THE STANDARD WEALTH

THE STANDARD WEALTH สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

คนอเมริกัน 72% รู้สึกผิดเวลาใช้เงินเพื่อความสุข ทั้งที่ไม่ได้ใช้จ่ายเกินตัว┌──────────────┐     ▶ ชมคลิปได้ที่ลิงก์ในคอม...
31/08/2026

คนอเมริกัน 72% รู้สึกผิดเวลาใช้เงินเพื่อความสุข ทั้งที่ไม่ได้ใช้จ่ายเกินตัว
┌──────────────┐
▶ ชมคลิปได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์
└──────────────┘
ผลสำรวจชี้ คนอเมริกัน 72% รู้สึกผิดเมื่อใช้เงินซื้อความสุข แม้ไม่ได้ใช้จ่ายเกินตัว สะท้อนภาพวิกฤตค่าครองชีพและหนี้สินที่พุ่งสูง เจาะลึกพฤติกรรมการเงินที่เปลี่ยนไป อะไรคือต้นตอของวังวนความเครียดนี้ ติดตามได้ในไฮไลต์นี้

รายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

UPDATE: ‘สรรพสามิต’ จ่อใช้ CO2 เป็นเกณฑ์ในการหนุนภาษียานยนต์ ตั้งเป้าดันไทยจากฐานผลิต EV สู่ ‘Export Hub’กรมสรรพสามิตเตร...
31/08/2026

UPDATE: ‘สรรพสามิต’ จ่อใช้ CO2 เป็นเกณฑ์ในการหนุนภาษียานยนต์ ตั้งเป้าดันไทยจากฐานผลิต EV สู่ ‘Export Hub’

กรมสรรพสามิตเตรียมปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งใหม่ วาง ‘CO2’ เป็นตัวชี้วัดสำคัญแทนการกำหนดสิทธิประโยชน์เฉพาะประเภทรถ เปิดทางทั้ง BEV, HEV, PHEV และ EREV ตั้งเป้าดันไทยจากฐานผลิต EV สู่ ‘Export Hub’

พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า กรมสรรพสามิตเตรียมใช้ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นดัชนีชี้วัดในการกำหนดมาตรการทางภาษี แทนการกำหนดกรอบสิทธิประโยชน์จากประเภทรถยนต์เพียงอย่างเดียว ตามแผนงานของกระทรวงการคลังที่อยู่ระหว่างทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้มาตรการภาษีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) แต่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สามารถปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีไฮบริด ทั้ง HEV, PHEV และ EREV ได้

“กลุ่มโรงงานประกอบและกลุ่มโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปแบบเดิมจะได้ประยุกต์ทักษะและความสามารถเดิม เพื่อก้าวเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่างค่อยเป็นค่อยไป และประคองแรงงานเดิมไว้” พรชัยกล่าว

🟠 จาก EV3.0 สู่โจทย์ใหม่ของอุตสาหกรรมไทย

พรชัยกล่าวว่า มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 มีเป้าหมายสำคัญในระยะแรก คือเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้และคุ้นเคยกับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อให้การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าในช่วงแรกนำไปสู่การลงทุนและการผลิตในประเทศ ไม่ใช่เพียงการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเพื่อจำหน่าย

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่เข้ามาตั้งฐานการผลิตแล้วราว 8-10 บริษัท อาทิ BYD และ MG ขณะที่มีรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานในประเทศประมาณ 170,000 คัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนมีเงินลงทุนสะสมแล้วกว่า 140,000 ล้านบาท กำลังการผลิตรวมมีศักยภาพสูงสุดประมาณ 380,000 คันต่อปี และก่อให้เกิดการจ้างงานราว 25,000 ตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมองว่าโจทย์ของอุตสาหกรรม EV ในระยะถัดไปไม่ควรหยุดอยู่ที่การดึงผู้ผลิตต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศ เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยจำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากฐานการผลิตดังกล่าวให้มากขึ้น

“หากเราพอใจแค่นี้ อย่าลืมว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยน เราควรจะลดการนำเข้ารถไฟฟ้า เพราะเทคโนโลยีส่วนหนึ่งเริ่มอิ่มตัวและเราเริ่มผลิตได้ สิ่งที่จะไปต่อคือเรายังมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในประเทศเพิ่ม” พรชัยกล่าว

🟠 กาง 3 ยุทธศาสตร์ ดันไทยสู่ EV Export Hub

สำหรับทิศทางหลังจาก EV3.0 และ EV3.5 กระทรวงการคลังนำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบายให้กรมสรรพสามิตเดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมผ่าน 3 แนวทางหลัก ดังนี้

1. นำเข้าเพื่อดึงการลงทุน ไม่ใช่พึ่งการนำเข้า

ประเทศไทยจะไม่มุ่งเน้นการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้การนำเข้าเป็นเครื่องมือในการนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ประเทศ สร้างการเรียนรู้ และดึงดูดผู้ผลิตต่างชาติให้เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย

2. ขยายจากฐานผลิตสู่ศูนย์กลางส่งออก

เมื่อมีฐานการผลิตและกำลังการผลิตในประเทศแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการขยายขนาดการผลิตเพื่อส่งออก โดยนำจุดแข็งเดิมของไทยในฐานะ ‘Detroit of Asia’ จากยุคเครื่องยนต์สันดาปมาต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานสะอาดในภูมิภาค

“เราเคยเป็น Detroit of Asia ทำไมจะเป็น Detroit of Asia ของรถ EV อีกไม่ได้ นี่คือหลักการที่สอง เพื่อให้ประเทศไทยไปสู่การเป็น Export Hub” พรชัยกล่าว

3. ยกระดับ Local Content จากชิ้นส่วนพื้นฐานสู่ High Value-Added

โจทย์สำคัญอีกด้านคือการเพิ่มสัดส่วน Local Content ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่เพียงการผลิตชิ้นส่วนพื้นฐานหรือการประกอบ เช่น เบาะหนัง ยางหุ้ม หรือชิ้นส่วนทั่วไป แต่ต้องยกระดับผู้ผลิตไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

“สายการผลิตของผู้ที่เกี่ยวข้องจะไม่ใช่แค่ทำเบาะหนัง ทำเรื่องยางหุ้ม แต่มันต้องไปทำเรื่อง Value Added ในเมืองไทยที่เป็น Local Content ในเมืองไทยได้มากขึ้น” พรชัยกล่าว

🟠 ไม่ได้ปรับแค่ ‘ภาษีรถ’ แต่รื้อโครงสร้างอุตสาหกรรม

นอกจากโครงสร้างภาษีรถยนต์แล้ว กรมสรรพสามิตยังอยู่ระหว่างพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีในกลุ่มสินค้าเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ ซึ่งจะพิจารณาจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นกระบวนการผลิต และให้ความสำคัญกับระดับการปล่อย CO2

“อะไรที่สร้างมลภาวะน้อย เราก็ถือว่าสิ่งนั้นคือพลังงานสะอาด โดยเราจะเน้นไปที่ CO2 ถ้าอะไรที่ทำให้มี CO2 น้อยสุด ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องสนับสนุน” พรชัยกล่าว

ทั้งนี้ รายละเอียดของโครงสร้างภาษีและมาตรการที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการจัดทำ โดยกรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

สำหรับกรมสรรพสามิต มองว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงคำถามว่าจะ ‘ลดหรือเพิ่มภาษีรถยนต์’ แต่เป็นการวางโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะต่อไป ตั้งแต่การดึงดูดการลงทุน การสร้างฐานผลิตเพื่อส่งออก ไปจนถึงการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยีใหม่

“วันนี้มันไม่ได้จบที่ลดหรือไม่ลด เพิ่มหรือไม่เพิ่มภาษีสรรพสามิต เพราะมันเป็นการมองแค่ช็อตเดียว เรื่องนี้อยู่ในแผนของกระทรวงการคลังมานาน ตั้งแต่เริ่มทำ EV3.0 เราอยากให้มองเป็นภาพใหญ่ เป็นพลวัตมากกว่า เพราะเป้าหมายของเราคือการยกระดับประเทศเป็นศูนย์กลางการส่งออก ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ร่วมกับยกระดับการลงทุนในประเทศไปพร้อมกัน” พรชัยกล่าว

เจาะไทยขาดดุลการค้า 10 เดือนติด แต่ดีลเจรจาภาษีสหรัฐฯ ไม่จบ ความเสี่ยงคืออะไร┌──────────────┐     ▶ ชมคลิปได้ที่ลิงก์ในค...
31/08/2026

เจาะไทยขาดดุลการค้า 10 เดือนติด แต่ดีลเจรจาภาษีสหรัฐฯ ไม่จบ ความเสี่ยงคืออะไร
┌──────────────┐
▶ ชมคลิปได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์
└──────────────┘
ส่งออกไทยโตต่อเนื่องกว่า 20 เดือน แต่ทำไมดุลการค้ายังขาดดุลหนัก แต่ดีลเจรจาภาษีสหรัฐฯ ไม่จบ ความเสี่ยงคืออะไร พูดคุยกับ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

UPDATE: ‘สรรพสามิต’ เดินหน้าเก็บภาษีบุหรี่อัตราเดียว เผยผ่าน ‘เฮียริง’ แล้ว รอผลศึกษานักวิชาการ ต.ค.นี้‘สรรพสามิต’ เผยแผ...
31/08/2026

UPDATE: ‘สรรพสามิต’ เดินหน้าเก็บภาษีบุหรี่อัตราเดียว เผยผ่าน ‘เฮียริง’ แล้ว รอผลศึกษานักวิชาการ ต.ค.นี้

‘สรรพสามิต’ เผยแผนปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวผ่าน Hearing ระดับกรมแล้ว ขั้นตอนต่อไป รอผลศึกษาจากนักวิชาการภายในเดือนตุลาคมนี้ เล็งเปลี่ยนระบบภาษีส่งออกบุหรี่เป็นชำระล่วงหน้า หวังสกัดการลักลอบนำบุหรี่กลับเข้ามาขายในประเทศ

พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า แผนการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เหลือเพียงอัตราเดียว (Single Tier) จากปัจจุบันที่มีการเก็บภาษีบุหรี่ในระบบ 2 อัตรา (2-tier) นั้นผ่านขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ในระดับกรมแล้ว แต่ฝ่ายนโยบายมีข้อคิดเห็นว่าควรมีผลการประเมินจากนักวิชาการรองรับ ซึ่งคาดว่าจะได้ผลสรุปภายในเดือนตุลาคมนี้

สำหรับการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เหลือเพียงอัตราเดียว เป็นแผนงานที่พรชัยประกาศว่าจะเร่งดำเนินการนับตั้งแต่ช่วงแรกของการเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต เมื่อช่วงปลายปี 2568

พรชัยเคยระบุว่า การปรับภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียว (Single Tier) สามารถดำเนินการได้ทันที และไม่จำเป็นผ่านสภา โดยดำเนินผ่านการออกกฎกระทรวง เพียงแต่ต้องได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผ่านการตรวจสอบข้อกฎหมายโดยกฤษฎีกาเสียก่อน แต่จะประกาศให้มีผลทันที หรือเว้นช่วงหรือไม่นั้น อยู่ในส่วนของการพิจารณา

ก่อนหน้านี้ ไทยมีการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้มีการเก็บภาษีแบบผสม (Compound Rate) นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 โดยบุหรี่ 1 ซอง จะถูกเรียกเก็บทั้งภาษีตามมูลค่า (Ad Valorem Rate) ในอัตราแตกต่างกันไปตามราคาขายปลีกแนะนำ ควบคู่กับการเก็บภาษีต่อมวน (Specific Rate) ในอัตรา 1.25 บาทต่อมวน โดยแสดงตัวอย่างได้ดังนี้

⚈ หากราคาขายปลีกแนะนำไม่เกินซองละ 72 บาท:

เสียภาษีตามมูลค่าในอัตรา 25% + ภาษีต่อมวน (Specific Rate)

⚈ หากราคาขายปลีกแนะนำเกินซองละ 72 บาท:

เสียภาษีที่อัตรา 42% + ภาษีต่อมวน (Specific Rate)

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตชี้ว่า ผลจากโครงสร้างภาษีดังกล่าว ทำให้เกิดการ ‘บิดเบือนกลไกตลาด’ บีบให้ผู้ประกอบการกดราคาขายปลีกลงเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า โดยสะท้อนจากสัดส่วนของบุหรี่ในท้องตลาด ที่ปัจจุบันมีการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มราคาไม่เกิน 72 บาทต่อซองกว่า 95%

🟠 เล็งเก็บภาษีบุหรี่ส่งออกแบบล่วงหน้า สกัดวนกลับขายในไทย

นอกจากนี้ พรชัยเปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตเตรียมเสนอนโยบายจัดเก็บภาษีส่งออกบุหรี่ เพื่อปิดช่องโหว่การลักลอบนำบุหรี่ที่ผลิตเพื่อส่งออกกลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศอย่างผิดกฎหมาย หลังพบสถิติการตรวจยึดบุหรี่เถื่อนที่มีต้นทางจากการส่งออกและถูกลักลอบนำกลับเข้าประเทศสูงถึง 5 แสนซอง

สำหรับกลไกใหม่ กรมสรรพสามิตเตรียมปรับจาก ‘การยกเว้นภาษี ณ ต้นทาง’ มาเป็นการให้ผู้ประกอบการ ‘ชำระภาษีสรรพสามิตล่วงหน้า’ ก่อนนำหลักฐานการส่งออกจริงจากกรมศุลกากรมายื่นขอคืนภาษีภายหลัง

แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงให้กับผู้ลักลอบ เนื่องจากต้องสำรองเงินเพื่อชำระภาษีล่วงหน้า ขณะที่การขอคืนภาษีจะต้องผ่านการตรวจสอบหลักฐานการส่งออกอย่างเข้มงวด ส่งผลให้การนำบุหรี่กลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศทำได้ยากขึ้นและมีความเสี่ยงไม่คุ้มกับผลตอบแทน

สำหรับขั้นตอนดำเนินการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นเวลา 30 วัน จากนั้นจะนำข้อคิดเห็นมาปรับปรุงหลักเกณฑ์อีก 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ภายในสิ้นปีนี้

Energy Transition ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานสะอาด แต่นี่คือ ‘สมการเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์’ ใหม่ที่ทุกประเทศต้องแก้ให้ทันในอ...
31/08/2026

Energy Transition ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานสะอาด แต่นี่คือ ‘สมการเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์’ ใหม่ที่ทุกประเทศต้องแก้ให้ทัน

ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ดีมานด์พลังงานในเอเชียมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น 25-30% โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจเติบโตกระโดดถึง 60% จากการขยายตัวของเมือง สภาพอากาศ และการมาถึงของยุค AI ที่เปลี่ยนจากโจทย์เทคโนโลยีมาเป็น ‘โจทย์พลังงาน’ อย่างเต็มตัว ความพร้อมและราคาพลังงานของ Data Center จึงกลายเป็นตัวแปรหลักในการดึงดูดการลงทุนระดับโลก

ท่ามกลางความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน ก๊าซธรรมชาติและ LNG จึงยังคงเป็น Base Load ที่ขาดไม่ได้เพื่อรักษาความเสถียรของระบบไฟฟ้า ขณะเดียวกัน โลกยังต้องรับมือกับความท้าทายเรื่อง Just Transition เมื่อยังมีประชากรหลายร้อยล้านคนที่เข้าไม่ถึงพลังงานพื้นฐาน

การที่ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 จึงเป็นจังหวะสำคัญในการแสดงบทบาท Regional Hub พร้อมเร่งทบทวนแผน PDP และบริหารความเสี่ยงพลังงานเพื่อรับมืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต
┌─────────────────────┐
📌 อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์
└─────────────────────┘

Nike ยังเป็นแบรนด์ที่คนทั้งโลกรู้จัก แต่มูลค่าบริษัทหายไปแล้วราว 6.58 ล้านล้านบาทนับจากจุดสูงสุดเมื่อปี 2564 ซึ่งนักกลยุ...
31/08/2026

Nike ยังเป็นแบรนด์ที่คนทั้งโลกรู้จัก แต่มูลค่าบริษัทหายไปแล้วราว 6.58 ล้านล้านบาทนับจากจุดสูงสุดเมื่อปี 2564 ซึ่งนักกลยุทธ์ตลาดบอกว่านี่คือการดิ่งลงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ Nike เคยเจอในฐานะบริษัทมหาชน หนักกว่าตอนเศรษฐกิจถดถอยและตอนถูกบอยคอตเสียอีก

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ยอดขาย เพราะรายได้ปีล่าสุดแทบไม่ต่างจากเดิม แต่กำไรสุทธิกลับหายไปเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับ 4 ปีก่อนที่มีรายได้ระดับเดียวกัน แปลว่า Nike ขายของได้เท่าเดิม แต่เปลี่ยนยอดขายเป็นเงินสดได้แย่ลงมาก

ต้นตอมาจากยุคผู้บริหารชุดก่อนที่เร่งขายตรงถึงผู้บริโภคจนตัดร้านค้าส่งอย่าง Foot Locker ทิ้งเร็วเกินไป แล้วคู่แข่งก็เข้าไปยึดพื้นที่บนชั้นวางแทน พร้อมกับปล่อยรุ่นคลาสสิกอย่าง Air Force 1 และ Dunk ออกมาจนของที่เคยหายากกลายเป็นของที่ต้องลดราคาขาย

ที่หนักกว่านั้นคือจีน ซึ่งยอดขายลดลงติดกัน 8 ไตรมาสทั้งที่ตลาดกีฬาในประเทศโตขึ้น 51% ใน 5 ปี เพราะวัยรุ่นจีนหันไปหาแบรนด์ในประเทศอย่าง Anta และ Li-Ning จนนักวิจัยผู้บริโภครายหนึ่งถึงกับบอกว่า Nike แทบกลายเป็นแบรนด์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาอีกแล้ว
┌─────────────────────┐
📌 อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์
└─────────────────────┘
ภาพ: 8th.creator / Shutterstock

UPDATE: ‘ธนาคารไทยเครดิต’ กางแผนครึ่งหลังปี 69 มุ่งโตสองหลัก ดันพอร์ตสินเชื่อแตะ 2 แสนล้านปีนี้ ยันไม่หวั่น ‘Virtual Ban...
31/08/2026

UPDATE: ‘ธนาคารไทยเครดิต’ กางแผนครึ่งหลังปี 69 มุ่งโตสองหลัก ดันพอร์ตสินเชื่อแตะ 2 แสนล้านปีนี้ ยันไม่หวั่น ‘Virtual Bank’ ชูจุดแข็ง ‘เข้าใจ’ ผู้ประกอบการตัวเล็กเป็นอย่างดี

ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และหนี้ครัวเรือนกดดันการเติบโต ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) สถาบันการเงินที่เน้นเจาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (MSME) ยังคงเดินหน้าสร้างผลงานขัดกระแส ด้วยการตั้งเป้าดันพอร์ตสินเชื่อรวมปี 2569 เติบโตสองหลัก (Double Digit) มุ่งสู่ระดับ 2 แสนล้านบาท ควบคู่การรักษาเสถียรภาพพอร์ตหนี้เสีย (NPL) ไม่ให้เกิน 4.5%

รอยต์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า ธนาคารยังคงขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์การเติบโตเชิงคุณภาพ (Quality Growth) โดยต่อยอดจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกที่ปล่อยสินเชื่อใหม่ขยายตัวได้ถึง 13.1% (YoY) สูงสุดเป็นประวัติการณ์

🟠 4 ปัจจัย ดัน ‘ไทยเครดิต’ โตสวนกระแส

1. ‘เติบโตอย่างระมัดระวัง’ ไม่ปล่อยสินเชื่อเกินตัว

แม้ธนาคารจะมีเป้าหมายดันพอร์ตสินเชื่อพุ่งแตะ 2 แสนล้านบาท แต่รอยต์ย้ำชัดว่า “การเติบโตต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ” ธนาคารจะไม่ฝืนปล่อยสินเชื่อเกินขีดความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เพราะนอกจากจะเป็นการทำร้ายผู้ประกอบการแล้ว ยังสร้างความเสี่ยงต่อระบบธนาคารในระยะยาว โดยตั้งเป้ารักษา NIM ให้อยู่ในกรอบ 7.5 - 8.0%

2. โมเดล ‘Hybrid’ รับมือ Virtual Bank

ในกระแสการมาถึงของ Virtual Bank ที่เตรียมเข้ามาเจาะกลุ่มลูกค้าฐานราก (Underserved) ธนาคารมองว่าไม่น่าส่งผลกระทบในระยะสั้น ด้วยจุดแข็งของโครงข่าย 500 สาขาทั่วประเทศ ควบคู่กับทีม Relationship Manager (RM) ที่ลงพื้นที่สร้างความสัมพันธ์และเข้าใจบริบทของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบดิจิทัล 100% ไม่สามารถทดแทนได้

“หัวใจความสำเร็จสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ ไม่ใช่แค่ออกสินเชื่อให้ไว แต่คือกระบวนการจัดเก็บ (Cash Collection) และการเข้าถึงตัวลูกค้าที่แท้จริง” รอยต์ กล่าว

3. บริหารเสี่ยงรัดกุม คุม NPL อยู่ที่ 4.3%

ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อ SME ในระบบธนาคารพาณิชย์เผชิญปัญหาหนี้เสียพุ่งสูง แต่ CREDIT ยังรักษาระดับ NPL ไว้ได้ที่ราว 4.3% โดยมีตัวช่วยสำคัญอย่าง บสย. ค้ำประกันพอร์ตสินเชื่อหลักถึง 80% ซึ่งเมื่อคำนวณความเสี่ยงสุทธิแล้ว อัตราความเสียหายจริงถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอย่างมาก

4. เดินแผน Digital Transformation 2.0 ดัน ROE แตะ 20%

ธนาคารอยู่ระหว่างพัฒนา Core Banking ใหม่บนระบบ Cloud ซึ่งเน้นการพัฒนาแบบ In-house โดยทีมงานภายในเพื่อควบคุมต้นทุนการลงทุน (CAPEX) ไม่ให้สูงเกินจำเป็น ยึดปรัชญา “Slow is Fast” สร้างฐานโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงก่อนขยายผล เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานระยะยาว และตั้งเป้าผลักดันอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้กลับขึ้นไปแตะระดับ 20%

🟠 ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ ‘แก้หนี้-ซ่อมสภาพคล่อง’ รายย่อย

รอยต์ กล่าวเพิ่มว่า เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ยังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไทยเครดิตได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คัดสรรมาเพื่อแก้ปัญหาตรงจุด ประกอบด้วย

1. SME กล้าช่วย / SME กล้าสู้: สินเชื่อเพื่อการปรับโครงสร้างและเพิ่มสภาพคล่องสำหรับ SME ที่มีหลักประกัน แม้จะมีประวัติชะลอการชำระหนี้ในเครดิตบูโรจากช่วงวิกฤต โดยปรับ LTV ไว้ที่ประมาณ 50%

2. Micro Max: ขยายวงเงินสินเชื่อรองรับกลุ่มผู้ค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศ

3. Consumer Loan & Home for Cash: สินเชื่อรวมหนี้ (Debt Consolidation) ช่วยลูกหนี้ปลดล็อกภาระดอกเบี้ยสูงจากบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (25-28%) มารวมไว้ที่ไทยเครดิต เพื่อลดดอกเบี้ยเหลือต่ำกว่า 10% และขยายเวลากู้สูงสุดถึง 10 ปี เพื่อลดค่างวดรายเดือนให้ลูกหนี้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2569 (1H26) ธนาคารสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนงานในทุกมิติ

⚈ พอร์ตสินเชื่อที่เติบโตถึง 13.1% YoY สอดรับกับเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลัก (Double Digit)

⚈ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 16.1% (อยู่ในกรอบเป้าหมาย 16.0-20.0%)

⚈ การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพโดยควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio: CIR) อยู่ที่ 43.2%

⚈ รักษาเสถียรภาพของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับต่ำเพียง 4.3% (ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ต่ำกว่า 4.5%) สะท้อนการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และมีคุณภาพ

UPDATE: ตลาดหนังไทยหด ต้นทุนสร้างพุ่ง 30% แต่ GDH ตั้งเป้ารายได้โต 74% แตะ 556 ล้านบาท ด้วยตลาดต่างประเทศและการต่อยอด IP...
31/08/2026

UPDATE: ตลาดหนังไทยหด ต้นทุนสร้างพุ่ง 30% แต่ GDH ตั้งเป้ารายได้โต 74% แตะ 556 ล้านบาท ด้วยตลาดต่างประเทศและการต่อยอด IP

โจทย์ของคนทำหนังไทยเวลานี้เป็นสมการที่ถูกบีบจากสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือรายได้รวมที่หนังทำได้ในโรงภาพยนตร์ลดลงจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ อีกด้านคือค่าใช้จ่ายในการสร้างหนังหนึ่งเรื่องที่แพงขึ้นสวนทางกัน

ก่อนโควิด รายได้รวมของหนังไทยและหนังต่างประเทศในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ เคยสูงถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี จากหนังที่เข้าฉายราว 200-300 เรื่อง หลังโควิดตัวเลขลดเหลือ 1,800 ล้านบาท ก่อนจะฟื้นมาอยู่ที่ราว 2,800-3,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งยังห่างจากจุดเดิมอยู่มาก

ครึ่งปีแรกที่ผ่านมายิ่งย้ำภาพเดิม หนังทั้งไทยและเทศทำรายได้รวมกันไปเพียงหลักพันล้านต้นๆ โดยมีหนังไทยเข้าฉายกว่า 20 เรื่อง แต่ทำรายได้รวมกันในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ได้ประมาณ 400 ล้านบาท และมีเพียงเรื่องเดียวที่ทะลุ 100 ล้านบาท ขณะที่เรื่องซึ่งไม่ตอบโจทย์คนดู รายได้ตกลงไปเหลือหลักหมื่นหรือหลักพันบาท

ฝั่งต้นทุนกลับวิ่งไปคนละทาง จากเดิมที่การสร้างหนังหนึ่งเรื่องของ GDH ใช้ทุนราว 40-50 ล้านบาท ปัจจุบันเมื่อรวมงบการผลิตกับงบการตลาดเข้าด้วยกัน ตัวเลขขยับขึ้นไปถึง 70 ล้านบาทต่อเรื่อง หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30%

ท่ามกลางสมการแบบนี้ จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด กลับประกาศเป้ารายได้ปี 2569 ไว้ที่ 556 ล้านบาท เติบโตราว 74% จาก 318 ล้านบาทในปี 2568 โดยครึ่งปีแรกรับรู้รายได้ไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท

คำตอบของเป้าหมายนี้ส่วนใหญ่อยู่นอกโรงภาพยนตร์ในประเทศ และตั้งอยู่บนหลักการที่บริษัทยึดมาตั้งแต่วันแรกว่าการ 'ทำหนังเป็นอาชีพ' ต้องเลี้ยงคนได้จริง ทั้งนักลงทุน ผู้กำกับ คนเขียนบท ทีมงานเบื้องหลัง และนักแสดง เพราะหากอาชีพนี้ไม่มั่นคง คนเก่งก็จะทยอยเดินออกไปทำอย่างอื่น

🟠 รายได้ต่างประเทศขยับจากหนึ่งในสี่ ขึ้นมาเป็นครึ่งหนึ่งของทั้งบริษัท

ในอดีตสัดส่วนรายได้จากการส่งหนังไปฉายต่างประเทศของ GDH อยู่ที่ราว 20-25% ของรายได้รวม แต่หลังความสำเร็จของ ฉลาดเกมส์โกง ต่อเนื่องมาถึง หลานม่า และ โกฮัง..หัวใจโกโฮม สัดส่วนดังกล่าวขยับขึ้นมาแตะระดับ 50% ในปีนี้

พื้นที่จัดจำหน่ายก็ขยายตามไปด้วย จากเดิมที่กระจุกอยู่ในอาเซียนเป็นหลัก ปัจจุบันครอบคลุมถึงยุโรป, ลาตินอเมริกา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และกลุ่มประเทศเบเนลักซ์

กรณีของ 404 สุขีนิรันดร์ เป็นภาพแทนของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดี เพราะเมื่อเดินทางไปเข้าฉายในเวียดนามก็กลายเป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในตลาดนั้นด้วยตัวเลข 100 ล้านบาท และเงินจากตลาดดังกล่าวเข้ามาช่วยประคองผลประกอบการของปีที่ผ่านมาเอาไว้ ส่วน โกฮัง..หัวใจโกโฮม ขายสิทธิ์ไปฉายแล้วมากกว่า 40 พื้นที่ทั่วโลก ได้รับการตอบรับดีเป็นพิเศษในเวียดนาม และกำลังเตรียมเปิดตลาดจีนต่อไป

อีกทางที่ทำเงินได้โดยไม่ต้องสร้างใหม่คือการขายลิขสิทธิ์ให้ต่างชาตินำไปรีเมก อย่าง ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ’ ที่ออกฉายเมื่อปี 2547 เคยขายให้ฮอลลีวูดไปแล้วรอบหนึ่ง ล่าสุดอินโดนีเซียซื้อไปทำเวอร์ชันใหม่อีกครั้ง ส่วน แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว ถูกซื้อไปรีเมกในอินเดีย

ดีลที่ให้ผลตอบแทนยาวกว่านั้นคือ หลานม่า ซึ่งการเข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้ายบนเวทีออสการ์เปิดประตูให้สตูดิโอฮอลลีวูดอย่าง Miramax ตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเวอร์ชันอเมริกัน ขณะนี้บทเสร็จสมบูรณ์แล้ว และ GDH ยังได้ร่วมแบ่งปันมุมมองความคิดสร้างสรรค์ พร้อมรับส่วนแบ่งรายได้เพิ่มหากหนังเวอร์ชันใหม่ประสบความสำเร็จ

สำหรับ 3 ปีข้างหน้า GDH ตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากต่างประเทศอีก 100% ผ่านโมเดล Co-production กับพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้, อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อผลิตหนังเรื่องเดียวที่เข้าฉายพร้อมกันได้ใน 4 ประเทศ

🟠 พา IP ออกจากจอ ไปอยู่ในเกม ห้องเรียน และชั้นวางสินค้า

อีกเสาที่ GDH วางไว้คือการเปลี่ยนคลังหนังเก่าและความถนัดด้านการเล่าเรื่องให้กลายเป็นรายได้ต่อเนื่อง แทนที่จะรอรายได้เพียงรอบเดียวจากบ็อกซ์ออฟฟิศ

ฝั่งเกมและบอร์ดเกม บริษัทจับมือกับ YGGDRAZIL GROUP, Siam Board Games และ Fairplay Studios เพื่อนำคอนเทนต์อย่าง โกฮัง..หัวใจโกโฮม ไปพัฒนาต่อ

ฝั่งการศึกษาเปิดตัว GDH Classroom ร่วมกับคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาหลักสูตรและส่งคนของบริษัทเข้าไปถ่ายทอดประสบการณ์จริงให้นักศึกษา ซึ่งเป็นการสร้างช่องทางรับคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมไปในตัว

ในทางเดียวกัน บริษัทยังร่วมผลิตรายการ 8 Minute History ประวัติศาสตร์หนังไทย กับ THE STANDARD เพื่อส่งต่อองค์ความรู้เรื่องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้ผู้สร้างรุ่นใหม่

ด้านสินค้าที่ระลึก GDH กลับมาทำร่วมกับแบรนด์ไทยหลายราย เช่น Double A ในกลุ่มเครื่องเขียน รวมถึง S&P, 7-Eleven และโมชิโมชิ ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ พร้อมต่อยอดผ่านคอนเสิร์ต ‘มาม่า Presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต’ ที่รวบรวมความทรงจำจากยุค GTH ถึง GDH กว่า 20 ปีเข้าไว้ด้วยกัน และยังมีการนำหนังไปต่อยอดเป็นนวนิยายร่วมกับสำนักพิมพ์ต่างๆ

ในภาพรวม GDH นิยามทิศทางนี้ว่าเป็นการขยับจากผู้ผลิตภาพยนตร์ไปสู่การเป็น 'Entertainment Ecosystem' ที่เชื่อมหนัง ซีรีส์ แอนิเมชัน การศึกษา เกม สินค้า และการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาเข้าด้วยกัน

🟠 ด่านโรงภาพยนตร์ที่ยังต้องผ่าน และมาตรการคืนภาษีที่กำลังจะบังคับใช้

แม้รายได้จะกระจายออกไปหลายทาง แต่โรงภาพยนตร์ยังเป็นด่านแรกที่ตัดสินชะตาของหนังแต่ละเรื่อง GDH มองว่าคนดูยุคนี้จะยอมออกจากบ้านก็ต่อเมื่อหนังเรื่องนั้นมีไอเดียตั้งต้นที่แข็งแรงพอ มีอะไรบางอย่างที่ต้องเห็นบนจอใหญ่เท่านั้น และสร้างกระแสจนรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ดูทันทีจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง

การทำงานกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ปัจจุบัน GDH มีสถานะเป็น Exclusive Partner กับ Netflix ภายใต้สัญญารอบละ 3 ปี โดยหนังทุกเรื่องจะขึ้นแพลตฟอร์มได้หลังออกจากโรงไปแล้ว 4 เดือนเต็ม ซึ่งจินามองว่าระยะเวลานี้ยาวพอที่คอหนังตัวจริงจะรอไม่ไหวหากหนังเรื่องนั้นมีกระแส และกลุ่มที่รอดูทางสตรีมมิ่งก็คือกลุ่มที่ไม่สะดวกไปโรงอยู่แล้ว

ด้านการจัดจำหน่ายกับสายหนังต่างจังหวัด ปัจจุบันใช้ระบบแบ่งรายได้ตามสัดส่วนจริงเฉลี่ยราว 40% โดยอยู่ในช่วง 32-45% ตามฟอร์มของหนังแต่ละเรื่อง แทนการขายขาดแบบยุคฟิล์ม ซึ่งทำให้ผู้สร้างและผู้จัดจำหน่ายรับผลของความสำเร็จร่วมกัน

ความหวังระยะใกล้อยู่ที่มาตรการคืนเงินภาษีหรือ Cash Rebate ซึ่งได้รับอนุมัติในหลักการแล้ว และคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมในช่วงต้นปีหน้า จากเดิมที่ให้สิทธิ์เฉพาะกองถ่ายต่างชาติ มาตรการใหม่เปิดให้ผู้สร้างไทยขอคืนภาษีได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนลงราว 20% หรือประหยัดได้ราว 10 ล้านบาทสำหรับหนังทุนสร้าง 50 ล้านบาท

แต่ข้อเสนอที่จินาเน้นย้ำมากกว่านั้นคือวิธีจัดสรรงบสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งไม่ควรกระจายไปยังโครงการเล็กๆ จำนวนมาก แต่ควรทุ่มสร้าง 'Killer Content' ที่แข็งแรงพอจะสั่นสะเทือนตลาดโลกได้จริง เหมือนที่เกาหลีใต้ทำสำเร็จมาแล้วกับ Squid Game เพราะเมื่อมีเรื่องที่เปิดทางได้ อุตสาหกรรมที่เหลือจึงจะเดินตามไปได้

สำหรับปี 2569 GDH วางไลน์อัปไว้ที่ภาพยนตร์ 3 เรื่อง ซีรีส์ 1 เรื่อง และแอนิเมชัน 1 เรื่อง ประกอบด้วย เพื่อนสาว, THE UNTITLED SNOOKER PROJECT, 3 Daughters, การกลับมาของ เนื้อคู่ประตูถัดไป ในรูปแบบซีรีส์ และซีรีส์แอนิเมชันเรื่องแรกของค่ายอย่าง แม๊กซ์กับจ่อย จอยจอยมาร์เก็ต ที่ร่วมมือกับอิทธิปาทาและ Big Brain

ส่วนปีนี้ที่ยังเหลืออีกสองเรื่อง คือ HENRY's First Dates จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้ ซึ่งร่วมทุนสร้างกับ Sony Pictures International Productions ในการรีเมก 50 First Dates เวอร์ชันไทย และจะได้ช่องทางจัดจำหน่ายต่างประเทศผ่านเครือข่ายของ Sony โดยตรง เข้าฉาย 17 กันยายน ตามด้วย คุณยายวรนาฏ ที่นำบทประพันธ์ ทายาทอสูร มาตีความใหม่ เข้าฉาย 19 พฤศจิกายน

แนวทางเหล่านี้ยังตั้งอยู่บนความเชื่อเดิมของบริษัทที่ว่าเทคโนโลยีอย่าง AI เป็นเครื่องมือช่วยค้นข้อมูล วิเคราะห์สถิติ และเร่งงานขั้นตอนหลังการถ่ายทำได้ดี แต่ยังแทนที่งานสร้างสรรค์ของมนุษย์ไม่ได้ เพราะเสน่ห์ของหนังตั้งอยู่บนความรู้สึกและความประณีตในการร้อยเรียงเรื่องราวที่ต้องอาศัยคนเป็นคนทำ

31/08/2026

น้ำมันแพง! ทรัมป์ถกด่วนบิ๊กโรงกลั่นสหรัฐฯ หวั่นสะเทือนเลือกตั้งกลางเทอม | Morning Wealth 31 ส.ค. 69
น้ำมันแพงจนคนอเมริกันอยู่ไม่ไหว ‘ทรัมป์’ เร่งนัดเจรจา CEO โรงกลั่นเพื่อหาวิธีลดราคาน้ำมัน หวั่นกระทบเลือกตั้งกลางเทอม รายละเอียดเป็นอย่างไร
เจาะไทยขาดดุลการค้า 10 เดือนติด ส่วนดีลเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยังไม่จบ ความเสี่ยงคืออะไร พูดคุยกับ ดร. ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
#น้ำมันแพง #ทรัมป์ #เลือกตั้งสหรัฐฯ #ไทยขาดดุลการค้า #ภาษีสหรัฐฯ

น้ำมันแพง! ทรัมป์ถกด่วนบิ๊กโรงกลั่นสหรัฐฯ หวั่นสะเทือนเลือกตั้งกลางเทอม | Morning Wealth 31 ส.ค. 69 ฝากคำถามได้ที่นี่─ น...
30/08/2026

น้ำมันแพง! ทรัมป์ถกด่วนบิ๊กโรงกลั่นสหรัฐฯ หวั่นสะเทือนเลือกตั้งกลางเทอม | Morning Wealth 31 ส.ค. 69

ฝากคำถามได้ที่นี่
─ น้ำมันแพงจนคนอเมริกันอยู่ไม่ไหว ‘ทรัมป์’ เร่งนัดเจรจา CEO โรงกลั่นเพื่อหาวิธีลดราคาน้ำมัน หวั่นกระทบเลือกตั้งกลางเทอม รายละเอียดเป็นอย่างไร

─ เจาะไทยขาดดุลการค้า 10 เดือนติด ส่วนดีลเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยังไม่จบ ความเสี่ยงคืออะไร พูดคุยกับ ดร. ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

#น้ำมันแพง #ทรัมป์ #เลือกตั้งสหรัฐฯ #ไทยขาดดุลการค้า #ภาษีสหรัฐฯ

ที่อยู่

THE STANDARD CO. , LTD เลขที่ 23/100-102 ซอยศูนย์วิจัย ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ THE STANDARD WEALTHผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง THE STANDARD WEALTH:

ทางลัด

แชร์