CIO World News ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก CIO World News, บริษัทด้านสื่อ/ข่าวสาร, Bangkok.

CIO World News – สื่อธุรกิจยุคดิจิทัลสำหรับผู้นำองค์กร ติดตามข่าวกลยุทธ์การบริหาร FINTECH | MARTECH | DIGITAL TRANSFORMATION เจาะลึกเทคโนโลยี อัปเดตเทรนด์ธุรกิจ วิเคราะห์เชิงลึกเพื่อผู้บริหารและนักการตลาดยุคใหม่ ที่ผู้นำองค์กรต้องรู้ก่อนใคร

แอมเวย์ เปิดตัว “A Space” Community Hub แห่งใหม่ เชื่อมผู้คน เติมเต็มไลฟ์สไตล์ และ Wellbeingสู่โอกาสใหม่ของการเติบโต เตร...
04/09/2026

แอมเวย์ เปิดตัว “A Space” Community Hub แห่งใหม่
เชื่อมผู้คน เติมเต็มไลฟ์สไตล์ และ Wellbeing
สู่โอกาสใหม่ของการเติบโต เตรียมก้าวสู่ปีที่ 40


แอมเวย์ประเทศไทย เปิดตัว “A Space” Community Hub แห่งใหม่ พื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน เปิดโอกาสให้ได้พบปะ แลกเปลี่ยนไอเดียและประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจ ใช้เวลาร่วมกันในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการทำงาน ไลฟ์สไตล์ และการดูแล Wellbeing พร้อมต่อยอดความสัมพันธ์และโอกาสใหม่ ๆ ในการเติบโตไปด้วยกัน ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแอมเวย์ประเทศไทยในการเดินหน้าสู่
การเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี

ด้วยแนวคิด “Amway is the People Business” แอมเวย์เชื่อว่าหัวใจของการเติบโตเริ่มต้นจาก “ผู้คน” และความสัมพันธ์ระหว่างกัน การมีพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างแรงบันดาลใจ และทำกิจกรรมร่วมกัน จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้าง Community ที่มีพลัง

“A Space” จึงเป็นมากกว่าสถานที่ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คน สร้างโอกาส และเติบโตไปด้วยกัน ประกอบด้วย 3 พื้นที่หลักที่ได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการทำงาน ไลฟ์สไตล์ การสร้าง Community และ Wellbeing พร้อมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ ได้แก่

CO-WORKING SPACE

เริ่มต้นด้วย “Co-working Space” พื้นที่ที่ออกแบบให้การทำงาน การเรียนรู้ และการแลกเปลี่ยนไอเดียเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด Functional Space โดยพื้นที่นี้สามารถใช้งานได้หลากหลายตามความต้องการ ไม่ว่าจะนั่งทำงาน พูดคุยเป็นกลุ่ม หรือนำเสนอธุรกิจ พื้นที่นี้จึงเป็นมากกว่าพื้นที่ทำงาน แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้และสร้างสรรค์
สิ่งใหม่ร่วมกัน

งานดีไซน์เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้โทนสีน้ำตาลธรรมชาติ เพื่อสร้างความอบอุ่น ผสานเส้นสายโค้งมนช่วยเพิ่มความลื่นไหล พร้อมแทรกพื้นที่สีเขียวเพื่อดึงธรรมชาติเข้ามาสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

COMMUNITY SPACE

ถัดมาคือ “Community Space” พื้นที่ที่ออกแบบเพื่อการพบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน รองรับทั้งการทำกิจกรรม พูดคุย ฟังบรรยาย หรือจัดประชุมแบบบรรยากาศสบาย ๆ ไปจนถึงการสร้างคอนเทนต์ได้อย่างสร้างสรรค์ ด้วยลวดลายกราฟิกที่ได้แรงบันดาลใจจากความเป็นไทย สะท้อนเอกลักษณ์ของแอมเวย์ประเทศไทย และ Community ที่มีวัฒนธรรมเฉพาะตัว ทำให้ Community Space เป็นมากกว่าจุดรวมตัว แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ทุกการพบปะต่อยอดสู่การเรียนรู้ ไอเดียใหม่ และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ร่วมกัน

AMWAY CAFÉ

อีกหนึ่งพื้นที่ที่เติมเต็ม A Space ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นคือ “Amway Café” ที่ปรับโฉมภายใต้แนวคิด “Amway Café Stay Healthy Stay Happy” ถ่ายทอดความเป็น Wellbeing ผ่านบรรยากาศแสนอบอุ่นด้วยโทนไม้และสีเอิร์ธโทน ผสานงานศิลปะที่หยิบแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและการมีสุขภาวะที่ดีมาถ่ายทอดอย่างร่วมสมัย พื้นที่กว้างขวางกว่า 330 ตารางเมตร ได้รับการออกแบบให้เข้ากับหลากหลายไลฟ์สไตล์ ทั้งเคาน์เตอร์โค้งมน มุมโซฟา และ Co-working Table สำหรับ
นั่งพัก ทำงาน หรือพูดคุยอย่างเป็นกันเอง พร้อมสัมผัส Wellbeing ผ่านเมนูสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มและสมูทตี้ที่ผสานผักและผลไม้เข้ากับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากนิวทริไลท์ เพราะการดูแลตัวเองไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องซับซ้อน แต่สามารถเริ่มต้นได้จากพื้นที่ บรรยากาศ และทางเลือกเล็ก ๆ ในทุกวัน ทำให้ Amway Café เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ชวนให้ทั้ง Stay Healthy และ Stay Happy ได้ในแบบของตัวเอง

นอกจากนี้ ยังเติมสีสันให้ทุกโมเมนต์แห่งความอร่อยด้วย “Amway Café Specialty” เมนูเครื่องดื่มในกลุ่ม Gut Health อย่าง Pure Begin และ Begin Boost ที่รังสรรค์จากผลิตภัณฑ์ นิวทริไลท์ บีกิน (Nutrilite Begin) พร้อมต่อยอดความอร่อยผ่านเมนูพิเศษ Begin Smoothie และน้ำสลัด จากความร่วมมือระหว่าง Amway x Jones’ Salad พิเศษยิ่งขึ้นกับการร่วมมือกับ Guss Damn Good แบรนด์คราฟต์ไอศกรีมสัญชาติไทย สร้างสรรค์ Begin Candied Lemon Sorbet ไอศกรีมรสชาติพิเศษที่มีให้ลิ้มลอง เฉพาะที่ Amway Café เท่านั้น

ขณะเดียวกัน Amway Café ยังใส่ใจในมิติ Sustainability ผ่านการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ พร้อมชวนทุกคนร่วมลดการใช้บรรจุภัณฑ์ง่าย ๆ ด้วย ส่วนลด 5 บาท เมื่อพกแก้วส่วนตัวสำหรับเครื่องดื่มเย็นและเมนูปั่นที่ Amway Café ทุกสาขา เพราะ Wellbeing ไม่ได้อยู่แค่สิ่งที่เราเลือกกิน แต่คือการเลือกใช้ชีวิตที่ดีทั้งต่อตัวเองและโลกไปพร้อมกัน


การเปิดตัว “A Space” จึงสะท้อนอีกก้าวของแอมเวย์ในการพัฒนาประสบการณ์ที่มี “ผู้คน” เป็นศูนย์กลาง เชื่อมการทำงาน ไลฟ์สไตล์ และ Wellbeing ไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์และ Community ที่มีพลัง พร้อมช่วยให้ นักธุรกิจแอมเวย์สามารถต่อยอดความสัมพันธ์สู่โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืน นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแอมเวย์ประเทศไทยในการเดินหน้าสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี

#สื่อแห่งยุคดิจิทัล
#ข่าวความเคลี่อนไหวแห่งศตวรรษที่21

“ทางรัก” ยกระดับสมุนไพรบ้านเกิดสู่ผลิตภัณฑ์ไบโอชีวภาพไทยมาตรฐานสากล SME D Bank หนุนพัฒนามาตรฐาน สร้างงานชุมชน บุกตลาด We...
03/09/2026

“ทางรัก” ยกระดับสมุนไพรบ้านเกิดสู่ผลิตภัณฑ์ไบโอชีวภาพไทยมาตรฐานสากล SME D Bank หนุนพัฒนามาตรฐาน สร้างงานชุมชน บุกตลาด Wellness

ด้วยความชื่นชมและรักในภูมิปัญญาสมุนไพรท้องถิ่นบ้านเกิด จ.อุดรธานี ของ “คุณเขียว จอดนอก” สร้างธุรกิจ บริษัท ทางรัก จำกัด เพื่อต่อยอด นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ไบโอชีวภาพแปรรูปจากสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น สกินแคร์ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์ เป็นต้น ช่วยเพิ่มมูลค่า นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในท้องถิ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตสู่ความยั่งยืนในอนาคต

บริษัท ทางรัก จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 เมื่อ คุณเขียว จอดนอก กลับมาอยู่บ้านเกิด จ.อุดรธานี หลังจากไปใช้ชีวิตอยู่ประเทศเยอรมนี นานถึง 24 ปี

ด้วยการเล็งเห็นถึงทรัพยากรทรงคุณค่าในท้องถิ่นบ้านเกิด โดยเฉพาะสมุนไพรและผลไม้ ทำให้คุณเขียว มีแนวคิดสร้างธุรกิจ โดยนำสมุนไพรบ้านเกิดมาแปรรูป ซึ่งจะสร้างประโยชน์ ทั้งเชิงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

หัวใจสำคัญ คือ ผสานเทคโนโลยีการสกัดและการหมักบ่มจากประเทศเยอรมนี มาประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบสมุนไพรไทยและผลไม้ ทำเป็นสารสกัดไบโอชีวภาพ หรือเอนไซม์จากธรรมชาติ ใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากสมุนไพรไทย และผลิตภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์จากสมุนไพรไทย เป็นต้น

บริษัท ทางรัก จำกัด จะรับซื้อผลผลิตสมุนไพรและผลไม้จากเกษตรกรในท้องถิ่น นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้น ขยายผล สร้างศูนย์เรียนรู้และแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมถึง คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง โดยเปิดพื้นที่ให้เข้ามาศึกษาดูงาน อบรม ฝึกอาชีพ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

นี่คือภาพของเอสเอ็มอีที่ไม่ได้เติบโตเพียงลำพัง แต่เติบโตโดยดึงคนรอบข้างให้มีโอกาสเติบโตไปด้วย

เมื่อธุรกิจเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น โอกาสใหม่ ๆ เริ่มเดินเข้ามา โดยเฉพาะความสนใจจากลูกค้าต่างประเทศ ที่มองเห็นศักยภาพของผลิตภัณฑ์ไบโอชีวภาพจากสมุนไพรไทย สิ่งนี้ทำให้ บริษัท ทางรัก จำกัด กำลังเดินหน้ายกระดับโรงงาน เครื่องจักร และ และมาตรฐานการผลิต เพื่อรองรับการส่งออกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานฮาลาล GMP และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก

ทั้งนี้ การยกระดับดังกล่าว จำเป็นต้องมีเงินทุน บริษัท ทางรัก จำกัด ได้ขอคำปรึกษา ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เพื่อรับการสนับสนุนต่อยอดธุรกิจตามเป้าหมาย

คุณเขียว ระบุว่า การเติบโตของ บริษัท ทางรัก จำกัด มีส่วนช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นให้มีความแข็งแรงตามไปด้วย ผ่านการจ้างงาน สร้างรายได้เพิ่ม เปิดโอกาสให้เกษตรกร คนในชุมชน และเด็กรุ่นใหม่มีงานทำใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องทิ้งบ้านเกิดไกลครอบครัว เพื่อไปทำงานในเมือง

ในระยะยาว คุณเขียว วางเป้าหมายพัฒนาธุรกิจสู่การเป็น “ศูนย์สุขภาพ” หรือ Healthy Center ณ จ.อุดรธานี รองรับเทรนด์ตลาด Wellness ที่กำลังเติบโต มุ่งเป้าหมายกลุ่มชาวต่างชาติ โดยเฉพาะยุโรปที่ต้องการมาดูแลสุขาพ โดยใช้แนวทางธรรมชาติ

“ทางรัก” ไม่ใช่เพียงชื่อบริษัท แต่เป็นเส้นทางที่เกิดจาก “ความรัก” หลายด้าน ทั้งรักสมุนไพรไทย รักเกษตรกร และรักบ้านเกิด พัฒนาและต่อยอด นำไปสู่การสร้างชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง และยืนหยัดต่อไปในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

#สื่อแห่งยุคดิจิทัล
#ข่าวความเคลี่อนไหวแห่งศตวรรษที่21

“มูลนิธิอำพันธ์ยุทธ์ ส่งต่อความสุข เติมเต็มโอกาส สานพลังแห่งการแบ่งปันเพื่อสังคม”มูลนิธิอำพันธ์ยุทธ์ ภายใต้โครงการ "แบ่ง...
03/09/2026

“มูลนิธิอำพันธ์ยุทธ์ ส่งต่อความสุข เติมเต็มโอกาส สานพลังแห่งการแบ่งปันเพื่อสังคม”

มูลนิธิอำพันธ์ยุทธ์ ภายใต้โครงการ "แบ่งปันความสุขสู่สังคม" นำโดย สุชาดา อำพันยุทธ์ ประธานกิตติมศักดิ์ และประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ พร้อมด้วย ดร.ขวัญโดม อำพันยุทธ์ รองประธานกรรมการบริหาร, ดร.กรรณิกา แช่ทอง รองประธานกรรมการบริหาร คุณพัชราภรณ์สุขเสถียรวงศ์ ผอ.ฝ่ายบัญชีและการเงิน และ ประเวศ หัตถกอง ผอ.ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ร่วมกิจกรรม
โดยเดินทางไปร่วมกิจกรรมมอบทุนสนับสนุน และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับเด็กๆ รวมถึงมอบผลิตภัณฑ์ สิ่งของเครื่องใช้ เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินการของมูลนิธิเพื่อคนพิการ โดยมี ดร.สุชญา เฑียรแสงทอง ผู้อำนวยการมูลนิธิฯเป็นตัวแทนรับมอบ พร้อมนำชมสถานที่และกิจกรรมพัฒนาและฟื้นฟูเด็กๆผู้พิการ กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของมูลนิธิอำพันธ์ยุทธ์ในการ ส่งต่อความสุข เติมเต็มโอกาส และร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สังคม สร้างความประทับใจแก่คณะผู้ร่วมกิจกรรม และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองจากเด็ก ๆ ณ มูลนิธิเพื่อคนพิการ กรุงเทพฯ

#สื่อแห่งยุคดิจิทัล
#ข่าวความเคลี่อนไหวแห่งศตวรรษที่21

ทางเลือกใหม่ผู้บริโภค! SC จับมือ ธนาคารกรุงเทพ นำเสนอโซลูชันทางการเงินแก่ลูกค้า  “สินเชื่อบุคคลที่มีบัญชีเงินฝากเป็นหลัก...
03/09/2026

ทางเลือกใหม่ผู้บริโภค! SC จับมือ ธนาคารกรุงเทพ นำเสนอโซลูชันทางการเงินแก่ลูกค้า “สินเชื่อบุคคลที่มีบัญชีเงินฝากเป็นหลักประกัน” ชูคอนเซ็ปต์ “บ้านและคอนโดก็ได้ เงินฝากก็อยู่” เจาะกลุ่มผู้ซื้อที่มองหาความยืดหยุ่นในการใช้เงิน

SC จับมือ ธนาคารกรุงเทพ นำเสนอโซลูชันเพื่อขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน “สินเชื่อบุคคลที่มีบัญชีเงินฝากเป็นหลักประกัน” มอบทางเลือกใหม่ในการซื้อบ้านให้ผู้บริโภค โดยใช้เงินฝากเป็นหลักประกัน ไม่ต้องจ่ายเงินสด ไม่ต้องจดจำนอง ไม่ต้องยื่นสินทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันเพิ่มเติม ชูจุดเด่น “บ้านและคอนโดก็ได้ เงินฝากก็อยู่” ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการรับผลตอบแทนจากเงินฝาก และ ส่งเสริมการออมเงินระยะยาว

นายมงกุฎ เตโชฬาร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวราบและการตลาด บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า SC ได้ร่วมมือกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ร่วมส่งมอบประสบการณ์การบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้า ภายใต้ชื่อ “สินเชื่อบุคคลที่มีบัญชีเงินฝากเป็นหลักประกัน” โดยเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อบ้านใช้ “บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ” เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ทำให้เป็นเจ้าของบ้านและคอนโดได้ โดยไม่ต้องถอนเงินสดออกจากบัญชี เพื่อชำระค่าบ้าน

“ถ้าซื้อบ้านด้วยเงินสด ผู้ซื้อก็จะเสียโอกาสได้รับดอกเบี้ย รวมถึงอาจสูญเสียผลตอบแทนจากเงินฝาก แต่ถ้ากู้ซื้อบ้านด้วยวิธีการทั่วไป ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายจากการจดจำนอง SC และธนาคารกรุงเทพ จึงได้ร่วมกันผลักดันโซลูชันใหม่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ที่ช่วยให้ผู้ซื้อบ้านสามารถบริหารเงินได้อย่างยืดหยุ่น โดยใช้บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพมาเป็นหลักประกัน ไม่ต้องจดจำนอง ไม่ต้องยื่นทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันเพิ่มเติม และสามารถรับดอกเบี้ยเงินฝากได้ตามปกติ” นายมงกุฎ กล่าว

สำหรับสินเชื่อบุคคลที่มีบัญชีเงินฝากเป็นหลักประกัน เพื่อที่อยู่อาศัย เป็นสินเชื่อที่มาในในคอนเซ็ปต์ “บ้านและคอนโดก็ได้ เงินฝากก็อยู่” ครอบคลุมทั้งการปลูกสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยให้วงเงินกู้สูงสุด 100% ของมูลค่าเงินฝากค้ำประกัน พร้อมระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี มีจุดเด่นของสินเชื่อ 4 ด้าน ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยต่ำ (Low Cost) อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสะสมทรัพย์ +1.50% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ +1.75% เงินฝากยังสร้างผลตอบแทน (Deposit & Earn) ให้เงินทำงานต่อในขณะที่มีบ้าน,ใช้เพียงเงินฝากเป็นหลักประกัน (Asset Friendly) ไม่ต้องจดจำนอง หรือใช้หลักทรัพย์เพิ่มเติม และยืดหยุ่นสูง (Full Flexibility) โดยสามารถลด หรือปิดยอดหนี้ได้ทุกเมื่อ และไม่มีค่าธรรมเนียมเมื่อชำระคืนก่อนกำหนด

ด้าน นางกนกอร หลิมกำเนิด กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวสูง และลูกค้าต่างประเทศ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวเสริมว่า การใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าเป็นปัจจัยที่ผู้ซื้อบ้านและคอนโดให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการบริหารการเงิน เช่น การนำเงินลงทุนไปสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และการเก็บออมเงินเพื่ออนาคต ซึ่งสินเชื่อเงินฝากเป็นหลักประกัน เป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินก้อน พร้อมตอบโจทย์ความต้องการทางการเงินที่หลากหลาย

“สินเชื่อบุคคลที่มีบัญชีเงินฝากเป็นหลักประกัน” เป็นการช่วยส่งเสริมการออมเงินในระยะยาว เพราะเงินฝากยังคงอยู่ และได้รับผลตอบแทนตามเงื่อนไข ช่วยให้ผู้ซื้อมีเงินทุนสำรองสำหรับใช้จ่ายในอนาคต ทั้งในกรณีฉุกเฉิน และในยามเกษียณ ทางเลือกนี้ยังช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยอีกด้วย” นางกนกอร กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจในสินเชื่อบุคคลที่มีบัญชีเงินฝากเป็นหลักประกันสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินเชื่อ ตลอดจนโครงการบ้านและคอนโดที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ https://sc.scasset.com/Hj5R

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
*อัตราดอกเบี้ย 1.75% -2.65% ต่อปี คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสะสมทรัพย์ + 1.50% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ +1.75% โดย ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสะสมทรัพย์ ลูกค้าบุคคลธรรมดา = 0.25% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ลูกค้าบุคคลธรรมดา อยู่ระหว่าง 0.65%-0.90% ต่อปี โดย ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการฝาก

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ตามประกาศธนาคารรายละเอียดการคำนวณ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ เพิ่มเติมได้ที่สาขาธนาคารกรุงเทพ หรือโทร. 1333 หรือ www.bangkokbank.com

#สื่อแห่งยุคดิจิทัล
#ข่าวความเคลี่อนไหวแห่งศตวรรษที่21

ร่วมป้องกัน “ภัยเงียบ” ในเด็กไทย: ดานอน ประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐ เพื่อรณรงค์ป้องกันและขยายการเข้าถึงการคัดกรองโลหิตจางจาก...
03/09/2026

ร่วมป้องกัน “ภัยเงียบ” ในเด็กไทย: ดานอน ประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐ
เพื่อรณรงค์ป้องกันและขยายการเข้าถึงการคัดกรองโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก สนับสนุนเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงในโรงพยาบาลเพื่อผลักดันการตรวจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และลงพื้นที่สร้างความตระหนักรู้และคัดกรองความเสี่ยงให้แก่เด็กๆ ในชุมชน

ดานอน ประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA) อย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและชุมชนในโอกาสวัน Danone Day โดยในประเทศไทย ปีนี้ถือเป็นปีที่สองที่พนักงานดานอนร่วมลงพื้นที่ทำกิจกรรมคัดกรองเด็กในชุมชน ขณะเดียวกันดานอนยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายโรงพยาบาล เพื่อผลักดันให้เกิดการตระหนักรู้และให้เด็กๆ เข้าถึงการคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจางได้โดยไม่ต้องเจาะเลือด

IDA: “ภัยเงียบ” ที่ส่งผลระยะยาว หากไม่เฝ้าระวังตั้งแต่ต้น
ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หรือ IDA เป็น “ภัยเงียบ” และเป็นหนึ่งในภาวะขาดสารอาหารที่พบบ่อยในเด็กไทย โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5–6 ปี มักเกิดขึ้นโดยไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่สามารถส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ และระดับสติปัญญาในระยะยาว หากไม่ได้รับการเฝ้าระวังและดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต

ด้วยลักษณะที่ไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรกและสังเกตได้ยาก การสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ดูแลควบคู่กับการคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยระบุความเสี่ยงและนำไปสู่การดูแลที่เหมาะสม ข้อมูลในประเทศไทยยังสะท้อนว่า เด็กไทยประมาณ 1 ใน 3 อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นของการขยายการเข้าถึงการเฝ้าระวังและคัดกรองให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ดานอน ประเทศไทย ร่วมมือกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายโรงพยาบาลในสังกัด ได้แก่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โรงพยาบาลเลิดสิน และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เพื่อสนับสนุนเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงภาวะ IDA แบบไม่ต้องเจาะเลือด เพื่อสนับสนุนการนำไปใช้ในบริบทของระบบบริการสุขภาพ

แพทย์หญิงธญรช ทิพยวงษ์ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กล่าวว่า “กรมการแพทย์ขอขอบคุณดานอน ประเทศไทย ที่มีความตั้งใจในการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบของภาวะ IDA รวมถึงการสนับสนุนให้มีการตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ และสนับสนุนเครื่องมือเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของเด็ก ๆ”

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการขยายการดูแลภาวะ IDA ในหลายระดับที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมา ดานอน ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักอนามัย กรุงเทพมหานครในการส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้และการคัดกรองในระดับชุมชนและประชากร ความร่วมมือกับกรมการแพทย์ในครั้งนี้ ช่วยเสริมบทบาทในระดับโรงพยาบาล ซึ่งเป็นอีกขั้นสำคัญในการรองรับเด็กที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงจากชุมชน และเชื่อมต่อเข้าสู่การดูแลในระบบบริการสุขภาพอย่างเหมาะสม

เสียงจากโรงพยาบาล: ความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า “การลดความชุกของภาวะ IDA ในเด็กไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องในการเฝ้าระวังและดูแล การสนับสนุนเครื่องมือและความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถดูแลเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว”

ด้านนายแพทย์เกรียงไกร เบญจวงศ์เสถียร รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่า “ทางโรงพยาบาลสนับสนุนให้เด็กๆ เข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางแต่เนิ่นๆ และเชื่อว่าเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงโดยไม่ต้องเจาะเลือดนี้จะเป็นทางเลือกในการประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมที่ช่วยสนับสนุนการป้องกันเชิงรุกได้มากขึ้น เพราะเป็นมิตรต่อเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็ก”

นายแพทย์อดิศักด์ งามขจรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล
เลิดสิน กล่าวว่า “ในบริบทของโรงพยาบาลรัฐ การเข้าถึงการคัดกรองที่สะดวกและรวดเร็วมีความสำคัญอย่างมาก ความร่วมมือในครั้งนี้ช่วยเสริมศักยภาพให้ทางโรงพยาบาลประเมินความเสี่ยงภาวะโลหิตจางได้ง่ายและรวดเร็ว ช่วยให้เด็กที่มีความเสี่ยงได้รับการคัดกรองและเข้ารับการรักษาได้เร็วขึ้น”

สร้างความตระหนักรู้สู่เด็กๆ ในชุมชน ควบคู่กับความร่วมมือในระดับประเทศ ดานอน ประเทศไทย ได้ต่อยอดสู่การลงมือปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยจัดกิจกรรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะ IDA สำหรับเด็กปฐมวัยจำนวน 160 คน ณ โรงเรียนอนุบาลเคหะบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางพลี และหน่วยงานในพื้นที่

โดย ดร.พิไลวรรณ แตงขาว ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเคหะบางพลี กล่าวว่า “กิจกรรมในวันนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก ที่เด็ก ๆ ได้รับการคัดกรองความเสี่ยงภาวะ IDA ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งโดยปกติภาวะนี้มักไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้ทั้งโรงเรียนและผู้ปกครองอาจไม่สามารถสังเกตได้เอง อีกทั้งรูปแบบการตรวจที่เป็นมิตรกับเด็ก ยังช่วยให้เด็ก ๆ ไม่รู้สึกกังวลหรือกลัว ในขณะเดียวกัน คุณครูและผู้ปกครองก็ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้มากขึ้น สามารถนำไปดูแลเด็กได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กให้มีสุขภาพที่ดีตั้งแต่ช่วงปฐมวัย เพื่อให้พร้อมต่อการเรียนรู้และการเติบโตในระยะยาว”

ภาคอุตสาหกรรมร่วมขยายการเข้าถึงการเฝ้าระวังในชุมชน
ความร่วมมือในครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางพลี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและชุมชนในพื้นที่ โดย ดร.เพียงใจ หาญวัฒนาวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางพลี กล่าวว่า “บทบาทของนิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนโดยรอบ กิจกรรมในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ภาคเอกชน และหน่วยงานในพื้นที่ ที่สามารถทำงานร่วมกันเพื่อจัดกิจกรรมให้กับเด็ก ๆ ได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทของชุมชน เพื่อให้เด็กๆ ในพื้นที่ของเรามีสุขภาพที่ดี”

เบื้องหลังกิจกรรมในครั้งนี้ คือพลังของพนักงานดานอนที่มีความเชื่อร่วมกันว่า การดูแลภาวะ IDA ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ก่อนที่ผลกระทบจะเกิดขึ้น พนักงานดานอน ประเทศไทย จึงใช้วัน Danone Day เป็นวันพิเศษที่พนักงานได้มีโอกาสร่วมลงมือผลักดันให้เกิดการส่งต่อความรู้และสนับสนุนคัดกรองความเสี่ยงภาวะ IDA ตั้งแต่เนิ่น ๆ ในชุมชนที่ดานอนดำเนินธุรกิจอยู่อย่างนิคมอุตสาหกรรมบางพลี

เสียงจากดานอน: ร่วมสร้างความตระหนักรู้ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ
นายแดนิช ราห์มัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดานอน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ภาวะ IDA เป็นภาวะที่มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว สิ่งที่ดานอนมุ่งมั่น คือการสร้างความตระหนักรู้และสนับสนุนการตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการร่างกายและสมองของเด็กๆ ดานอนจึงขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในครั้งนี้ ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำงานร่วมกันในระบบสุขภาพ และเรายินดีที่จะสานต่อความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันสนับสนุนการดูแลสุขภาพเด็กในระยะยาว”

#สื่อแห่งยุคดิจิทัล
#ข่าวความเคลี่อนไหวแห่งศตวรรษที่21

ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับโครงข่ายเชิงรุกรับมือมรสุม-ฝนหนัก-น้ำท่วม ใช้ AI คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงสถานีฐานทั่วประเทศทรู คอร์...
01/09/2026

ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับโครงข่ายเชิงรุกรับมือมรสุม-ฝนหนัก-น้ำท่วม ใช้ AI คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงสถานีฐานทั่วประเทศ

ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับความพร้อมโครงข่ายสื่อสารทั่วประเทศ รับมือสถานการณ์พายุฝนตกหนักและความเสี่ยงอุทกภัย ด้วยแนวทางบริหารเครือข่ายเชิงคาดการณ์และป้องกันล่วงหน้า (Predictive and Preventive Network Resilience) นำ AI วิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลัง สภาพอากาศ ระดับน้ำ และข้อมูลโครงข่าย เพื่อประเมินพื้นที่และสถานีฐานที่มีความเสี่ยงล่วงหน้า พร้อมสำรวจสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ และติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำ (Flooding Sensor) เพิ่มเติมในจุดเฝ้าระวัง เพื่อให้ทีมวิศวกรสามารถเตรียมมาตรการป้องกัน กำลังคน และแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน รถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) สถานีฐานชั่วคราว ระบบไฟฟ้าสำรอง อุปกรณ์ภาคสนาม และแผนเข้าถึงพื้นที่ฉุกเฉิน เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการสื่อสารให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจในทุกภูมิภาค

การเตรียมพร้อมของทรูดังกล่าวสอดรับกับสถานการณ์ฝนในปัจจุบัน โดยล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือน ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เชื่อมโยงพายุโซนร้อน "โซเดล" บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมอันดามัน ไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและด้านตะวันออก และภาคตะวันออก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

ผู้บริหารด้านเครือข่ายและทีมวิศวกรทรู ลงพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศตรวจสอบความพร้อมเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ตรวจเยี่ยมสถานีฐานในเส้นทาง สิงห์บุรี-ชัยนาท-พระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมคลังอะไหล่ สถานีฐาน และจุดเฝ้าระวังริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อทดสอบความพร้อมทั้งด้านโครงข่าย ระบบไฟสำรอง อุปกรณ์ต่างๆ และแผนปฏิบัติการภาคสนามต่อเนื่องจากการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือก่อนหน้านี้

นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจของ Network Resilience ไม่ใช่การรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเข้าแก้ไข แต่คือการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า โดยเรานำบทเรียนจากพื้นที่ที่น้ำท่วมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสภาพอากาศ ระดับน้ำ และสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยง เพื่อประเมินสถานการณ์ และจัดสรรกำลังคนและอุปกรณ์ไว้ล่วงหน้า เป้าหมายคือการลดผลกระทบต่อการสื่อสารของประชาชนให้ได้มากที่สุดเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน”

ทรูได้ประเมินสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ทั้งพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วม จุดที่อยู่ในพื้นที่ต่ำ หรือพื้นที่ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบ พร้อมกำหนดมาตรการตามระดับความเสี่ยง เช่น ย้ายและติดตั้งอุปกรณ์ให้อยู่สูงจากพื้นประมาณ 2–3 เมตร หรือสูงกว่าระดับน้ำที่คาดการณ์ สร้างฐานยกระดับและกำแพงป้องกันน้ำ รวมถึงติดตั้ง CCTV และเซนเซอร์ตรวจจับระดับน้ำ (Flooding Sensor) ในจุดเฝ้าระวัง เพื่อให้ทีมสามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันได้นำ AI และการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) มาใช้เพื่อจำลองผลกระทบต่อโครงข่ายล่วงหน้า เช่น หากพื้นที่หนึ่งมีแนวโน้มไฟฟ้าดับต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง ระบบสามารถประเมินได้ว่าสถานีฐานจุดไหนจะเริ่มได้รับผลกระทบเมื่อใด ความครอบคลุมของสัญญาณและขีดความสามารถในการรองรับการใช้งานจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร รวมถึงกำหนดลำดับความสำคัญในการส่งทีมงานและอุปกรณ์เข้าเสริมในแต่ละจุด เพื่อลดผลกระทบต่อการใช้งานของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ด้านความพร้อมภาคสนาม ทรูได้เตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เชื้อเพลิง แบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้าสำรองสำหรับสถานีฐาน และอุปกรณ์โครงข่ายสำรอง พร้อมเตรียมรถ COW รวมถึงเตรียมเรือท้องแบนและรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อให้ทีมวิศวกรสามารถเข้าถึงพื้นที่และเสริมสัญญาณได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสถานีฐานสำคัญ (Critical Cell Sites) ที่รองรับโรงพยาบาล สนามบิน ศูนย์บัญชาการ ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ซึ่งมีการประสานงานล่วงหน้ากับสำนักงาน กสทช. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ หรือ Business Network Intelligence Center (BNIC) ใช้ AI วิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกสถานีฐานเป็นศูนย์กลางปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อพบสัญญาณผิดปกติหรือความเสี่ยงตามที่ระบบคาดการณ์ไว้ ศูนย์ BNIC จะประสานทีมภาคสนามให้เข้าดำเนินการได้ทันที ช่วยลดระยะเวลาตั้งแต่ตรวจพบปัญหาจนถึงการแก้ไขหน้างานให้สั้นที่สุด

นายธงชัย ขวัญพุฒ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาโครงข่ายและการปฏิบัติงานภาคสนาม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในเชิงปฏิบัติการว่า “ในสถานการณ์ภัยพิบัติ การสื่อสารเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เราจึงนำบทเรียนจากสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศที่ผ่านมารวมถึงเชียงราย หาดใหญ่ และล่าสุดที่น่าน มายกระดับแผนป้องกันและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยง พร้อมนำ AI และข้อมูลแบบเรียลไทม์มาใช้ในการคาดการณ์ ควบคู่กับการเตรียมโครงข่าย ทีมวิศวกร ระบบไฟฟ้าสำรอง และอุปกรณ์ในทุกภูมิภาค เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการสื่อสารให้ได้มากที่สุดในทุกสถานการณ์”

ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติรูปแบบการใช้งานเครือข่ายอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่อพยพ ศูนย์พักพิง โรงพยาบาล และศูนย์ช่วยเหลือประชาชน ทรูจึงติดตามทั้งสถานะของโครงข่ายและปริมาณการใช้งานในแต่ละพื้นที่ เพื่อเสริมขีดความสามารถของเครือข่ายหรือจัดส่งสถานีฐานเคลื่อนที่ไปยังจุดที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น ช่วยรองรับการติดต่อสื่อสารและการประสานความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน

#สื่อแห่งยุคดิจิทัล
#ข่าวความเคลี่อนไหวแห่งศตวรรษที่21

รพ.พญาไท 1 ผนึกกำลัง ธ.ก.ส. สนับสนุนสินค้าชุมชนไทยสร้างโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศโรง...
31/08/2026

รพ.พญาไท 1 ผนึกกำลัง ธ.ก.ส. สนับสนุนสินค้าชุมชนไทย
สร้างโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ

โรงพยาบาลพญาไท 1 เดินหน้าสานต่อแนวคิด "50 ปีแห่งการดูแล เติบโตเคียงข้างอย่างยั่งยืน" ด้วยความร่วมมือกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของวอร์ดผู้ป่วย เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย ได้เข้าถึงตลาดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพสู่การสร้างคุณค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก นพ.อภิรักษ์ ปาลวัฒน์วิไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 1 และคุณเกียรติศักดิ์ พระวร ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ร่วมผลักดันแนวทางการสนับสนุนสินค้าจากชุมชนไทย ผ่านพื้นที่ภายในโรงพยาบาล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการและครอบครัวได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ผลิตในชุมชน พร้อมสร้างช่องทางกระจายรายได้กลับสู่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ

แนวคิดการนำผลิตภัณฑ์จากชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วย สะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลพญาไท 1 ที่มุ่งสร้างคุณค่าได้มากกว่าการดูแลรักษาสุขภาพ โดยเชื่อว่า "โรงพยาบาลไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งการรักษา แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสร้างโอกาสให้กับชุมชน" ทุกการสนับสนุนสินค้าชุมชนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ แต่คือการร่วมสร้างรายได้ ส่งต่อโอกาส และสนับสนุนการเติบโตของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยไทยอย่างยั่งยืน

#สื่อแห่งยุคดิจิทัล
#ข่าวความเคลี่อนไหวแห่งศตวรรษที่21

คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียล เอสเตท ประเทศไทย เปิดตัวสำนักงานภูเก็ตอย่างเป็นทางการ ตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาดอสังหาร...
31/08/2026

คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียล เอสเตท ประเทศไทย เปิดตัวสำนักงานภูเก็ตอย่างเป็นทางการ ตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีของไทย

คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียล เอสเตท ประเทศไทย ในฐานะตัวแทนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยของ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียล เอสเตท ประกาศเปิดสำนักงานแห่งใหม่ ณ จังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นสำนักงานแห่งที่สองในประเทศไทย ต่อเนื่องจากการเปิดตัวสำนักงานแห่งแรก ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

งานเปิดตัวเอ็กซ์คลูซีฟจัดขึ้น ณ RAVA Beach Club โดยได้รับเกียรติจากผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ พันธมิตรทางธุรกิจ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน ผู้นำในอุตสาหกรรม และแขกผู้มีเกียรติระดับชั้นนำในวงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีของประเทศไทยเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
สำนักงานแห่งใหม่ซึ่งตั้งอยู่ย่านเชิงทะเล-บางเทา จังหวัดภูเก็ต จะเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียล เอสเตท ประเทศไทย ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีที่มีความโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนระดับนานาชาติในตลาดที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมของภูเก็ตที่เติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำนักงานแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงวิลล่าระดับพรีเมียม โครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์ และคฤหาสน์ตากอากาศริมชายหาดอันโดดเด่น สู่เครือข่ายระดับโลกของคริสตี้ส์ ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ (High-Net-Worth) ลูกค้าระดับพรีเมียม และผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำใน 59 ประเทศทั่วโลก

การขยายสาขาครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญตามวิสัยทัศน์ระยะยาวของ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียล เอสเตท ประเทศไทย ในการก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาและตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีชั้นนำของเมืองไทย พร้อมทั้งเป็นการขยายเครือข่ายระดับโลกของ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียล เอสเตท สู่หนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของเอเชีย ทั้งสำหรับการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ

นับตั้งแต่เปิดตัวในกรุงเทพฯ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียล เอสเตท ประเทศไทย ได้รวบรวมและรังสรรค์อสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมที่ดีที่สุดของไทย พร้อมนำเสนอการบริการที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ โดยมีรากฐานความแข็งแกร่งจากเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วโลก ความเชี่ยวชาญที่ได้รับความไว้วางใจ และความสำเร็จที่สั่งสมมาอย่างยาวนานกว่า 250 ปีภายใต้แบรนด์คริสตี้ส์

“ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีของโลก โดยมีภูเก็ตเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้" คุณชิณทัต ศิริชนะชัย หัวหน้าฝ่ายบริหาร คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียล เอสเตท ประเทศไทย กล่าว "บทบาทของเราไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำเสนออสังหาริมทรัพย์ระดับเวิลด์คลาส แต่คือการเชื่อมโยงอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นเข้ากับผู้ซื้อที่ใช่ ผ่านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วโลก ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจภายใต้แบรนด์คริสตี้ส์ การเปิดสำนักงานแห่งใหม่ที่ภูเก็ต จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของเราในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับผู้ซื้อ ผู้ขาย เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และพันธมิตรผู้พัฒนาโครงการได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งมอบการบริการระดับเอกสิทธิ์เฉพาะบุคคลที่เหนือความคาดหมายตามแบบฉบับของ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียล เอสเตท”

สำนักงานภูเก็ตพร้อมให้บริการและดูแลผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้พัฒนาโครงการ ตลอดจนเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับเครือข่ายอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ ทั้งนี้ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียล เอสเตท ประเทศไทย จะเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากกรุงเทพฯ ในการขยายพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง รวมถึงมุ่งมั่นเชื่อมโยงที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่ดีที่สุดของประเทศไทยเข้ากับกลุ่มผู้ซื้อจากทั่วทุกมุมโลก

#สื่อแห่งยุคดิจิทัล
#ข่าวความเคลี่อนไหวแห่งศตวรรษที่21

อลิอันซ์ อยุธยา เดินหน้าแคมเปญ “มะเร็งหายห่วง”ปูพรมสื่อรถไฟฟ้า ปลุกคนไทย “เตรียมพร้อมก่อนมะเร็งมา”บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ป...
31/08/2026

อลิอันซ์ อยุธยา เดินหน้าแคมเปญ “มะเร็งหายห่วง”
ปูพรมสื่อรถไฟฟ้า ปลุกคนไทย “เตรียมพร้อมก่อนมะเร็งมา”

บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เดินหน้าสานต่อแคมเปญ “มะเร็งหายห่วง” ตอกย้ำแนวคิด “เตรียมพร้อมก่อนมะเร็งมา” ขยายการสื่อสารจากภาพยนตร์โฆษณาสู่การรณรงค์เชิงรุก ปูพรมสื่อในสถานีรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ ส่งข้อความเตือนใจผ่านหลากหลายประโยคใกล้ตัว ชวนคนเมืองหยุดคิดและตระหนักว่า เรื่องมะเร็งไม่ควรรอให้เกิดขึ้นก่อนแล้วจึงเริ่มเตรียมพร้อม ทั้งการดูแลสุขภาพ การตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม และการเตรียมความพร้อมด้านการเงินเพื่อรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

หลังจากเปิดตัวแคมเปญ “มะเร็งหายห่วง” ด้วยภาพยนตร์โฆษณาที่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมะเร็งเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษา ยังมีเรื่องภาระทางการเงิน ซึ่งกระทบไปถึงสมาชิกในครอบครัว อลิอันซ์ อยุธยา ยังคงเดินหน้าสื่อสารแนวคิดดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้นำข้อความเกี่ยวกับมะเร็งเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตจริง โดยเฉพาะสถานีรถไฟฟ้าที่คนเมืองหลายแสนคนต้องเดินทางผ่านในแต่ละวัน โดยแคมเปญเลือกใช้ประโยคสั้น ๆ ที่ทำหน้าที่เสมือน “Reminder” ให้คนหยุดคิดระหว่างทาง ทั้งเรื่องความไม่แน่นอนของโรคมะเร็ง ค่าใช้จ่ายในการรักษา ผลกระทบต่อชีวิต และความสำคัญของการเตรียมตัวตั้งแต่วันที่ยังมีสุขภาพดี เพื่อเปลี่ยนเรื่องมะเร็งที่หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นเรื่องที่ควรเริ่มคิดและวางแผนตั้งแต่วันนี้

นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบริหารงานลูกค้าและความยั่งยืน บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นจากแคมเปญมะเร็งหายห่วง ไม่ใช่การทำให้คนกลัวมะเร็ง แต่คือการทำให้คนรู้สึกว่าเราสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนได้ มะเร็งอาจเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากคิดถึงในวันที่ยังแข็งแรง แต่การไม่คิดถึงเลยอาจทำให้เราไม่มีเวลาเตรียมตัวเมื่อวันนั้นมาถึง เราจึงนำข้อความเหล่านี้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน เพื่อเตือนว่าเรื่องสุขภาพและการเงินเป็นสิ่งที่เริ่มวางแผนได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะยิ่งพร้อมมากเท่าไร ก็ยิ่งมีเรื่องให้ต้องห่วงน้อยลงเมื่อเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น”

กิจกรรมปูพรมสื่อรถไฟฟ้าครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งส่วนของแคมเปญ “มะเร็งหายห่วง” ที่อลิอันซ์ อยุธยา เตรียมเดินหน้าสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความรู้และความตระหนักเรื่องการรับมือโรคมะเร็งในหลากหลายมิติ พร้อมตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ในการส่งเสริมให้คนไทยดูแลสุขภาพควบคู่กับการวางแผนความคุ้มครอง โดยมีแบบประกัน “มะเร็งหายห่วง” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเตรียมพร้อมรับมือภาระค่าใช้จ่ายจากโรคมะเร็ง เพื่อให้เมื่อความไม่แน่นอนมาถึง ชีวิตยังสามารถเดินหน้าต่อได้อย่าง “หายห่วง”

#สื่อแห่งยุคดิจิทัล
#ข่าวความเคลี่อนไหวแห่งศตวรรษที่21

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CIO World Newsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง CIO World News:

ทางลัด

แชร์