต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่ "เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง" โดยดูแลครบวงจรตั้งแต่ ต้นน้ำ (การผลิต) กลางน้ำ (การแปรรูป) และปลายน้ำ (การตลาด)

ขณะที่กลุ่ม SME ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ถึง 35% ของประเทศ จำเป็นต้องปรับระบบนิเวศใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การขอใบอนุญาตที่เป็นภาระต้นทุน (เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร) การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและดูแลให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ทิ้งรายเล็กไว้ข้างหลัง

🔴 ตั้งรับภูมิรัฐศาสตร์โลก ปรับสมดุลการลงทุน

สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าบริบทโลกและการเมืองระหว่างประเทศ (ภูมิรัฐศาสตร์) เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงต้องใช้เวที FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก

ในช่วงท้าย นางศุภจี ระบุย้ำว่า รัฐบาลจะเชื่อมโยงการทำงานนี้เข้ากับคณะเศรษฐกิจด้านอื่นๆ โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และดึงเอาแรงงาน รวมถึงวัตถุดิบของผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตให้ได้มากที่สุด

ถือเป็นการคิกออฟบอร์ดเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ที่กางแผนตั้งรับตั้งแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปจนถึงการวางรากฐานระยะยาวให้กับประเทศ



#ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #วีรศักดิ์โค้วสุรัตน์ #กอบศักดิ์ภูตระกูล

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี บุกใช้อาวุธปืนยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส...
10/08/2026

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี บุกใช้อาวุธปืนยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) ภายในที่ทำการ อบจ. เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา จนกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ

ล่าสุด "กัน จอมพลัง" หรือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยหยิบยกประเด็นนี้มาเสียดสีโยงกับกระแสดราม่าที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันก่อน จากเหตุการณ์เด็กนักเรียนยิงกันในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมักจะมีวาทกรรมคลาสสิกของสังคมที่ออกมา "โทษเกม" ว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรง

"อดีต สส กด นายก อบจ. เคสนี้ถ้าลงที่เกม นี่ลั่นเลยนะครับ" กัน จอมพลัง ระบุข้อความสุดจี๊ด

โพสต์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งในสังคมอย่างชัดเจนว่า เมื่อผู้ใหญ่ระดับนักการเมืองท้องถิ่นก่อเหตุอุกอาจด้วยตัวเองด้วยเรื่องผลประโยชน์และหนี้สิน หากจะยังคงใช้ตรรกะเดิมในการโยนความผิดไปที่ "เกม" อีก ก็คงเป็นเรื่องตลกร้ายที่สังคมไม่อาจยอมรับได้

สำหรับเบื้องลึกชนวนเหตุอุกอาจในครั้งนี้ นายฉลอง เรี่ยวแรง ผู้ก่อเหตุ ได้เปิดใจระบายความในใจหลังถูกควบคุมตัวว่า ตนและ พ.ต.อ.ธงชัย เป็นเพื่อนรักที่คอยช่วยเหลือกันมาโดยตลอด แม้กระทั่งเรื่องการเมืองตนก็เคยยอมถอยให้ แต่เมื่อตนเองประสบปัญหาเดือดร้อน อีกฝ่ายกลับไม่เคยเหลียวแล

โดยฟางเส้นสุดท้ายเกิดจากการที่ตนเดินทางมาทวงเงินจำนวน 11 ล้านบาท ที่ พ.ต.อ.ธงชัย ติดค้างอยู่ แต่กลับได้รับคำตอบสั้นๆ ว่า "ไม่มี" จึงเกิดความโมโหและตัดสินใจชักอาวุธปืนก่อเหตุดังกล่าว

ทั้งนี้ สถานการณ์ล่าสุดเมื่อเวลา 11.40 น. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้เดินทางถึงจุดเกิดเหตุและเข้าควบคุมตัว นายฉลอง เรี่ยวแรง ซึ่งนั่งรอมอบตัวแต่โดยดี เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



#กันจอมพลัง #ฉลองเรี่ยวแรง

อวสานเปโตรดอลลาร์? กูรูเตือนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงล่มสลาย หาก 'ทรัมป์' ถอยศึกอิหร่าน ชี้เป็นจุดจบมหาอำนาจโลกกลายเป็นประเด...
08/08/2026

อวสานเปโตรดอลลาร์? กูรูเตือนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงล่มสลาย หาก 'ทรัมป์' ถอยศึกอิหร่าน ชี้เป็นจุดจบมหาอำนาจโลก

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างหนักในแวดวงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก เมื่อมีการเผยแพร่บทวิเคราะห์ที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงขั้นสูงสุดของสหรัฐอเมริกา หากตัดสินใจถอนตัวจากความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่จุดจบของระบบ "เปโตรดอลลาร์" (Petrodollar) ที่ค้ำจุนอำนาจของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน

ในรายการ Piers Morgan Uncensored ศาสตราจารย์เจียง (Professor Jiang) นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้อธิบายโครงสร้างที่เปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเปรียบเทียบว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีลักษณะคล้าย "ระบบแชร์ลูกโซ่ขนาดยักษ์" (Giant Ponzi scheme) ที่ต้องพึ่งพาเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากกลุ่มประเทศเศรษฐีน้ำมันในอ่าวอาหรับเพื่อมาอุดหนุนภาคเทคโนโลยีของอเมริกา

ศ.เจียง เตือนว่า หากอิหร่านสามารถบีบให้กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับละทิ้งการใช้เปโตรดอลลาร์เพื่อแลกกับความมั่นคงทางอาหารและพลังงานได้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเผชิญกับการล่มสลายอย่างเบ็ดเสร็จ และอาจลุกลามไปสู่การลุกฮือประท้วงบนท้องถนน
สอดคล้องกับมุมมองของบรรดาผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก ที่มองว่าการควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ตะวันออกกลางคือเส้นเลือดใหญ่ของอเมริกา

เจฟฟ์ เคอร์รี (Jeff Currie) อดีตหัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ของ Goldman Sachs และผู้คร่ำหวอดในระบบดอลลาร์ ได้ออกมาระบุถึงเส้นตายที่อเมริกาไม่อาจก้าวข้ามได้ โดยระบุว่า

"การปล่อยมือให้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซตกไปเป็นของอิหร่าน ไม่ใช่แค่การถอยทัพทางยุทธวิธี แต่มันคือจุดจบอย่างเป็นทางการของสหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอำนาจนำของโลก (Global Hegemon) และเป็นจุดจบของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลก"

ขณะเดียวกัน เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ซีอีโอของ JP Morgan ได้กล่าวเสริมว่า ตลอดกว่า 45 ปีที่ผ่านมา อิหร่านเอามือบีบคอโลกไว้ที่ช่องแคบฮอร์มุซมาโดยตลอด พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลทรัมป์ว่า สหรัฐฯ จะต้อง "จัดการเรื่องนี้ให้จบ และต้องจบให้ถูกวิธี"

นอกจากนี้ สถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานในบ้านของสหรัฐฯ เองก็อยู่ในจุดที่น่ากังวล เมื่อรายงานล่าสุดจาก Bank of America ระบุว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ มีคลังน้ำมันดิบสำรองฉุกเฉินเหลือใช้ได้เพียง 43 วันเท่านั้น ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 45 ปี

ความท้าทายนี้จึงถือเป็นบททดสอบครั้งประวัติศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าจะสามารถรักษาสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง เพื่อพยุงสถานะของเงินดอลลาร์เอาไว้ได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านอำนาจโลกอย่างแท้จริง



#โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน ได้ยกระดับจากมิติทางการทหารก้าวเข้าสู่ "สงครามข้อมูลข่าวสาร" (Informa...
02/08/2026

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน ได้ยกระดับจากมิติทางการทหารก้าวเข้าสู่ "สงครามข้อมูลข่าวสาร" (Information War) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งการบิดเบือนข้อมูลเพียงด้านเดียวสามารถสร้างความเข้าใจผิดไปทั่วโลกได้ภายในไม่กี่นาที

ล่าสุด พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สถานการณ์ข่าวสารไทย-กัมพูชา (JIC) หรือ "บิ๊กโก๋" ได้ออกมาแถลงจุดยืนที่ชัดเจนของประเทศไทย พร้อมปลุกระดม "พลังการทูตภาคประชาชน" ให้คนไทยทั้งประเทศลุกขึ้นมาเป็นนักสื่อสารเพื่อปกป้องข้อเท็จจริง

พล.อ.อ.ประภาส ย้ำชัดเจนว่า การสื่อสารที่ล่าช้าของไทยไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นเพราะต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยได้ฝากประโยคและข้อคิดที่ทรงพลังถึงประชาคมโลกและคนไทยไว้ดังนี้:

▪️ สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่กระสุน: แต่คือข้อมูลที่ถูกบิดเบือน หน้าที่ของ JIC จึงไม่ใช่การแข่งกันพูดให้ดังกว่าใคร แต่คือการทำให้ข้อเท็จจริงดังพอที่จะได้รับการรับฟัง

▪️ ไทยไม่ขอให้ใครเข้าข้าง: แต่ขอเพียงให้ทุกฝ่ายใช้มาตรฐานเดียวกัน หากจะกล่าวหาใคร ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย เพราะความเป็นธรรมเริ่มต้นจากการรับฟังอย่างรอบด้าน

▪️ เราจะไม่ใช้ข่าวปลอมสู้กับข่าวปลอม: เราจะใช้ข้อเท็จจริง เอกสาร และหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เพราะความจริงอาจเดินช้ากว่า แต่เมื่อเดินมาถึงแล้ว มันจะยืนอยู่ได้นานกว่าคำโฆษณาชวนเชื่อ

▪️ ความจริงไม่จำเป็นต้องตะโกน แต่ต้องไม่หยุดถูกบอกเล่า: ประเทศไทยเข้มแข็งได้ ไม่ใช่เพราะเราพูดเสียงดังที่สุด แต่เพราะเรายืนอยู่บนข้อเท็จจริง พร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบผ่านกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ

ผอ.ศูนย์สถานการณ์ข่าวสารไทย-กัมพูชา กล่าวปลุกใจว่า โลกยุคนี้คนที่เล่าเรื่องก่อน มักเป็นคนที่โลกเชื่อก่อน หากเราเงียบ คนอื่นก็จะเล่าเรื่องของประเทศไทยแทนเรา

"โลกจะรับฟังประเทศไทยมากขึ้น ก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีคนช่วยกันสื่อสารความจริง เราอาจไม่มีบริษัทล็อบบี้ยิสต์ระดับโลกจำนวนมาก แต่เรามีคนไทยกว่า 70 ล้านคน ถ้าทุกคนช่วยกันคนละโพสต์ คนละคำอธิบาย คนละการแชร์ นี่คือ ‘พลังการสื่อสารของประชาชน’ ที่ไม่มีใครซื้อได้ อย่าปล่อยให้ข่าวสารฝ่ายเดียว กลายเป็นความจริงของโลก เพราะประเทศไทยมีสิทธิ์ที่จะเล่าเรื่องของประเทศไทย ด้วยข้อเท็จจริง หลักฐาน และเหตุผล

เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ แชร์ความจริงหนึ่งเรื่อง แปลข้อมูลหนึ่งครั้ง อธิบายข้อเท็จจริงอีกหนึ่งคน รวมกันแล้ว นั่นคือพลังของประเทศไทย หนึ่งคน หนึ่งเสียง หนึ่งข้อเท็จจริง เพื่อประเทศไทย"



#ไทยกัมพูชา #ประภาสสอนใจดี

จากกรณีคดีสะเทือนขวัญของ นายฑณา เกิดทอง หรือ "ป๋อง" ฆาตกรโหดที่ลงมือสังหารเหยื่อรวม 5 ศพอย่างอำมหิต ทั้งคดีฆาตกรรม 2 พี่...
02/08/2026

จากกรณีคดีสะเทือนขวัญของ นายฑณา เกิดทอง หรือ "ป๋อง" ฆาตกรโหดที่ลงมือสังหารเหยื่อรวม 5 ศพอย่างอำมหิต ทั้งคดีฆาตกรรม 2 พี่น้องชาวรัสเซียในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และคดีฆ่าล้างครัวพ่อแม่ลูก ซึ่งมีพฤติการณ์สุดเหี้ยมเกรียมด้วยการขืนใจลูกสาวก่อนลงมือสังหาร

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม ไม่เพียงแต่ในมุมของความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทและการตั้งคำถามของ "สื่อมวลชน" ในระหว่างการทำข่าว ที่มักจะจ่อไมค์ถามผู้ต้องหาด้วยคำถามยอดฮิตว่า สำนึกผิดหรือไม่ หรืออยากขอโทษใครไหม

ล่าสุด ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงทัศนะถึงประเด็นดังกล่าวอย่างดุเดือด โดยเรียกร้องให้สื่อมวลชนทบทวนวิธีการตั้งคำถามกับอาชญากร

"คุณพี่นักข่าว ผมขอร้องล่ะครับ โปรดเลิกถามฆาตรกรว่า สำนึกผิดหรือไม่ อยากจะขอโทษสังคม หรือ อยากจะขอโทษญาติผู้เสียชีวิตบ้างมั้ย

แน่นอน ฆาตรกรโดยสันดานดิบ ไม่สำนึกหรอกครับ อย่ามักง่ายให้ ฆาตรกรเอ่ย อะไรที่ย้อนแย้งกับที่มันทำ คนฟังเขารับไม่ได้ทั้งนั้นนะครับ

สังคมไทยทุกวันนี้ มันไม่ได้สำเร็จรูปสวยงามอะไรขนาดนั้น ทำผิดแล้วขอโทษ ขอขมาเหยื่อ

ฆาตรกรทำชั่วฆ่าคนตายอย่างอำมหิต ทารุณเหยื่อ มันคิดไม่ได้หรอก พูดส่งเดชตัดบทให้จบไปอย่างนั้นเอง ครับ" ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวทิ้งท้าย

การออกมาสะท้อนมุมมองในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุกต่อมจรรยาบรรณและรูปแบบการนำเสนอข่าวอาชญากรรมของสื่อมวลชนไทย ที่หลายครั้งมักมุ่งเน้นการสร้างฉากดราม่าด้วย "คำขอขมาจอมปลอม" จากผู้กระทำผิด มากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคม



#วันวิชิตบุญโปร่ง #จรรยาบรรณสื่อ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Structureผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Structure:

ทางลัด

แชร์