16/06/2026
#เมื่อมนุษย์รู้จักAIไม่แตกฉาน?
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
จุดเริ่มต้นดูเหมือนจะเป็นคดีความธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป
ชายคนหนึ่งชื่อ Roberto Mata ได้ยื่นฟ้องสายการบิน Avianca
ด้วยเหตุผลว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากการที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เข็นรถเข็นเสิร์ฟอาหารมาชนเข้าที่หัวเข่าของเขา
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางจากเอลซัลวาดอร์ ไปยังสนามบิน John F. Kennedy ในนิวยอร์ก
ดูเผินๆ นี่คือคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งที่เราเห็นกันจนชินตา
ทางสายการบิน Avianca เอง เมื่อถูกฟ้อง ก็ทำตามขั้นตอนปกติทางกฎหมาย
นั่นคือการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ยกฟ้อง โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานาว่าคดีนี้ขาดอายุความบ้าง หรือไม่มีมูลเหตุเพียงพอที่ศาลจะรับฟ้องบ้าง
เมื่อจำเลยขอให้ยกฟ้อง หน้าที่ของโจทก์คือต้องหาเหตุผลมาหักล้าง
Roberto Mata จึงได้ว่าจ้างสำนักงานกฎหมาย Levidow, Levidow & Oberman ให้มาดูแลคดีนี้
และทนายความผู้รับผิดชอบคดีคือ Steven A. Schwartz
Steven A. Schwartz ไม่ใช่ทนายความมือใหม่ เขาเป็นทนายความที่มีประสบการณ์ว่าความในนิวยอร์กมานานกว่า 30 ปี
ด้วยประสบการณ์ระดับนี้ ใครๆ ก็คงคิดว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างราบรื่น
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ Steven A. Schwartz ตัดสินใจใช้ "ตัวช่วย" พิเศษในการทำคดีนี้
เขาไม่ได้เข้าห้องสมุดกฎหมายเพื่อค้นหาฎีกาในตำราเล่มหนา
และเขาไม่ได้ใช้ฐานข้อมูลกฎหมายมาตรฐานที่ทนายความทั่วโลกใช้กัน
แต่เขาเลือกที่จะหันหน้าเข้าหาเทคโนโลยีที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น
นั่นคือ ChatGPT...
Steven A. Schwartz ป้อนคำสั่งลงไปในช่องแชท
เขาต้องการค้นหาคดีตัวอย่างในอดีต (Precedents) ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับคดีของลูกความเขา เพื่อนำมาใช้อ้างอิงในเอกสารคำร้องคัดค้านการยกฟ้องที่ต้องส่งให้ศาล
เขาต้องการคดีที่โจทก์เคยชนะสายการบินในกรณีอุบัติเหตุบนเครื่องบิน
และ ChatGPT ก็ทำหน้าที่ของมันอย่างขยันขันแข็ง
มันประมวลผลและส่งรายชื่อคดีต่างๆ ออกมาให้เขาอย่างรวดเร็ว
คดี Varghese v. China Southern Airlines
คดี Martinez v. Delta Air Lines
คดี Shaboon v. EgyptAir
และอีกหลายคดีที่ถูกลิสต์ออกมาพร้อมรายละเอียดที่ดูน่าเชื่อถือ
ไม่เพียงแค่ชื่อคดี แต่ ChatGPT ยังสรุปเนื้อหาคำพิพากษา ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และผลการตัดสินให้อย่างเสร็จสรรพ
ข้อมูลทั้งหมดดูสมบูรณ์แบบ ภาษาที่ใช้มีความเป็นทางการ ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์กฎหมาย
Steven A. Schwartz อ่านข้อมูลเหล่านั้นด้วยความพึงพอใจ
เขาจึงนำข้อมูลที่ได้จาก AI ทั้งหมด มาเรียบเรียงเป็นเอกสารคำร้องความยาวกว่า 10 หน้า เพื่อยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในแมนฮัตตัน
ทุกอย่างดูเหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดี...
จนกระทั่งเอกสารฉบับนั้นไปถึงมือของทนายความฝั่ง Avianca และผู้พิพากษา Kevin Castel
ทีมทนายของ Avianca พยายามค้นหาคดีที่ Steven A. Schwartz อ้างอิงถึงในเอกสาร
พวกเขาต้องการอ่านรายละเอียดฉบับเต็มของคดี Varghese หรือ Shaboon เพื่อเตรียมข้อโต้แย้ง
แต่ไม่ว่าจะค้นในฐานข้อมูลไหน... พวกเขาก็หาไม่เจอ
พวกเขาเริ่มสงสัยว่า หรือตัวเองจะค้นหาผิดวิธี?
แต่เมื่อค้นหาลึกลงไปเรื่อยๆ ความสงสัยก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความมึนงง
เพราะคดีเหล่านี้ "ไม่มีอยู่จริง" บนโลกใบนี้
เรื่องไปถึงหูของผู้พิพากษา Kevin Castel
ท่านผู้พิพากษาเองก็พยายามตรวจสอบข้อมูล และพบว่าไม่สามารถยืนยันความมีอยู่จริงของคดีที่ถูกอ้างอิงได้แม้แต่คดีเดียว
ศาลจึงมีคำสั่งเรียกให้ Steven A. Schwartz ส่งสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็มของคดีที่อ้างอิงมาให้ศาลตรวจสอบ
ณ จุดนี้ Steven A. Schwartz เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
แต่เขาก็ยังคงเชื่อมั่นในเครื่องมือที่เขาใช้
เขากลับไปที่ ChatGPT อีกครั้ง
และถามคำถามที่สำคัญที่สุดว่า...
"คดี Varghese v. China Southern Airlines เป็นคดีจริงหรือไม่"
ChatGPT ตอบกลับมาอย่างมั่นใจว่า "ใช่ เป็นคดีจริง"
Steven A. Schwartz ถามย้ำไปอีกเพื่อความแน่ใจว่า "แหล่งที่มาของคุณคือที่ไหน"
ChatGPT ตอบกลับมาพร้อมคำขอโทษที่สร้างความสับสนในตอนแรก และยืนยันว่าคดีเหล่านี้สามารถค้นหาได้ในฐานข้อมูลกฎหมายชั้นนำอย่าง Westlaw หรือ LexisNexis
และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น...
เมื่อ Steven A. Schwartz ขอให้ ChatGPT ช่วยแสดงเนื้อหาคำพิพากษาฉบับเต็มของคดีเหล่านั้น
เจ้า AI ตัวนี้ก็ทำการ "แต่งเรื่อง" ขึ้นมาใหม่อย่างแนบเนียน
มันเขียนคำพิพากษาขนาดยาวที่มีรายละเอียดของตุลาการ วันที่ตัดสิน และข้อกฎหมายที่ดูเหมือนจริงทุกกระเบียดนิ้ว
Steven A. Schwartz จึงนำเอกสารที่ ChatGPT สร้างขึ้นมาใหม่นี้ ส่งให้กับศาลด้วยความบริสุทธิ์ใจ
โดยที่ไม่รู้เลยว่า เขากำลังยื่น "นิยาย" ที่แต่งโดยหุ่นยนต์ ให้กับศาลพิจารณา
เมื่อความจริงถูกเปิดเผย...
มันไม่ใช่แค่เรื่องหน้าแตก แต่มันคือหายนะทางวิชาชีพ
Steven A. Schwartz ต้องเขียนจดหมายขอโทษต่อศาลและยอมรับสารภาพทั้งหมด
เขาระบุในคำให้การว่า เขาไม่เคยใช้ ChatGPT มาก่อนในชีวิต และเขาไม่มีเจตนาที่จะหลอกลวงศาล
เขาเพียงแต่ "ไม่รู้" ว่า ChatGPT มีความสามารถในการ "โกหก" ได้แนบเนียนขนาดนี้
เขาเข้าใจผิดว่า ChatGPT คือ Search Engine ที่ทำหน้าที่ค้นหาข้อมูลที่มีอยู่จริง
หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว ChatGPT คือ Generative AI
มันคือโมเดลทางภาษาขนาดใหญ่ที่ถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลมหาศาล
หน้าที่ของมันไม่ใช่การค้นหา "ความจริง"
แต่หน้าที่ของมันคือการ "คาดเดาคำถัดไป" ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดตามหลักสถิติ
เมื่อมันถูกถามถึงคดีกฎหมาย มันจึงจับแพะชนแกะ นำชื่อสายการบินมาผสมกับชื่อคน นำสำนวนกฎหมายมาเรียงต่อกัน
จนเกิดเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เรียกว่า "Hallucination" หรือ "อาการหลอน" ของ AI
มันสร้างภาพมายาที่ดูเหมือนจริงจนน่าขนลุก
กรณีของ Steven A. Schwartz กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก
ผู้พิพากษา Kevin Castel กล่าวตำหนิเหตุการณ์นี้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และมีการพิจารณาบทลงโทษทางวินัยต่อทนายความผู้นี้
ศาสตราจารย์ Stephen Gillers ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมกฎหมายจาก New York University ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น
เขามองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่วงการกฎหมายและวิชาชีพอื่นๆ ต้องหันมาถกเถียงกันอย่างจริงจัง
ถึงขอบเขตการใช้งาน AI และจริยธรรมในการทำงาน
บทเรียนจากเรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในศาล แต่มันสะท้อนไปถึงทุกวงการธุรกิจ
ลองจินตนาการดูว่า...
ถ้าหมอใช้ AI วินิจฉัยโรคแล้ว AI สร้างชื่อโรคปลอมๆ ขึ้นมา
ถ้าวิศวกรใช้ AI คำนวณโครงสร้างตึก แล้ว AI อ้างอิงค่ามาตรฐานที่ไม่มีอยู่จริง
หรือถ้าเราใช้นักการตลาดใช้ AI วิเคราะห์คู่แข่ง แล้วได้ข้อมูลเท็จมาวางกลยุทธ์
ความเสียหายที่เกิดขึ้นคงประเมินค่าไม่ได้
ChatGPT และ AI เป็นเครื่องมือที่มีทรงพลังอย่างไม่ต้องสงสัย มันช่วยลดเวลาการทำงานจากหลายชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาที
แต่สิ่งที่ AI ยังไม่มี และอาจจะไม่มีวันมี คือ "ความรับผิดชอบ"
มันไม่รู้จักถูกผิด มันไม่กลัวการถูกฟ้องร้อง และมันไม่มีจรรยาบรรณ
ตัวอย่างของ Steven A. Schwartz สอนให้เรารู้ว่า
ในโลกที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน
"Human Judgment" หรือ วิจารณญาณของมนุษย์ กลับยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น
เราสามารถใช้ AI เป็นผู้ช่วยได้ เป็นเลขาส่วนตัวได้
แต่เราห้ามมอบหมายหน้าที่ "ผู้ตัดสินใจ" หรือ "ผู้ตรวจสอบความถูกต้อง" ให้กับมันโดยเด็ดขาด
โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวข้องกับ ความถูกต้อง กฎหมาย ชีวิต และทรัพย์สิน
ความเชื่อมั่นที่ผิดๆ หรือ Misplaced Confidence อาจนำมาซึ่งจุดจบของอาชีพที่เราสร้างมาทั้งชีวิต
เหมือนกับที่ทนายความประสบการณ์ 30 ปี เกือบต้องเอาชื่อเสียงมาทิ้ง เพราะเชื่อคำพูดของ Chatbot เพียงไม่กี่ประโยค
สุดท้ายนี้...
เทคโนโลยีไม่ใช่ผู้ร้าย
ผู้ร้ายคือความประมาทและความไม่เข้าใจในเครื่องมือที่เราถืออยู่ในมือ
ในวันที่เราตื่นเต้นกับความฉลาดของ AI
ก็จงอย่าลืมพกความเฉลียวของมนุษย์ติดตัวไว้เสมอ
เพราะคำตอบที่รวดเร็วที่สุด อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุด
และการตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง (Double Check) อาจเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องคุณจากหายนะที่คุณมองไม่เห็น ได้อย่างแท้จริง...
References : [nytimes, bbc, reuters, theverge, cnn]
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
#ปัญญาประดิษฐ์ #ทนายความ #กฎหมาย #อุทาหรณ์ #ข่าวไอที #สาระความรู้ #เตือนภัย #กรณีศึกษา #การทำงานยุคใหม่