InfoJourney สาระความรู้เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์และเรื่องรอบโลกที่จะพาเพื่อน ๆ ไปมองโลกในมุมที่กว้างขึ้น :)

เกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสถานที่และวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจรอบโลก ถ่ายทอดผ่านภาพอินโฟกราฟิกและรูปภาพที่สบายตา

สนใจงานโฆษณาหรือจัดทำภาพ Infographic พร้อมบทความ ติดต่อได้ที่ [email protected]

ทำไมเนเธอร์แลนด์ถึงเป็นประเทศที่ไม่ค่อยมีภูเขาสูง ? 🇧🇶⛰️🤔เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงรู้จักเกี่ยวกับฉายาของประเทศนี้กันอยู่...
24/10/2024

ทำไมเนเธอร์แลนด์ถึงเป็นประเทศที่ไม่ค่อยมีภูเขาสูง ? 🇧🇶⛰️🤔

เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงรู้จักเกี่ยวกับฉายาของประเทศนี้กันอยู่แล้ว ว่าเป็นดินแดนแห่งกังหันลม ดินแดนที่เต็มไปด้วยแม่น้ำ บ้านเรือนหลังเล็กน่ารัก 🏡

แต่ว่า… เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า ? ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ค่อยมีภูเขาสูง 😮
ซึ่งเพื่อน ๆ ที่เคยไปมา ก็คงอุทาน เอ้อ วะ ! เที่ยวเพลินจนลืมนึกไปเลย 😅
หรือเพื่อน ๆ ที่ดูสารคดีก็จะเห็นว่า footage ส่วนใหญ่เขาจะถ่ายเน้นไปที่ตัวกังหันลม การออกแบบตัวเมือง แต่ถ้ามองที่วิวทิวทัศน์ก็จะชินตากับทุ่งหญ้าเขียวขจีแทน

ว่าแต่…ทำไมกันละ ?
เพราะพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเหรอ ?
แล้วถ้าอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล.. แล้วประเทศไม่จมเหรอ ? 🤔

— — — — — — — — — — — — — — — — — —

🇧🇶 ประเทศ Netherland หรือ ตามภาษาดัตช์ก็คือ “Nederland”
โดย “Neder” แปลว่า ต่ำ
ส่วน “Land” ก็ตรงตัวเลยแปลว่าแผ่นดิน

สำหรับภาษาอังกฤษ เขาก็เปลี่ยนการใช้ตัวอักษรอย่าง ตัว “D” ปรับมาให้เป็น “Th” เพื่อที่จะได้ออกเสียงให้เหมือนกับชาวดัตช์เรียกชื่อประเทศตัวเอง

ดินแดนของประเทศเนเธอร์แลนด์ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ซึ่งมีจุดต่ำสุดในแผ่นดิน อยู่ใกล้ที่ลุ่มใกล้กับเมืองรอตเตอร์ดัม ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 22 ฟีต หรือ ประมาณ 6.7 เมตร เลยทีเดียว !
และพื้นที่ส่วนใหญ่เกิน 50% ก็อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมาตรฐานเกือบหมด
โดยที่ประชาชนเกือบ 25% ของประเทศเนี่ย เขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ระดับต่ำตรงนี้ด้วยนะ (เอาเรื่องเลยย)

ถ้าเปรียบเป็นสระว่ายน้ำก็คงเป็นสระที่ลึกจนจมมิดหัว
ถ้าเปรียบเป็นตึกก็เสมือนตึก 2 ชั้นครึ่งเลยทีเดียว 🏊‍♀️

ต้องบอกต่อว่า สาเหตุที่ประเทศนี้ มีระดับที่ต่ำกว่าน้ำทะเล ก็เพราะว่าเดิมทีมันไม่ใช่ดินแดนเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยมาก่อน มีเพียงแค่น้ำทะเล
แต่ว่าด้วยแรงและสติปัญญาของชาวดัตช์ในอดีต ที่เนรมิตแผ่นดินขึ้นกลางทะเล 🌊

เรื่องราวนี้อาจต้องย้อนไปไกลถึงช่วงประมาณปี ค.ศ. 1100
คือเดิมทีพื้นที่ของเนเธอร์แลนด์ เคยเป็นของจักรวรรดิโรมันมาก่อน จนต่อมาโรมันล่มสลาย แผ่นดินตรงนี้เลยกลายเป็นแคว้นอิสระ

เหล่าแคว้นอิสระก็ค่อย ๆ รวมตัวกัน (และมีเรื่องราวของศาสนาคริสต์และผู้อพยพเข้ามาทำให้ชาวดัตช์รวมตัวกันง่ายขึ้น)

ว่าแต่ เอ…ในสมัยนั้นไม่มีเทคโนโลยีทุ่นแรง แล้วพวกเค้าเนรมิตยังไงนะเหรอ ?
ว่าง่าย ๆ คือ ใช้แรงกายเป็นหลักเลยละ ! กล้ามเนื้อไหล่และหลังล้วน ๆ 💪

คือ ชาวดัตช์ในสมัยก่อนเขาก็ทำการประมงเพื่อเลี้ยงชีพกันอยู่แล้ว
จึงไปพบกับส่วนของแผ่นดินที่ตื้นเขินขึ้นมาหน่อย (จนทำให้จับปลาได้ง่าย)

พลันคิดว่าไปว่า เอ้อ ! ถ้าไอแผ่นดินตรงบริเวณนี้ มันถูกกั้นจากน้ำทะเลลึก ก็อาจจะทำให้กลายเป็นแผ่นดินได้สินะ !
พวกเค้าจึงเริ่มเอาหิน เอาทรายและดินมาถมลงไปเรื่อย ๆ
จนกระทั่งมีส่วนบริเวณหนึ่งที่ปิดรอบเป็นวงกลมเชื่อมส่วนอื่น ๆ ของแผ่นดิน
หรือที่เราพอจะคุ้นกับคอนเซ็ปต์ของ “เขื่อน”

พอได้พื้นที่บริเวณที่เป็นเขื่อนได้แล้ว
เขาก็ค่อย ๆ วิดน้ำออกจากเขื่อน จนน้ำแห้งเหลือแค่ดินและหินที่มาถม
ปัญหาคือ ดินที่แห้งจากน้ำทะเล มันก็เค้มมเค็มเกินกว่าจะปลูกอะไรได้

ชาวดัตช์เลยต้องใช้ความอดทนเข้าไปอีก
รอจนกว่า น้ำจืดในแม่น้ำจะค่อย ๆ ไหลมา
รอจนกว่า ฝนจะตกจนชะล้างความเค็มออกไป 🌧️

จากนั้นก็..วิดน้ำขังตรงนี้ ออกไปอีกรอบบบ…จนได้แผ่นดินที่สมบูรณ์ต่อการเพาะปลูก(ทั้งบ้านและพืช) และต้องหมั่นสร้างความแข็งแรงให้เขื่อน ไม่ให้น้ำเค็มจากทะเลของนอกไหลกลับเข้ามา

ลำบากขนาดนี้ ชาวดัตช์จะมาตั้งดินแดนใหม่ให้มันยุ่งยากทำไมนะ ? 🤔😅

ย้อนกลับไปยังเรื่องราวของต้นกำเนิดชาวดัตช์ ที่บอกว่ามาจากผู้อพยพและผู้ที่มีทัศนคติทางศาสนาที่คล้ายคลึงกัน อาจเรียกได้ว่า ชาวดัตช์เองก็เข้าตาจนเหมือนกัน ต้องหาถิ่นที่อยู่ ไม่งั้นก็ต้องเร่ร่อน

อีกทั้งดั้งเดิมแล้ว บรรพบุรุษของชาวดัตช์บางส่วน คือ ชาวชนเผ่าเคลต์ ชนเผ่าโบราณที่อาศัยอยู่ทั่วยุโรปกลาง ทำให้พวกเค้าต้องย้ายถิ่นฐานไป บางส่วนก็ไปตั้งรกรากทางฝั่งตะวันตกของฝรั่งเศส (แคว้นบริททานี) บางส่วนข้ามเกาะไปยังเกาะอังกฤษ และบางส่วน…ต้องหนีมาสร้างดินแดนกลางทะเล (ก็คือดินแดนเนเธอร์แลนด์นี่ละ) 🇫🇷🇬🇧

นอกจากนั้นแล้ว ชาวเยอรมันบางส่วน (เผ่าฟรีเซน เผ่าซัคเซิน) ก็ได้อพยพหนีพวกขาวโรมันมายังดินแดนเนเธอร์แลนด์แห่งนี้ด้วยเหมือนกัน 🇩🇪

จนกระทั่งมาถึงการสู้รบกันระหว่างศาสนา
รวมไปถึงสงครามภายในศาสนาคริสต์ (คาทอลิก vs โปรเตสแตนต์)
กลุ่มชาวโปรเตสแตนต์ก็ต้องรวมตัวกันมาอพยพตั้งหลักกันที่เนเธอร์แลนด์อีก.. (เรื่องนี้ยาวมากกก)

อะ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ชาวดัตช์มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น
มีความกลมเกลียวและแข็งแกร่ง เพราะว่ากลุ่มผู้อพยพนี้ ต้องการความอยู่รอด จึงไม่แปลกที่พวกเค้าเหล่านี้จะเนรมิตรดินแดนกลางทะเลขึ้นมาได้ นั่นเอง


และต้องบอกว่าด้วยความลำบากตรงนี้เอง ทำให้ชาวดัตช์ได้คิดค้นพลังงานทดแทน ด้วยการประดิษฐ์กังหันลมมาช่วยวิดน้ำแทน

แต่หลังจากที่ชาวดัตช์รู้จักกับพลังงานไฟฟ้าแล้ว… กังหันลมก็ค่อย ๆ เริ่มกลายเป็นอดีตไป

ถึงแม้ว่าปัจจุบันประเทศเนเธอร์แลนด์จะไม่ค่อยได้ใช้กังหันลมเป็นพลังงานหลักแบบเมื่อก่อนแล้ว

แต่กังหันลมได้กลายเป็นภาพจำของชาวต่างชาติหลาย ๆ คนว่าประเทศนี้คือดินแดนที่กังหันลม นั่นเองเด้อ (แต่จริง ๆ เค้าก็ยังใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทนมาช่วยผลิตกระแสไฟฟ้านะ) ⚡

กระนั้นแล้ว เพื่อน ๆ อาจเคยเข้าใจว่าเนเธอร์แลนด์น่าจะมีบริษัทผลิตพลังงานจากกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดโลก

❎แต่ว่า..แอ้ดแอ้ดด ผิดนะจ้าาา คำตอบคือ บริษัท Vestas Wind Systems ของเดนมาร์กตะหากละ..(แป่วว) 🇩🇰


และจากเรื่องราวตรงนี้อีกเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลที่อธิบายสาเหตุว่า ทำไมภูมิประเทศส่วนใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ถึงไม่มีภูเขาสูงสักลูก โดยภูเขาที่เตี้ย ๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นส่วนของผืนดินที่ติดกับประเทศเยอรมนีและเบลเยียม (หรือบริเวณเนินเขา Vaalserberg จริง ๆ มันอาจเรียกว่าภูเขาในประเทศเนเธอร์แลนด์ เพียงแต่… ขนาดของภูเขามันต้อง 600 เมตรขึ้นไป คุณน้อง Vaalserberg สูงแค่ 322 เมตรเองคร้าบ 😅) 🇧🇶 ⛰️ 🇧🇪


[ ถึงแม้ภูมิประเทศจะอยู่ต่ำกว่าน้ำทะเล แต่น้ำไม่ท่วมนะ ! 🤩 ]

เริ่มยาวไปแล้วใช่มั้ยเพื่อน ๆ แต่ขออีกนิดนะ มันพูดมาขนาดนี้ ก็ต้องอธิบายให้เครดิตประเทศเขาด้วยนะที่บริหารจัดการดี
เพราะด้วยภูมิประเทศที่ต่ำกว่าน้ำทะเล จำนวนพายุที่กระหน่ำในแต่ละปี อีกทั้งเรื่องน้ำทะเลหนุนสูงอีกเนอะ

1. การสร้างระบบเขื่อนและกำแพงกันน้ำที่ดีเยี่ยม

2. ระบบฟื้นฟูพื้นที่ใหม่ (Polder System) - การถมดินให้สูงขึ้น เพื่อให้บริเวณที่ปลูกอาคารที่อยู่อาศัยอยู่สูงขึ้น และมีส่วนโค้งเว้าของตัวดินที่เป็นระเบียบ แต่ถูกวางแผนมาเพื่อสามารถควบคุมระดับน้ำได้ง่าย โดยเฉพาะในเมืองหลักอย่าง Amsterdam, Rotterdam, Eindhoven (ก็เมืองเศรษฐกิจทั้งนั้นเบย)

3. ใช้กังหันลมและเครื่องสูบน้ำ - ระบายน้ำออกจากพื้นที่ polder ลงสู่แม่น้ำและทะเล ซึ่งเขาจะค่อย ๆ ระบายออกในปริมาณที่เหมาะสมนะ ไม่ใช่เอาแต่สูบออก เพราะมันจะมีเรื่องของการกระทบต่อระบบนิเวศน์ และระดับน้ำสำหรับเส้นทางการเดินเรืออีกด้วย

4. โครงการ "Delta Works” - ระบบป้องกันน้ำท่วมที่ดีที่สุดของโลก

โครงการย่อยของทางรัฐบาล สร้างทั้งเขื่อน พนังกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ กำแพงกันคลื่นจากลมพายุ
และกั้นน้ำทะเลและแม่น้ำออกจากกัน ระบบการจำลองและทดสอบสถานการณ์น้ำท่วม

💸 แล้วก็มีเรื่องของการจัดเก็บภาษีน้ำท่วม (Flood Tax) อีกด้วยนะ ง่าย ๆ คือ รัฐบาลจะแจ้งบ้านเรือนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และหากประชาชนไม่อยากย้ายที่อยู่ ก็จะต้องโดนเก็บภาษีมากขึ้น


เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า ?

ไม่ใช่แค่ชาวดัตช์นะ ที่เรียกเนเธอร์แลนด์ว่าเป็นดินแดนแห่งความต่ำ(กว่าระดับน้ำทะเล)
แต่ในภาษาอื่น ๆ เองก็ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น 🇳🇱 ภาษาฝรั่งเศส เรียกประเทศเนเธอร์แลนด์ว่า “Pays-Bas” (อ่านว่า “เปย์อี-บาร์” ตอนที่เรียนมาจำได้ประมาณนี้คร้าบ หากอ่านผิดต้องขออภัย แต่อย่าฟ้องคุณครูนะ 🙏🤣)

🇫🇷 ในภาษาฝรั่งเศส แปลตรงตัวก็คือ “Pays” แปลว่าประเทศ/ดินแดน ส่วน “Bas” แปลว่า “ต่ำ”


#เนเธอร์แลนด์ #ฮอลล์แลนด์


แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ เนเธอร์แลนด์ (ฉบับปรับปรุง) : ชุด การ์ตูนสนุกตะลุยประวัติศาสตร์นานาประเทศ เขียนโดย Won Bok Rhie
- หนังสือ ประวัติศาสตร์เนเธอร์แลนด์และเบลเยียม ฉบับกระชับ เขียนโดย กร ชัยธีระสุเวท
- บทความ Is the Netherlands below sea level ? จากเว็บ netherlands-tourism
- บทความ How Much Of The Netherlands Is Below Sea Level ? จากเว็บ netherlandsinsiders
- บทความ การป้องกันน้ำท่วม “เนเธอร์แลนด์” จากนิตยสารธนาคารสงเคราะห์ เขียนโดย รศ.ดร.อริยา อรุณินท์
- บทความ “อยู่ร่วมกับน้ำ แทนที่คิดจะไปต่อสู้มัน” จากเว็บ workpointTODAY
- หากเพื่อน ๆ ไปอ่านเจอบทความคล้ายกันจากเพจ SimpleJourney ใน Blockdit ก็ไม่ต้องตกใจนะคร้าบ เป็นบทความในอดีตของตัวแอดมินเองสมัยยังละอ่อน สำนวนการเขียนก็เหมือนสำเนียงการพูด เปลี่ยนยากฮ้ะ 🤣

🏰☪️ "อาลัมบรา (Alhambra)” พระราชวังมุสลิมสีแดง ในดินแดนของชาวคริสต์ 🇪🇸 ✝️เชื่อว่าเพื่อน ๆ ที่ดูซีรี่ย์ Memories of the A...
09/08/2024

🏰☪️ "อาลัมบรา (Alhambra)” พระราชวังมุสลิมสีแดง ในดินแดนของชาวคริสต์ 🇪🇸 ✝️

เชื่อว่าเพื่อน ๆ ที่ดูซีรี่ย์ Memories of the Alhambra ที่เฮียฮยอนบินเป็นพระเอก ก็น่าจะติดตาติดใจกับฉากหลังและการดำเนินเรื่องที่เกี่ยวกับเมืองกรานาดา และพระราชวังแห่งนี้ 🤩

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ตามมาดูพระราชวังอาลัมบรา (Alhambra) กันที่เมืองกรานาดา ก็จะพบว่า มันมีความยิ่งใหญ่มากกว่าในตัวซีรี่ย์อีกนะ แต่ก็แน่ละ เพราะเค้าไม่ได้อนุญาตให้กองถ่ายเข้าไปถ่ายในพระราชวังนี่นา ส่วนใหญ่เลยเป็นแค่บางฉากและ CG ละเป็นส่วนใหญ่เนอะ


😎 พวกเราเพิ่งไปเที่ยวเมืองกรานาดาและพระราชวังอาลัมบรา (Alhambra) เลย ขอบอกว่าถ้ามาในช่วงเดือน ก.ค. - ส.ค. ร้อนแบบแผดเผามาก แดดแรงกว่าไทยพอสมควร
แถมตัวพระราชวังเองก็ไม่ได้เปิดให้เข้าชมทั่วไปในช่วงเย็น (หรือถ้าเพื่อน ๆ อยากชมจะต้องจ่ายเพิ่มนะ แต่ถ้าหน้าร้อนเนี่ย มันอาจไม่ได้เห็นแสงสีอย่างที่มันควรจะเป็น)

👉 ถ้าอยากเห็นแสงสี เราจะแนะนำให้ไปที่จุดชมวิว
📍 Mirador Paseo de los Tristes
📍 Mirador Carmen de la Victoria
📍Mirador Mezquita Mayor de Granada
📍Mirador de San Nicolás

เราไปดูตรงจุดชมวิว Mirador de San Nicolás และ Mirador Paseo de los Tristes มาแล้ว เห็นชัดเจนสดใส แต่นักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร เบียดๆนิดนึง

ทางที่เราเดินขึ้นไปจุดชมวิว ก็จะผ่านตลาดอาหรับเหมือนอยู่อิสตันบูลเลยละ (มีภาพในคอมเมนต์นะ !)

ปล. พวกเราเห็นคนท้องถิ่นเรียกว่า อัลฮัมบรา อาจไม่ได้เหมือนที่เราเขียนเป็นคำอ่านภาษาไทย

— — — — — — — — — — — — — —

[ เรื่องราวของพระราชวังอาลัมบรา (Alhambra) ฉบับสั้น (รึเปล่านะ..🤔) ]

พระราชวังอาลัมบรา (Alhambra) ตั้งอยู่บนเนินเขา "al-Sabika" ทางทิศตะวันตกของเมืองกรานาดา (Granada) แคว้นอันดาลูซีอา ของประเทศสเปน

ถึงแม้จะเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม แต่พระราชวังแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนะ ต้องนั่งแทกซี่ออกมาอีกประมาณ 10 นาที เข้าใจว่ามีขนส่งสาธารณะด้วย แต่มันลำบากพอสมควรสำหรับเมืองกรานาดา 🥲

สถาปัตยกรรมของพระราชวังโดดเด่นด้วยลายแกะสลักผนัง เสา เพดาน โค้งซุ้มประตูต่าง ๆ ในแบบของชาวมัวร์ในยุคนั้น

🤓 "Alhambra" มาจากคำในภาษาอาหรับว่า "อัลฮัมรา" (Al-Hamra) มาจากคำว่า "ฮัมร์" (حمر) ซึ่งหมายถึง "สีแดง"
โดยคำว่า "อัลฮัมรา" (Al-Hamra) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในปี 1984 🟥

ว่าแต่…ทำไมพระราชวังแห่งนี้ถึงมีสถาปัตยกรรมแบบแขกมัวร์ ซึ่งแตกต่างไปจากพระราชวังอื่น ๆ ในสเปนละ ?
แล้วแขกมัวร์ มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยนะ ?

ไปอ่านกันต่อเลย ! 🥰

— — — — — — — — — — — — — —

พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 และ 14 โดยกษัตริย์ชาวมัวร์ สุลต่านมุฮัมมัดที่ 1 อิบน์นัสร์แห่งราชวงศ์นาซาริด (Nasrid Dynasty) ซึ่งเป็นราชวงศ์มุสลิมสุดท้ายที่ปกครองสเปน 🕌

สั้น ๆ คือ

1. แขกมัวร์ในสเปน คือกลุ่มคนที่มาจากแอฟริกาตอนเหนือ (ว่ากันว่าจาก Morroco) ตั้งแต่ช่วง การพิชิตคาบสมุทรไอบีเรีย (ค.ศ. 711-718) ☪️

2. แขกมัวร์ซึ่งเป็นชาวมุสลิมจากแอฟริกาเหนือ นำโดยทาเรียก อิบนุ ซิยาด (Tariq ibn Ziyad) ได้ข้ามช่องแคบยิบรอลตาร์และเริ่มพิชิตคาบสมุทรไอบีเรีย (สเปนและโปรตุเกสในปัจจุบัน)

3.ภายในเวลาไม่กี่ปี ชาวมุสลิมสามารถยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทรได้ และก่อตั้งอาณาจักรอัล-อันดาลูส (Al-Andalus) หรือแคว้นอันดาลูซีอาในปัจจุบัน (Andalucia) นั่นเอง

4. การปกครองของมุสลิมในสเปน หลัก ๆ เค้าก็เริ่มขยายจากแคว้น Andalucia ก็จะมีเมืองใหญ่ ๆ เช่น คอร์โดบา (Córdoba) เซบียา (Seville) และกรานาดา (Granada) กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการศึกษาและศิลปะของชาวมุสลิม 🕋

5. การก่อตั้งราชวงศ์นัสริด (Nasrid Dynasty): ราชวงศ์นัสริดก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1238 โดยมูฮัมมัดที่ 1 (Muhammad I) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเมืองกรานาดาในฐานะเมืองหลวงของอาณาจักรกรานาดา (Emirate of Granada) ราชวงศ์นัสริดเป็นราชวงศ์มุสลิมสุดท้ายที่ปกครองในสเปน

ปล. ตอนเราพูดชื่อ Nasrid โดยอ่านว่า นัสริดเนี่ย แอบโดนชาวสเปนเหน็บอยู่ เขาบอกว่า มันอ่านว่า “นาซาริด” ไม่ใช่นาสริด 🤣 เขินเลย

— — — — — — — — — — — — — —

[ รีวิวสั้น ๆ ฉบับไปเที่ยวสถานที่จริงมาแล้ว 🥳 🛬 ]

จุดที่ทำให้เรารู้สึกชอบ

- มันกว้างใหญ่มาก ใช้เวลาเดินแบบจริงจัง ชมทุกส่วน ก็ประมาณ 2-3 ชั่วโมงได้ มันมีสวน Generalife สวนที่เป็นสถานที่พักผ่อนของกษัตริย์ ออกแบบในสไตล์ที่เรียบง่าย ให้เรานั่งพัก ไม่ต้องห่วงไป
ตามที่ไกด์พาเราทัวร์เนี่ย เขาบอกว่ามันเป็นสวนที่พระราชาชาวมัวร์ต้องการออกมาให้เรียบที่สุด (เรียบยังไงนิ อย่างหรู 5555)

- ตัวห้องนอนพระราชาหรือในส่วนพระราชวังนาซาริด (Nasrid Palaces) อันนี้แอบอลังการอยู่ มันจะมีตัวพระราชวังที่เราดูได้แค่ด้านล่าง แต่สำหรับห้องนอนต้องซื้อเพิ่มนะ เราซื้อเพิ่มไป เข้าไปดูก็โอโห อลังการไม่ต่างไปจากด้านล่างเลย ตัดความเลี่ยนของสถาปัตยกรรมแบบโกธิคและแบบเรเนซองต์ได้ดี

- ส่วนของ Alcazaba ป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดของอาลัมบรา ที่มีฉากหลังเป็นเมืองกรานาดา
ตรงนี้เราก็เพลิน ยืนชมเมืองกรานาดา ตากลมไปสักพักอยู่ (อันที่จริงคือ ร้อนไม่ไหวตะหาก 🥵)



#อาลัมบรา #กรานาดา #สเปน

"One Piece" ฉบับ Live-action ถ่ายทำที่เมืองไหนกันบ้างนะ ? 👒⚓🎥มาช้าายังดีกว่าไม่มา แห่ะ ๆ (/◕ヮ◕)/พวกเราว่าจะทำเกร็ดความรู...
17/09/2023

"One Piece" ฉบับ Live-action ถ่ายทำที่เมืองไหนกันบ้างนะ ? 👒⚓🎥


มาช้าายังดีกว่าไม่มา แห่ะ ๆ (/◕ヮ◕)/

พวกเราว่าจะทำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสถานที่ถ่ายทำหลัก ๆ ของซีรี่ส์เรื่อง"One Piece" ฉบับ Live-action ของ Netflix แต่เนื่องจากติดภารกิจมากมาย โพสนี้จึงคลอดออกมาช้า (จนกระแสซา) ไปแล้วนิสสนึง

เชื่อว่าเพื่อน ๆ ที่ดูกันจบแล้ว คงจะเห็นฉากที่เป็นแบ็คกราวน์เบื้องหลังที่สวยงามในหลาย ๆ ฉาก
ซึ่งต้องบอกว่านอกจากเค้าจะใช้ CGI ถ่ายทำจากฉากในสตูดิโอที่เมืองเคปทาวน์แล้วเนี่ย

หลาย ๆ ฉากเค้ายังมีการไปเก็บ Footage มาจริง ๆ ด้วยนะ (เก็บมาเป็นฉากหลังในทะเลหรือพวกฉากเมือง)

งั้นวันนี้พวกเรา InfoJourney ขอพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักสถานที่ถ่ายทำหลัก ๆ ของเรื่องวันพีซกันดีกว่า ! 🥰

ปล. อันนี้เราอ้างอิงจากสถานที่ถ่ายทำของซีรี่ส์เรื่อง"One Piece" ฉบับ Live-action นะคร้าบบ ไม่ได้อ้างอิงจากตัวอนิเมะหรือมังงะนะคร้าบผม (แล้วก็ไม่ต้องห่วงโพสนี้ไม่มีอะไรสปอยแน่นอน ! เพราะเราจะไม่ได้มาเล่าเรื่องของวันพีซน่ะนะ แห่ะๆ 😁)



#วันพีช

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- บทความ Where Was Netflix’s One Piece Filmed ? จากเว็บ thecinemaholic
- บทความ One Piece: The filming locations around the world for the hit series
จากเว็บ en-vols
- บทความ 3 One Piece filming locations to visit if you love the Netflix live-action series จากเว็บ lifestyleasia
- บทความ One Piece: All Netflix Filming Locations จากเว็บ dualshockers

"Nördlingen" เมืองเก่าที่ตั้งอยู่ในอุกกาบาต ต้นแบบเมืองหลังกำแพงเอลเดียแห่ง "Attack on Titan" 🇩🇪🏰📍 ตั้งอยู่ที่เมือง - Nö...
26/08/2023

"Nördlingen" เมืองเก่าที่ตั้งอยู่ในอุกกาบาต ต้นแบบเมืองหลังกำแพงเอลเดียแห่ง "Attack on Titan" 🇩🇪🏰

📍 ตั้งอยู่ที่
เมือง - Nördlingen (เนิร์ดลิงเงิน)
รัฐ - Bavaria
ประเทศ - Germany 🇩🇪

เชื่อว่า เพื่อน ๆ หลายคนที่ไปขับรถเที่ยวเยอรมนี (หรือเที่ยวกับทัวร์ที่เค้าพาไปตามเส้นทาง Romantic road) ก็คงจะต้องแวะผ่าน ๆ เข้ามาในเมืองนี้อย่างแน่นอน

แต่เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า เจ้าเมือง Nördlingen แห่งนี้ หากมองจากมุมบน ก็จะเห็นเป็นเมืองที่มีกำแพงล้อมสวยงาม (แต่ก็แน่ละ เวลาเที่ยวเราก็คงไม่ได้เห็นมุมนี้กันสักเท่าไรเนอะ 🥲)

🚧 เมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นช่วงประมาณปี ค.ศ. 800
ส่วนตัวกำแพงล้อมเมืองอันนี้ ก็ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 14 พร้อมป้อมปราการประมาณ 11 ป้อม (เข้าใจว่าตัวกำแพงไม่ได้โดนไฟไหม้หรือโดนถล่ม แต่อย่างใดนะ)

🤓 หากแต่ว่าเรื่องราวที่น่าสนใจไปกว่านั้น ก็คือ เมืองนี้ตั้งอยู่ในหลุมอุกกาบาต ที่มีอายุนานกว่า 15 ล้านปี !! โดยขนาดของหลุมอุกกาบาตมีรัศมี 25 กิโลเมตร (จากหลักฐานทางธรณีวิทยา เค้าบอกว่าอุกกาบาตลูกนี้ตกหล่นมาสู่โลกด้วยความเร็ว 70,000 กม. / ชม เลยทีเดียว 😱 อันนี้เราก็จินตนาการตามไม่ออกเหมือนกันนะ)

⚔🏹 ถึงแม้ว่าจะมีกำแพงที่ดูแน่นหนาขนาดนี้ แต่ต้องบอกว่าเมือง Nördlingen แห่งนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในเมืองสนามรบจากสงครามสามสิบปี หรือ สงครามที่เกิดจากความขัดแย้งทางศาสนาในสมัยศตวรรษที่ 17 โดยการสู้รบนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ยุโรปกลาง (Catholic กับ Protestant) อีกด้วยนะ ⛪✝

ปัจจุบันเมืองนี้เค้าก็มีประชากรแค่ 20,000 คน เท่านั้นเองนะคร้าบ 🥰


🚗 หากเพื่อน ๆ อยากจะแวะไปชมเมืองแห่งนี้ก็ไม่ยากเลย
เพราะว่าตัวเมือง Nördlingen เป็นหนึ่งในเมืองที่อยู่ในเส้นทางขับรถสายโรแมนติก Romantic Road ของเยอรมนี 🤩

คือถ้าเพื่อน ๆ เป็นสายขับรถเที่ยว แวะเมืองโน้นเมืองนี้เนี่ย ตัวเมือง Nördlingen เค้าอยู่ไม่ไกลจากเมือง Augsburg เลยคร้าบ (เดี๋ยวเราแปะเส้นทางให้ในคอมเมนต์นะ)

เส้นขับรถชมวิว Romantic road เค้าจะเริ่มจากเมือง Würzburg จนถึงเมือง Füssen

แต่คำว่า Romantic อันนี้ไม่ได้หมายถึงเป็นเส้นทางสำหรับคู่รักนะคร้าบ แต่เป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมัยยุคกลางของเยอรมนี)


แวะมาพูดถึงกันสักเล็กน้อยตามหัวข้อ ว่าเมืองนี้เป็นต้นแบบเมือง "Shiganshina" เมืองหลังกำแพงแห่งเอลเดียแห่งในอนิเมะซีรี่ส์ "Attack on Titan" 🇯🇵

คือเมือง "Shiganshina" จากอนิเมะชื่อดังเนี่ย เป็นการผสมผสานกันระหว่าง 2 เมืองจากทวีปยุโรป

🇩🇪 เมือง Nördlingen เยอรมนี - จะเป็นต้นแบบภายในตัวเมือง Shiganshina เมืองบ้านเกิดของ Eren Yeager นั่นเอง

🇫🇷 เมือง Carcarsonne ฝรั่งเศส - จะเป็นในส่วนของตัวกำแพงเมืองและพวกป้อมปราการ ถ้าเพื่อน ๆ ได้รับชมกันแล้ว น่าจะพอนึกฉากช่วงที่ไททันสัตว์ป่าปาหิน เข้ามาในกำแพงเมือง มันก็จะมีบริเวณแม่น้ำที่ไหลรอบกำแพงเมือง (ฉากนี้เราว่าเหมือนอยู่เลย)

ไว้เดี๋ยวโพสต่อไป เราจะหยิบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเมือง Carcarsonne มาให้เพื่อน ๆ อ่านกันนะคร้าบ 🥰

ปล. นอกเหนือจากนี้ เมือง Nördlingen นี้เอง ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำหนัง “Willy Wonka and the Chocolate Factory” (ฉบับปี 1971) อีกด้วยนะ



#เยอรมนี #เที่ยว

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ The Rough Guide to Germany
- หนังสือ Fodor's Essential Germany
- บทความ Shiganshina District In Attack On Titan Is Based On A Real-Life City จากเว็บ animegalaxyofficial
- บทความ Romantic Road Nördlingen Information จากเว็บ romanticroadgermany

"Palácio Nacional da Pena" พระราชวังฤดูร้อนสีสดใสแห่งเมืองซิงตรา📍 ตั้งอยู่บนยอดเขาซิงตราเมือง - Sintra (ซิงตรา)ประเทศ - ...
07/08/2023

"Palácio Nacional da Pena" พระราชวังฤดูร้อนสีสดใสแห่งเมืองซิงตรา

📍 ตั้งอยู่บนยอดเขาซิงตรา
เมือง - Sintra (ซิงตรา)
ประเทศ - Portugal 🇵🇹

🏰 พระราชวังที่ดูสดใสมีสีแนวพาสเทลแห่งนี้ มีชื่อว่า “Palácio Nacional da Pena” หรือ พระราชวังแห่งชาติเปนา ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาซิงตรา สร้างโดยพระเจ้าจอห์นที่สองแห่งโปรตุเกส เพื่อเป็นตัวแทนแห่งความรักของพระองค์ต่อราชินี Eleanor of Viseu ในศตวรรษที่ 15

🤓แต่ต้องบอกว่า ในตอนแรกเลยที่พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างเนี่ย เค้าไม่ได้มีสีสันสวยแบบในภาพนะ เพราะเดิมทีสถานที่แห่งนี้ เป็นเพียงแค่โบสถ์เล็ก ๆ (ของ Lady of Pena)

จนกระทั่งพระเจ้าจอห์นที่สองแห่งโปรตุเกส ที่เกริ่นมาด้านบน ได้เข้ามาปรับเปลี่ยนให้โบสถ์เล็ก ๆ กลายเป็นพระราชวังขนาดเล็กแทน (ซึ่งโบสถ์เล็ก ๆ ที่อยู่ข้างใน ก็ยังคงตั้งอยู่นะ และมีบาทหลวงอยู่เหมือนเดิม 🕍)

แต่แล้ว…ในปี ค.ศ. 1755 ก็ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่กรุงลิสบอน (Terramoto de Lisboa) มันยิ่งใหญ่ขนาดที่ว่าเกิดคลื่นสึนามิและอัคคีภัยตามมาอย่างหนัก (ในขณะนั้น แผ่นดินไหวประมาณ 8.5-9.0 ริกเตอร์ ) โดยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้มากถึง 100,000 คน 🌊🇵🇹🪦

แน่นอนว่า เมืองซิงตรา (Sintra) ที่ตั้งของพระราชวังแห่งนี้ก็เสียหายไปทั้งเมือง (เพราะอยู่ห่างจากกรุงลิสบอนไม่ถึง 30 กิโลเมตร)


หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1838 กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 2 แห่งโปรตุเกส (Ferdinand II of Portugal) ที่มีฉายาว่า “กษัตริย์ศิลปิน” ได้เริ่มบูรณะพระราชวังเปนาแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ ให้กลายเป็นพระราชวังฤดูร้อนสำหรับราชวงศ์โปรตุเกส (เพราะจากเมื่อก่อนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเยอะมาก)

การบูรณะใหม่ครั้งนี้ ด้วยความที่ศิลปะในช่วงศตวรรษที่ 19 จะเป็นยุคโรแมนติกหรือยุคจินตนิยม ทำให้พระราชวังแห่งนี้ มีการใช้รูปแบบของสีที่หลากหลาย อีกทั้งเป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมหลายรูปแบบเอาไว้อีกด้วย🟨🟧🟥

แต่ถ้าถามถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมพระราชวังแห่งนี้ ก็จะเป็นการสร้างในรูปแบบศิลปะกอทิกสมัยใหม่ (Gothic) ผสมสถาปัตยกรรมมัวร์(อิสลาม)ที่มีอยู่ดั้งเดิม (จริง ๆ มีอีก 2-3 รูปแบบที่ผสมผสานอยู่ภายในพระราชวังเลยละ)

สำหรับบางส่วนของปราสาทเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก "Neuschwanstein Castle 🏰🇩🇪" ของเยอรมนีอีกด้วยนะ (เพราะว่าศิลปินคนที่กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 2 จ้างให้ชาวเยอรมันที่มีชื่อว่า Baron Wilhelm Ludwig von Eschwegeมาสร้างพระราชวังแห่งนี้ จนทำให้พระราชวังแห่งนี้มีอีกหนึ่งฉายา คือ “portugiesische Neuschwanstein” หรือ ปราสาท Neuschwanstein ในโปรตุเกส)

นอกจากตัวพระราชวังแล้ว ข้าง ๆ กันเลย ก็ยังมีป้อมปราสาทมัวร์ (Castelo Dos Mouros) ที่ชาวมัวร์สร้างไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 เพื่อปกป้องเมืองซิงตราเบื้องล่าง ซึ่งกษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 2 ก็ได้ชุบชีวิตซ่อมแซมป้อมปราการแห่งนี้อีกด้วย (แต่ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบของสถาปัตยกรรม)


💡ปิดท้ายด้วยเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมืองซิงตราและศิลปะโรแมนติก 🇵🇹

เมืองซิงตรา (Sintra) เมืองแห่งความโรแมนติก ที่รวมศิลปะจินตนิยมหรือโรแมนติกของยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 19 อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมือง Lisbon (ประมาณ 1 ชม.)

เมืองแห่งนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี 1995 ในฐานะของ” Cultural Landscape” แห่งแรกในยุโรปอีกด้วยนะ !


อีกสิ่งหนึ่งที่เพื่อน ๆ น่าจะสังเกตกันได้ว่า เวลาพูดถึงพระราชวัง ปราสาท เมืองและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับยุคสมัยโรแมนติก

ว่าแต่…เจ้าโรแมนติกในที่นี้เนี่ย เราอาจจะนึกถึงกลิ่นความรัก ความหวานเลี่ยน ... หากแต่ว่าความหมายมันไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปในรูปแบบของความรัก 💔

ความโรแมนติกในที่นี้ เค้าจะหมายถึง “ศิลปจินตนิยม (Romanticism)” หรือ ศิลปะแบบโรแมนติก

เกิดขึ้นในในยุโรปตะวันตก ตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนถึง 19 ต่อจากศิลปะแบบนีโอ-คลาสสิก

เจ้าศิลปะแนวนี้ เป็นศิลปะที่เน้นอารมณ์ความรู้สึก คล้อยตามไปกับจินตนาการที่เต็มไปด้วยความเพ้อฝัน ความแปลกประหลาด (จนไปถึงความสยองแบบน่ากลัวเลยก็มีนะ😱)

เพราะในยุคนั้นชาวยุโรปเริ่มให้ความสำคัญเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ เช่น งานศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม ที่ให้ความสนใจกับความงามของธรรมชาติและความรู้สึกของมนุษย์ 🎨🎶

(🤓 ว่ากันว่า บางกลุ่มมีการต่อต้านวิทยาศาสตร์ และมองแค่ในเรื่องความดีงามหรือความผิดบาปในตัวมนุษย์…ก็ว่าไปนั้นเลย😇)

(พอผู้คนในยุโรปโฟกัสมาที่ความรู้สึกกันมากขึ้น ความคิดแบบเสรีประชาธิปไตย เหตุการณ์การปฏิวัติในฝรั่งเศส ก็เป็นผลพ่วงมาด้วยเช่นกัน รวมไปถึงยุคการปฎิวัติอุตสาหกรรมก็ด้วยนะ…

แต่...เรื่องนี้จะยาวม๊ากเลยละ ต้องใช้เวลาย่อยอีกพอสมควร เดี๋ยวจะผิดคอนเซ็ปต์ของโพส อันนี้พวกเราแค่ยกมาให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นคร้าบ ☺️🙏)

อย่างพระราชวัง "Palácio Nacional da Pena" ในโพสนี้ ก็จะเรียกสถาปัตยกรรมในรูปแบบ “Romanticism Architecture Style”

(คือ มันรวมหลายรูปแบบของศิลปะ หากว่าอ้างอิงจากในหน้าเว็ปของตัวพระราชวังเอง เค้าก็ระบุว่าสไตล์โรแมนติกของพระราชวังนี้ ก็จะประกอบด้วยสไตล์ Neo-Gothic, Neo-Manueline, Neo-Moorish และ Islamic style)


#โปรตุเกส


แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม (ขอขอบคุณข้อมูลจาก)
-บทความ “เมืองเล็กในโปรตุเกส ‘ซิงตรา-กัชไกช์’” จากเว็บ themomentum
-บทความ “ซินตราที่แสนตราตรึง” จากเว็บ thepassport
-บทความ “About Pena Palace Sintra” จากเว็บ penapalacetickets
-หนังสือ Lonely Planet Spotter's Guide to Amazing Architecture

"วัดอรุณฯ" วัดงามริมน้ำเจ้าพระยา สถานที่เที่ยวต้องแวะเช็คอินของชาวต่างชาติ 🛕🇹🇭📷ช่วงนี้เราเห็นกระแสของนักท่องเที่ยวต่างชา...
14/07/2023

"วัดอรุณฯ" วัดงามริมน้ำเจ้าพระยา สถานที่เที่ยวต้องแวะเช็คอินของชาวต่างชาติ 🛕🇹🇭📷

ช่วงนี้เราเห็นกระแสของนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีการแชร์เจ้าไอศกรีมลายกระเบื้องวัดอรุณฯ
(สารภาพว่า เราก็เพิ่งทราบว่าเค้ามีลวดลายแบบนั้นด้วยนะเนี่ย ! 🍦🌸📷)

เที่ยวแต่ต่างประเทศจนเพลิน 😅
แต่จริง ๆ แล้ว ประเทศไทยก็มีสถานที่และความสวยงามไม่แพ้กันเลยเนอะ ! 🇹🇭

งั้นวันนี้พวกเรา InfoJourney ขอพาเพื่อน ๆ ไปรับชมความสวยงามและเรื่องราวเกร็ดความรู้สักเล็กน้อย ที่เราอาจเคยรู้ (แล้วก็ลืมไปแล้ว) ของสถานที่สำคัญแห่งนี้กันดีกว่า ! 🥰

— — — — — — — — — — — — — — —

[ จากชื่อเดิม วัดมะกอก >> วัดแจ้ง >> วัดอรุณฯ 😉 ]

ก่อนที่จะมามีชื่อเรียก “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร”

1. เดิมทีวัดแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า “วัดมะกอก” หรือ “วัดบางมะกอก” หรือ “วัดมะเดื่อ”
ซึ่งเค้าก็ตั้งชื่อตามลักษณะเด่นของวัดแห่งนี้ที่ในอดีตจะมีต้นมะกอกอยู่มาก

อดีตที่ว่าในสมัยยังเป็นวัดมะกอกเนี่ย คงต้องย้อนกลับไปในสมัยกรุงศรีอยุธยาเลยทีเดียว !

2. 🔥 หลังกรุงศรีอยุธยาถูกเผาทำลายในคราวเสียกรุงครั้งที่ 2
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และพระยาวชิรปราการ (หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ได้ล่องเรือผ่านวัดแห่งนี้ในยามรุ่งอรุณ 🛶

พระองค์สังเกตว่าภายในวัดแห่งนี้ มีปรางค์ขนาดย่อมประดิษฐานอยู่ พระองค์จึงเสด็จไปนมัสการ 🙇‍♂️

ในเวลาต่อมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีแล้ว จึงได้ทำการบูรณะวัดมะกอกใหม่ และ เรียกวัดแห่งนี้ในชื่อใหม่ว่า “วัดแจ้ง” (ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ท่านได้มาเห็นวัดนี้ในยามรุ่งแจ้ง) ☀

3. จนต่อมาในช่วงรัชกาลที่ 2 ท่านจึงได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดอรุณราชธาราม” พร้อมกับบูรณะเพิ่มเติมต่อไปอีก (โดยวัดอรุณฯ ก็ได้ชื่อว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2)

4. แต่การบูรณะวัดอรุณและตัวพระปรางค์เอง ไม่ได้เสร็จสิ้นในรัชกาลที่ 2 นะคร้าบ แต่กินเวลายาวมาจนถึงรัชกาลที่ 5 เลยทีเดียว (โดยเฉพาะตัวพระปรางค์)

5. ในสมัยรัชกาลที่ 4 ท่านได้เติมชื่อวัดแห่งนี้ “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” (หรือเป็นชื่อปัจจุบันที่เราคุ้นเคยกันนี่ละคร้าบ) โดยที่ยังคงความหมายเดิมว่า “วัดแห่งรุ่งอรุณ” หรือที่ชาวต่างชาติจะเรียกว่า “The Temple of Dawn” นี่ละคร้าบ ☀🛕

(แต่ฝรั่งมาไทยจริง ๆ เค้าก็เรียก Wat Arun นะ ไม่ค่อยเจอใครเรียกชื่อแบบอังกฤษเท่าไร)

นอกเหนือจากนี้แล้ว วัดอรุณยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกอย่างหนึ่งก็คือ เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตมานานถึง 5 ปี ! (ตั้งแต่ในช่วงที่รัชกาลที่ 1 ครั้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ไปอัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์)

— — — — — — — — — — — — — — —

[ ทำไมพอพูดถึง “วัดแจ้ง” ต้องนึกถึงยักษ์วัดแจ้ง ? 🤔 ]

ยักษ์วัดแจ้ง เป็นรูปปั้นยักษ์ยืน หน้าซุ้มประตูยอดมงกุฏ มี 2 ตน
ยักษ์กายสีขาวคือ สหัสเดชะ และยักษ์กายสีเขียว คือ ทศกัณฐ์

เรื่องราวที่เล่าขานกันมาอันนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ว่า ยักษ์วัดแจ้ง ไม่ถูกกันกับ ยักษ์วัดโพธิ์

😉 สั้น ๆ คือ ยักษ์วัดแจ้ง เป็นเพื่อนรักกันกับ ยักษ์วัดโพธิ์
อยู่มาวันนึงเกิดความเข้าใจผิดกัน ที่ว่า ยักษ์วัดโพธิ์ ข้ามฝั่งมายืมเงิน ยักษ์วัดแจ้ง แล้วไม่ยอมคืน…

🆚 พวกเค้าก็เลยทะเลาะกัน เปิดไฟท์กันตรงนั้นเลย
หลังเปิดวอร์กันเสร็จ พื้นที่ตรงนั้นเลยเกิดเป็นท่าเตียนในปัจจุบัน (ขอย้ำว่าเป็นเรื่องเล่าขานนะคร้าบบ)

พอเป็นเรื่องเล่าที่เล่าขานกันมาในกลุ่มผู้ใหญ่ (และไกด์) เลยทำให้เราคุ้นหูกับยักษ์วัดแจ้งนี่เองคร้าบ

(ไม่มั่นใจว่ามันมาจาก หนังเก่าเรื่อง ”ท่าเตียน” ที่เป็นยักษ์ 2 ฝั่งดีกัน มันเป็นกระแสในสมัยนั้นรึเปล่า ก็ไม่แน่ใจ..🥲)

— — — — — — — — — — — — — — —

[ “พระปรางค์” ความสวยงามและเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา ✨ ]

เรียกได้ว่าความสวยงามและโดดเด่นของ “พระปรางค์” จะเป็นที่หมายตาของนักท่องเที่ยวและช่างภาพชาวต่างชาติกันเยอะมาก ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน

💡 องค์พระปรางค์ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ ฐาน เรือนธาตุ และเรือนยอด
ฐานกว้างราว 234 เมตร และมียอดสูงถึง 81.85 เมตร

- พระปรางค์ เปรียบดั่ง "เขาพระสุเมรุ"
- ปรางค์เล็กทั้งสี่ทิษ เปรียบดั่ง "สี่ทวีปในไตรภูมิ"
- ยอดขององค์ปรางค์ ประดับด้วยนภศูล (อาวุธของพระอินทร์) มีลักษณะเป็นฝักเก้าแฉก
- ตั้งแต่ฐานจนไปถึงยอดพระปรางค์ ก็จะมีสัตว์ป่าหิมพานต์ เช่น ยักษ์ กินนร-กินนรี ลิง ไล่ระดับจนไปถึงเทวดาที่คอยแบกชั้นบน

รายละเอียดภายใต้ความสวยงามของเค้าค่อนข้างเยอะมากเลย แถมเครื่องประดับบนพระปรางค์ ก็เป็นประดับด้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบ จานชามเบญจรงค์สีต่าง ๆ ที่ว่ากันว่านำเข้ามาจากประเทศจีน


🤓👉 เกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ

✔ เราสามารถพบเห็นรูปพระปรางค์วัดอรุณฯ แบบใกล้ชิดได้ในเหรียญ 10 บาท
✔ ตัวพระปรางค์ ยังเป๋นสัญลักษณ์สำคัญที่ปรากฎบนโลโก้ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

🤩วัดแห่งนี้มีฉายาเรียกในหมู่นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งว่า "Thailand's Eiffel Tower" (เราไปสังเกตตามโบรชัวร์ของไกด์ต่างประเทศ บทความ และ การพูดถึงใน Quora)

- 😋นอกเหนือจากความสวยงามของวัดแล้ว อีกสิ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องตามเช็คอิน ก็คือ ไอศกรีมลายกระเบื้องวัดอรุณฯ (ส่วนตัวสารภาพว่ายังไม่เคยไปลองเลย ทั้งที่อยู่ใน กทม. แท้ ๆ แห่ะ ๆ ต้องไปจัดบ้างแล้วคร้าบ 😅😍)

#วัดอรุณ #วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร



แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- บทความ “วัดอรุณฯ คุณเคยรู้สิ่งเหล่านี้หรือไม่” จากเว็ป Nairobroo
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
- “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” จากสำนักงานเขตบางกอกใหญ่

ไม่ใช่ภูเขา แต่เป็นโขดหินยักษ์ ! ชวนรู้จัก "Uluru" หรือ "Ayers Rock" แห่งออสเตรเลีย 🇦🇺📍สถานที่ Uluru-Kata Tjuta National...
28/06/2023

ไม่ใช่ภูเขา แต่เป็นโขดหินยักษ์ !
ชวนรู้จัก "Uluru" หรือ "Ayers Rock" แห่งออสเตรเลีย 🇦🇺

📍สถานที่ Uluru-Kata Tjuta National Park
ภูมิภาค - Northern Territory
ประเทศ - Australia 🇦🇺

มองผ่าน ๆ แล้วอาจจะเหมือนภูเขาสูงสักลูกนึง

แต่ว่า…ภาพที่เพื่อน ๆ เห็นกันอยู่ มันไม่ใช่ภูเขานะคร้าบบบ... แต่เป็น "โขดหินยักษ์" ที่มีชื่อว่า "Uluru" หรือ "Ayers Rock" 🪨

เจ้าโขดหินยักษ์นี้ ประกอบไปด้วยโขดหินทรายสีแดง(หินอาร์โคส) ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ฟันม้าหรือแร่เฟลด์สปาร์ (Feldspar)

ซึ่งเจ้าโขดหินยักษ์แห่งนี้ เค้าไม่ได้จู่ ๆ ก็มีหินงอกขึ้นมา หรือว่ามนุษย์ไปสร้างขึ้นแต่อย่างใดนะคร้าบ

แท้จริงแล้ว เจ้าโขดหินนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของยอดเขาซึ่งจมอยู่ใต้ดินลึกลงไปถึง 6 กิโลเมตรเลยแน่ะ !

⏳แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปประมาณ 550 ล้านปีที่แล้ว โขดหินยักษ์แห่งนี้และภูเขาที่อยู่ข้างล่างเนี่ย มันเคยเป็นพื้นใต้มหาสมุทรมาก่อนด้วยนะ

ลำพังเจ้าโขดหินใหญ่โตที่เราเห็นจนคล้ายภูเขา มีเส้นรอบวงที่ฐานยาว 9 กิโลเมตร มีขนาดความสูง 348 เมตร (สูงกว่าตึก"MahaNakhon" และ ตึกใบหยก 2 อีกนะ 😱)

ปัจจุบันโขดหินยักษ์ "Uluru" ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี ค.ศ. 2019


[ 🤓 มารู้จักเรื่องราวและตำนานความเชื่อของเจ้าโขดหินยักษ์แห่งนี้กันเบา ๆ ]

เพื่อน ๆ ที่อ่านชื่อของโขดหินยักษ์แห่งนี้แล้ว อาจจะรู้สึกงง กันเล็กน้อย
เพราะว่า "Uluru" หรือ อุลูรู เป็นชื่อเรียกในภาษาพื้นเมืองอะบอริจิน (ภาษา Pitjantjatjara) แปลว่า “สถานที่พบปะ”

โดยหินยักษ์แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าอานางู (Anangu)

เรื่องเล่าเคล้าตำนานของชาวอะบอริจินีเกี่ยวกับโขดหินแห่งนี้ ก็มีอยู่ว่า…

บรรพบุรุษของชนเผ่าอานางู (Anangu) ได้สร้างโขดหินแห่งนี้ขึ้นตั้งแต่สมัยจูคูร์ปา (เค้าเรียกกันว่ายุคแห่งช่วงฝัน) ซึ่งเป็นพื้นพิภพกำลังก่อตัว

ในยุคนั้นบริเวณแถบโขดหินอุลูรูแห่งนี้ เป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ครึ่งกระต่ายครึ่งจิงโจ้และมนุษย์งูคาร์เป็ต 🦘🐍 (อ่านแล้วอาจจะต้องจินตนาการตามกันไปนิดนึงนะเพื่อน ๆ😅)

(🤓💡 Fact - ตามความเชื่อของชาวโลกภายนอกเนี่ย ก็มองว่ามันเป็นการกำเนิดของภูเขาใต้ทะเล ที่มันเกิดโดยธรรมชาติ ไม่ใช่มนุษย์ไปสร้างขึ้น)

จนกระทั่ง… ครั้งหนึ่งมนุษย์งูคาร์เป็ตถูกมนุษย์งูพิษจากแดนใต้รุกราน
แต่แล้ว พวกมนุษย์ครึ่งกระต่ายครึ่งจิงโจ้ก็ได้เข้ามาช่วยเหลือ 🐍⚔

คือเค้าก็สู้กันยับเยินเลย สุดท้ายฝ่ายมนุษย์ครึ่งจิงโจ้และมนุษย์งูคาร์เป็ต เป็นฝ่ายชนะ ปกป้องพื้นที่ของตัวเองได้

โดยความเชื่อที่ชาวอะบอริจินีเล่าต่อ ๆ กันมา คือเค้าเชื่อว่าร่างของมนุษย์ครึ่งงูพิษถูกสาปให้กลายเป็นโขดหินอุลูรู โขดหินยักษ์แห่งนี้นี่เองคร้าบบ

ส่วนรอยน้ำไหลที่ด้านหนึ่งของหินเป็นรอยเลือด ของมนุษย์งูพิษ
ในขณะที่รอยเท้าของมนุษย์ครึ่งจิงโจ้นั้นที่ทิ้งเอาไว้ ได้กลายเป็นถ้ำที่ฐานโขดหิน

และถ้ำแห่งนี้นี่ละ ที่เป็นที่อยู่ของคนตายในเผ่าอะบอริจิน
เขาเลยเชื่อกันว่า หากใครนำเอาก้อนหินนี้ไป จะพบแต่ความโชคร้าย อาจเกิดหายนะถึงแก่ชีวิต 😣🥺


ตำนานก็ยังคงเป็นตำนาน…
แต่เมื่อมีมนุษย์จากโลกภายนอกเข้ามาบุกรุกเมื่อไร…
เรื่องราวก็อาจจะถูกเปลี่ยนไปสักเล็กน้อย 🤔

ตำนานความเชื่อโบราณ กำลังถูกแทนที่ด้วยวิทยาศาสตร์และธรณีวิทยา
ทำให้ตำนาน กลายเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าไปแต่เท่านั้น…👩‍🔬🧬

ในช่วงปี 1870 ที่ชาวยุโรปได้ค้นพบทวีปออสเตรเลียแห่งนี้ พวกเค้าก็ค้นพบเจ้าโขดหินยักษ์ “Uluru” และได้ตั้งชื่อให้เป็นภาษาอังกฤษ “Ayers Rock" (อ่านว่า แอร์ส์) ก็มาจากการตั้งชื่อเรียกตาม “เซอร์เฮนรี แอร์ส (Sir Henry Ayers) อดีตนายกรัฐมนตรีของเซาธ์ออสเตรเลีย” 🙋‍♂️🇦🇺

แต่ว่าเซอร์เฮนรี เค้าไม่ได้ไปค้นพบด้วยตัวเองหรอกนะ แต่ว่าเป็นนักสำรวจชาวยุโรปนามว่า William Gosse ที่ไปค้นพบและตั้งชื่อให้กับโขดหินยักษ์ในที 1873


เราเข้าใจว่าแต่เดิมทีนักท่องเที่ยวก็ชอบมาปีนเจ้าโขดหินยักษ์กัน จนรัฐบาลออสเตรเลียต้องออกมาประกาศ ไม่ได้เพราะว่ามันจะพังแต่อย่างใด หากแต่ว่ามันเป็นการไม่เคารพต่อธรรมเนียมของชนเผ่าพื้นเมืองในท้องถิ่น นั่นเอง

เพราะว่าชนเผ่าอานางู (Anangu) มองว่านี่คือสถานที่ศักสิทธิ์ (ประมาณวัดของบ้านเราเลยก็ว่าได้) และยังไม่มีชนเผ่าคนไหนที่เคยขึ้นไปปีนเลย (จะมีก็แต่นักท่องเที่ยวชาวโลกจากภายนอกนี่ละ)

ไม่มั่นใจว่าตอนนี้เค้ายังมีทัวร์ให้ขึ้นไปปีนอยู่รึเปล่านะคร้าบ เพราะพวกเราเองก็ไม่เคยไปเหมือนกัน 🥲

เพื่อน ๆ ท่านไหนที่เคยไปเยือนมาแล้ว บอกเล่าความประทับใจให้พวกเราฟังหน่อยนะคร้าบบ คุ้มไหมถ้าจะเดินทางไปชม


#โขดหินยักษ์ #อุลูรู #ออสเตรเลีย #อะบอริจิน


แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ Lonely Planet Lonely Planet's Wonders of the World

"Pamukkale" ปราสาทปุยฝ้ายแห่งตุรกี📍สถานที่จังหวัด - Denizliประเทศ - Turkey 🇹🇷Pamukkale กับฉายา "Cotton Castle" Pamuk แปล...
22/06/2023

"Pamukkale" ปราสาทปุยฝ้ายแห่งตุรกี

📍สถานที่
จังหวัด - Denizli
ประเทศ - Turkey 🇹🇷

Pamukkale กับฉายา "Cotton Castle"

Pamuk แปลว่า “ปุยฝ้าย”
Kale แปลว่า “ปราสาท”

ก็ตรงตัวเลยเนอะ

ส่วน "สีขาว" ที่เห็นกองอยู่นี่ ไม่ใช่หิมะนะ !
หินสีขาว คือ "หินปูน"
น้ำสีขุ่น คือ "แคลเซียมบริสุทธ์"

เห็นสีใส ๆ แบบนี้ ก็น่าลงไปแช่เนอะ
ต้องบอกว่าบางบ่อก็เป็นน้ำอุ่น แต่บางบ่ออาจเป็นน้ำร้อนที่ร้อนจัดเลยทีเดียว
(คือมีอุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศา จนถึง 100 องศาเลย !)

แต่ตอนที่พวกเราไปเที่ยวมา ไม่มีโอกาสได้ไปแช่เลยคร้าบ (คนเยอะม๊ากก 😵)


🤓 พวกเรามี Fun facts เล็กน้อยมาให้เพื่อน ๆ รับอ่านกันเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ (เผื่อเพื่อน ๆ จะเที่ยวสนุกกันมากขึ้น)

1. เห็นเป็นแอ่งน้ำไหลซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แบบนี้
เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า แอ่งน้ำหินปูนแห่งนี้ มีขนาดกว้าง 300 เมตร ยาวกว่า 3 กิโลเมตรไหลลงจากผาสูง 100 เมตร เลยทีเดียวนะ !

2. ปราสาทปุยฝ้ายแห่งนี้ ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1988

3. เจ้าสีขาว ๆ ที่มาของชื่อ “ปุยฝ้าย (Cotton)” แท้จริงแล้วก็คือ “หินปูน (Calcium Carbonate)” ประจวบกับช่วงที่น้ำแร่ไหลลงมาและเย็นตัวลงเมื่อโดนอากาศ ผสมรวมกันกลายเป็น หินตะกอนสีขาว หรือ‘ทราเวอร์ทีน’ (Travertine) นั่นเองคร้าบ 🪨

4. สำหรับจังหวัด “Denizli” ที่เป็นที่อยู่ของปราสาทปุยฝ้ายแห่งนี้ ก็มีฉายาว่า “เมืองแห่งสปา” 😶‍🌫️🛁

5. ครั้งหนึ่งเคยมีความเชื่อว่าพระนางคลีโอพัตราที่ 7 พระราชินีแห่งอียิปต์โบราณ ก็เคยมาแช่น้ำพุร้อนเพี่อบำบัดโรค ในที่แห่งนี้ด้วยเหมือนกันนะ (เลยมีบ่อน้ำร้อนอันนึงที่ใช้ชื่อว่า Cleopatra's Pool และมีความเชื่อว่าน้ำแร่ในบ่อน้ำร้อน จะช่วยรักษาโรคภัยและทำให้อายุยืน)

6. ข้าง ๆ กันจะมีเมืองโบราณ “เฮียราโพลิส (Hierapolis)”
เมืองนี้ถือได้ว่าเป็นเมืองโบราณที่มีอายุเก่าแก่ราว 2,200 ปี
เป็นเมืองที่เป็นแหล่งแร่หินปูนขนาดใหญ่

คือทุกท่านที่จะไปเที่ยว Pamukkale ก็จะต้องผ่านซากของเมืองโบราณนี้ เดินไปข้างในก็ได้ชมหลาย ๆ สถานที่(ที่เคยมีชีวิตชีวา) เลยทีเดียว เช่น โรงละครกลางแจ้ง, อ่างอาบน้ำโรมัน, วิหารอพอลโล (Apollo temple) แต่ว่าไม่ได้ใหญ่เท่าเมืองโบราณแบบปอมเปอีที่อิตาลีนะคร้าบ

7. เราจำได้ว่าตอนที่จะเดินเข้าไปชมตัวบ่อน้ำพุหรือแนวหินปูนสีขาวเนี่ย
เค้าจะบังคับให้เราถอดรองเท้าด้วยนะคร้าบ (เหมือนว่าจะอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ เพราะนักท่องเที่ยวก็ไหลมาล้น ๆ เลย)


ปล. พวกเราเองเคยไปเที่ยวที่ Pamukkale มาแล้วเหมือนกัน
ส่วนตัวรู้สึกว่า เป็นสถานที่ที่ถ่ายรูปสวย แต่ว่ารู้สึกไม่ได้ว้าวมากเท่าไร ถ้ามาในฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนเนี่ย ค่อนข้างร้อนเลยละ แถมจะต้องเดินกลางแดดเยอะด้วยนะ ไม่ค่อยมีที่ร่ม ๆ เท่าไร ตัวซากปรักหักพังของเมืองก็จะไม่ค่อยมีหลังคาด้วย 😂

แต่ว่าถ่ายรูปสวยแน่นอน ทั้งซากเมืองโบราณและตัว Pamukkale 😉😊

#ปราสาทปุ้ยฝ้าย #ตุรกี


แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- ข้อมูลจากหนังสือ Lonely Planet Turkey
- ข้อมูลจากหนังสือ The Rough Guide to Turkey

ที่อยู่

Bangkok
Bangkok
10110

เบอร์โทรศัพท์

+66839776891

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ InfoJourneyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง InfoJourney:

แชร์