05/08/2026
🔴ตลาดครีมซอง 1.27 หมื่นล้านยังโตต่อ วันที่ผู้บริโภคไม่กล้าซื้อขนาดใหญ่ แบรนด์เร่งสร้างลูกค้าใหม่ผ่านการลองใช้
เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ ไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคหยุดดูแลตัวเอง แต่เปลี่ยนวิธีตัดสินใจซื้อ จากเดิมที่จ่ายเงินก้อนใหญ่กับสกินแคร์ขนาดจริง กลายเป็นการเริ่มต้นด้วย “ครีมซอง” ราคาไม่กี่สิบบาท เพื่อทดลองก่อน หากใช้แล้วตอบโจทย์ จึงค่อยกลับมาซื้อขนาดใหญ่
พฤติกรรมนี้ทำให้ครีมซองไม่ได้เป็นเพียงสินค้าราคาประหยัดอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ประตูบานแรก” ที่แบรนด์ใช้สร้างฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และผู้บริโภคที่ยังไม่กล้าจ่ายกับสินค้าราคาแพง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ปี 2569 ตลาดครีมซองไทยจะมีมูลค่า 12,700 ล้านบาท เติบโต 4% จากปี 2568 ที่มีมูลค่า 12,200 ล้านบาท แม้การเติบโตชะลอลงจากอดีต แต่ตลาดยังเดินหน้าขยายตัวต่อเนื่อง
🔴 มูลค่าตลาดครีมซองไทย
ปี 2565 : 7,600 ล้านบาท
ปี 2566 : 9,700 ล้านบาท เติบโต 28%
ปี 2567 : 11,300 ล้านบาท เติบโต 16%
ปี 2568 : 12,200 ล้านบาท เติบโต 8%
ปี 2569 : 12,700 ล้านบาท เติบโต 4%
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดเติบโตมาจาก 3 เรื่อง ได้แก่ ราคาที่เข้าถึงง่าย หาซื้อสะดวกจากช่องทางร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ และตอบโจทย์พฤติกรรม “ทดลองใช้ก่อนซื้อจริง”
ปัจจุบันแบรนด์ไทยยังครองตลาดมากกว่า 82% ขณะที่การแข่งขันเริ่มเปลี่ยนจากการแข่งราคา ไปสู่การพัฒนาสูตร การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนมากขึ้น
🔴 ศรีจันทร์มอง “ครีมซอง” ช่วยลดความเสี่ยงการตัดสินใจซื้อ
รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด มองว่า ในวันที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ครีมซองช่วยให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เพราะผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ และสามารถทดลองว่าสินค้าเหมาะกับผิวหรือไม่
นอกจากราคาแล้ว ผู้บริโภคยุคนี้ยังให้ความสำคัญกับส่วนผสม อ่านฉลาก และศึกษาข้อมูลก่อนซื้อ ทำให้แบรนด์ต้องสื่อสารเรื่องประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และผลการทดสอบมากขึ้น
ข้อมูลจาก Nielsen ระบุว่า ตลาดมอยส์เจอไรเซอร์แบบซองมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ของศรีจันทร์เติบโต 45.3% สูงกว่าตลาดที่เติบโต 8.8% และครองอันดับ 1 ในกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์แบบซองต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
🔴 Smooth E เปลี่ยนมุมมอง “ครีมซอง” จากสินค้าราคาถูก สู่เครื่องมือหาลูกค้าใหม่
ธนชัย ชัยกิตติวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เมื่อ 10 ปีก่อน ครีมซองมีสัดส่วนเพียง 20% ของตลาดสกินแคร์ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50%
เหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภครุ่นใหม่ต้องการทดลองใช้ก่อนซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเวชสำอางที่มีราคาสูงระดับ 2,000-3,000 บาท การมีสินค้าซองช่วยลดกำแพงในการเข้าถึงแบรนด์
แม้ในช่วงแรก Smooth E กังวลว่าครีมซองอาจกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ แต่หลังวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ พบว่ากลุ่มลูกค้าครีมซองและสินค้าขนาดจริงแทบเป็นคนละกลุ่มกัน
ครีมซองจึงไม่ได้แย่งยอดขายสินค้าขนาดใหญ่ แต่ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ ก่อนต่อยอดไปสู่การซื้อสินค้าขนาดจริง โดยปัจจุบันยอดขายจากครีมซองคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดขายรวม Smooth E
วันนี้การแข่งขันของตลาดครีมซองจึงไม่ได้อยู่แค่ “ราคาไม่กี่สิบบาท” แต่อยู่ที่ว่าแบรนด์จะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้ตั้งแต่การทดลองใช้ครั้งแรกอย่างไร เพราะซองแรก อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
#ครีมซอง #ตลาดสกินแคร์ #ธุรกิจความงาม #พฤติกรรมผู้บริโภค