Rocket Media Lab ร็อกเกต มีเดีย แล็บ

ร็อกเกต มีเดีย แล็บ คือแหล่งข้อมูลติดตามประเด็นสังคม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อต่อยอดในงานข่าว

เอกลักษณ์ของร็อกเกต มีเดีย แล็บ คือการคัดเลือกโจทย์วิจัยจากประเด็นที่มีคุณค่าข่าว (newsworthy) นำเสนอเป็นสองส่วน คือ 1) ฐานข้อมูลดิบ เป็นฐานข้อมูลสาธารณะให้สื่อมวลชนและผู้ที่สนใจสามารถอ้างอิงได้ และ 2) บทวิเคราะห์ เป็นบทความความคิดเห็นที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูล

ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ออกแบบการวิจัยด้วยระเ

บียบวิธีหลากหลาย อาทิ การค้นคว้าสอบทานจากฐานข้อมูลสาธารณะ ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่รวบรวมขึ้นใหม่ การสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมของคน ผ่านแบบสอบถามหรือเครื่องมือติดตามบทสนทนาในสื่อสังคม การทบทวนวรรณกรรม และการสัมภาษณ์

ร็อกเกต มีเดีย แล็บ รวบรวม วิจัย และผลิตข้อมูลสาธารณะ ยินดีให้สื่อและบุคคลทั่วไปนำไปใช้งานได้ฟรีโดยอ้างอิงแหล่งที่มา

หากต้องการข้อมูลดิบเพื่อนำไปดัดแปลงหรือต่อยอด สามารถดูได้ที่ https://rocketmedialab.co/category/database/ หรือติดต่อเพิ่มเติมที่ contact [at] rocketmedialab.co

ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานบางส่วนจาก National Endowment for Democracy (NED) https://www.ned.org/

20 บริษัทพลังงานที่ลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสูงที่สุด เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของบริษัทพลัง...
05/09/2026

20 บริษัทพลังงานที่ลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสูงที่สุด
เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของบริษัทพลังงานในประเทศไทย จำนวน 233 โครงการ จาก 97 บริษัท มาจัดอันดับบริษัทที่มีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสูงที่สุดที่สุด จะพบว่า
อันดับหนึ่ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสูงที่สุด คิดเป็น 250,454.40 บาท หรือ 34.27% ของการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานทั้งหมดของบริษัทพลังงานไทย สัดส่วนการลงทุนสูงที่สุดอยู่ในด้านเชื้อเพลิงที่ 232,050 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีเชื้อเพลิงไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด
ขณะที่ภาคการผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) มีเพียง 18,404.40 ล้านบาท โดยโครงการที่ใช้งบประมาณมากที่สุด คือโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Use and Storage (CCUS)
อันดับสอง บริษัท บีจี เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Bangkok Glass (BG) ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานความร้อนเหลือทิ้ง เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานรวม 66,794.31 บาท คิดเป็น 9.14% ของการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานทั้งหมดของบริษัทพลังงานไทย และพบว่าเป็นการลงทุนใน Sub Sector การผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation)ทั้งหมด โครงการที่ใช้งบประมาณมากที่สุดคือ ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar – Photovoltaic (PV)
อันดับสาม บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA เป็นผู้นำธุรกิจพลังงานพลังงานทดแทน ผลิตแบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร โดยมีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานรวม 62,027.96 บาท คิดเป็น 8.49% ของการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานทั้งหมดของบริษัทพลังงานไทย และพบว่าเป็นการลงทุนในการผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) ทั้งหมด โดยมีโครงการที่ใช้งบประมาณมากที่สุด คือโครงการพลังงานลมบนบก
นอกจากนี้ยังพบว่า ปตท. เป็นเพียงบริษัทเดียวที่ลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนสูงในระดับแสนล้าน หรือคิดเป็น 34.27% จากทั้ง 97 บริษัท และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับบริษัทพลังงานที่มีมูลค่าตลาด (market capitalization) สูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ณ วันที่ 28 เมษายน 2568 จำนวน 10 อันดับแรกก็จะพบว่าบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (market capitalization) สูงสุดอยู่ใน 10 อันดับแรกส่วนใหญ่ก็จะอยู่ใน 20 อันดับแรกของบริษัทที่ใช้เงินลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนเช่นเดียวกัน ยกเว้บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) โดยในกรณีของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) พบเป็นบริษัท CH. Karnchang Public Company Limited ในอันดับที่ 96
และยังมีกรณีของบริษัทร่วมทุนที่ติดอยู่ใน 20 อันดับแรก เช่น บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (Xayaburi Power Company Limited - XPCL) ในอันดับที่ 10 ซึ่งเป็นผู้พัฒนาและดำเนินงาน โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีบนแม่น้ำโขงในแขวงไซยะบุรี สปป. ลาว โดยมี ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKPower) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือในอันดับที่ 23 ก็เป็นยอดรวมการนำเข้าโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3,257.15 ล้านบาท

อ่านทั้งหมดที่ https://rocketmedialab.co/energy-mitigation-finance/

การลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนของบริษัทพลังงานไทย ลงทุนในด้านไหนบ้างเมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลั...
04/09/2026

การลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนของบริษัทพลังงานไทย ลงทุนในด้านไหนบ้าง
เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของของบริษัทพลังงานในประเทศไทย จำนวน 233 โครงการ จาก 97 บริษัท มาจำแนกว่าแต่ละบริษัทใช้เงินลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนไปในภาคเศรษฐกิจย่อยด้วยเทคโนโลยีใดบ้าง จะพบว่า
นำไปลงทุนในภาคเศรษฐกิจย่อย ด้านการผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) มากที่สุด 472,209.30 ล้านบาท หรือคิดเป็น 64.61% โดยบริษัทลงที่ลงทุนในภาคเศรษฐกิจย่อยประเภทนี้มากที่สุด คือ บริษัท บีจี เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด
จากนั้นเมื่อพิจารณาว่าใน ภาคเศรษฐกิจย่อยด้านการผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) มีการลงทุนในเทคโนโลยีใดบ้าง จะพบว่า
- อันดับ 1 คือ การลงทุนในโซลาร์เซลล์ (PV) สูงสุดที่ 214,582.67 ล้านบาท โดยบริษัทที่ลงทุนมากที่สุด คือบริษัทบีจี เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด
- อันดับ 2 คือ การลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมากกว่า 1 ชนิด คิดเป็น 89,494.63 ล้านบาท โดยบริษัทที่ลงทุนมากที่สุดคือ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
- อันดับ 3 คือ การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานลมบนบก 58,653.12 ล้านบาท โดยบริษัทที่ลงทุนมากที่สุด คือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)
ในส่วนของภาคเศรษฐกินย่อยด้านการผลิตเชื้อเพลิง (Fuel Production) 258,525.99 ล้านบาท หรือคิดเป็น 35.38% โดยบริษัทที่ลงทุนในด้านการผลิตเชื้อเพลิงมากที่สุด คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 232,050 ล้านบาท
จากนั้นเมื่อพิจารณาว่าในภาคเศรษฐกินย่อยด้านการผลิตเชื้อเพลิง มีการลงทุนในเชื้อเพลิงสะอาดใดบ้าง จะพบว่า
- อันดับ 1 คือ การลงทุนในไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียนมากที่สุด 232,050 ล้านบาท โดยมีบริษัทที่ลงทุนในเชื้อเพลิงดังกล่าวเพียงรายเดียวคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
- อันดับ 2 คือ การลงทุนในก๊าซชีวภาพ 25,611.98 ล้านบาท โดยบริษัทที่ลงทุนมากที่สุด คือ กลุ่มมิตรผล
- อันดับ 3 คือ การลงทุนในเชื้อเพลิงชีวภาพ 864 ล้านบาท โดยบริษัทที่ลงทุนมากที่สุด คือ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน)
จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า เงินลงทุนกว่า 99% ถูกจัดสรรไปที่การผลิตพลังงานและเชื้อเพลิงหมุนเวียนขณะที่เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สมาร์ทกริด (smart grid) กลับมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 พบว่า ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยมีการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบสายส่งเพียง 78.53 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.01% ของเงินลงทุนทั้งหมดในภาคพลังงาน โดยมีบริษัทที่ลงทุนเพียงบริษัทเดียวคือ บริษัท เอซีอี โซลาร์ จำกัด

อ่านทั้งหมดที่ https://rocketmedialab.co/energy-mitigation-finance/

บริษัทพลังงานไทยลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานเท่าไหร่ในภาพใหญ่ ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ซึ่งเก็...
03/09/2026

บริษัทพลังงานไทยลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานเท่าไหร่
ในภาพใหญ่ ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ซึ่งเก็บรวบรวมการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่าง พ.ศ. 2561-พฤษภาคม พ.ศ. 2569 พบว่า มีการลงทุนรวมประมาณ 2 ล้านล้านบาท โดยภาคเอกชนและสถาบันการเงินยังคงเป็นผู้ลงทุนหลัก หรือมากกว่า 3 ใน 5 ของเงินลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในประเทศไทย
เมื่อพิจารณาเฉพาะในส่วนของการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทพลังงานในประเทศไทย จำนวน 233 โครงการ จาก 97 บริษัท เป็นเงินสูงถึง 730,813.82 ล้านบาท และเมื่อนำมาจำแนกว่าแต่ละบริษัทใช้เงินลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนไปกับภาคเศรษฐกิจย่อยใดบ้าง จะพบว่า
มีบริษัทพลังงาน 30 แห่ง ที่ลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกเฉพาะในส่วนของการผลิตเชื้อเพลิง (Fuel Production) อย่างเดียว เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท บัวใหญ่ ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และกลุ่มมิตรผล
มีบริษัทพลังงาน 73 แห่ง ที่ลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกรวนเฉพาะในส่วนของการผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) อย่างเดียว เช่น บริษัท บีจี เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด, บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กันกุล พาวเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
และมีบริษัทพลังงานเพียง 1 แห่งที่มีการลงทุนในการส่งและจำหน่ายไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Transmission and Distribution) หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาทิ ระบบสมาร์ตกริด ได้แก่ บริษัท เอซีอี โซลาร์ จำกัด
นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่มีการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานสูงที่สุดในประเทศไทย 250,454.40 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 34.27% จากการลงทุนทั้ง 97 บริษัท ขณะที่ภาคเศรษฐกิจย่อยที่บริษัทพลังงานลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานมากที่สุดคือ การผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) 472,209.30 ล้านบาท หรือคิดเป็น 64.61% จากการลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนของบริษัทพลังงานในประเทศไทยทั้งหมด

อ่านทั้งหมดที่ https://rocketmedialab.co/energy-mitigation-finance/

ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 เร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2065 แต่การจะเป็นประเทศ Net Zero ได้ตามเป้าห...
02/09/2026

ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 เร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2065 แต่การจะเป็นประเทศ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย ไทยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ โดยเฉพาะภาคพลังงาน ซึ่งเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด
Rocket Media Lab ร่วมกับเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) ชวนสำรวจการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทพลังงานในประเทศไทยผ่านฐานข้อมูล Thailand Climate Finance Tracker 2026 เพื่อร่วมหาคำตอบว่า บริษัทพลังงานในประเทศไทยลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างไร และกระจายการลงทุนไปในด้านใดบ้าง
อ่านทั้งหมดที่ https://rocketmedialab.co/energy-mitigation-finance/

เปิดรับสมัครทุน Rocket Media Lab Fellowship 2026–2027ทุนสำหรับนักข่าวที่อยากทำข่าวสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจังRocket Media L...
01/09/2026

เปิดรับสมัครทุน Rocket Media Lab Fellowship 2026–2027
ทุนสำหรับนักข่าวที่อยากทำข่าวสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง
Rocket Media Lab ร่วมกับคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดรับสมัคร Rocket Media Lab Fellowship 2026–2027 ทุนสนับสนุนการทำงานข่าวสืบสวนสอบสวนในรูปแบบกองบรรณาธิการเฉพาะกิจที่จะทำงานร่วมกันเป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับนักข่าวและผู้ทำงานสื่อสารข้อมูลเชิงลึกที่ต้องการพัฒนาโจทย์การทำงานข่าวให้ลึกขึ้น และมีเวลาในการสืบค้น ตรวจสอบ และทำงานอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นข่าวสืบสวนสอบสวน 4 ประเด็น
ในรอบการให้ทุนนี้ โครงการเจาะจงที่จะครอบคลุมประเด็นข่าวสืบสวนสอบสวนทั้งหมด 4 เรื่อง ซึ่งเป็นประเด็นสาธารณะที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ขอให้ผู้สมัครเลือกพัฒนาประเด็นจาก 1 ใน 4 เรื่องต่อไปนี้
1. การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม
2. ทุนผูกขาด ทุนยึดรัฐ
3. ทุนเทา สแกมเมอร์ยุคใหม่
4. การแย่งชิงทรัพยากรในลุ่มน้ำโขง
ผู้รับทุนจะได้รับ
-ค่าตอบแทน 120,000 บาทต่อคน/ทีม
-การให้คำปรึกษาและพัฒนางานในรูปแบบกองบรรณาธิการเฉพาะกิจ
-หากมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น การลงพื้นที่ โครงการจะสนับสนุนเพิ่มเติมตามความเป็นจริง โดยอยู่ภายใต้การหารือกับทีมงาน
คุณสมบัติผู้สมัคร
-มีประสบการณ์ทำงานข่าว หรือทำงานด้านข้อมูลเชิงลึก อย่างน้อย 2 ปี
-สมัครได้ทั้งแบบบุคคลหรือทีม โครงการไม่รับสมัครในนามหน่วยงาน ส่วนการสมัครเป็นทีม สมาชิกไม่จำเป็นต้องสังกัดหน่วยงานเดียวกัน
-ผู้สมัครในแบบบุคคล และผู้รับผิดชอบหลักที่สมัครในแบบทีม ต้องมีประสบการณ์การทำงานมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี และขอให้แนบประวัติการทำงานของสมาชิกทุกคน
-สามารถจัดสรรเวลาเข้าร่วมกระบวนการทำงานของโครงการตลอดระยะเวลา 6 เดือนนับจากได้รับทุน รวมถึงการประชุมร่วมกับกองบรรณาธิการเฉพาะกิจเดือนละ 1-2 ครั้ง
-หากทำงานประจำ ต้องได้รับการยินยอมจากต้นสังกัดให้เข้าร่วมโครงการ
-มีความมุ่งมั่นในการทำข่าวสืบสวนสอบสวน โดยขอให้เลือก 1 ใน 4 ประเด็นที่โครงการกำหนดไว้ พร้อมนำเสนอข้อเสนอในการทำข่าว (Proposal) และมีความพร้อมผลิตผลงาน อย่างน้อย 8 ชิ้นตลอดระยะเวลาโครงการ
📅 เปิดรับสมัคร 1-30 กันยายน 2569 (เวลาเที่ยงวัน)
📅 สัมภาษณ์ผู้สมัครและประกาศผล: ตุลาคม 2569
📅 ระยะเวลารับทุน: 1 พฤศจิกายน 2569 – 30 เมษายน 2570
🔗 อ่านรายละเอียดและวัตถุประสงค์ของโครงการได้ที่:
https://rocketmedialab.co/fellowship-2026/
กรอกใบสมัครที่ https://forms.gle/oEU968b69iFUBCpL6
หมายเหตุ: โครงการขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเพื่อความเหมาะสม โดยจะแจ้งให้ทราบโดยเร็ว

แต่ละกระทรวงมีงบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากน้อยเพียงใดเมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่...
30/08/2026

แต่ละกระทรวงมีงบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากน้อยเพียงใด
เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (climate adaptation finance) ของภาครัฐมาจำแนกเป็นรายกระทรวง พบว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีงบประมาณสำหรับโครงการที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 147,119.55 ล้านบาท หรือ 63.80%
โครงการส่วนใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำและสุขาภิบาล มีมูลค่า 133,319.23 ล้านบาท ขณะที่โครงการด้านระบบนิเวศได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด อยู่ที่ 2.60 ล้านบาท จากทั้งหมด 6 โครงการ
รองลงมาคือกระทรวงมหาดไทย มีงบประมาณ 34,917.37 ล้านบาท หรือ 15.14% โดยโครงการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเมืองและการตั้งถิ่นฐาน มีมูลค่า 18,631.30 ล้านบาท ตามด้วยการจัดการน้ำและสุขาภิบาล 15,633.65 ล้านบาท ส่วนโครงการด้านระบบนิเวศได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด อยู่ที่ 9.20 ล้านบาท จากทั้งหมด 4 โครงการ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีงบประมาณ 34,072.86 ล้านบาท หรือ 14.78% โดยโครงการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้ มีมูลค่า 15,897.80 ล้านบาท ส่วนโครงการด้านเมืองและการตั้งถิ่นฐานได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด อยู่ที่ 15.83 ล้านบาท จากทั้งหมด 5 โครงการ
กระทรวงคมนาคมมีงบประมาณ 10,288.17 ล้านบาท หรือ 4.46% โดยโครงการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำและสุขาภิบาล มีมูลค่า 4,695.88 ล้านบาท ส่วนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด อยู่ที่ 13.25 ล้านบาท จากทั้งหมด 5 โครงการ
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีงบประมาณ 1,508.62 ล้านบาท หรือ 0.65% โดยโครงการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบสังคม มีมูลค่า 999.68 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีมูลค่า 508.94 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีกระทรวงการคลัง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีงบประมาณรวมกัน 2,683.16 ล้านบาท หรือ 1.16%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า งบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนกระจุกตัวอยู่ใน 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรรม และสิ่งแวดล้อมโดยตรง จึงมีโครงการและงบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในสัดส่วนสูง
ส่วนกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ โดยเฉพาะการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม อยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ งบประมาณส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จึงทำให้กระทรวงมหาดไทยเป็นอีกหนึ่งกระทรวงที่มีงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในระดับสูง
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thailand Climate Finance Tracker 2026 โปรดดู: https://climatefinancethai.com/th/tracker-th/adaptation-th/
อ่านทั้งหมดที่ https://rocketmedialab.co/climate-adaptation-finance/

หน่วยงานราชการไทยนำงบประมาณเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (climate adaptation finance) ไปใช้ในเรื่องใดบ้างเมื่อนำข้อมูลการ...
29/08/2026

หน่วยงานราชการไทยนำงบประมาณเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (climate adaptation finance) ไปใช้ในเรื่องใดบ้าง
เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนของภาครัฐมาจำแนกตามระบบการจำแนกภาคเศรษฐกิจ สามารถแบ่งออกเป็น 8 ภาค ได้แก่
การจัดการน้ำและสุขาภิบาล
ระบบนิเวศ
เมืองและการตั้งถิ่นฐาน
สาธารณสุข
ระบบสังคม
โครงสร้างพื้นฐาน
อาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้
อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม
ภาครัฐใช้งบประมาณในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 167,869.73 ล้านบาท หรือ 71.21% ของงบประมาณภาครัฐที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนทั้งหมด 235,740.68 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำมากที่สุดในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น มุกดาหาร นครพนม และนครราชสีมา โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
รองลงมาคือโครงการที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้ ซึ่งครอบคลุมการลงทุนในระบบการผลิตและจัดหาอาหารและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การผลิตขั้นต้นไปจนถึงการกระจายสินค้า โดยมีมูลค่าการลงทุนเพื่อรับมือและปรับตัวต่อภาวะโลกรวน 27,873.06 ล้านบาท หรือ 11.82%
ในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในกรุงเทพฯ เช่น โครงการบำรุงรักษา ปรับปรุง และเพิ่มพื้นที่สีเขียว รองลงมาคือสุราษฎร์ธานี โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ถัดมาคือโครงการที่เกี่ยวข้องกับเมืองและการตั้งถิ่นฐาน หมายถึงการลงทุนเพื่อทำให้ชุมชนและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ทั้งในเขตเมืองและชนบทสามารถรับมือกับภาวะโลกรวนได้ มีมูลค่า 21,388.70 ล้านบาท หรือ 9.07%
ในระดับพื้นที่ พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในกรุงเทพฯ และเมืองพัทยา โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงมหาดไทย
โครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ หมายถึงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศบนบก น้ำจืด ชายฝั่ง และทะเล รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ทุนทางธรรมชาติ และบริการจากระบบนิเวศ เพื่อรับมือและปรับตัวต่อภาวะโลกรวน มีมูลค่า 10,205.19 ล้านบาท หรือ 4.33%
ในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในสมุทรปราการและระยอง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
โครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบสังคม หมายถึงการลงทุนในระบบและบริการที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ ความปลอดภัย และความมั่นคงทางสังคม เพื่อเสริมความสามารถในการรับมือกับภาวะโลกรวน มีมูลค่า 7,149.26 ล้านบาท หรือ 3.03%
ในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในเชียงใหม่และสมุทรปราการ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงคมนาคม

โครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน หมายถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ไฟฟ้า การขนส่ง และระบบสารสนเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับมือและปรับตัวต่อภาวะโลกรวน มีมูลค่า 704.20 ล้านบาท หรือ 0.30%
ในระดับพื้นที่ พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในกรุงเทพฯ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
โครงการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข หมายถึงการลงทุนในระบบและบริการเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมสุขภาพของประชาชน มีมูลค่า 524.10 ล้านบาท หรือ 0.22%
ในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในเพชรบูรณ์และอุบลราชธานี โดยทั้งหมดเป็นโครงการของกระทรวงสาธารณสุข
โครงการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม หมายถึงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางอุตสาหกรรม การผลิต และภาคบริการ เช่น การก่อสร้าง การผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยว และบริการทางการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน มีมูลค่า 26.45 ล้านบาท หรือ 0.01%
ในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้ในสุราษฎร์ธานี โดยเป็นโครงการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า งบประมาณภาครัฐที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนกระจุกตัวอยู่ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำมากที่สุด เนื่องจากประเทศไทยเผชิญทั้งภัยแล้งและอุทกภัยเป็นประจำทุกปี อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ เช่น ปรากฏการณ์ลานีญา ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกและมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลาย พ.ศ. 2568 สะท้อนให้เห็นว่า เม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพเสมอไป ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานสีเทา (gray infrastructure) ที่รองรับวัตถุประสงค์เพียงด้านเดียว (single-purpose infrastructure) เช่น อ่างเก็บน้ำหรือเขื่อน อาจจะกลายเป็น “การปรับตัวที่ก่อโทษ (maladaptation)” ที่ส่งผลลบต่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากกว่าเดิม
ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานที่อิงธรรมชาติหรือโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (green infrastructure) ควบคู่กันไป รวมถึงประยุกต์ใช้แนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (nature-based solutions) เพื่อรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกรวน
ขณะเดียวกัน งบประมาณของโครงการที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เมืองสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ สมุทรปราการ เมืองพัทยา และระยอง พื้นที่เหล่านี้อาจมีความเสี่ยงและความเปราะบางสูง โดยเฉพาะต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะโลกรวน
อ่านทั้งหมดที่ https://rocketmedialab.co/climate-adaptation-finance/

พื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (climate adaptation finance) มากน้อยเพียงใด              ...
28/08/2026

พื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (climate adaptation finance) มากน้อยเพียงใด
ในภาพรวม ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ชี้ว่า ระหว่าง พ.ศ. 2561 ถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (climate adaptation finance) หรือการลงทุนทุกรูปแบบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมพร้อม รับมือ หรือปรับตัวต่อภาวะโลกรวนรวม 279.5 พันล้านบาท โดยภาครัฐยังคงเป็นผู้ลงทุนหลักมากกว่า 4 ใน 5 ของเงินลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนทั้งหมดในประเทศไทย
หากพิจารณาในระดับท้องถิ่น จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2025–2026 พบโครงการที่ถือเป็นการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนทั้งหมด 1,605 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นโครงการภายใต้งบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 531 โครงการ
โดยเมื่อนำมาจำแนกตามพื้นที่พบว่า พื้นที่ที่มีงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.กรุงเทพมหานคร 1,232.99 ล้านบาท มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2026 ของกรุงเทพมหานคร โดยทั้งหมดเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำ เช่น โครงการก่อสร้างเขื่อน อุโมงค์ระบายน้ำ และระบบป้องกันน้ำท่วม
2.จังหวัดสมุทรปราการ 992.33 ล้านบาท
3.เมืองพัทยา ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 304.53 ล้านบาท
4.จังหวัดระยอง 198.40 ล้านบาท
5.จังหวัดเพชรบูรณ์ 113.30 ล้านบาท
ส่วนจังหวัดที่มีงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนน้อยที่สุด ได้แก่ อุตรดิตถ์ ยโสธร ชัยนาท ตราด และกาญจนบุรี ตามลำดับ
แม้กรุงเทพฯ จะเป็นพื้นที่ที่มีงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนสูงที่สุด แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนโครงการกลับพบว่า มีเพียง 11 โครงการเท่านั้น
ขณะที่นครพนมเป็นจังหวัดที่มีโครงการซึ่งถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากที่สุดถึง 83 โครงการ เกือบทั้งหมดเป็นโครงการธนาคารน้ำใต้ดินแบบเปิด ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง อันเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยโครงการเหล่านี้กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครพนม
ข้อมูลยังชี้ว่า มีเพียง 2 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ที่มีงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากกว่า 500 ล้านบาท ขณะที่ 12 จังหวัดมีงบประมาณต่ำกว่า 1 ล้านบาท และอีก 5 จังหวัดไม่ปรากฏข้อมูล ได้แก่ ตรัง นราธิวาส เพชรบุรี ศรีสะเกษ และอุดรธานี
อ่านทั้งหมดที่ https://rocketmedialab.co/climate-adaptation-finance/

รวมงบน้ำท่วมทั้งของเขตและสำนักระบายน้ำ : สวนหลวงได้งบแก้น้ำท่วมมากที่สุดหากรวมงบประมาณที่เกี่ยวกับน้ำท่วมโดยเฉพาะทั้งจาก...
27/08/2026

รวมงบน้ำท่วมทั้งของเขตและสำนักระบายน้ำ : สวนหลวงได้งบแก้น้ำท่วมมากที่สุด
หากรวมงบประมาณที่เกี่ยวกับน้ำท่วมโดยเฉพาะทั้งจากสำนักการระบายน้ำและสำนักงานเขต 5,309.68 ล้านบาท นอกจากงบที่ไม่สามารถระบุเขตได้ของสำนักการระบายน้ำ 719.95 ล้านบาท ในจำนวนนี้เมื่อแยกรายเขตจะพบว่า เขตสวนหลวงมีงบมากที่สุด 563.502 ล้านบาท แบ่งเป็นงบจากสำนักการระบายน้ำ 558.49 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงบโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองพระโขนง (สถานีสูบน้ำ - คลองสวนอ้อย) และงบสำนักงานเขต 5.10 ล้านบาท
รองลงมาเป็น ลาดกระบัง 264.44 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำนักการระบายน้ำ 241.99 ล้านบาทและสำนักงานเขต 22.46 ล้านบาท อันดับ 3 ประเวศ 262.67 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำนักการระบายน้ำ 258.88 ล้านบาทและสำนักงานเขต 3.80 ล้านบาท อันดับ 4 ดอนเมือง 245.44 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำนักการระบายน้ำ 213.94 ล้านบาท และงบสำนักงานเขต 31.50 ล้านบาท และอันดับ 5 ดุสิต 215.28 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำนักการระบายน้ำ 210 ล้านบาท และงบสำนักงานเขต 5.29 ล้านบาท
ส่วนเขตที่ได้รับงบแก้น้ำท่วมน้อยที่สุดคือ สัมพันธวงศ์ 1.15 ล้านบาท รองลงมาเป็น ป้อมปราบศัตรูพ่าย 1.89 ล้านบาท อันดับ 3 ราษฎร์บูรณะ 2.33 ล้านบาท อันดับ 4 คันนายาว 3.03 ล้านบาท อันดับ 5 ทุ่งครุ 3.74 ล้านบาท ทั้ง 5 เขตนี้ไม่ได้รับงบจากสำนักการระบายน้ำเลย
ในขณะที่เขตดอนเมือง ซึ่งเป็นเขตที่ได้รับงบประมาณการแก้ไขน้ำท่วมมากที่สุดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2566-2569) อยู่ในอันดับที่ 4 ของเขตที่ได้รับงบประมาณการแก้ไขน้ำท่วมมากที่สุดในร่างงบ 2570 ของ กทม. และดินแดงซึ่งเป็นเขตที่มีการรายงานว่ามีน้ำท่วมขังมากที่สุด ได้งบในอันดับที่ 38
จากข้อมูลทั้งหมดสะท้อนว่า งบประมาณที่เกี่ยวกับการระบายน้ำและแก้ปัญหาน้ำท่วมในปี 2570 ของ กทม. ไม่แตกต่างจาก 4 ปีก่อนหน้านี้ที่มุ่งเน้นไปที่การก่อสร้างเป็นหลัก ทั้งในระดับสำนักและเขต โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เป็นงบประมาณผูกพันหลายปี และคาบเกี่ยวหลายเขต เช่น เขื่อนคลองแสนแสบ โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอน อุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากร นอกจากนี้เมื่อเทียบงบประมาณเขตได้รับกับสถิติน้ำท่วมขังใน 2 ปีที่ผ่านมา เขตที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด ทั้งงบรายเขตและงบสำนักระบายน้ำไม่ใช่เขตที่มีน้ำท่วมซ้ำซากมากที่สุด
อ่านทั้งหมดได้ที่ :
https://rocketmedialab.co/bkk-budget-2026-draft-flood/
#น้ำท่วม #งบประมาณ #งบ70 #งบกทม

Rocket Media Lab อบรมนักข่าวสืบสวนสอบสวน ต่อยอดสู่ทุนทำข่าว 6 ทุนเมื่อวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 Rocket Media Lab ร่วมกับ...
27/08/2026

Rocket Media Lab อบรมนักข่าวสืบสวนสอบสวน ต่อยอดสู่ทุนทำข่าว 6 ทุน
เมื่อวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 Rocket Media Lab ร่วมกับคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการอบรมนักข่าวสืบสวนสอบสวน เพื่อพัฒนาทักษะการทำงานข่าวเชิงลึก พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพัฒนาแนวคิดข่าวที่สามารถต่อยอดสู่การทำงานจริง
การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน 18 คน โดยตลอด 3 วัน ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และลงลึกใน 4 ประเด็นสาธารณะที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม ทุนผูกขาดและทุนยึดรัฐ ทุนเทาและสแกมเมอร์ยุคใหม่ และการแย่งชิงทรัพยากรในลุ่มน้ำโขง
นอกจากการทำความเข้าใจประเด็นแล้ว การอบรมยังมุ่งพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับงานข่าวสืบสวนสอบสวน ทั้งการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูล ความรู้ทางการเงินสำหรับนักข่าว การใช้ AI ในกระบวนการทำข่าว การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการจัดการข้อมูล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้และเครื่องมือเหล่านี้ไปต่อยอดในการทำงานข่าวได้จริง
“งานข่าวสืบสวนสอบสวนต้องใช้ทั้งเวลา ทักษะ และทรัพยากร โดยเฉพาะเมื่อเราต้องทำความเข้าใจกับประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจหลายฝ่าย โครงการนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงให้ผู้เข้าร่วมได้ความรู้จากการอบรม แต่ต้องการสร้างพื้นที่ให้พวกเขาได้พัฒนาโจทย์ข่าว และมีโอกาสนำโจทย์เหล่านั้นไปทำงานจริง” ผศ.ดร.เอกพล เธียรถาวร หัวหน้ากลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์ฯ กล่าว
การอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาสู่ Rocket Media Lab Fellowship โดยผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้และแนวคิดที่ได้จากการอบรมไปพัฒนาเป็นข้อเสนอการทำข่าวสืบสวนสอบสวน โดยเลือกใช้เนื้อหา 1 ใน 4 ประเด็นที่โครงการกำหนดข้างต้น เพื่อสมัครรับทุนสำหรับการทำข่าวในขั้นตอนต่อไป
Rocket Media Lab จะเปิดรับสมัคร Rocket Media Lab Fellowship จำนวน 6 ทุน ทุนละ 120,000 บาท ในเดือนกันยายน 2569 เพื่อสนับสนุนการผลิตงานข่าวสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 6 เดือน โดยผู้ได้รับทุน ซึ่งจะผ่านการอบรมมาก่อนหรือไม่ก็ได้ จะได้ทำงานในรูปแบบกองบรรณาธิการเฉพาะกิจ พร้อมได้รับคำปรึกษาและการสนับสนุนด้านการทำงาน
การดำเนินงานในครั้งนี้รับผิดชอบโดย Rocket Media Lab และคณะวารสารศาสตร์ฯ โดยมีที่ปรึกษาในโครงการได้แก่ รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์ฯ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี อดีตนักข่าวและนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียน และสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน
การทำข่าวสืบสวนสอบสวนจำเป็นต้องอาศัยทั้งเวลา ความรู้ ทักษะ และการทำงานอย่างต่อเนื่อง โครงการ Rocket Media Lab Fellowship จึงมุ่งสร้างกระบวนการสนับสนุนตั้งแต่การเรียนรู้และพัฒนาโจทย์ข่าว ไปจนถึงการสืบค้นข้อมูล ผลิต และเผยแพร่ผลงานข่าวที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
ติดตามรายละเอียดการเปิดรับสมัคร Rocket Media Lab Fellowship 2026–2027 ได้ทางเว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียของ Rocket Media Lab โดยจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมในวันที่ 1 กันยายน 2569

ที่อยู่

442 Pracha Rat Bamphen 7 Alley, Huai Khwang
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Rocket Media Labผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Rocket Media Lab:

ทางลัด

แชร์