THE STATES TIMES New Gen News Agency
สำนักข่าวออนไลน์สำหรับคนรุ่นใหม่

สำนักข่าวออนไลน์สำหรับคนรุ่นใหม่ (New Gen News Agency)
ความมุ่งมั่น : สร้างความสนใจ และ เข้าใจ ระหว่างทุกคนในสังคม (Click on Clear)
ติดต่อ THE STATES TIMES: [email protected] (คุณท็อป)

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! อย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากไทยขึ้นเขียงประนีประนอมภาคบังคับ UNCLOS ชี้ ! 5 เล่ห์กลซ่อนรูป ปมพื้นที่ทับซ...
04/06/2026

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! อย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากไทยขึ้นเขียงประนีประนอมภาคบังคับ UNCLOS ชี้ ! 5 เล่ห์กลซ่อนรูป ปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
จากกระแสความกังวลเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่ทางกัมพูชาพยายามเร่งรัดให้ไทยร่วมใช้ "กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้กรอบ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) นั้น
ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ผมขอเตือนสติผู้ที่เกี่ยวข้องตรงนี้เลยว่า ประเทศไทยไม่ควร และไม่จําต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ได้ เพราะกรณีนี้เข้าข่ายข้อยกเว้นของ UNCLOS อย่างชัดเจน 3 ประการ โดยมีข้อบททางกฎหมายรองรับดังนี้:

1. เป็นข้อพิพาทเก่าที่มีมาก่อนกฎหมาย UNCLOS 1982 (พ.ศ. 2525): เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2515–2516 ซึ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) กําหนดข้อยกเว้นว่า กระบวนการระงับข้อพิพาทภาคบังคับจะไม่นำมาใช้กับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่อนุสัญญานี้จะมีผลใช้บังคับ
2. ช่องทางเจรจาทวิภาคียังไม่สิ้นสุด: เมื่อไม่มี MOU 2544 แล้ว ซึ่งเป็นผลดีเพราะเป็นการปฏิเสธเส้นเขตแดนที่กัมพูชาลากทับเกาะกูดในปี่ พ.ศ. 2515 เราก็มีกลไกอื่นเจรจาตรงได้ ซึ่งตาม มาตรา 283 กำหนดให้คู่กรณีมีหน้าที่ต้องเจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก่อน และประกอบกับ ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 11 (Annex V, Article 11) ย้ำว่าการประนีประนอมภาคบังคับจะเกิดได้ต่อเมื่อการเจรจาระหว่างคู่กรณีล้มเหลวและไม่สามารถตกลงกันได้ภายในระยะเวลาอันสมควรเท่านั้น ตราบใดที่ช่องทางทวิภาคียังเปิดอยู่ ฝ่ายกัมพูชาจะลากไทยไปเข้ากระบวนการบังคับไม่ได้
3. มีข้อพิพาทเรื่องดินแดนทางบกและเกาะกูดผูกติดอยู่: ซึ่งตาม มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) ห้ามไม่ให้ใช้กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับกับข้อพิพาททางทะเล ที่มีความเกี่ยวพันกับการพิจารณาเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนบนบกหรือเกาะที่ยังหาข้อยุติไม่ได้
นอกจากนี้ หากมองในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าสู่กระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยจะ "เสียเปรียบ" หรือ "เสียดินแดน" โดยอัตโนมัติ เพราะตาม ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 7 วรรค 2 (Annex V, Article 7(2)) ระบุว่า รายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไม่มีผลผูกพัน (Not binding) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง
นี่คือ 5 ความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญหากหลงกลเข้าสู่กระบวนการนี้ครับ:
1. ไทยจะสูญเสียความได้เปรียบในการกำหนดเกมเจรจา เพราะจากเดิมที่เป็นการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะ เวลา และประเด็นร่วมกับกัมพูชาได้ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการบังคับ จะถูกจำกัดด้วยกรอบเวลา มีคณะผู้ประนีประนอมเข้ามาแทรกแซง และมีรายงานสรุปข้อเท็จจริง ทำให้ไทยสูญเสีย "พื้นที่ทางการทูต" และไม่สามารถควบคุมกระบวนการได้เต็มที่
2. รายงานผลจะกลายเป็นอาวุธและแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากแม้รายงานจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่หากคณะกรรมการเสนอแนวทางที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้อง กัมพูชาจะนำรายงานนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือบลัฟไทยในเวทีโลก อ้างต่อสหประชาชาติ และใช้เป็นฐานบีบไทยในการเจรจารอบต่อไป ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนทางการทูตให้ไทยอย่างมหาศาล
3. ข้อมูลและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยจะถูกหงายไพ่จนหมด เพราะในการดําเนินกระบวนการนี้ ไทยจำเป็นต้องเปิดเผยแผนที่ หลักฐานประวัติศาสตร์ เหตุผลทางกฎหมาย และจุดยืนเชิงเทคนิคอย่างละเอียด และเอกสารลับอื่นๆ และยุทธศาสตร์เหล่านี้จะกลายเป็นฐานข้อมูลให้อีกฝ่ายนำไปศึกษาเพื่อใช้โจมตีหรือโต้แย้งไทยในอนาคต
4. เกิดการสร้าง "บรรทัดฐานทางข้อเท็จจริง" มามัดคอตัวเอง เพราะแม้รายงานจะไม่ผูกพัน แต่ในทางปฏิบัติ ศาลระหว่างประเทศหรืออนุญาโตตุลาการมักพิจารณาเอกสารระหว่างประเทศที่เคยจัดทำมาก่อน หากรายงานเขียนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไปในทิศทางที่เป็นลบต่อไทย มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ถูกนำมาอ้างอิงและเป็นปฏิปักษ์ต่อไทยในอนาคต
5. กระทบต่อขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ามหาศาลในพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากประเด็นที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เรื่องดินแดนบนบก แต่คือผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบในอ่าวไทย หากรายงานเสนอแนะแนวทางให้แบ่งพื้นที่หรือพัฒนาร่วมในรูปแบบที่ไทยเสียประโยชน์ ไทยจะตกเป็นจำเลยสังคมโลกและเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ต้องยอมรับแนวทางดังกล่าว
บทสรุป:
สิ่งที่ไทยควรกังวลไม่ใช่เรื่องการแพ้หรือชนะในกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ เพราะกระบวนการนี้ไม่มีคดีให้แพ้ชนะ คณะกรรมการไม่มีอำนาจชี้ขาดว่าเกาะกูดหรือพื้นที่พิพาททางทะเลเป็นของใคร หรือบังคับให้เราแบ่งพลังงาน แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการปล่อยให้เกิดเอกสารระหว่างประเทศที่จะกลายมาเป็นโซ่ตรวนผูกมัดและกดดันไทยในอนาคต
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องต่อสู้เรื่องเขตอำนาจ และปฏิเสธกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ โดยยืนหยัดบนแนวทางการเจรจาทวิภาคีเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างปลอดภัยที่สุด
ด้วยความปรารถนาดี
โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย)
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
https://www.facebook.com/share/p/1HN7Do4YVD/?mibextid=wwXIfr




#ไทยกัมพูชา
#อธิปไตย

โรคโควิด 19 บทเรียนย้อนกลับ กว่า 5 ปีที่ผ่านมาโควิด 19  ได้เปลี่ยนมาเป็นโรคประจำฤดูกาล เหมือนไข้หวัดใหญ่ และโรคทางเดินหา...
04/06/2026

โรคโควิด 19 บทเรียนย้อนกลับ กว่า 5 ปีที่ผ่านมา
โควิด 19 ได้เปลี่ยนมาเป็นโรคประจำฤดูกาล เหมือนไข้หวัดใหญ่ และโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ที่พบเป็นประจำตามฤดูกาล หรือเพิ่มจำนวนไวรัส coronavirus อีก 1 ตัวจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 4 ตัว เป็น 5 ตัว ก็คงจะสลับระบาดกันไปมา
ในช่วงวันหยุดได้มีโอกาสย้อนกลับไปดู เหตุการณ์เก่าๆ ไม่ว่าจะใน YouTube บนหน้าเพจต่างๆ ทั้งที่ผู้หวังดีส่งมาให้เป็นจำนวนมาก ผมเป็นนักวิชาการเต็มตัว ทำการศึกษาวิจัยโรคทางไวรัสมาตลอดหลาย 10 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ไข้หวัดนก มือเท้าปาก ไข้หวัดใหญ่ 2009 ziga ไข้ปวดข้อยุงลาย มาจนถึงโควิด 19 และเมื่อมองย้อนกลับตั้งแต่เมื่อเริ่มระบาด
ปัญหาของโควิด 19 ที่เริ่มระบาดในยุคแรก ตามหลักของไวรัสแล้วทุกคนไม่มีภูมิต้านทาน โรคก็จะรุนแรง จนกว่าจะมีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีน หรือการติดเชื้อ ก็จะมีการปรับตัวเข้าหากันและลดความรุนแรงของโรคลม ตามวิวัฒนาการ เห็นได้ชัดตั้งแต่ไข้หวัดใหญ่ 2009 ปัจจุบันก็ยังระบาดอยู่เหมือนไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ตัวหนึ่ง แต่ตอนเข้ามาปีแรก ประเทศไทยก็มีการเสียชีวิตถึง 200 กว่าคน เช่นเดียวกันกับโควิด 19
ผมพยายามให้ข้อมูลมาตลอด และศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลตามหลักวิทยาศาสตร์และการวิจัยที่ทุกคนมีความรู้เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสร้างความรู้ และชี้แจงสังคม ขณะนั้นทุกคนเก่งหมด ติดตามข้อมูลสังคมตะวันตก แล้วก็จะเชื่อฟังหัว
ในบ้านเรา เมื่อมองย้อนกลับ หลายคนบอกว่า ผมทนอยู่ได้อย่างไร ทั้งถูกก้าวร้าว ทางคำพูด bully ต่างๆมากมาย กล่าวหาถึงกับว่าได้รับผลประโยชน์เป็นผู้แทนของวัคซีน และหรือมีส่วนร่วมกับการจัดซื้อ ทั้งในความเป็นจริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆนอกจากขอทุนมาทำการวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลกับประชาชนที่ถูกต้องเสมอ มาโดยตลอดตามหลักวิทยาศาสตร์
มือดูวีดีโอย้อนกลับมีการกล่าวหา ค่อนข้างรุนแรง ถึงกับจะถอดถอน ผ่าน Changeorg โดยแพทย์ท่านหนึ่งเป็นหัวหน้า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันจะถอดถอนอะไร เพราะผมก็เกษียณมานาน และทำงานหลังเกษียณ ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งอะไร ก็อยู่เฉยๆสบายดี
แต่สิ่งที่ทนไม่ได้ คือบุคลากรทางการแพทย์ ที่ผิดคำสาบานของฮิปโปเกรติส (Hippocratic Oath) ทั้งที่จบมาก็ให้คำสาบาน ก่อนรับใบประกอบโรคศิลป์ แพทย์รุ่นน้องกล่าวหาแพทย์รุ่นพี่ ด้วยวาจาที่ฟังไม่ได้ ผมจำได้แม่น คือทางคณะ จะเชิญผมไปบรรยาย ให้กับแพทย์จบใหม่ ในปัจฉิมนิเทศ ผมเตรียมตัวอย่างดี ที่จะไปพูดในฐานะอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่ง แต่พอถึงวันใกล้บรรยาย มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ก็มาหาผม และขอยกเลิกรายการนี้หารายการอื่นแทน ท่านกลัวว่าเมื่อผมเข้าบรรยาย นิสิตที่จบแพทย์จะเดินออกหรือกล่าวให้ร้ายซึ่งจะเสียบรรยากาศของการประชุม ซึ่งผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย และไม่เคยคิดที่ไม่ดีกับลูกศิษย์แม้แต่น้อย ในที่สุด ก็ต้องถอนตัวออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหากันอีกมากมายโดยเฉพาะในเรื่องของวัคซีน และเมื่อเหตุการณ์ผ่านมาถึงขณะนี้ ไม่มีใครเข้าไปดูย้อนหลังเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ใครผิดใครถูก
ผมเองเชื่อว่าถ้าทางด้านสังคม โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ไม่มีแรงบีบคั้น ผมเชื่อว่าประเทศชาติ จะประหยัดเงินได้อีกมากมาย และเป็นเงินก้อนใหญ่ด้วยเพราะการป้องกันเราทำได้ดีมาตั้งแต่เริ่มต้น วัคซีนเป็นตัวเสริม ถ้าไม่มีการเรียกร้องมากเราก็จะไม่เสียเงินมากเท่านี้
ผลข้อมูลการศึกษา การฉีดวัคซีนเชื้อตาย และสูตรการฉีดแบบไขว้ ได้ผลดี จนองค์การอนามัยโลก ใช้ข้อมูลของเรา ประกาศเป็นคำแนะนำให้ทั่วโลก ในส่วนลึกผมยังคิดว่าการศึกษาของเรามีประโยชน์มากสำหรับประชากรทั่วโลก แต่ในทางตรงข้ามในขณะนั้น ทุกคนบอกว่าผมทนได้อย่างไร เมื่อย้อนไปในขณะนั้นผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เพราะทุกอย่างเป็นความจริง ไม่ได้มีการสร้างข้อมูลเท็จแต่อย่างใด จึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ใครจะว่าใครจะโจมตีอย่างไร เราให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่มาจนปัจจุบันเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ก็ได้แต่เศร้าใจกับการสูญเสียทางอ้อมโดยเฉพาะเรื่องของเงินทองของประเทศ มหาศาลที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน
สื่อสังคมออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคมจริงๆ ความเชื่อในการบอกต่อๆกัน กับความจริงกลับกลายเป็นว่าความเชื่อเสียงดังกว่าความถูกต้องและความเป็นจริง จากการค้นคว้าตามหลักวิทยาศาสตร์
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ
ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์
ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=36287254694223699&id=100000978797641&rdid=kdo2KHVgzB3CN6Ef #




#โควิด19
#บทเรียนโควิด
#วัคซีน

สมอ. เปิดมาตรการ “กำหนด-กำกับ-กวดขัน” ย้ำ “เหล็กเส้นในท้องตลาดต้องปลอดภัย 100%” พลิกโฉมการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยสมอ...
04/06/2026

สมอ. เปิดมาตรการ “กำหนด-กำกับ-กวดขัน” ย้ำ “เหล็กเส้นในท้องตลาดต้องปลอดภัย 100%”
พลิกโฉมการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัย

สมอ. เปิดมาตรการ “กำหนด-กำกับ-กวดขัน” เพื่อพลิกโฉมการกำกับสินค้า มอก. ทั้งระบบ ย้ำจุดยืน “ผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตที่จำหน่ายในท้องตลาดต้องมีคุณภาพและปลอดภัยต่อประชาชน” พร้อมพลิกโฉมเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยสินค้าที่มีความเสี่ยง ดูแลประชาชน และยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย
นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ตามที่ 10 สมาคมเหล็กเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณาบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อยกระดับความปลอดภัย และควบคุมการผลิตเหล็กเส้นให้มีคุณภาพที่สม่ำเสมอ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของประชาชนจากความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานการก่อสร้าง ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ประชาชน ล่าสุด สมอ. ได้บูรณาการ 3 ประสาน ร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ปูพรมตรวจเข้มโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตในทุกมิติ ทุกโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยได้มีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายไปแล้วถึง 3 แห่ง และสั่งให้เร่งปรับปรุงแก้ไขโรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมปกป้องประชาชน ชูมาตรการ “กำหนด-กำกับ-กวดขัน” เพื่อพลิกโฉมเชิงรุกการควบคุมคุณภาพสินค้าเหล็กให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้งระบบ
• กำหนด: ยกระดับผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยเพิ่มข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการคัดเลือกเศษเหล็ก บังคับให้กระบวนการผลิตต้องผ่านเตาปรุงน้ำเหล็ก มีการตรวจโครงสร้างทางโลหะวิทยา และจำกัดกรรมวิธีเพิ่มความแข็งแรงแบบ Temp Core
• กำกับ: เปลี่ยนรูปแบบจากการตรวจรายปี สู่มาตรการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Surveillance) อย่างเข้มข้น โดยเพิ่มความถี่ในการตรวจโรงงานกลุ่มความเสี่ยงสูงให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างร่วมกับเครือข่าย
• กวดขัน: หากพบสินค้าตกมาตรฐาน จะต้องถูกระงับการจำหน่ายทันที พร้อมทำการเรียกคืนสินค้า และอายัดทำลายทิ้งภายใน 30 วัน พร้อมกวดขันการบังคับใช้ระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อให้ประชาชนหรือวิศวกรผู้ใช้งานสามารถสแกนตรวจสอบข้อมูลความปลอดภัยของเหล็กเส้นได้ด้วยตนเอง

นายเอกนิติฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สมอ. มุ่งยกระดับและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการผลิตเหล็กให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานควบคู่กับการควบคุมความสม่ำเสมอของคุณภาพเหล็กอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง สมอ. เตรียมเสนอ “แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก (National Transition Plan)” ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีการผลิตที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ ควบคู่กับการพัฒนารากฐานความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทยต่อไป
4 มิถุนายน 2569

04/06/2026

🚨 รู้ตัวว่า “โดนหลอก” อย่าตกใจ ทำตามนี้ทันที!
ตัดการเชื่อมต่อ รีบอายัดบัญชี
รวบรวมหลักฐานให้ครบ
แจ้งความดำเนินคดี
เตือนคนรอบตัว
ยิ่งเร็ว = ยิ่งลดความเสียหายได้ ⚠️
รับชมคลิปเต็มได้ที่ : https://www.facebook.com/share/v/1DQB1Vmjy9/
#มิจฉาชีพออนไลน์ #รู้ทันมิจ #ภัยไซเบอร์ #ปัญญาประดิษฐ์

"มิตรแท้ในยามยาก"บทเรียนจากเซอร์เบียถึงไทย!เมื่อมหาอำนาจตะวันตกเลือกผลประโยชน์ มากกว่าความเป็นเพื่อน​ในวันที่ประเทศเผชิญ...
04/06/2026

"มิตรแท้ในยามยาก"บทเรียนจากเซอร์เบียถึงไทย!
เมื่อมหาอำนาจตะวันตกเลือกผลประโยชน์ มากกว่าความเป็นเพื่อน
​ในวันที่ประเทศเผชิญวิกฤตจนถึงขีดสุด เราถึงจะได้เห็นธาตุแท้ของ "มิตรแท้"
ประธานาธิบดีเซอร์เบีย อเล็กซานดาร์ วูชิช ได้เปิดเผยถึงความจริงใจของจีนผ่านกรณีโรงถลุงเหล็กที่เซอร์เบีย ซึ่งเคยขาดทุนย่อยยับเดือนละ 12 ล้านดอลลาร์ โดยที่มหาอำนาจตะวันตก แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนในเซอร์เบียสูงมากกลับนิ่งเฉยและปล่อยให้โรงงานต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง
​ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คือผู้นำเพียงคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาจัดการปัญหาให้ถึงที่ และให้คำมั่นสัญญาว่าจีนจะไม่ทอดทิ้งเซอร์เบีย วูชิชกล่าวประโยคที่กินใจคนทั้งโลกไว้ว่า "ในทางการเมืองความกตัญญูอาจมีอายุสั้น แต่สำหรับเซอร์เบีย จีนคือผู้ที่ช่วยเราไว้ในวันที่มืดมนที่สุด"
ทำไมตะวันตกที่เข้ามาลงทุนในเซอร์เบียมากมายถึงไม่ช่วย?
คำตอบคือ นักลงทุนตะวันตกมองเซอร์เบียผ่าน "กลไกตลาดเสรี" และ "ผลกำไรสูงสุด" เท่านั้น เมื่อธุรกิจไปต่อไม่ได้ พวกเขาก็พร้อมจะถอนตัวทันทีโดยไม่สนใจว่าคนงานจะเดือดร้อนเพียงใด การลงทุนของตะวันตกมักมาพร้อมกับเงื่อนไขที่รัดกุมและการกดดันให้ปรับโครงสร้างที่ทำร้ายวิถีชีวิตผู้คน ในขณะที่จีนมองต่างออกไป จีนเลือก "ลงทุนเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืน การที่จีนยอมรับภาระที่ไม่มีใครเอาในตอนนั้น คือการพิสูจน์ว่าจีนมองเซอร์เบียเป็น "เพื่อน" ไม่ใช่เพียง "ฐานผลิตเพื่อตักตวงกำไร"
​ภาพสะท้อนนี้ชัดเจนมากเมื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทยในช่วง วิกฤตโควิด-19
ในวันที่ทั่วโลกขาดแคลนทรัพยากร ประเทศตะวันตกเลือกกักตุนวัคซีนและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อตนเอง หรือหยิบยื่นให้โดยมีเงื่อนไขผูกมัดทางนโยบาย แต่ในทางตรงกันข้าม
​จีนคือมิตรที่ก้าวเข้ามาในวันที่เราวิกฤตที่สุด โดยเป็นแหล่งสำคัญที่จัดหา วัคซีนซิโนแวค (Sinovac) และอุปกรณ์ป้องกัน (PPE) มาให้ไทยอย่างรวดเร็ว ในราคาที่เป็นธรรมและไม่มีการกดดันทางการเมืองหรือพยายามแทรกแซงอธิปไตยของเราเหมือนที่กลุ่มประเทศตะวันตกพยายามบงการ
​ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องของ "เจ้านายกับทาส" ตามที่หลายประเทศในยุโรปและอเมริกาพยายามสร้างมาตรฐานกดทับประเทศกำลังพัฒนา แต่การที่จีนเลือกหยิบยื่นทรัพยากรในยามที่ไทยลำบากที่สุด คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าจีนให้เกียรติและมองไทยในฐานะ "หุ้นส่วนและเพื่อน" ที่แท้จริง
​เราต้องยอมรับว่า มิตรแท้ไม่ได้วัดกันที่คำพูดสวยหรูหรือสัญญาทางการค้าที่เน้นเอาเปรียบ แต่การกระทำในยามที่ฝ่ายอื่นหันหลังให้ คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด ว่าใครกันแน่ที่มองเราเป็น "มิตรแท้"
source:CGTNสัมภาษณ์ประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูชิช,ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทย-จีน ในสถานการณ์โควิด-19
ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1313102124311478/?rdid=zz9iZ6UDiGyoyzpO #




#จีนเซอร์เบีย
#มิตรแท้ในวิกฤต
#โควิด19

04/06/2026

ขอขอบคุณ สส.กรวีร์ ปริศนานันทกุล ในฐานะประธานวิปรัฐบาลที่ชี้แจงกรณีที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ การทำงานของรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎร ผมยังยืนยันว่าการเมืองต้องอยู่กับข้อเท็จจริง จึงขอให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ดังนี้

๑. กรณีการพิจารณาญัตติของสภาผู้แทนราษฎร มีเพียงญัตติเดียวที่มีรัฐมนตรีชี้แจงโดยใช้ “สิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” คือกรณีที่รัฐมนตรีเจเศรษฐ์ ได้ชี้แจงเรื่องการเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งผมได้แสดงความชื่นชมท่านเป็นการส่วนตัวแล้วด้วย แต่ญัตติที่เหลือ ไม่มีการชี้แจงเลย ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ ๆ เกือบทั้งสิ้น เช่น

- ญัตติแลนด์บริดจ์
- ญัตติการปฏิรูปกฎหมาย
- ญัตติการปฏิรูปภาษี
- ญัตติการคุ้มครองแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม
- ญัตติพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ
- ญัตติโลกร้อนและฝุ่น PM2.5
- ญัตติราคาน้ำมัน

ทั้ง ๆ ที่การมารับฟังและชี้แจงในประเด็นหลัก ๆ เหล่านี้ จะทำให้การทำงานของทั้งฝั่งรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
.

๒. กรณีกระทู้ถาม โดยเฉพาะกระทู้ถามสด
เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลจะไม่เคยมีปัญหามาตอบกระทู้ถามที่ สส.ฝ่ายรัฐบาลถาม แต่กรณีของกระทู้ถามที่ฝ่ายค้านมุ่งตรวจสอบการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ จะมีการใช้วิธีมอบหมายรัฐมนตรีท่านอื่นมาตอบ และไม่สามารถตอบคำถามที่ต้องการถามได้จริง จนเป็นที่หยอกล้อกันในหมู่ฝ่ายค้านว่าจะต้องจำกัดคำถามเฉพาะที่รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายตอบได้เท่านั้น
.

๓. กรณีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ฝ่ายค้านมิได้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพร่ำเพรื่อและหลาย ๆ ครั้งก็ยอมรับการตัดสินใจส่งให้คณะกรรมาธิการสามัญพิจารณา แต่ในหลาย ๆ เรื่อง การส่งให้คณะกรรมาธิการสามัญจะไม่สามารถพิจารณาปัญหาเหล่านั้นได้ครอบคลุมและคณะกรรมาธิการสามัญเกือบทุกคณะในปัจจุบันก็มีงานล้นมืออยู่แล้ว กล่าวโดยเฉพาะกรณีแลนด์บริดจ์ แม้จะมีการอ้างอิงถึงการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในสภาฯ ชุดที่แล้ว แต่คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวมีปัญหาความขัดแย้งสูงมาก ถึงขั้นมีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยลาออกจากคณะกรรมาธิการดังกล่าวเพราะมีความพยายามรวบรัดข้อสรุป

ผมเห็นใจท่านประธานวิปรัฐบาลที่ต้องออกมารับหน้าแทนฝ่ายบริหารในปัญหานี้ ผมชื่นชมการทำงานของท่านมาโดยตลอดในฐานะประธานวิปรัฐบาลและอยากเห็นท่านใช้ความกล้าหาญในการเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารให้ความสำคัญกับงานของสภาผู้แทนราษฎร ในนามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน จะทำให้การทำงานของท่านมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

อิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิง ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ — กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่...
04/06/2026

อิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิง ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ — กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า อิสราเอลและเลบานอนได้ตกลงที่จะดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง หลังการเจรจาที่นำโดยสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2–3 มิถุนายน
ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวขึ้นอยู่กับการยุติการยิงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และการถอนกำลังนักรบฮิซบอลเลาะห์ออกจากพื้นที่เซาท์ลิตานี
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเดินหน้าจัดตั้งพื้นที่นำร่อง ซึ่งกองทัพเลบานอนจะเข้าควบคุมพื้นที่แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ให้มีกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง
คาดว่าการหารือทางการเมืองและความมั่นคงจะกลับมาดำเนินต่อในสัปดาห์ของวันที่ 22 มิถุนายน
ที่มา : Sputnik




#อิสราเอล
#เลบานอน
#หยุดยิง

เปเรซ ยืนยัน มูรินโญ เป็นกุนซือคนใหม่ เรอัล มาดริด หากชนะเลือกตั้งประธานสโมสรกีฬาฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดร...
04/06/2026

เปเรซ ยืนยัน มูรินโญ เป็นกุนซือคนใหม่ เรอัล มาดริด หากชนะเลือกตั้งประธานสโมสร
กีฬา
ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด ยืนยันว่า โชเซ มูรินโญ จะเป็นกุนซือคนใหม่ของ “ราชันชุดขาว” หากเจ้าตัวชนะการเลือกตั้งอีกสมัย
โดย มูรินโญ ตกเป็นข่าวว่า บรรลุข้อตกลงในการเข้ามาทำหน้าที่เป็นเฮดโค้ชคนใหม่ของ เรอัล มาดริด อีกหนทว่ายังไม่มีการประกาศทางการจากสโมสร
อย่างไรก็ตามล่าสุด เปเรซ ประธานสโมสรคนปัจจุบันยืนยันว่า มูรินโญ่ จะเป็นกุนซือคนต่อไปของ เรอัล มาดริด หากเขาชนะการเลือกตั้งประธานสโมสรที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 มิ.ย.นี้
ถึงกระนั้น เอ็นริเก ริเคลเม ผู้ท้าชิงประธาน “ราชันชุดขาว” เผยว่า หากเจ้าตัวชนะการเลือกตั้งกุนซือคนใหม่ของทีมจะไม่ใช่ มูรินโญ
ขณะที่ “ดิ แอธเลติก” เผยเพิ่มเติมว่า เปเรซ เตรียมประกาศคว้า อิบราฮิมา โคนาเต กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสซึ่งย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล แบบไม่มีค่าตัวมาเป็นแข้งใหม่รายแรกของ เรอัล มาดริด ช่วงซัมเมอร์นี้ในวันที่ 4 มิ.ย.
ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10269437




#เรอัลมาดริด
#มูรินโญ
#ฟลอเรซเปเรซ

04/06/2026

“ยามะเร็งพระราชทาน” กระจายทั่วไทย รพ.จุฬาภรณ์ส่งมอบ ‘อิมครานิบ 100’ หนุนผู้ป่วยเข้าถึงยารักษาสมัยใหม่ ลดภาระค่าใช้จ่ายนับแสนบาทต่อปี

4 มิถุนายน 2569 #ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ขยายโอกาสการเข้าถึง #การรักษาโรคมะเร็ง ของคนไทย หลังส่งมอบยารักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้าชนิดเม็ด “ #อิมครานิบ 100” หรือ 100 ล็อตแรกเข้าสู่ระบบกระจายยาของ #สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อย่างเป็นทางการ โดย #องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เตรียมกระจายยาไปยัง #โรงพยาบาลและหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยในระบบบัตรทองสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย ภายใต้แนวพระดำริของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพายาราคาแพงจากต่างประเทศ
“อิมครานิบ 100” เป็นยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ในกลุ่มยาต้านเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine Kinase Inhibitor: TKI) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการส่งสัญญาณการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยตรง ช่วยควบคุมการแบ่งตัวและการแพร่กระจายของเซลล์ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อได้เปรียบสำคัญของยากลุ่มนี้คือ มีผลข้างเคียงต่ำกว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม เนื่องจากออกฤทธิ์จำเพาะต่อเซลล์มะเร็งมากกว่า จึงช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างการรักษา
ใช้รักษามะเร็งได้หลายชนิด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาระบุว่า ยาดังกล่าวสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งและโรคเลือดหลายประเภท ได้แก่

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล (Chronic Myeloid Leukemia : CML)
มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก (Philadelphia-positive Acute Lymphoblastic Leukemia : Ph+ ALL)
มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Stromal Tumor : GIST)
มะเร็งผิวหนังชนิดหายาก Dermatofibrosarcoma Protuberans (DFSP)
โรคเหล่านี้หลายกรณีจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน บางรายอาจต้องใช้ตลอดชีวิต ทำให้ต้นทุนการรักษาสูงมาก หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ป่วย ข้อมูลจากวงการสาธารณสุขระบุว่า ยามุ่งเป้าสำหรับผู้ป่วยมะเร็งบางชนิดมีราคาหลายหมื่นบาทต่อเดือน หรืออาจสูงถึงหลักแสนบาทต่อปี การนำ “อิมครานิบ 100” เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจของผู้ป่วยและครอบครัวได้อย่างมีนัยสำคัญ
การกระจายยาครั้งนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและยกระดับคุณภาพการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะผู้ป่วยในต่างจังหวัดที่ก่อนหน้านี้อาจเข้าถึงยารักษาขั้นสูงได้ยาก
อภ.เร่งกระจายยาเข้ารพ.ทั่วประเทศ หลังจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ส่งมอบยาให้ # สปสช. เรียบร้อยแล้ว องค์การเภสัชกรรมจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางกระจายยาไปยังโรงพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศตามแผนบริหารจัดการยา เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถเบิกจ่ายและนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ...คาดว่าในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 โรงพยาบาลขนาดใหญ่และศูนย์มะเร็งในภูมิภาคต่าง ๆ จะเริ่มได้รับยาและทยอยให้บริการผู้ป่วยตามแนวทางการรักษาที่กำหนด

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขคาดว่าในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 โรงพยาบาลขนาดใหญ่และศูนย์มะเร็งในภูมิภาคต่าง ๆ จะเริ่มได้รับยาและทยอยให้บริการผู้ป่วยตามแนวทางการรักษาที่กำหนด
ก้าวสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย การนำยารักษามะเร็งมุ่งเป้าราคาเข้าถึงได้เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ เป็นตัวอย่างสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อประชาชน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ แต่ยังสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนายาชั้นสูงสำหรับรักษาโรคร้ายแรง เป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการดูแลผู้ป่วยมะเร็งไทย ให้เข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาสมัยใหม่ได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้นในอนาคต

การส่งมอบ “อิมครานิบ 100” ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการกระจายยาเท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการดูแลผู้ป่วยมะเร็งไทย ให้เข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาสมัยใหม่ได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้นในอนาคต

ที่อยู่

165 สุขุมวิท 62/1 พระโขนงใต้ พระโขนง
Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ THE STATES TIMESผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง THE STATES TIMES:

แชร์