THE STANDARD WEALTH

THE STANDARD WEALTH สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

UPDATE: นักวิชาการ มธ. ส่งสัญญาณเตือน ธปท. เร่งคุมเข้ม Virtual Bank ก่อนเปิดฉากปี 69 ชงล็อกสัดส่วนปล่อยกู้สร้างอาชีพ 20%...
30/05/2026

UPDATE: นักวิชาการ มธ. ส่งสัญญาณเตือน ธปท. เร่งคุมเข้ม Virtual Bank ก่อนเปิดฉากปี 69 ชงล็อกสัดส่วนปล่อยกู้สร้างอาชีพ 20% และรื้อเกณฑ์ e-KYC สกัดบิ๊กกลุ่มทุนปั๊มหนี้บริโภคจนเศรษฐกิจพัง

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชง ‘ธปท.’ เร่งออก 2 มาตรการ คุม ‘Virtual Bank’ หลังจ่อเปิดบริการครั้งแรกปี 69 นี้ ระบุ ต้องกำหนดสัดส่วนปล่อยกู้สร้างอาชีพ 20% ป้องกันให้สินเชื่อเอื้อบริโภคเยอะเกินจนหนี้เสียพุ่ง อีกส่วนคือ ผ่อนเกณฑ์ e-KYC ควบคู่เกณฑ์การประเมินตามความเสี่ยง เพื่อสกัดบัญชีม้า พร้อมเปิดทางคนไทย-แรงงานข้ามชาติกว่า 10 ล้านคน เข้าระบบง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มการออม สร้างเม็ดเงินระดมทุนในธนาคาร

ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช หัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเร่งกำหนดมาตรการ 2 ส่วน สำหรับกำกับควบคุมธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2569 นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นภาระหนี้เสียของประเทศในอนาคต ได้แก่

1. การกำหนดให้ผู้ให้บริการ Virtual Bank จะต้องกำหนดการให้สินเชื่อกับกลุ่มที่ใช้เพื่อสร้างอาชีพ เช่น ภาคการเกษตร และภาคการผลิต ฯลฯ ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 10 - 20% ของจำนวนการปล่อยสินเชื่อทั้งหมด อันเป็นแนวคิดเดียวกับกำกับธนาคารพาณิชย์เพื่อป้องกันการปล่อยสินเชื่อที่กระจุก หรือเอื้อให้เกิดการก่อหนี้เกินความจำเป็นด้วยรูปแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later)

ทั้งนี้ เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภคจะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะจากกลุ่มทุนพันธมิตรที่รวมกันเพื่อเปิด Virtual Bank และได้รับใบอนุญาตในการประกอบการธุรกิจ Virtual Bank จาก ธปท. เรียบร้อยแล้ว มีกลุ่มธุรกิจแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) อยู่ด้วย ซึ่งจะได้ประโยชน์อย่างมากจากการปล่อยสินเชื่อของ Virtual Bank ฉะนั้น ธปท. จึงควรมีการกำหนดสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อเพื่อสร้างอาชีพด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการมุ่งเน้นปล่อยสินเชื่อเพื่อบริโภคมากเกินจนเพิ่มความเสี่ยงในการก่อหนี้เสีย

“ประโยชน์ของ Virtual Bank จะแทบไม่มีประโยชน์เลย ถ้าการระดมเงินเข้ามาในระบบถูกนำไปใช้เพื่อการบริโภคอย่างเดียว และทุกคนก็รู้ดีว่าปลายทางจะจบลงอย่างไร และถ้าฝ่ายที่ทำหน้าที่กำกับควบคุม (ธปท.) ไม่ออกมาบังคับในเรื่องสัดส่วนการปล่อยกู้เพื่อสร้างอาชีพ ทางผู้ให้บริการ Virtual Bank ก็จะไม่พยายามทำด้วยตัวเอง แต่ถ้าบังคับจะเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรม อยู่บนกติกาเดียวกัน และความรอบคอบด้วย” ศ. ดร.อาณัติ กล่าว

2. การกำหนดให้ใช้ระบบยืนยันและพิสูจน์ตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ที่มีความยืดหยุ่น ร่วมกับเกณฑ์การประเมินตามความเสี่ยงในการเกิดเปิดบัญชี เพื่อเปิดให้กลุ่มผู้ใช้ที่เป็นคนทั่วไปแต่ทำอาชีพอิสระ และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ Virtual Bank ที่ต้องการใช้เพื่อการรับเงินเดือน หรือจับจ่ายใช้สอยในการบริโภคเท่านั้น เข้าสู่ระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถป้องกันการเปิดบัญชีเพื่อกระทำผิดกฎหมายได้ เช่น การเปิดเป็นบัญชีม้า

อย่างไรก็ตาม ธปท. ต้องระวังไม่ให้การกำกับควบคุมมีความเข้มงวด จนสร้างต้นทุนให้กับผู้ให้บริการ virtual Bank มากเกินไปจนล้มเลิกไป เพราะการเกิดขึ้นของ Virtual Bank มีข้อดีในการช่วยเปิดโอกาสให้คนที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน หรือเข้าถึงได้ไม่เต็มศักยภาพในระบบธนาคารพาณิชย์แบบเดิม เช่น คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเข้าถึงธนาคารพาณิชย์แบบเดิมได้ยาก และโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีใบอนุญาตการทำงานถูกต้อง และสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ราว 5 ล้านคน หรือแม้แต่แรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้รับใบอนุญาตการทำงานอย่างถูกต้องที่เชื่อว่าน่าจะมีประมาณ 5 ล้านคนเช่นกัน

ศ. ดร.อาณัติ กล่าวต่อไปว่า การดึงคนไทยกลุ่มต่างๆ ที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารแบบเดิม รวมถึงแรงงานข้ามชาติจำนวนมากเข้าสู่ระบบธนาคารผ่าน Virtual Bank ได้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะทำให้เกิดการระดมเงินฝากเข้าสู่ระบบธนาคาร และนำไปสู่การมีเงินในระบบสำหรับปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มรายย่อยเหล่านี้ได้ โดยที่เกณฑ์การขอไม่ได้เข้มงวดมากนัก สามารถทำได้สะดวกผ่านระบบออนไลน์ และมีดอกเบี้ยต่ำกว่าการไปกู้นอกระบบ การกู้จากธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด (Pico Finance) ธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพ (Nano Finance) หรือธุรกิจสินเชื่อสำหรับคนมีรถยนต์

นอกจากนี้ Virtual Bank ยังสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับทุกคนได้ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเงินผ่านระบบธนาคารได้เมื่อยามจำเป็น และลดการไปกู้เงินนอกระบบ แตกต่างจากธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด หรือธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพ ที่มีการปล่อยสินเชื่อแบบกระจุกตัวในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรงงาน ซึ่งทำให้เกิดหนี้เสียค่อนข้างมาก อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้เท่าที่ควรด้วย

“แต่ก็แน่นอนการปล่อยเงินกู้ของ Virtual Bank ที่เข้าถึงง่ายขึ้น จากการระดมเงินฝากมาใช้ และไม่ต้องใช้เงินทุนตัวเองเหมือนธุรกิจสินเชื่อแบบเดิม และยิ่งมีการแข่งขันกันเองระหว่าง Virtual Bank ทำให้มีเงื่อนไขที่จะเอื้อให้คนกู้มากขึ้น ก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดหนี้เสียมากขึ้น และอาจจะกลายเป็นระเบิดเวลาต่อระบบเศรษฐกิจหากผู้กู้ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายได้ อีกด้านหนึ่งจึงเป็นความท้าทายของผู้ให้บริการ Virtual Bank เองด้วยที่จะต้องบริหารการระดมเงินฝากรายย่อยให้ครบ การปล่อยกู้รายย่อยโดยที่ไม่ไปสร้างหนี้เสียให้กับครัวเรือนมากเกินไป” ศ. ดร.อาณัติ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน ธปท. ก็ควรสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับครัวเรือนด้วย โดยต้องประกาศชัดว่าจะไม่มีนโยบายในการช่วยซื้อหนี้ หรือเครื่องมืออะไรต่างๆ ในการพักหนี้ให้กับครัวเรือนที่มีหนี้เสียเยอะเป็นอันขาด เพื่อสร้างวินัยทางการเงินให้ครัวเรือน และบริหารจัดการในการสร้างหนี้อย่างเหมาะสม

ศ. ดร.อาณัติ กล่าวอีกว่า นอกจากประเด็นเหล่านี้แล้ว อีกส่วนที่ ธปท. ควรต้องระวังและควรการหาช่องทางในการกำกับควบคุมในกรณีกลุ่มทุนที่ร่วมเปิดให้บริการ Virtual Bank นำเงินที่ได้จากการระดมทุนรายย่อยจาก Virtual Bank มาปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทในเครือตัวเอง เพราะแม้จะเป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎหมาย แต่อีกด้านหนึ่งคำว่าบริษัทในเครือก็ค่อนข้างมีความคลุมเครือ และอาจเป็นช่องให้มีการกระทำดังกล่าวได้

ภาพ: LookerStudio / Shutterstock

UPDATE: Google ยืนยันโฆษณายุค AI ไม่ได้จ่ายแพงขึ้น ใช้ Gemini รับพฤติกรรมคนค้นหาที่เปลี่ยนสู่การสนทนาโฆษณาบนหน้าค้นหาของ...
30/05/2026

UPDATE: Google ยืนยันโฆษณายุค AI ไม่ได้จ่ายแพงขึ้น ใช้ Gemini รับพฤติกรรมคนค้นหาที่เปลี่ยนสู่การสนทนา

โฆษณาบนหน้าค้นหาของ Google กำลังเปลี่ยนหน้าตาครั้งสำคัญ จากการแสดงแบนเนอร์หรือลิงก์แบบเดิม ไปสู่การที่ AI เข้ามาช่วยอธิบายและแนะนำว่าทำไมสินค้านั้นถึงเหมาะกับผู้ใช้ โดย Google ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ลงโฆษณาจ่ายแพงขึ้น เพราะยังคิดเงินจากระบบประมูลแบบเดิม

ความเปลี่ยนแปลงนี้มาจากพฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป Google เปิดเผยว่าความยาวของคำค้นหาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อผู้ใช้ค้นหาในโหมด AI และ 1 ใน 6 ของการค้นหาในโหมดนี้เป็นการใช้เสียง, รูปภาพ หรือวิดีโอ แทนการพิมพ์ข้อความ ขณะที่ 75% ของผู้ใช้ระบุว่าตัดสินใจได้เร็วและมั่นใจขึ้น

จุดที่ Gemini เข้ามาเปลี่ยนเกมโฆษณาคือความสามารถในการเข้าใจคำถามที่ยาวและซับซ้อนของผู้ใช้ ซึ่งแต่เดิมจับคู่กับโฆษณาได้ยาก ทำให้ Google ส่งมอบโฆษณาที่ตรงและมีคุณภาพสูงขึ้น โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทอัปเดตการทำความเข้าใจคำค้นหาด้วย Gemini เกือบเดือนละครั้ง ซึ่งช่วยลดจำนวนโฆษณาที่ไม่เกี่ยวข้องลงได้ถึง 40%

นอกจากนี้ Google ยังฝัง Gemini ไว้ในโครงสร้างพื้นฐานด้านโฆษณาและคอมเมิร์ซทั้งหมด ทำให้เมื่อ Gemini ได้รับการอัปเกรด ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะได้รับการอัปเกรดตามทันทีโดยที่ธุรกิจไม่ต้องดำเนินการใดๆ ซึ่ง Google มองว่าความเร็วในการนำออกสู่ตลาดนี้เป็นข้อได้เปรียบสำคัญ โดยฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดถูกประกาศในงาน Google Marketing Live 2026

📌 โฆษณาที่ AI ช่วยอธิบายว่าสินค้าไหนใช่

Google เปิดตัวรูปแบบโฆษณาใหม่หลายรายการที่มาพร้อมคำอธิบายจาก AI เริ่มจาก Conversational Discovery Ads (ปัจจุบันเริ่มทดสอบในสหรัฐอเมริกาเป็นภาษาอังกฤษ) ที่ Gemini ใช้บริบทเชิงลึกจากคำถามของผู้ใช้ สร้างชิ้นงานโฆษณาที่ปรับเฉพาะบุคคลจากธุรกิจที่ตอบโจทย์ เช่น เมื่อมีคนถามวิธีทำให้บ้านมีกลิ่นเหมือนสปา Gemini จะดึงธุรกิจที่นำเสนอทางออกมาแสดง

อีกรูปแบบคือ Highlighted Answers ที่ให้ผู้ลงโฆษณาปรากฏเป็นคำแนะนำเด่นเมื่อโหมด AI สรุปรายชื่อสินค้าหรือบริการ หากมีคุณภาพและเกี่ยวข้องเพียงพอ โดยทั้งสองรูปแบบนี้อยู่ในช่วงทดสอบในสหรัฐฯ เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจะมีคำอธิบายจาก AI ที่ทำงานอิสระ ประเมินสินค้าแบบเดียวกับผลการค้นหาทั่วไป และยังคงมีป้ายกำกับ 'ได้รับการสนับสนุน' (Sponsored) ชัดเจน

นอกจากนี้ Google ได้ขยายฟีเจอร์ Direct Offers ที่กำลังทดลองในสหรัฐฯ กับแบรนด์อย่าง Chewy, Gap และ L'Oreal ด้วยการเพิ่มการจับคู่โปรโมชัน (Promotion Bundling) ที่ Gemini จับคู่ส่วนลดและของแถมแบบเรียลไทม์ และเตรียมเพิ่มดีลจองโรงแรมในแผนการเดินทางด้วย AI สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ เร็วๆ นี้

รวมถึงเตรียมเปิดตัวโฆษณา Shopping รูปแบบใหม่ที่มาพร้อม AI ช่วยอธิบาย (เริ่มใช้งานในสหรัฐฯ ก่อนเช่นกัน) ขณะที่ Business Agents for Leads ตัวแทนแบรนด์ที่ฝังในโฆษณา จะเปิดให้นักการตลาดใส่ AI ที่เรียนรู้ข้อมูลจากเว็บไซต์ของธุรกิจเพื่อให้ผู้สนใจพูดคุยแทนการกรอกแบบฟอร์ม

หนึ่งในประเด็นที่ถูกซักถามในงานคือเรื่องต้นทุน ซึ่ง Google ชี้แจงว่าประสบการณ์โฆษณาในรูปแบบ AI ทั้ง AI Overviews และโหมด AI เป็นส่วนหนึ่งของการประมูลโฆษณาแบบเดียวกับที่ใช้มาตลอด 25 ปี โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผู้ลงโฆษณายังจ่ายตามประสิทธิภาพและความเกี่ยวข้องของชิ้นงานเป็นหลัก แม้แต่เครื่องมือสร้างชิ้นงานก็เปิดให้ใช้ฟรี

📌 Agentic Commerce และคำถามเรื่องการแข่งขันในไทย

ในฝั่งการช้อปปิ้ง Google ชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ยุค Agentic Commerce ที่ AI ดำเนินการแทนผู้ซื้อได้ โดยย้ำบทบาทของตัวเองในฐานะตัวกลางเชื่อมผู้ซื้อกับธุรกิจ ไม่ได้เป็นผู้ค้าปลีกหรือมาร์เก็ตเพลส หัวใจของส่วนนี้คือ Universal Commerce Protocol (UCP) ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี เพื่อเชื่อมตัวแทน AI เข้ากับระบบธุรกิจ

ล่าสุด UCP เพิ่มความสามารถให้ผู้ซื้อสั่งสินค้าหลายรายการจากธุรกิจเดียวได้ในครั้งเดียว เริ่มจากร้านอย่าง Nike, Sephora และ Wayfair รวมถึงโอนตะกร้าสินค้าจาก Google กลับไปยังเว็บไซต์ร้านค้าด้วยคลิกเดียว เริ่มกับ Target, Ulta Beauty และร้านบน Shopify บางแห่ง โดยฟีเจอร์กลุ่มนี้จะเริ่มเปิดตัวในสหรัฐฯ เป็นภาษาอังกฤษร่วมกับร้านค้าบางรายก่อน

พร้อมเพิ่มระบบราคาสมาชิก (Loyalty Pricing) และตัวเลือกชำระเงินแบบ 'ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง' จาก Affirm และ Klarna โดยย้ำว่าร้านค้ายังเป็นผู้รับผิดชอบการขายในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ UCP ยังรองรับการชำระเงินบนโฆษณา YouTube Shopping ที่ให้ผู้ชมกดซื้อได้ขณะรับชม

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของไทยที่มีแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์รายใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว มีคำถามว่าฟีเจอร์เหล่านี้จะถูกจำกัดอยู่แค่ในระบบนิเวศของ Google หรือไม่ Google อธิบายว่า UCP เป็นโปรโตคอลแบบโอเพนซอร์ส ที่แพลตฟอร์มและร้านค้านำไปปรับใช้ได้อิสระโดยไม่ผูกกับบริษัทใด

รวมถึง Google เอง ซึ่งเริ่มเห็นพันธมิตรระดับโลกนำไปใช้ในระบบของตนแล้ว สำหรับบริการบน Google ประสบการณ์ UCP จะขยายไปแคนาดาและออสเตรเลียในอีกไม่กี่เดือน และสหราชอาณาจักรช่วงปลายปี อกจากนี้ Google ยังเตรียมเปิดตัวเครื่องมือ AI Performance Insights ใน Merchant Center สำหรับร้านค้าในสหรัฐฯ, แคนาดา, ออสเตรเลีย, อินเดีย และนิวซีแลนด์ เพื่อตรวจสอบส่วนแบ่งการแสดงผลในพื้นที่ช้อปปิ้งที่เกิดจาก AI ด้วย

📌 จากระบบอัตโนมัติสู่ผู้ช่วยที่สั่งงานด้วยภาษาคน

อีกความเปลี่ยนแปลงที่กระทบการทำงานในวงการตลาดโดยตรง คือการที่ Gemini ทำให้เครื่องมือก้าวจากระบบอัตโนมัติไปสู่ระบบอัจฉริยะที่สั่งงานด้วยภาษาทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดย Google เปิดตัว Ask Advisor ที่เชื่อม Google Ads, Merchant Center และ Google Analytics เข้าด้วยกัน เช่น เมื่อสั่งงานให้หาลูกค้าใหม่ ระบบจะดึงข้อมูลสินค้ามาตั้งค่าแคมเปญให้พร้อมปล่อยในไม่กี่คลิก (ปัจจุบัน Ask Advisor เปิดให้ใช้งานเวอร์ชันเบต้าสำหรับบัญชีภาษาอังกฤษ)

พร้อมกันนี้ Google อัปเกรด Asset Studio ให้ผู้ใช้พิมพ์อธิบายเป้าหมายด้วยข้อความธรรมดาที่เข้าใจง่ายและอัปโหลดบรีฟแคมเปญ เพื่อสร้างชิ้นงานทั้งข้อความ, รูปภาพ และวิดีโอที่ตรงอัตลักษณ์แบรนด์ ส่วนด้านการวัดผล Google ผสาน Meridian ซึ่งเป็น Marketing Mix Model แบบโอเพนซอร์ส เข้าไปใน Google Analytics 360 เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์มในที่เดียว

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างจากเครื่องมือภายนอกอย่าง Canva AI ทาง Google ระบุว่าจุดเด่นอยู่ที่การบูรณาการระบบ เพราะ Asset Studio และ Ask Advisor ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์โฆษณาและการวิเคราะห์ของ Google โดยตรง และเปิดให้ใช้ฟรี ขณะที่จุดยืนเชิงกลยุทธ์ของบริษัทคือการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตชิป, โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงระบบโฆษณา ภายใต้มุมมอง ’เราเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ผู้เช่า' (We own, we don't rent)

ส่วนข้อกังวลเรื่องการแสดงโฆษณาในแอปพลิเคชัน Gemini ที่หลายคนจับตา Google ยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีการแสดงโฆษณาในแอป Gemini และยังไม่มีแผนเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว

ภาพ: PixieMe / Shutterstock

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับคลื่นแห่งความท้าทายครั้งใหญ่ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู...
30/05/2026

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับคลื่นแห่งความท้าทายครั้งใหญ่ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คำถามสำคัญที่หลายคนจับตาคือ ประเทศไทยจะยังคงรักษาฉายา ‘Detroit of Asia’ ไว้ได้หรือไม่ หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะถูกพลิกโฉมไปทิศทางใด

📌 อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์

ภาพ: Gorodenkoff / Shutterstock

จากชุมชนย่านการค้าเก่าแก่ในกรุงเทพฯ ที่มีประวัติศาสตร์นานกว่า 100 ปี วันนี้ ‘ทรงวาด’ กลายเป็นย่านท่องเที่ยวสุดชิก ขวัญใจ...
30/05/2026

จากชุมชนย่านการค้าเก่าแก่ในกรุงเทพฯ ที่มีประวัติศาสตร์นานกว่า 100 ปี วันนี้ ‘ทรงวาด’ กลายเป็นย่านท่องเที่ยวสุดชิก ขวัญใจชาวต่างชาติ ที่ผสานเอกลักษณ์ความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมเมืองเก่า และร้านค้าสมัยใหม่ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ แกลเลอรี หรือ Art space ที่เป็นแหล่งรวมตัวคอมมิวนิตีคนรุ่นใหม่

ในวันที่ย่านเก่าแก่กลับมาฟื้นคืนชีพเป็นพื้นที่แห่งโอกาส จากการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการจะรักษาเสน่ห์ของ ‘ทรงวาด’ อย่างไร ไม่ให้ถูกกลืนหายไปตามกระแส ท่ามกลาง 3 ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

📌 อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์

30/05/2026

เป็นอีสานไปให้สุด! ในงาน The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2026

พบ 3 สปีกเกอร์ใหม่ ตัวท๊อประดับประเทศ

🏦 ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง

🟢 สกุลรัตน์ ตันยงศิริ ผู้อำนวยการธุรกิจ SME จาก LINE ประเทศไทย

🟢 วีรวรรณ​ ลิมปวิทยากุล Head of Business Development จาก LINE ประเทศไทย

พร้อม Line-up ชุดแรก

🥊 เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ จาก THE STANDARD

☕ แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์ เจ้าของแบรนด์ Refill Coffee

📊 ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ แห่ง ViaLink

🎯 ดร.ธนัย ชรินทร์สาร ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์

💎 ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ ‘ชาร์คจิง’

🥜 ภาวีณี เกษมสันต์ ณ อยุธยา เจ้าของแบรนด์เนยถั่ว Paweenee's

🍵 พอลลี่ เฮสันต์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ชาจีน JIANCHA

🧵 วิชดา สีตกะลิน ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ Jim Thompson

[Expertise Stage]

🖥️ เปา-พีรดนย์ เหมยากร หรือ ‘เปา iHAVECPU’

📊 บี-สโรจ เลาหศิริ ผู้ก่อตั้ง The Strategist

🐷 พรหมพร ไกรกีรติ เวียรศิลป์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Kins the Buta

☕ อภิชัย ศิริสม ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ หม่องนี่ คาเฟ่

🚚 โชติกะ สุขสงวน ผู้บริหารแห่ง Megamove

📰 กฤษฎิ์ บุญสาร บก.บริหาร ‘ลาวเด้อ’

และ 💰 เฟิร์น-ศิรัถยา อิศรภักดี จาก THE STANDARD WEALTH

📍 18 กรกฎาคม 2569 | KICE ขอนแก่น

🎟️ Duo Package “สองเฮา”
ชวนเพื่อน ชวนทีม มาอัปเดตเกมธุรกิจไปพร้อมกัน
2 ใบเพียง 2,500.- (จากปกติ 5,000.-)

👉 ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ https://bit.ly/3PRD8Wj

ีสาน2026

UPDATE: Ipsos เผยคนไทยเข้าสู่ภาวะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มรายได้สูงกลับรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ 71% มองเศรษฐกิจ...
30/05/2026

UPDATE: Ipsos เผยคนไทยเข้าสู่ภาวะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มรายได้สูงกลับรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ 71% มองเศรษฐกิจแย่

ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่าคนไทยกำลังเข้าสู่ภาวะกังวลรอบด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ, การเมือง และความมั่นคงในชีวิต

บริษัท อิปซอสส์ จำกัด (Ipsos) เปิดเผยผลวิจัย ‘What Worries Thailand? H1 2026’ ที่ติดตามความกังวลของคนไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 ถึงเมษายน 2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงในทุกมิติ ลงไปต่ำสุดเกือบเท่าช่วงโควิด โดยคนไทยถึง 71% มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในขั้น 'แย่' ซึ่งเพิ่มขึ้น 17 จุดภายในเดือนเดียว

🟠 ‘คอร์รัปชัน’ นำความกังวล เงินเฟ้อกลับเข้า Top 5

ผลสำรวจพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนไทย หรือ 49% ระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันทางการเมืองและการเงิน คือความกังวลอันดับหนึ่งของประเทศ ตามมาด้วยปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางสังคม 41%, ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างประเทศ 27%, เงินเฟ้อ 27% และอาชญากรรมและความรุนแรง 24%

ที่น่าสังเกตคือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับเข้าสู่ 5 อันดับแรกอีกครั้ง แซงปัญหาอาชญากรรมและการว่างงาน ขณะที่ความกังวลเรื่องสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูงติด 1 ใน 10 ของโลก

ความกังวลดังกล่าวสะท้อนออกมาในมุมมองต่อทิศทางประเทศ โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่คนไทยส่วนใหญ่ถึง 56% มองว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด

เมื่อมองไปที่สถานะการเงินส่วนบุคคล มีเพียง 36% ที่เชื่อว่าสถานะการเงินของตนจะดีขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ลดลงจาก 50% ในเดือนมีนาคม ขณะที่ 56% ระบุว่ามีความมั่นใจน้อยลงต่อการลงทุน รวมถึงการออมเพื่อวัยเกษียณและการศึกษาของบุตรหลาน ซึ่งเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน

🟠 ความเชื่อมั่นดิ่งทุกมิติ กลุ่มรายได้สูงรัดเข็มขัดหนักสุด

ผลสำรวจ Ipsos Global Consumer Confidence Index เดือนเมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของไทย (National Index) ลดลงมาอยู่ที่ 45.5 จุด จาก 57.2 จุดเมื่อต้นปี หรือลดลง 10.9 จุด ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในรอบเดือนที่ผ่านมา

เมื่อแยกตามมิติ ดัชนีความคาดหวังในอนาคต (Expectations Index) ลดลงมากที่สุดถึง 14.3 จุด ตามด้วยดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุน (Investments Index) ลดลง 13.4 จุด, ดัชนีมุมมองต่อเศรษฐกิจปัจจุบัน (Current Index) ลดลง 12.4 จุด และดัชนีความมั่นใจด้านการจ้างงาน (Jobs Index) ลดลง 6.8 จุด

ในระดับภูมิภาค จาก 31 ประเทศที่สำรวจ พบว่า 5 ใน 6 ประเทศที่ดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ในเอเชียแปซิฟิก โดยไทยลดลงสูงที่สุดที่ 10.9 จุด ทิ้งห่างมาเลเซียที่ 6.1 จุด, เกาหลีใต้ 5.1 จุด, ญี่ปุ่น 4.7 จุด และออสเตรเลีย 4.6 จุด ถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เริ่มสำรวจ รองจากช่วงโควิดในปี 2563

ความเชื่อมั่นที่ลดลงส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายโดยตรง โดย 62% ของคนไทยระบุว่าไม่กล้าซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ เพิ่มขึ้น 18 จุดจากเดือนมีนาคม ขณะที่ 51% รู้สึกไม่สบายใจในการซื้อของใช้ในครัวเรือน เพิ่มขึ้น 16 จุด

จุดที่น่าสนใจคือ กลุ่มครัวเรือนรายได้สูงกลับเป็นกลุ่มที่ระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากที่สุด นำหน้ากลุ่มรายได้ปานกลางและต่ำอย่างชัดเจน โดยในกลุ่มสินค้าชิ้นใหญ่ ความไม่สบายใจของกลุ่มรายได้สูงเพิ่มขึ้น 23% เทียบกับกลุ่มกลางและต่ำที่ลดลง 1% ส่วนในกลุ่มของใช้ในครัวเรือน กลุ่มรายได้สูงเพิ่มขึ้น 24% เทียบกับกลุ่มกลางที่ 3% และกลุ่มต่ำที่ 2%

🟠 รถยนต์ยังจำเป็น EV มาแรง และ 3 โจทย์ของแบรนด์

แม้จะอยู่ในภาวะระมัดระวังการใช้จ่าย แต่รถยนต์ยังเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตของคนไทย โดย 49% มองว่าการใช้ชีวิตโดยไม่มีรถยนต์เป็นไปไม่ได้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 43% ขณะเดียวกัน ภายใต้วิกฤตราคาพลังงาน ผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดย 60% ระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งสูงกว่าตลาดอเมริกาเหนือและยุโรปอย่างชัดเจน

ส่วนความกังวลเรื่องสงคราม คนไทย 33% คาดว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี และอีก 25% เชื่อว่าจะยาวนานกว่านั้น สะท้อนความกังวลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

จากภาพดังกล่าว Ipsos เสนอ 3 แนวทางให้ธุรกิจและแบรนด์รับมือกับความเชื่อมั่นที่ลดลง

แนวทางแรก แบรนด์ต้องให้น้ำหนักกับ ‘คุณค่า’ และ ‘ความเชื่อมั่น’ เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่ามากขึ้น การพึ่งภาพลักษณ์พรีเมียมหรือราคาสูงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์ต้องพิสูจน์คุณค่าที่จับต้องได้ ทั้งด้านความคุ้มค่า, ความน่าเชื่อถือ และความอุ่นใจ

แนวทางที่สอง วิกฤตราคาพลังงานกำลังเร่งให้ผู้บริโภคหันสู่ทางเลือกที่ยั่งยืนและประหยัด ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า, รถไฮบริด และพฤติกรรมประหยัดพลังงาน โดยความยั่งยืนกลายเป็นความต้องการเร่งด่วนของผู้บริโภค มากกว่าการเป็นเพียงวาระ ESG ระยะยาว

แนวทางที่สาม ความเข้าใจบริบทท้องถิ่นและการมีซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น จะเป็นความได้เปรียบสำคัญ เพราะแต่ละประเทศตอบสนองต่อวิกฤตต่างกันตามระดับการพึ่งพาพลังงาน, นโยบายภาครัฐ และเสถียรภาพทางการเมือง

ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD


#ฐานิสสุดโต

UPDATE: พบยาลดน้ำหนัก GLP-1 ลดอ้วนได้จริง แต่แลกด้วยมวลกล้ามเนื้อหาย 10% เหมือนแก่ขึ้น 10 ปี ขณะพฤติกรรมกินน้อยลงสะเทือน...
30/05/2026

UPDATE: พบยาลดน้ำหนัก GLP-1 ลดอ้วนได้จริง แต่แลกด้วยมวลกล้ามเนื้อหาย 10% เหมือนแก่ขึ้น 10 ปี ขณะพฤติกรรมกินน้อยลงสะเทือนธุรกิจร้านอาหาร

กระแสการใช้ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 อย่าง Ozempic, Mounjaro และ Zepbound กำลังพลิกโฉมการรักษาโรคอ้วนในสหรัฐฯ ทั้งช่วยลดน้ำหนักให้ผู้คนนับล้านและส่งผลให้อัตราคนเป็นโรคอ้วนลดลง แต่รายงานจาก The Wall Street Journal เปิดเผยว่ายากลุ่มนี้กำลังสร้างผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด เมื่อผู้ใช้บางรายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อสูงถึง 10% จนเข้าสู่ภาวะ ‘เปราะบาง’ (Frailty) ขณะเดียวกันพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปก็เริ่มสะเทือนธุรกิจร้านอาหารในวงกว้าง

ชาแนล โรบินสัน หญิงวัย 30 ปีจากแอตแลนตา ใช้ยา Mounjaro มาเกือบ 3 ปี เธอลดน้ำหนักไปเกือบ 100 ปอนด์ (ราว 45 กิโลกรัม) ค่าคอเลสเตอรอลกลับสู่ภาวะปกติ และอาการของโรคถุงน้ำในรังไข่ (PCOS) ก็ดีขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เธอกลับเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียทุกวัน ร่างกายอ่อนแอ และมักรู้สึกหนาวบ่อยครั้ง "มันไม่ควรยากขนาดนี้" เธอกล่าวขณะเล่าว่าแม้แต่การเปิดขวดโหลก็ทำได้ลำบาก

🟠 รักษาโรคอ้วนด้วยการสร้างความเปราะบาง

The Wall Street Journal รายงานว่าจากชาวอเมริกัน 13 ล้านคนที่ใช้ยากลุ่ม GLP-1 ผู้ใช้บางส่วนสูญเสียทั้งไขมันและมวลกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน โดยการวิเคราะห์ที่เผยแพร่โดยสมาคมโรคเบาหวานสหรัฐฯ (American Diabetes Association) ระบุว่ายากลุ่มนี้สามารถทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้รวดเร็วและรุนแรงถึง 10% ซึ่งเทียบเท่ากับการแก่ตัวขึ้นกว่า 10 ปี

แม้การลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหารทั่วไปก็ทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อเช่นกัน แต่ขนาดของการสูญเสียในระยะเวลาสั้นจากยา GLP-1 อาจนำไปสู่สามารถนำไปสู่ภาวะร่างกายอ่อนแอ ขาดความมั่นคงในการทรงตัว และ การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายแย่ลง อีกความกังวลคือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออาจทำให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง จนน้ำหนักกลับมาเพิ่มอีกครั้ง

แดเนียล กรีน นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย หนึ่งในผู้ร่วมวิเคราะห์ ระบุว่า "เรากำลังรักษาโรคอ้วน ด้วยการทำให้ร่างกายเปราะบางลง" โดยผู้ใช้ยาในช่วงแรกมักรู้สึกดีเพราะไขมันลดลง แต่ไม่นานก็จะเริ่มรู้สึกอ่อนแรงและเหนื่อยล้า

เขายังเน้นว่าการออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอสามารถชะลออัตราการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเสนอติดตลกว่า “บนกล่องยาน่าจะเขียนกำกับไว้ว่า ต้องใช้ควบคู่กับการฝึกความแข็งแรง”

The Wall Street Journal ยังรายงานกรณีของ เรย์นา คิงส์ตัน วัย 30 ปีจากเดนเวอร์ ผู้ใช้ยา Zepbound ที่บอกว่าหลังฉีดยาแต่ละครั้งเธอเหนื่อยล้าจนทำได้แค่งานพื้นฐาน คนรักของเธอต้องนำอาหารมาให้ถึงเตียงเพราะอ่อนแรงเกินไป ขณะที่แพทย์ผู้สั่งยาไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องการรักษามวลกล้ามเนื้อ "ฉันต้องพึ่งฟอรัมบน Reddit เพื่อทำความเข้าใจว่าร่างกายของฉันกำลังเกิดอะไรขึ้น" เธอเล่า ก่อนหยุดยาในเวลาไม่ถึง 2 เดือน

🟠 บริษัทยาตอบโต้ พร้อมพัฒนายาทดแทน

ด้านบริษัทผู้ผลิตยา Eli Lilly เจ้าของ Zepbound ยืนยันว่ายาควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ พร้อมกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกายในระยะยาว โดยอ้างแนวทางของ FDA ที่ระบุว่าควรใช้ ‘ควบคู่กับการเพิ่มกิจกรรมทางกาย’ ส่วน Novo Nordisk ผู้ผลิต Wegovy ระบุว่าจากการศึกษาทางคลินิก ผู้ใช้ยาไม่ได้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อมากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก (Placebo) อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ Eli Lilly ระบุว่าผู้ใช้สูญเสียไขมันมากกว่ามวลกล้ามเนื้อถึง 3 เท่า

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อในอัตราเช่นนี้อันตรายเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่อายุเกิน 50 ปี ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน หรือผู้ที่เคลื่อนไหวได้จำกัด เพราะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากขึ้น ขณะที่ผู้สูงอายุชาวอเมริกันจะเบิกยา GLP-1 ผ่านระบบประกัน Medicare ได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้

ปัจจุบันบริษัทยายังเร่งพัฒนายาลดน้ำหนักรุ่นใหม่ที่มุ่งรักษาหรือเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อด้วย โดย Boehringer Ingelheim จากเยอรมนีเพิ่งประกาศผลที่น่าพอใจจากยาในกลุ่มนี้ ส่วน Eli Lilly ก็ยุติการทดลองยาในลักษณะเดียวกันไปเมื่อกันยายนปีก่อน

นอกจากนี้ Novo Nordisk ยังนำเสนอข้อมูลจากที่ประชุม European Congress on Obesity ว่า Wegovy ขนาดสูง 7.2 มิลลิกรัม สามารถลดน้ำหนักผู้ใช้ได้เฉลี่ย 27.7% โดย 84% ของน้ำหนักที่ลดลงมาจากไขมัน ขณะที่มวลกล้ามเนื้อยังคงอยู่

🟠 พฤติกรรมการกินเปลี่ยน สะเทือนธุรกิจร้านอาหาร

นอกจากผลข้างเคียงต่อร่างกาย กระแสการใช้ยา GLP-1 ยังเริ่มสะเทือนธุรกิจร้านอาหารในสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ใช้ยากินน้อยลงและออกไปทานข้าวนอกบ้านน้อยลง โดยผลสำรวจของ Gallup พบว่าชาวอเมริกันกว่า 12% ใช้ยา GLP-1 เพื่อลดน้ำหนัก เพิ่มจาก 6% ในต้นปี 2024 ขณะที่นักวิเคราะห์ของ JP Morgan คาดว่าตัวเลขอาจพุ่งถึง 30 ล้านคนภายในปี 2030 จากปัจจุบันราว 10 ล้านคน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell) ที่ศึกษาครัวเรือน 150,000 ครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนที่มีสมาชิกใช้ยา GLP-1 ลดการใช้จ่ายในร้านฟาสต์ฟู้ด ร้านกาแฟ และร้านอาหารบริการด่วนลง 8% ภายใน 6 เดือนแรกหลังเริ่มใช้ยา ขณะที่ร้านอาหารหลายเครือ เช่น Cheesecake Factory, Texas Roadhouse และ Papa John’s เริ่มระบุยากลุ่มนี้เป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจในรายงาน

หลายร้านอาหารเริ่มปรับตัวรับมือ โดย McDonald’s เริ่มประชาสัมพันธ์ปริมาณโปรตีนในเมนู เพราะผู้ใช้ GLP-1 พยายามเพิ่มโปรตีนเพื่อป้องกันมวลกล้ามเนื้อลดลง ด้าน Panera Bread ซึ่งสำรวจพบว่าลูกค้าของตนใช้ยา GLP-1 สูงถึง 17% เริ่มออกเมนูสำหรับคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ เช่น สลัดอบใส่ขนมปังอิตาลีและโปรโมชั่นแซนด์วิชครึ่งชิ้น ขณะที่ Olive Garden ที่ขึ้นชื่อเรื่องเบรดสติ๊กไม่อั้น ก็เปิดตัวเมนูพอร์ชั่นย่อม ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้กลับมาใช้บริการบ่อยขึ้น แม้กำไรต่อเมนูจะลดลงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกังวลที่สุดคือการใช้ยา GLP-1 อย่างไม่เหมาะสม ทั้งในกลุ่มที่ไม่ได้เป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานแต่ใช้ยาเพื่อลดน้ำหนักเล่นๆ และการขายผ่าน Telehealth หรือ Medical Spa ที่ไม่ได้ตรวจร่างกายผู้ป่วยจริง โดยข้อมูลของ FDA ในปี 2023 พบว่าผู้ใช้ Ozempic และ Mounjaro รายใหม่กว่าครึ่งไม่ได้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า การขาดการควบคุมดูแลที่เข้มงวด ยิ่งทำให้ปัญหานี้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.58 บาท ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2569

ภาพ: MotionPixxle Studio / Shutterstock

อ้างอิง:
https://www.wsj.com/business/hospitality/glp-1-users-are-taking-a-bite-out-of-the-restaurant-business-9655b177
https://www.wsj.com/health/pharma/glp-1-weight-muscle-loss-frailty-ca277a24

ถ้าฟองสบู่ AI แตก ไม่ซื้อหุ้นเทคฯ แล้วเงินควรไปไว้ไหน?[ 📌 ชมคลิปที่ลิงก์ในคอมเมนต์]หุ้น AI และหุ้นเทคฯ ยังไปต่อได้จริงไห...
30/05/2026

ถ้าฟองสบู่ AI แตก ไม่ซื้อหุ้นเทคฯ แล้วเงินควรไปไว้ไหน?
[ 📌 ชมคลิปที่ลิงก์ในคอมเมนต์]
หุ้น AI และหุ้นเทคฯ ยังไปต่อได้จริงไหม หรือเรากำลังอยู่ในช่วงปลายของ "ฟองสบู่ครั้งใหม่" กันแน่?
New Gen Investor เอพิโสดนี้ ชวนวิเคราะห์ภาพใหญ่ของตลาดปี 2026 เมื่อเม็ดเงินทั่วโลกกำลังไหลเข้าสู่ AI อย่างร้อนแรง จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า "แพงเกินไปหรือยัง" ถ้าวันหนึ่งหุ้นเทคฯ ไม่ใช่คำตอบเดียว นักลงทุนควรย้ายเงินไปไว้ที่ไหน? ทั้งหุ้น Value, พลังงาน, Healthcare, REITs, ทองคำ หรือสินทรัพย์นอกกระแส เราจะพาไปดูทั้งความเสี่ยง โอกาส และวิธีจัดพอร์ตในวันที่ตลาดอาจกำลังเปลี่ยนธีมครั้งใหญ่
เพราะในโลกการลงทุน บางครั้ง "สิ่งที่คนแห่ซื้อที่สุด" อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป

UPDATE: แซม อัลต์แมน กลับลำเรื่อง AI แย่งงาน ลั่น ‘ยินดีที่คิดผิด’ ชี้ AI ยังไม่ทำให้คนตกงานครั้งใหญ่อย่างที่หลายฝ่ายหวั...
30/05/2026

UPDATE: แซม อัลต์แมน กลับลำเรื่อง AI แย่งงาน ลั่น ‘ยินดีที่คิดผิด’ ชี้ AI ยังไม่ทำให้คนตกงานครั้งใหญ่อย่างที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ออกมายอมรับว่าตนเอง 'ยินดีที่คิดผิด' เกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงาน หลังก่อนหน้านี้เคยทำนายไว้อย่างดุดันว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์เป็นวงกว้าง โดยล่าสุดเขากลับมองว่าโลกจะไม่เผชิญ 'คลื่นตกงานครั้งใหญ่' (Jobs Apocalypse) อย่างที่หลายบริษัทในวงการ AI ออกมาเตือน

“ผมไม่คิดว่าเราจะเจอภาวะคนตกงานครั้งใหญ่แบบที่บางบริษัทในวงการของเราพูดถึงกัน” อัลต์แมนกล่าวผ่านการสัมภาษณ์ทางออนไลน์ในงานประชุมของธนาคาร Commonwealth Bank of Australia (CBA) ที่นครซิดนีย์เมื่อวันอังคาร (26 พ.ย.) ที่ผ่านมา

🟠 จากคำทำนายสู่ ‘ยินดีที่คิดผิด’

ตลอดเส้นทางการก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในซีอีโอที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการ AI อัลต์แมนเคยกล่าวไว้หลายครั้งว่าเทคโนโลยีนี้ “อาจจะเข้ามาแทนที่งานส่วนใหญ่ที่ผู้คนทำอยู่ในทุกวันนี้” และงานบางประเภทจะ ‘หายไปอย่างสิ้นเชิง’ ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบก็จะ “หางานใหม่ๆ ทำได้เอง”

แต่มาวันนี้ ท่าทีของเขากลับเปลี่ยนไป โดยอัลต์แมนยอมรับว่าการคาดการณ์ในอดีตคลาดเคลื่อน “ผมยินดีที่คิดผิดในเรื่องนี้ ผมเคยคิดว่าป่านนี้น่าจะมีการแทนที่งานออฟฟิศระดับเริ่มต้นมากกว่าที่เกิดขึ้นจริง” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “ตอนนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมมันถึงยังไม่เกิดขึ้น และผมก็รู้สึกขอบคุณ แต่นั่นเป็นเรื่องที่สัญชาตญาณของผมพลาดไป”

อัลต์แมนยังแยกแยะว่า สิ่งที่เขาและทีมผู้บริหารคาดการณ์ ‘ถูกพอสมควร’ คือพัฒนาการด้านเทคโนโลยีของ AI นับตั้งแต่เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 แต่สิ่งที่ ‘ค่อนข้างผิด’ คือการประเมินผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่ตามมา โดยยอมรับว่าในเวลานั้นเขามองว่าความเสี่ยงเรื่องการตกงานเป็นเรื่องจริงที่ควรพูดถึง แม้บางคนจะมองว่าเขา ‘ปลุกความกลัวเกินจำเป็น’ ก็ตาม

อัลต์แมนอธิบายว่าสิ่งที่ AI ไม่อาจเข้ามาแทนที่ได้คือ 'บทบาทของมนุษย์' ในการทำงาน เพราะผู้คนยังให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน

เขายกตัวอย่างว่าเคยให้ AI ช่วยตอบข้อความใน Slack และอีเมลแทน โดยขึ้นต้นว่า 'นี่คือ AI ของแซม' แต่สุดท้ายก็กลับมาตอบด้วยตัวเองในหลายข้อความ “มันทำให้ผมเห็นว่าเราใส่ใจการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจริงๆ และเป็นสิ่งที่ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมอบหมายให้ AI ทำแทนได้ในเร็ววันนี้”

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เขาเชื่อว่าภาพรวมการจ้างงานในอนาคตจะต่างจากที่เคยคิดไว้มาก แม้จะยอมรับว่าความเสี่ยงนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี

🟠 จังหวะ IPO และสัญญาณต้นทุน AI ที่สูงลิ่ว

การกลับลำของอัลต์แมนเกิดขึ้นในจังหวะสำคัญของวงการ AI เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic ต่างเตรียมระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่สูงลิ่ว

โดย OpenAI ตั้งเป้ารายได้แตะ 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.14 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่ราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.16 แสนล้านบาท) ขณะที่ SpaceX หวังมูลค่ากิจการ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 48.98 ล้านล้านบาท) จากการ IPO

ส่วน Anthropic มีรายงานว่ากำลังเจรจาระดมทุน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.79 แสนล้านบาท) ที่ระดับมูลค่ากิจการ 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 29.39 ล้านล้านบาท)

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะสูงลิ่ว แต่ก็เริ่มมีสัญญาณว่าบางบริษัทกำลังหา 'ความคุ้มค่า' จากการใช้ AI ได้ยากขึ้น โดยประธานและซีโอโอของ Uber ยอมรับว่าการหาเหตุผลมารองรับต้นทุน AI ในบริษัทยากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายเทคโนโลยีของ Uber เคยเปิดเผยว่าบริษัทใช้งบประมาณสำหรับ Claude Code ของทั้งปี 2026 หมดภายในเวลาเพียง 4 เดือน

ด้านไบรอัน คาทันซาโร รองประธานฝ่าย Deep Learning ของ Nvidia ระบุว่า AI ไม่ได้ช่วยให้บริษัทประหยัดต้นทุนแรงงานอย่างที่เข้าใจกัน และอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการจ้างพนักงานด้วยซ้ำ "สำหรับทีมของผม ต้นทุนด้านการประมวลผลสูงกว่าต้นทุนพนักงานมาก" เขากล่าว เช่นเดียวกับ Microsoft ที่มีรายงานว่าเริ่มยกเลิกสิทธิ์การใช้งาน Claude ของ Anthropic ให้กับวิศวกร เนื่องจากต้นทุนที่สูง

🟠 นักเศรษฐศาสตร์เห็นต่าง ขณะการเลย์ออฟยังพุ่ง

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญต่างมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากว่า AI จะทำให้คนตกงานครั้งใหญ่จริงหรือไม่ โดยปีเตอร์ ไวลด์ฟอร์ด หัวหน้าฝ่ายนโยบายของ AI Policy Network มองว่าการคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก AI นั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ประเด็นที่คาดเดายากที่สุดคือเรื่องการโยกย้ายแรงงาน กล่าวคือ หาก AI เข้ามาแทนที่งานบางประเภทจนหมด คนงานเหล่านั้นจะตกงานถาวร หรือจะหาอาชีพใหม่ทำได้ นอกจากนี้เขายังตั้งข้อสังเกตว่าเหตุผลหนึ่งที่อัลต์แมนเปลี่ยนท่าทีอาจมาจากกระแสความเห็นของสาธารณชน เนื่องจากผลสำรวจชี้ว่าชาวอเมริกันรู้สึกในแง่ลบต่อ AI ค่อนข้างมาก ทำให้ยากจะบอกได้ว่าวงการ AI เปลี่ยนการคาดการณ์จริง หรือเพียงพยายามเปลี่ยนเรื่องเล่าให้ดูดีขึ้น

มุมมองที่ต่างกันส่วนหนึ่งมาจากการที่การนำ AI ไปใช้จริงเกิดขึ้นช้ากว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยรายงานของ Brookings พบว่าความสามารถของ AI ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วไม่ได้แปลงเป็นการนำไปใช้หรือผลทางเศรษฐกิจในวงกว้างโดยอัตโนมัติ

สอดคล้องกับ Yale Budget Lab ที่พบว่า AI น่าจะยังไม่ใช่สาเหตุของการอ่อนตัวในตลาดแรงงาน และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราว่างงานอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มงานเสี่ยงต่อ AI จนถึงเดือนมีนาคม 2026

อย่างไรก็ตาม ท่าทีใหม่ของอัลต์แมนอาจทำให้เขากลายเป็นเสียงส่วนน้อยในกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรม เพราะ ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic เคยกล่าวเมื่อปีก่อนว่า งานออฟฟิศระดับเริ่มต้นมากถึงครึ่งหนึ่งอาจหายไปภายใน 5 ปีข้างหน้า และอัตราว่างงานอาจพุ่งสูงถึง 10-20% ขณะที่ซีอีโอของ Booking Holdings ระบุว่างานบริการลูกค้าในบริษัทเริ่มถูกแทนที่ด้วย AI แล้ว เปรียบเหมือน 'บันไดขั้นแรก' ของการทำงานที่ถูกดึงออกไป

ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้มีการปลดพนักงานหลายพันตำแหน่งจากการมุ่งสู่ AI โดยเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยี ทั้ง Meta ที่ปลดราว 8,000 ตำแหน่ง หรือราว 10% ของพนักงานทั้งหมด และ Intuit ที่ปลด 17% หรือราว 3,000 คน

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า AI ถูกอ้างเป็นเหตุผลของการปลดพนักงานเกือบ 50,000 ตำแหน่งในช่วงถึงเดือนเมษายนปีนี้ ซึ่งสะท้อนว่าไม่ว่างานจะถูกแทนที่ด้วย AI โดยตรงหรือไม่ แต่งบประมาณสำหรับตำแหน่งเหล่านั้นกำลังถูกโยกไปลงทุนกับ AI แทน

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.58 บาท ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569

ภาพ: Anna Moneymaker / Getty Images

อ้างอิง:
https://time.com/article/2026/05/26/sam-altman-ai-job-losses-openAI-/
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/openais-altman-says-ai-unlikely-lead-jobs-apocalypse-2026-05-26/

ที่อยู่

THE STANDARD CO. , LTD เลขที่ 23/100-102 ซอยศูนย์วิจัย ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ THE STANDARD WEALTHผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง THE STANDARD WEALTH:

แชร์