Banking and Insurance

Banking and Insurance Banking and Insurance fan page delivers comprehensive news and updates from the world of banking, finance, and insurance.

We also cover developments from publicly listed companies and beyond. Don’t hesitate to let us help share your news with the world.

SCB EIC มอง AI หนุนเศรษฐกิจโลกปีนี้โต 2.5%แม้เผชิญสงครามต้นทุนพลังงานสูงคาดเศรษฐกิจไทยโต 2%แต่เปราะบางกำลังซื้ออ่อนแอและ...
21/08/2026

SCB EIC มอง AI หนุนเศรษฐกิจโลกปีนี้โต 2.5%แม้เผชิญสงครามต้นทุนพลังงานสูง
คาดเศรษฐกิจไทยโต 2%แต่เปราะบางกำลังซื้ออ่อนแอและการเติบโตที่กระจุกตัว


SCB WEALTH จัดกิจกรรม Wealth Community สำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth ภายใต้หัวข้อ “Thailand Half-Year Outlook 2026 เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังฟื้นต่ออย่างไร: ในวันที่การเติบโตยังไม่ทั่วถึง” ถ่ายทอดมุมมองเศรษฐกิจโลกและไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 ขยายตัว 2.5% จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ คาดFed คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ตลอดปีนี้ ขณะที่ ECB อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนกันยายน ส่วน BoJ มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 1% สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัว 2% ในปี 2569 จากแรงสนับสนุนของมาตรการภาครัฐ การส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน แต่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการส่งออกบางกลุ่มสินค้า อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัด ขณะที่รายได้ครัวเรือนลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี กำลังซื้อยังอ่อนแอ การเข้าถึงสินเชื่อตึงตัว และตลาดแรงงานมีแนวโน้มเปราะบางมากขึ้น มองว่ากนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปี 2569 เพื่อรักษาสมดุลระหว่างแรงกดดันเงินเฟ้อกับเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามที่ใช้กำลังทหารและสงครามการค้า ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และความผันผวนของตลาดเงินทั่วโลก สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเส้นทางอื่นในภูมิภาคยังไม่กลับไปถึงครึ่งหนึ่งของระดับก่อนเกิดสงคราม สะท้อนว่าการฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างล่าช้า หลังความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง แม้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทยอยปรับลดลงในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 แต่คาดว่าจะลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจยังไม่กลับไปอยู่ในระดับเฉลี่ยก่อนเกิดสงครามในระยะอันใกล้นี้ ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงาน และการขนส่งยังเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจ

ด้านสงครามการค้า แม้ยังเป็นปัจจัยสร้างความไม่แน่นอน แต่ผลกระทบต่อการค้าโลกที่ผ่านมาไม่รุนแรงเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากการค้าในเอเชียยังขยายตัวได้ดี โดยภูมิภาคเอเชียเป็นฐานการผลิตสำคัญของสินค้าเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งสหรัฐฯยังคงมีความต้องการนำเข้าสูง แม้การนำเข้าสินค้ากลุ่มอื่นจะชะลอลง ขณะเดียวกัน การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯหดตัว แต่จีนยังสามารถรักษาการเติบโตของภาคส่งออกได้ด้วยการขยายตลาดและระบายสินค้าเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น
SCB EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัว 2.5% และขยายตัวดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.6% ในปี 2570 เทียบกับการเติบโต 2.8% ในปี 2568 โดยการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงศรษฐกิจโลกท่ามกลางแรงกดดันจากสงคราม และภาวะการเงินที่ตึงตัว
สำหรับตลาดการเงินโลก มีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องจากทั้งปัจจัยบวกและลบของสงครามและกระแส AI โดย SCB EIC คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ( Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50 -3.75% ตลอดปี หากเงินเฟ้อไม่กลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนธนาคารกลางยุโรป ( ECB) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 2.50 % ในการประชุมเดือนกันยายน แม้เงินเฟ้อยุโรปเริ่มชะลอลง แต่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น ( BoJ) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดปีนี้ และอาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึงปี 2570 เพื่อประคองเศรษฐกิจจากผลกระทบของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ส่วนเศรษฐกิจไทย SCB EIC คาดว่าจะขยายตัว 2% ในปี 2569 โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ภาวะเอลนีโญ และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่บางอุตสาหกรรม ทำของให้การฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง
SCB EIC มองว่า ในปี 2570 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.9% เนื่องจากแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐทยอยหมดลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังขาดแรรงขับเคลื่อนใหม่ที่สามารถสร้างการเติบโตในวงกว้างและต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ท่ามกล่างผลกระทบจากสงครามและกำแพงภาษี แต่การเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แตกต่างจากสินค้าที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจนอีกทั้งกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเศรษฐกิจในประเทศอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI มากเท่ากับตัวเลขส่งออกที่ปรากฏ เนื่องจากสินค้าส่งออกกลุ่มดังกล่าวยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนต้นทุนสูง เช่น ชิป และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอย่ในระบบเศรษฐกิจไทย รวมถึงผลต่อการจ้างงาน และรายได้ในประเทศยังมีข้อจำกัด

ขณะที่ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ในไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยี และผู้ให้บริหารคลาวด์รายใหญ่ของโลก หรือ Hyperscalers โดยเม็ดเงินโดยตรงจากต่างประเทศ ( FDI ) ในไทยปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Data Center และพลังงาน ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นมีขนาดลดลงมากเมื่อเทียบกับอดีตแม้เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตโดยรวมของประเทศยังไม่ได้ถูกใช้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากการขยายตัวกระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีบางกลุ่ม จึงอาจสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัดเช่นเดียวกับภาคส่งออก
นอกจากนี้ อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย คือ รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยปี 2025 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี จากข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยรายได้จากการทำงาน การลงทุน ทรัพย์สิน และดอกเบี้ยต่างปรับลดลง มีเพียงรายได้จากความช่วยเหลือของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ช่วยพยุงกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าฐานะการเงินของประชาชนดีขึ้นทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่าย และการก่อหนี้มากขึ้น รวมถึงสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ครัวเรือนและธุรกิจรายย่อยมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ครัวเรือนจำนวนมากจึงลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย และชะลอการใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่อง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะการเงินที่ตึงตัว และกำลังซื้อนประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ ตลาดแรงงานยังมีแนวโน้มเปราะบาง โดยจำนวนกิจการที่ปิดตัวเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การเปิดกิจการใหม่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนในระยะข้างหน้า
สำหรับภาคการท่องเที่ยว แม้มีแนวโน้มฟื้นตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาขยายตัว แต่ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นหลังเกิดสงคราม ประกอบกับการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคที่เข้มข้นขึ้น อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ยังต่ำกว่าระดับปี 2567 ส่วนภาคการเกษตร ยังเผชิญแรงกดดันจากสภาพอากาศผันผวน การแข่งขันในตลาดโลก และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้เกษตรกรมีแนวโน้มหดตัว และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัด
SCB EIC มองว่า ปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เนื่องจากต้องรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อกับเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยคาดว่ากนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยในปีนี้มีค่อนข้างน้อย แต่กนง.อาจยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันด้านราคาอาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราวจากต้นทุนพลังงานและปัจจัยด้านอุปทาน อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
แนวโน้มภาคธุรกิจที่เหลือของปีนี้ ภาพรวมมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ธุรกิจบางกลุ่มยังมีโอกาสขยายตัว ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยี ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน ธุรกิจพลังงานทางเลือกรวมถึงบริการสุขภาพ ความงาม และการท่องเที่ยว ส่วนธุรกิจที่มีแนวโน้มหดตัวและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศสูง และได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงกลุ่มสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเอลนีโญ และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

หมายเหตุ : เอกสารจัดทำขึ้น ณ วันที่ 13 ส.ค. 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน

BAM ส่งสัญญาณ ไตรมาส 2 ฟื้นต่อเนื่อง ผลเรียกเก็บและกำไรโต 16% และ 8% เร่ง NPL-NPA-JV AMC ขับเคลื่อนครึ่งปีหลัง      BAM ...
21/08/2026

BAM ส่งสัญญาณ ไตรมาส 2 ฟื้นต่อเนื่อง

ผลเรียกเก็บและกำไรโต 16% และ 8% เร่ง NPL-NPA-JV AMC ขับเคลื่อนครึ่งปีหลัง



BAM สร้างผลเรียกเก็บในไตรมาส 2 ปี 69 มากถึง 3,513 ล้านบาท มีกำไรกว่า 234 ล้านบาท เติบโต 16% และ 8% ตามลำดับ ช่วยลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ได้มากขึ้นด้วยโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM พร้อมวางกลยุทธ์ในการสร้างรายได้ทั้งด้าน NPL, NPA และ JV AMC ขับเคลื่อนครึ่งปีหลังสร้างผลงานสู่เป้าหมายที่วางไว้



ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า BAM สามารถสร้างผลเรียกเก็บได้ 3,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสแรกที่ทำได้ 3,026 ล้านบาท ส่งผลให้ผลเรียกเก็บรวมครึ่งปีแรกอยู่ที่ 6,539 ล้านบาท ด้านผลกำไรในไตรมาส 2 อยู่ที่ 234 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสแรกที่มีกำไร 217 ล้านบาท ทำให้ครึ่งปีแรก BAM มีกำไรรวม 451 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความผันผวนและความท้าทาย ผ่านจุดเริ่มต้นของการสร้าง Resilient Business Model ที่ไม่ได้พึ่งพาผลเรียกเก็บรายใหญ่ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างกระแสเงินสดจากธุรกิจปกติอย่างต่อเนื่องผ่าน TDR Factory การบริหาร NPA เชิงรุก การลงทุนซื้อหนี้แบบคัดเลือก และการใช้ JV AMC เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโต



BAM มุ่งฟื้นฟูสถานะทางการเงินของลูกหนี้ มากกว่าการเร่งรัดติดตามหนี้เพียงอย่างเดียว แต่เดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” โดยนำเสนอมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรนและสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละราย ปัจจุบันโครงการสามารถสร้างยอดอนุมัติได้แล้ว 149 ล้านบาท ตอกย้ำว่าเป้าหมายของ BAM ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการบริหารหนี้ แต่ยังรวมถึงการช่วยให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินและเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง



ด้านการบริหารจัดการ NPA BAM ได้ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจผ่านการจัดทำบันทึกข้อตกลงทางธุรกิจ (MOU) ภายใต้โครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสม ส่งผลให้สามารถจำหน่ายทรัพย์ได้สูงถึง 1,775 รายการ ขณะเดียวกัน BAM ยังเดินหน้ากลยุทธ์พันธมิตรทางธุรกิจ หรือ NPA Partnership ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขยายฐานธุรกิจและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ โดยคัดสรรทรัพย์ NPA ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม และที่ดินเปล่า เพื่อนำเสนอแก่พันธมิตรที่มีศักยภาพในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ช่วยเพิ่มมูลค่าและพลิก “ทรัพย์ร้าง” ให้กลายเป็น “ทรัพย์สร้างมูลค่า” พร้อมเร่งการหมุนเวียนสินทรัพย์กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ



ในขณะที่ไตรมาส 2 BAM ได้รับเงินปันผล 30 ล้านบาท และรับรู้ส่วนแบ่งกําไร 28 ล้านบาท จาก ARI AMC และ ARUN AMC ตามลำดับ ซึ่งเป็นกลไกการเติบโตแบบ Asset-light ช่วยให้ BAM ขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหารโดยไม่ต้องลงทุนถือครองพอร์ตทั้งหมดเอง พร้อมสร้างผลตอบแทนจากส่วนแบ่งกําไรและเงินปันผล กระจายแหล่งรายได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการเปลี่ยนพอร์ตหนี้รายย่อยจำนวนมากให้กลับมาสร้างกระแสเงินสด



ดร.รักษ์ฯ กล่าวอีกว่าในครึ่งหลังปี 2569 จะเร่งเครื่องยนต์รายได้ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ NPL, NPA และJV AMC ให้ทำงานพร้อมกัน เพื่อเพิ่มผลเรียกเก็บ กระจายกระแสเงินสด และยกระดับคุณภาพกําไร โดย NPL เร่ง TDR Factory, FA Center และโครงการ "เริ่มต้นใหม่กับ BAM" เพิ่มจำนวนลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างสำเร็จ เปลี่ยน NPL เป็น RPL และสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ขณะที่ NPA เร่งหมุนทรัพย์ด้วย "ทรัพย์มหาชน Plus", BAM Premium และ NPA Partnerships พร้อมขยายช่องทางขายผ่าน MOU และการตลาดแบบเจาะกลุ่ม เพื่อสร้างรายได้จากการขายให้เร็วขึ้น ส่วน JV AMC จะขยายพอร์ต ARI AMC และ ARUN AMC พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ Bilateral และ JV รายใหม่ ใช้โมเดล Asset-light เพิ่มรายได้จากส่วนแบ่งกําไรและเงินปันผล ซึ่งการขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้ BAM สามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

กรุงศรีจับมือมหิดล ยกระดับ Financial Literacy สร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ...
21/08/2026

กรุงศรีจับมือมหิดล ยกระดับ Financial Literacy
สร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน



กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้แก่บุคลากร คณาจารย์ นักศึกษา และศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยมหิดล ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทย ตอกย้ำแคมเปญ “GO Sustainable with krungsri ก้าวเพื่อสังคมที่ยั่งยืนของเรา”



ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งเน้นที่การถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเงินอย่างรอบด้าน ผ่านกิจกรรมอบรม เวิร์กช็อป และการให้คำปรึกษาด้านการวางแผนการเงินที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่เพิ่งเริ่มต้นบริหารการเงินด้วยตนเอง ธนาคารจะช่วยปูพื้นฐานเรื่องการออม การบริหารการเงินส่วนบุคคล และการสร้างวินัยทางการเงิน ส่วนกลุ่มคณาจารย์ บุคลากร รวมทั้งศิษย์เก่าจะได้รับคำแนะนำด้านการวางแผนการเงิน การลงทุน และการเตรียมความพร้อมสู่วัยเกษียณ สอดคล้องกับความต้องการทางการเงินที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่ของช่วงวัย ภาระหน้าที่ และเป้าหมายชีวิต



ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความสำคัญกับการพัฒนานักศึกษา บุคลากร และศิษย์เก่าให้มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ ทักษะแห่งอนาคต และทักษะชีวิตที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะความรู้และวินัยทางการเงิน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสุขภาวะทางการเงิน (Financial Well-being) ความร่วมมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาคมมหิดลได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์จริง ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมความรู้และทักษะทางการเงินอย่างรอบด้าน อันจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของบุคคล และเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินและสร้างกำลังคนคุณภาพที่มีความพร้อมในการปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต”



นางสาวดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในวันนี้ สถาบันการเงินต้องทำหน้าที่มากกว่าการเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมอย่างรอบด้าน กรุงศรีเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ยั่งยืนคือการเงินที่มั่นคง เมื่อแต่ละบุคคลมีความมั่นคงทางการเงิน ย่อมมีศักยภาพและพลังในการดูแลตนเอง ครอบครัว และส่งต่อคุณค่าไปสู่สังคมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนี่คือหลักคิดที่อยู่เบื้องหลังความร่วมมือในครั้งนี้”



ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการผนึกกำลังระหว่างภาคธุรกิจและภาคการศึกษา เพื่อสร้างรากฐานความรู้ทางการเงินที่จะติดตัวนักศึกษาและบุคลากรไปตลอดชีวิต

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูกลยุทธ์ TRA “ACT” ขับเคลื่อนค้าปลีกไทย  ชงรัฐปลุกกำลังซื้อ - เสริมแกร่งเอสเอ็มอี - สร้างการแข่งขันท...
21/08/2026

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูกลยุทธ์ TRA “ACT” ขับเคลื่อนค้าปลีกไทย
ชงรัฐปลุกกำลังซื้อ - เสริมแกร่งเอสเอ็มอี - สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม



สมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thai Retailers Association : TRA) เผยทิศทางเศรษฐกิจและค้าปลีกไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ภายหลังคณะกรรมการสมาคมฯ ให้ความไว้วางใจนายณัฐ วงศ์พานิช ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยต่อเนื่องเป็นวาระที่ 2 โดยชี้ว่าภาพรวมมีสัญญาณการฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม (Uneven Recovery) โดยตลาด ค้าปลีกไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท เติบโต 3% เมื่อเทียบกับปี 2568 ภายใต้บริบทที่ผู้บริโภควางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ขณะที่ภาคธุรกิจยังต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่องให้แก่เอสเอ็มอี และปรับตัวให้ทันต่อการแข่งขัน ที่รุนแรง

สมาคมฯ จึงเดินหน้ายกระดับภาคค้าปลีกผ่านกลยุทธ์ TRA “ACT” มุ่งเป้าสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน พร้อมยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อเร่งกระตุ้นกำลังซื้อ เสริมสภาพคล่องให้กลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) สร้างกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียม และผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการ ช้อปปิ้งระดับภูมิภาค

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า “เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped หรือการเติบโตที่แยกออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน โดยขาบนเป็นกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงส่งจากการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุน ขณะที่ขาล่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจรายย่อย ยังฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากยังต้องเผชิญทั้งต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว หนี้เสีย และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก

ทั้งนี้ปัจจุบัน SMEs กว่า 3.3 ล้านราย สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของการจ้างงานภาคเอกชนไทย และช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก หากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน กำลังซื้อภายในประเทศ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ”

คนยังซื้อ แต่ “ใช้จ่ายต่อบิลลดลง” สัญญาณกำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มที่

ด้านผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือนกรกฎาคม ซึ่งจัดทำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม 2569 ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่เหนือระดับกลางที่ 50 จุด สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความหวังต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี รวมถึงความคาดหวังต่อการต่อยอดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส หลังจาก เฟสแรกสิ้นสุดในเดือนกันยายน และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายในช่วงไตรมาส 3–4 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ความถี่ในการซื้อสินค้า (Shopping Frequency) จะไม่ได้ลดลงมาก แต่จำนวนสินค้าและมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง หรือยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จ (Spending per bill) กลับปรับลดลง

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะกำลังซื้อหดตัว (Shrinking Purchasing Power) ผู้บริโภคยังคงจับจ่าย แต่เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นมากขึ้น ขณะที่ยอดขายที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐยังกระจุกตัวอยู่ในหมวดอาหารและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือย วัสดุก่อสร้าง สินค้าคงทน และสินค้าที่มีมูลค่าต่อชิ้นสูงยังเผชิญแรงกดดัน ประกอบกับผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการปรับราคาขาย แม้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง

ค้าปลีกปี 69 โต 3% ปี 70 คาดโต 3.0–3.5% แต่ยังต้องจับตากำลังซื้อ–หนี้ครัวเรือน

GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 1.6–2.0% (ที่มา : คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน - กกร.) ขณะที่มูลค่าตลาดค้าปลีกไทยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 3.0% จากฐาน 4.25 ล้านล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นประมาณ 127,500 ล้านบาท ส่งผลให้ตลาดค้าปลีกมีมูลค่ารวมประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท (ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

การฟื้นตัวของค้าปลีกในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะเกิดขึ้นเป็นบางช่วงและบางกลุ่ม โดยได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ การลงทุน การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี โดยหมวดสินค้าจำเป็น อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว รวมถึงสินค้าสุขภาพและความงามเติบโตได้ดี ขณะที่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสินค้ามูลค่าสูงยังเผชิญพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวัง

สำหรับปี 2570 ประเมินว่า GDP ไทยจะอยู่ในระดับประมาณ 1.8% (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย) โดยมีปัจจัยกดดันจากการส่งออกสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราช้าลง หลังจากขยายตัวสูงมากในปี 2569 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และกำลังซื้อภายในประเทศยังเปราะบาง ทางด้านตลาดค้าปลีกไทยมีแนวโน้มเติบโต 3.0–3.5% เมื่อเทียบกับปี 2569 หรือมีมูลค่าประมาณ 4.51–4.53 ล้านล้านบาท (ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

ปัจจัยบวกต่อภาคค้าปลีก ได้แก่ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่ายแบบ Omnichannel ตลอดจนการใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ หนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ในไตรมาสแรกปี 2569 ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ภาวะสินเชื่อธุรกิจที่ตึงตัว การแข่งขันด้านราคา และการรุกตลาดของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ

จากโจทย์เศรษฐกิจ สู่คำตอบ TRA “ACT” กลยุทธ์ค้าปลีกไทย

ภายใต้บริบทที่ค้าปลีกไทยต้องเผชิญทั้งแรงกดดันด้านกำลังซื้อ ต้นทุน การแข่งขัน และเทคโนโลยี สมาคม ผู้ค้าปลีกไทยจึงเดินหน้าภารกิจยกระดับผู้ประกอบการค้าปลีกทุกระดับผ่านกลยุทธ์ TRA “ACT” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก

กลยุทธ์ TRA “ACT” เติบโตทั่วถึง แข่งขันเป็นธรรม และยั่งยืนไปด้วยกัน

A – Advancing Inclusive & Fair Growth – ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม สมาคมฯ มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ SMEs เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแบรนด์ไทย พร้อมผลักดันกติกาการค้า ที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกช่องทาง ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่

เชื่อมโยงผู้ค้าปลีกกับ SMEs เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพิ่มโอกาสนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่าย ทั้งหน้าร้าน แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด

สนับสนุนสินค้าไทยและแบรนด์ไทยให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนขยายตลาด ในประเทศและต่างประเทศ

ผลักดันกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างร้านค้าออฟไลน์ ร้านค้าออนไลน์ แพลตฟอร์มในประเทศ และแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านภาษี มาตรฐานสินค้า ความปลอดภัยของผู้บริโภค และความรับผิดชอบของผู้จำหน่าย

ร่วมเสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน ป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค ผู้ผลิตไทย และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

ผลักดันมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และร้านค้าปลีกขนาดเล็ก

ยกระดับประเทศไทยสู่ Shopping Destination เชื่อมโยงรายได้จากการค้าปลีก การท่องเที่ยว บริการ และเศรษฐกิจชุมชน ผ่านข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ ได้แก่

การอำนวยความสะดวกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย ให้นักท่องเที่ยว (Instant VAT Refund) สำหรับยอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อเพิ่มความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้งในประเทศไทย

ทบทวนและปรับลดอากรขาเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าลักชัวรีบางประเภท เช่น แฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง และน้ำหอม ซึ่งปัจจุบันยังมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ในระดับสูงราว 20-30% โดยพิจารณาเป็นรายหมวดสินค้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย

นำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง และกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น

C – Capability Building for Future-Ready Retail – เสริมความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถ ค้าปลีกไทย สมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถปรับตัวเข้าสู่ค้าปลีกยุคใหม่ ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่

พัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี การตลาด และแนวโน้มอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ

ผลักดันการลดกฎระเบียบและขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยเฉพาะกระบวนการขออนุญาตต่างๆ

สนับสนุนการนำ AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ระบบบริหารสินค้าคงคลัง และ Omnichannel มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันระหว่างหน้าร้านกับออนไลน์

เร่งพัฒนาทักษะแรงงานค้าปลีกผ่านการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ทั้งด้านดิจิทัล การใช้ข้อมูล AI งานบริการ และการขายผ่านช่องทางออนไลน์

เสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าตอบแทนตามทักษะและมาตรฐานวิชาชีพ ควบคู่กับการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะและรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน

ส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การจ้างงานรายชั่วโมง การจ้างผู้สูงอายุโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ และการลดขั้นตอนจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในตำแหน่งที่ขาดแคลน

T – Together for Sustainable Growth – เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาคค้าปลีกจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเกิดจากทุกภาคส่วน สมาคมฯ จึงมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และ ภาคประชาสังคม ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่

ทำงานเชิงรุกร่วมกับภาครัฐ หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขอุปสรรคและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการ

จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากข้อมูลจริงของสมาชิกและผลสำรวจในอุตสาหกรรม เพื่อให้มาตรการของภาครัฐสอดคล้องกับสถานการณ์และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

ส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนามาตรฐานค้าปลีกที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

4 Retail Transformations ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ

นอกจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ TRA “ACT” แล้ว สมาคมฯ ยังมองว่าผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีกในอนาคต 4 ด้าน

ผู้บริโภคแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น ตลาดระดับกลางเผชิญแรงกดดัน

ตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยที่ชัดเจนมากขึ้น กลุ่มพรีเมียมยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ บริการ ประสบการณ์ และคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) ขณะที่ตลาดแมสจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเงิน (Value for Money) สินค้าจำเป็น โปรโมชั่น และราคาที่เข้าถึงได้

ภายใต้ภาวะค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูง ตลาดระดับกลางจะเผชิญแรงกดดันมากที่สุดแบรนด์จึงต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คุณค่าของสินค้า และระดับราคาให้ชัดเจน ไม่สามารถใช้ข้อเสนอเดียวสื่อสารกับผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อีกต่อไป

หน้าร้านเปลี่ยนจาก Transaction Point เป็น Trust and Experience Platform

หน้าร้านจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงจุดซื้อขายสินค้า (Transaction Point) แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ (Trust and Experience Platform) เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองสินค้า รับคำแนะนำ เข้าร่วมกิจกรรม และเชื่อมโยงกับแบรนด์ในมิติที่ช่องทางออนไลน์ทดแทนได้ยาก ความสำเร็จของหน้าร้านจึงไม่ได้วัดจากยอดขายต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการสร้างการมีส่วนร่วม ความภักดีต่อแบรนด์ และการกลับมาซื้อหรือ ใช้บริการซ้ำด้วย

ผู้ค้าปลีกต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า

ผู้ค้าปลีกจะต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา House Brand การจัดหาสินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศ หรือ Local Sourcing การใช้ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายในการวางแผนธุรกิจ การบริหาร โลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซัพพลายเออร์ เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

AI และข้อมูลลูกค้าจะเปลี่ยนจาก “สื่อสารแบบกว้าง” สู่ “ข้อเสนอเฉพาะบุคคล”

AI และข้อมูลที่ธุรกิจได้รับโดยตรงจากลูกค้าจะมีบทบาทมากขึ้นในการคาดการณ์ความต้องการ วางแผนสินค้า ออกแบบโปรโมชั่น และนำเสนอสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ขณะเดียวกัน ช่องทางสื่อหรือโฆษณาของผู้ค้าปลีก (Retail Media) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงใกล้จุดตัดสินใจซื้อ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ค้าปลีกบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคได้รวดเร็ว และเปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยกับ SMEs เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

“การเติบโตของค้าปลีกไทยจากนี้จะไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค สร้างการจ้างงาน และอยู่บนกติกาที่ทุกฝ่ายแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม กลยุทธ์ TRA ‘ACT’ จึงเป็นกรอบการทำงานที่สมาคมฯ จะใช้เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” นายณัฐกล่าว

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันภาคค้าปลีกไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน ในฐานะหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

คปภ. ยกระดับ “ประกันภัยไทย” สู่ความร่วมมือระดับประเทศ ไทย - รัสเซีย เชื่อมภาครัฐ - ภาคธุรกิจ ต่อยอดโอกาสใหม่ด้านการค้า ท...
21/08/2026

คปภ. ยกระดับ “ประกันภัยไทย” สู่ความร่วมมือระดับประเทศ ไทย - รัสเซีย เชื่อมภาครัฐ - ภาคธุรกิจ ต่อยอดโอกาสใหม่ด้านการค้า ท่องเที่ยว และสุขภาพ

สำนักงาน คปภ. เดินหน้ายกระดับบทบาทอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเชื่อมศักยภาพของภาคธุรกิจประกันภัยไทยเข้ากับกรอบความร่วมมือระดับประเทศระหว่างไทยและรัสเซีย พร้อมขับเคลื่อนในระดับภาคธุรกิจควบคู่กัน เพื่อเปิดโอกาสใหม่ในการใช้กลไกประกันภัยสนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย (Joint Commission on Bilateral Cooperation: JC) ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งความร่วมมือด้านธุรกิจประกันภัยได้รับการหยิบยกขึ้นหารือในมิติด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างสองประเทศ โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย และ H.E. Mr. Aleksei Chekunkov รัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซียว่าด้วยการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกไกลและเขตอาร์กติก เป็นประธานร่วมฝ่ายรัสเซีย ทั้งนี้ ก่อนการประชุมเต็มคณะ (Plenary) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เลขาธิการ คปภ. ยังได้รับเชิญเข้าร่วมการหารือระหว่างประธานร่วมของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ข้อมูลและนำเสนอแนวทางที่ธุรกิจประกันภัยสามารถเข้ามามีบทบาทสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและรัสเซีย

ในการหารือ เลขาธิการ คปภ. ได้ผลักดัน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การใช้ศักยภาพของระบบประกันภัยไทยยกระดับการดูแลนักท่องเที่ยวและชาวรัสเซียในประเทศไทย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 1.9 ล้านคนต่อปี โดยเสนอให้ศึกษาความร่วมมือระหว่างบริษัทประกันภัยไทยและรัสเซีย อาทิ การให้บริษัทประกันภัยไทยทำหน้าที่เป็น Claims Settlement Agent เพื่อประสานสถานพยาบาลและบริหารจัดการสินไหมในประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาความคุ้มครอง ที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการด้านการประกันภัยและการรักษาพยาบาลได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกประเด็นหนึ่ง คือ การนำศักยภาพด้านประกันภัยและประกันภัยต่อของไทยมาสนับสนุนการค้าระหว่างสองประเทศ โดยเสนอให้ศึกษา ความเป็นไปได้ที่บริษัทประกันภัยไทยจะสนับสนุนด้านการประกันภัยต่อแก่บริษัทประกันภัยรัสเซีย รวมถึงรูปแบบความคุ้มครองสำหรับสินค้าที่ขนส่งจากรัสเซียมายังประเทศไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง สนับสนุนผู้ประกอบการ และ ช่วยลดข้อจำกัดด้านการประกันภัยที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างกัน
นอกจากการขับเคลื่อนในเวทีระดับประเทศแล้ว เลขาธิการ คปภ. ยังยกระดับความร่วมมือในระดับภาคธุรกิจควบคู่กัน โดยนำผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำของไทย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่าร้อยละ 50 เข้าหารือโดยตรงกับภาคธุรกิจรัสเซีย แสดงถึงความพร้อมและความจริงจังของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศร่วมกันพัฒนาแนวทางที่สามารถนำไปสู่การดำเนินงานได้จริง
ในการหารือกับ SOGAZ Insurance Group ทั้งสองฝ่ายได้ต่อยอดแนวคิดการเชื่อมโยงเครือข่ายบริษัทประกันภัยไทยและรัสเซีย เพื่อยกระดับการให้บริการและการบริหารสินไหมสำหรับชาวรัสเซียในประเทศไทย รวมถึงสำรวจโอกาสในการพัฒนาความคุ้มครองที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และผู้พำนักในประเทศไทย โดยเลขาธิการ คปภ. ได้ยืนยันถึงความพร้อมของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย และพร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศต่อยอดการหารือไปสู่ความร่วมมือที่สามารถดำเนินการได้จริง

ขณะที่การหารือกับ R-Pharm เป็นการสานต่อผลการหารือจากการเยือนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ขยับไปอีกขั้นด้วยการนำผู้บริหารภาคธุรกิจประกันภัยไทยเข้าร่วมโดยตรง เพื่อเปลี่ยนจากการมองเห็น “โอกาส” ไปสู่การหา “จุดเริ่มต้น” ของความร่วมมือ โดยมุ่งเชื่อมศักยภาพด้านนวัตกรรมยา เทคโนโลยี และการรักษาเข้ากับระบบประกันสุขภาพของไทย พร้อมสำรวจแนวทางเชื่อมโยง “การประกันภัย–การป้องกัน–การรักษา–นวัตกรรมทางการแพทย์” เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ ผู้เอาประกันภัยและระบบสุขภาพในระยะยาว
เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า “การที่ประเด็นประกันภัยได้รับการหยิบยกขึ้นหารือในกลไกความร่วมมือระดับประเทศ แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมประกันภัยสามารถมีบทบาทต่อเศรษฐกิจได้มากกว่าการบริหารความเสี่ยง ทั้งการยกระดับการดูแลนักท่องเที่ยว การสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ และการเชื่อมระบบประกันสุขภาพเข้ากับนวัตกรรมทางการแพทย์ บทบาทของสำนักงาน คปภ. จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการกำกับดูแลให้ระบบประกันภัยมีความมั่นคง แต่ต้องเชื่อมศักยภาพของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และสร้างพื้นที่ให้ภาคธุรกิจไทยก้าวไปสู่ความร่วมมือในระดับนานาชาติได้มากขึ้น”
“ครั้งนี้เราจึงไม่ได้มารัสเซียเพียงเพื่อพูดถึงว่าอะไรสามารถทำร่วมกันได้ แต่เรานำภาคธุรกิจประกันภัยไทยมาด้วย เพื่อค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่สามารถเริ่มทำร่วมกันได้จริง จาก Policy Dialogue ไปสู่ Business Cooperation โดย สำนักงาน คปภ. พร้อมทำหน้าที่เชื่อมภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และภาคธุรกิจ เพื่อให้ความร่วมมือไทย–รัสเซียก้าวไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ” เลขาธิการ คปภ. กล่าว

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Banking and Insuranceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์