30/03/2026
“SEA Health Innovation Hub” New S-Curve ของประเทศไทย ผ่านมุมมองของ หมอคิด ศุภชัย ปาจริยานนท์
สรุปบทเรียนจากเส้นทางของ “หมอคิด” แพทย์ผู้สามารถ exit ธุรกิจได้ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกของนวัตกรรม บริหารกองทุนมูลค่าหลายพันล้านบาท
กับบทบาทในวันนี้ที่วนมาสู่วงการแพทย์อีกครั้ง พร้อมเป้าหมายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยเพื่อเพิ่ม 5% ของ GDP ประเทศ
1️⃣ ตัวตนของหมอคิด
พี่คิดเรียนจบแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช แต่มีหัวด้านการลงทุน และการทำธุรกิจตั้งแต่สมัยเรียน โดยในตอนที่เรียนอยู่ปี 5 ได้ทำแอพซื้อ-ขายหุ้นกับเพื่อน จนสามารถ exit ได้ในช่วงเวลาต่อมา จากนั้นก็ได้เปิด digital marketing agency ในช่วงที่การตลาดบนดิจิทัลมาแรง จากนั้นก็ได้ exit บริษัทอีกเป็นครั้งที่ 2
หลังจากนั้นพี่คิดได้ท้าทายตัวเองในการตั้งโจทย์ใหญ่ให้กับชีวิตเพื่อการขับเคลื่อน 1% ของ GDP ให้กับ SE Asia
พี่คิดจึงได้ก่อตั้ง RISE ที่ทำงานร่วมกับองค์กรทั่วภูมิภาคเพื่อสร้าง corporate innovation และตั้งกองทุน SeaX Ventures เพื่อลงทุนใน deep tech startups และนำนวัตกรรมเหล่านั้นมาใช้ในไทย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าของ RISE รวมถึงช่วย startups scale ใน SE Asia
โดยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พี่คิดได้เอาตัวเองไปอยู่ที่ San Francisco และ Silicon Valley เพื่อเรียนรู้และสร้าง network ทำให้พี่คิดสามารถตั้งกองทุนที่นั่นได้ รวมถึง partner กับ Stanford ในเรื่องของวิธีการสร้างนวัตกรรม ต่างๆ
2️⃣“ความเชื่อที่พี่คิดยึดมั่นคืออะไร?”
พี่คิดเชื่อเรื่อง "การแข่งขัน" มากที่สุด
พี่คิดพูดว่า "พี่เชื่อเรื่อง neoliberalism การแข่งขันจะทำให้ประเทศดีขึ้น ถ้าไม่แข่งขันก็จะเป็นอย่างที่เราเป็นอยู่ตอนนี้"
รวมถึงความเชื่อเรื่อง Reality Distortion แบบ Steve Jobs ว่า “บางอย่างมันยากมาก ดูเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าให้ทำอะไรที่มันทำได้แน่ๆ พี่จะไม่อยากทำ มันไม่ตื่นเต้น”
“อะไรที่ทำให้เป็นคนแบบนี้?”
พี่คิดตอบว่า “พี่อาจจะมองว่า ถ้าตายไปแล้ว อยากให้โลกรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่นะ มันมีสิ่งที่เราทำอะไรไว้ให้กับโลก"
3️⃣ทำไม Healthcare + Innovation ถึงสำคัญมากสำหรับประเทศไทย
ตลอด 8 ปี RISE ขับเคลื่อนไปได้ประมาณ 0.5% ของ GDP ประเทศ มีวิธีการอะไรที่ทำให้เร็วกว่านี้ได้มั้ย ประเทศไทยมีแต้มต่อในการแข่งขันอะไรบ้าง? Healthcare จึงกลายเป็นอุตสาหกรรมที่พี่คิดเห็นโอกาสในการกระดับให้กลายเป็น New S-Curve of Thailand
ด้วยความที่เรามีรากฐานที่ดีอยู่แล้ว ทั้งในแง่ประกันสุขภาพ โรงพยาบาล การบริการต่างๆ รวมถึงคุณภาพของหมอ ช่องโหว่สุดท้ายในสมการนี้คือ “นวัตกรรม”
เพราะบริการที่มีอยู่วันนี้มันยังไม่ต่างพอ ไม่ต่างพอที่คนต่างชาติจะบินมารักษาตัวที่ไทย บางยาหรือนวัตกรรมทางการแพทย์ กว่าจะมาถึงเรา ประเทศอื่นที่พัฒนาแล้วมีกันหมดแล้ว
ตอนนี้ Clinical Trial ในไทย ปีนึงมีประมาณ 1,200 โครงการ คิดเป็นเงินก็ประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาท ในขณะที่มาเลเซียตั้งเป้า 100,000 ล้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า potential market มันใหญ่กว่าที่เราทำอยู่มาก
ถ้าไทย rebrand ตัวเองเป็น health tech hub ที่มีทั้ง medical tourism + นวัตกรรม + clinical trials มันจะเพิ่มได้ทั้ง GDP จากท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ + เม็ดเงินลงทุนจากบริษัทยาข้ามชาติ + revenue จาก tech startups
4️⃣โจทย์ที่ประเทศไทยต้องแก้คืออะไร?
โจทย์หลักก็คือ ทำยังไงให้ไทยเปลี่ยนจากแค่ "ประเทศที่คนมารักษาตัว" ให้กลายเป็น Regional Health Tech Hub จริงๆ
คือตอนนี้ไทยมีแบรนด์ด้านการแพทย์อยู่แล้ว มี Medical Tourism อยู่แล้ว แต่มันยังอยู่แค่ระดับ "มารักษา มาฉีดวิตามิน มาทำ wellness"
สิ่งที่ต้องทำคือยกระดับให้มัน "มีนวัตกรรมใหม่ๆ ในการดูแลคนไข้ไปตลอด" โดยที่คนไม่ต้องไปอเมริกา ไม่ต้องไปยุโรป มาที่ไทยก็ได้เทคโนโลยีระดับเดียวกัน
พี่คิดพูดชัดว่า ต้อง rebrand ประเทศว่า "วันนี้คุณไม่ได้มาแค่รักษา ไม่ได้มาแค่ดริปวิตามิน แต่คุณได้มามีนวัตกรรมใหม่ๆ ในการดูแลคุณไปตลอด"
5️⃣ทำไมต้องทำตอนนี้ ไม่ใช่อีก 10 ปี?
เพราะคู่แข่งไม่รอเรา มาเลเซียในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเขามาแรงมาก รัฐบาลเขาประกาศชัดเลยว่า "Clinical Trial จะเป็น strategy ของประเทศ"
แล้วเขาก็ลงเงินจริง ตั้งเงินจะดึง Clinical Trial มาทำที่มาเลเซีย เป้าหมายแสนล้าน
พี่คิดบอกว่า "ประเทศไทยคือคนไข้เยอะ แต่วันนี้มาเลเซียใกล้แซงแล้ว"
เพราะเขาทำเรื่อง regulatory ให้มันง่าย สร้าง ecosystem ให้ดึงดูดเงินจากต่างประเทศ
ถ้าเรายังช้า เราก็จะเหลือแค่สิ่งที่เคยเป็น คือมี volume คนไข้เยอะแต่ value ไม่สูง
สิงคโปร์ก็มาแรงเรื่อง AI ด้านสุขภาพ มีบอร์ด AI ระดับชาติ
ถ้าเราไม่ขยับตอนนี้ window of opportunity มันจะปิด
6️⃣Macro Trends อะไรที่ผลักดัน urgency?
- Wellness & Longevity Wave: ตลาด wellness กับ longevity มาแรงมาก ทั้ง wellness tourism, biohacking, etc
- AI & Agents: AI กำลังเข้ามาเปลี่ยน healthcare ทั้งฝั่ง operation (ใส่ AI agent เข้าไปในระบบ back office ของโรงพยาบาล) และฝั่ง customer facing
- Clinical Trial Globalization: บริษัทยาใหญ่ๆ กำลังหาที่ทำ clinical trial นอกอเมริกา/ยุโรป เพราะต้นทุนถูกกว่า คนไข้เยอะกว่า
- การแข่งขันระหว่างประเทศใน SEA เรื่อง health hub ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
7️⃣จุดแข็งที่ไทยมีอยู่แล้วคืออะไร?
- branding ด้านการแพทย์: ไทยเป็นประเทศที่มี brand perception ด้านการแพทย์อยู่แล้ว คนทั่วโลกรู้จัก
- Medical Tourism Infrastructure: มีโรงพยาบาลเอกชนระดับโลก มี volume คนไข้ต่างชาติสูง เป้าปลายปี 40 ล้านคน (non-Thai)
- ต้นทุนถูก: ค่ารักษาพยาบาลและค่า R&D ถูกกว่าอเมริกาและยุโรปมาก
- คนไข้เยอะ: มี patient pool ใหญ่ เหมาะสำหรับ clinical trial
- มหาวิทยาลัยพร้อมร่วมมือ: มหาวิทยาลัยไทยมี KPI เรื่อง research paper และ ranking ก็เลยยินดีมาร่วมทำ research ด้วยกัน
8️⃣เมื่อเทียบกัน Unfair Advantage ที่ไทยมีเหนือสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และ SEA อื่นๆ?
- สิงคโปร์: สิงคโปร์มีนักวิจัยเยอะ มี talent แต่ "ไม่มีคนไข้" พี่คิดพูดว่า "เขามีนักวิจัยเยอะ แต่ไม่มีคนไข้ เรามีคนไข้เยอะ"
ตรงนี้เป็น unfair advantage สำคัญมาก เพราะ health tech ต้องการ real patients ในการ test และ validate
- มาเลเซีย: มาเลเซียมาแรงเรื่อง policy แต่ไทยมี brand ด้านการแพทย์ที่แข็งกว่า มี infrastructure โรงพยาบาลเอกชนที่พร้อมกว่า
- เวียดนาม: ไทยมี ecosystem ที่ mature กว่ามาก ทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และ talent pool
- จุดแข็งหลัก: ไทยมีทั้ง "คนไข้ + หมอ + โรงพยาบาล + แบรนด์" ครบในที่เดียว ซึ่งไม่มีประเทศไหนใน SEA มีครบแบบนี้
9️⃣Building Blocks ของ Regional Health Hub มีอะไรบ้าง? อันไหนมีแล้ว อันไหนยังขาด?
Building Blocks หลักๆ ที่พี่คิดพูดถึง:
สิ่งที่ประเทศไทยมีแล้ว:
- Medical Tourism Brand & Infrastructure: โรงพยาบาลเอกชนระดับโลก แบรนด์ดัง
- Patient Pool: คนไข้ทั้งไทยและต่างชาติจำนวนมาก
- Medical Talent: หมอเก่ง หมอเฉพาะทางหลากหลาย
- ต้นทุนต่ำ: ค่ารักษา ค่า R&D ถูกกว่าตะวันตกมาก
- มหาวิทยาลัยพร้อม: ยินดีร่วมทำ research
สิ่งที่ประเทศไทยยังขาด:
- Regulatory Sandbox: ต้องมี sandbox ที่ไม่ใช่แค่ "ไปปิดเกาะภูเก็ต" แต่เป็น sandbox จริงๆ ที่ทำให้ลดอุปสรรคด้าน regulatory ได้ ตอนนี้ยังไม่มี sandbox ที่เอื้อต่อ innovation กระบวนการอนุมัติช้า ต้องไปคุยกับ อย. ต้องรอเป็นเดือน
- Policy Support: ต้องมีนโยบายระดับรัฐบาลที่ชัดเจน เหมือนที่มาเลเซียทำ พี่คิดบอกว่า "ถ้าจะทำสำเร็จ policy ต้องเข้ามาเกี่ยว" ตอนนี้ยังไม่มี political will ที่ชัดเจนแบบมาเลเซีย ที่รัฐบาลประกาศเลยว่า "นี่คือเรื่องระดับชาติ"
- Awareness: คนไม่ค่อยรู้ว่าไทยมี potential ด้าน health tech ขนาดนี้
- Go-to-Market Expertise: startup ไทยหลายตัว develop product ได้ แต่ขายออกไม่ได้ ขาด commercial expertise
- VC/Investment Ecosystem ด้าน Health Tech: ต้องสร้างให้มี fund ที่ focus ด้าน health tech ในไทยโดยเฉพาะ
- International Advisory Network: จาก big tech, pharma, academy
🔟ความสำเร็จใน 5-10 ปีสำหรับพี่คิดจะหน้าตาเป็นยังไง?
- GDP ของไทยเพิ่มขึ้น 1-5% จาก health tech ecosystem
- มีคนไข้ต่างชาติเข้ามาใช้บริการ ~40 ล้านคน (non-Thai)
- ไทยเป็นที่รู้จักในฐานะ Regional Health Tech Hub ไม่ใช่แค่ Medical Tourism
- มี Regulatory Sandbox ที่ทำให้ innovation เกิดขึ้นได้จริง
- มี startup ไทยที่ raise เงินได้ มี product ไป global ได้
- Clinical Trial ในไทยเติบโตขึ้นหลายเท่า (จากระดับ 5,000-10,000 ล้าน ไปสู้กับมาเลเซียที่ตั้งเป้าแสนล้าน)
- มี VC fund ด้าน health tech ที่แข็งแรง ดึงดูด international investors
📍“อะไรคือ resource สำคัญที่สุดที่จะทำให้มันสำเร็จได้ โจทย์ใหญ่ขนาดนี้”
พี่คิดบอกว่าต้องการคน 2 ประเภท "ต้องการคนบ้าที่จะทำเรื่องนี้สำเร็จไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไร" กับ “คนที่เป็น expert ในด้านนั้นๆ คนที่เก่งที่สุดในด้านนั้นๆ”
📍ก้าวต่อไปของประเทศไทยสำคัญมากในหลายๆด้าน และคิดว่าทุกคนเห็นตรงกันว่า Healthcare เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจประเทศเราจริงๆ และเราต้องทำเลย ทำตอนนี้เท่านั้น
แน่นอนว่าทั้งหมดที่มาคือเป้าหมาย คือความฝัน พวกเรา Shake A Change เองก็เชื่อว่าในหลายๆครั้ง “ความบ้า” เป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญมากๆ ยิ่งในสถานการณ์ที่ต้องการทั้งแรงกาย แรงใจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ขนาดนี้
ขอขอบคุณพี่คิด Supachai Parchariyanon ที่สละเวลามาล่าให้พวกเราฟัง และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ🫶🏻
Let’s Shake A Change together!