THE STATES TIMES New Gen News Agency
สำนักข่าวออนไลน์สำหรับคนรุ่นใหม่

สำนักข่าวออนไลน์สำหรับคนรุ่นใหม่ (New Gen News Agency)
ความมุ่งมั่น : สร้างความสนใจ และ เข้าใจ ระหว่างทุกคนในสังคม (Click on Clear)
ติดต่อ THE STATES TIMES: [email protected] (คุณท็อป)

ไม่ใช่มีแค่จีน กัมพูชาและสหรัฐฯ เตรียมรื้อฟื้นการซ้อมรบร่วม “Angkor Sentinel” อีกครั้งในปี 2027 หลังระงับไปนานถึง 10 ปีก...
07/09/2026

ไม่ใช่มีแค่จีน กัมพูชาและสหรัฐฯ เตรียมรื้อฟื้นการซ้อมรบร่วม “Angkor Sentinel” อีกครั้งในปี 2027 หลังระงับไปนานถึง 10 ปี
กองทัพบกกัมพูชา ร่วมกับ ศูนย์แห่งชาติเพื่อกองกำลังรักษาสันติภาพ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง กองทัพบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Army Pacific) และกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐไอดาโฮ (Idaho National Guard) จัดการประชุมวางแผนขั้นต้นสำหรับการฝึก Angkor Sentinel 2027 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม–4 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการรื้อฟื้นการฝึกร่วมระหว่างสองประเทศ หลังหยุดไปนานประมาณหนึ่งทศวรรษ
การฝึกครั้งนี้มีกำหนดจัดขึ้นใน เดือนกุมภาพันธ์ 2027 โดยทั้งสองฝ่ายหารือแผนการฝึกหลายด้าน ทั้ง การฝึกที่บังคับการ การแพทย์ทหาร งานวิศวกรรม และการเก็บกู้วัตถุระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (EOD/UXO) โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันและการรับมือภัยพิบัติ สะท้อนการกลับมากระชับความร่วมมือทางทหารระหว่าง กัมพูชา–สหรัฐฯ อีกครั้ง
ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติกัมพูชา / PM's Office of Cambodia
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393379589617064/?rdid=qLzT8oF9RBw7lqnI #




#กัมพูชา
#สหรัฐฯ

#ความร่วมมือทางทหาร
#เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Sovereign Wealth Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสนอแผนลดการถือครอง “พั...
07/09/2026

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Sovereign Wealth Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสนอแผนลดการถือครอง “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ” ครั้งใหญ่ คาดว่าจะทำให้พอร์ตพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลงเกือบ 80,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท)
Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุน Government Pension Fund Global ซึ่งมีสินทรัพย์รวมประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 75.7 ล้านล้านบาท) เสนอให้รัฐบาลนอร์เวย์ปรับโครงสร้างพอร์ตตราสารหนี้ครั้งใหญ่ โดยลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลในดัชนีอ้างอิงของพอร์ตตราสารหนี้จาก 70% เหลือ 50% และหันไปเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน
ผลจากการปรับพอร์ตดังกล่าวจะกระทบพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) มากที่สุด เนื่องจากเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่กองทุนถือครองมากที่สุด ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 215,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.08 ล้านล้านบาท) โดย Reuters ประเมินว่า หากข้อเสนอถูกนำไปใช้จริง การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะลดลงเกือบ 80,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท) และสัดส่วนในดัชนีพอร์ตตราสารหนี้จะลดจาก 34.1% เหลือ 21.9%
ที่มา : Norges Bank Investment Management / Reuters / The Wall Street Journal
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393403592947997/?rdid=fPsFo2UdbLZgRXcX #




#โนร์เวย์
#พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
#กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

DPU Experience Day เปิดประสบการณ์ Dek70 “ลองก่อนเลือก กับคณะที่ใช่” พร้อมต่อยอดทักษะสู่โลกการทำงานในอนาคตมหาวิทยาลัยธุรก...
07/09/2026

DPU Experience Day เปิดประสบการณ์ Dek70 “ลองก่อนเลือก กับคณะที่ใช่” พร้อมต่อยอดทักษะสู่โลกการทำงานในอนาคต
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน DPU Experience Day ภายใต้แนวคิด “ลองก่อนเลือก รู้ก่อนใคร กับคณะที่ใช่ที่ DPU” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. และ ปวส. ได้ค้นหาความสนใจและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านการทดลองเรียน และลงมือทำกิจกรรมจริงจากหลากหลายคณะและสาขาวิชา ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาต่อเพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพในอนาคต
นายธีรพงษ์ สิขเรศตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือการให้นักเรียน “เข้าใจตัวเองก่อนเลือกคณะ” เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดของการเรียนคือเวลา หากเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ตรงกับความสนใจ อาจทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ดังนั้นการได้ทดลองสัมผัสประสบการณ์จริง พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และผู้ที่ทำงานในสายอาชีพนั้น ๆ จะช่วยให้นักเรียนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ภายในงาน DPU Experience Day
นักเรียนจะได้ออกแบบเส้นทางการค้นหาตัวเองผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1. Conversation of a Lifetime การพูดคุยเพื่อค้นหาความสนใจและศักยภาพของตนเอง 2. Answer of a Lifetime การทำความเข้าใจเส้นทางการเรียนและอาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิต และ 3. Journey of a Lifetime การวางแผนอนาคตและต่อยอดไปสู่เป้าหมาย พร้อมเลือกสำรวจเส้นทางการศึกษา 5 กลุ่ม ได้แก่ Innovation-เทคโนโลยีและนวัตกรรม, Social-การพัฒนาสังคม, Global-ภาษา ธุรกิจ และการเชื่อมโยงกับโลกสากล, Creative-ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างผลงานจริง และ Wellness-สุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยแต่ละกลุ่มเชื่อมโยงไปสู่คณะ สาขาวิชา และตัวอย่างอาชีพในอนาคต เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพตั้งแต่ “รู้จักตัวเอง” ไปจนถึง “เลือกเส้นทางอนาคต” ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยในงานมี ดร.อธิษฐ์กร นิยมเดชาธีรฉัตร หรือ ดร.แบท นักจิตวิทยาองค์กร (Positive Psychologist) และ Professional Action Learning Coach คนแรกของประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ มาช่วยให้นักเรียนสำรวจความสนใจและความชอบของตนเอง ก่อนเข้าสู่กิจกรรมของแต่ละคณะ จากนั้นนักเรียนจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการทดลองปฏิบัติงานจริง เวิร์กช็อป พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และศิษย์เก่าที่ทำงานอยู่ในสายอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพเส้นทางการเรียนและการทำงานอย่างรอบด้าน
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวอีกว่า DPU ให้ความสำคัญกับการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต โดยบูรณาการ AI เข้ากับการเรียนการสอนในทุกหลักสูตร พร้อมส่งเสริมการทำโครงงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาต่างคณะ การฝึกงานกับสถานประกอบการ และการพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) ผ่านศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ(Potentialigence Center) เพื่อให้นักศึกษารู้จักตนเองและเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน
นอกจากนี้ DPU ยังมีความร่วมมือกับบริษัทและองค์กรต่าง ๆ มากกว่า 3,000 แห่ง และจากการเก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัย พบว่านักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาประมาณ 95% มีงานทำทันทีหลังจบการศึกษา สะท้อนแนวทางการพัฒนานักศึกษาที่เชื่อมโยงการเรียนกับโลกการทำงานจริง
นายธีรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ DPU Experience Day จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีนักเรียนและอาจารย์แนะแนวจากโรงเรียนต่าง ๆ เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ซึ่งในปีนี้ DPU เตรียมขยายรูปแบบ DPU Experience Day ไปยังต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยมีแผนจัดกิจกรรมที่ จ.อุบลราชธานี ในช่วงปลายปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในต่างจังหวัดได้เข้าถึงประสบการณ์การเรียนรู้และทดลองลงมือทำจริง ก่อนขยายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป สำหรับนักเรียนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกคณะหรือมหาวิทยาลัยใด DPU ขอเชิญชวนให้มาร่วมค้นหาตัวเองและทดลองสัมผัสประสบการณ์จริงก่อนตัดสินใจ โดยสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม DPU Experience Day และ Open House ที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไปได้ทาง www.dpu.ac.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของ DPU ทุกช่องทาง
ด้าน น.ส.ธนวรรณ ปรียานนท์ นักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ ผู้ร่วมงาน DPU Experience Day กล่าวว่า สนใจเข้าศึกษาที่ DPU เนื่องจากมีหลักสูตรด้านการบิน สอดคล้องกับความฝันที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และมีคุณพ่อเป็นวิศวกรการบิน จึงได้ศึกษาข้อมูลและเลือกเข้าร่วมกิจกรรม DPU Experience Day เพื่อได้มาทดลองสัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์จริง ภายในงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอพยพและการปฏิบัติตัวบนเครื่องบิน ทำให้เห็นภาพการเรียนและเส้นทางสู่อาชีพชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังประทับใจบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยที่อบอุ่นและเป็นกันเอง การดูแลของอาจารย์และรุ่นพี่ที่ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ทั้งด้านหลักสูตร สภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทำให้มั่นใจว่า DPU เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเรียนและการพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต และตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่ DPU แน่นอนแล้ว




#เลือกคณะเรียน
#พัฒนาศักยภาพนักเรียน

07/09/2026
“พีระพันธุ์ - อรรถวิชช์ - รสนา” เห็นพ้องชงยุบ กกพ. ควบรวม กพช. หยุดเอกชนผูกขาด ดัน กฟผ. ผลิตไฟเกิน 50% เติมรายได้รัฐ ลดภ...
07/09/2026

“พีระพันธุ์ - อรรถวิชช์ - รสนา” เห็นพ้องชงยุบ กกพ. ควบรวม กพช. หยุดเอกชนผูกขาด ดัน กฟผ. ผลิตไฟเกิน 50% เติมรายได้รัฐ ลดภาระประชาชน
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเวทีสัมมนา “ปรับบทบาท กกพ. เสริม กฟผ. เติมรายได้รัฐ ลดรายจ่ายประชาชน” จัดโดยคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 3 และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ร่วมเสวนา
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างพลังงานไม่ได้กระทบเพียงค่าไฟ แต่เชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจครัวเรือน ระบบการเงิน การคลัง และเศรษฐกิจของประเทศ หากลดต้นทุนพลังงานได้ จะช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ จึงเสนอให้สังคายนาระบบกำกับดูแลพลังงาน ทั้งไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมัน โดยรวมองค์กรกำกับดูแลให้เหลือ 1 แห่ง พร้อมให้อำนาจเพียงพอในการกำกับดูแล
นอกจากนี้ เสนอให้ปรับโครงสร้างกฎหมายการไฟฟ้าที่ปัจจุบันเกี่ยวข้อง 3 ฉบับ และทบทวนการแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อให้การบริหารจัดการและงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับ กฟผ. นายพีระพันธุ์เห็นว่าต้องกลับมาเป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตไฟฟ้า เพราะการลดสัดส่วนการผลิตลงต่ำกว่า 50% ทำให้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำในระบบลดลง และเพิ่มการพึ่งพาเอกชน จึงเสนอให้รวม 3 การไฟฟ้าเข้าด้วยกันเพื่อลดต้นทุนการบริหาร และกำหนดในกฎหมายให้ กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อบริการประชาชนไม่น้อยกว่า 50% ของประเทศ
นอกจากนี้ ยังเสนอปลดล็อกโซลาร์เสรี เปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อลดภาระค่าไฟครัวเรือน โดยมองว่าความมั่นคงด้านพลังงานไม่ควรหมายถึงเพียงการป้องกันไฟดับ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับพลังงานหมุนเวียนที่ควรเร่งพัฒนาระบบพลังน้ำสูบกลับ หรือ Pumped Storage เพื่อกักเก็บพลังงานและผลิตไฟฟ้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดย กฟผ. มีตัวอย่างการดำเนินงานที่เขื่อนลำตะคองแล้ว และควรนำแนวทางนี้มาใช้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) มากขึ้น
ด้าน ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า โครงสร้างพลังงานไทยยังแยกส่วน โดย กฟผ. อยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน ขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ทำให้การบริหารจัดการมีความซับซ้อน พร้อมระบุว่า กกพ. จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายปี 2550 และเริ่มดำเนินการในปี 2551 แต่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กำลังผลิตของ กฟผ. ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เอกชนมีบทบาทเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อรายได้รัฐและต้นทุนระบบไฟฟ้า
พร้อมชี้ว่า งบประมาณประเทศมีรายจ่ายประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เทียบกับรายได้ราว 3 ล้านล้านบาท ขาดดุลประมาณ 7.88 แสนล้านบาท และขาดดุลใกล้เพดานต่อเนื่องหลายปี ทำให้งบประมาณปี 2571 มีข้อจำกัดมากขึ้น จึงต้องมองหาแนวทางเพิ่มรายได้จากศักยภาพของรัฐวิสาหกิจ
สำหรับบทบาทของ กฟผ. ดร.อรรถวิชช์มองว่าต้องเพิ่มศักยภาพของ กฟผ. ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เอกชนผูกขาด และเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศควบคู่กับการลดภาระประชาชน
ด้านนางสาวรสนา กล่าวว่า กฟผ. ควรกลับมาเป็น “การไฟฟ้าฝ่ายผลิต” ไม่ใช่ “การไฟฟ้าฝ่ายซื้อ” พร้อมเสนอให้ยุติโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังผลิตสูงกว่าความต้องการใช้ และประชาชนต้องแบกรับค่าไฟจากกำลังผลิตส่วนเกิน โดยมองว่าการจัดทำแผนพลังงานต้องมองภาพรวม ไม่ใช่ต่างหน่วยต่างทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะการเพิ่มโรงไฟฟ้าเอกชนที่อาจทำให้ต้นทุนระบบสูงขึ้น และประชาชนต้องรับภาระในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ดัชนี Loss of Load Expectation (LOLE) เป็นเกณฑ์วัดความมั่นคงทางไฟฟ้า โดยมองว่าหากกำหนดระดับความเสี่ยงไฟดับไว้ต่ำมาก อาจกลายเป็นเหตุผลในการเพิ่มโรงไฟฟ้า ทั้งที่ระบบมีกำลังผลิตส่วนเกินอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้การบริหารพลังงานยึดหลักความสุจริตและป้องกันการทุจริต โดยนักการเมืองควรอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ไม่ใช่ใช้ช่องโหว่เพื่อเอื้อประโยชน์
ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของกิจกรรมได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็น พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพของ กฟผ. และบทบาทในระบบพลังงานไทย



#พลังงานไทย
#กฟผ
#กกพ
#ลดค่าไฟ

"สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกาซาคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างชัดเจน และฉันจะไม่มีวันยอมรับมัน ฉันกลัวอนาคตของลูกๆ ฉัน และลูกๆ ...
06/09/2026

"สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกาซาคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างชัดเจน และฉันจะไม่มีวันยอมรับมัน ฉันกลัวอนาคตของลูกๆ ฉัน และลูกๆ ของพวกเราทุกคน มันเป็นเรื่องที่น่าละอาย"

Jennifer Lawrence นักแสดงรางวัลออสการ์

ผศ.กฤษฎา พรมเวค คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ให้ความเห็นกับ TASS สื่อรัสเซียผู้เชี่ยวชาญ “พรมเวค” ชี้ กลุ่มประเทศโลกใต้สามารถ...
06/09/2026

ผศ.กฤษฎา พรมเวค คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ให้ความเห็นกับ TASS สื่อรัสเซีย

ผู้เชี่ยวชาญ “พรมเวค” ชี้ กลุ่มประเทศโลกใต้สามารถช่วยคลี่คลายความขัดแย้งในยูเครนได้
รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชี้ให้เห็นถึงความเป็นกลางของไทย ซึ่ง “อาจมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเจรจาสันติภาพ”
กรุงเทพฯ, 17 สิงหาคม /ทาสส์/ — กลุ่มประเทศโลกใต้ หรือ Global South โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย มีศักยภาพอย่างมากในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่มีประสิทธิภาพในกระบวนการเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งในยูเครน
ความเห็นดังกล่าวมาจาก กฤษฎา พรมเวค ผู้เชี่ยวชาญไทยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทาสส์
เขากล่าวว่า
“ผมเห็นว่า ประเทศในกลุ่มโลกใต้ รวมถึงรัฐสมาชิกอาเซียนที่ไม่ได้สนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย มีศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่มีประสิทธิภาพในกระบวนการเจรจาเกี่ยวกับยูเครน”
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทความเป็นกลางของประเทศไทย โดยระบุว่า ไทย “อาจมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเจรจาสันติภาพ”
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า
“ในความหมายที่กว้างขึ้น ผมเห็นว่า การเปิดพื้นที่ให้ประเทศในกลุ่มโลกใต้มีบทบาทมากขึ้นในการเป็นตัวกลาง จะทำให้กระบวนการสันติภาพมีความครอบคลุมและเป็นตัวแทนของหลายฝ่ายมากขึ้น ประเทศที่ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก จะมีพื้นที่ทางการทูตมากขึ้นในการส่งเสริมการเจรจา”
โดยสรุป พรมเวคมองว่า การแก้ไขวิกฤตยูเครนไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงกรอบของชาติตะวันตกกับรัสเซียเท่านั้น แต่ควรเปิดบทบาทให้ประเทศที่วางตัวเป็นกลาง โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มโลกใต้และอาเซียน เข้ามาช่วยสร้างพื้นที่การเจรจา เพราะประเทศเหล่านี้ไม่ได้ผูกติดโดยตรงกับการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ จึงอาจมีความยืดหยุ่นและความน่าเชื่อถือในฐานะตัวกลางมากกว่าในบางบริบท
ที่มา : https://tass.ru/mezhdunarodnaya-panorama/28019267




ที่อยู่

165 สุขุมวิท 62/1 พระโขนงใต้ พระโขนง
Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ THE STATES TIMESผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง THE STATES TIMES:

ทางลัด

แชร์