Marketeer Online ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Marketeer Online, เว็บไซต์ข่าวและสื่อ, Krungthonburi Road, Bangkok.

  🔴 ถ้า JAS ไม่ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกจะเสียอะไร และทำไมต้อง 600 ล้านบาทขณะนี้ชื่อของ JAS กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางจา...
04/06/2026

🔴 ถ้า JAS ไม่ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกจะเสียอะไร และทำไมต้อง 600 ล้านบาท

ขณะนี้ชื่อของ JAS กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางจากข่าวลือที่ว่าพวกเขาอาจเป็นตัวเต็งในการคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก

โดยบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้ประเมินสถานการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจ

เริ่มจากข้อมูลฐานลูกค้าของ Monomax ณ วันที่ 1 เมษายน ที่ระบุว่ามีสมาชิกแพ็กเกจพรีเมียร์ลีก (EPL) อยู่ถึง 1.73 ล้านราย ซึ่งส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจมาตรฐานแบบรายเดือนราคา 199 บาท

ความท้าทายของ JAS ในตอนนี้คือรอยต่อของช่วงปิดฤดูกาล เนื่องจากฤดูกาล 2025/26 เพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม และฤดูกาลใหม่ 2026/27 จะกลับมาเตะอีกครั้งในวันที่ 15 สิงหาคม ทำให้เกิดช่องว่างเกือบ 3 เดือน

ซึ่งเสี่ยงมากที่ลูกค้าจะตัดสินใจยกเลิกสมาชิกในช่วงนี้ และอาจเป็นเรื่องยากที่จะดึงดูดให้กลับมาสมัครใหม่เมื่อฤดูกาลหน้าเปิดฉาก

การมาถึงของทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกที่จะแข่งขันระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม จึงถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ลงตัวพอดีในการนำมาอุดช่องว่าง 3 เดือนดังกล่าว

ทาง บล.กสิกรไทย จึงมองว่า JAS จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดหากสามารถคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจาก FIFA มาได้สำเร็จ แล้วนำมาจัดรวมกับการสมัครรับชม EPL ในฤดูกาลถัดไป

ในทางกลับกัน JAS ก็จะเป็นผู้เสียประโยชน์มากที่สุดอย่างชัดเจนหากแฟนบอลชาวไทยหันไปเลือกดูฟุตบอลโลกผ่านช่องทางละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะผลกระทบระยะยาวคือผู้บริโภคอาจติดนิสัยและหันกลับไปรับชม EPL ผ่านช่องทางเถื่อนเช่นกัน ซึ่งจะไปลดมูลค่าของโครงการ EPL ในอนาคตลงได้

สำหรับการประเมินความคุ้มค่า ทาง บล.กสิกรไทย ได้คำนวณภายใต้สมมติฐานที่ว่า หากสมาชิก EPL เดิมทั้ง 1.73 ล้านรายยังคงสมัครแพ็กเกจต่อเพื่อดูฟุตบอลโลก ความสามารถในการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกของ JAS จะอยู่ที่ระดับจุดคุ้มทุนประมาณ 688.5 ล้านบาท

โดยตัวเลขนี้มาจากการนำฐานสมาชิก 1.73 ล้านคน คูณด้วยค่าบริการ 199 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน (1.73 ล้าน x 199 x 2)

หากบริษัทจ่ายค่าลิขสิทธิ์สูงกว่านี้ก็จะทำให้การซื้อลิขสิทธิ์มาฉายขาดทุน แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากฟุตบอลโลกสามารถดึงดูดแฟนบอลให้เข้ามาสมัครสมาชิกเพิ่มได้ ตัวเลขจุดคุ้มทุนก็จะขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจมองได้ว่าเม็ดเงินส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์ เพื่อดึงลูกค้าเก่าให้อยู่ในระบบและเป็นการหาสมาชิกใหม่ไปในตัว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงสมมติฐานเท่านั้น รายละเอียดที่แน่ชัดจะเป็นอย่างไร JAS จะซื้อลิขสิทธิ์จริงๆ หรือเปล่า และจะซื้อที่ราคาเท่าไหร่ ยังคงต้องรอติดตามข่าวสารจากทางบริษัทต่อไป

  🔴 อ่านวิธีคิด เอพี ไทยแลนด์ ออกแบบบ้านเดี่ยวด้วย NATURE ARCHITECT DESIGN สมดุลชีวิต-ธรรมชาติ ในทุกดีเทลการออกแบบ“เพราะ...
04/06/2026

🔴 อ่านวิธีคิด เอพี ไทยแลนด์ ออกแบบบ้านเดี่ยวด้วย NATURE ARCHITECT DESIGN สมดุลชีวิต-ธรรมชาติ ในทุกดีเทลการออกแบบ

“เพราะเชื่อว่า ‘บ้านที่ดี’ ไม่ได้หมายถึงแค่บ้านหลังใหญ่โต หรือมีฟังก์ชันครบครัน
แต่บ้านที่ดี คือบ้านที่เข้าใจชีวิต ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้จริงๆ …”

นี่คือประโยคสำคัญจาก คุณธิติเมศร์ สุขุมาลพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลุ่มธุรกิจบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) พูดถึงถึงวิธีคิดและจุดยืนของ เอพี ไทยแลนด์ ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้เป็น “บ้านที่เข้าใจชีวิต”

ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวแนวคิด ‘NATURE ARCHITECT DESIGN SERIES’ วิธีคิดวิธีดีไซน์โครงการบ้านเดี่ยวด้วยการออกแบบจากความเข้าใจคุณภาพชีวิตจริงของคนเมือง

🔴 เอพี ประเทศไทย ใช้บทเรียนจากการพัฒนาบ้านเดี่ยวกว่า 200 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2 แสนล้านบาท มาถอดรหัสพฤติกรรมคนเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างในทุกวัน จนกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการออกแบบดีไซน์บ้านเดี่ยวซีรีย์ใหม่อย่าง In-Depth Multi-Persona Customization หรือการมองครอบครัวของคนเมืองในวันนี้ออกเป็น Persona ที่หลากหลายและแตกต่างกัน ดังนั้นการดีไซน์บ้านจึงไม่สามารถออกแบบได้แบบ One-size-fits-all อีกต่อไป

หัวใจสำคัญของแนวคิดที่ว่าคือการสร้างที่อยู่อาศัยที่สามารถสร้าง Balance of Life หรือ สมดุลแห่งการใช้ชีวิต ระหว่างไลฟ์สไตล์ ธรรมชาติ รวมถึงการออกแบบในทุกๆ ดีเทล

เมื่อพูดถึงคำว่าธรรมชาติกับเรื่องของที่อยู่อาศัยอินไซต์จริงที่พบอีกหนึ่งอย่างคือ คนเมืองไม่ได้ต้องการแค่พื้นที่สีเขียว แต่ต้องการพื้นที่ที่เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับกิจวัตรประจำวัน เพื่อลดความเครียดและสร้างความผ่อนคลายให้กับตนเองได้

🔴 แนวคิดในการดีไซน์ ‘NATURE ARCHITECT DESIGN SERIES’
คำนึง 3 แกนหลักสำคัญของใช้ชีวิต

– การออกแบบสเปซที่สมดุล Space Quality ออกแบบให้พื้นที่ภายในและธรรมชาติภายนอกเชื่อมโยงกันอย่างลงตัว เน้นความโปร่งโล่งด้วยหน้าต่างบานใหญ่รอบบ้านเพื่อดึงแสงธรรมชาติรวมถึงการวางผังพื้นที่รองรับการใช้งานของคนทุกช่วงวัย

– Material Quality & Natural Feeling: การนำธรรมชาติเข้ามาสู่ภายในผ่านการเลือก คัดสรรวัสดุ ผิวสัมผัส และโทนสีธรรมชาติที่ใช้ตกแต่งในทุกดีเทลของบ้านทั้งภายในและภายนอกเพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่นและกลมกลืน

– นวัตกรรมที่สามารถสร้าง Quality Living คุณภาพชีวิตที่ออกแบบได้จริง เช่น

บ้านคลีนแอร์ นวัตกรรม SMART OXYFLOW SYSTEM ที่เติมอากาศสะอาดและกรอง PM2.5 ด้วยฟิลเตอร์ 2 ชั้น สร้างอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้านทั้งหลัง การเตรียมพร้อมเพื่อรองรับติดตั้ง EV Charger และ Solar Cell เพื่อการใช้พลังงานสะอาดและยั่งยืน รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รัดกุมและเทคโนโลยีที่ช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น

รวมถึงแนวคิดที่ว่ายังถูกนำมาใช้กับพื้นที่ส่วนกลางในโครงการเพื่อทำให้สมดุลชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น Smart Club House ใช้พลังงานสะอาดจาก Solar Cell พร้อมฟิตเนสที่มีระบบ Emergency System แจ้งเหตุฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย

เพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วย Biodiversity ‘หย่อมป่า’ สวนส่วนกลางขนาดใหญ่ที่เน้นความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ร่มรื่น Pet Park และพื้นที่สีเขียวที่ออกแบบมาอย่างใส่ใจเพื่อสร้างความสุขร่วมกันระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง

🔴 ชวนคุณแอน ทองประสม มาเป็นครอบครัว Live Well ถ่ายทอดนิยามของ “บ้านที่เข้าใจชีวิต”

ในมุมองของคุณแอนได้นิยามคำว่า “บ้านที่ดี” ไว้อย่างน่าสนใจ

“คำว่าบ้านที่ดี ต้องเป็นที่ที่เราอยากกลับมาเพื่อชาร์จพลัง และทำให้โดยไม่ต้องโหยหาความสุขจากที่อื่นอีก”

รวมถึงคุณแอนยังเป็นแฟนคลับของการใช้พื้นที่ส่วนกลางตัวยง เธอให้คำนิยามว่าระบบนิเวศแห่งความสุข เพราะเธอมองว่าบ้านไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่สีเขียวส่วนตัวมหาศาลที่ดูแลยาก แต่ควรมี “พื้นที่ส่วนกลางที่ใช้งานได้จริง” ให้ได้ออกไปสัมผัสแดด เหยียบหญ้า หรือรู้จักกับเพื่อนบ้านหรือสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ ในโครงการเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

รวมถึงบ้านยังต้องมี สมดุลภายใน-ภายนอก จากการออกแบบพื้นที่ภายในต้องไม่ปิดทึบหรือแบ่งแยกห้องจนมองไม่เห็นกัน คุณแอนประทับใจสเปซที่เปิดโล่งของบ้านที่อยู่ในโครงการที่ใช้แนวคิด NATURE ARCHITECT DESIGN ซึ่งทำให้เธอมองเห็นสัตว์เลี้ยงหรือคนในครอบครัวจากทุกมุม เช่น ขณะทำครัวก็ยังเห็นน้องหมาในห้องนั่งเล่น

และแนวคิดสุดท้ายคือ “แม้จะมีบ้านที่หรูหราเพียงใด หากร่างกายไม่แข็งแรงก็ไม่สามารถใช้พื้นที่เหล่านั้นได้อย่างคุ้มค่า บ้านที่เข้าใจชีวิตจึงต้องส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดีและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง

🔴แนวคิดในการดีไซน์บ้านเดี่ยว Nature Architect Design ถูกนำร่องใช้ที่ THE CITY บางนา 3 และ THE CITY พัฒนาการ 2 สามารถปิดยอดขายเฟสแรกได้ 100% ตั้งแต่โครงการเปิดตัว

และมีแผนขยายเพิ่มอีก 7 โครงการใหม่ในปีนี้ ทั้งโครงการ THE CITY บ้านเดี่ยวสำหรับครอบครัวใหญ่ ใน 3 ทำเลสำคัญ THE CITY เสรีไทย-วงแหวน, THE CITY สุขสวัสดิ์-พระราม 3, THE CITY เพชรเกษม-บางบอน

โครงการ CENTRO บ้านเดี่ยวครอบครัวคนเมืองรุ่นใหม่ CENTRO สุขุมวิท-บางนา, CENTRO ทวีวัฒนา 2, CENTRO ศรีนครินทร์-บางนา 2, CENTRO พหลโยธิน-สายไหม

ทั้งหมดนี้คือวิธีคิดของ เอพี ไทยแลนด์ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าบ้านที่ดีต้องเป็นมากกว่าที่พักอาศัยแต่ต้องเป็นพื้นที่ที่สร้างสมดุลแห่งความสุข เป็นที่ชาร์จพลังกายพลังใจ และพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในทุกจังหวะชีวิต

ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยด้วยวิธีคิด นวัตกรรม และดีไซน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ สำหรับลูกเอพีบ้านทุกคน…

-
#ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้ ิษัทอสังหาอันดับ1

  🔴 ถอดอินไซต์ที่พาให้ Kasty เป็นทรายแมวเต้าหู้เบอร์ 1 ของไทย โตรับเทรนด์ Cat Economy แซงทุกเทรนด์สัตว์เลี้ยงยิ่งเลี้ยงย...
04/06/2026

🔴 ถอดอินไซต์ที่พาให้ Kasty เป็นทรายแมวเต้าหู้เบอร์ 1 ของไทย โตรับเทรนด์ Cat Economy แซงทุกเทรนด์สัตว์เลี้ยง

ยิ่งเลี้ยงยิ่งรัก ยิ่งอยากดูแลเขาเหมือนคนในครอบครัว พฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ของคนไทยเปลี่ยนไปเป็น Pet Humanization โดยเฉพาะในตลาดสัตว์เลี้ยงอย่าง “แมว” ที่เติบโตแซงทุกเทรนด์ในช่วงที่ผ่านมา

อินไซต์ที่น่าสนใจของ Cat Economy คือคนไทยเลี้ยงแมวเพิ่มขึ้นถึง 25% ต่อปี
อีกทั้งคาดว่าคนจะเลี้ยงแมวเพิ่มถึง 4 ล้านตัว ภายในปี 2027

ที่สำคัญคือไม่ใช่เลี้ยงแบบธรรมดา แต่เทรนด์ของ Pet Humanization หรือ Pet Parent ทำให้แมวกลายเป็นลูก กลายเป็นคนหนึ่งคนในครอบครัว ทำให้ทุกอย่างที่คนเลี้ยง (ทาสแมว) ต้องเปย์ของดีที่สุด รวมถึงใส่ใจกับทุกๆ ดีเทลมากขึ้น

🔴เม็ด เปียก เลีย ของเล่นปังแล้ว… “ทรายแมว” คืออีกหนึ่งเรื่องที่ขาดไม่ได้

หนึ่งในอินไซต์สำคัญที่ทาง Kasty (แคสตี้) แบรนด์ผู้ผลิตทรายแมวแบบเต้าหู้ ภายใต้กลุ่มบริษัทอาหารสัตว์ KANIVA (คานิว่า) มองเห็นจากพฤติกรรมจริง ๆ ของคนเลี้ยงแมว คือการต้องตักอึตักฉี่ของเจ้านายตัวโปรดทุกวันไม่ใช่เรื่องน่าสนุก รวมถึงยังต้องรับมือกับเรื่องกลิ่นที่ตามมาจากการเลี้ยงแมวแบบระบบปิด

Kasty จึงตั้งโจทย์ใหญ่ในการพัฒนาทรายแมวว่า
“จะทำอย่างไรให้ชีวิตของคนเลี้ยงแมวรู้สึกดีขึ้นได้”

จากคำถามที่ว่านี้จึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ “ทรายแมวแบบเต้าหู้ ของ Kasty” ที่ตั้งใจเข้ามาช่วยเปลี่ยนหนึ่งในช่วงเวลาที่คนเลี้ยงเเมวรู้สึกเบื่อ อย่างการเก็บอึ เก็บฉี่ รวมถึงการต้องรับมือกับกลิ่น และฝุ่นจากทรายแมวแบบเดิมๆ

Kasty จึงออกแบบทรายแมวเต้าหู้ให้แตกต่าง ด้วยแนวคิดเรื่อง “กลิ่นหอมเหมือนเวลาไปคาเฟ่” เพราะเชื่อว่าคาเฟ่คือพื้นที่ของการพักผ่อน ความสบายใจ และบรรยากาศที่ทำให้คนรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งกลิ่นเครื่องดื่ม ขนม เป็นความรู้สึกที่เราสัมผัสได้จากการได้ดมกลิ่นหอม

ทำให้ Kasty เป็นเเบรนด์เเรกๆ ในตลาดที่หยิบเอากลิ่นหอมยอดนิยมเหล่านี้มาใส่ไว้ในทรายแมว เพราะแบรนด์เชื่อว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนเลี้ยงกับเเมวที่ถูกสร้างขึ้นจาก “Little Moments That Matter” หรือโมเมนต์เล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นตอนเล่นด้วยกัน อยู่ด้วยกัน หรือแม้แต่ช่วงเวลาทำความสะอาดกระบะทรายเเบบนี้…

ปัจจุบันทรายแมวแบบเต้าหู้ ของ Kasty มีให้เลือกมากกว่า 20 กลิ่น ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นออริจินัลที่ให้อารมณ์หอมกลิ่นนมๆ รวมถึงกลิ่นยอดฮิตในตลาดอย่างชาเขียวมัตฉะ หรือกลิ่นป๊อปคอร์นหอมข้าวโพดอบเคล้ากับเนยหอมๆ …

นี่คือกลยุทธ์ในการพลิก Pain Point ที่เกิดขึ้นในทุกๆ วันของคนเลี้ยงแมว จนกลายมาเป็นฮีโร่โปรดักส์ของแบรนด์

🔴 จากกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ สู่การแตก 3 ไลน์อัปสินค้าเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ

เพราะทรายแมวในยุคที่ทุกคนเลี้ยงแมวเหมือนลูก การขายทรายแมวแบบ Mass Product จึงอาจไม่ขายดีเท่ากับการทำ Premium Lifestyle Product ที่ผ่านการคิดและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาได้จริง

ทาง Kasty จึงแตกไลน์อัปสินค้าเพื่อตอบความต้องการที่ต่างกันออกไปในแต่ละบ้าน

– Kasty Signature คือภาพจำหลักของแบรนด์ ทรายเต้าหู้ธรรมชาติที่มาพร้อมกลิ่นสไตล์คาเฟ่เป็นเอกลักษณ์ และเป็นไลน์ที่พาแบรนด์ขึ้นสู่ตำแหน่งยอดขายอันดับ 1*

– Kasty Extreme เปรียบเหมือนสูตรพัฒนาที่ตีบวกประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ ตามความต้องการและการใช้งานของแต่ละบ้านเช่น Extreme Odour Lock : เน้นเรื่องการเก็บกลิ่น เหมาะสำหรับคนที่เลี้ยงแมวในห้องหรือคอนโด ที่ต้องใส่ใจเรื่องกลิ่นเป็นพิเศษ

Extreme Clumping : สูตรที่เน้นเรื่องการจับตัวไวเป็นพิเศษ ทำความสะอาดกระบะทรายง่าย รวมถึงสูตร Casava Extreme Natural ทรายแมวที่ทำจากมันสำปะหลังธรรมชาติ เป็นมิตรกับน้องแมว ให้มีตัวเลือกหลากหลายในการใช้งาน

– Kasty Pop : ออกแบบมาเพื่อทาสแมวยุคใหม่ ทั้งดีไซน์สีสันที่สนุกขึ้น กลิ่นที่มีคาแรกเตอร์สดใสมากขึ้น โดยมีต้นแบบมาจากเครื่องดื่มอย่างลิ้นจี่พีช หรือชานมเผือก มีคุณสมบัติพิเศษอย่างการผสม Probiotic ที่ช่วยกำจัดกลิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แล้วล่าสุดกับการออกสินค้าใหม่ สูตร Kitten & Sensitive สำหรับลูกแมวและแมวแพ้ง่าย ที่เม็ดทรายมีขนาดสั้นลง เพื่อความอ่อนโยนต่ออุ้งเท้า และพิเศษมี Perilla ช่วยปกป้องการแพ้จากทราย สำหรับเจ้าเหมียวแพ้ง่าย

🔴เติบโตเป็นเบอร์ 1 ในช่องทางออนไลน์ทั้ง Shopee และ Lazada

ส่วนคำว่าเบอร์ 1 ในตลาดทรายแมวของ Kasty มาจากผลสำรวจยอดขายระหว่างเดือนมกราคม 2566 ถึงธันวาคม 2568 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ Shopee และ Lazada และยังคงทำยอดขายอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ทรายแมว Kasty ยังถูกส่งออกไปวางขายกว่า 10 ประเทศทั่วโลก

รวมถึงความสำเร็จที่ได้รับรางวัลการันตี ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ทรายเต้าหู้อันดับ 1 จากเวที BRAND OF THE YEAR ปี 2025 – 2026 จากเวที World Branding Awards และรางวัลสุดยอดนวัตกรรมแห่งปี 2024 จากเวที INNOVATION AWARDS อีกด้วย

🔴ต่อยอดสู่สินค้าที่คิดมาเพื่อแมวและคนเลี้ยงแมวโดยเฉพาะ

ทาง Kasty ยังเริ่ม Diversify สินค้าในหมวดอื่น ๆ โดยใช้อินไซต์และวิธีคิด อย่างการหยิบ Pain Point จริง ๆ ของคนเลี้ยงแมวมาเป็นตัวตั้ง และทำสินค้าเพื่อตอบโจทย์นั้น ๆ ออกสู่ตลาด

ไม่ว่าจะเป็นทิชชูเปียกสำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ผลิตจากส่วนผสมธรรมชาติ ไม่ทำให้หมาแมวระคายเคือง ใช้เช็ดได้ทั้งตัว สบู่เหลวสำหรับอาบน้ำหมาแมวที่เน้นเรื่องกลิ่นหอม และไม่ทำร้ายผิวและขนของน้อง ๆ รวมถึงแผ่นดักทราย และกระบะทรายไซซ์ใหญ่สำหรับแมว เพื่อให้เข้าห้องน้ำได้อย่างสบายตัว

ทั้งหมดนี้คือทั้งอินไซต์จากคนเลี้ยงแมว รวมถึงวิธีคิดและวิธีพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะแมวจากทางแบรนด์ Kasty ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นแบรนด์ทรายแมวอีกต่อไป แต่กำลัง Diversify สู่แบรนด์ดูแลสัตว์เลี้ยงที่เข้าใจชีวิตคนเลี้ยงมากที่สุด

เมื่อแบรนด์สามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้แล้ว นี่คือ Position ที่แข็งแกร่งท่ามกลางการแข่งขันในยุคที่คนเลี้ยงสัตว์ยอมจ่ายเพื่อน้องโดยไม่ต้องคิดแบบนี้….

-
สามารถหาซื้อสินค้าภายใต้แบรนด์ Kasty ได้ที่ร้านเพ็ทช็อปชั้นนำ ช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม และห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://linktr.ee/kastykanimal

ิ่งใช้ยิ่งหอม #ทรายแคสตี้ยอดขายอันดับ1

  🔴เฟยก็คือเฟย กุ้ยเฟยก็คือกุ้ยเฟย หูกาง เอวเท่ากระดาษ A4 ขาวซีด หน้าเมล็ดแตงโม มาตรฐานความงามจีนที่กำลังฮิตในตลาดศัลยกร...
04/06/2026

🔴เฟยก็คือเฟย กุ้ยเฟยก็คือกุ้ยเฟย หูกาง เอวเท่ากระดาษ A4 ขาวซีด หน้าเมล็ดแตงโม มาตรฐานความงามจีนที่กำลังฮิตในตลาดศัลยกรรม
แต่งหน้าโต่วอิน ระเบิดใต้ตา พอกผิวขาวกันทั่วบ้านทั่วเมือง ล้วนเป็นเทรนด์ความงามที่เรารับมาจากสาวจีน
จากที่เมื่อก่อนเรามักพูดว่า “สวยเหมือนสาวเกาหลี” ปัจจุบันนี้เริ่มเปลี่ยนไปสู่ “สวยเหมือน พส.จีน”
หลุดมาจากโต่วอิน-สวยเหมือน พส.จีน–นางเอกซีรีส์แนวตั้ง
ความงามคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในประเทศที่มีการแข่งขันของประชากรสูงอย่างประเทศจีน มาตรฐานความงามหมุนเปลี่ยนไปทุกปี มีบางมาตรฐานที่ยืนยาวมาตั้งแต่สมัยโบราณ บางอย่างก็เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อไม่นานมานี้ และบางอย่างก็สุดโต่งจนคนประเทศอื่นถึงกับกุมขมับ
ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกเข้าไปในโลกของมาตรฐานความงามหนุ่มสาวชาวจีน
มาตรฐานความงาม : ใบหน้า
ความคาดหวังด้านความงามสำหรับผู้หญิงในประเทศจีนนั้นค่อนข้างเข้มงวด โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ผู้หญิงจีนจะต้องมีตากลมโต จมูกโด่ง รูปร่างเล็ก ผิวขาวเนียน นี่คือปัจจัยสำคัญที่สุดเมื่อพูดถึงมาตรฐานความงามสไตล์จีน
ใบหน้าเล็ก คางวี เป็นสัญลักษณ์ความงามสำหรับผู้หญิงจีนส่วนใหญ่
รูปทรงใบหน้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ หน้าไข่ห่าน (鹅蛋脸, édànliǎn) บางครั้งเรียกกันว่า ใบหน้าเมล็ดแตงโม (瓜子脸, guāzǐliǎn) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความงามแบบดั้งเดิมของจีน ต้องมีใบหน้าเล็ก คางเรียวแต่แหลมเล็กน้อย โหนกแก้มกลมมน มีเส้นสายอ่อนโยน รูปทรงใบหน้าเป็นรูปไข่และอิ่มเอิบ คล้ายเมล็ดแตงโมหรือไข่ คนดังที่มีใบหน้านี้ เช่น ฟ่านปิงปิง
ลำดับต่อมา ประเภทรูปหน้าที่ชาวเน็ตจีนนิยามไว้ “รูปหน้าแบบรักแรกพบ” (初恋脸, chūliànliǎn) ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน แสดงถึงความบริสุทธิ์และไร้เดียงสา
รูปทรงใบหน้าโดยรวมคล้ายไข่หรือเมล็ดแตงโม ดวงตาทรงอัลมอนด์ขนาดใหญ่ เปลือกตาสองชั้นไม่กว้างเกินไป คิ้วหนาเป็นธรรมชาติ ริมฝีปากอวบอิ่ม และใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์เหมือนเด็ก ให้ลุคฟีลสาวข้างบ้าน คนที่มีรูปหน้าแบบนี้ไม่ควรแต่งหน้าจัด
ต่อมาคือ หน้าปลาดุก (鲶鱼脸, niányúliǎn) ถือว่าเป็นรูปทรงใบหน้าที่มีเสน่ห์ที่สุดในบรรดารูปทรงใบหน้าต่างๆ
ใบหน้าประเภทนี้ประกอบด้วยปากใหญ่ ริมฝีปากหนา ระยะห่างระหว่างดวงตาค่อนข้างกว้าง และจมูกยุบลง
แม้ว่าลักษณะเหล่านี้จะถูกมองว่ามีข้อบกพร่องตามมาตรฐานความงามทั่วไปของจีน แต่โดยรวมแล้วถือว่าดูดีมีระดับและเย้ายวนอย่างยิ่ง คนดังที่มีใบหน้าประเภทนี้ ได้แก่ Shu Qi (舒淇) และ Ni Ni (倪妮)
มาตรฐานความงาม : ผิว
ผิวขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งความงามในประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชียมานานแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ผิวขาวเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง สุขสบาย และสง่างาม ในปัจจุบัน ผิวขาวก็ยังเป็นตัวแทนของความกระจ่างใส ความอ่อนเยาว์ และรูปลักษณ์ที่สดใส
ลองเดินไปตามถนนในประเทศจีน คุณจะเห็นผู้หญิงและผู้ชายถือร่มเพื่อบังแดด การอาบแดดไม่ใช่กระแสในประเทศจีน และยิ่งผิวขาวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
การดูแลผิวอย่างดีของสาวจีนก่อให้เกิดความเฟื่องฟูในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของจีน ผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่มักนิยมแบรนด์ต่างประเทศ โดยเฉพาะแบรนด์จากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
มาตรฐานความงาม : รูปร่าง
ผู้หญิงจีนส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะมีรูปร่างผอมเพรียวและบอบบาง ขาเรียวยาว เอวคอด เพราะพวกเธอติดอยู่กับแนวคิดเรื่องความผอมเพรียวมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น มีแม้กระทั่งคำกล่าวที่ว่า “ผู้หญิงที่ดีไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 50 กิโลกรัม”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บนโลกออนไลน์มักมีชาเลนจ์แปลก ๆ เพื่อให้คนแชร์สัดส่วนของตนเองว่าจะตรงตามมาตรฐานความงามจีนหรือไม่ นี่คือตัวอย่างชาเลนจ์บางส่วน
1.กระดูกไหปลาร้าวางเหรียญได้
จะต้องวางเหรียญบนกระดูกไหปลาร้าได้ ยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะถ้าคุณผอม กระดูกไหปลาร้าจะยิ่งเด่นชัด เพื่อเป็นการพิสูจน์เรื่องนี้ ผู้หญิงจึงเริ่มโพสต์ภาพบน Weibo ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเธอวางเหรียญจำนวนมากไว้บนกระดูกไหปลาร้าได้ จนลุกลามถึงการนำช็อกโกแลต โทรศัพท์ แม้กระทั่งกระป๋องเบียร์มาวางบนกระดูกไหปลาร้า แม้ในความเป็นจริงแล้ว การโชว์กระดูกไหปลาร้าไม่ได้หมายความว่าแข็งแรงหรือสุขภาพดีเสมอไป
2.เอวกระดาษ A4
ลองถ่ายรูปโดยใช้กระดาษขนาด A4 หนึ่งแผ่น หากกระดาษแผ่นนั้นสามารถปิดบังเอวของคุณได้ นั่นหมายความว่าคุณผอมและมีรูปร่างที่สวยงาม
3.ขาเรียว iPhone 6
ขาไอโฟน หรือ “苹果腿” คุณต้องสามารถวางไอโฟน 6 ให้ปิดคลุมเข่าทั้งสองข้างได้ มิเช่นนั้น จะแปลว่าขาของคุณไม่เรียวสวยอย่างที่ควรจะเป็น
4.แบงก์ร้อยพันข้อมือได้
อีกหนึ่งความท้าทายคือผู้หญิงนำธนบัตร 100 หยวน มาพันรอบข้อมือเพื่อโชว์ความผอม บางคนถึงกับนำธนบัตรใบเล็กกว่านั้นมาโชว์พันรอบข้อมือ
ความงามของผู้ชาย
มาตรฐานความงามในประเทศจีนสำหรับผู้ชายก็แทบจะเหมือนกับของผู้หญิง คือ ผิวขาว จมูกโด่ง ตาโต และส่วนสูงที่เหมาะสม
ผิวพรรณเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ชายเช่นกัน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ชายในประเทศจีนนั้นใหญ่มาก โดยมีมูลค่าประมาณ 16 พันล้านหยวน (77,000 ล้านบาท) โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยอดขายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ชายเพิ่มขึ้นเกือบ 20%
ผู้ชายจีนหลายคนใช้โทนเนอร์ มอยส์เจอไรเซอร์ เซรั่มบำรุงผิวให้กระจ่างใส และครีมกันแดดเป็นเรื่องปกติ เพราะการมีรูปลักษณ์ที่ดูดีบ่งบอกว่าคุณเป็นคนทันสมัย มีความรับผิดชอบ และปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี
การเพิ่มขึ้นของศัลยกรรมเสริมความงามในจีน
มีการประเมินว่า ตลาดศัลยกรรมตกแต่งของจีนเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านหยวน ในปี 2025 ราว 2 ล้านล้านบาท
โดยเฉพาะโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งสร้างรายได้ 454,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 16.2% จากปีก่อนหน้า
จีนมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุน โดยทั่วไปแล้วค่าใช้จ่ายในการทำศัลยกรรมในจีนจะถูกกว่าในประเทศตะวันตก 40-70% ตัวอย่างเช่น การทำศัลยกรรมจมูกมีราคาตั้งแต่ 3,000 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกามีราคาสูงกว่า 12,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยที่ขับเคลื่อนศัลยกรรมเสริมความงามในจีน มีดังนี้
● อิทธิพลของ K-Pop
แม้เกาหลีใต้จะมีอัตราการทำศัลยกรรมพลาสติกต่อหัวประชากรสูงที่สุดในโลก แต่หากคนจีนเริ่มนิยมหันเข้าหาการทำศัลยกรรมพลาสติกบ้าง ก็อาจล้มแชมป์นี้ของเกาหลีได้เลย ด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมเกาหลี ทั้งซีรีส์ เพลง ทำให้มาตรฐานความงามหลายอย่างของเกาหลีถูกใช้เป็นบรรทัดฐานที่คนอยากทำตาม
นอกจากทำศัลยกรรมในประเทศแล้ว ในแต่ละปี นักท่องเที่ยวจีนหลายล้านคนก็นิยมเดินทางไปเกาหลีด้วยแพ็กเกจท่องเที่ยวศัลยกรรมตกแต่ง นับเป็น 7 ใน 10 ของชาวต่างชาติที่มาทำศัลยกรรมตกแต่งในเกาหลีใต้ด้วยเช่นกัน
นิยมทำตาสองชั้น เสริมจมูก เหลาคาง ฉีดกลูตาไธโอน ซึ่งช่วยชะลอการสร้างเม็ดสีในผิวหนัง ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้น
เพราะภาพลักษณ์ที่ดีมีผลต่อการเพิ่มโอกาสในการทำงานและก้าวหน้าในอาชีพ รวมถึงการหาคู่ครองที่ฐานะดีด้วย ดังนั้นการทำศัลยกรรมจึงมักถูกมองว่าเป็นการลงทุนมากกว่าการสิ้นเปลืองเงินอย่างใช่เหตุ
● อิทธิพลโซเชียลมีเดีย (Weibo, Xiaohongshu, Douyin)
ดูเหมือนว่าโซเชียลมีเดียในจีนได้สร้างวงจรความงามที่ไม่รู้จบขึ้นมา แพลตฟอร์มเหล่านี้ทำให้วงจรมาตรฐานความงามของชาวเอเชียหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ และยกระดับมาตรฐานขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลาย ๆ เทรนด์ความงามเกิดจากคอนเทนต์ที่แชร์กันบนแพลตฟอร์ม เกิดเป็นแรงกดดันที่ต้องวิ่งตาม
เหล่าอินฟลูเอนเซอร์คนดังก็มักใช้ฟิลเตอร์ที่ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น ขยายดวงตา และทำให้ผิวดูเนียนไร้รูขุมขน จนคนที่สวยอยู่แล้วก็ดูสวยเกินจริงไปอีกระดับ
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเทรนด์การออกกำลังกายและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น กิจกรรมต่างๆ เช่น พิลาทิส โยคะ การวิ่ง กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น บ่งชี้ว่าผู้คนกำลังมองหาวิธีใหม่ๆ ในการนิยามความงามที่นอกเหนือไปจากความผอมบาง แต่ต้องสุขภาพดี สมดุล และแข็งแรง
ดารานักแสดงที่สะท้อนมาตรฐานความงามจีน
เมื่อพูดถึงบรรทัดฐานความงามของประเทศใด สิ่งหนึ่งที่เราสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ คือ ซูเปอร์สตาร์คนดังของบ้านเขา อย่างในประเทศจีน หญิงสาวที่ได้รับการยอมรับว่า “ใบหน้าแห่งจีน” คือ Liu Yifei เจ้าของฉายา “นางฟ้าแดนมังกร”
สวยสง่า ผิวขาวออร่า และมีบุคลิกที่ดูแพงแบบดั้งเดิม ถือเป็นนักแสดงที่เป็นลูกรักของชาวจีน และได้รับการชื่นชมจากคนทุกเพศอยู่เสมอถึงเรื่องความงดงามแบบจีนแท้
ทุกครั้งที่ซีรีส์ของเธอออกอากาศก็มักจะมีภาพสวย ๆ ในฉากถูกแชร์ว่อนโลกโซเชียล พร้อมกับชื่นชมความสวยไม่ขาดปาก
อย่างไรก็ดี เรื่องรูปร่างอี้เฟยยังถูกตำหนิอยู่บ้างว่าไม่ผอมเหมือนสาวจีน ด้วยความที่เธอสูง 170 ซม. เอว 25 น้ำหนัก 50 กก. มันดูสมส่วนมากในสายตาชนชาติอื่น แต่สำหรับคนจีนยังถือว่าดูอวบ
ทั้งนี้ มีกระแสขบวนการเฟมินิสต์และส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อร่างกายเป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำที่กำลังรอวันปะทุ ผู้หญิงจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมพวกเธอต้องผอมเพรียว ดูอ่อนเยาว์ หรือไร้ที่ติถึงจะถูกมองว่าสวย พวกเธอต่อต้านมาตรฐานความงามแบบแคบๆ ของจีน และเรียกร้องอิสรภาพจากการตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก
เราต่างได้เห็นอุดมคติความงามที่ยากจะเข้าถึงอยู่ทุกวัน มาตรฐานความงามบางอย่างคงเดิมมานานหลายปี ในขณะที่บางอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การพยายามบรรลุมาตรฐานความงามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสุขภาพนัก แต่การรู้เกี่ยวกับมาตรฐานเหล่านี้บ้างจะช่วยให้คุณเข้าใจวัฒนธรรมจีนได้ดียิ่งขึ้น

🔴  🔴บทเรียนธุรกิจจาก “ตัน ภาสกรนที” “เจ็บ” แต่ไม่เคย “จบ” เมื่อประสบการณ์กลายเป็นอาวุธที่เงินซื้อไม่ได้🔴หากพูดถึงนักธุรก...
03/06/2026

🔴 🔴บทเรียนธุรกิจจาก “ตัน ภาสกรนที” “เจ็บ” แต่ไม่เคย “จบ” เมื่อประสบการณ์กลายเป็นอาวุธที่เงินซื้อไม่ได้

🔴หากพูดถึงนักธุรกิจที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมาอย่างยาวนาน ชื่อของ “ตัน ภาสกรนที” ยังคงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของคำว่า “ชีวิตไม่มีทางตัน”

จากเด็กเสิร์ฟ เด็กส่งของ กลายมาเป็นเจ้าของอาณาจักรชาเขียว อิชิตัน กรุ๊ป ที่ปี 2568 มีรายได้ 8,239.86 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,327.63 ล้านบาท

เส้นทางธุรกิจของคุณตัน ไม่ได้น่าสนใจเพราะความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเขาเคยผ่านวันที่กราฟธุรกิจพุ่งขึ้นสูงสุด และวันที่กราฟดิ่งลงจนเกือบแตะพื้นมาแล้วเช่นกัน

เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเขาอาจไม่ใช่เงินทุนหรือชื่อเสียง แต่คือ “ประสบการณ์” ที่สอนให้รู้ว่าตลาดไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีเสมอไป งานวิจัยไม่ได้ตอบทุกคำถาม วิกฤตไม่ได้มีไว้ให้หวาดกลัว และบางครั้งการอยู่รอดก็สำคัญกว่าการรักษาหน้าตา

🔴บนเวทีสัมมนา AIS presents WTF Festival เขาได้แบ่งปันมุมมองจากคนที่ผ่านสนามจริงมาแล้ว จนตกผลึกเป็นบทเรียนที่น่าคิด โดยเฉพาะประสบการณ์จากการบุกตลาดต่างประเทศ ที่ผู้ประกอบการหลายคนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

🔴อินโดนีเซีย คือประเทศเป้าหมายแรก เพราะมองเห็นโอกาสจากจำนวนประชากรกว่า 200 ล้านคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนมาก และยังมีหุ้นส่วนธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่างเจ้าของเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ Alfamart ซึ่งมีสาขานับหมื่นแห่งทั่วประเทศ

ในตอนนั้นเขาเชื่อว่า “ยังไงก็น่าจะสำเร็จ” เพราะทั้งตลาดใหญ่และมีพาร์ทเนอร์ที่ดี

แต่เมื่อเข้าไปทำจริงกลับพบว่าหลายอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด

🔴ความผิดพลาดข้อที่ 1 คือ “รสชาติสินค้าไม่ตรงกับความนิยมของคนท้องถิ่น” เครื่องดื่มที่นำไปขาย เช่น ชาเขียวรสชาติต่าง ๆ ไม่ถูกปากผู้บริโภคอินโดนีเซีย เพราะวัฒนธรรมการดื่มแตกต่างกันอย่างมาก คนอินโดนีเซียคุ้นเคยกับรสชาติที่เข้มข้นและมีเครื่องเทศ ซึ่งต่างจากรสนิยมของคนไทยโดยสิ้นเชิง

🔴ข้อที่สอง2 คือเรื่องต้นทุนการแข่งขัน แม้ตลาดชาของอินโดนีเซียจะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 70,000 ล้านบาท แต่ประเทศมีเกาะมากกว่า 3,000 เกาะ ทำให้ต้นทุนการกระจายสินค้าสูง ขณะที่คู่แข่งท้องถิ่นมีโรงงานกระจายอยู่หลายพื้นที่ สามารถผลิตและส่งสินค้าได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า

🔴ข้อที่ 3 คือ “กำลังซื้อของผู้บริโภค” เพราะภาพที่เห็นในกรุงจาการ์ตาทำให้เข้าใจว่าตลาดมีกำลังซื้อสูง แต่เมื่อออกไปต่างจังหวัดกลับพบว่าคนจำนวนมากยังมีรายได้ต่ำ ทำให้สินค้าของบริษัทเข้าถึงผู้บริโภคได้ยากกว่าที่คาด

🔴ข้อที่ 4 คือการมองข้ามโครงสร้างการค้าปลีกของอินโดนีเซีย แม้จะมีพาร์ทเนอร์เป็นเจ้าของเครือข่ายร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ แต่ตลาดชาของอินโดนีเซียกว่า 80% ยังอยู่ในร้านโชห่วยและร้านค้าดั้งเดิม ส่วน Modern Trade มีสัดส่วนเพียง 20%

นั่นทำให้อิชิตันเข้าถึงจุดขายจริงเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ส่งผลให้แม้ทำโปรโมชั่นจนแบรนด์ดัง แต่ผู้บริโภคจำนวนมากกลับไม่สามารถหาซื้อสินค้าได้

คุณตันเล่าว่า เขาใช้เวลาถึง 5 ปีเต็มกับการขาดทุนในตลาดอินโดนีเซีย ก่อนจะเจอคำตอบสำคัญในปีที่ 6

“บังเอิญผมไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ต ผมเป็นคนช่างสังเกตอยู่แล้ว ก็เลยเริ่มมองดูว่าคนที่นี่ซื้ออะไรกัน”

สิ่งที่เขาเห็นคือ ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านคีออสในอินโดนีเซีย ต่างก็มี "ชานมไทย" วางขายอยู่แทบทุกแห่ง แถมยังขายได้ในราคาค่อนข้างสูงและได้รับความนิยมมาก แล้วยังพบว่า คนอินโดนีเซียชื่นชอบชานมไทยมาก เวลาเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยก็มักซื้อชานมไทยและสินค้าเครื่องดื่มกลับประเทศอยู่เสมอ

คุณตันจึงตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ จากเดิมที่พยายามขายชาเขียวแบบเดียวกับในไทย มาเป็นการพัฒนา "อิชิตัน ไทยมิลค์ที" ซึ่งขายดีมาก จนธุรกิจที่ขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปีสามารถพลิกกลับมาทำกำไรไ

“ถ้าผมลงไปคลุกคลีอยู่กับตลาดจริงตั้งแต่วันแรก บางทีผมอาจเจอคำตอบนี้ตั้งแต่ปีแรกแล้วก็ได้”

บทเรียนจากอินโดนีเซียทำให้คุณตันตระหนักว่า การมองเห็นเพียงจำนวนประชากรหรือขนาดตลาดยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญกว่าคือการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค วัฒนธรรมการบริโภค โครงสร้างต้นทุน และช่องทางจัดจำหน่ายของประเทศนั้นอย่างลึกซึ้ง

🔴อย่าพึ่งพางานวิจัยตลาด (Research) เพียงอย่างเดียว

เขาไม่เชื่อการทำวิจัยตลาดแบบเรียกคนมาชิมสินค้าแล้วถามว่าอร่อยหรือไม่ เพราะคำตอบจำนวนมากมักเกิดจากความเกรงใจ จุดเริ่มต้นของชาเขียวบรรจุขวดจึงไม่ได้มาจากรายงานในห้องประชุม แต่เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมลูกค้าจริง

ในมุมของนักธุรกิจรายนี้ การเห็นพฤติกรรมจริงของผู้บริโภคสำคัญกว่าการนั่งอ่านรายงานอยู่ในห้องประชุม หากอยากเข้าใจตลาดจริง ผู้บริหารต้องลงพื้นที่เอง ต้องขึ้นรถเมล์ นั่งแท็กซี่ เดินตลาด และเห็นว่าคนใช้ชีวิตกันอย่างไร เพราะหลายครั้งโอกาสทางธุรกิจซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ไม่มีอยู่ในรายงานวิจัย

“ถ้าเราอยู่โรงแรมห้าดาวแล้วมีคนขับรถให้เรา เราจะเห็นอะไรนอกจาก Lobby”

🔴บทเรียนจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์

อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกพูดถึงบนเวที คือบทเรียนจากภาพยนตร์ The Godfather ซึ่งเขาใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเรียนรู้เรื่องคน การเจรจา และจิตวิทยาทางธุรกิจ

สิ่งที่เขาจำได้มากที่สุดคือ การไม่เปิดจุดอ่อนให้อีกฝ่ายอ่านเกมออก เพราะเมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าเรากำลังเดือดร้อน หรือกำลังคิดอะไรอยู่ เราจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันที การเจรจาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของข้อเสนอ แต่เป็นเรื่องของการคุมอารมณ์ คุมข้อมูล และรู้ว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูดในจังหวะนั้น

“เวลาเจรจาธุรกิจ ห้ามแสดงอารมณ์หรือพูดถึงปัญหาและความกดดันของเราให้อีกฝ่ายรู้เด็ดขาด”

เขายกตัวอย่างตัวละครที่ใช้อารมณ์จนถูกฝ่ายตรงข้ามหลอกให้เดินเข้าสู่กับดัก รวมถึงบทเรียนว่าคนที่เงียบและไม่แสดงออกอาจเป็นคนที่อันตรายที่สุดในเกมอำนาจ เพราะอีกฝ่ายมักอ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทั้งหมดนี้ถูกเชื่อมกับโลกธุรกิจจริง โดยเฉพาะการไม่แสดงความกดดัน ความสิ้นหวัง หรือปัญหาของตัวเองให้อีกฝ่ายเห็น

นอกจากนี้ เขายังพูดถึงแนวคิดเรื่องข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งในมุมของเขา คือการเข้าใจสถานการณ์ให้ขาด และรู้ว่าบางครั้งการตัดสินใจยอมรับข้อเสนอที่เหมาะสม อาจดีกว่าการยื้อจนเสียโอกาสทั้งหมดไป

ครั้งหนึ่งเขาเคยมีที่ดินแปลงหนึ่งอยู่ย่านเพลินจิต ก่อนจะมีบุคคลสำคัญเข้ามาติดต่อขอซื้อ

“จริง ๆ ผมไม่ได้อยากขายหรอกนะ แต่ตอนนั้นทำให้เขานึกถึงฉากดังใน The Godfather ที่พูดถึง ‘ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้’ ซึ่งไม่จำเป็นต้องหมายถึงการข่มขู่เสมอไป ตรงกันข้าม ผู้ซื้อมอบราคาที่สูงมากในยุคนั้นถึงตารางวาละ 1 ล้านบาท แถมยังออกค่าใช้จ่ายในการโอนทั้งหมดให้อีกด้วย”

เขายอมรับว่า ในโลกธุรกิจ บางครั้งการตัดสินใจไม่ได้มีแค่เรื่องของราคา แต่ยังมีเรื่องของความสัมพันธ์และบริบทแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

คุณตันชอบติดตามผู้ใหญ่และคบคนเก่ง ๆ เพื่อฟังแนวคิด เพราะคำพูดบางคำอาจเป็นประโยชน์ในยามวิกฤต เช่น คำว่า “ตัดแขนรักษาชีวิต” ที่ได้ยินจากคนในวงแชร์ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ซึ่งสอนว่าคนที่จะรอดจากวิกฤตคือคนที่กล้าขายทรัพย์สิน (เช่น แหวนเพชรประจำตระกูลหรือที่ดิน) เพื่อนำเงินสดมารักษาธุรกิจไว้

ส่วนคนที่ห่วงหน้าตาไม่ยอมขาย สุดท้ายจะล้มละลาย คำพูดนี้ทำให้ปี 2540 ตอนที่คุณตันล้มละลาย เขาตัดสินใจขายทุกอย่างที่มีจนสามารถรอดมาได้และกลับมารวยกว่าเดิม การหมั่นฟังและอ่านหนังสือก็เหมือนการ “ขุดคลองเตรียมไว้” วันนี้ฝนไม่ตกอาจจะดูไม่มีประโยชน์ แต่วันที่พายุวิกฤตพัดมา คลองที่ใหญ่พอจะช่วยให้เราไม่จมน้ำตาย

🔴สุดท้ายคุณตันทิ้งท้ายว่า อย่าท้อแท้เมื่อเจอวิกฤต ขอแค่มีสติและมีกำลังใจ เราก็จะผ่านมันไปได้

“บางทีโอกาสในการร่ำรวยอาจอยู่ในช่วงเวลานี้ก็ได้ ในวันที่คนอื่นกำลังสับสนหรือหมดกำลังใจ แต่เรายังตาสว่าง ยังมีสติ และมองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น”

  🔴 เอาหละ เอาหละ บอลโลกปีนี้ แมคโดนัลด์ ขอคิกออฟชิงพื้นที่สื่อก่อนใครด้วยแคมเปญสุดเซอร์ไพรส์ “ส่งลูกฟุตบอลยักษ์บุกเมือง...
03/06/2026

🔴 เอาหละ เอาหละ บอลโลกปีนี้ แมคโดนัลด์ ขอคิกออฟชิงพื้นที่สื่อก่อนใครด้วยแคมเปญสุดเซอร์ไพรส์ “ส่งลูกฟุตบอลยักษ์บุกเมือง!”

เมื่อลูกบอลยักษ์ที่ว่าดันไปติดอยู่บนโลโก้ตัว M ของแมคโดนัลด์สัญลักษณ์ที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี จนใครเห็นก็ต้องหยุดมอง

ไอเดียสุดเจ๋งที่ทั้งดึงดูดสายตาและใครผ่านไปมาก็ต้องหันมองอดหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปไม่ได้!

นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณพร้อมปลุกกระแสบอลโลกให้คึกคึก เตรียมต้อนรับมหกรรมการแข่งขันที่ไม่ได้ดึงดูดเพียงแฟนบอล แต่ยังชวนผู้คนทั่วทุกมุมโลกให้มาสนใจการแข่งขันสุดดุเดือนที่ว่านี้ไปพร้อมกัน

สำหรับแคมเปญลูกบอลยักษ์บุกเมืองจากทางแมคโดนัลด์ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ที่หน้าร้านแมคโดนัลด์สาขาเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สุขุมวิท-เอกมัย, อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง, พาซิโอ ลาดกระบัง และอาคารเพลินจิต เซ็นเตอร์ ลองแวะไปถ่ายรูปกันได้!

ในมุมการตลาด... นี่ไม่ใช่เพียงแค่แคมเปญเรียกกระแสไวรัลจากลูกฟุตบอลยักษ์ แต่นี่คือการที่ แมคโดนัลด์ ขอลงสนามคิกออฟบอลโลกหนนี้ก่อนใครเพื่อชิงทั้งพื้นที่ความสนใจ พร้อมกับไดร์ฟกระแสบอลโลกที่กำลังจะมาถึงให้มีสีสันยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ในฐานะแบรนด์ร้านอาหาร QSR เพียงรายเดียวที่เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของฟุตบอลโลก 2026 หนนี้จะยังมีเซอร์ไพรส์ให้แฟนบอลได้ติดตามอีกแน่นอน เตรียมร่วมลุ้นพร้อมกันทั่วประเทศ! ได้ในเร็ว ๆ นี้ที่ McDonald's

#แมคโดนัลด์

  🔴สิ่งนี้จะมาแทนที่มัตฉะ? รู้จัก “Ube” เครื่องดื่มใหม่กำลังยึดฟีดโซเชียลขณะนี้หรือจะได้เวลาที่ “มัตฉะ” จะต้องหลีกทางให้...
03/06/2026

🔴สิ่งนี้จะมาแทนที่มัตฉะ? รู้จัก “Ube” เครื่องดื่มใหม่กำลังยึดฟีดโซเชียลขณะนี้
หรือจะได้เวลาที่ “มัตฉะ” จะต้องหลีกทางให้กับเมนูนี้
เพราะตอนนี้ “Ube” คือเครื่องดื่มใหม่ล่าสุดที่กำลังมาแรงในโลกโซเชียลมีเดีย สเต็ปของกระแสเกิดเหมือนกับตอนมัตจะไม่มีผิด Ube ถูกนำไปใส่ในทุกเมนู ตั้งแต่ช็อกโกแลตร้อน ลาเต้ มัตฉะ ชานม ชีสเค้ก น้ำแข็งใส
Ube คืออะไร?
Ube (อ่านว่า อู-เบะ) หรือมันม่วงฟิลิปปินส์ เป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดจากประเทศฟิลิปปินส์ ลักษณะคล้ายมันเทศแต่คนละสายพันธุ์ ใช้ในอาหารหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่จะใช้ในของหวาน
Ube มักจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่อบอุ่น และเป็นส่วนผสมยอดนิยมในสูตรอาหารของประเทศเขตร้อน จุดเด่นอยู่ที่เนื้อสีม่วงสดสะดุดตา กำลังกลายเป็นรสชาติใหม่ที่ครองฟีด TikTok และ Instagram แบบเต็มตัว
อันที่จริง Ube มีมานานแล้ว แต่ในแวดวงร้านกาแฟเพิ่งเริ่มเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปี 2025 ที่ผ่านมา หลายแบรนด์ดังอย่าง Starbucks, Costa Coffee, King’s Hawaiian และ Trader Joe’s ต่างเริ่มนำ Ube เข้าไปอยู่ในเมนูประจำฤดูใบไม้ผลิในร้านตัวเอง
ในวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ Ube ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่อยู่คู่กับขนมหวานและอาหารมายาวนาน เช่น Ube Halaya (แยมมันม่วง), เค้ก Ube, ไอศกรีม Ube โดยเฉพาะใน “ฮาโล-ฮาโล” หรือน้ำแข็งใสฟิลิปปินส์ ก่อนกลายเป็นวัตถุดิบระดับโกลบอลเทรนด์ที่เริ่มขยายจากเอเชียสู่ยุโรป อเมริกา และเกาหลีใต้
Ube รสชาติเป็นอย่างไร
แม้หลายคนจะสนใจสีอันโดดเด่น แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นไวรัลจริง ๆ คือรสชาติที่มีเอกลักษณ์ หวานคล้ายวานิลลาผสมกลิ่นถั่วอ่อน ๆ กลิ่นดิน คล้ายพิสตาชีโอ หรือมะพร้าว เนื้อสัมผัสครีมมี เป็นรสชาติที่ใหม่แต่กินง่าย เพราะไม่ได้หวานจัดหรือแปลกจนเกินไป ทำให้คนที่ลองครั้งแรกเข้าถึงได้ง่าย
Ube สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมได้ทั้งในเครื่องดื่ม ไอศกรีม เค้ก บราวนี่ คุกกี้ และอื่น ๆ อีกมากมาย
จังหวัดโบโฮลครองตำแหน่งจังหวัดที่ผลิตมันม่วงมากที่สุดในฟิลิปปินส์ โดยคิดเป็น 35% ของผลผลิตรวมของประเทศ
Ube เผือก และมันเทศม่วง ต่างกันอย่างไร
แม้จะดูคล้ายกัน แต่ Ube มีรสชาติอ่อนหวานและคล้ายวานิลลา ทำให้เป็นส่วนผสมยอดนิยมในของหวาน แต่เผือกมีเนื้อสัมผัสหยาบ เปลือกสีน้ำตาล เนื้อด้านในสีขาว มีจุดสีม่วง มีแป้งมากกว่า เหมาะสำหรับอาหารคาว เช่น ซุปและสตูว์มากกว่า ส่วนมันม่วงมีเนื้อแน่นและแห้งกว่ามาก มีรสหวานแบบดิน ๆ นิยมนำไปอบหรือย่างและเสิร์ฟในอาหารคาวมากกว่าของหวาน
ทำไม Ube ถึงกลายเป็นไวรัลได้?
เหตุผลแรกด้วยสีสันสะดุดตา เหมาะกับยุคแห่งการถ่ายคอนเทนต์ จึงทำให้เมนูนี้แพร่หลายใน Instagram และ TikTok หลังจากยุคของมัตฉะสีเขียว ตอนนี้หลายคนมองว่าสีม่วง Ube กำลังเข้ามาเป็นสีแห่งฤดูใบไม้ผลิตัวใหม่ สีม่วงที่ตัดกับสีโฟมนม เมื่ออยู่บนโซเชียลยิ่งดึงดูดสายตา
มีการค้นหาแฮชแท็กบน Instagram พบโพสต์เกือบ 750,000 โพสต์ และวิดีโอเกือบ 115,000 รายการบน TikTok
อีกทั้งเทรนด์อาหารยุคนี้คนกำลังมองหาประสบการณ์และวัฒนธรรม ผู้คนเริ่มเปิดรับวัตถุดิบจากประเทศอื่นมากขึ้น เช่น Yuzu จากเอเชียตะวันออก, โฮจิฉะ, Dubai Chocolate, Japanese Cheesecake Yogurt และตอนนี้ Ube จากฟิลิปปินส์ก็กำลังเข้ามาอยู่ในลิสต์
ซึ่ง Ube ถูกนำไปใช้ในเมนูหลากหลาย เช่น ลาเต้ Ube, Ube มัตจะ, ชานมไข่มุก Ube, Ube ชีสเค้ก, Ube โมจิ
วัตถุดิบนี้กำลังเป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกา เดินตามรอยฮิตของยูซุ มัตฉะ โฮจิฉะ มาติด ๆ และกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระแสหลักในสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มตัว
Ube ประโยชน์ต่อสุขภาพ
Ube เป็นพืชหัวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตที่ดีต่อสุขภาพ วิตามิน A วิตามิน C วิตามิน E โพแทสเซียม และใยอาหารสูง ช่วยให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถส่งเสริมสุขภาพโดยรวมได้
สีม่วงเข้มยังบ่งบอกว่ามีสารแอนโทไซยานินอยู่มาก ซึ่งเป็นสารเคมีที่ช่วยฟื้นฟูการทำงานของสมองและกล้ามเนื้อที่เสื่อมลง เนื่องจากไม่มีคาเฟอีนหรือธีอีน จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มองหาเครื่องดื่มผ่อนคลายระหว่างวัน
จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยแคนซัส ระบุว่า Ube ช่วยป้องกันความเสียหายของดีเอ็นเอ โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งบางชนิดได้ด้วย
เริ่มได้รับความนิยมมาตั้งแต่เมื่อไหร่
ยากที่จะนึกภาพในช่วงหลายปีก่อน Ube แทบจะไม่มีอยู่ในเมนูใดเลย แต่ Datassential ระบุว่า Ube มีกระแสครั้งแรกในช่วงปี 2017 แต่ไม่ได้ฮิตจนยืนระยะอยู่ยาวได้ ปัจจุบัน ถูกนำกลับไปใช้โดยร้านอาหารเครือใหญ่ ๆ
ข้อมูลผู้บริโภคจาก Datassential ระบุว่า Uber Eats กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ปัจจุบันร้านอาหารในสหรัฐอเมริกามีเมนูที่มีส่วนผสมของ Ube อยู่ 1.3% และคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.4% ภายในปี 2029
เมนูนี้เติบโตขึ้น 231% ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา และผู้บริโภค 27% รู้จัก Ube (+4% เมื่อเทียบกับ 2 ปีที่แล้ว) ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคมากกว่า 1 ใน 4 รู้จักมันม่วงแล้ว กว่า 13% เคยลองใช้แล้ว และอีก 9% บอกว่าชอบหรือรักมัน (+1.2% เมื่อเทียบกับ 2 ปีที่แล้ว)
จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือยืนระยะอยู่ยาวได้เหมือน “มัตฉะ”
หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า Ube จะกลายเป็นมัตจะตัวใหม่หรือไม่ แม้มัตฉะจะยังแข็งแรงมากในตลาดเครื่องดื่ม แต่ Ube มีจุดเด่นต่างออกไป คือ สีโดดเด่นกว่า รสชาติเข้าถึงง่าย ใช้ร่วมกับกาแฟและวานิลลาได้ง่าย
อย่างไรก็ดี มัตฉะเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมติดลมบนในร้านกาแฟหลายแห่งไปแล้ว จึงดูเหมือนว่า Ube จะเข้ามาเป็นส่วนเสริมมากกว่าที่จะมาแทนที่ หลายแบรนด์ก็กำลังนำเสนอ Ube เป็นรสชาติใหม่ควบคู่ไปกับมัตฉะ หรือผสมกับส่วนผสมที่ลูกค้าคุ้นเคย เช่น วานิลลา
แม้หลาย food trend จะมาเร็วไปเร็ว แต่ Ube มีหลายปัจจัยที่ทำให้มันอาจอยู่ได้นานกว่ากระแสทั่วไป ทั้งรากวัฒนธรรมชัดเจน ใช้ได้ทั้งเครื่องดื่มและขนม รสชาติกินง่าย สีสันสวยเหมาะกับโซเชียล
#มัทฉะ

ที่อยู่

Krungthonburi Road
Bangkok
10600

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Marketeer Onlineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Marketeer Online:

แชร์