09/09/2023
Gig review: Blur live at Tokyo Summer Sonic 2023
วันนี้แอดจะมาขอพูดถึงคอนเสิร์ตของวงโปรดของแอดอีกหนึ่งวงนั่นก็คือ "Blur" ที่ได้มาแสดงที่ Summer Sonic ประเทศญี่ปุ่นที่จบมาประมาณ 3 อาทิตย์แล้ว ถ้าให้พูดว่าทำไมถึงต้องมาดูวงนี้ถึงญี่ปุ่นคงต้องบอกว่า Blur เป็นหนึ่งในวงในยุคที่ Britpop ของอังกฤษเฟื่องฟูที่สุดโดยตีคู่มากับวงโปรดอีกวงของแอดอย่าง Oasis แล้ว Blur เนี่ยเพิ่งกลับมาทัวร์ในปี 2023 นี่เองและแอดคิดว่าโอกาสที่จะมาใกล้ขนาดนี้คงมีไม่มากนัก แอดเลยตัดสินใจหลังจากเห็นงานประกาศเฮดไลน์เนอร์แอดเลยคิดว่าต้องมาให้ได้!
เวลาประมาณ 19.30 ไฟที่ Marine Stage เริ่มดับลง ก็ถึงเวลาของวงปิดของเทศกาลวันแรกอย่าง Blur ได้ขึ้นมาเล่นโดยได้ขนเพลงฮิตพร้อมกับเพลงอัลบั้มใหม่มาเล่นเยอะมากกก โดยเพลงแรกในโชว์เปิดด้วยเพลงอย่าง St. Charles Square จากอัลบั้ม The Ballad of Darren ที่มีเสียงกีต้าร์จาก Graham ยังเท่มากๆเหมือนเดิม ต่อมาด้วยเพลงที่ 2 อย่าง Popscene และต่อด้วย 1 ในเพลงที่ทำให้แอดรักและชอบวงมาตลอดอย่าง Beetlebum ที่มีอินโทรเพลงที่ฟังแล้วขนลุกและไม่คิดว่าจะได้ฟังสดๆ ตอนนี้แอดรู้สึกว่าแค่เพลงนี้ก็คุ้มแล้วที่ได้มางานนี้ แต่แน่นอนยังไม่จบแค่นี้
ช่วงกลางของโชว์วงได้นำเพลงสุดฮิตมาเล่นให้แฟนเพลงอิ่มเอมกันอย่างเต็มที่ โดยเริ่มจากเพลงอย่าง Coffee&TV ที่เป็นที่ Graham Coxon มือกีต้าร์ของวงเป็นนักร้องหลักในเพลง ต่อด้วยเพลงอย่าง Country House และอีก 1 เพลงสุดฮิตของวงอย่าง Parklife ที่คนดูด้านล่างได้ร้องท่อน Parklife กันแบบสุดเสียงพร้อมชูมือพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย5555 พร้อมต่อด้วยเพลงลดจังหวะลงมาอย่าง To the End และมาเร่งเครื่องต่อด้วยเพลง Girl & Boys, Advert และ 1 ในเพลงชาติของอังกฤษและวง Blur ที่มีอินโทรสุด iconic นั่นก็คือออ Song 2 ที่เห็นได้เลยว่าทุกคนในงานกระโดดและตะโกน Woohoo พร้อมกันแบบโคตรมันส์
ในช่วงท้ายของโชว์วงได้ลดระดับความเดือดลงมา ในช่วง 3 เพลงสุดท้ายของโชว์วงได้เล่นเพลงอย่าง Tender ที่ทุกคนในสเตเดี้ยมได้มีการเปิดไฟมือถือพร้อมกับร้องท่อน "Oh my baby, oh my baby. Oh why, oh my? พร้อมกันแอดขนลุกมากๆกับเพลงนี้ หลังจากจบ Tender วงได้เล่นเพลง The Nacissist ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้ม The Ballad of Darren ที่ในช่วงอินโทรกีต้าร์ของ Damon เสียงไม่ออกทำให้เล่นอินโทรนานหน่อย5555 จบด้วยอีก 1 ในเพลงชาติของวงที่มีท่อนที่สุดคนประสานเสียงร่วมกัน "Really, really, really could happen" นั่นก็คือเพลง The Universal ซึ่งเป็นเพลงปิดของวงมานานหลายปี
โดยรวมของโชว์แอดเชื่อว่าหากใครได้ไปจะรู้สึกเหมือนแอดแน่นอนคือคุ้มค่าและโคตรมันส์โคตรดี เพราะวงเนี่ยถึงจะอายุขึ้นเลข 5 กันแล้ว แต่ยังแสดงกันได้แบบสนุก Damon ยังกระโดด โลดเต้นเหมือนเด็กๆอยู่เลย ซึ่งเนี่ยแสดงถึงความเก๋าและความเต็มที่ของวงได้อย่างชัดเจน แต่แอดแอบเสียดายที่วงไม่เล่นอีก 1 เพลงโปรดของแอดอย่าง End of a Century แต่ไม่เป็นไรเท่านี้ก็เต็มอิ่มและฟินมากๆแล้ว หากใครมีโอกาสแอดขอแนะนำให้ดูซักครั้งเพราะว่ามันดีมากจริงๆ