MindStory สาระความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง ผ่านภาพอินโฟกราฟิกสุดสบายตา :) สนใจงานโฆษณาหรือจัดทำภาพ Infographic พร้อมบทความ ติดต่อได้ที่ [email protected]

สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ "The Almanack of Naval Ravikant" - ฉบับเพจ MindStory ✨📖เราเพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบไป ได้อ่า...
20/10/2024

สรุป 20 ข้อคิดจากหนังสือ "The Almanack of Naval Ravikant" - ฉบับเพจ MindStory ✨📖

เราเพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบไป ได้อ่านทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทย
(ภาษาอังกฤษเขาแจกฟรี ส่วนภาษาไทยของสำนักพิมพ์ bingo คร้าบ)

วันนี้พวกเรา MindStory ขอมาแชร์ 20 ข้อคิดที่ส่วนตัวพวกเราชื่นชอบจากหนังสือ “The Almanack of Naval Ravikant" อาจแตกต่างจากคนอื่นไปบ้าง แต่ก็พอให้เพื่อน ๆ รับอ่านในวันหยุดกันเพลิน ๆ 🥰

1. จงแสวงหาความมั่งคั่ง ที่ไม่ใช่เงินหรือสถานะ เป็นสิ่งที่ทำให้เรานอนหลับได้สบายใจและมีทรัพย์สินที่สร้างรายได้ระยะยาว

2. เล่นเกมระยะยาวกับคนที่มองระยะยาว
หากเราเจอสิ่งที่ต้องการจะทำ พร้อมกับคนที่ต้องการจะทำด้วย และทุ่มเทกับมันเต็มที่ได้ 10 กว่าปี ก็คงทุ่มเทกับมันให้เต็มที่

3. จากข้อ 2 อาจเรียกได้ว่าเป็นพลังแห่ง “พลังของการทบต้น” คล้ายๆกับเราได้เงินปันผลทบต้น

4. ความพยายามมากถึง 99% จะทำให้เรามุ่งไปสู่ความสำเร็จ

5. ติดอาวุธให้กับตัวเราเองด้วยความรู้เฉพาะทาง

6. ความรู้เฉพาะทาง เป็นสิ่งที่คนอื่น ๆ จะทำแทนไม่ได้
ความคิดสร้างสรรค์ + ประสบการณ์ที่สะสม + มุมมองเฉพาะตัว (+ ความรู้ทางเทคนิคขั้นสูง)

7. หาเงินด้วย “สมอง” ไม่ใช่เวลา

8. หากมีคนมาเสนอเงินหรือทางลัดที่ทำให้เรารวยได้เร็ว นั่นอาจเป็นกับดัก เพราะพวกเขาแค่ต้องการสูบเงินจากเพื่อน ๆ

9. จงอย่าเข้าใจผิดว่าความรวยเท่ากับความฉลาด เพราะ 2 อย่างนี้มันต่างกัน

10. ยิ่งเรารู้มากเท่าไร เราก็จะกระจายความเสี่ยงได้ดีมากขึ้น

11. หมั่นสะสมแบบจำลองทางความคิด
คือชุดความคิดที่ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่รู้อยู่แล้วได้เร็วขึ้น (แต่ไม่ใช่แนวคำคมทั่วไปนะ)

12. ความสำเร็จไม่ได้มาจากที่เราตัดสินใจถูกเสมอไป แต่มันอาจมาจากการที่เราหลีกเลี่ยงความผิดพลาด

13. หากเรื่องไหนที่เรายังตัดสินใจไม่ได้ซะที แปลว่า คำตอบแปลว่า “ไม่” 😉

14. หากลังเลระหว่างทางเลือกที่ง่ายกว่า กับ ยากกว่า… ให้เลือกทางที่ยากกว่า

15. ข้อคิดเกี่ยวกับการอ่าน 📚

- อ่านสิ่งที่เรารัก จนกว่าเราจะรักการอ่าน
- การอ่านหนังสือ ไม่ใช่เพื่อไปอวดว่าอ่านไปจำนวนกี่เล่ม แต่เพื่อสร้างฐานความรู้ในหัวของเราให้มากยิ่งขึ้น
- ไม่จำเป็นต้องอ่านหมดทั้งเล่ม เพราะเราอาจใช้สาระเพียงแค่เสี้ยวเดียวของหนังสือขยายฐานความรู้

16. สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ไม่ส่งผลต่ออารมณ์ของเรา มากเท่าที่เรารู้สึกไปเองแน่นอน

17. เมื่อทุกสิ่งเป็นปกติมากเกินไป เมื่อเราไม่รู้สึกขาดเหลืออะไร.. นั่นละ สิ่งที่เรียกว่า “ความสุข”

18. บางทีเรามัวแต่แสวงหาความสุขในอนาคต จนลืมอยู่กับปัจจุบันไป

คือ การทำแบบนั้นมันก็ดี แต่เรากำลังมีความ “กังวล” เพื่อที่จะหาความสุขในอนาคต ทั้งที่ในปัจจุบันเราอาจอยู่กับความสุข อยู่แล้ว ก็เป็นได้นะ (อันนี้เราเอง…555 เราเป็นแบบนี้เลย 😅)

19. ตัวการที่ทำลายความสุขในใจเรา คือ ความคาดหวังของคนรอบข้าง ค่านิยมของสังคม และสิ่งที่เราถูกสังคมยัดใส่ให้เราเป็นโน้น เป็นนี่…
ถูกอยู่ที่ว่า..มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงแข่งขันกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา จนอาจลืมแข่งขันกับตัวของเราเองไป

20. ยอมรับในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
แทนที่จะกลัวแล้วหนีสิ่งสิ่งนั้น ต้องเปลี่ยนความคิดที่จะทำให้เราหันหน้ามาสู้กับมันแทน

ในหนังสือ ผู้เขียนเขายกตัวอย่างเรื่องของ “ความตาย” เพราะว่าผู็คนกลัวความตาย เลยพยายามกังวลกับการใช้ชีวิตให้่มีคุณภาพกัน แต่แท้จริงแล้วหากเรายอมรับมันได้ว่ามันเป็นเรื่องปกติ สักวันเราก็จะต้องตายกลับสู่ผืนดิน แล้วใช้ชีวิตให้มีความหมาย มีความสุขและสงบ แล้วเราจะรู้ว่าชีวิตมันก็แค่เกมสนุก ๆ เกมหนึ่ง

— — — — — — — — — — — — — —

[ สั้น ๆ เกี่ยวกับคุณ Naval Ravikant.. เขาเป็นใครกันนะ 🤓 ]

คุณนาวาลเป็นหนึ่งคนที่ได้รับฉายาว่า “The Angel Investor of the Year” ในช่วงที่เขาอายุ 43 ปี
เดิมทีเขาเป็นชาวอินเดียเกิดที่กรุงเดลี แล้วย้ายมาอยู่ที่อเมริกาตอน 9 ขวบ เรียนจบด้านวิชาการคอมพิวเตอร์และเศรษฐศาสตร์ ก่อนที่จะเปิดตัวบริษัท Angelist ที่ลงทุนในบริษัทชื่อดังหลายแห่งในช่วงแรกก่อนที่มาดังระเบิดอย่างเช่น UBER Twitter Yammer OpenDNS

10 ทัศนคติที่บิดเบือน ที่อาจทำให้คนอื่นไม่อยากคุยกับเรา (Cognitive distortion) 😖👎เพื่อน ๆ เคยรู้สึกวิตกกังวลเกินไปกันบ้า...
27/09/2023

10 ทัศนคติที่บิดเบือน ที่อาจทำให้คนอื่นไม่อยากคุยกับเรา (Cognitive distortion) 😖👎

เพื่อน ๆ เคยรู้สึกวิตกกังวลเกินไปกันบ้างไหมเอ่ย ? 😨
หรือว่า เคยเถียงกับคนอื่นเกี่ยวกับความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของตัวเรา…😡
หรือบางทีก็รู้สึกว่ารำคาญที่จะต้องคุยกับใครบางคนเสียเพราะทัศนคติของเค้าเสียเหลือเกิน… 😵

หนึ่งในต้นเหตุของสิ่งเหล่านี้ อาจจะมาจากความคิดหรือความเชื่อที่อยู่ในหัวของเราเอง

💡 Cognitive distortion หรือ ทัศนคติ/ความคิดบิดเบือนจากความจริง
บิดเบือนที่ว่ามานี้เนี่ย เริ่มแรกมันจะส่งผลกระทบต่อตัวเอง (วิตกกังวล แพนิก ซึมเศร้า) ในเวลาต่อมาก็จะกระทบไปถึงผู้อื่นต่อไป (เช่น คนอื่นรู้สึกอึดอัดและไม่อยากพูดคุยกับเรา)

ในโพสนี้เราจะโฟกัสไปที่การส่องกระจกมองตัวเองกันเป็นหลักนะคร้าบ (เพราะว่าไปส่องคนอื่นมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร..)

สารภาพว่าพวกเราเองก็มีทัศนคติที่บิดเบือนอยู่เหมือนกันนะ (เอาแบบไม่เข้าข้างตัวเองเลย พอ reflect แล้วเนี่ย โอโห… มีเกิน 3 ข้อซะอีกนะ 🥲)

บางอย่างที่มันเกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัวจริง ๆ เราเข้าใจว่ามันก็อาจจะเป็นความเชื่อพื้นฐานของเราเอง ซึ่งต้องปรับปรุง

งั้นวันนี้พวกเรา MindStory ขอชวนเพื่อน ๆ มา reflect กันเบา ๆ ว่า ตัวพวกเราเองมีแนวความคิดที่บิดเบือนเหล่านี้อยู่หรือเปล่านะ ?

— — — — — — — — — — — —

1. คิดแบบขาวดำ (Polarized thinking) ⚪⬛
มองสิ่งต่าง ๆ ในด้านใดด้านหนึ่งแบบสุดโต่ง ไม่มีคำว่าตรงกลาง

อย่างเช่น
- ถ้าผลงานไม่ออกมาดีที่สุด ก็อย่าไปลองทำเลยจะดีกว่า
- ถ้าคนนี้ไม่ใช่คนดี งั้นเค้าก็ต้องเป็นคนเลวเท่านั้น


2. คิดแบบเหมารวม (Overgeneralization) 👌😤
เชื่อว่าเหตุการณ์เดียว จะมีผลลัพธ์แบบเดียวกันทุกสถานการณ์

อย่างเช่น
- ในการแข่งขัน ทีมเราสู้ไปก็ไม่ชนะตั้งแต่ตาแรก สงสัยว่าทีมอ่อนแอแบบนี้ มันไม่น่าจะชนะใครได้แล้วละ..
- เพิ่งกับแฟนคนแรกไป สงสัยว่าคนอย่างชั้นคงจะไม่มีแฟนไปจนตายแน่ๆเลย


3. คิดแบบมองข้ามเรื่องดี (Mental filter) 💀
การมองโลกในแง่ลบแบบสุดโต่ง เข้าใจสถานการณ์ต่าง ๆ ว่าไม่ได้เป็นเรื่องดี หรือการที่เราทำตัวน้อยอกน้อยใจอยู่บ่อยครั้ง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วไม่ได้มีใครมองอะไรที่ไม่ดีกับเรา

อันนี้สารภาพว่าเราก็เคยเป็นนะ มันคิดไปเองเลย แล้วก็ซึมเศร้าไปเองด้วย

อย่างเช่น
- เอาชีวิตตัวเองไปเทียบกับอดีตเพื่อนร่วมงาน ว่าทำไมตั้งแต่ลาออกจากงานไป ชีวิตเค้าถึงได้มีหน้ามีตาขึ้น ในขณะที่เราเองกลับแย่ลง (ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตของเรานะไม่ได้แย่หรอก แล้วก็ไม่มีใครมานั่งเอาเราไปเทียบด้วยนะ)


4. มองโลกในแง่ร้าย (Catastrophizing) 🤕
เชื่อว่าสถานการณ์ที่เราเจอ มันแย่กว่าความเป็นจริงเสมอ ๆ

อย่างเช่น
- วันนี้ปิดงานขายไม่ได้มา 3 วันติดกันแล้ว สงสัยหัวหน้าคงต้องไล่เราออกเร็วๆนี้แน่เลย
- ตุ่มแดงตุ่มนี้ไม่ยุบไปสักที ผ่านไป 2 วันแล้วนะ สงสัยว่าเราน่าจะเป็นมะเร็งผิวหนังแน่ ๆ เลย


5. นำอารมณ์มาเป็นเหตุผล (Emotional reasoning) 😡😭
มีความเข้าใจว่าอารมณ์ของเราเป็นข้อมูลที่มีเหตุมีผล สามารถนำไปใช้ตัดสินอะไรก็ได้

อย่างเช่น
- ความวิตกกังวลของฉันบอกเป็นลางว่า เครื่องบินน่าจะตกแน่ ๆ เลย (แล้วก็เกิดอาการแพนิก)
- รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่า พูดจาไม่รู้เรื่อง งั้นก็คงเป็นแบบนั้นละ ชั้นเป็นชั้นแบบนี้ ! (แล้วก็เลยทำตัวพูดจาไม่รู้เรื่องไปซะอย่างนั้น)
- ใช้อารมณ์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ไปตัดสินผู้อื่น


6. คาดการณ์อนาคตแบบผิดๆ (Fortune telling) 😓
การคาดเดาอนาคตด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่เพียงน้อยนิด และเชื่อมโยงความเข้าใจต่อไปแบบผิด ๆ

อย่างเช่น
- การที่ฟังยังไม่ทันจบ แต่ก็ด่วนสรุปไปซะแล้ว


7. คิดเข้าข้างตัวเอง (Personalization) 😫
ในที่นี้ เราหมายถึงการคิดเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเรา มาสมมุติว่าเกิดหรือเกี่ยวข้องกับเรา
ซึ่งความคิดแบบนี้ถ้าออกมาเป็นแนวกล่าวโทษตัวเอง ก็จะกลายเป็นโรควิตกกังวลได้ง่าย ๆ เลย

อย่างเช่น
- ในขณะที่เพื่อนของเรากำลังอารมณ์เสียอยู่ เรากลับเดาไปว่าเพื่อนน่าจะกำลังโกรธเราอยู่ (ซึ่งไม่ใช่นะจ้า)


8. ชอบคิดแบบทึกทักไปเอง (Entitlement) 😤✋
คาดหวังผลลัพธ์บางอย่างจากการกระทำของตัวเอง แล้วก็มโนว่าผลลัพธ์นั้น จะต้องออกมาเป็นในรูปแบบที่ตัวเองต้องการ (ซึ่งในความจริง ไม่ใช่อีกแล้วจ้า)

อย่างเช่น
- ฉันทำงานมาหนักกว่าทุกคนในทีมในไตรมาสนี้ ฉันควรจะได้รับรางวัลอย่างแน่นอน


9. การเอาความสุขไปฝากไว้กับสิ่งอื่น (Outsourcing happiness) 😍💔
เป็นการเปิดรับให้ปัจจัยภายนอก เข้ามาควบคุมการตัดสินใจและอารมณ์ของตัวเอง
(อันนี้เราก็เป็นนะ และยังเป็นอยู่ด้วย 😭)

อย่างเช่น
- ฉันจะมีความสุขไม่ได้ หากว่าเพื่อนของฉันไม่มีความสุข
- ฉันจะไม่สามารถทำงานต่อไปได้ หากว่าฉันกำลังทะเลาะกับแฟน


10. คิดไปเองว่ารู้ใจคนอื่น (Mind reading)🥸
อันนี้ตรงตัวเลย เรามโนขึ้นมาเองล้วน ๆ ว่าเรารู้ใจคนอื่น
เราว่ามันจะเกิดผลกระทบทั้ง 2 ฝ่ายเลย คือทั้งตัวเองที่อาจคิดอะไรเกินจริง และกระทบต่อผู้อื่น เพราะการแสดงออกของเรา อาจเปลี่ยนไปตามที่เราคิด

(อันนี้เราก็เป็นอีกละ…😭)

อย่างเช่น
- เราเขียนบทความมายาวเกินไป ผู้อ่านคงจะต้องอ่านไปหาวไปอย่างแน่นอน 🥺
- เพื่อนคนนี้อาจคิดว่าฉันดูไม่ฉลาด เพราะฉันดูซุ่มซ่ามและชอบเดินสะดุดขอบประตู…


👋 นอกจาก 10 ทัศนคติที่บิดเบือน ด้านบนแล้ว
ก็ยังมีทัศนคติที่เข้าข่ายบิดเบือนแบบอื่นด้วยนะ เพื่อไม่ให้ยาวเกินไป เราจะยกตัวอย่างสั้น ๆ เพียงแค่ 1 บรรทัด

11. คิดแบบ “อยุติธรรม” - การคิดไปว่าการกระทำของคนอื่น ไม่ยุติธรรมต่อตัวเอง 🤬
12. คิดแบบเอาแต่ “กล่าวโทษผู้อื่น” - คนอื่นผิดได้ แต่ตัวเองต้องไม่ผิด 🤌☝️
13. คิดแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คิดว่าคนอื่นจะต้องเปลี่ยนแปลงตามเรา 😤
14. คิดน้อยใจโชคชะตาของตัวเอง (อันนี้เราก็เคยเป็นนะ แห่ะ ๆ) 🤧
15. มีความคิดที่กดดันตัวเองจนเกินไป อันนี้เรานึกถึงกรณีของ Richalison (นักบอลสเปอร์) ที่กดดันตัวเองเกินจนยิงประตูไม่ได้ 🥴

จะเห็นได้ว่าความคิดในลักษณะแบบนี้ ส่งผลกระทบต่อทั้งตัวเราและคนรอบข้างทั้งนั้นเลย ส่วนใหญ่จะมาจากการที่เราไม่มีสติอยู่กับตัวเองและปัจจุบัน


🤓 สุดท้ายนี้สำหรับพวกเราแล้ว บางทัศนคติที่เบี้ยวๆเนี่ย มันก็แอบแสดงออกมาโดยที่เราไม่รู้ตัว
แต่เพราะว่าการถาม feedback หรือการได้เปิดใจคุยกับคนรอบตัว จึงทำให้เรารู้ว่า…อ้าว.. นี่เราเผลอทำตัวแบบนั้นเหรอเนี่ย (ฮือออ😭)

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ทำงานที่บ้าน บางทีการเปิดใจคุยกับใครสักคนมันก็คงเป็นเรื่องยากเนอะ เราเข้าใจเลยล่ะ

แต่ว่าสำหรับเพื่อน ๆ หลายคนที่ทำงานในบริษัท เขาน่าจะมี session ที่ให้พนักงานในทีมมอบ feedback ให้แก่กัน (ของเราก็เคยทำนะ เช่นแบบ วันศุกร์ 15.00-16.00 ให้ทุกคนมายืนตรงข้ามกัน แล้วเป็น session speed feedback แบบ SBI Feedback Model 1 นาที สลับวนกันไป ต้องจริงใจและห้ามโกรธกัน เพราะ feedback คือการพัฒนาตัวเอง) แบบนี้ก็ช่วยให้เรา reflect ตัวเองได้ง่ายขึ้น 🥰

แต่ว่าที่สำคัญคือ เราต้องยอมรับความจริงด้วยนะ (อันนี้อาจจะยากหน่อย แห่ะ ๆ🥲)

คหสต. เราคิดว่าไม่มีใครสามารถหลุดพ้นความคิดแบบนี้ไปได้หรอก เป็นไปบ้างแบบพอดี ๆ

เราว่ากุญแจสำคัญเลยคือ การอยู่กับปัจจุบันและการมีสติควบคุมให้ได้ หรือ ถ้าคิดว่าเราเป็นหนัก ก็ไปทำการบำบัดทางจิตก็ได้ผลอยู่เลยนะ เพราะพวกเค้าจะช่วยให้เราปรับความเชื่อพื้นฐานที่บิดเบือน และพาเราก้าวผ่านไปด้วยกัน (สารภาพว่าเคยไปปรึกษานักจิตด้วยเหมือนกันคร้าบ ไม่น่ากลัวนะ 😍)

เป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ทุกคนนะคร้าบผม 🤗



#คิดลบ #ซึมเศร้า #คิดเบี้ยว

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ 10 วิธีบำบัดความคิดและพฤติกรรม Cognitive Behavior Therapy Made Simple เขียนโดย Seth J Gillihan แปลโดย พลอยแสง เอกญาติ
- บทความ คุณกำลัง “คิดเบี้ยว” อยู่หรือเปล่า? เขียนโดยคุณ Niran Banleurat ใน Medium
- บทความ How to recognize and tame your cognitive distortions เขียนโดย Peter Grinspoon, MD มหาวิทยาลย Harvard Medical School
- บทความ 15 Cognitive Distortions To Blame for Negative Thinking เขียนโดย Karin Gepp, PsyD และ Sandra Silva Casabianca

ASMR คืออะไร ? ทำไมถึงช่วยทำให้เราผ่อนคลายนะ ? 😴💤เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนที่เจอปัญหานอนหลับยาก คงจะเลือกหันมาลองฟังเสียงแ...
10/08/2023

ASMR คืออะไร ?
ทำไมถึงช่วยทำให้เราผ่อนคลายนะ ? 😴💤

เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนที่เจอปัญหานอนหลับยาก คงจะเลือกหันมาลองฟังเสียงแคะหูหรือเสียงสระผมแบบ ASMR กันอยู่บ้าง (เช่นพวกเราเป็นต้น ☺️🙏)

ว่าแต่… เจ้า ASMR เนี่ย มันคืออะไรนะ ? 🤔
ทำไมบางคนถึงฟังแล้วรู้สึกฟิน… แต่บางคนฟังแล้วรู้สึกรำคาญ ? 😰

วันนี้พวกเรา MindStory ขอพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกัน !

— — — — — — — — — — — —

[ ASMR คืออะไร ? ]

ASMR ย่อมาจาก Autonomous Sensory Meridian Response หรือเป็นการตอบสนองต่อประสาทรับความรู้สึกอัตโนมัติจากเสียงที่แผ่วเบา 🗣️

การตอบสนองต่อประสาทรับความรู้สึกอัตโนมัติที่ว่านี้ จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก เช่น การมองเห็น การได้ยิน หรือการสัมผัส

แต่สำหรับ ASMR จะเป็นการได้ยินเป็นหลัก 🎧 (ส่วนการมองเห็นก็ช่วยนะ พวกแนว Hand movement หรือ ดึงพลังลบ การมองเห็นก็มีส่วนสำคัญเช่นกันนะ)

👩‍🏫 ต้นกำเนิดแห่งความฟินในแบบของการฟัง ASMR (ขอยกตัวอย่างเป็นส่วนของการฟังเสียงนะคร้าบ)

1. เมื่อเราได้ยินเสียงเบา ๆ ที่ผ่อนคลาย (สำคัญเลยคือ ต้องเป็นจังหวะ)

2. ตัวเราก็จะเริ่มเพลิดเพลิน สมองของเราเริ่มจดจ่อกับสิ่งเร้าภายนอกการจินตนาการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้สมองผ่อนคลาย ☺️

3. สมองเริ่มหลั่งฮอร์โมนแห่งความอบอุ่น "ออกซิโตซิน (Oxytocin)" (และผองเพื่อนฮอร์โมนแห่งความสุข) 😄

4. จึงได้ผลลัพธ์ที่ทำให้ตัวเราเกิดความรู้สึกฟิน สงบใจ และผ่อนคลาย 🥰😪💤

อย่างบางคนพอฟังเสียงแคะหู หรือ เสียงสระผม ก็จะทำให้เราจินตนาการถึงช่วงเวลาผ่อนคลาย (บางคลิปก็คล้ายกับมีคนมานวดหัวเราจริงๆเลยนะ อันนี้อ้างอิงจากความรู้สึกส่วนตัวนะคร้าบ)

🤓 เราอ่านจากเว็บของ Healthline เค้าก็ได้โพสงานวิจัยที่เกี่ยวกับ ASMR ที่สนับสนุนว่าช่วยให้เราผ่อนคลาย เราพอจะสรุปได้ว่า

- ทีมวิจัยได้นำผู้ร่วมทดลองฟังเสียงและดูวีดีโอ ASMR (ช่อง Gentle ASMR ของ Maria Viktorovna) พร้อมถ่ายภาพการทำงานของสมองโดยวิธี “fMRI”

- ซึ่งเค้าพบว่าการทำงานในส่วนของสมองที่เกี่ยวกับความรู้สึกมีการทำงานมากขึ้น 🧠

- พบการหลั่งฮอร์โมนของสมอง (neurohormones) จำพวกฮอร์โมนแห่งความสุข เช่น s dopamine, oxytocin และ endorphins

ซึ่งเจ้าฮอร์โมนพวกนี้ละ เป็นตัวที่ทำให้เราผ่อนคลาย ลดความเครียดได้ โดยเฉพาะเวลาก่อนนอน (เพราะสำหรับคนที่นอนหลับยากแบบเรา ส่วนใหญ่สมองมักจะว้าวุ่น คิดอะไรไม่ตกก่อนนอนทุกที 😨)

**อ้างอิงจากรายงานชื่อว่า “An fMRI investigation of the neural correlates underlying the autonomous sensory meridian response (ASMR) โดย Lochte, Guillory ในปี 2018)


🎧 ชวนรู้จักตัวอย่างเสียง ASMR ยอดนิยม 🌟

✔ Whispering - เสียงกระซิบ
✔ Roleplays - บทบาทสมมุติ
✔ Ear Cleaning - เสียงแคะหู
✔ Fast tapping - เสียงเคาะแบบเร็ว (แต่เบาและเป็นจังหวะสม่ำเสมอ)
✔ Hair Spa / Shampoo / Salon - เสียงสระผม เสียงไดร์เป่าผมที่ไม่ได้ดัง (อันนี้เราชอบมาก 🥰)
✔ Remove negative energy - เท่าที่พวกเราเข้าใจ จะเป็นการพูดกระซิบให้กำลังใจ คล้ายๆกับสะกดจิตเอาพลังลบออกไป (ส่วนใหญ่เค้าจะมีการใช้ภาษากายด้วยนะ)

ว่าง่าย ๆ คือ ต้องเป็นเสียงคงที่ออกมาอย่างแผ่วเบาและสม่ำเสมอ

สารภาพเลยว่า ช่วงแรก ๆ เรานี่ขำกลิ้งกับคลิปประเภทนี้ เพราะไม่คิดว่าจะช่วยอะไรได้ ดูตลกดี..
แต่พอวันนึงที่เราได้มาลองเนี่ย… โอโห มันช่วยได้เยอะอยู่เลยละ 😇

✋ แต่ต้องบอกก่อนนิดนึงว่า ไม่ใช่ว่าคนทุกคน จะผ่อนคลายกับเสียงแนว ASMR นะคร้าบ (เดี๋ยวมีพูดในตอนท้ายนะ)


[ แล้วพวกเสียงธรรมชาติหรือเลียนแบบธรรมชาติละ ? 🌲🦋 ]

เสียงแบบนี้จะอยู่ในกลุ่ม “White noise” แปลตรงตัวคือ เสียงบำบัดสีขาว 🤍⭐

เสียงบำบัดสีขาว ที่ว่านี้คือ เสียงรบกวนที่ไพเราะจากเสียงของธรรมชาติ (หรือเสียงเลียนแบบ) เช่น เสียงฝนตก เสียงของป่า น้ำไหลจากลำธาร เสียงแมลง (เช่น จิ้งหรีด หิ่งห้อย) เสียงลมพัด

สำหรับกลุ่ม White noise ที่ไม่ใช่เสียงธรรมชาติ ถ้าเสิร์ชในยูทูป เราก็จะเจอพวกเสียงกล่อมนอน เหมือนเราลอยอยู่ในอวกาศ 🌌 (อธิบายรูปแบบของเสียงไม่ออกเหมือนกัน อยากให้เพื่อน ๆ ไปลองฟังเองแทน🥲)

หลักการของเค้าก็เหมือนกับ ASMR คือ เสียงกลุ่มนี้จะมีความถี่ที่สม่ำเสมอและราบเรียบ
ทำให้เราเกิดสมาธิ ตัดความวุ่นวายจากโลกภายนอก และจดจ่ออยู่กับเสียงนั้น

ตรงนี้ เราคิดว่าเพื่อน ๆ ที่มีลูกน้อยน่าจะพอเข้าใจถึงการใช้งาน White noise ในการกล่อมลูกนอนได้ดี 👶


[ ….ไม่ใช่ว่าทุกคนจะฟินกับเสียงแบบ ASMR นี้นะ.. ✋😡]

เพราะเจ้าเสียงแนวนี้ มันอาจไปกระตุ้น "ฮอร์โมนนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephire)" ทำให้เขาตื่นตัว
เนื่องจากเกิดความเครียดหรือรู้สึกถูกคุกคามจากเสียงกระซิบแบบ ASMR

ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะมีโซโฟเนีย (Misophonia) หรืออาการเกลียดเสียง ซึ่งเป็นความผิดปกติที่มีความไวต่อเสียงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้อื่น 😢

ในบางคนอาจมีภาพความทรงจำที่ไม่ดีในช่วงวัยเด็ก ซึ่งบางทีเสียงในรูปแบบนี้ อาจไปกระตุ้นทำให้เค้ากลัว (เพื่อนเราก็มีคนนึง ที่เคยแชร์กับเราว่า เหมือนเสียงผีกระซิบที่เค้าเคยได้ยินตอนเด็ก…แต่เราก็ไม่กล้าถามต่อว่าได้ยินมายังไงนะ..)

ว่าง่าย ๆ คือ แทนที่จะไปทำให้พวกเค้ารู้สึกผ่อนคลาย.. แต่กลับไปเพิ่มความกังวลแทน

เพราะงั้นถ้าเพื่อน ๆ ท่านไหนที่รู้สึกไม่ชอบเสียงพวกนี้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องแปลกใจนะคร้าบ ใช้ว่าคนเราจะเหมือนกันทุกคนนี่เนอะ 😉😊


ถ้าเพื่อน ๆ ท่านไหนที่ฟัง ASMR กันอยู่แล้ว
มาแชร์ ASMR ช่องโปรดที่เพื่อนฟังกันอยู่ในคอมเมนต์ได้เลย ! พวกเราจะตามไปฟังบ้างคร้าบผม 😪🙏




แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- บทความ ศาสตร์การทำ ASMR Content แบบจบครบทุกประเด็น ฉบับมือใหม่ โดยเว็บ TCI
- บทความ ASMR บำบัดอารมณ์ความรู้สึกด้วยเสียงกระซิบให้เสียวซ่านไปทั้งสมอง โดยเว็บ fungjaizine
- บทความ What Is ASMR? Your Guide to Tapping into Relaxation โดยเว็บ Healthline
- บทความ ASMR, explained โดยเว็บ Vox
- หนังสือ Unwind Your Mind เขียนโดย Emma WhispersRed

ชวนรู้จัก " 5 ฮอร์โมนแห่งความสุข" ในร่างกายของเรา 🥰💓เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันบ้างไหม ? เวลาที่เรามีความสุข มันเกิดอะไรขึ้นบ้า...
26/07/2023

ชวนรู้จัก " 5 ฮอร์โมนแห่งความสุข" ในร่างกายของเรา 🥰💓

เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันบ้างไหม ?
เวลาที่เรามีความสุข มันเกิดอะไรขึ้นบ้างกับสมองของเรา ที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข

ถ้าตอบแบบง่าย ๆ คือ สมองของเราหลั่งฮอร์โมนหรือสารสื่อประสาทแห่งความสุขออกมา ช่วยทำให้เราพึงพอใจ คลายเครียด บางฮอร์โมนก็ทำให้เรามีพลังอย่างมหาศาล ! 🤩

หากว่าพวกเรานำเรื่องราวของความหมาย หรือหลักการทำงานทางวิทยาศาสตร์มาอธิบาย ก็กลัวว่าเพื่อน ๆ คงจะอ่านไปหาวไป 😵🥱💤

ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอนำเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของฮอร์โมนแต่ละตัว พออ่านสบายสมอง มาให้เพื่อน ๆ รับชมกันนะคร้าบ

ถ้าพร้อมแล้ว ! ขอเชิญไปค้นหาฮอร์โมนแห่งความสุข หาได้ง่าย ๆ พร้อมกับ MindStory กันดีกว่า ! 🥰👋

— — — — — — — — — — — — — — —

[ 📌 Quick Fact for Dopamine ]

Dopamine - ฮอร์โมนแห่งความพึงพอใจ ที่เป็นทั้งฮอร์โมน (Hormone) และสารสื่อประสาท (Neurotransmitter)

🤔 หลั่งมาจากที่ไหน - สมองส่วนไฮโปทาลามัส (hypothalamus)
💗 ช่วยอะไรเราได้ - ช่วยให้เราเกิดความพึงพอใจ ความยินดีปรีดา

ถ้าหลั่งมากไป จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ?
- อาจทำให้เราเกิดอาการเสพติด บางสิ่งบางอย่างมากเกินไป… (แน่นอน..ถ้าไม่ได้สิ่งนั้นมา เราก็จะเศร้ามาก ตามไป..)

แล้วถ้าหลั่งน้อยไปละ ?
- อาจเกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือกล้ามเนื้อสั่น (พาร์กินสัน) หรือกลุ่มโรคเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว


[ 📌 Quick Fact for Oxytocin ]

Oxytocin - ฮอร์โมนแห่งความรัก

🤔 หลั่งมาจากที่ไหน - ไฮโปทาลามัส หรือต่อมใต้สมอง
💗 ช่วยอะไรเราได้ - ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด เพิ่มความรัก ความผูกพันกับคนใกล้ตัว

แล้วฮอร์โมนตัวนี้ หลั่งน้อยไปละ ?

- จะรู้สึกเครียด วิตกกังวล ไม่อ่อนโยน (สำหรับคุณแม่เพิ่งคลอด ก็จะส่งผลให้ผลให้น้ำนมมีปริมาณน้อยลงตามไปด้วย)


[ 📌 Quick Fact for Serotonin ]

Serotonin - ฮอร์โมนแห่งความอารมณ์ เป็นทั้งสารสื่อประสาทและเป็นฮอร์โมน

🤔 หลั่งมาจากที่ไหน - เซลล์ในระบบทางเดินอาหารและระบบประสาทส่วนกลาง
💗 ช่วยอะไรเราได้ - ช่วยควบคุมอารมณ์และความรู้สึกของร่างกาย

หลั่งมากไป จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ?
- บางคนอาจเกิดอาการอยู่ไม่นิ่ง กระสับกระส่าย สับสน หัวใจเต้นรัว (แต่พบได้น้อยมากคร้าบ)

แล้วถ้าน้อยไปละ ?
- อารมณ์ขุ่นมัว อ่อนไหว ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน เสียสมาธิง่าย นอนไม่หลับ


[ 📌 Quick Fact for Endorphine ]

Endorphine - ฮอร์โมนแห่งความสุข

🤔 หลั่งมาจากที่ไหน - ต่อมใต้สมอง(ต่อมพิทูอิทารี)และไฮโปทาลามัส
💗 ช่วยอะไรเราได้ - มีพลังมากล้น ความสุข ผ่อนคลาย บรรเทาความเจ็บปวด (ทำหน้าที่คล้ายๆ มอร์ฟีน)

ถ้าหลั่งมากไป จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ?
- ทำให้เกิดการเสพติดในกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายหลั่งเอนดอร์ฟิน (เช่น ออกกำลังกายอย่างหนัก) หรืออาจเกิดอาการเสพติดยา


[ 📌 Quick Fact for Adrenaline ]

Adrenaline - ฮอร์โมนแห่งความคึกคัก

🤔หลั่งมาจากที่ไหน - จากต่อมหมวกไต (Adrenal gland) (สังเคราะห์มาจากสารนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine)

💗 ช่วยอะไรเราได้ - ทำให้หัวใจเต้นเร็วและเลือดสูบฉีดได้ดี เหมาะกับการออกกำลังกาย

เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ จะหลั่งออกมามากในภาวะที่เราต้องเผชิญกับ กดดันบางอย่าง เช่น ความเครียด, โกรธ, ตื่นเต้น หรือตกใจ (เรานึกถึงที่เค้าชอบบอกกันว่า เราสามารถแบกตู้เย็น ในยามไฟไหม้บ้านได้)

— — — — — — — — — — — — — — —

[ รู้จัก Dopamine Hit ! ที่เค้าชอบพูดกัน คืออะไร ?😢🤤 ]

“Dopamine Hit” ตรงตัวเลย คือ ตัวของเราถูกจู่โจมโดยสารโดปามีนจำนวนมาก ! มันไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา

แต่สำหรับจิตใจแล้ว… บางคนก็อาจจะกระทบกับความสุขของชีวิตในระยะยาว 🥴

อาการ Dopamine Hit ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดก็คือ การไถมือถือเสพข่าว (ทั้งบันเทิงหรือดราม่า)
หรืออะไรก็ตามที่ทำให้ความอยาก ความสนใจ ความสุขจากการเสพสิ่งนั้น พุ่งสูงในระยะเวลาหนึ่ง 🤩

แล้วสักพักก็ลดลงมา…. 😣
แต่พอไถฟีดเฟซบุคลงไปอีกสักพัก.. ก็เจอโพสที่มีเรื่องราวน่าตื่นเต้นอีกแล้ว…
สมองก็หลั่งโดปามีน พุ่งสูงขึ้นไปที่เดิม 🤩


ถามว่า แล้วมันไม่ดีตรงไหน ? 🧐

ในมุมของพวกเรา ขอตอบว่า มันจะทำให้เราชาชินกับความสุขไป…🤕
พอเป็นแบบนี้เรื่อย ๆ เราก็อาจจะไม่อยากได้อะไร ทำอะไรก็เสียสมาธิง่าย จนไปถึงการไม่มีเป้าหมายในชีวิต (เพราะความสุขมันอยู่ที่มือถือ ง่าย ๆ กดได้ทุกที่ทุกเวลา 😥)


🫶🤓 วิธีการรับมือกับอาการนี้ เช่น “Dopamine Fasting” (ซึ่งเพื่อน ๆ อาจจะพอได้ยินกันอยู่เนอะ)

คล้าย ๆ กับการอดอาหารบางมื้อเลย คือ เค้าจะแบ่งเวลาในการใช้ชีวิตโดยปราศจากสิ่งเร้า เช่น โทรศัพท์มือถือ, งดทานอาหารอร่อย ๆ หรือ งดทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่เรามีความสุข

ฟังดูแล้ว อาจเหมือนการทำทรมานเนอะ…
หากแต่ว่าคนที่เค้าคิดวิธีแบบนี้มา เค้าไม่ได้ต้องการให้เราทนทรมานนะคร้าบ 🥲

เพียงแต่เป็นการบำบัดด้วยการไม่ทำให้ตัวเองหลั่งสารโดปามีนออกมามากเกินไป 👌

✋ แต่อีกมุมนึง ก็มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนออกมาแย้งว่า ไอวิธี Dopamine Fasting มันใช้ไม่ได้จริงหรอก… เพราะว่าสมองของมนุษย์เราเนี่ย มันไม่สามารถกำหนดปริมาณสารโดปามีน และสมองคนส่วนใหญ่มันก็พร้อมหลั่งโดปามีนออกมาอยู่ตลอดเวลา

บางทีสิ่งเร้าที่มากระตุ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เราชอบ..เพียงอย่างเดียวก็ได้

😉 อันนี้ก็นานาจิตตังกันไป… เพื่อน ๆ ที่อยากลองฝึกด้วยวิธีนี้ ก็ทำให้มันพอดีนะคร้าบ อย่าสุดโต่งจนเกินไป

สำหรับเราแล้ว เราชอบให้รางวัลกับตัวเอง (และบริหารความอยาก) เฉพาะในช่วงเวลาที่เราควรจะได้รับมันมากกว่า (มันจะชื่นใจมากกก แล้วเราก็จะไม่ชินไปกับความสุขของรางวัลชิ้นนั้น) 🏆


จริง ๆ แล้ว การเสพติดโซเชียลมีเดีย อาจไม่ได้ทำให้เกิดแค่อาการ “Dopamine Hit”

ถ้าเราเสพมากจนเกินไป บางคนอาจเกิดปัญหาสุขภาพจิต เช่น
🥺 หยุดเปรียบเทียบชีวิตกับคนอื่นไม่ได้
😭 เห็นเพื่อน ๆ เค้าเจอกันอัปรูป แต่ตัวเองไม่ได้ถูกชวน… รู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง
😖 เห็นความสำเร็จของเพื่อนหลายคนเยอะเกินไป เกิดอาการซีมเศร้า

💡 หนึ่งในฮอร์โมนที่อาจมาช่วยคลายข้อสงสัย ว่าความคิดในแง่ลบแบบนี้ มันเกิดมาจากอะไร
นั่นคือ “เซโรโทนิน (Serotonin)” นั่นเองคร้าบ

เอาง่าย ๆ คือ เวลาที่เรารู้สึกภูมิใจในตัวเอง รู้สึกประสบความสำเร็จ หรืออาจไปถึงการได้รับชัยชนะเหนือผู้อื่น สมองเราก็จะหลั่ง Serotonin ออกมาเยอะ

ในมุมกลับกัน… หากเรารู้สึกเหมือนตัวเองต่ำต้อยกว่า โดนเปรียบเทียบในเชิงลบ รู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ คือ อาการเหล่านี้ มันจะทำให้ Serotonin หลั่งออกมาน้อยลง

แล้วถ้าเรายังติดกับดักความรู้สึกตรงนี้… Serotonin ก็จะหลั่งน้อยยยลงไปกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง
ก็จะทำให้เราเป็นซึมเศร้าระยะยาว จนไปถึงอาการนอนไม่หลับ ฟุ้งซ่าน เป็นต้น 😖

สำหรับพวกเราเองก็เคยเป็นเหมือนกันนะ ช่วงนั้นก็พารานอยด์ไปพอสมควรเลยละ…

แต่สุดท้ายแล้ว เราก็พยายามเรียนรู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นใจตัวเองบ้าง
ปรับพฤติกรรมการเสพสื่อของเรา (จริง ๆ เราไปเรียนพวก Enneagram กับ MBTI มันก็ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้ดีขึ้นมากเลย)


พวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ค้นหาความสุขกันได้ทุกคนนะคร้าบบ 🥰🤗

— — — — — — — — — — — — — — —

#ความสุข #ฮอร์โมน


แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม (ขอขอบคุณข้อมูลจาก)
- เว็ปไซต์ scimath
- เว็ปไซต์ okmd
- เว็ปไซต์ โรงพยาบาลพญาไท
- เว็ปไซต์ โรงพยาบาลมนารมย์
- เว็ปไซต์ โรงพยาบาลกรุงเทพ
- บทความ “ลดความสุข เพื่อรีเซ็ตสมอง? ‘Dopamine Fasting’ เทรนด์การสร้างสมาธิที่อาจใช้ไม่ได้จริง” จากเพจ The Matter
- บทความ “เสียงที่ทำให้เรารู้สึกแย่ที่สุด คือเสียงจากภายในหัวของเรา” จากเพจ Missiontothemoon

"Fika" แนวคิดการดื่มกาแฟของชาวสวีเดน ต้นแบบชีวิต Slow life 🇸🇪☕   "Fika" เป็นได้ทั้งคำนาม “เวลากาแฟ” ☕"Fika" เป็นได้ทั้งค...
11/07/2023

"Fika" แนวคิดการดื่มกาแฟของชาวสวีเดน ต้นแบบชีวิต Slow life 🇸🇪☕

"Fika" เป็นได้ทั้งคำนาม “เวลากาแฟ” ☕
"Fika" เป็นได้ทั้งคำกริยา “หยุดพัก” 🥱

"Fika" คือ ช่วงเวลาแห่งการหยุดพักจากสิ่งที่เรากำลังจดจ่ออยู่ เพื่อหันมาดื่มกาแฟและสังสรรค์กับคนรอบตัว (และแน่นอน ไม่ใช่สังคมก้มหน้า ไถ social network นะ)

เมื่อต้องหยุดพัก ก็เท่ากับว่า เรากำลังทำให้ชีวิต…เดินช้าลง หรือจะเรียกว่าสโลว์ไลฟ์ก็ได้นะ
เวลามันก็เดินไปเท่าเดิม แค่เราใช้ชีวิตให้ช้าลง เท่านั้นเอง 🥰

แต่ "Fika" ไม่ใช่การสโลว์ไลฟ์แบบชีวิตไร้จุดหมายนะ… 🙌⛳


จากตอนที่ผ่านมาพวกเราได้หยิบเรื่องราวของแนวคิดค้นหาความสุขของชาวสแกนดิเนเวีย
ก็จะเหลืออีกหนึ่งแนวคิด “Fika” ที่เราได้เกริ่นกันไว้ในภาพของแนวคิด “Lagom” ของชาวสวีเดนกันไปเนอะ

งั้นในโพสนี้ พวกเรา MindStory ขอพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักแนวคิดและมุมมองของ “Fika” กันเบา ๆ ดีกว่า

— — — — — — — — — — — — — — — —

[ Fika เป็นการเล่นคำสลับจากคำว่า "Kaffi หรือ Kaffe" ที่แปลว่ากาแฟ ☕🇸🇪 ]

อันนี้ไม่ได้ล้อเล่นนะ เพราะชาวสวีเดนถือว่าเป็นหนึ่งในชาติที่ดื่มกาแฟ(ต่อแก้ว) เป็นอันดับที่ 3 ของโลก !

สาเหตุที่พวกเค้าดื่มกาแฟกันเยอะขนาดนี้ มันไม่ใช่เพราะเค้าต้องการอัดฉีดคาเฟอีนเพื่อทำงานหามรุ่งหามค่ำ

แต่เพราะพวกเค้าต้องการเวลาพักผ่อนระหว่างวัน ตะหากละ 😌☺️👋

[ Fika เป็นมากกว่าแค่การดื่มกาแฟ ]

1. เน้นการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัวผ่าน "การดื่มกาแฟ"
2. การค้นหาความสุขผ่านช่วงเวลาที่เราไม่ต้องเร่งรีบ

คือ ชาวสวีเดนจะใช้ช่วงเวลานี้ เสมือนเป็นข้ออ้างที่มีประโยชน์ต่อชีวิต เพื่อให้ตัวเขาได้มีช่วงเวลาที่ช้าลงท่ามกลางวุ่นวาย ตัดสิ่งรบกวนภายนอก หยุดพักสักนิดสักหน่อย สนใจแค่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า (ที่ไม่ถือมือถือ) ก็เพียงพอ

กาแฟ จึงรับหน้าที่เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ใช้เพื่อตักตวงเวลาแห่งความสุขนั่นเอง (ซึ่งไม่ต้องเป็นกาแฟก็ได้นะคร้าบ 🥰)


😋🧁นอกจากกาแฟแล้ว เค้าจะนิยมทานขนมหวานไปพร้อม ๆ กันด้วยนะ อย่างเช่น

- fikabröd (Kanelbullar) (ขนมปังอบเชยม้วน)
- Kardemummabullar (สวีดิชชินนามอนโรล)
- Chokladbollar (ขนมลูกช็อคโกแลต)
- Pulla (ขนมปังคาดามัมแบบสวีดิช)

ถ้าเสิร์ชภาพดูตามไปด้วย ก็จะพบว่าเจ้าขนมหวานเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นขนมที่ชิ้นใหญ่ ๆ แต่จะเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดพอดีมือ

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า เค้าต้องการให้แบ่งกันหยิบทานกับเพื่อน ๆ ได้สนุกสนาน (อารมณ์แบบ Social foodies) นั่นเอง

ว่าง่าย ๆ คือ Fika เป็นช่วงเวลาพักผ่อนที่จะคัดเลือกแต่สิ่งดีดี มาช่วยผ่อนคลายจิตใจนั่นเองคร้าบ

ปล. ในเรื่องของการออกเสียง เราไม่มั่นใจว่าเค้าออกเสียงแบบอังกฤษ “ฟิก้า” ตรงตัวเลยไหมนะ.. เหมือนเคยเห็นบางเว็ปเค้าอ่านว่า เฟ-ก้า / ฟะเยก้ะ
เราเข้าใจว่าอ่านตรงตัวว่า “ฟิก้า (Fee-Ka)” แบบนี้เลย หากอ่านผิด พวกเราต้องขออภัยนะคร้าบ 🙏

[ ทุกคนน ได้เวลา “Fika” แล้ว !! 🤩 ]

ทุกท่านโปรดล็อกหน้าจอคอม แล้วมานั่งจิบกาแฟกินขนมสบาย ๆ กันที่ห้องพักส่วนกลางกันดีกว่า !

โดยปกติแล้ว ชาวสวีเดนจะมีช่วงเวลา Fika ประมาณ 2 ช่วงระหว่างเวลาทำงาน (ช่วงเช้า และช่วงบ่าย)
แต่ถ้าถามว่า เค้าต้องกำหนดเป็นเวลาเป๊ะ ๆ ขนาดนั้นเลยไหม… ก็ตอบได้ว่า ไม่มีคร้าบบ

แค่เตือนใจเราว่า “อย่าลืม Fika (พัก) ระหว่างวันด้วยละ “

อันที่จริงแล้ว “Fika” ไม่ใช่แค่เวลาพักดื่มกาแฟแต่เพียงอย่างเดียว
แต่รวมไปถึง การใช้ช่วงเวลาพักผ่อนในวันหยุดกับคนที่อยู่ตรงหน้า อย่างเช่น การไปปิคนิคในสวน การหยุดพักจากการออกกำลังกาย ก็ได้เหมือนกัน


[ Fika Room - ห้องสำหรับฟิก้าเหรอ ? จริงจังไปไม๊เนี่ย… 🧖‍♀]

อันที่จริงมันก็ไม่ได้เวอร์อะไรขนาดนั้นหรอก
เพราะเดี๋ยวนี้ หลาย ๆ ออฟฟิศ คอนโด หรือ บ้าน ก็ย่อมต้องมีพื้นที่ส่วนกลางกันแทบจะทุกที่

แต่สำหรับ “Fika Room” เค้าจะเน้นไปที่กลุ่มคนทำงานในออฟฟิศ (เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ต้องมีการบริหารเวลา Work-life balance มากที่สุด)

พูดง่าย ๆ คือ เป็นการใช้พื้นที่ส่วนกลางของออฟฟิศ ที่มีเครื่องทำกาแฟ/ชา พร้อมขนมหวาน และโซฟานุ่ม ๆ ที่หันหน้าเข้าหากัน สำหรับการนั่งคุยกัน นั่นเองคร้าบบ

— — — — — — — — — — — — — — — —

[ Fika & Lagom ของคู่กัน 👩‍❤️‍👨🇸🇪 ]

นอกจากมันจะเป็นแนวคิดของคนสวีเดนเหมือนกันแล้ว
แต่เอ้ะ… ! แล้วมันไปเกี่ยวกันได้ไงเนอะ ?

(ถึงแม้จะถามให้มันดูน่าประหลาดใจ แต่ส่วนตัวเราคิดว่าเพื่อน ๆ น่าจะพอเดาความเชื่อมโยงกันได้อยู่แล้วละเนอะ 😅😁)

Fika ทำให้เราหยุดพักจากความวุ่นวายรอบตัว
Lagom เน้นไปที่การสร้างสมดุลความพอดีของชีวิต

Fika มีส่วนช่วยให้เราเพิ่มเวลาพักผ่อน เวลาแห่งความเรียบง่าย สโลว์ไลฟ์ เพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิตแบบ Lagom

ง่าย ๆ แค่นี้เลยคร้าบ 🤩☺️

— — — — — — — — — — — — — — — —

[ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ! - Fika มีมาตั้งแต่เมื่อไรกันนะ ? 🤔 ]

“Fika” เป็นวัฒนธรรมการปรับรูปแบบของชีวิต ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ของชาวสวีเดน

แต่ต้องบอกว่า ดั้งเดิมเนี่ยวัฒนธรรม Fika เค้าไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่หอมหวาน แบบในปัจจุบัน

หากย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 19
ชาหรือกาแฟ ที่พร้อมกินคู่กับเซตของหวาน จะเป็นกิจกรรมที่ทำได้เฉพาะกลุ่มชนชั้นกลาง - สูง คือต้องมีเงินและมีฐานะ และมีเพื่อนฝูงที่อยู่ในกลุ่มสังคมระดับเดียวกัน

ที่สำคัญคือ ต้องมีเวลาว่างมากพอจะมาทำตัวสโลว์ไลฟ์แบบนี้ด้วยนะ…
(อันนี้ในสมัยนั้นนะคร้าบบ อย่าเพิ่งมองว่าเราใช้คำในแง่ลบเกินไปน้าา แต่จะได้เห็นภาพชัดๆ 🥺)

คล้าย ๆ สมัยก่อนอังกฤษที่มี Afternoon tea แต่ไม่ใช่ High tea

ก่อนที่จะมาถึงในปัจจุบันราคาของกาแฟหรือขนมหวานบางประเภท ที่เข้าถึงได้ในกลุ่มคนทุกกลุ่ม รวมถึงความคิดเรื่องการแบ่งชนชั้น ก็ไม่ได้มีเหมือนแบบในสมัยก่อนกันแล้ว นั่นเอง 😁


#ฟิก้า
#สวีเดน


แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
หนังสือ The Little Book of Fika เขียนโดย Lynda Balslev
หนังสือLagom: The Swedish Art of Balanced Living เขียนโดย Linnea Dunne

ชวนส่อง 4  หลักแนวคิดการ “ค้นหาความสุข" ของชาวสแกนดิเนเวีย 🇸🇪🇫🇮🇩🇰แน่นอนว่าพูดถึงเรื่องราวของความสุขอันแสนเรียบง่ายของชาว...
06/07/2023

ชวนส่อง 4 หลักแนวคิดการ “ค้นหาความสุข" ของชาวสแกนดิเนเวีย 🇸🇪🇫🇮🇩🇰

แน่นอนว่าพูดถึงเรื่องราวของความสุขอันแสนเรียบง่ายของชาวสแกนดิเนเวีย เราก็คงจะคิดถึงคำว่า “ฮุกกะ (Hygge)” ลอยขึ้นมาในหัวกันในทันที 🥰

อันที่จริง นอกจากฮุกกะของชาวเดนมาร์กแล้ว
มันก็ยังมีหลักแนวคิดอื่น ๆ อีกด้วยนะ (เยอะไม่ต่างไปจากของญี่ปุ่นเลย)

หนึ่งจุดอ้างอิงที่สำคัญคือ ดัชนีแห่งความสุขประจำปีของโลก (The World’s Happiest Countries)

ต่อให้เราเดาเล่น ๆ เนี่ย มันก็จะต้องมีประเทศในโซนสแกนดิเนเวียติดกันมาบ้างแน่นอน 😂

📍มาเริ่มต้นกันที่ 3 อันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ประจำปี 2023 (The World’s Happiest Countries 2023)

1. Finland 🇫🇮 (คะแนน 7.8)
2. Denmark 🇩🇰 (คะแนน 7.6)
3. Iceland 🇮🇸 (คะแนน 7.5)

🏙 เมืองหลวง 3 อันดับแรกที่ได้รับการโหวตว่าน่าอยู่ที่สุดในปี 2023

1. Vienna, Austria 🇦🇹
2. Copenhagen, Denmark 🇩🇰
3. Zurich, Switzerland 🇨🇭

เราคิดว่าการจัดอันดับแบบนี้ไม่ว่าจะกี่ปีก็ตาม ก็จะต้องเจอหน้าเดิม ๆ อย่างเช่น ฟินแลนด์ เดนมาร์ก เป็นขาประจำ

โดยเฉพาะเดนมาร์กที่เราจะเห็นเค้าบ๊อยบ่อย 🇩🇰

ถึงแม้ว่าเมืองโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กจะเสียตำแหน่งแชมป์เมืองหลวงที่น่าอยู่ที่สุดในโลกให้กับกรุงเวียนนาของออสเตรีย แต่พวกเราเชื่อว่าความสุขของชาวเดนมาร์กคงไม่ได้ลงไปกันอย่างแน่นอน

ว่าแต่หลักแนวคิดที่ทำให้พวกเค้าค้นหาความสุขรอบ ๆ ตัวกันได้ง่าย มีอะไรกันบ้างนะ ?
วันนี้พวกเรา MindStory ขอพาเพื่อน ๆ ไปรับชมกันเลย !🥰

🤔 ปล. ส่วนตัวพวกเราคิดว่า หลักการพวกนี้นะ เอาเข้าจริง บางหลักการอาจจะไม่สามารถปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือ บางอันก็ดูเป็นแนวคิดหาความสุขในโลกอุดมคติไปสักหน่อย…

เอาเป็นว่า ขอให้เพื่อน ๆ อ่านเป็นแนวคิดเผื่อเราจะลองหยิบสักหนึ่งอย่างมาปรับใช้แล้วทำให้เราพบความสุขได้ง่ายขึ้นกัน 🥰
แนวคิดแบบไหนเวิร์ค มาแชร์ให้พวกเราฟังกันด้วยนะคร้าบบบ


#ฮุกกะ
#พัฒนาตัวเอง #ความสุข

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ The Little Book of Hygge เขียนโดย Meik Wiking
- หนังสือ The Little Book of Lykke เขียนโดย Meik Wiking
- หนังสือ Everyday Sisu : ปรกติเป็นพิเศษ เขียนโดย Katja Pantzar
- หนังสือ Lagom: Not Too Little, Not Too Much เขียนโดย Niki Brantmark
- หนังสือ Lagom The Swedish Art of Balanced Living เขียนโดย Linnea Dunne

ชวนค้นหา “พื้นที่ฮุกกะ (Hygge Home)” พื้นที่แห่งความสุขแสนเรียบง่าย “ในบ้าน” ของชาวเดนมาร์กเพื่อน ๆ เคยได้ยินประโยคที่เค...
19/06/2023

ชวนค้นหา “พื้นที่ฮุกกะ (Hygge Home)” พื้นที่แห่งความสุขแสนเรียบง่าย “ในบ้าน” ของชาวเดนมาร์ก

เพื่อน ๆ เคยได้ยินประโยคที่เค้ามักบอกว่า “Home Sweet Home” หรือ “Home is where the heart is” กันบ้างไหมเอ่ย ? 🏡💓

บ้านคือสถานที่ที่แสนจะสุขใจ ไม่ว่าจะเหนื่อยล้าหรือมีความสุขท่วมล้น

แต่ในมุมกลับกัน หากเรากำลังเคร่งเครียดหรือผ่านวันที่แสนจะโหดร้าย แล้วกลับมาที่บ้าน…ที่แสนจะไม่อบอุ่น เราจะรู้สึกยังไงนะ ?

แล้วความสุขกับบ้าน..ที่ว่ามานี้เนี่ย มันไปเกี่ยวอะไรกับ “ฮุกกะ (Hygge)” หรือหลักแนวคิดปรัชญาแห่งความสุขของชาวเดนิช (เดนมาร์ก) ได้อย่างไร ?

พวกเรา MindStory จะเล่าให้ฟังกันคร่าว ๆ เลย !

หวังว่าบทความยาวอันนี้คงช่วยให้เพื่อน ๆ ผู้อ่านเพลิดเพลินและสบายใจกันบ้างนะคร้าบ 🥰

— — — — — — — — — — — — — —

[ ทำไมความสุขแบบฮุกกะ ต้องเริ่มจากที่บ้านละ ? 🏠🪴☀ ]

ฮุกกะ (Hygge) หลักแนวคิดของชาวเดนมาร์ก ที่ว่าด้วยการค้นหาความสุข

ความสุขหาได้ง่าย ๆ เริ่มจากการที่เราหัดที่จะ “สบายใจ” ให้ได้เสียก่อน
หากเราได้ทำในสิ่งที่เราชื่นชอบทุกวัน อย่างเช่น การไปเที่ยว เราก็คงจะมีฮุกกะได้ทุกวัน

แต่ในความเป็นจริง… เอ่อ มันคงเพ้อฝันไปสักหน่อย 🥺
แล้วเราจะหามุมสบายใจของเราในแต่ละวันได้อย่างไรละ ?

ในหนังสือ “Hygge Home” คุณ Meik เขาบอกว่า เราต้องสร้างบรรยากาศที่แสนสบายภายใมนบ้านหรือห้องของเรา
เพราะเราต้องอยู่บ้านทุกวัน บ้านจึงเป็นสถานที่สร้าง “ฮุกกะ” ที่ดีที่สุด

นอกจากความสุขจากบรรยากาศสบาย ๆ แล้ว

ความสุขของเรา อาจเปรียบได้กับการที่เราเสริมความต้องการในทุก ๆ ด้าน (เช่น ทฤษฎีความต้องการแบบพีระมิด 5 ชั้นของ Maslow)

ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางร่างกาย ความปลอดภัย ความรักและเคารพตัวเอง

ทุกอย่างนี้ล้วนมี “บ้าน” เป็นสถานที่สำคัญ 🏠

งานวิจัยจากหนังสือเล่มนี้บอกว่า “เวลาเกือบ 68.7% ในแต่ละวันของคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่กับบ้าน”

ถ้าบ้าน คอนโด หรือห้องของเรา ไม่น่าอยู่แล้ว… ก็อดคิดไม่ได้เลยว่าเกือบ 3 ใน 4 ของวันที่เราต้องใช้ชีวิตเนี่ย.. มันจะหาความสุขได้ยังไงกันเนอะ (หากเราอ้างอิงตามนี้เนอะ คือเค้าสำรวจจากพฤติกรรมของชาวอเมริกันนะ เราคิดว่าที่เวลาอยู่ในบ้านเยอะ เพราะสำรวจช่วงโควิด)


บ้านในที่นี้ เค้าไม่ได้หมายถึงว่า เราจะต้องไปหาของประดับสุดหรูเพื่อทำให้บ้านน่าอยู่นะ

แต่หลักคิดในที่นี้คือ การนำหลักคิด “ฮุกกะ (Hygge)” เข้ามาช่วยในการสร้างมุม/พื้นที่ของความสุขเล็ก ๆ ภายในบ้านหรือห้องของเรา (เลยเป็นชื่อของหนังสือ Hygge Home)

แนวคิดฮุกกะกับบ้าน คือการสร้างบรรยากาศดีให้กับเราและคนรอบข้าง เป็นที่พักใจของเราจากโลกภายนอก
ว่าง่าย ๆ คือเปลี่ยนจากสถานที่อยู่อาศัย ให้กลายเป็น “บ้านที่แสนอบอุ่นใจ”

🥰 “บ้าน” จะต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย
🥰 “บ้าน” จะต้องเป็นพื้นที่หลบภัยในช่วงเวลาแสนวุ่นวาย
🥰 “บ้าน” จะต้องเป็นพื้นที่สานความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว
🥰 “บ้าน” จะต้องเป็นพื้นที่ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและฮีลใจให้กับเรา

พื้นที่ฮุกกะเอง อาจจะเริ่มได้ตั้งแต่พื้นที่เล็ก ๆ ของมุมห้อง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องไปเปลี่ยนแปลงบ้านทั้งหลังแต่อย่างใดนะ

— — — — — — — — — — — — — —

[ 😉💓 มาค้นหาและจัดแต่งพื้นที่ฮุกกะ ไปด้วยกัน ! ]

เราขอสรุปส่วนที่เราชื่นชอบจากแนวคิดของพื้นที่ฮุกกะมาให้เพื่อน ๆ อ่านกันคร่าว ๆ
(แต่ในหนังสือมีเยอะกว่านี้มากนะคร้าบบ)

1. ลองสร้างพื้นที่ฮุกกะภายในห้องแบบง่าย ๆ

✔ ใช้พรมเป็นตัวแบ่งพื้นที่ สร้างความอบอุ่นในห้อง

✔ จัดวางโคมไฟ หลากหลายรูปแบบ สร้างแสงอบอุ่นภายในห้อง (โทนสีเหลือง สีนวล หรือ warm white)

✔ สร้างพื้นที่นุ่มนิ่มเล็กๆ ให้เราสามารถลงไปนั่งหรือนอนกลิ้งในห้องได้สบาย ๆ (เช่น เบาะเล็ก ๆ หรือบีนแบ็ก)

✔ หากว่าห้องที่มีพื้นที่แคบและแสงสว่างเข้าน้อย ลองเล่นสีสันของอุปกรณ์ตกแต่งในห้องดูนะ

ฮุกกะสำหรับการตกแต่งห้อง คือการแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายส่วนหลายมุม เพื่อให้เราสามารถมีกิจกรรมผ่อนคลายได้แบบไม่ตึงเครียด

ผู้เขียนเค้าแนะนำว่า ให้เราลองแบ่งพื้นที่ในบ้านสำหรับ “สังสรรค์” และ “เก็บตัว”


2. แสงที่ช่วยสร้างความสุข คือ “แสงแดดแสนอบอุ่นจากธรรมชาติ”

ไม่แปลกที่ชาวยุโรปเค้าจะชื่นชอบช่วงเวลาที่มีแสงแดดสาดส่องเอาเสียมาก ๆ โดยเฉพาะชาวยุโรปตอนเหนือ

เพราะในช่วงหน้าหนาวที่ไม่ค่อยมีแสงสว่างส่อง มันก็จะทำให้คนเป็นโรคซึมเศร้าตามฤดูกาล เพราะขาดแสงแดด
(อย่างที่อังกฤษเอง หน้าหนาวก็มีกลางวันประมาณ 4-5 ชั่วโมงเอง เผลอๆบางวันฝนตกหิมะตก แดดไม่ออกอีกด้วย ❄)

สำหรับชาวไทยที่อยู่คู่กับแสงแดด (และความร้อนนนผ่าว🥵) ก็อาจจะไม่ได้เป็นอุปสรรคกับเราเท่าไร

อย่างไรก็ดี หากเราลองปรับพื้นที่ของห้องเรา ให้พอมีที่รับแสงได้อย่างพอเหมาะ ก็จะช่วยเสริมความสุขแบบฮุกกะภายในบ้านได้เหมือนกันนะ 😉

สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังจัดแต่งห้องใหม่หรือสร้างบ้านใหม่

- ความยาวของห้องไม่ควรเกิน 4 - 5 เท่าของความสูงบานหน้าต่าง เพื่อให้แสงแดดสาดส่องเข้ามาได้อย่างพอดี

- ลองดีไซน์หน้าต่างบนหลังคาดู ก็ไม่เลวนะ ! (หรือเปล่านะ 😅)

- หน้าต่าง และ ความสูง มีบทบาทสำคัญต่อพื้นที่ของแสงแดด ยิ่งหน้าต่างสูง ห้องก็จะดูสว่างและรับแดดได้มากขึ้น

🤚 ☀ แต่ถ้าไม่ชอบหน้าต่างและแสงแดด

- ลองปรับแต่งของประดับให้มีสีสันโทนอบอุ่นมากขึ้น หรือใช้กระจกเงา ทำให้แสงเดินทางในห้องได้มากขึ้น ก็ช่วยได้นะ

- ใช้ลูกเล่นจากโคมไฟ เพิ่มสีสันแห่งความสุขในห้อง เช่น โคมไฟที่มีแสงส่องขึ้นด้านบน ช่วยเพิ่มบรรยากาศในห้อง, โคมไฟส่องลง ตั้งบนพื้นที่ทึบแสงสำหรับอ่านหนังสือ

ห้องที่เป็นฮุกกะ คือ ห้องที่มีแสงสว่างในโทนสีที่ดูอบอุ่น
ไม่ใช่จากไฟที่ติดอยู่บนเพดานนะคร้าบ แต่เป็นแสงไฟจากโคมไฟ หรือ แสงแดดจากธรรมชาติ


3. แบ่งพื้นที่ “ทำงาน” และ “พักผ่อน” ให้ชัดเจน 👐

อันนี้ไม่เชิงว่าจะทำได้ง่าย แต่คิดว่าถ้าจะจัดบ้านจริง ๆ คงต้องปรับเยอะเลย

เพราะตอนนี้หลาย ๆ คน คงน่าจะมีการ work from home กันจนชินแล้ว (เราเห็นหลายคนก็เข้าออฟฟิศแค่ 3 วัน ทำงานที่บ้านอีก 2 วัน)

แบบนี้ยิ่งต้องแบ่งพื้นที่ทำงานและพักผ่อนให้ชัดเจน
แนวคิดของฮุกกะคือ การออกแบบสร้างสุข

สำหรับสุขของการทำงาน คือ ห้องทำงานจะต้องมีความเรียบง่าย มีพื้นที่สำหรับ Video call ที่ทำให้เพื่อนร่วมงานอยากคุยกับเรา

การทำงานไม่จำเป็นจะต้องนั่งแค่บนโต๊ะพร้อมกับจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่เสมอไป..
ลองปรับเป็นนั่งบนโซฟาหรือ เก้าอี้วางพื้นนุ่ม ๆ สำหรับเปลี่ยนบรรยากาศ ก็ไม่ได้แย่นะ 😉

สำหรับแสงที่ช่วยให้เรา Focus กับการทำงาน
ต้องขอบอกว่า แสงโทนอบอุ่นแบบฮุกกะ คงจะไม่เหมาะสมเท่าไร…

เพราะแสงโทนอบอุ่น จะทำให้เราไม่ตื่นตัว เฉื่อยชา
ตรงนี้คงต้องเลือกจัดแสงไปให้ดีนะคร้าบ 😆

🤚😨 และหากว่าเรากลัวการบ้างานที่บ้านมากเกินไป
ลองออกแบบมุมนั่งเล่น และของเล่นชิ้นโปรด ให้อยู่ในระยะสายตาของเรา เพื่อที่…เราจะได้ไม่ลืมการ “พักผ่อน” 😴


4. ระวังมีความสุขมากไปจนห้องรกนะ ! 😱

ไม่ว่าเราจะตกแต่งหรือเพิ่มเติมอะไรเข้าบ้าน ให้นึกถึงประโยชน์ของการใช้สอยเป็นหลัก

🤔 ลองถามตัวเองดูว่า…

“คุณต้องการห้องนี้ สำหรับทำอะไร ? ”
“คุณต้องการอะไร เพื่อให้เกิดความสบายใจในการอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ ?”
“สิ่งสิ่งนี้ จำเป็นมากหรือเปล่า หรือ ช่วยเพิ่มความสุขในบ้านได้อย่างไร ?”

ของบางอย่าง ก็กินพื้นที่จนเกินความจำเป็น แถมสิ้นเปลืองเงินด้วย 💸

หลักแนวคิดแบบฮุกกะ เค้าบอกว่าให้จัดเรียงลำดับความสำคัญของชีวิต

เช่น ถ้างานอดิเรกที่เราถนัดคือการวาดรูป
ถ้าเช่นนั้น คุณควรจะมีของที่ช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจหรืออุปกรณ์ที่ส่งเสริมต่อการวาดภาพ

ถ้าเป็นอย่างอื่นที่เราได้แค่อยากได้เพิ่มเติมตามกระแส คงต้องลองกลับไปถามตัวเองและจัดเรียงคงามสำคัญใหม่

🏡 บ้านฮุกกะ คือบ้านที่มีพื้นที่ที่หลากหลาย แบ่งการทำงานที่ชัดเจน และมีพื้นที่ที่เรารัก

🏡 บ้านฮุกกะ ไม่ใช่บ้านที่เต็มไปด้วยความรกของสิ่งของที่เราคิดว่าจะทำให้เรามีความสุข (หรือแม้แต่น้องหมาน้องแมวของเรา ก็คงไม่ได้มีความสุขด้วย)

— — — — — — — — — — — — — — — —

นอกจากเรื่องราวของการจัด “บ้าน” ให้น่าอยู่แล้วเนี่ย

อีกสิ่งหนึ่งที่เราจะละเลยกับการจัดการไม่ได้เลยก็คือ…ตัวและเวลาของเรานั่นเอง
ตัวของเราก็ต้องมีพื้นที่ฮุกกะภายในจิตใจเหมือนกันนะ

🤚😆 แต่เราคงจะขอหยุดการเล่าเรื่องแต่เพียงเท่านี้ ไม่เช่นนั้นคงได้ออกทะเลไปจากหัวข้อกันไกลแน่นอน 😂

เราอ่านในหนังสือคำพูดประโยคนึงที่น่าสนใจ เค้ากล่าวไว้ว่า “ถ้าเราเริ่มเปลี่ยนแปลงบ้าน บ้านก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงเรา”

“บ้านที่แสนสุข จะช่วยให้เติมความหวัง ความฝัน และแรงบันดาลใจ ให้เราก้าวไปข้างหน้า”

ความสุขที่แสนสุดของเรา สามารถสร้างขึ้นได้ที่ “บ้าน”
หวังว่าเพื่อน ๆ คงจะเริ่มค้นหาพื้นที่ฮุกกะของตัวเองกันได้ต่อนะคร้าบ 🤗🥰

#ฮุกกะ
#หาความสุข #เดนมาร์ก


แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- สรุปจากส่วนหนึ่งของหนังสือ “My Hygge Home: จัดบ้านน่าอยู่ด้วยปรัชญาความสุขฉบับฮุกกะ”
- สรุปจากส่วนหนึ่งของหนังสือ “ฮุกกะ : ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก”

ที่อยู่

Bangkok
10110

เบอร์โทรศัพท์

+66839776891

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MindStoryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง MindStory:

แชร์