Marketeer Online ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Marketeer Online, เว็บไซต์ข่าวและสื่อ, Krungthonburi Road, Bangkok.

  🔴ตลาดครีมซอง 1.27 หมื่นล้านยังโตต่อ วันที่ผู้บริโภคไม่กล้าซื้อขนาดใหญ่ แบรนด์เร่งสร้างลูกค้าใหม่ผ่านการลองใช้เศรษฐกิจย...
05/08/2026

🔴ตลาดครีมซอง 1.27 หมื่นล้านยังโตต่อ วันที่ผู้บริโภคไม่กล้าซื้อขนาดใหญ่ แบรนด์เร่งสร้างลูกค้าใหม่ผ่านการลองใช้
เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ ไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคหยุดดูแลตัวเอง แต่เปลี่ยนวิธีตัดสินใจซื้อ จากเดิมที่จ่ายเงินก้อนใหญ่กับสกินแคร์ขนาดจริง กลายเป็นการเริ่มต้นด้วย “ครีมซอง” ราคาไม่กี่สิบบาท เพื่อทดลองก่อน หากใช้แล้วตอบโจทย์ จึงค่อยกลับมาซื้อขนาดใหญ่
พฤติกรรมนี้ทำให้ครีมซองไม่ได้เป็นเพียงสินค้าราคาประหยัดอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ประตูบานแรก” ที่แบรนด์ใช้สร้างฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และผู้บริโภคที่ยังไม่กล้าจ่ายกับสินค้าราคาแพง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ปี 2569 ตลาดครีมซองไทยจะมีมูลค่า 12,700 ล้านบาท เติบโต 4% จากปี 2568 ที่มีมูลค่า 12,200 ล้านบาท แม้การเติบโตชะลอลงจากอดีต แต่ตลาดยังเดินหน้าขยายตัวต่อเนื่อง
🔴 มูลค่าตลาดครีมซองไทย
ปี 2565 : 7,600 ล้านบาท
ปี 2566 : 9,700 ล้านบาท เติบโต 28%
ปี 2567 : 11,300 ล้านบาท เติบโต 16%
ปี 2568 : 12,200 ล้านบาท เติบโต 8%
ปี 2569 : 12,700 ล้านบาท เติบโต 4%
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดเติบโตมาจาก 3 เรื่อง ได้แก่ ราคาที่เข้าถึงง่าย หาซื้อสะดวกจากช่องทางร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ และตอบโจทย์พฤติกรรม “ทดลองใช้ก่อนซื้อจริง”
ปัจจุบันแบรนด์ไทยยังครองตลาดมากกว่า 82% ขณะที่การแข่งขันเริ่มเปลี่ยนจากการแข่งราคา ไปสู่การพัฒนาสูตร การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนมากขึ้น
🔴 ศรีจันทร์มอง “ครีมซอง” ช่วยลดความเสี่ยงการตัดสินใจซื้อ
รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด มองว่า ในวันที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ครีมซองช่วยให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เพราะผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ และสามารถทดลองว่าสินค้าเหมาะกับผิวหรือไม่
นอกจากราคาแล้ว ผู้บริโภคยุคนี้ยังให้ความสำคัญกับส่วนผสม อ่านฉลาก และศึกษาข้อมูลก่อนซื้อ ทำให้แบรนด์ต้องสื่อสารเรื่องประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และผลการทดสอบมากขึ้น
ข้อมูลจาก Nielsen ระบุว่า ตลาดมอยส์เจอไรเซอร์แบบซองมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ของศรีจันทร์เติบโต 45.3% สูงกว่าตลาดที่เติบโต 8.8% และครองอันดับ 1 ในกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์แบบซองต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
🔴 Smooth E เปลี่ยนมุมมอง “ครีมซอง” จากสินค้าราคาถูก สู่เครื่องมือหาลูกค้าใหม่
ธนชัย ชัยกิตติวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เมื่อ 10 ปีก่อน ครีมซองมีสัดส่วนเพียง 20% ของตลาดสกินแคร์ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50%
เหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภครุ่นใหม่ต้องการทดลองใช้ก่อนซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเวชสำอางที่มีราคาสูงระดับ 2,000-3,000 บาท การมีสินค้าซองช่วยลดกำแพงในการเข้าถึงแบรนด์
แม้ในช่วงแรก Smooth E กังวลว่าครีมซองอาจกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ แต่หลังวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ พบว่ากลุ่มลูกค้าครีมซองและสินค้าขนาดจริงแทบเป็นคนละกลุ่มกัน
ครีมซองจึงไม่ได้แย่งยอดขายสินค้าขนาดใหญ่ แต่ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ ก่อนต่อยอดไปสู่การซื้อสินค้าขนาดจริง โดยปัจจุบันยอดขายจากครีมซองคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดขายรวม Smooth E
วันนี้การแข่งขันของตลาดครีมซองจึงไม่ได้อยู่แค่ “ราคาไม่กี่สิบบาท” แต่อยู่ที่ว่าแบรนด์จะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้ตั้งแต่การทดลองใช้ครั้งแรกอย่างไร เพราะซองแรก อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
#ครีมซอง #ตลาดสกินแคร์ #ธุรกิจความงาม #พฤติกรรมผู้บริโภค

  🔴เมื่อแบรนด์ 34 ปีไม่อยากแก่ "สมูท อี" ดันนวัตกรรม-คอนเทนต์ซีรีส์ ปั้นภาพใหม่เจาะ Gen Zถ้าพูดถึง "โฟมล้างหน้าไม่มีฟอง"...
05/08/2026

🔴เมื่อแบรนด์ 34 ปีไม่อยากแก่ "สมูท อี" ดันนวัตกรรม-คอนเทนต์ซีรีส์ ปั้นภาพใหม่เจาะ Gen Z
ถ้าพูดถึง "โฟมล้างหน้าไม่มีฟอง" หรือ "ครีมลดรอยแผลเป็น" ชื่อของ "สมูท อี" คือหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่ในความทรงจำของผู้บริโภคไทยมานานกว่า 30 ปี
แต่ในวันที่ตลาดสกินแคร์ไทยมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท เติบโตเพียง 0.6% ขณะที่แบรนด์ใหม่ โดยเฉพาะแบรนด์ออนไลน์ เข้ามาแข่งขันทั้งด้านราคา คอนเทนต์ และการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ความคุ้นเคยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
โจทย์ของสมูท อี วันนี้จึงไม่ใช่แค่การรักษาฐานลูกค้าเดิม แต่คือการทำให้คนรุ่นใหม่รู้จักและเลือกใช้แบรนด์มากขึ้น
นายธนชัย ชัยกิตติวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เป้าหมายของสมูท อี คือการขยับจากแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้จักในฐานะผลิตภัณฑ์ล้างหน้าและลดรอยแผลเป็น ไปสู่การเป็น "แบรนด์เวชสำอาง" ที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อมีปัญหาผิว
"เราไม่ได้ต้องการเปลี่ยนตัวตนของแบรนด์ แต่ต้องการขยายภาพจำของสมูท อี ให้กว้างขึ้น จากเดิมที่คนรู้จักเพียงบางผลิตภัณฑ์ ไปสู่การเป็นแบรนด์ดูแลสุขภาพผิวสำหรับทุกคน"
การเดินเกมครั้งนี้ บริษัทวางกลยุทธ์ไว้ 3 ด้าน ได้แก่ การรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ การเพิ่มสินค้าในกลุ่มใหม่ และการเปลี่ยนวิธีสื่อสารให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
🔴 จากแบรนด์ที่แม่เลือก สู่แบรนด์ที่ Gen Z เลือกใช้
เภสัชกรศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของสมูท อี คือการก้าวข้ามภาพจำเดิม เพราะที่ผ่านมาแบรนด์มีฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์จากคำแนะนำของคุณแม่
แต่พฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่เปลี่ยนไป พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจจากชื่อเสียงของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ส่วนผสม รีวิว และคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่าย
ด้วยเหตุนี้ สมูท อี จึงรุกเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์รักษาสิว ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่พบมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ "Smooth E Acne" ที่ไม่ได้มุ่งเพียงรักษาสิว แต่เน้นการฟื้นฟูให้ผิวแข็งแรง เพื่อลดโอกาสการเกิดสิวซ้ำ
🔴 ไม่ขายของตรง ๆ แต่ใช้ "เรื่องเล่า" เข้าถึงคนรุ่นใหม่
นอกจากการพัฒนาสินค้า สมูท อี ยังเปลี่ยนวิธีสื่อสารครั้งใหญ่ จากการเติบโตผ่านโฆษณาทางโทรทัศน์ มาสู่การสร้างคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคบนโลกออนไลน์
หนึ่งในตัวอย่างคือการผลิตซีรีส์แนวตั้งบน TikTok จำนวน 3 ตอน โดยหยิบประเด็น "โฟมรุ่นแม่" มาต่อยอดเป็นเรื่องราวที่ทั้งสนุกและสอดแทรกความรู้เรื่องการดูแลผิว แทนการโฆษณาขายสินค้าตรง ๆ
ผลตอบรับถือว่าน่าพอใจ โดยเพียง 2 ตอนแรกมียอดรับชมทะลุหลักล้านวิวภายในเวลาเพียง 2-3 วัน
พร้อมกันนี้ บริษัทเดินหน้าสร้างฐานแฟนคลับผ่านคอนเทนต์ การทำตลาดร่วมกับครีเอเตอร์ และการไลฟ์ขายสินค้าบน TikTok โดยมี "ออม" และ "ขิง" เป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของแบรนด์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่
🔴 ครีมซอง ประตูบานใหม่ดึงลูกค้ากลุ่มใหม่
อีกหนึ่งตลาดที่สมูท อี มองเห็นโอกาสคือ "ครีมซอง" ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากเดิมเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน มีสัดส่วนตลาดเพียง 20% แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นราว 50% เพราะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการทดลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าขนาดจริง
ปัจจุบัน สินค้าครีมซองสร้างยอดขายประมาณ 20% ของสมูท อี และกลายเป็นช่องทางสำคัญในการดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมซื้อสินค้าขนาดใหญ่
หลังจากนำผลิตภัณฑ์ลดรอยแผลเป็นเข้าไปจำหน่ายในร้าน 7-Eleven และได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทเตรียมขยายช่องทางเพิ่มเติมไปยัง CJ Express เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น
🔴 ตั้งเป้าโต 20-30% พร้อมลุยต่างประเทศ
ปัจจุบัน สมูท อี มีผลิตภัณฑ์ประมาณ 500 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ผลิตภัณฑ์ลดรอยแผลเป็น เซรั่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสิว ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
บริษัทตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ย 20-30% ต่อปี หลังจากปีที่ผ่านมาเติบโตได้ประมาณ 30% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการออกสินค้าใหม่ การขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ และการเติบโตของช่องทางออนไลน์
ส่วนตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 5-10% ของยอดขายรวม โดยจะมุ่งขยายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียเหนือ ผ่านจุดแข็งด้านเวชสำอางที่พัฒนาสำหรับผิวคนเอเชีย พร้อมสื่อสารภาพลักษณ์ Thai Identity และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างการรับรู้ในตลาดโลก
กว่า 30 ปีที่ผ่านมา สมูท อี เติบโตจากการเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย แต่การเดินหน้าครั้งนี้คือการเปลี่ยนจาก "แบรนด์ที่แม่เลือก" ให้กลายเป็น "แบรนด์ที่คนรุ่นใหม่เลือกเอง" ผ่านนวัตกรรม สินค้าใหม่ และคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัล

  🔴ร้านปาจิงโกะ : ธุรกิจญี่ปุ่นอยู่มานาน ที่เชนใหญ่ใช้เทคโนโลยียังไปต่อได้ แต่ร้านเล็กๆ รอดยากถ้าได้ไปญี่ปุ่นและกำลังอยู...
05/08/2026

🔴ร้านปาจิงโกะ : ธุรกิจญี่ปุ่นอยู่มานาน ที่เชนใหญ่ใช้เทคโนโลยียังไปต่อได้ แต่ร้านเล็กๆ รอดยาก
ถ้าได้ไปญี่ปุ่นและกำลังอยู่ระหว่างเดินเล่นกินลมชมวิวอย่างสงบตามท้องถนนในญี่ปุ่น คุณอาจต้องตกใจกับประตูอัตโนมัติที่จู่ๆ ก็เปิดออก และปล่อยแสงไฟวิบวับระยิบระยับ พร้อมกับเสียงดังกระหึ่มออกมาพร้อมๆ กัน
นี่คือสัญญาณว่าคุณได้ค้นพบร้านปาจิงโกะเข้าให้แล้ว โดยแม้จะถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่กำลังทยอยซบเซาลงเรื่อยๆ แต่รู้หรือไม่ว่า ร้านปาจิงโกะเหล่านี้เพิ่งจะกลับมาโตเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี
ทว่าการฟื้นตัวด้วยเทคโนโลยีระลอกนี้ กลับยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างค่ายใหญ่กับร้านเล็กที่เป็นธุรกิจแบบครอบครัวที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
ร้านปาจิงโกะอาจดูเหมือนศูนย์การค้า หรือร้านเกมอาเขตทั่วไป แต่ก็ไม่ควรพาเด็กๆ เดินเข้าไปหวังจะคีบตุ๊กตาจากตู้คีบตุ๊กตาเด็ดขาด
เพราะตามกฎหมายญี่ปุ่น ร้านปาจิงโกะเป็นสถานที่สำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น และแม้หน้าตาจะดูเหมือนการผสมผสานระหว่างตู้พินบอลกับตู้เกม แต่ประสบการณ์ข้างในนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ร้านปาจิงโกะในญี่ปุ่นแบ่งเป็น 2 แบบ โดยแบบแรกคือ ร้านแบบเดิมที่เรียกด้วยชื่อปาจิงโกะเช่นกัน ซึ่งตู้ในร้านจะเป็นตู้พินบอลแนวตั้งผสมตู้สล็อต
ที่ผู้เล่นจะยิงลูกเหล็กเล็กๆ ขึ้นไปบนแผงหมุด ถ้าลูกเหล็กตกเข้าเป้า ก็จะไปกระตุ้นวงล้อสล็อตบนหน้าจอดิจิทัล และถ้าแจ็คพอตแตก ตู้ก็จะจ่ายรางวัลออกมาเป็นลูกเหล็กจำนวนมาก
นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะเห็นเซียนปาจิงโกะนั่งอยู่ท่ามกลางตะกร้าพลาสติกนับสิบใบที่แน่นไปด้วยลูกเหล็กนับพัน
ส่วนร้านแบบที่ 2 คือ ปาจิสล็อต ที่ผู้เล่นต้องกดปุ่มหยุดวงล้อเอง และเมื่อชนะ รางวัลก็จะจ่ายออกมาเป็นลูกเหล็กเช่นกัน
ตามกฎหมายญี่ปุ่นแล้ว อาจกล่าวได้ว่าร้านปาจิงโกะเป็นธุรกิจ “สีเทา” เพราะแม้ไม่ใช่การพนันที่ไม่มีการจ่ายเงินสดตรงๆ และผู้เล่นจะนำลูกเหล็กจำนวนมากไปแลกเป็นของขวัญ/ของที่ระลึก จากนั้นก็เดินออกจากร้านด้วยรอยยิ้มพร้อมของขวัญชิ้นเล็กๆ
ทว่าเมื่อเดินเลี้ยวโค้งไปตามมุมถนน พวกเขาก็จะเจอช่องหน้าต่างเล็กๆ ที่รับซื้อของขวัญชิ้นนั้นคืนเป็นเงินสด นี่เองจึงเป็นช่องว่างให้ธุรกิจปาจิงโกะจัดอยู่ในพื้นที่สีเทามาโดยตลอด
ย้อนไปช่วงโควิด ธุรกิจร้านปาจิงโกะในญี่ปุ่นวิกฤตอย่างหนัก เพราะผู้คนไม่สามารถออกมานอกบ้านได้ จนมูลค่าตลาดลดลงไปมากถึง 27%
แต่มาปี 2024 กลับมาทำเงินอยู่ที่ 11.7 ล้านล้านเยน (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 5% และถือเป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบทศวรรษ
โดยเงินที่ทำได้นี้ทิ้งห่างธุรกิจการพนันที่ถูกกฎหมายของญี่ปุ่น อย่างการแข่งม้า แข่งเรือ และแข่งจักรยาน รวมกันอย่างไม่ติดฝุ่น แม้ยังน้อยกว่าตัวเลขเมื่อปี 2015 และจำนวนร้านลดลงไปอย่างมากก็ตาม
สิ่งที่ตามมาคือ ตู้ปาจิงโกะรุ่นใหม่ที่แพงขึ้นตามการพัฒนาให้ทันสมัยขึ้น ไปกระจุกตัวอยู่ตามเชนร้านปาจิงโกะใหญ่ๆ หรือห้างสรรพสินค้า
ส่วนร้านขนาดเล็กของครอบครัวได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยหลายแห่งที่ไม่มีเงินทุนพอจะอัปเกรดตู้ตามกฎหมายใหม่ก็ต้องทยอยปิดตัวไป ส่งผลให้ผู้เล่นไหลไปรวมตัวกันอยู่ที่ร้านห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่แทบทั้งหมด
การอัปเกรดตู้ปาจิงโกะญี่ปุ่นในปัจจุบันมี 3 ระบบ โดย 2 แบบแรกคือ สมาสโล และ สมาปาจิ ซึ่งช่วยให้ผู้เล่นไม่ต้องคอยหยอดลูกเหล็กหรือเหรียญด้วยตัวเองอีกต่อไป
เพราะระบบจะบันทึกแต้มและทรัพย์สินดิจิทัลให้ทั้งหมด ในขณะที่ลูกเหล็กจริงยังคงเด้งไปมาอยู่ภายในตู้แบบปิดล็อก
2 ระบบนี้ที่ออกสู่ตลาดเมื่อปี 2022 ดีต่อผู้ผลิตเพราะทำให้ออกแบบแอนิเมชันความละเอียดสูง ดึงเอาอนิเมะและป๊อปคัลเจอร์ดังๆ มาทำเป็นเกม เรียกลูกค้าเจนใหม่ๆ ได้เพียบ
พร้อมกันนี้ยังทำให้ผู้เล่นเล่นได้สนุกและสะดวก เพราะยังคงได้เห็นภาพลูกเหล็กไหลลงมาน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่ต้องสัมผัสลูกเหล็กเปื้อนมือ หรือยกตะกร้าหนักๆ ไปที่เคาน์เตอร์อีกต่อไป
ส่วนอีกระบบที่เหลือคือ พีพีเพย์ ที่เล่นได้แบบไร้เงินสด ที่เริ่มมีในปี 2026 นี้เอง ซึ่งผู้เล่นไม่จำเป็นต้องพกแบงก์พันเป็นตับๆ มาหยอดอีกต่อไป
เพราะเพียงแค่สแกนสมาร์ทโฟนหรือแตะบัตรเดบิตที่เคาน์เตอร์ หรือกดเติมเงินจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ได้ทันที นี่เปลี่ยนให้การเล่นที่ต้องพกเงินเป็นปึกๆ เป็นประสบการณ์ทันสมัย และเข้ากับยุคชำระเงินแบบไร้เงินสดอีกด้วย
แม้จะเปิดให้จ่ายเงินง่ายขึ้น แต่ระบบการเล่นแบบไม่ต้องใช้เงินสดก็ไม่ได้ปล่อยให้ผู้เล่นใช้เงินตามใจ เพื่อป้องกันการเล่นจนติด ตามกฎหมายป้องกันการติดการพนันของญี่ปุ่นที่ประกาศใช้เมื่อปี 2018
ตู้แบบสมาสโลมีการกำหนดขีดจำกัดสูงสุดของเหรียญที่จะได้รับในช่วงเวลาได้เปรียบ ซึ่งตู้จะช่วยบอกผู้เล่นว่าต้องกดปุ่มไหน รวมถึงมีเพดานจำกัดยอดการจ่ายรางวัลสูงสุดต่อวัน หากเกินกำหนด ตู้จะหยุดทำงานทันที
ส่วนตู้แบบ พีพีเพย์ กำหนดขีดจำกัดการเติมเงินไว้ที่ 20,000 เยนต่อวัน (ประมาณ 4,200 บาท) และไม่เกิน 80,000 เยน (ประมาณ 17,000 บาท) ต่อเดือน
แม้นักวิเคราะห์จะคาดการณ์ว่าตลาดปาจิงโกะน่าจะค่อยๆ หดตัวลงตามกาลเวลา แต่ตัวเลขยอดขายและการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจนี้จะอยู่ต่อไป แม้จะโตไม่มากเหมือนยุครุ่งเรืองในอดีต
เพราะไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดมัน ปาจิงโกะก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้จะช่วยให้มันคงอยู่ต่อไปได้อีกหลายปี
ทั้งนี้ ปาจิงโกะเป็นเครื่องเล่นที่มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศสและยุคแรกเป็นเครื่องลักษณะวางราบหรือเอียงเล็กน้อยแบบโต๊ะ โดยช่วงยุค 30 ญี่ปุ่นนำเข้ามาจากประเทศตะวันตก
จากนั้นชาวญี่ปุ่นก็ใช้ความสามารถด้านงานช่างดัดแปลงให้เล่นแบบแนวตั้ง จนเป็นต้นแบบของตู้ปาจิงโกะที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
โดยคำว่า ปาจิงโกะ มาจากการนำคำว่า ปาจิง ที่เป็นการเลียนเสียงการเคลื่อนที่ของลูกเหล็ก มารวมกับคำว่าโกะ ที่หมายถึงของขนาดเล็กหรือของเล่น ที่ผู้เล่นจะได้หากชนะเกม
ข้ามมายุค 90 ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของธุรกิจร้านปาจิงโกะ โดยมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจนี้มากถึง 570,000 ล้านเยน (ประมาณ 120,000 ล้านบาท) และมีคนทำงานในร้านปาจิงโกะมากถึง 330,000 คน
ร้านปาจิงโกะผูกพันกับสังคมญี่ปุ่นมายาวนาน เพราะถือเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนวัยทำงาน และยังเชื่อมโยงกับชาวเกาหลีในญี่ปุ่น ที่ต่อมามีการนำมาตีแผ่ผ่านนิยายกับซีรีส์ชื่อเดียวกัน
ขณะเดียวกันยังเป็นภาพจำสะท้อนถึงสิ่งประดิษฐ์ที่มี “ความเป็นญี่ปุ่น” ควบคู่กับตู้คีบตุ๊กตาและตู้กดซื้อสินค้าแบบหยอดเหรียญในสายตาชาวต่างชาติ แต่ก็เป็นธุรกิจสีเทาที่ยากูซ่าเข้ามาเกี่ยวข้อง
แม้ปัจจุบัน ร้านปาจิงโกะจะพ้นยุครุ่งเรืองมาแล้ว ทั้งด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปและผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ
ประกอบกับชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่มีกิจกรรมหลายอย่างให้ทำยามว่าง เช่น เล่นเกมออนไลน์ หรือเข้าโซเชียลมีเดีย มากกว่าการเข้าร้านปาจิงโกะ
แต่ร้านปาจิงโกะในญี่ปุ่นก็ยังคงปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ช่วยให้ยังอยู่รอดต่อไปได้ จนปัจจุบันมีอายุเกือบ 100 ปีแล้ว
#ปาจิงโกะ #

  🔴 ชญาน์ธิป พันธุ์มณี จากลูกหม้อธรรมดา ที่ไต่เต้า 23 ปี สู่แม่ทัพคนใหม่ของสินเชื่อยานยนต์ธนาคารกรุงศรีในช่วงต้นปี 2569 ...
05/08/2026

🔴 ชญาน์ธิป พันธุ์มณี จากลูกหม้อธรรมดา ที่ไต่เต้า 23 ปี สู่แม่ทัพคนใหม่ของสินเชื่อยานยนต์ธนาคารกรุงศรี

ในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงศรีได้แต่งตั้ง ผู้หญิงคนหนึ่ง "ชญาน์ธิป พันธุ์มณี" ขึ้นมาเป็นประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์

ซึ่งสำหรับธนาคารกรุงศรีที่เป็นบริษัทอันดับหนึ่งสำหรับสินเชื่อยานยนต์ การที่ใครสักคนจะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ ต้อง "ไม่ธรรมดา"

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ชื่อของ ชญาน์ธิป พันธุ์มณี แทบไม่เคยโผล่ในสื่อที่ไหนเลย

Marketeer จึงได้นัดสัมภาษณ์พิเศษกับเธอ ถึงประวัติความเป็นมาก่อนที่จะมาถึงจุดนี้

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกคือแปลกใจ คือประวัติที่ "ธรรมดา" ของเธอ

เธอเป็นเหมือนพนักงานธรรมดาคนหนึ่งที่อยู่บริษัทมานานกว่า 23 ปี ที่ค่อยๆ ไต่เต้ามาเรื่อยๆ

แม้เธอจะเรียนจบนอก แต่สำหรับบริษัทชั้นนำขนาดนี้ เด็กจบนอกหาได้เป็นเรื่องปกติ

แล้วอะไรคือความพิเศษของเธอ อะไรคือสิ่งที่เธอต่างจากคนอื่น อะไรคือสิ่งที่สามารถทำให้ตัวเธอขึ้นมาถึงจุดนี้ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในวัยเด็ก เธอเป็นคนที่ชอบอ่านการ์ตูน ชอบอ่านนิยาย เราเลยขอให้ชญาน์ธิปเล่าชีวิตของเธอกับธนาคารกรุงศรีแบบแบ่งออกไปเป็นบทๆ

และนี่คือเรื่องราว 4 บทในชีวิตของ ชญาน์ธิป พันธุ์มณี ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

🔴 บทที่หนึ่ง

ชญาน์ธิปเริ่มต้นชีวิตการทำงานกับกรุงศรีในช่วงที่ประเทศพึ่งผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งไปไม่นาน

โดยเริ่มต้นกับบริษัท GE Capital Auto Lease (ที่ภายหลังเปลี่ยนโครงสร้างมาเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกรุงศรี)

เธอเริ่มต้นการทำงานในแผนกด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ดูแลธุรกิจสินเชื่อฝั่งรถยนต์ 4 ล้อ

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว วิชา Risk management ยังไม่มีสอนในบทเรียน ยังเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่แม้แต่ในวงการการเงินไทย

การทำงานจึงเป็นแบบ "Learning by doing" หรือ "ทำไป เรียนไป"

แต่ที่โชคดีคือบริษัทที่เธอทำคือมีบริษัทแม่จากสหรัฐอเมริกาทำให้เธอได้เรียนรู้ผ่านหัวหน้างานที่มีความรู้ด้านนี้

การทำงานในสายงานด้านความเสี่ยงของชญาน์ธิปในช่วงแรก ก็เหมือนพนักงานความเสี่ยงทั่วไป

มีหน้าที่เป็นคนบอกว่า

"อะไรทำไม่ได้ อะไรทำได้"

"อะไรที่มีความเสี่ยงเกิน ไปห้ามทำ"

เป็นเหมือนกับคนที่เหยียบเบรกอยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่ดึงทีมหน้าบ้านที่กำลังวิ่งทำยอดขายไม่ให้เกิดความเสี่ยงมากเกินไป

แต่สิ่งที่ชญาน์ธิปมองต่างออกไปคือ ถ้าจะเป็นคนที่แค่พูดว่า "ทำไม่ได้" ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่บริษัทต้องจ้างเธอ และการรู้แค่เรื่องของตัวเองจะไม่สามารถช่วยคนอื่นหาทางออกได้

ในช่วง 3 ปีแรก เธอจึงลงไปเรียนรู้ทุกรายละเอียดของธุรกิจ และต่อให้เธอทำงานกับตัวเลขเป็นหลัก สิ่งที่เธออยากรู้ "ไม่ใช่แค่ตัวเลข"

เช่น ลูกค้าในแต่ละจังหวัดมีพฤติกรรมแบบไหน, ถ้าอนุมัตสินเชื่อช้าแค่ครึ่งชั่วโมงจะส่งผลแบบไหน

ซึ่งสิ่งนี้กลายมาเป็นรากฐานให้กับเธอในชีวิตบทที่สอง

🔴 บทที่สอง

ถ้าบทแรกคือการเรียน บทนี้คือการเอาความรู้มาลงมือทำ

ชญาน์ธิปเริ่มจากการตั้งเป้าหมาย "จะทำอย่างไรให้งานออกมาดีและตอบโจทย์ทีมหน้าบ้าน ให้สามารถทำยอดขายได้ตามที่ต้องการ"

เธอจึงเริ่มลงพื้นที่ไปตามสาขาต่างๆ เพื่อคลุกคลีและพูดคุยกับพนักงานหน้าสาขา ทำความเข้าใจว่าพวกเขาทำงานอย่างไร เจออะไรบ้าง และต้องการให้ช่วยยังไงบ้าง

สิ่งหนึ่งที่เธอเจอคือ ลูกค้าที่มากู้ มักเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีเอกสารรายได้

ถ้าหากเป็นทีมความเสี่ยงทั่วไป การตอบว่า "ไม่มีเอกสาร ก็ไม่ต้องให้กู้ เพราะมันเสี่ยง" คงจะเป็นคำตอบที่ง่ายกว่ามาก

แต่เธอเลือกที่จะหาคำตอบว่า "แล้วต้องทำยังไง คนเหล่านี้ถึงจะกู้ได้"

เธอเลยเริ่มการทำระบบประเมินรายได้สำหรับลูกค้ากลุ่มที่มักไม่มีเอกสาร เช่น กลุ่มเกษตรที่ทำนาข้าว สวนผลไม้ หรือสวนยาง

เธอลงไปศึกษาว่าคนกลุ่มนี้ทำนารอบหนึ่งได้ข้าวกี่ถัง ถังละเท่าไหร่ ถ้ามีนา 1 ไร่ จะได้เงินต่อรอบเท่าไหร่ และทำเป็นระบบขึ้นมา แล้วปรับเปลี่ยนให้เป็นเกณฑ์กับฝ่ายหน้าบ้าน ใช้ในการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อ

สิ่งนี้เป็นอะไรที่ใหม่มากในยุค 10 กว่าปีที่แล้ว และทำให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้นมาก

ชญาน์ธิปมองว่า หน้าที่ของทีมความเสี่ยง ไม่ใช่การเบรกคนอื่น แต่ต้องใช้ความรู้ที่มี ไปช่วยหาทางออก และออกแบบโปรแกรมให้ทีมหน้าบ้านสามารถเติบโตและป้องกันความเสี่ยงได้พร้อมกัน

"เงินเดือนที่หล่อเลี้ยงพนักงานทุกคน ล้วนมาจากยอดขายที่ทีมเซลล์ออกไปหามาให้" เธอกล่าว

ด้วยความคิดแบบนี้ ทำให้ผู้บริหารท่านหนึ่งที่เกษียณไปแล้วเอ่ยปากนิยามเธอว่าไม่ใช่คนจากทีม Risk แต่เป็น "หนึ่งในคนของทีมหน้าบ้าน ที่มาช่วยดูแลเรื่องความเสี่ยง"

นอกจากนี้น้องๆ ในทีมมันจะจำว่าเธอเป็นเหมือนกับ "นักแก้ปัญหา ที่ต้องหาทางออกให้ได้เสอม"

🔴 บทที่สาม

ด้วยผลงานและความสามารถ ทำให้วันหนึ่งเธอได้เลื่อนขั้นไปเป็น กรรมการผู้จัดการดูแลธุรกิจฝั่งสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์

การย้ายตำแหน่งในครั้งนั้น เป็นเหมือนการพลิกบทบาทของเธอ

เพราะเป็นการหยิบคนที่ทำงานกับข้อมูลหลังบ้าน มาเป็นผู้นำของทีม มาเป็นคนที่ต้องลงพื้นที่ ไปเจอดีลเลอร์ ไปเจอผู้ผลิต

ในช่วงแรกชญาน์ธิปไม่ได้มีความกังวลอะไรมากนัก เพราะธุรกิจสินเชื่อมอเตอร์ไซค์อยู่ในขาขึ้นมาตลอดตั้งแต่ปี 2545

แต่เมื่อเธอเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน สิ่งที่เธอต้องเจอก็คือ วิกฤตโควิด-19

ชญาน์ธิปจำเป็นต้องตัดสินใจหลายอย่างมาก ทั้งการดึงตัวพนักงานหน้าดีลเลอร์กลับมาไหม เพราะการดึงกลับมาทำให้พนักงานกลุ่มนั้นไม่มีรายได้ และถ้าดึงกลับมา ท้ายสุดก็จะมีคู่แข่งมาแทนอยู่ดี

อีกอย่างที่เธอต้องเจอ คือการที่คู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาด ทำให้เกิดการดึงคนในอุตสาหกรรมไปจำนวนมาก รวมถึงพนักงานของทางธนาคารกรุงศรีก็ถูกดึงไปด้วย

หรือแม้กระทั่งการแข่งขันที่สูงขึ้น การปล่อยเงินกู้ที่ให้เยอะขึ้น เพราะในเวลานั้นรถมอเตอร์ไซค์ขาดตลาด ทำให้หลายเจ้ายอมที่จะให้สินเชื่อเยอะขึ้นต่อมอเตอร์ไซค์หนึ่งคัน

และท้ายสุดคือการที่ภาครัฐเข้ามาคุมเพดานดอกเบี้ยไม่ให้คิดสูงจนเกินไป

ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ชญาน์ธิปต้องเผชิญเมื่อเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน

สิ่งที่เธอเลือกจะทำในเวลานั้นคือ "การตัดสินใจแบบคิดว่าอนาคตภาพจะเป็นแบบไหน"

เธอมองว่าการมีเพดานดอกเบี้ย จะทำให้กำไรของแต่ละบริษัทลดลงอย่างมาก และบริษัทไหนที่ปล่อยสินเชื่อให้เงินเยอะๆ อาจจะต้องเจอหนี้เสียเป็นจำนวนมาก

เธอจึงเลือกที่จะ "สู้ตาม" แต่เป็นการสู้แบบมีเงื่อนไข

คือให้สินเชื่อสูงเฉพาะ รถรุ่นที่ขายดี ในตลาดเท่านั้น

ปล่อยสินเชื่อเฉพาะ ดีลเลอร์ที่เป็นพันธมิตรหลัก เพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้

และให้สินเชื่อเฉพาะ ลูกค้าที่ประเมินแล้วว่าจะรอด เพื่อป้องกันไม่ให้หนี้เสียก้อนใหญ่กลับมาทำร้ายบริษัทในภายหลัง

ในตอนแรกเธอคิดว่าจะวิกฤตทั้งหมดจะกินเวลาแค่ 6-7 เดือน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใช้เวลาไปทั้งหมด 1 ปีครึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องอึดและอดทนมาก

จนในที่สุดพอร์ตมอเตอร์ไซค์ของธนาคารกรุงศรี ก็สามารถผ่านวิกฤตมาได้โดยเจ็บตัวน้อยมากเมื่อเทียบกับเจ้าอื่นในตลาด

การตัดสินใจยอมสู้ในวันนั้น ทำให้บริษัทยังสามารถรักษาพนักงานไว้ได้ถึง 700 คน ซึ่งกลายมาเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้องค์กรพร้อมคว้าโอกาสและกอบโกยยอดขายทันที ในวันที่คู่แข่งเริ่มบาดเจ็บและต้องถอยร่นไป

ในบทที่ 3 นี้ ตัวตนของชญาน์ธิปได้ถูกจดจำในฐานะผู้นำที่มี "ความรวดเร็วและยืดหยุ่น" คิดเร็ว ทำเร็ว ตัดสินใจเร็ว และ "ไม่กลัวที่จะล้มเหลว"

เพราะก่อนจะตัดสินใจลงมือทำ เธอได้ผ่านกระบวนการคิดและประเมินผลกระทบรอบด้านมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

🔴 บทที่สี่

บทที่สี่นี้ เพิ่งเริ่มต้นเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เมื่อเธอได้รับมอบหมายให้ขึ้นมาดูภาพรวมทั้งหมดของ กรุงศรี ออโต้

แม้เธอจะเริ่มบทบาทนี้ได้ไม่นาน แต่เธอก็คิดไว้แล้วว่าสิ่งที่เธอต้องทำ คือการ "กำหนดดาวเหนือ และนำทัพ มนุษย์ Marvel"

เธอเชื่อว่าทีมงานและผู้บริหารของกรุงศรี ออโต้ ล้วนเป็นคนเก่งและเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เปรียบเหมือน ยอดมนุษย์ในหนัง Marvel

การบริหารของเธอในวันนี้ จึงไม่ใช่การลงไปสั่งงาน หรือลงไปทำเอง แต่คือการกำหนดทิศทางเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนไปสู่จุดหมายเดยวกัน

หน้าที่หลักของเธอคือการยืนเคียงข้างทีมงาน คอยเคลียร์อุปสรรค หาทางออกให้เมื่อทีมต้องการ และเป็นตัวแทนในการสื่อสารกับทางธนาคารแม่

และในบทนี้ เธอต้องการให้คนจดจำเธอในฐานะ คนที่กล้าเปลี่ยนแปลง

เธอเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่มีอายุมานานกว่า 30 ปีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบุคลากรมักจะยึดติดกับวิธีการเดิมๆ ที่เคยสร้างความสำเร็จในอดีต ซึ่งเธอมองว่าการยึดติดนั้นจะยิ่งทำให้องค์กรแย่ลง

ในด้านความคาดหวังส่วนตัว เธอเปรียบเทียบการทำงานที่เหน็ดเหนื่อยในตอนนี้ว่า เธอกับทีมกำลังช่วยกัน "สร้างทางช้างเผือกไปสู่ดาวเหนือ"

เธอรู้ดีว่าทุกคนเหนื่อย แต่ก็อยากให้สร้างเสร็จโดยเร็ว เพื่อที่ทุกคนจะได้ลุกขึ้นมาเดินบนทางช้างเผือกนี้อย่างมีความสุข

ที่สำคัญที่สุดคือ ชญาน์ธิป "ไม่เคยต้องการแสงมาส่องที่ตัวเอง" ไม่ได้ทำไปเพื่อคาดหวังผลงานส่วนตัว แต่ความสุขของเธอคือการได้เห็นทุกคนแฮปปี้และประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กันกับทีม

🔴 บทสรุป

หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจสงสัยว่า แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนธรรมดาอย่างชญาน์ธิป ลูกหม้อที่ทำงานมากว่า 23 ปี สามารถขึ้นมาถึงจุดนี้ได้

เธอเชื่อว่า สิ่งสำคัญนั้นคือทัศนคติที่ว่าเวลาทำอะไรต้อง "รู้ให้หมด" ไม่ใช่แค่รู้ผิวเผินหรือรู้เฉพาะหน้าที่ของตัวเอง แต่ต้องรู้ลึกลงไปถึงบริบทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้เห็นภาพกว้างและสามารถเชื่อมโยงข้อมูล (Connecting the dots) ได้

และแม้ผู้บริหารบางครั้งต้องอาศัยสัญชาตญาณ (Gut feeling) ในการตัดสินใจ แต่ถ้าเธอไม่รู้อะไรเลย นั้นไม่ใช่สัญชาตญาณ แต่นั้นคือการเดา

เธอจะเรียกว่ามันคือสัญชาตญาณได้ก็ต่อเมื่อเธอมีความรู้และข้อมูลที่แน่นพอรองรับอยู่เบื้องหลัง

นอกจากนี้เธอยังมีหลักการสำคัญคือ "ไม่กลัวผิด" เพราะก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำ เธอได้ผ่านกระบวนการคิดพิจารณามาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

และหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นจริงๆ เธอจะไม่เสียเวลาโทษสิ่งอื่น แต่จะพยายามค้นหาว่าผิดพลาดเพราะอะไรเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการตัดสินใจในอนาคต

คำแนะนำที่เธอยึดถือและมักสอนทีมงานเสมอคือคำว่า "ทำวันนี้ให้ดีที่สุด" และ "ทำทันที" เพราะต่อให้วางแผนหรือตั้งเป้าหมายไว้ดีแค่ไหน หากไม่กล้าตัดสินใจและไม่ลงมือทำ ความสำเร็จก็ย่อมไม่เกิดขึ้น

05/08/2026

ทำไมคนถึงตั้งตารอดูเนื้อคู่ประตูถัดไป ซิตคอมอายุเกือบ 20 ปี
#เนื้อคู่ประตูถัดไป #ซิตคอม

  🔴 “พระราม 3” อดีตสีลมสาขา 2 ที่เคยล้มเพราะต้มยำกุ้ง สู่ทำเลที่น่าจับตาแห่งอนาคตครั้งหนึ่ง “พระราม 3” เคยเป็นย่านที่เกื...
05/08/2026

🔴 “พระราม 3” อดีตสีลมสาขา 2 ที่เคยล้มเพราะต้มยำกุ้ง สู่ทำเลที่น่าจับตาแห่งอนาคต

ครั้งหนึ่ง “พระราม 3” เคยเป็นย่านที่เกือบได้เป็นศูนย์กลางธุรกิจ หรือ CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ต่อจาก “สีลม”

เคยมีช่วงเวลาที่ภาครัฐคิดผลักดันและมีเอกชนเข้ามาลงทุนในย่านนี้ สร้างตึกสำนักงานและพัฒนาโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมาก

แต่ทุกอย่างกลับต้องสะดุดลงเพราะวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ในปี พ.ศ. 2540

ผ่านมาเกือบ 30 ปี วันนี้พระราม 3 กำลังเป็นทำเลที่น่าจับตามองอีกครั้ง ด้วยโครงการใหม่ ทำเลที่ยังคงเป็นขุดแข็ง และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังจะมาถึง

ย้อนกลับไปช่วงแรก ก่อนจะเป็นย่านธุรกิจ พระราม 3 เป็นย่านที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และอยู่ใกล้กับ “ถนนเจริญกรุง” ซึ่งเป็นถนนสายแรกของประเทศไทย

ด้วยทำเลริมน้ำที่เอื้อต่อการค้าขายและคมนาคม ทำให้ชุมชนในย่านนี้ขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีการตัด “ถนนพระราม 3” ซึ่งกลายเป็นแกนกลางของย่าน เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2520

ต่อมาถนนเส้นนี้ก็ได้รวมเป็นส่วนหนึ่งของ “วงแหวนรัชดาภิเษก” ที่เชื่อมกับหลายย่านสำคัญในกรุงเทพฯ

ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างร้อนแรงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ภาครัฐมีแนวคิดจะปั้นถนนพระราม 3 และพื้นที่โดยรอบ ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่

เพราะเล็งเห็นว่าย่านนี้ยังคงว่างอยู่ และเดินทางใกล้กับ CBD แห่งเดิม ซึ่งเริ่มแน่นและแออัดแล้ว

แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โครงการต่างๆ ที่เคยวางแผนไว้ ก็ต้องพับเก็บไป

ในเวลาต่อมา การขยายตัวของเมืองและโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ก็ย้ายไปอยู่ย่านอื่นแทน

ความฝันที่จะเห็นพระราม 3 กลายเป็น CBD แห่งใหม่ จึงหยุดนิ่งไปราว 2-3 ทศวรรษ

แต่ความจริงแล้ว ย่านนี้ยังคงมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักอยู่ตลอดเวลา

มีสำนักงานใหญ่ของหลายบริษัทตั้งฐานอยู่มาอย่างยาวนาน เช่น ธนาคาร “กรุงศรีอยุธยา” และอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อย่าง “ศุภาลัย”

ล่าสุดยังมีโครงการใหญ่อย่าง “คิงบริดจ์ ทาวเวอร์” อาคารสำนักงานเกรดเอของเครือสหพัฒน์ ซึ่งใช้งบลงทุนไปกว่า 6,000 ล้านบาท เพิ่งเริ่มเปิดในปี 2567

แม้ว่าจะไม่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านเลย แต่ย่านพระราม 3 มีจุดแข็งที่สุดคือ “ทำเล”

อยู่ติดกับย่าน CBD หลักอย่างสาทร-สีลม และมีโครงข่ายถนนเชื่อมต่อเข้าออกได้สะดวกหลายทิศทาง

ถนนพระราม 3 เป็นส่วนหนึ่งของวงแหวนรัชดาภิเษก เชื่อมได้ตั้งแต่ฝั่งท่าพระ ยาวไปถึงคลองเตย สุขุมวิท และโซนพระราม 9

มีถนนที่เชื่อมเข้า CBD ได้อย่างสะดวก เช่น นราธิวาสราชนครินทร์ และเจริญราษฎร์

รวมถึงถนนเส้นเก่าแก่ที่เป็นแหล่มชุมชน เช่น นางลิ้นจี่ สาธุประดิษฐ์ เจริญกรุง และถนนจันทน์

และมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไปได้หลายทิศทาง ตั้งแต่ท่าพระ ราษฎร์บูรณะ พระประแดง และสมุทรปราการ

ด้วยทำเลที่เดินทางเชื่อมต่อง่าย ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของย่านนี้มีความพิเศษเฉพาะตัว

มีโครงการระดับไฮเอนด์จำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นในย่านนี้ โดยเฉพาะสำหรับจับกลุ่มคนที่ทำงานอยู่ใน CBD

ทั้งรูปแบบโครงการหมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำ ตอบโจทย์คนที่อยากอยู่ใกล้เมืองแต่ไม่วุ่นวายมากนัก

ในมุมของการค้าปลีกและการท่องเที่ยวก็ถือว่าเป็นย่านที่มีครบหลายอย่าง

มีศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์กระจายอยู่ทั่วย่าน ตั้งแต่เซ็นทรัล พระราม 3, Tree on 3, เทอร์มินอล 21, โฮมโปร และคิงสแควร์ ที่เป็นของเครือสหพัฒน์

ย่านนี้ยังอยู่ใกล้กับแลนด์มาร์คชื่อดังอย่าง “เอเชียทีค” และสามารถข้ามฝั่งไปยัง “บางกระเจ้า” พื้นที่สีเขียวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่ได้ชื่อว่าเป็นปอดของกรุงเทพฯ

สิ่งที่ทำให้พระราม 3 กลับมาน่าจับตาอีกครั้ง คือโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังจะเข้ามาในอนาคต

โครงการแรกคือ ทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันตก

เป็นโครงการเชื่อมต่อทางด่วนเดิม (ศรีรัช และเฉลิมมหานคร) ยาวไปถึงถนนพระราม 2 ถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก และมอเตอร์เวย์ M82 (ช่วงบางขุนเทียน-เอกชัย)

ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในช่วงต้นปี 2570

เมื่อทางด่วนสายนี้เสร็จสมบูรณ์ การเดินทางเข้าออกพระราม 3 จะสะดวกขึ้นอีกมาก

อีกโครงการที่อาจต้องรออีกนานหน่อย คือ “รถไฟฟ้าสายสีเทา” ซึ่งจะเป็นรถไฟฟ้าสายแรกที่วิ่งผ่านพระราม 3

เป็นโครงการยาวตั้งแต่ช่วงวัชรพล-พระโขนง-ท่าพระ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา และยังไม่มีการเริ่มสร้างจริง

หากเป็นไปตามแผน รถไฟฟ้าสายสีเทาจะเปลี่ยนให้พระราม 3 เดินทางง่ายขึ้นทันที เพราะเชื่อมตั้งแต่ฝั่งธนบุรี (ท่าพระ) ผ่านพระราม 3 ทะลุเข้าใจกลางเมืองอย่างพระราม 4 สุขุมวิท และยาวไปถึงเลียบด่วนรามอินทรา

ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังจะเข้ามาเติมเต็ม บวกกับจุดแข็งเรื่องทำเลที่ใกล้ CBD แบบใกล้และจับต้องได้จริงๆ

น่าจับตามองว่า พระราม 3 ในอนาคต จะกลับไปเป็น CBD สาขาสองเหมือนที่เคยมีแผนในอดีตได้หรือไม่

#พระรามสาม

  🔴 คนไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์โรคอ้วนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยล่าสุดระบุว่า คนไทยอาย...
05/08/2026

🔴 คนไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์โรคอ้วนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากังวล
โดยผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยล่าสุดระบุว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึงร้อยละ 45.0 และมีภาวะอ้วนลงพุงสูงถึงร้อยละ 44.7
ที่น่าตกใจคือ กว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้มีภาวะอ้วนในไทยทั้งหมดนั้นเป็นคนในกลุ่ม "วัยทำงาน" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของวัยนี้อย่างชัดเจน
สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนวัยทำงานอ้วนง่ายและลดยากนั้นเกิดจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต โดยเฉพาะ "การนั่งทำงานอยู่กับที่นาน ๆ" ซึ่งส่งผลให้ร่างกายได้ใช้พลังงานในแต่ละวันน้อยลงอย่างมาก
ประกอบกับการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่มักเลือกกินอาหารแปรรูปและฟาสต์ฟู้ดที่มีไขมันสูงเพราะความสะดวกและประหยัดเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังมีพฤติกรรมอดอาหารมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันแล้วไปกินหนักทีเดียวในช่วงดึก ซึ่งทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นง่าย ได้รับโปรตีนต่อวันไม่เพียงพอ และส่งผลให้มวลกล้ามเนื้อรวมถึงระบบเผาผลาญในร่างกายลดลงตามไปด้วย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า "อย่าดูแค่ตัวเลขน้ำหนักบนตาชั่งเพียงอย่างเดียว" เพราะภาวะอ้วนลงพุงซึ่งเกิดจากไขมันที่สะสมในช่องท้องและพอกตามอวัยวะภายในนั้น มีความอันตรายร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าไขมันใต้ผิวหนังอย่างมาก
แม้บางคนจะมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติแต่เริ่มมีพุงก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เนื่องจากไขมันช่องท้องนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับโรคร้ายแรงที่เป็นภัยเงียบ เช่น โรคเบาหวาน ไขมันพอกตับที่อาจลุกลามจนตับแข็ง ไตวายเรื้อรัง และโรคหัวใจ
ลดน้ำหนักเร็วเกินไป เสี่ยงต่อ "โยโย่เอฟเฟกต์"
เมื่อพบว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น คนทำงานหลายคนมักพยายามมองหาทางลัดและลดน้ำหนักให้เร็วที่สุด
ทว่าการลดน้ำหนักที่รวดเร็วเกินไปมักส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว เนื่องจากสิ่งที่สูญเสียไปมักไม่ใช่ไขมันส่วนเกิน แต่กลับเป็น "มวลกล้ามเนื้อ"
เมื่อกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายจะปรับตัวเข้าสู่โหมดจำศีลเพื่อประหยัดพลังงาน ส่งผลให้ฮอร์โมนหิวและฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูงขึ้น สุดท้ายจึงทำให้กลับมากินมากกว่าเดิมและเกิดสภาวะน้ำหนักเด้งกลับอย่างรวดเร็วหรือ "โยโย่เอฟเฟกต์" (Yo-yo Effect)
นอกจากนี้ การลดน้ำหนักผิดวิธียังทำให้ขาดวิตามินและแร่ธาตุ อ่อนเพลีย หน้าซีด ประจำเดือนมาไม่ปกติ และผมร่วงได้อีกด้วย
กุญแจสำคัญคือการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างยั่งยืน
เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การลดน้ำหนักให้เร็วที่สุด แต่เป็นการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาอ้วนซ้ำ พญ.ธนพร พุทธานุภาพ โรงพยาบาลวิมุต แนะนำแนวทางการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างยั่งยืนไว้ว่า
การบริโภคอาหาร: กินโปรตีนให้เพียงพอ ประมาณ 1.2-1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เลือกเมนูต้ม ตุ๋น หรือย่าง แทนการกินของทอด และหลีกเลี่ยงของหวานรวมถึงขนมระหว่างมื้อ
การออกกำลังกายแบบผสมผสาน: แนะนำให้ทำคาร์ดิโอ (เช่น เดินเร็วหรือปั่นจักรยาน) ประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่ไปกับการทำเวทเทรนนิ่งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ไม่ให้สูญหายในขณะที่ไขมันลดลง
ผู้ที่ไม่มีเวลา: พยายามปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในแต่ละวัน เช่น ลุกขึ้นยืนและเดินสั้น ๆ ทุก ๆ 30 นาที ขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ หรือเดินให้เร็วขึ้นขณะเดินทาง
สำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การเข้าปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อวางแผนการรักษาร่วมกันตั้งแต่ต้นถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งในทางการแพทย์สมัยใหม่ จะเริ่มจากการตรวจวัดมวลร่างกายเพื่อประเมินอย่างละเอียด มีนักกำหนดอาหารคอยช่วยดูแลเรื่องมื้ออาหารอย่างถูกต้อง
ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่มาใช้อย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้ผู้รับการรักษาสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริงและปลอดภัยในระยะยาว

  🔴 เดนทีน ดึง Creativity และนวัตกรรม เพื่อมัดใจ Gen Z ตอกย้ำแบรนด์อันดับหนึ่ง 11 ปีซ้อน“การจะเป็นแบรนด์อันดับ 1 ว่ายากแ...
05/08/2026

🔴 เดนทีน ดึง Creativity และนวัตกรรม เพื่อมัดใจ Gen Z ตอกย้ำแบรนด์อันดับหนึ่ง 11 ปีซ้อน
“การจะเป็นแบรนด์อันดับ 1 ว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์นั้นยากกว่า” ประโยคคลาสสิกที่ไม่เกินจริงเลยสักนิด สำหรับแบรนด์ที่คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 แบรนด์หมากฝรั่ง (Chewing Gum) อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค 11 ปีซ้อนอย่าง เดนทีน (Dentyne)
ยิ่งในยุคที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วและซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ตลาดหมากฝรั่งต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่
ด้วยมูลค่าตลาดราว 1,100 ล้านบาท และอยู่ในเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทว่าท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งความท้าทายนี้ "เดนทีน" (Dentyne) กลับสามารถสร้างปรากฏการณ์สวนทางตลาด ด้วยการเติบโตทะลุเป้าในระดับ Double Digit
Marketeer พาไปดูเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้เดนทีนสามารถครองใจผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การเจาะลึกอินไซต์ พลิกโฉมภาพลักษณ์ และนำเสนอคุณค่าใหม่ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

อ่านบทความเต็มๆ ที่ลิงก์ในคอมเมนต์

ึ่งก้าว

ที่อยู่

Krungthonburi Road
Bangkok
10600

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Marketeer Onlineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Marketeer Online:

ทางลัด

แชร์