Rocket Media Lab ร็อกเกต มีเดีย แล็บ
(1)

ร็อกเกต มีเดีย แล็บ คือแหล่งข้อมูลติดตามประเด็นสังคม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อต่อยอดในงานข่าว

เอกลักษณ์ของร็อกเกต มีเดีย แล็บ คือการคัดเลือกโจทย์วิจัยจากประเด็นที่มีคุณค่าข่าว (newsworthy) นำเสนอเป็นสองส่วน คือ 1) ฐานข้อมูลดิบ เป็นฐานข้อมูลสาธารณะให้สื่อมวลชนและผู้ที่สนใจสามารถอ้างอิงได้ และ 2) บทวิเคราะห์ เป็นบทความความคิดเห็นที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูล

ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ออกแบบการวิจัยด้วยระเ

บียบวิธีหลากหลาย อาทิ การค้นคว้าสอบทานจากฐานข้อมูลสาธารณะ ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่รวบรวมขึ้นใหม่ การสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมของคน ผ่านแบบสอบถามหรือเครื่องมือติดตามบทสนทนาในสื่อสังคม การทบทวนวรรณกรรม และการสัมภาษณ์

ร็อกเกต มีเดีย แล็บ รวบรวม วิจัย และผลิตข้อมูลสาธารณะ ยินดีให้สื่อและบุคคลทั่วไปนำไปใช้งานได้ฟรีโดยอ้างอิงแหล่งที่มา

หากต้องการข้อมูลดิบเพื่อนำไปดัดแปลงหรือต่อยอด สามารถดูได้ที่ https://rocketmedialab.co/category/database/ หรือติดต่อเพิ่มเติมที่ contact [at] rocketmedialab.co

ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานบางส่วนจาก National Endowment for Democracy (NED) https://www.ned.org/

กรุงเทพฯ และสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2025จากการทำงานของ Rocket Media Lab โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ The World Air ...
05/06/2026

กรุงเทพฯ และสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2025
จากการทำงานของ Rocket Media Lab โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project พบว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี คืออยู่ในเกณฑ์สีเขียว 38 วัน คิดเป็น 10.50% ลดลงจากปี 2024 ที่มีวันที่อากาศดี 43 วัน และในปี 2025 ส่วนใหญ่นั้นเป็นวันที่อากาศมีคุณภาพปานกลาง คือเกณฑ์สีเหลือง 254 วัน หรือคิดเป็น 70.17% ของทั้งปี และหากเทียบกับปี 2024 ที่มีอากาศในเกณฑ์สีเหลือง 252 วันแล้วก็นับว่าเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน
ส่วนวันที่มีคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษหรือสีส้มนั้นมีเพียง 57 วัน หรือคิดเป็น 15.75% ของทั้งปี ลดลงจากปี 2024 ที่มีจำนวน 61 วัน และวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออยู่ในเกณฑ์สีแดงนั้นมี 13 วัน หรือคิดเป็น 3.59% ของทั้งปี และเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่มีเพียง 8 วัน กล่าวคือวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออยู่ในเกณฑ์สีแดงนั้นเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 5 วัน
โดยภาพรวมแล้วอากาศในปี 2025 มีวันที่อากาศดีลดลง ในขณะที่วันที่อากาศมีคุณภาพปานกลางเพิ่มขึ้น ส่วนวันที่มีคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษหรือสีส้มนั้นลดลง แต่ทว่าวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) กลับเพิ่มสูงขึ้น
3 เดือนที่อากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2025: เดือนมกราคมยังเป็นเดือนที่ค่าเฉลี่ยอากาศแย่ที่สุด ส่วนวันที่อากาศแย่ที่สุดคือ วันที่ 23 มีนาคม
ในปี 2024 เดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดคือเดือนมกราคม ขณะเดียวกันในปี 2025 เดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดยังคงเป็นเดือนมกราคม โดยมีค่าเฉลี่ยอากาศทั้งเดือนสูงถึง 129.35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าปี 2024 ที่มีค่าเฉลี่ย 119.87 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยในเดือนมกราคม 2025 นี้ ไม่มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเลย สำหรับวันที่มีสีเหลืองหรือคุณภาพอากาศปานกลางพบว่ามีเพียง 4 วัน ส่วนสีส้มหรือคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษมี 20 วัน และสีแดง หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพมีถึง 7 วัน
รองลงมาคือเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยค่าเฉลี่ยอากาศสูงถึง 114.50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยในเดือนนี้ไม่มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเลย ขณะที่มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง หรือคุณภาพอากาศปานกลางเพียง 9 วัน ส่วนสีส้ม หรือคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษมีถึง 16 วัน และมีวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออยู่ในเกณฑ์สีแดงอีก 3 วัน
ตามมาด้วยเดือนมีนาคม ด้วยค่าเฉลี่ยอากาศที่ 101.87 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเลยเช่นเดียวกัน ขณะที่มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง หรือคุณภาพอากาศปานกลาง 17 วัน และสีส้ม หรือคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 11 วัน นอกจากนี้ยังพบวันที่มีสีแดง หรือวันที่มีผลต่อสุขภาพอีกจำนวน 3 วัน
หากสำรวจวันที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดของปี พบว่าเป็นวันที่ 23 มีนาคม 2025 โดยมีค่าฝุ่นเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 173 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าสามเดือนที่อากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2025 คือ มกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มเดือนในช่วงต้นปีเช่นเดียวกับปีก่อนหน้า ดังเช่นปี 2024 ที่พบในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และธันวาคม ปี 2023 ที่พบในเดือนเมษายน มีนาคม และกุมภาพันธ์ ส่วนปี 2019, 2020 และ 2021 มักพบในช่วงรอยต่อปลายปีถึงต้นปี
ข้อสังเกตที่พบคือในปี 2025 สถานการณ์ฝุ่นมีความรุนแรงเข้มข้นขึ้น โดยในเดือนมกราคมมีจำนวนวันสีแดงเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2024 คือจาก 4 วัน เป็น 7 วัน ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าวันสีส้ม (กลุ่มเสี่ยง) เพิ่มขึ้นจากเดิม 6 วัน เป็น 16 วัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ส่วนวันสีเหลืองลดลงจาก 19 วัน เหลือเพียง 9 วัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพอากาศที่เคยอยู่ในเกณฑ์ปานกลางได้ขยับความรุนแรงขึ้นไปอยู่ในเกณฑ์ที่มีผลต่อสุขภาพมากขึ้น
เดือนสิงหาคมอากาศดีที่สุดในปี 2025: เฉลี่ยเพียง 50.61 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
เดือนที่มีอากาศดีที่สุดในปี 2025 ยังคงเป็นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนอื่น คือ 50.61 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ซึ่งดีกว่าปี 2024 ที่มีค่าเฉลี่ย 53.13 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยในปีนี้มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเพิ่มขึ้นเป็น 13 วัน และมีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง หรือคุณภาพอากาศปานกลาง 18 วัน จะเห็นได้ว่าแม้ภาพรวมต้นปีจะวิกฤต แต่ในเดือนสิงหาคม 2025 กลับมีจำนวนวันที่อากาศบริสุทธิ์ (สีเขียว) มากกว่าปีก่อนถึง 5 วัน ทำให้ครองตำแหน่งแชมป์เดือนที่อากาศดีที่สุดของปีไปครองได้อีกครั้ง
รองลงมาคือเดือนกันยายน 2025 ซึ่งเป็นเดือนที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง คือ 54.23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยมีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดี 8 วัน มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง คุณภาพอากาศปานกลาง 22 วัน
ตามมาด้วยมิถุนายน 2024 มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดี 5 วัน มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง คุณภาพอากาศปานกลาง 25 วัน ทั้งนี้เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน และมิถุนายนซึ่งเป็น 3 เดือนที่อากาศดีที่สุดนั้น ไม่พบวันที่มีอากาศในเกณฑ์สีส้มและแดงเลย ในขณะที่วันที่อากาศดีที่สุดในปี 2025 คือวันที่ 31 สิงหาคม 2025 โดยมีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่วันที่อากาศดีที่สุดในปี 2024 คือวันที่ 23 สิงหาคม โดยมีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 11 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในปี 2023 คือวันที่ 16 กันยายน อยู่ที่ 20 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม ค่าฝุ่นในแต่ละวันตามสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จึงอาจเป็นไปได้ว่าในวันหนึ่งหนึ่งอาจจะมีบางเขตของกรุงเทพฯ ที่มีค่าฝุ่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยและมีบางเขตที่มีค่าฝุ่นต่ำกว่าเฉลี่ย หรือแม้กระทั่งมีค่าฝุ่นอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันในทุกทุกเขต
ถ้าค่าฝุ่น PM2.5 22 มคก./ลบ.ม. = บุหรี่ 1 มวน ปี 2025 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูบบุหรี่ไปกี่มวน
จากงานของ Richard A. Muller นักวิจัยชาวอเมริกันจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือ PM2.5 กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า ค่าฝุ่น PM2.5 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ 1 มวน ซึ่งหากนำค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในแต่ละวันของปี 2024 มาคำนวณเปรียบเทียบตามเกณฑ์ของ Richard Muller จะพบว่า
ในปี 2025 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ ทั้งหมด 1,280.59 มวน ลดลงจากปี 2024 ที่มีจำนวน 1,297.14 มวน ถึง 16.55 มวน หรือคิดเป็นประมาณ 0.83 ซอง แต่ก็ยังมากกว่าปี 2022 ที่มีจำนวน 1,224.77 มวน และปี 2021 ที่มีจำนวน 1,261.05 มวน
สำหรับเดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2025 อย่างเดือนมกราคม คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 182.27 มวน คิดเป็นเฉลี่ยวันละ 5.88 มวน ซึ่งมีจำนวนของมวนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2024 อย่างเดือนมกราคม ที่มี 168.91 มวน คิดเป็นเฉลี่ยวันละ 5.45 มวน
หรือในเดือนที่อากาศดีที่สุดในปี 2025 อย่างเดือนสิงหาคม คนกรุงเทพฯ ก็ยังสูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 71.318 มวน เฉลี่ยวันละ 2.30 มวน โดยลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่อากาศดีที่สุดในปี 2024 อย่างเดือนสิงหาคมที่มีจำนวน 74.86 มวน เฉลี่ยวันละ 2.41 มวน
อ่านทั้งหมดได้ที่ : https://rocketmedialab.co/bkk-pm25-2025/
#เลือกตั้งกทม69 #เลือกตั้งกทม #เลือกตั้งผู้ว่ากทม

เขตไหนบ้างที่มีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายมากที่สุดเขตที่มีวันที่มีดัชนีความร้อนในระดับอันตรายมาก มี 2 เขตคือ ...
05/06/2026

เขตไหนบ้างที่มีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายมากที่สุด
เขตที่มีวันที่มีดัชนีความร้อนในระดับอันตรายมาก มี 2 เขตคือ เขตพระนคร มีค่าดัชนีความร้อน 64.4 องศาเซลเซียส ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 และเขตสาทร มีค่าดัชนีความร้อน 52.8 องศาเซลเซียส ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 อย่างไรก็ตาม หากดูดัชนีความร้อนระดับอันตรายจะพบว่า เขตบางซื่อมีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายมากที่สุด 125 วัน รองลงมา ดอนเมืองและหนองจอก 123 วัน เขตประเวศ 122 วัน เขตสายไหม 120 วัน และเขตหนองแขม 113 วัน ขณะที่เขตพระนครมีดัชนีความร้อนระดับอันตราย 71 วัน และเขตสาทรมี 21 วันเท่านั้น ทั้งนี้เขตยานนาวาและเขตบางแคเป็นเขตที่ไม่มีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายเลย โดยที่เขตยานนาวาเป็นเขตเดียวที่ในฤดูร้อนมีวันที่ดัชนีความร้อนระดับปกติ ซึ่งมี 8 วัน ทั้งนี้เขตบางขุนเทียน ซึ่งมีดัชนีความร้อนเฉลี่ยมากที่สุด 43.36 องศาเซลเซียส มีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตราย 70 วัน
จากข้อมูลดัชนีความร้อนในช่วงฤดูร้อน ปี 2567 กรุงเทพฯ มีดัชนีความร้อนสูงที่สุด 51.8 องศาเซลเซียสที่เขตตลิ่งชัน เมื่อวันที่ 27 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่เขตส่วนใหญ่มีดัชนีความร้อนในระดับอันตรายเช่นกัน ยกเว้นเขตยานนาวาที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับเตือนภัย
หากดูที่ “ค่าเฉลี่ย” ดัชนีความร้อนจะพบว่า กรุงเทพฯ มีค่าเฉลี่ยดัชนีความร้อนอยู่ที่ 42.55 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับอันตราย โดยเขตบางซื่อมีค่าเฉลี่ยดัชนีความร้อนสูงที่สุด 44.38 องศาเซลเซียส อันดับ 2 ทุ่งครุ 44.20 องศาเซลเซียส อันดับ 3 ดอนเมือง 43.92 องศาเซลเซียสเท่ากัน อันดับ 4 สวนหลวง 43.83 องศาเซลเซียส อันดับ 5 ตลิ่งชัน 43.81 องศาเซลเซียส
เมื่อพิจารณาว่าเขตใดมีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายมากที่สุดพบว่า เขตทุ่งครุมากที่สุด 74 วัน รองลงมาเป็น ดอนเมือง บางซื่อ และประเวศ เท่ากันที่ 73 วัน อันดับ 5 หนองจอก 72 วัน ส่วนเขตยานนาวาเป็นเขตที่ไม่มีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายเลย
ปี 2568 เขตพระนครมีดัชนีความร้อนสูงที่สุด 64.4 องศาเซลเซียสอยู่ในระดับอันตรายมาก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 ในวันนี้ยังมีเขตสาทรที่มีดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายมากที่ 52.8 องศาเซลเซียส ส่วนค่าเฉลี่ยดัชนีความร้อนอยู่ที่ 39.40 องศาเซลเซียสซึ่งจัดอยู่ในระดับเตือนภัย
แต่หากดูที่ “ค่าเฉลี่ย” ดัชนีความร้อนจะพบว่า ในปีนี้เขตบางขุนเทียนมีค่าเฉลี่ยดัชนีความร้อนมากที่สุด 43.36 องศาเซลเซียส อันดับ 2 สายไหม 41.85 องศาเซลเซียส อันดับ 3 บางซื่อ 41.78 องศาเซลเซียส อันดับ 4 เขตดอนเมือง 41.58 องศาเซลเซียส และอันดับ 5 เขตประเวศ 41.55 องศาเซลเซียส
เมื่อพิจารณาว่า เขตใดมีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายมากที่สุด คือ เขตบางขุนเทียน 70 วัน อันดับ 2 สายไหม 55 วัน อันดับ 3 บางซื่อ 52 วัน อันดับ 4 ดอนเมืองและหนองจอก 50 วัน อันดับ 5 ประเวศ 49 วัน ขณะที่มี 9 เขตที่ไม่มีวันที่มีดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายเลย ได้แก่ คันนายาว ตลิ่งชัน บางแค บางรัก ปทุมวัน ป้อมปราบศัตรูพ่าย พญาไท มีนบุรี ยานนาวา
อ่านทั้งหมดได้ที่ : https://rocketmedialab.co/bkkheat2026/
#เลือกตั้งกทม69 #เลือกตั้งกทม #เลือกตั้งผู้ว่ากทม #ดัชนีความร้อน

ใครว่ากรุงเทพฯ อากาศดีขึ้น : ปี 2025 กรุงเทพฯ มีวันอากาศดี 38 วัน ลดลงจากปีก่อนซึ่งมี 43 วัน เทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,280...
05/06/2026

ใครว่ากรุงเทพฯ อากาศดีขึ้น : ปี 2025 กรุงเทพฯ มีวันอากาศดี 38 วัน ลดลงจากปีก่อนซึ่งมี 43 วัน เทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,280.59 มวน
เนื่องด้วยวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน รวมไปถึงตอนนี้ยังเป็นช่วงการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกด้วย Rocket Media Lab ชวนสำรวจภาพรวมสภาพอากาศของกรุงเทพฯ ในปี 2025 ว่าสถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM2.5 ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร และกรุงเทพฯ มีแนวโน้มสภาพอากาศที่ดีขึ้น โดยเฉพาะค่าฝุ่น PM2.5 ตามที่ กทม. แถลงไว้จริงหรือไม่ รวมถึงแนวนโยบายในการแก้ปัญหาในปี 2026 ของ กทม.
อ่านทั้งหมดได้ที่ : https://rocketmedialab.co/bkk-pm25-2025/
#เลือกตั้งกทม69 #เลือกตั้งกทม #เลือกตั้งผู้ว่ากทม

เด็กไทยเชื่อ AI มากน้อยแค่ไหน เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางคร...
04/06/2026

เด็กไทยเชื่อ AI มากน้อยแค่ไหน
เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง
เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว
อ่านทั้งหมดได้ที่ : https://rocketmedialab.co/student-q2-2026/

Bangkok Index 2025อันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ Rocket Media Lab สำรวจเขตต่างๆ ในกรุงเทพฯ ว่าน่าอยู่แค่ไหน ผ่านข...
04/06/2026

Bangkok Index 2025
อันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ
Rocket Media Lab สำรวจเขตต่างๆ ในกรุงเทพฯ ว่าน่าอยู่แค่ไหน ผ่านข้อมูลหลายด้านว่าเขตไหนอยู่อันดับที่เท่าไร ในการจัดอันดับ Bangkok Index 2025
ย้อนไปการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2565 Rocket Media Lab จัดทำ Bangkok Index แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลประเด็นปัญหาต่างๆ ในกรุงเทพฯ จากทั้ง 50 เขตมาจัดอันดับ พร้อมบทวิเคราะห์แต่ละประเด็น เพื่อให้เห็นถึงปัญหา ที่มา และแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและรวบรวมฐานข้อมูลในประเด็นปัญหาที่สำคัญของกรุงเทพฯ เพื่อนำไปใช้ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร จากนั้นทีมงานก็อัปเดตดัชนีต่อมาทุกปี
ในปีนี้ ซึ่งมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งใหม่ Rocket Media Lab จึงขอนำเสนอการจัดอันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ “Bangkok Index 2025” เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการออกแบบและพัฒนานโยบายในแต่ละพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร
ข้อมูลทั้งหมดใน Bangkok Index แบ่งออกเป็นสี่ด้าน แต่ละด้านแยกออกไปอีกด้านละสี่หัวข้อ ได้แก่
ด้านบริการสาธารณะ ประกอบด้วย สาธารณสุข ขนส่งสาธารณะ การศึกษา และคุณภาพชีวิต
ด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย งบประมาณรายเขต รายได้จากการจัดเก็บภาษี การจดทะเบียนธุรกิจ และสถานประกอบการอาหาร
ด้านสวัสดิภาพ ประกอบด้วย อัคคีภัย อุทกภัย จุดเสี่ยงอาชญากรรม และอุบัติเหตุบนท้องถนน
ด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ขยะ น้ำเสีย อากาศ และสวนสาธารณะ
แต่ละหัวข้อจะจัดอันดับทั้ง 50 เขตจากคะแนนน้อยที่สุดถึงมากที่สุด และให้คะแนนตามลำดับตั้งแต่ 1-50 คะแนน โดยเขตที่มีลำดับเท่ากันจะได้คะแนนเท่ากัน เช่น เขต ก. มีจำนวนขยะต่อจำนวนประชากรน้อยที่สุด ก็จะได้ 50 คะแนน จากนั้นคำนวณคะแนนเฉลี่ยรายหัวข้อ รายด้าน และคะแนนเฉลี่ยรวมทั้งสี่ด้าน เพื่อจัดอันดับความน่าอยู่ทั้ง 50 เขต ว่าเขตไหนในกรุงเทพฯ น่าอยู่มากที่สุด
จากการจัดอันดับความน่าอยู่ใน Bangkok Index 2025 พบว่า เขตปทุมวันเป็นเขตที่มีคะแนนความน่าอยู่มากที่สุด โดยได้คะแนนเฉลี่ย 32.04 จาก 50 คะแนน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขตปทุมวันขยับจากอันดับสามขึ้นมาเป็นอันดับ 1 คือคะแนนด้านเศรษฐกิจและบริการสาธารณะที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ ส่วนหมวดสวัสดิภาพนั้นอยู่ในอันดับที่ 15 เขตปทุมวันได้คะแนนน้อยที่สุดจากหมวดสิ่งแวดล้อม โดยเป็นอันดับที่ 47 แม้จะมีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวเป็นอันดับหนึ่งก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นเขตที่มีปริมาณขยะมากที่สุดในกรุงเทพฯ มีน้ำเสียมากที่สุด และมีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับกลางๆ
อันดับ 2 คือ เขตพระนคร คะแนน 29.17 แชมป์เก่าจากการจัดอันดับครั้งที่แล้ว สิ่งที่ทำให้เขตพระนครหล่นจากอันดับหนึ่งแม้ว่าอันดับด้านบริการสาธารณะกับด้านเศรษฐกิจจะขยับสูงขึ้นก็ตาม แต่ด้านสวัสดิภาพกลับตกลงอย่างมาก จากอันดับ 4 ในการจัดอันดับครั้งที่ผ่านมาตกลงมาสู่อันดับที่ 24 ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากคะแนนด้านจุดเสี่ยงอาชญากรรมที่เคยอยู่อันดับที่ 35 แล้วหล่นมาอยู่อันดับที่ 46
อันดับ 3 คือ เขตบางกอกน้อย ได้ 28.42 คะแนน ขยับขึ้นมาจากอันดับ 13 ในครั้งก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญจากคะแนนด้านเศรษฐกิจที่ขยับจากอันดับ 15 มาอยู่อันดับ 9 ด้านสวัสดิภาพจากอันดับ 27 มาอยู่อันดับ 4 และด้านสิ่งแวดล้อมจากอันดับ 26 มาเป็นอันดับ 4
สำหรับอันดับถัดมา อันดับ 4 คือ เขตสัมพันธวงศ์ 27.96 คะแนน และอันดับ 5 คือ เขตบางรัก 27.89 คะแนน
ส่วนเขตที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ เขตดินแดง ได้ 17.35 คะแนน จาก 50 คะแนน ในการจัดอันดับปีที่แล้ว เขตดินแดงอยู่อันดับ 32 แต่ตกลงมาอยู่อันดับ 50 ในครั้งนี้ เนื่องจากคะแนนด้านสวัสดิภาพลดลงจากอันดับ 26 มาอยู่ที่อันดับ 46 และคะแนนด้านบริการสาธารณะลดลงจากอันดับ 18 มาอยู่ที่อันดับ 31
รองลงมาคือเขตวังทองหลาง ได้ 17.38 คะแนน ตามมาด้วยเขตบางเขน 17.80 คะแนน เขตลาดพร้าว 17.81 คะแนน และเขตบึงกุ่ม 18.13 คะแนน ตามลำดับ
Bangkok Index 2025 นำเสนอในรูปแบบอินเทอร์แอคทีฟที่ใช้งานได้ง่าย พร้อมฟังก์ชันให้เลือกใช้งานหลากหลาย ทั้งการแสดงผลในรูปแบบ ‘แผนที่’ ที่แสดงอันดับความน่าอยู่และการกระจายตัวของแต่ละเขตในกรุงเทพฯ โดยผู้ใช้สามารถคลิกแต่ละเขตเพื่อดูข้อมูลรายละเอียดได้
นอกจากนี้ยังสามารถเลือกดูในรูปแบบ ‘กราฟ’ ซึ่งแสดงผลเรียงตามอันดับความน่าอยู่ของ Bangkok Index 2025 เมื่อคลิกชื่อเขต จะปรากฏข้อมูลภาพรวมของพื้นที่นั้น รวมถึงคะแนนในแต่ละด้าน และแผนภูมิเรดาร์ (Radar Chart) หรือแผนภูมิใยแมงมุม (Spider Chart) ที่แสดงจุดเด่นและจุดด้อยของแต่ละเขตในแต่ละด้าน
ผู้ใช้ยังสามารถเลือกดูข้อมูลได้ทั้ง 4 ด้าน หรือทั้ง 12 หัวข้อ เปรียบเทียบอันดับความน่าอยู่ระหว่าง 2 เขตที่ต้องการ รวมถึงเข้าถึงรายงานสรุปอันดับความน่าอยู่ประจำปีทั้งในภาพรวมและรายด้าน พร้อมฐานข้อมูลและวิธีคำนวณคะแนนในแต่ละหัวข้อ นอกจากนี้ยังสามารถแชร์ผลการจัดอันดับไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์
สามารถเข้าไปดู Bangkok Index 2025 อันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ ได้แล้วที่ https://bkkindex.rocketmedialab.co/

เขตไหนในกรุงเทพฯ ที่มีดัชนีความร้อนสูงที่สุดนอกจากอุณหภูมิแล้ว ดัชนีความร้อนยังเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้พิจารณาความร...
04/06/2026

เขตไหนในกรุงเทพฯ ที่มีดัชนีความร้อนสูงที่สุด
นอกจากอุณหภูมิแล้ว ดัชนีความร้อนยังเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้พิจารณาความรุนแรงของสภาพอากาศที่คนต้องเผชิญในช่วงฤดูร้อนว่าจะส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือไม่ ดัชนีความร้อนเป็นอุณหภูมิที่ “รู้สึก” ได้ ณ ขณะนั้น ซึ่งค่าดัชนีความร้อนคำนวณจากค่าอุณหภูมิอากาศและค่าความชื้นสัมพัทธ์ เมื่ออุณหภูมิสูง ค่าความชื้นสัมพัทธ์จะทำให้ค่าดัชนีความร้อนมีค่าอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิที่วัดได้จริง
ดัชนีความร้อนแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับเฝ้าระวัง ดัชนีความร้อน 27-32.9 องศาเซลเซียส ระดับเตือนภัย 33-41.9 องศาเซลเซียส ระดับอันตราย 42-51.9 องศาเซลเซียส และระดับอันตรายมาก มากกว่า 52 องศาเซลเซียส
ดัชนีความร้อนสูงสุดของแต่ละเขตในช่วง 2 ปีนี้พบว่า เขตพระนครมีดัชนีความร้อนสูงที่สุด 64.4 องศาเซลเซียส ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 อันดับ 2 สาทร 52.8 องศาเซลเซียส ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 อันดับ 3 ตลิ่งชัน 51.8 องศาเซลเซียส อันดับ 4 บางซื่อ 51.7 องศาเซลเซียส และอันดับ 5 ดอนเมือง 51.3 องศาเซลเซียส

เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยดัชนีความร้อนรายเขต พบว่า เขตบางขุนเทียนมากที่สุด 43.36 องศาเซลเซียส อันดับ 2 สายไหม 41.84 องศาเซลเซียส อันดับ 3 บางซื่อ 41.78 องศาเซลเซียส อันดับ 4 ดอนเมือง 41.58 องศาเซลเซียส อันดับ 5 ประเวศ 41.55 องศาเซลเซียส ขณะที่พระนคร อยู่อันดับ 32 ดัชนีความร้อนเฉลี่ย 38.50 องศาเซลเซียส ส่วนเขตพระนคร ยานนาวามีค่าดัชนีความร้อนน้อยที่สุดที่ 29.14 องศาเซลเซียส ส่วนค่าเฉลี่ยของกรุงเทพฯ อยู่ที่ 40.80 องศาเซลเซียส

อ่านทั้งหมดได้ที่ : https://rocketmedialab.co/bkkheat2026/
#เลือกตั้งกทม69 #เลือกตั้งกทม #เลือกตั้งผู้ว่ากทม #ดัชนีความร้อน

เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจนอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ป...
03/06/2026

เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ
นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง
อ่านทั้งหมดได้ที่ : https://rocketmedialab.co/student-q2-2026/

Bangkok Index 2025 อันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯRocket Media Lab สำรวจเขตต่างๆ ในกรุงเทพฯ ว่าน่าอยู่แค่ไหน ผ่านข...
03/06/2026

Bangkok Index 2025 อันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ
Rocket Media Lab สำรวจเขตต่างๆ ในกรุงเทพฯ ว่าน่าอยู่แค่ไหน ผ่านข้อมูลหลายด้านว่าเขตไหนอยู่อันดับที่เท่าไร ในการจัดอันดับ Bangkok Index 2025
ย้อนไปการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2565 Rocket Media Lab จัดทำ Bangkok Index แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลประเด็นปัญหาต่างๆ ในกรุงเทพฯ จากทั้ง 50 เขตมาจัดอันดับ พร้อมบทวิเคราะห์แต่ละประเด็น เพื่อให้เห็นถึงปัญหา ที่มา และแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและรวบรวมฐานข้อมูลในประเด็นปัญหาที่สำคัญของกรุงเทพฯ เพื่อนำไปใช้ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร จากนั้นทีมงานก็อัปเดตดัชนีต่อมาทุกปี
ในปีนี้ ซึ่งมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งใหม่ Rocket Media Lab จึงขอนำเสนอการจัดอันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ “Bangkok Index 2025” เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการออกแบบและพัฒนานโยบายในแต่ละพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร
สามารถเข้าไปดู Bangkok Index 2025 อันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ ได้แล้วที่ https://bkkindex.rocketmedialab.co/
#เลือกตั้งกทม69 #เลือกตั้งกทม #เลือกตั้งผู้ว่ากทม

เขตไหนบ้างที่มีวันที่อุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสมากที่สุดรายงาน “Roadmap for Extreme Heat Protection through Passive...
02/06/2026

เขตไหนบ้างที่มีวันที่อุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสมากที่สุด
รายงาน “Roadmap for Extreme Heat Protection through Passive Cooling in ASEAN Region” ของศูนย์พลังงานอาเซียนระบุว่า ในปี 2568 กรุงเทพฯ มี “วันที่อากาศร้อนจัด” หรือวันที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อยู่ที่ประมาณ 45 วัน เมื่อดูข้อมูลอุณหภูมิรายวันสูงสุดรายเขตของกรุงเทพมหานคร เฉพาะช่วงฤดูร้อน 3 เดือนของปี 2567 และ 2568 พบว่า จากทั้งหมด 184 วัน มี 163 วัน ที่อุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียส และ 21 วันที่ไม่มีเขตไหนเลยมีอุณหภูมิต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส โดยในปี 2567 มี 7 วัน และปี 2568 มี 14 วัน
เขตพระนครมีวันที่อุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปมากที่สุด 145 วันจาก 184 วัน อันดับ 2 ดอนเมือง 128 วัน อันดับ 3 ลาดกระบังและสายไหม 126 วัน อันดับ 5 บางซื่อและวังทองหลาง 121 วัน ส่วนเขตยานนาวามี 183 วันที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส ส่วนอีก 1 วันไม่ปรากฏข้อมูล
ปี 2567 เมื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิสูงสุดรายวันตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสของเขตต่างๆ ในกรุงเทพฯ พบว่า เขตยานนาวาเป็นเขตเดียวที่ไม่มีวันที่มีอุณหภูมิเกิน 35 องศาเซลเซียสเลย ส่วนเขตที่มีวันที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปมากที่สุดคือ ดอนเมือง 78 วัน รองลงมาเป็น พระนคร 77 วัน อันดับ 3 บางซื่อ 76 วัน อันดับ 4 สายไหม 74 วัน อันดับ 5 วังทองหลาง 73 วัน
ในปี 2568 พบว่า จากทั้งหมด 48 เขต มีเพียงเขตเดียวคือ เขตยานนาวา ที่ 91 วันมีอุณหภูมิสูงสุดน้อยกว่า 35 องศาเซลเซียส และ 1 วันที่เหลือไม่มีข้อมูล ส่วนเขตที่มีวันที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปมากที่สุดคือ เขตลาดกระบัง มี 72 วัน ขณะที่มี 5 เขตที่มีวันที่มีอุณหภูมิสูงสุดมากกว่า 35 องศาไม่ถึง 10 วัน ได้แก่ บึงกุ่ม 4 วัน วัฒนา 6 วัน พระโขนง 7 วัน และจอมทองและบางแค 9 วัน
ในรายงานวิเคราะห์สภาวะความร้อนในกรุงเทพฯ Shaping a Cooler Bangkok: Tackling Urban Heat for a More Livable City ระบุว่า ปรากฏการณ์เกาะความร้อนที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญอยู่ ความหนาแน่นของอาคารและการมีพื้นที่สีเขียวปกคลุมน้อยเป็นปัจจัยหลักที่เร่งความร้อนในแต่ละย่าน โดยพื้นที่เมืองที่มีอาคารสูงหนาแน่นจะดูดซับและกักเก็บความร้อนไว้มากกว่าพื้นที่รอบนอก และระบายความร้อนออกได้ช้ากว่าในเวลากลางคืน และ เขตที่ร้อนที่สุดเป็นย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD) ที่มีอาคารสูงหนาแน่นและพื้นผิวคอนกรีตจำนวนมากสะสมความร้อนและระบายออกช้า ส่วนเขตที่อยู่ในพื้นที่รอบนอก เช่น ดอนเมือง สายไหม หนองจอกและบางเขต เย็นกว่า เพราะมีพื้นที่เปิดโล่งและมีพื้นที่สีเขียวมากกว่า
ถึงกระนั้นหากนำอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่เขตในกรุงเทพฯ มาพิจารณาร่วมด้วยก็จะพบว่าพื้นที่สีเขียวอาจไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้พื้นที่เขตนั้นๆ มีความร้อนลดลงหรือมากขึ้น ตามรายงานวิเคราะห์สภาวะความร้อนในกรุงเทพฯ Shaping a Cooler Bangkok: Tackling Urban Heat for a More Livable City เนื่องจากหากพิจารณาข้อมูลของเขตพระนคร ก็จะพบว่า เขตพระนครมีอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่ทั้งหมดของเขตมากเป็นอันดับ 2 ของกรุงเทพฯ แต่เขตพระนครเองก็เป็นเขตที่มีวันที่อุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปมากที่สุดถึง 145 วันจาก 184 วัน ดังนั้นจะเห็นว่าพื้นที่สีเขียวหรือแม้กระทั่งความหนาแน่นของอาคาร อาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลให้พื้นที่นั้นๆ ร้อนมากหรือน้อยกว่าพื้นที่อื่นเสมอไป
อ่านทั้งหมดได้ที่ : https://rocketmedialab.co/bkkheat2026/
#เลือกตั้งกทม69 #เลือกตั้งกทม #เลือกตั้งผู้ว่ากทม #ดัชนีความร้อน

บทบาทของผู้ว่าฯ กทม. ในการกำหนดทิศทางผ่านแผนพัฒนากรุงเทพฯจนถึงปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีแผนพัฒนากรุงเทพฯ 9 ฉบับ ผู้ว่าฯ ที่มีโ...
02/06/2026

บทบาทของผู้ว่าฯ กทม. ในการกำหนดทิศทางผ่านแผนพัฒนากรุงเทพฯ
จนถึงปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีแผนพัฒนากรุงเทพฯ 9 ฉบับ ผู้ว่าฯ ที่มีโอกาสได้ใช้แผนพัฒนากรุงเทพฯ คนแรก คือ ชลอ ธรรมศิริ
เป็นที่น่าสังเกตว่าจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ แต่ละฉบับ มีทั้งผู้ว่าฯ ที่เป็นเพียงแค่ผู้ปฏิบัติตามแผน บางคนได้มีส่วนร่วมและใช้แผนพัฒนาในช่วงเวลาที่ตนเองดำรงตำแหน่งอยู่ ในขณะที่ผู้ว่าฯ บางคนดำรงตำแหน่งในช่วงที่มีการร่างแผนที่จะใช้ดำเนินการในระยะต่อไป แต่หมดวาระก่อนที่จะได้ทันใช้แผนพัฒนาดังกล่าว บางคนรับช่วงแผนมาจากผู้ว่าฯ ชุดก่อนโดยไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางตั้งแต่ต้น บางคนทุ่มเทจัดทำแผนฉบับใหม่จนเสร็จสมบูรณ์ แต่กลับหมดวาระเสียก่อนที่จะได้ลงมือขับเคลื่อนแผนนั้นด้วยตนเอง
อีกทั้งพบว่า ผู้ว่าฯ ที่ได้ใช้แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ตนเองลงนาม มีเพียงแค่ 4 คน คือ
1) ชลอ ธรรมศิริ ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2520-2522 ในช่วงที่แผนพัฒนาฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2520-2524) ประกาศใช้

2) พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2528-2532 และ 2533-2535 ในช่วงที่แผนพัฒนาฉบับที่ 2 (พ.ศ.2525-2539) และ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2530-2534) ประกาศใช้

3) พิจิตต รัตตกุล ดำรงตำแหน่งระหว่าง 2539-2543 ในช่วงที่แผนพัฒนาฉบับที่ 5 (พ.ศ.2540-2544)ประกาศใช้

4) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ.2552-2556 ในช่วงที่แผนพัฒนา 20 ปี ประกาศใช้
จากข้อมูลจะเห็นว่า แผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี บางฉบับเช่น ฉบับที่ 1 มีผู้ว่าฯ 2 คนคือ ชลอ ธรรมศิริ และ เชาวน์วัศ สุดอาภา บริหารภายใต้แผนเดียวกัน ส่วนฉบับที่ 4 มี ร.อ.กฤษฎา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา เป็นผู้ว่าฯ คนเดียวของแผนฉบับนี้
ขณะที่การบริหารงาน กทม. ภายใต้ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2551 ไม่มีแผนพัฒนากรุงเทพฯ ใช้เป็นแนวทางในการบริหาร เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ที่กำหนดให้ส่วนราชการทำแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับแผนการบริหารราชแผ่นดิน จากนั้น จึงเริ่มมีการจัดทำแผนพัฒนากรุงเทพระยะยาว 12 ปี

ต่อมาในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร มีการจัดทำและประกาศใช้แผนพัฒนาระยะ 20 ปี ในช่วงเวลาซ้อนกับแผนระยะ 12 ปีด้วย ซึ่งแผน 20 ปีใช้มาจนถึงยุคของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. ตั้งแต่ พ.ศ. 2559
ระยะที่ 1 ของแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2556–2560) ถูกจัดทำขึ้นในสมัยการบริหารงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร โดยมุ่งนำวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2575 มาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกระบวนการจัดทำแผนเน้นการ มีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ข้าราชการกรุงเทพมหานคร และนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิดการพัฒนาจากล่างขึ้นบน เพื่อให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของเมือง แผนดังกล่าวมีเป้าหมายผลักดันกรุงเทพมหานครสู่การเป็นมหานครแห่งเอเชียที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้แม้จะเป็นผู้วางรากฐานแผน แต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กลับได้บริหารงานภายใต้แผนนี้เพียงระยะสั้น ก่อนที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. จะเป็นผู้รับช่วงต่อในปี พ.ศ. 2559
ระยะ ที่ 2 ของแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2565) จัดทำโดยสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยังคงวิสัยทัศน์การพัฒนากรุงเทพมหานครสู่ “มหานครแห่งเอเชีย” ภายในปี 2575 ในสมัยการบริหารของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ทั้งยังมีการปรับแผนพัฒนาเพื่อแก้ไขตัวชี้วัดและเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายให้บรรลุเป้าหมายมากขึ้น พร้อมประกาศนโยบาย NOW ภายใต้แนวคิด “ทำจริง เห็นผลจริง” ซึ่งเป็นการหยิบเอาประเด็นต่าง ๆ ของแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร แผนปฏิบัติราชการประจำปีของ กทม. และแนวนโยบายของพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง มาปรับใช้
ในช่วงนี้เองที่เห็นชัดว่า พล.ต.อ.อัศวิน เป็นตัวอย่างของผู้ว่าฯ ที่ทำแผน แต่ไม่ได้เก็บเกี่ยวผลจากแผนนั้น เพราะนอกจากจะผลักดันแผนพัฒนากรุงเทพฯ ระยะ 20 ปี ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2561–2580) ออกมาเพื่อปรับตัวชี้วัดและวางฐานข้อมูลเมืองแล้ว ยังจัดทำระยะที่ 3 ไว้ด้วย แต่สุดท้ายแผนแม่บทที่วางโครงสร้างเมืองสมรรถนะสูง นี้กลับตกมาถึงมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในปี พ.ศ. 2565 ผู้ว่าฯ คนใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้รับช่วงต่อ
ระยะที่ 3 แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2566-2570) จัดทำโดยสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร ร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางการพัฒนาเมืองในระยะต่อไป ภายใต้การบริหารของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง โดยแผนฉบับนี้ให้ความสำคัญกับแนวคิด “เมืองสมรรถนะสูง” ที่สามารถรับมือกับความซับซ้อนและความผันผวนของเมืองสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้างงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ ลดการกระจุกตัวของงบประมาณในระดับสำนัก และมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ผ่านสำนักงานเขตตามยุทธศาสตร์ทั้ง 7 ด้านของกรุงเทพมหานคร
จากแผนนี้จะเห็นว่าพล.ต.อ.อัศวิน เป็นผู้จัดทำและลงนาม แต่หมดวาระลงก่อนที่แผนจะมีผลบังคับใช้ ทำให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ต้องรับกรอบแผนที่ตนเองไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น และต้องหาทางผนวกนโยบาย 214 ข้อที่หาเสียงไว้เข้ากับโครงสร้างแผนพัฒนาที่วางไว้ก่อนแล้ว
ระยะที่ 4 แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) จัดทำขึ้นในสมัยการบริหารของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานปฏิบัติของกรุงเทพมหานคร เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในช่วง 5 ปีสุดท้ายของแผนแม่บท ระยะนี้แบ่งการทำงานออกเป็น 9 ด้านตามนโยบายสำคัญของเมือง พร้อมนำองค์ความรู้และตัวอย่างความสำเร็จจากพื้นที่อื่นมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของกรุงเทพมหานคร แผนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาเชิงพื้นที่ และแผนปฏิบัติราชการประจำปี โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหาร หน่วยงานระดับสำนัก และผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อร่วมกันออกแบบยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัด และโครงการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของแผนพัฒนาระยะยาวทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของการบริหาร กทม. นั่นคือ ผู้ว่าฯ มักไม่ได้เริ่มต้นและจบลงพร้อมกับแผนที่ตนเองวางไว้ แต่ละยุคจึงเป็นทั้งผู้รับมรดกและผู้ส่งต่อโครงสร้างการพัฒนาเมืองในเวลาเดียวกัน
คำถามคือผู้ว่าฯ คนใหม่จะผนวกนโยบายที่ตนเองได้หาเสียงไปภายใต้แผนพัฒนาที่ตนเองไม่ได้มีส่วนในการทำแผนอย่างไร
เมื่อได้เป็นผู้ว่าฯ นโยบายที่เคยหาเสียงไว้จะหลอมรวมกับแผนพัฒนา กทม. ออกมาเป็นผลงานได้มากน้อยแค่ไหน
ในมิติของ นโยบายหาเสียงของผู้ว่าฯ กทม. กับ แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร จะพบว่าแม้ผู้ว่าฯ กทม. บางคนไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ต้องบริหารงานตามแผนเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังสามารถเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับแผนพัฒนา กทม. จนสร้างผลงานตามที่เคยหาเสียงไว้ได้
ยกตัวอย่าง สวนสาธารณะจุตจักร ที่ริเริ่มโดย ธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้งคนแรก แต่มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งเพียง 2 ปี จนกระทั่ง ชลอ ธรรมศิริ ผู้ว่าฯ คนต่อมาซึ่งเป็นคนแรกที่มีโอกาสได้ใช้แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2520-2524) ได้สานต่อนโยบายสร้างสวนสาธารณะสวนจตุจักรให้แล้วเสร็จ
ไม่ต่างจาก ‘โครงการกรุงเทพเมืองสะอาด’ ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง“ (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2528-2533) ที่ทำให้กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองสะอาดน่าอยู่ของโลกได้ นั้น ก็เป็นการขยายมาจากโครงการเดิมของ พล.ร.อ.เทียม มกรานนท์ ผู้ว่าฯ คนก่อนหน้านี้
ในแง่การทำงานนโยบายเรื่องความสะอาดเป็นนโยบายที่มีในทุกแผนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าผู้ว่าฯ แต่ละคนจะเสนอโครงการใดเพื่อรองรับและดำเนินการตามแผนนั้น เช่นเดียวกันกับนโยบายด้านความสะอาดในยุค พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็สอดคล้องกับแผนฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2525-2529) ที่มีเป้าหมายว่า “ให้มีการกวาดถนน ตรอก ซอยทุกสายในกรุงเทพ”
เช่นเดียวกับการจัดตั้งศูนย์ป้องกันน้ำท่วมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่สอดคล้องกันกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 ที่ระบุว่า มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีหรือความรู้ด้านการป้องกันน้ำท่วม และการระบายน้ำ
หรือการเปลี่ยนตลาดนัดจตุจักรให้กลายเป็นตลาดนัดถาวร มีโครงสร้างพื้นฐาน มีน้ำ มีไฟฟ้า ซึ่งโครงการตลาดนัดจตุจักรนั้น แรกเริ่มเป็นโครงการของชลอ ธรรมศิริ ที่ต้องการจะย้ายตลาดนัดสนามหลวงออกมาเพื่อแก้ปัญหารถติดบริเวณรอบสนามหลวงและใช้สนามหลวงเป็นพื้นที่สวนสาธารณะและประกอบพระราชพิธีสำคัญ
อย่างไรก็ตาม มีผลงานจำนวนหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคผู้ว่าฯ จำลอง ที่อาจไม่ได้มาจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ โดยตรง แต่เป็นโครงการที่มีแนวคิดริเริ่มเกิดขึ้นจากตัวผู้ว่าฯ เอง เช่น แนวคิดริเริ่มทำรถไฟลอยฟ้าเพื่อแก้ปัญหารถติด เช่นเดียวกันกับการนำเรือมาใช้ในการโดยสารในคลองแสนแสบ
ในสมัย พิจิตต รัตตกุล เป็นผู้ว่าฯ กทม. พ.ศ. 2539-2543 ผลงานส่วนหนึ่งเป็นไปตามแผนฉบับที่ 5 ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘รถตู้มวลชน’ ที่เป็นไปตามแผนที่กล่าวถึงระบบขนส่งเชื่อมต่อระหว่างเมือง มี ‘ป้ายจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย’ ตามแนวทางควบคุมผู้ค้าบนทางเท้า ตลอดจนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องมลพิษทางอากาศ ซึ่งในยุคของผู้ว่าฯ พิจิตตก็มีการตั้งจุดตรวจมลพิษยานยนต์ 50 จุดทั่วกรุงเทพฯ ส่วนการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรก็เป็นไปตาม แผนงานก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและปรับปรุงระบบระบายรองรับในพื้นที่กรุงเทพฯ
ในขณะที่แนวคิดสร้าง “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ก็ไม่ปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาฯ ด้านวัฒนธรรมแต่อย่างใด
ส่วนยุคของ สมัคร สุนทรเวช แม้จะมีชื่อว่ามีส่วนในการก่อตั้งศูนย์เอราวัณและเป็นเจ้าของนโยบาย ‘แฟลตข้าวโพด’ แต่ทั้งสองโครงการนี้ก็อยู่ในแผนพัฒนาฯ พ.ศ. 2540-2544 อยู่แล้ว ซึ่งระบุไว้ว่าจะ “พัฒนาระบบส่งต่อด้านสุขภาพระหว่างหน่วยงานในสังกัด กทม. กับหน่วยงานอื่น ๆ” และ “ให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ถูกรื้อย้าย”
ผลงานของอภิรักษ์ โกษะโยธินก็เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่การเพิ่มจำนวนพื้นที่สีเขียว ภายใต้โครงการ ‘10 สวนสวย 10 คลองใส 10 ถนนสะอาด’ ซึ่งอยู่ภายใต้แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 6 ที่ระบุเป้าหมายว่า ต้องเพิ่มพื้นที่โล่งว่างและสวนสาธารณะเพื่อนันทนาการให้มีสัดส่วนต่อประชากรมากกว่า 2.5 ตารางเมตรต่อคน ภายในระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้ ผลงานโครงการจราจรอัจฉริยะต่าง ๆ ก็สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนที่มุ่งพัฒนาระบบสารสนเทศด้านการจราจรและขนส่งให้สมบูรณ์ เป็นปัจจุบัน และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศด้านการจราจรและขนส่งกรุงเทพ
ด้านแผนระยะยาวทั้ง 12 ปีและ 20 ปี ที่อยู่ในช่วงที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ดำรงตำแหน่ง ระบุว่ากรุงเทพฯ จะมีความปลอดภัยจากอาชญากรรมอยู่ใน 5 อันดับแรกของเอเชีย การติดตั้งกล้อง CCTV เป็นหนึ่งในโครงการที่จะดำเนินการ และกำหนดว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมหานครสีเขียว สะดวกสบาย ต้องมีพื้นที่สีเขียวกระจายครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ ดังนั้นผลงานด้านการจัดหาสวนสาธารณะและกล้อง CCTV ของสุขุมพันธุ์ก็อยู่ภายใต้แผนพัฒนาฯ เช่นกัน
จะเห็นได้ว่าผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่ดำเนินงานตามแผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่กำหนดไว้อยู่แล้ว มีเพียงบางกรณีที่อยู่นอกเหนือแผน กระนั้นก็ตามเนื่องจากเนื้อหาในแผนฯ มักเขียนอย่างไม่เฉพาะเจาะจงและมีแนวนโยบายครอบคลุมเกือบทุกปัญหาในกรุงเทพฯ จึงเอื้อให้ผู้ว่าฯ ในเวลานั้นสามารถนำเอานโยบายของตนเองหรือสิ่งที่ตนเองเคยหาเสียงไว้มาปรับใช้เป็นโครงการต่าง ๆ ได้
การพัฒนากรุงเทพฯ จึงไม่ได้อยู่แค่เพียงว่าแผนพัฒนานั้นดีมากน้อยแค่ไหน หรือผู้ว่าฯ ได้ทำตามที่เคยหาเสียงไว้หรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ ชาวกรุงเทพฯ มีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในการกำหนดการพัฒนาของเมืองหลวงแห่งนี้
อ่านทั้งหมดได้ที่ : https://rocketmedialab.co/bkk-development-plans/
#เลือกตั้งกทม69 #เลือกตั้งกทม #เลือกตั้งผู้ว่ากทม

ที่อยู่

442 Pracha Rat Bamphen 7 Alley, Huai Khwang
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Rocket Media Labผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Rocket Media Lab:

แชร์