Daybydaystory ทุกเรืองราว..ถูกเรียงร้อยมาเป็นตัว?

“จุลพันธ์” ชู ESG–AI ยกระดับความปลอดภัยแรงงาน เปิดเวที OAIC 2026 ดันไทยสู่ “วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน”“จุลพันธ์” เปิ...
28/08/2026

“จุลพันธ์” ชู ESG–AI ยกระดับความปลอดภัยแรงงาน
เปิดเวที OAIC 2026 ดันไทยสู่ “วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน”

“จุลพันธ์” เปิดงาน OAIC 2026 ชู ESG ขับเคลื่อนความปลอดภัยแรงงานทุกกลุ่ม ผสาน AI–หุ่นยนต์–ระบบอัตโนมัติ ป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก ด้าน สสปท. เดินหน้าสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยจากงานวิชาการสู่นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับนานาชาติ OSH Avenue International Conference 2026 (OAIC 2026) ภายใต้แนวคิด “ESG for Sustainable Safety: Establishing a Sustainable Safety Culture” ณ แกรนด์ฮอลล์ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน(องค์การมหาชน) หรือ สสปท. โดยมี นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า “ความปลอดภัยในการทำงาน” ไม่ใช่แค่ “การป้องกันอุบัติเหตุ” แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยกระทรวงแรงงานมุ่งยกระดับงานด้านความปลอดภัยให้เชื่อมโยงกับแนวคิด ESG โดยเฉพาะมิติ Social ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต สุขภาวะ และความปลอดภัยของแรงงาน และมิติ Governance ที่เน้นระบบบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้
“โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีจึงต้องไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ต้องนำมาใช้เพื่อ คาดการณ์ ป้องกัน และลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ” นายจุลพันธ์ กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ มาประยุกต์ใช้ในงานความปลอดภัย เช่น การตรวจจับสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง การเฝ้าระวังพฤติกรรมหรือสภาพการทำงานที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ และการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางมาตรการป้องกันได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของลักษณะงานและการเข้าถึงเทคโนโลยีของแรงงานทุกกลุ่ม

“เป้าหมายสำคัญคือทำให้แรงงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม พนักงานสำนักงาน แรงงานนอกระบบ หรือแรงงานข้ามชาติ สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในทุกวัน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว
ด้าน นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวว่า การสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน” ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการออกกฎหรือมาตรการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของทุกคนในองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร หัวหน้างาน ไปจนถึงผู้ปฏิบัติงาน
ดังนั้นสสปท. จึงมุ่งขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยโดยเชื่อมโยง องค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับการปฏิบัติจริงในสถานประกอบกิจการ พร้อมส่งเสริมให้เกิดระบบบริหารจัดการความปลอดภัยที่สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการค้นหาและประเมินความเสี่ยง ตลอดจนกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร
“ความปลอดภัยในวันนี้ต้องก้าวจากการ ‘แก้ไขเมื่อเกิดเหตุ’ ไปสู่การ ‘ป้องกันก่อนเกิดเหตุ’ และจากการทำความปลอดภัยเฉพาะบุคคล ไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วม” นายนันทชัย กล่าว
ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า สสปท. เดินหน้าส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมแรงงานหลากหลายกลุ่ม ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ พนักงานสำนักงาน แรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติ ผ่านการพัฒนาหลักสูตร องค์ความรู้ แนวทางปฏิบัติ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้สถานประกอบกิจการสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยงจากการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับงาน OAIC 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในระดับนานาชาติ โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ผู้บริหาร ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านความปลอดภัยจากหลากหลายภาคส่วน มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการทำงาน โดย ภายในงานยังมีการนำเสนอ นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ รวมถึงองค์ความรู้จากงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง เพื่อสนับสนุนสถานประกอบกิจการในการบริหารจัดการความเสี่ยง การดูแลสุขภาวะของแรงงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย สอดคล้องกับแนวทาง ESG

https://www.daybydaystory.com/จุลพันธ์-ชู-esg-ai-ยกระดับค/

27/08/2026

เสียวหมี่เขย่าวงการสมาร์ทโฟน เปิดตัว "REDMI Note 17 Series" การันตีความร้อนแรงโดยซุปตาร์สาว "ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก" นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ ชูไฮไลท์แบตยักษ์ 10000mAh, ประกันหลังการขายอันดับ 1 และความแกร่งเต็ม Max ระดับตำนาน

วงการสมาร์ทโฟนสะเทือนอีกครั้ง เมื่อเสียวหมี่ประกาศเปิดตัว REDMI Note 17 Series อย่างเป็นทางการ การันตรีความร้อนแรงด้วย ซุปตาร์สาวแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง "ใบเฟิร์น - พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์" มานั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ การร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นบทบาทสุดปัง ที่พร้อมสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนๆ ทั่วประเทศ ด้วยสมาร์ทโฟนสายพันธุ์แกร่งที่อัปเกรดความแรงและความอึดขึ้นแบบก้าวกระโดด ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัวที่สุด

ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ได้เผยความรู้สึกในงานเปิดตัวแบบเอ็กซ์คลูซีฟว่า ตื่นเต้นและประทับใจสุดๆ กับนวัตกรรมใหม่ที่เสียวหมี่จัดเต็มให้ในรุ่นนี้ โดยระบุว่า "ต้องบอกว่าเสียวหมี่เขามีนวัตกรรมใหม่ๆ มาให้เฟิร์นเซอร์ไพรส์ได้ตลอดเลยค่ะ แต่รอบนี้คือ 'เต็ม MAX' จริงๆ ทั้งความถึกทนระดับขั้นสุด กันน้ำลึก 2 เมตรนาน 72 ชั่วโมง หรือทดสอบตกจากความสูง 3 เมตรก็ยังรอดแบบชิลๆ" ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานสายลุยได้เป็นอย่างดี

ความพิเศษ คอมโบความแกร่งที่ว้าวที่สุด แบตเตอรี่ 10000mAh และชาร์จไว 100W จุดเด่นที่สะเทือนวงการและครองแชมป์อันดับหนึ่งในตอนนี้ คือแบตเตอรี่ความจุจุกใจที่ให้มาถึง 10000mAh ลบภาพจำสมาร์ทโฟนดีไซน์บางเบาแต่แบตหมดไวไปได้เลย มาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จด่วนทรงพลัง เสียบปุ๊บไฟเข้าปั๊บ ช่วยให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น ไม่ต้องรอนาน

บอกลาพาวเวอร์แบงค์ ชาร์จครั้งเดียวลุยข้ามวัน ในอดีตพาวเวอร์แบงค์คือไอเทมบังคับที่ต้องพกติดกระเป๋าตลอดเวลา แต่สำหรับ REDMI Note 17 Series ใบเฟิร์นบอกเลยว่าเปลี่ยนวิถีชีวิตไปโดยสิ้นเชิง "ตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ REDMI Note 17 Series ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ ชาร์จเต็มครั้งเดียวลุยยาวข้ามวัน จะถ่ายรูปอัป IG Story หรือไถโซเชียลตอนพักกองก็ไม่ต้องพะวง หรือถ้าวันไหนลืมชาร์จ เสียบทิ้งไว้แค่ 20 นาที แบตก็กลับมาเต็ม MAX พร้อมลุยต่อได้ทันที”

ก่อนจบงาน สาวใบเฟิร์นยังได้ฝากข้อความถึงแฟนๆ และผู้ที่กำลังมองหามือถือคู่ใจเครื่องใหม่ว่า "สำหรับใครที่ใช้ชีวิตแบบเต็ม MAX คิวแน่น กิจกรรมเยอะ และไม่อยากให้ข้อจำกัดเรื่องแบตมาเบรกความสนุก เฟิร์นขอแนะนำ REDMI Note 17 Series เลยค่ะ เครื่องเดียวจบ ทั้งทน ทั้งอึด แบตแกร่งเต็ม MAX จริงๆ อยากให้ทุกคนได้ลองสัมผัสด้วยตัวเองค่ะ"

พบกับความแกร่งระดับตำนาน REDMI Note 17 Series ได้แล้ววันนี้ ที่ Xiaomi Store และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

27/08/2026

เรื่อง “ผม” ที่ไม่ใช่เรื่องเล็ก! “อ๊อฟ–มายด์–เบียร์–เป๊ก–จูน” เปิด Hair Journey และ Before–After ที่หลายคนไม่เคยเห็น

อยู่หน้ากล้องแทบทุกวัน เรื่อง “ผม” จึงอาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิด
ล่าสุด อ๊อฟ ปองศักดิ์, มายด์ ณภัทรศศิ, เบียร์ ใบหยก, เป๊ก สัณณ์ชัย และจูน เตรียมเปิดเรื่องราวเกี่ยวกับเส้นผมของตัวเอง ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มไม่มั่นใจ การตัดสินใจปลูกผม ไปจนถึงผลลัพธ์ในวันนี้ พร้อมเปิดภาพ Before–After ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงแบบชัด ๆ

โดยอ๊อฟ มายด์ เบียร์ และเป๊ก สัณณ์ชัย จะร่วมงานเปิดตัวที่ EmSphere ส่วนจูนติดภารกิจไม่สะดวกร่วมงานในวันจริง แต่ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษแทน

ทั้ง 5 คนมี Hair Journey ที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือ เคยตัดสินใจเข้ารับการปลูกผมกับ พญ.อรอุมา พันธ์อภิวัฒน์ ว.41510 หรือ “หมออร” แพทย์ผู้ได้รับการรับรองจาก American Board of Hair Restoration Surgery (ABHRS)

และครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ภาพ “ก่อน–หลัง” มาให้ดูกันเท่านั้น แต่แต่ละคนยังเตรียมแชร์เรื่องที่คนดูอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า อะไรคือจุดที่ทำให้ตัดสินใจปลูกผม ก่อนทำกังวลอะไรที่สุด หลังปลูกแล้วความมั่นใจหรือการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร และวันนี้ยังต้องดูแลผมอะไรต่ออีกบ้าง

[หมายเหตุ: คำพูดของแขกรับเชิญควรใส่หลังการสัมภาษณ์จริง เพื่อให้เป็นประสบการณ์และถ้อยคำของแต่ละบุคคลโดยตรง]

เมื่อเรื่องผม กระทบมากกว่าทรงผม

สำหรับคนที่ต้องใช้ภาพลักษณ์ในการทำงาน เส้นผมสามารถส่งผลตั้งแต่การเลือกทรงผม การแต่งหน้า การถ่ายภาพ ไปจนถึงความมั่นใจเวลาต้องอยู่หน้ากล้อง แต่ปัญหาผมบางหรือแนวผมที่ไม่มั่นใจไม่ได้เกิดขึ้นกับคนดังเท่านั้น

สิ่งที่ทำให้ Hair Journey ของแต่ละคนน่าสนใจ จึงไม่ใช่เพียงว่า “ปลูกกี่กราฟต์” หรือ “ผมขึ้นมากแค่ไหน” แต่คือการได้เห็นว่า Hairline สามารถเปลี่ยนภาพรวมของใบหน้าและความรู้สึกที่มีต่อตัวเองได้อย่างไร

และนี่เป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญที่หมออรใช้ในการออกแบบการปลูกผมมาตลอด Persona Frame Hairline เมื่อแนวไรผมไม่ควรเหมือนกันทุกคน สำหรับหมออร การปลูกผมไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “จะปลูกกี่กราฟต์” แต่เริ่มต้นจากคำถามว่า Hairline แบบไหนที่เป็นตัวตนของคนคนนี้

จึงเกิดเป็นแนวคิด Persona Frame Hairline การออกแบบแนวไรผมโดยมอง Hairline เป็นเสมือน “กรอบของใบหน้า” และพิจารณาร่วมกันทั้งสัดส่วนใบหน้า อายุ บุคลิก อาชีพ ไลฟ์สไตล์ ตลอดจนภาพลักษณ์ที่แต่ละคนต้องการ
เพราะบางคนต้องการความคมและดูมั่นใจ บางคนต้องการความอ่อนโยน บางคนต้องการให้ดูอ่อนวัยขึ้น ขณะที่บางคนเพียงอยากได้แนวไรผมที่เป็นธรรมชาติจนคนรอบตัวไม่รู้ว่าเคยปลูกผมมา

Hairline ที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และไม่ควรถูกออกแบบจาก Template เดียวกันสำหรับทุกคน

เรื่องนี้จะถูกถ่ายทอดผ่าน Hair Journey ของแขกรับเชิญแต่ละคน ซึ่งมีทั้งโครงหน้า บุคลิก และโจทย์ในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนจะได้ย้อนกลับมาเล่าคือความรู้สึกเมื่อได้เห็น “กรอบหน้าใหม่” ของตัวเองตั้งแต่ช่วงแรกหลังทำ

อีกเรื่องที่หลายคนอยากรู้ — ปลูกผมแล้วต้องพักนานแค่ไหน?

หนึ่งในความกังวลของคนที่คิดจะปลูกผม โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงาน พบลูกค้า หรืออยู่หน้ากล้อง คือเรื่อง Downtime Hair Journey ของแขกรับเชิญจึงจะเปิดอีกมุมที่น่าสนใจว่า ช่วงหลังปลูกจริงเป็นอย่างไร ต้องพักงานนานแค่ไหน และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วเพียงใด

ด้วยแนวทางการปลูกผมและการดูแลหลังทำของ ORN ที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ผู้รับบริการหลายรายสามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตตามปกติได้ตั้งแต่วันถัดไป ทั้งนี้ระยะพักฟื้นและอาการหลังทำแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับหมออรจึงไม่ใช่เพียง “ผมจะขึ้นเมื่อไร” แต่คือการทำให้การปลูกผมสามารถอยู่ร่วมกับชีวิตจริงของคนยุคปัจจุบันได้มากที่สุด

หลังจาก After แล้ว อีก 5 ปี หรือ 10 ปี ผมของเราจะเป็นอย่างไร?

เพราะแม้เส้นผมที่ปลูกจะเติบโตแล้ว “ผมเดิม” ที่ไม่ได้ปลูกยังสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ พันธุกรรม ฮอร์โมน สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ได้ “คนส่วนใหญ่อยากเห็น Before กับ After แต่ในฐานะหมอ สิ่งที่หมอสนใจมากกว่าคือ หลังจาก After แล้ว อีก 5 ปีหรือ 10 ปี ผมของเขาจะเป็นอย่างไร” และนี่คือจุดที่ประสบการณ์ด้าน Hair Transplant ของหมออรเริ่มพัฒนาไปสู่อีกแนวคิดหนึ่ง Hair Longevity

“หมอเป็นหมอปลูกผม แต่จริง ๆ แล้วหมออยากเห็นคนต้องปลูกผมน้อยลง”

เพราะผลลัพธ์ที่ดีในมุมของหมออร ไม่ใช่เพียงการนำเส้นผมกลับคืนมา แต่คือการช่วยรักษาเส้นผมเดิมที่ยังมีอยู่ให้อยู่กับเจ้าของไปได้นานที่สุด จาก Hair Transplant สู่ Hair Longevity

แนวคิดนี้กลายเป็นที่มาของการเปลี่ยนผ่านจาก Dr.Orn สู่ ORN และการเปิด ORN Hair Longevity Hub ณ EmSphere

จากเดิมที่หลายคนรู้จักหมออรจากความเชี่ยวชาญด้านการปลูกผม วันนี้ ORN ต้องการขยายบทบาทจากสถานที่ที่คนเข้ามาเมื่อ “มีปัญหาผม” ไปสู่การเป็น Life Partner ในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะในทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยังมีผมแข็งแรงและต้องการป้องกัน คนที่เริ่มมีความเสี่ยงจากพันธุกรรมหรือฮอร์โมน คนที่เริ่มมีภาวะผมบาง ไปจนถึงผู้ที่ผ่านการปลูกผมมาแล้วและต้องการรักษาผมเดิมในระยะยาว ไม่ใช่แค่ Before–After แต่คือ 10-Year Hair Blueprint อีกหนึ่งแนวคิดที่จะเปิดตัวพร้อม Hair Longevity Hub คือ 10-Year Hair Blueprint ซึ่งเปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้ปัญหาผมแบบครั้งต่อครั้ง ไปสู่การวางแผนสุขภาพเส้นผมระยะยาว

แทนที่จะถามเพียงว่า “วันนี้ต้องทำอะไร” ORN ต้องการช่วยตอบคำถามว่า

อีก 5 ปี หรือ 10 ปี เส้นผมของคุณควรอยู่ในสภาพแบบไหน และวันนี้ต้องเริ่มดูแลอะไรเพื่อไปถึงจุดนั้น แผนอาจเริ่มตั้งแต่การประเมินสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะ ความเสี่ยงของผมเดิม ปัจจัยด้านพันธุกรรม ฮอร์โมน โภชนาการ และไลฟ์สไตล์ ก่อนนำข้อมูลมาประกอบการวางแผนการดูแลที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาสำหรับผู้ที่เคยปลูกผมมาแล้ว 10-Year Hair Blueprint ยังช่วยเปลี่ยนมุมมองจาก “ปลูกเสร็จแล้วจบ” เป็นการติดตามทั้งผมปลูกและผมเดิมในระยะยาว

5 Hair Journeys กับบทใหม่ของ ORN

เรื่องราวของ อ๊อฟ ปองศักดิ์, มายด์ ณภัทรศศิ, เบียร์ ใบหยก, เป๊ก สัณณ์ชัย และจูน จึงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้เห็นว่า ก่อนปลูกและหลังปลูกแตกต่างกันแค่ไหน แต่กำลังสะท้อน 3 แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนจาก Dr.Orn สู่ ORN

Persona — แนวไรผมที่ออกแบบให้เข้ากับใบหน้าและตัวตนของแต่ละคน
Recovery — การปลูกผมที่คำนึงถึงการกลับไปใช้ชีวิตจริงของผู้รับบริการให้เร็วที่สุด
Longevity — การดูแลที่ไม่ได้จบลงเมื่อผมขึ้น แต่เดินหน้าต่อไปกับ 10-Year Hair Blueprint

ทั้งหมดจะถูกถ่ายทอดผ่านงานเปิดตัว ORN Hair Longevity Hub ณ EmSphere พร้อมเปิด Hair Journey และภาพ Before–After ของแขกรับเชิญ

เพราะบางครั้ง เรื่อง “ผม” อาจไม่ใช่แค่เรื่องความสวยหรือความหล่อ

แต่เป็นเรื่องของตัวตน ความมั่นใจ และการดูแลสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้ ให้ยังคงอยู่กับเราไปอีกนานที่สุด
Q1. “คุณหมอเป็นหมอปลูกผมที่พูดว่า ‘อยากเห็นคนต้องปลูกผมน้อยลง’ ฟังดูสวนทางกับธุรกิจที่ทำอยู่ อยากให้คุณหมอช่วยขยายความว่าทำไมแนวคิดนี้ถึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ ORN HAIR LONGEVITY HUB”

คำตอบแนะนำสำหรับคุณหมอ
“จริง ๆ แล้วประโยคนี้เป็นสิ่งที่คุณหมอคิดมาตลอดจากประสบการณ์ที่ดูแลคนไข้ค่ะ
เพราะในฐานะหมอปลูกผม เราจะเห็นคนไข้จำนวนมากเข้ามาหาเราในวันที่ปัญหาผมเดินทางมาไกลแล้ว บางคนผมบางมาหลายปี Hairline ถอยไปมาก หรือพื้นที่ Donor Area เริ่มมีข้อจำกัด ทำให้การแก้ไขในวันนั้นทำได้ยากกว่าการเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ
คุณหมอเลยรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วเป้าหมายที่ดีที่สุดไม่ใช่การทำให้คนไข้ต้องมาปลูกผมทุกคน แต่คือการช่วยให้เขารู้จัก ‘สุขภาพเส้นผมของตัวเอง’ และดูแลมันให้ถูกตั้งแต่วันนี้
เพราะฉะนั้น ORN HAIR LONGEVITY HUB จึงเกิดขึ้นจากแนวคิดว่า เราอยากดูแลเส้นผมก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ และถ้าวันหนึ่งคนไข้จำเป็นต้องทำ Hair Restoration จริง ๆ เราก็อยากให้เป็นการตัดสินใจที่อยู่บนข้อมูลและการวางแผนที่เหมาะสมกับเขามากที่สุดค่ะ”

Q2. “แนวคิด 10-Year Hair Blueprint คืออะไร และต่างจากการดูแลผมแบบเดิม ๆ ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยอย่างไรบ้าง”

คำตอบแนะนำ
“ปกติเวลาคนเรามีปัญหาผม เรามักจะคิดเป็นเรื่อง ๆ ค่ะ เช่น วันนี้ผมร่วงก็รักษาผมร่วง หรือถ้าผมบางมากก็คิดเรื่องปลูกผม
แต่ 10-Year Hair Blueprint มองต่างออกไป เราไม่ได้ถามแค่ว่า ‘วันนี้ผมเป็นอะไร’ แต่เราถามต่อว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย อีก 5 ปี หรือ 10 ปี เส้นผมของคนไข้มีแนวโน้มจะเป็นอย่างไร
เราจะประเมินตั้งแต่ Hairline, ความหนาแน่นของเส้นผม, คุณภาพเส้นผม, หนังศีรษะ รวมถึง Donor Area แล้วดูปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คุณหมอสามารถออกแบบแผนที่เหมาะกับแต่ละคนได้ค่ะ”
“จากนั้นแผนจะไม่ได้จบอยู่ที่การรักษาครั้งเดียว แต่จะมีทั้งช่วงของการประเมิน ควบคุมปัญหา ฟื้นฟู รักษาผลลัพธ์ และติดตามในระยะยาว เพราะเส้นผมของเราเปลี่ยนไปตามอายุและปัจจัยต่าง ๆ”

ถ้าสื่อถามต่อว่า “10 ปีจำเป็นต้องมาตรวจทุกปีเลยหรือ?”
คุณหมอตอบได้ว่า:
“ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องรักษาเหมือนกันทุกปีค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือเรามีกรอบในการติดตาม และสามารถปรับแผนได้ตามการเปลี่ยนแปลงจริงของแต่ละคน เพราะเป้าหมายคือการรักษาคุณภาพเส้นผมให้ดีในระยะยาว ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้เยอะที่สุดค่ะ”
Q3. “การเปิดตัวครั้งนี้ ORN บอกว่าอยากขยับจาก Hair Clinic ไปเป็น Hair Life Partner คุณหมอมองว่าบทบาทและความสัมพันธ์กับลูกค้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร?”

คำตอบแนะนำ
“คำว่า Hair Life Partner สำหรับคุณหมอไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทำการรักษาให้คนไข้มากขึ้น แต่หมายถึง เราอยากอยู่กับเขาในระยะยาวมากขึ้นค่ะ
เพราะสุขภาพเส้นผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงภายในวันเดียว และการปลูกผมเองก็ไม่ใช่จุดจบของการดูแลเส้นผม

บางคนอาจยังไม่จำเป็นต้องปลูกผม เราก็อยากช่วยเขาดูแลและรักษาสิ่งที่ยังมีอยู่ก่อน บางคนปลูกผมมาแล้ว เราก็อยากช่วยติดตามว่าผมเดิมและบริเวณ Donor Area เป็นอย่างไร หรือถ้าวันหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลง เราก็สามารถกลับมาปรับแผนได้ทัน
เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ที่ ORN อยากสร้างจึงไม่ใช่ ‘มารักษาแล้วจบ’ แต่เป็น การมีทีมแพทย์ที่เข้าใจประวัติเส้นผมของคุณ และช่วยวางแผนให้เหมาะกับคุณในแต่ละช่วงวัย ค่ะ”
Q4. “สำหรับคนที่เคยปลูกผมมาแล้ว หรือกำลังคิดจะปลูกผม คุณหมอมีคำแนะนำอะไรเกี่ยวกับการดูแลเส้นผมในระยะยาว หลังจากวันที่ผมขึ้นแล้วบ้าง?”

คำตอบแนะนำ
“สิ่งแรกที่อยากบอกคือ การปลูกผมไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุดของการดูแลเส้นผมค่ะ
เพราะเส้นผมที่เราปลูกขึ้นมาแล้วอาจให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่เส้นผมเดิมของเรายังคงมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุและปัจจัยต่าง ๆ ได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้ว่าเส้นผมเดิมของเรามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน และต้องดูแลอย่างไรต่อ
สำหรับคนที่กำลังคิดจะปลูกผม คุณหมออยากแนะนำว่า อย่าเพิ่งเริ่มต้นด้วยคำถามว่า ‘ปลูกกี่กราฟต์’ แต่ให้เริ่มจากการประเมินก่อนว่า ปัญหาคืออะไร มีความจำเป็นต้องปลูกหรือไม่ และถ้าปลูกแล้ว เราจะดูแลเส้นผมต่อไปอย่างไร
เพราะสำหรับคุณหมอ ผลลัพธ์ที่ดีไม่ใช่แค่วันที่ผมขึ้นสวย แต่คือการที่เรายังสามารถรักษาคุณภาพและความเป็นธรรมชาติของเส้นผมไปได้อีกหลายปีข้างหน้าค่ะ”

“เมืองมารยา เดอะมิวสิคัล” แซ่บเดือด สะเทือนเวที “แพ็ท - อแมนด้า” นำทีมนักแสดงคุณภาพเสิร์ฟพลังการแสดงโคตรจึ้ง!!เปิดม่านกา...
17/08/2026

“เมืองมารยา เดอะมิวสิคัล” แซ่บเดือด สะเทือนเวที “แพ็ท - อแมนด้า” นำทีมนักแสดงคุณภาพเสิร์ฟพลังการแสดงโคตรจึ้ง!!

เปิดม่านการแสดงให้สื่อมวลชนได้ชมกันแล้ว สำหรับละครเวทีฟอร์มยักษ์แห่งปีที่ผู้ชมตั้งตารอ อย่าง “เมืองมารยา เดอะมิวสิคัล” ครั้งนี้ คุณบอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้กำกับการแสดง นำเสนอความแปลกใหม่ หยิบละครโทรทัศน์เรื่องดังในยุค 90 อย่าง “มารยาริษยา” กับ “เมืองมายา” มาเป็นสารตั้งต้น โดยนำเอาบางส่วนจากทั้งสองเรื่องมาเขย่ารวมกันเป็นมิวสิคัลแซ่บ!! เรื่องใหม่ที่โมเดิรน์ทันสมัย ถ่ายทอดการต่อสู้ระหว่าง “เพียงดาว” กับ “ดีนี่” เพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งในวงการบันเทิงและความรัก แน่นอนว่าเราจะได้เห็นฉากเด็ดในตำนานที่ยังโด่งดังเป็นไวรัลจนถึงทุกวันนี้บนเวที “เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์” นำแสดงโดย แพ็ท สุธาสินี, อแมนด้า ออบดัม, เจมส์ มาร์ ร่วมด้วย หญิง รฐา, ชาย ชาตโยดม, นนท์ อินทนนท์, ตะวัน พันวา, ก้าวหน้า กิตติภัทร และ ปาว ปวรดา
เปิดโอเพนนิ่งโชว์ด้วยโซโล่เดี่ยวจาก แพ็ท สุธาสินี “ควีนออฟมิวสิคัลเมืองไทย” ที่กลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งในรอบ 7 ปี ซึ่งแพ็ทยังคงสะกดสายตาทุกคู่ของผู้ชมด้วยฝีมือการร้อง การแสดงที่ทรงพลัง ถ่ายทอดบท “เพียงดาว” นักแสดงดาวค้างฟ้าในทุกช่วงชีวิตตั้งแต่วันที่เปล่งประกายเป็นเบอร์หนึ่งของวงการ จนถึงวันที่แสงสว่างในวงการของเธอกำลังจะดับลง แถมยังมอบเซอร์ไพรส์ให้ผู้ชมด้วยคาแรกเตอร์ใหม่สุดท้าทายและไม่เคยมีใครเห็น แพ็ทรับส่งอินเนอร์เดือดโต้ตอบกับ อแมนด้า ออบดัม ผู้รับบท “ดีนี่” ดาวรุ่งดวงใหม่ที่หวังมาโค่นบัลลังก์ได้อย่างสุดมันส์ในทุกไดอะล็อก แรงมา..แรงกลับ สะใจอย่างกับเชียร์มวย ในขณะที่สาวอแมนด้าก็ได้รับเสียงชื่นชมเพียบ แจ้งเกิดในวงการละครเวทีได้อีกคน เพราะอแมนด้างัดทุกสกิลออกมาโชว์ทุกฉากได้ยอดเยี่ยม เรียกว่าแอ๊บแบ๊วชนะเลิศ..หน้ากล้องอย่าง หลังกล้องอย่าง จนได้เป็นลูกรักพระเจ้า ทำเอาคนดูหมั่นเขี้ยวในจริตจะก้านของเธอ จนอยากจะลุกขึ้นไปหยิกเจ้าตัวซักที พี่สาวคนไหนที่เคยเป็นแม่เลี้ยงโซเชียลของอแมนด้า ต้องไม่พลาดมาเชียร์ลูกสาวแห่งชาติคนนี้เด็ดขาด ด้านหนุ่มเจมส์ มาร์ ครั้งนี้รับบท “โอม” ช่างภาพหนุ่มที่สองสาวต้องแย่งชิงหัวใจกัน ด้วยคาแรกเตอร์สุดอบอุ่นที่เหมาะสมกับเจ้าตัว ยิ่งส่งให้เจมส์หล่อและโชว์ฝีมือได้อย่างมีเสน่ห์มากขึ้นอีก โดยเฉพาะเพลงคู่ซึ้งๆ ที่ร้องคู่กับแพ็ทก็ไพเราะเหมาะเจาะ แถมโซโล่เดี่ยวของเจมส์ก็ส่งอารมณ์ได้ดีจนผู้ชมอินตาม ด้านทีมนักแสดงรุ่นใหญ่คุณภาพแน่น อย่าง ชาย ชาตโยดม ผู้รับบท เจ้าของสถานีโทรทัศน์ ที่ดูแลเพียงดาวมาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่วงการมายา, หญิง รฐา แม่ของดีนี่ ผู้ผลักดันลูกสาวให้โด่งดังโดยไม่สนว่าต้องเหยียบใครขึ้นไป และนนท์ อินทนนท์ ผู้จัดการส่วนตัวที่จงรักภักดีของเพียงดาว ทั้งสามรับบทบาทในฐานะคนเบื้องหลังที่ดำเนินชีวิตในมุมมองที่แตกต่างกัน และเลือกใช้เส้นทางในการเดินหาแสง เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป บางคนใช้ความดีก้าวสู่ความดัง แต่บางคนเลือกปั้นให้ดังโดยไม่สนความดี ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวสุดแซ่บ ซี๊ด สะท้านวงการมายา สะท้อนภาพสังคมในปัจจุบันได้อย่างโดนใจ รับรองว่า..สนุก เข้มข้น สะใจ และคาดไม่ถึงแน่นอน นอกจากนี้ยังมีรุ่นเล็กที่ความสามารถเปี่ยมล้น อย่าง ตะวัน พันวา, ก้าวหน้า กิตติภัทร และปาว ปวรดา ที่ตกหัวใจผู้ชมด้วยการร้อง การเต้น และการแสดงที่ครบเครื่อง ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างน่าชื่นชม จนผู้ชมอดยิ้มและน้ำตารื้นตามในทุกโมเมนต์ นับเป็นละครเวทีแห่งปีที่อยากชวนทุกคนมาดู เพราะไม่เพียงแต่จะได้ชมมิวสิคัลรสชาติใหม่ที่มาพร้อมโปรดักชั่นจัดเต็ม ทั้งคอสตูม หน้า ผม แสงสี เสียง และเพลงเพราะๆ แล้ว “เมืองมารยา เดอะมิวสิคัล” ยังพูดถึงความรักในสิ่งที่ทำ และความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง
อยากรู้ว่าเรื่องราวของวงการมายาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังจะสนุกเข้มข้นแค่ไหน? ต้องไม่พลาดมาชมละครเวที “เมืองมารยา เดอะมิวสิคัล” ด้วยตัวเอง เปิดแสดงวันที่ 17 สิงหาคม - 27 กันยายนนี้ ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ จองบัตรได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกช่องทาง บัตรราคาเริ่มต้น 800 บาท

นายกฯ เปิดงาน “DE Digital Shield Forum” รณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร ปักหมุดหัวลำโพง สร้างเกราะคุ้มกันคนไทย รู้ทันภัยออนไลน...
15/08/2026

นายกฯ เปิดงาน “DE Digital Shield Forum” รณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร ปักหมุดหัวลำโพง สร้างเกราะคุ้มกันคนไทย รู้ทันภัยออนไลน์ ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร “DE Digital Shield Forum” ครั้งที่ 1 ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” ชูแนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ย้ำรัฐบาลเดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน ขณะที่ “ไชยชนก” รมว.ดีอี เดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน ตัดวงจรบัญชีม้า-ซิมม้า-ช่องทางหลอกลวง พร้อมนำความรู้ Digital Literacy ลงสู่พื้นที่ ตั้งเป้าประชาชนร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 2,000 คนต่อครั้ง

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร (DE Digital Shield Forum) ครั้งที่ 1 ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” แนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ระหว่างวันที่ 15–16 สิงหาคม 2569 โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และหน่วยงานในสังกัด ผู้ที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่าย สื่อมวลชน และประชาชน เข้าร่วมงาน ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งการสื่อสาร การทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อขายสินค้า การศึกษา การประกอบอาชีพ และการเข้าถึงบริการภาครัฐ ซึ่งแม้เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ขณะเดียวกันอาชญากรรมออนไลน์ก็พัฒนาอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีและเครือข่ายข้ามพรมแดนเป็นเครื่องมือ สร้างความเสียหายต่อทั้งทรัพย์สินของประชาชน ความเชื่อมั่น และระบบเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลจึงกำหนดให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ และเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกภายใต้หลัก “ความรับผิดชอบร่วมกัน” หรือ Shared Responsibility โดย
บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคเอกชน เพื่อปิดช่องทางและตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์
ตั้งแต่ต้นทาง

ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งดำเนินการทั้งการตรวจสอบและระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงิน ปราบปรามซิมม้าและโครงสร้างพื้นฐานที่มิจฉาชีพนำไปใช้ ตลอดจนขยายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อกดดันและกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมยกระดับเทคโนโลยี ระบบแจ้งเตือนภัย และกลไกช่วยเหลือผู้เสียหายให้เข้าถึงการคุ้มครองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“Digital Shield ไม่ได้หมายถึงการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’
ให้เกิดขึ้นกับทุกคน เพราะประชาชนที่มีความเข้าใจ มีทักษะ และรู้เท่าทัน คือการป้องกันที่ดีที่สุดในการรับมือกับภัยออนไลน์ เกราะที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่กฎหมายหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือความตระหนักรู้และ
ความระมัดระวังของประชาชนเอง รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับภัยออนไลน์เพียงลำพัง แต่จะใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องประชาชน ลดความสูญเสีย และสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับ
คนไทยทุกคน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงดีอีได้เร่งบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงาน กสทช. สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคีเครือข่าย เพื่อปิดช่องโหว่ ตัดวงจรการหลอกลวง และยกระดับการคุ้มครองประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวงดีอีได้ผลักดันมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนากลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การเร่งระงับบัญชีม้าและซิมม้า การปิดกั้นช่องทางการสื่อสารที่ใช้ในการกระทำความผิด
การสนับสนุนการติดตามเส้นทางการเงินของขบวนการอาชญากรรม รวมถึงการยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้การป้องกันและยับยั้งภัยออนไลน์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วนตามนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล โดยนำข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมมาใช้รับมือภัยใน 5 ด้าน ได้แก่ ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ ภัยสังคม และการยกระดับการบริหารภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน คาดการณ์ รับมือ และแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

“มาตรการทางกฎหมายและการปราบปรามเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ‘ภูมิคุ้มกันของประชาชน’ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด กระทรวงดีอีจึงจัดกิจกรรม DE Digital Shield Forum เพื่อนำองค์ความรู้ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล หรือ Digital Literacy รวมถึงนวัตกรรมการเตือนภัยรูปแบบใหม่ลงไปถึงประชาชนและเยาวชน เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มวัยรู้ทันกลลวง ใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์” นายไชยชนก กล่าว

สำหรับกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร “DE Digital Shield Forum” ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” กำหนดจัดรวม 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 15–16 สิงหาคม 2569 ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ก่อนเดินทางต่อไปจัดกิจกรรมครั้งที่ 2 ณ จังหวัดอุทัยธานี และครั้งที่ 3 ณ จังหวัดสงขลา

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ นิทรรศการให้ความรู้สำหรับประชาชน และเวิร์กช็อปส่งเสริมการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความตระหนักรู้และทักษะในการรับมือ
ภัยออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ อาทิ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บัญชีม้า การหลอกลงทุนและระดมทุนออนไลน์
การหลอกลวงทางการเงิน การพนันออนไลน์ และการหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ โดยตั้งเป้าหมายให้มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 2,000 คนต่อครั้ง เพื่อขยายเครือข่าย “เกราะคุ้มกันดิจิทัล” ให้ประชาชนสามารถรู้ทัน ป้องกันตนเอง และส่งต่อความรู้ไปยังครอบครัวและคนรอบข้าง นำไปสู่สังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเข้มแข็ง

Gravity Game Unite (GGU) ประสบความสำเร็จในการจัดงาน Thailand User Conference เปิดตัว “Ragnarok Zero: Global” เตรียมพร้อม...
14/08/2026

Gravity Game Unite (GGU) ประสบความสำเร็จในการจัดงาน Thailand User Conference เปิดตัว “Ragnarok Zero: Global” เตรียมพร้อมสู่การเปิดให้บริการ 18 สิงหาคมนี้ เวลา 08:00 น.

- สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้เล่นชาวไทยกว่า 100 คน ร่วมงาน สะท้อนกระแสตอบรับที่ดีต่อ “Ragnarok Zero: Global” ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ
- ภายในงานนำเสนอภาพรวมของเกม ทิศทางการอัปเดตในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทีมพัฒนาโดยตรง ก่อนเปิดให้บริการในวันที่ 18 สิงหาคม 2569
- GGU เปิดตัว “RO Lite” แบรนด์เกม Casual ใหม่ภายใต้ Ragnarok IP พร้อมเผยโฉม 2 เกมแรก ได้แก่ “RO Lite : Arrow” และ “RO Lite : Puzzle & Monster” เดินหน้าขยายประสบการณ์ Ragnarok สู่ผู้เล่นกลุ่มใหม่

Gravity Game Unite (GGU) บริษัทในเครือของ Gravity ที่ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย ประกาศเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมว่า ประสบความสำเร็จในการจัดงาน “Ragnarok Zero: Global Thailand User Conference” ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

หลังจากจัดงาน User Conference ครั้งแรกที่ประเทศเยอรมนีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Gravity Game Unite (GGU) ได้จัดงาน User Conference ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการของ “Ragnarok Zero: Global” ในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เล่นชาวไทยโดยตรง ตลอดจนสำรวจความสนใจและความคาดหวังที่มีต่อเกมก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารและทีมงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน อาทิ Yoshinori Kitamura ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) ของ Gravity พร้อมด้วยทีมพัฒนา “Ragnarok Zero: Global” รวมถึงสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้เล่นชาวไทยกว่า 100 คน สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความสนใจและความคาดหวังที่มีต่อเกมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
งานเริ่มต้นด้วยการแสดงเปิดงาน ก่อนเข้าสู่การนำเสนอวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงานของ Gravity รวมถึงภาพรวมของ “Ragnarok Zero: Global” และแผนการอัปเดตในอนาคต โดย GGU ได้เปิดเผยแนวทางการให้บริการเกมในรูปแบบ Live Service พร้อมแนะนำคอนเทนต์สำคัญหลังเปิดให้บริการ รวมถึงตัวอย่างฟีเจอร์และเนื้อหาที่เตรียมทยอยอัปเดตในอนาคต เพื่อให้ผู้เล่นได้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาและการเติบโตของเกมในระยะยาว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีช่วง Q&A เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้พูดคุยและสอบถามทีมพัฒนาโดยตรงในประเด็นที่ผู้เล่นให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการพัฒนาเกม การอัปเดตคอนเทนต์ ระบบการให้บริการ รวมถึงทิศทางของเกมหลังเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ โดยความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เล่นจะเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญที่ GGU สามารถนำไปใช้ประกอบการพัฒนาและปรับปรุงประสบการณ์การเล่นให้ตอบโจทย์ผู้เล่นมากยิ่งขึ้น
ทีมพัฒนาได้ร่วมตอบคำถามจากผู้เล่นชาวไทยในหลากหลายประเด็น พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้เล่นโดยตรง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GGU ในการสื่อสารกับคอมมูนิตี้และนำความคิดเห็นของผู้เล่นมาประกอบการพัฒนาการให้บริการเกมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ Gravity Game Unite (GGU) ยังได้เปิดตัว “RO Lite” แบรนด์เกมแคชชวลใหม่ภายใต้ Ragnarok IP พร้อมเปิดตัว 2 เกมแรก ได้แก่ “RO Lite : Arrow” และ “RO Lite : Puzzle & Monster” โดย RO Lite จะทำหน้าที่เป็นแบรนด์หลักสำหรับรวบรวมเกมแคชชวลหลากหลายรูปแบบที่พัฒนาบนพื้นฐานของ Ragnarok IP มุ่งสร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจนในตลาดเกมแคชชวล ขยายฐานผู้เล่นไปยังกลุ่มผู้เล่นที่หลากหลายยิ่งขึ้น และต่อยอดการเติบโตของ Ragnarok IP ในตลาดเกมระดับโลก

เกมแรก “RO Lite – Arrow” เป็นเกมพัซเซิลแบบแบ่งเป็นด่านที่มาพร้อมรูปแบบการเล่นที่เข้าใจง่าย ผู้เล่นจะต้องวางแผนและหาลำดับที่ถูกต้องในการเคลื่อนลูกศรแต่ละอันออกจากกระดานเพื่อผ่านด่าน พร้อมสะสมมอนสเตอร์ชื่อดังจาก Ragnarok โดยนอกจากความสนุกในการแก้ไขปริศนาแล้ว ผู้เล่นยังสามารถรับคูปองสำหรับใช้เล่น “Ragnarok Zero: Global” ได้ฟรี ส่งผลให้เกมได้รับความสนใจและกระแสตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมงานชาวไทย สำหรับ “RO Lite – Puzzle & Monster” GGU

ภายในสถานที่จัดงานยังมีโซนถ่ายภาพในธีม Ragnarok และการปรากฏตัวของคอสเพลเยอร์ที่มาร่วมสร้างสีสันตลอดงาน ผู้เข้าร่วมงานให้ความสนใจและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ อย่างคึกคัก พร้อมแสดงความสนใจและความคาดหวังต่อการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ รวมถึงคอนเทนต์ใหม่ที่จะทยอยเปิดตัวในอนาคต

สำหรับ “Ragnarok Zero: Global” เป็นเกม PC เกมแรกภายใต้ Ragnarok IP ที่ให้บริการในรูปแบบ Global Single-Build เปิดโอกาสให้ผู้เล่นจากหลากหลายภูมิภาคสามารถเข้าถึงเกมและเล่นบนสภาพแวดล้อมเดียวกัน โดยยังคงเอกลักษณ์สำคัญของ Ragnarok Online ทั้งกราฟิก 2D Pixel Art และระบบอาชีพที่คุ้นเคย พร้อมยกระดับประสบการณ์การเล่นด้วยฟีเจอร์ที่ทันสมัย เช่น ระบบ Auto-Hunting รวมถึงการปรับปรุง UI และ UX ให้ใช้งานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เวอร์ชันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการจะมาพร้อมคอนเทนต์ใหม่หลากหลายรูปแบบ อาทิ “Get Poring” เกมคู่หูสำหรับ Ragnarok Zero: Global, “RO Factory” ระบบ User-Generated Content (UGC) ระบบแรกของ Ragnarok IP ตลอดจนแผนที่ใหม่และคอนเทนต์การต่อสู้กับ MVP Raid โดยตัวเกมรองรับทั้งหมด 8 ภาษา รวมถึงภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศส เพื่อให้ผู้เล่นจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงและสนุกกับเกมได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

“Get Poring” เป็นเกมคู่หูที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสะสมและเลี้ยง Porings หลากหลายประเภท ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นสัตว์เลี้ยงภายใน “Ragnarok Zero: Global” ได้ ขณะที่ “RO Factory” เป็นระบบ User-Generated Content ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสร้าง อัปโหลด และดาวน์โหลดไอเทม Footprint ที่ออกแบบขึ้นเองได้ โดยทั้ง Get Poring และ RO Factory ได้รับความสนใจและเสียงตอบรับที่ดีจากผู้เล่นชาวไทยตั้งแต่ช่วง OBT และจากความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น GGU ยังได้เพิ่มจำนวนช่องสำหรับ RO Factory เพื่อรองรับการสร้างสรรค์ผลงานและการมีส่วนร่วมของผู้เล่นที่เพิ่มขึ้น

Harry Choi ประธาน Gravity Game Unite (GGU) กล่าวว่า “งาน Thailand User Conference ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งโอกาสอันมีค่า ที่ทำให้เราได้สัมผัสถึงความสนใจและความคาดหวังที่ผู้เล่นชาวไทยมีต่อ Ragnarok Zero: Global โดยตรง เราจะนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากงานครั้งนี้ไปใช้ประกอบการพัฒนาการให้บริการ เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจแก่ผู้เล่นเมื่อเกมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 สิงหาคม นอกจากนี้ เราจะยังคงสื่อสารกับผู้เล่นอย่างใกล้ชิด และมุ่งมั่นให้บริการเกมด้วยความเสถียรและความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่องหลังเปิดให้บริการ”

ปัจจุบัน Gravity Game Unite (GGU) อยู่ระหว่างการจัดกิจกรรมลงทะเบียนล่วงหน้าและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “Ragnarok Zero: Global” เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านหน้าลงทะเบียนอย่างเป็นทางการของ “Ragnarok Zero: Global”

ลงทะเบียนล่วงหน้า: https://roz.mygnjoy.com/en/event/prereservation?media=pr7
[Gravity Official Website] https://www.gravity.co.kr/en/
[Ragnarok Zero: Global Official Website]
https://roz.mygnjoy.com/en/main
[Ragnarok Zero: Global Pre-registration page] https://roz.mygnjoy.com/en/event/prereservation?media=pr7
[Ragnarok Zero: Global Official Discord Community]
https://discord.gg/bFg77WjcHT
[Ragnarok Zero: Global Official page] https://www.facebook.com/ragnarokzeroglobal/
[Ragnarok Zero: Global Official YouTube Channel] https://www.youtube.com/

[เกี่ยวกับ Gravity]
Gravity ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายน 2000 และเป็นบริษัทเกมระดับโลกจากประเทศเกาหลีใต้ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq โดย Ragnarok IP ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาหลักของ Gravity มียอดบัญชีผู้ลงทะเบียนสะสมทั่วโลกประมาณ 250 ล้านบัญชี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 Ragnarok ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเกมเกาหลีที่ผู้ตอบแบบสำรวจชื่นชอบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในผลสำรวจ Global Hallyu Trends ระหว่างปี 2019–2022 และอยู่ในอันดับ 3 จาก Overseas Hallyu Survey ระหว่างปี 2023–2025 นอกจากนี้ จากผลสำรวจ 2025 Survey on Korean Game Users in Overseas Markets พบว่า Ragnarok Online ได้รับการจัดอันดับเป็นเกม PC จากเกาหลีที่มีผู้เล่นมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ทั้งในไต้หวันและบราซิล สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและการเติบโตของ Ragnarok IP ในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

Gravity ได้สร้างเครือข่ายธุรกิจระดับโลกที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วยบริษัทในเครือในประเทศเกาหลีใต้ ได้แก่ Gravity NeoCyon และบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ ได้แก่ Gravity Communications ในไต้หวัน, Gravity Game Link ในอินโดนีเซีย, Gravity Interactive ในสหรัฐอเมริกา, Gravity Game Arise ในญี่ปุ่น, Gravity Game Tech ในประเทศไทย, Gravity Game Hub ในสิงคโปร์, Gravity Game Vision ในฮ่องกง และ Gravity Game Unite ในมาเลเซีย Gravity และบริษัทในเครือดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายเกมในตลาดโลก โดยค้นหาและนำเสนอเกมที่หลากหลายทั้งในด้านแพลตฟอร์มและประเภทเกม ไม่ว่าจะเป็น PC, Mobile, Console และ IPTV รวมถึงเกมที่พัฒนาจาก Ragnarok IP ด้วยความพยายามดังกล่าว บริษัทเดินหน้าขยายการเป็นที่รู้จักและอิทธิพลของแบรนด์ในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Gravity ยังเดินหน้าขยายธุรกิจด้านคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง โดยนำ Ragnarok IP ไปต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ Merchandise, แอนิเมชัน และ Screen Golf รวมถึงพัฒนา Webtoon และดำเนินความร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อค้นหาและพัฒนา IP ใหม่ ๆ ให้เติบโตต่อไป

เกมเด่นของ Gravity
เกมแนว MMORPG อาทิ Ragnarok Online (เปิดให้บริการในปี 2002), Ragnarok M: Eternal Love, Ragnarok X: Next Generation, THE Ragnarok, Ragnarok Idle Adventure PLUS, Ragnarok M: Classic และ Ragnarok Origin Classic

ที่อยู่

ประชาชื่น
Bangkok
10210

เบอร์โทรศัพท์

+66971401340

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Daybydaystoryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Daybydaystory:

ทางลัด

แชร์