Film Maniac ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Film Maniac, สตูดิโอภาพยนตร์/โทรทัศน์, Bangkok.

Talk to Me(2022) 7/10เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นที่สามารถสื่อสารกับผี และให้ผีเข้าสิงร่างได้ในระยะเวลาหนึ่ง ผ่านการจั...
16/09/2023

Talk to Me
(2022) 7/10

เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นที่สามารถสื่อสารกับผี และให้ผีเข้าสิงร่างได้ในระยะเวลาหนึ่ง ผ่านการจับ ‘มือ’ ปริศนา ที่เชื่อว่าเป็นมือศพของคนทรง พวกเขามั่วสุมเสพติดการถูกผีสิงราวกับเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง เมื่อยิ่งถลำลึก เหตุสยองที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น...

หนังสร้างจากหนังสั้นในชื่อเดียวกันของยูทูปเบอร์สองพี่น้อง Danny และ Michael Philippou ที่ได้โอกาสจากค่าย A24 ให้มากำกับหนังใหญ่เรื่องแรกของพวกเค้า บอกตามตรงไม่เคยดูหนังสั้นมาก่อน ดูแค่ตัวอย่างหนังครั้งเดียว ซึ่งก็ยังไม่ค่อยเก็ตว่า เค้าเล่นอะไรกัน มืออะไรมาจากไหน จับมือแล้วจะเกิดอะไรยังไงต่อ ผีเข้าสิงแล้วยังไง ก็ไม่ได้ไปหาข้อมูลอะไรต่อ เพราะอยากไปดูแบบหัวโล่งๆ...

หนังเริ่มเรื่องค่อนข้างกระชับฉับไว ปูเรื่องไม่ต้องเยอะ เข้าสู่จุดพีคด้วยความไวแสงทันใจวัยรุ่น เพราะหนังเป็นแนววัยรุ่นคึกคะนองท้าทายสิ่งลี้ลับ แล้วพอได้เห็นภาพว่าการเล่นจับมือผีมันเป็นยังงี้ๆ จะเห็นอะไรแบบนี้ๆ มีข้อจำกัดแบบนี้ๆ บอกตามตรงคือชอบไอเดียมาก เข้าใจง่ายแต่ดาเมจแรงสูง แล้วบรรยากาศกับการแสดงสีหน้า ก็บิ้วได้ดีมากจริงๆ ความกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็อยากท้าทาย นำมาซึ่งความชิบหายวายป่วง...

หนังเริ่มเรื่องค่อนข้างกระชับฉับไว ปูเรื่องไม่ต้องเยอะ เข้าสู่จุดพีคด้วยความไวแสงทันใจวัยรุ่น เพราะหนังเป็นแนววัยรุ่นคึกคะนองท้าทายสิ่งลี้ลับ แล้วพอได้เห็นภาพว่าการเล่นจับมือผีมันเป็นยังงี้ๆ จะเห็นอะไรแบบนี้ๆ มีข้อจำกัดแบบนี้ๆ บอกตามตรงคือชอบไอเดียมาก เข้าใจง่ายแต่ดาเมจแรงสูง แล้วบรรยากาศกับการแสดงสีหน้า ก็บิ้วได้ดีมากจริงๆ ความกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็อยากท้าทาย นำมาซึ่งความชิบหายวายป่วง...

หากจะเลือกสัมผัสแค่ประเด็นความหลอนในหนังเพียงแค่นั้นก็ทำได้ แต่กระนั้น Talk to Me ก็ยังใส่ประเด็นการเติบโตในชีวิตและสังคมวัยรุ่นเข้ามาอย่างแยบยลด้วย ภายใต้บรรยากาศความน่ากลัวของตัว ยังมีกลิ่นอายความดราม่าและการค้นหาตัวเองแบบลึก ๆ ผ่านการเล่าเรื่องโดยตัวละครนำเรื่องนี้ ที่เป็นจุดที่สร้างมิติที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นให้กับหนังเรื่องนี้ ไม่ได้จะมาขายแค่เพียงประเด็นผีอย่างเดียว...

ฝั่งการแสดงใน Talk to Me ถือว่าน่าพอใจไม่น้อย แม้ว่าโดยส่วนใหญ่จะเป็นนักแสดงฝั่งออสเตรเลียที่เราอาจจะไม่ได้คุ้นเคยกับพวกเขามากนัก แต่ถือว่าเป็นทีมแคสติ้งที่ค่อนข้างเหมาะเจาะลงตัวในแต่ละบทบาทได้เป็นอย่างดี “โซฟี ไวล์ด” แบกหนังทั้งเรื่องเอาไว้ได้เป็นอย่างดี มากับการแสดงน้อยแต่มากของเธอ ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบไหนก็ถ่ายทอดออกมาได้ค่อนข้างถึงใจ...

Talk to Me อาจจะเป็นหนังที่มีงานโปรดักชันพื้นฐานแบบง่าย ๆ ไม่ได้มีอะไรหวือหวาเท่าไหร่นัก แต่บนงานสร้างแบบธรรมดาเนี่ยแหละที่น่าจะเป็นการแสดงความจริงใจออกมาอย่างตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องใช้เอคเฟคหวือหวาอะไรมากมายก็หลอนได้ เพราะยังสามารถทำการหลอนได้จากตัวบทหนังและการแสดงเป็นหลักได้อยู่ หลอนแบบไม่ต้องหลอกซับซ้อนให้เหนื่อยอะไรมากมาย แต่เพียงแค่นี้หนังก็ทำให้คนดูหายใจไม่ทั่วท้องได้ในระดับหนึ่งแล้ว...

หนังสยองขวัญจากฝั่งตะวันตกอย่าง Talk to me สามารถเรียกได้เต็มปากว่า ‘หนังผี’ ผีแบบผีจริงๆ ไม่ใช่เดวิลไม่ใช่ซาตานแบบหนังผีฝรั่งส่วนมากในตลาด ที่ผีจะมีพลังเว่อวังพังบ้าน พอไม่ใช่แบบนั้น มันเลยโดนใจมากๆ...

สรุป

Talk to Me (2023) จับ มือ ผี ก็ถือเป็นอีกหนึ่งหนังผีที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จในแง่คอนเซ็ปต์ที่ตรงไปตรงมา โดยรวมถือว่ารู้ดีว่าคนดูต้องการอยากจะเห็นอะไรและดูอะไร ไอเดียอาจจะใหม่ในแง่เวทีสากลและเข้าถึงกลุ่มคนดูได้ไม่ยาก แต่จังหวะและลีลาของหนังยังมีบางจุดบกพร่องอยู่บ้าง แต่ในภาพรวมแล้วนั้นก็ถือว่ายังเป็นหนังที่เต็มไปด้วยอรรถรสในตัวเองได้เป็นอย่างดี...

Mission: Impossible - Dead Reckoning Part One(2023) 8/10เรื่องราวในภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ อีธาน ฮันต์ สายลับ IMF ที่ได้...
16/09/2023

Mission: Impossible - Dead Reckoning Part One
(2023) 8/10

เรื่องราวในภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ อีธาน ฮันต์ สายลับ IMF ที่ได้รับภารกิจใหม่ในการออกตามล่ากุญแจรูปกางเขนที่สามารถแยกออกได้เป็น 2 ชิ้นส่วน เมื่อประกอบกันเข้า กุญแจนี้จะสามารถเข้าถึงและควบคุมสิ่งที่เรียกว่า เอนทิตี (Entity) ที่มีความสามารถในการก่อวินาศกรรมระบบดิจิทัล ด้วยการแทรกซึมเข้าไปในระบบเครือข่ายได้อย่างแนบเนียน และยังไม่มีใครที่ล่วงรู้แน่ชัดว่ามันคืออะไร หน้าตาเป็นแบบไหน ใครเป็นคนสร้าง สร้างขึ้นมาทำไม และตั้งอยู่ที่ไหนในโลก...

ย้อนกลับไปเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ทอม ครูซ (Tom Cruise) ได้เริ่มต้นโปรเจกต์แรกของตัวเขาเองในฐานะนักแสดงและโปรดิวเซอร์หนัง ซึ่งนั่นก็คือ ‘Mission: Impossible’ หลังจากที่ออกฉายในปี 1996 โลกเลยได้รู้จักกับสายลับ อีธาน ฮันต์ สายลับประจำหน่วย IMF (Impossible Mission Force) ที่ต้องทำภารกิจในปฏิบัติการที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ จากหนังสายลับขายความไฮเทค พัฒนากลายเป็นแฟรนไชส์หนังแอ็กชันสายลับ ที่มาพร้อมกับฉากเสี่ยงตายสไตล์ ทอม ครูซ ที่ตอนนี้เดินทางมาถึงภาคที่ 7 ในชื่อ ‘Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One’ และถือเป็นภาคแรกของแฟรนไชส์ที่แบ่งเรื่องราวออกเป็น 2 ตอน...

นภาคนี้ก็ยังคงได้ คริสโตเฟอร์ แม็กควอรี (Christopher McQuarrie) ผู้กำกับและเขียนบทเจ้าประจำที่ทำงานกับแฟรนไชส์นี้มาตั้งแต่ตอนเขียนบทภาค ‘Mission: Impossible – Ghost Protocol’ (2011) และรับหน้าที่กำกับ 2 ภาคหลังอย่าง ‘Mission: Impossible – Rogue Nation’ (2015) และ ‘Mission: Impossible – Fallout’ (2018) ที่มีความเชื่อมโยงกันด้วยตัวละครชุดเดิม ทำให้มีภาพของความเป็น ‘จักรวาล’ ขึ้นมาอย่างชัดเจน รวมไปถึงภาคนี้ และตอนที่ 2 ที่จะฉายในปี 2024 ด้วย...

แม้โดยรวมจะไม่ได้มีเนื้อหาต่อมาจากภาคก่อน ๆ สำหรับคนที่ไม่เคยดููภาคไหนมาก่อนเลย ก็ยังถือว่าดูได้แบบสนุกและรู้เรื่องนะครับ บทถือว่าฉลาดทีเดียว ในการออกแบบให้ภาคนี้เป็นการเล่าเรื่องการตามหากุญแจ ส่วนปริศนาของเอนทิตีจริง ๆ ก็ค่อยต๊ะเอาไว้ไปว่ากันตอน 2 ก็เลยทำให้ภาคนี้มีความสนุกแบบจบในตัวได้ แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยความที่ภาคนี้มีตัวละครจากภาคเก่า ๆ ทั้งภาค ‘Rogue Nation’ (2015) และ ‘Fallout’ (2018) ผมเองก็คิดว่ายังมีความจำเป็นที่จะต้องดูภาคเหล่านี้มาก่อนเพื่อปูให้เข้าใจที่มาที่ไปของตัวละครเก่า ๆ ทั้งหมด (รวมถึงตัวละครจากภาคเก่าที่ถูกอ้างชื่อ) เพราะในหนังจะเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของคนที่อยู่รายรอบตัวฮันต์อยู่มากพอสมควร...

สิ่งที่แฟนหนังชุดนี้น่าจะพอจับสังเกตได้ก็คือ ในระหว่างภารกิจการหากุญแจ สิ่งที่คู่ขนานไปกับหนังก็คือ ความพยายามกลับไปสำรวจเรื่องราวในอดีตของตัวฮันต์เอง ในรูปของการย้อนกลับไปยังรากเหง้าของตัวเขาเองใน ‘Mission: Impossible’ (1996) ครับ คือนอกจากความพยายามใช้มุมกล้องแบบเอียง (Dutch Angle) ที่ผู้กำกับ ไบรอัน เดอ พัลมา (Brian De Palma) ใช้จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของภาคแรก...

อีกความเจ๋งที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของหนังนิด ๆ เหมือนกัน นั่นก็คือความซับซ้อนมากสิ่งของหนัง ถ้าหั่นครึ่งหนังแบบง่าย ๆ ก็จะเห็นชัดเจนว่า ครึ่งแรกของหนังคือการเล่าอธิบายเชิงโครงสร้างทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นใน ‘Dead Reckoning’ ทั้งสองภาค ทั้งการอธิบายเอนทิตี ในฐานะวายร้ายรูปแบบใหม่ที่มีความน่ากลัวก็คือ สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบดิจิทัล เข้าถึงฐานข้อมูลได้ทุกอย่างในโลก สร้าง Fake News เพื่อล้างสมองผู้คน สามารถปลอมแปลงอัตลักษณ์ตัวตน เรียนรู้และวิวัฒน์ตัวเองได้แบบไม่รู้จบ ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นคู่ปรับที่ตรงกันข้ามกับฮันต์อย่างชัดเจนมาก...

เพราะในขณะที่ฮันต์เองแม้ว่าจะทันสมัยแค่ไหน แต่ตัวเขาเองก็ยังมีสถานะเป็นคนจากโลกเก่าอยู่ดี เพราะในขณะที่ฮันต์ก็ยังคงรับข้อมูลผ่านแฟ้ม ภาพถ่ายอัดใส่กระดาษ และเทปบันทึกเสียงแอนะล็อกที่ทำลายตัวเองได้ เอนทิตีกลับสามารถจัดการฐานข้อมูลและทำลายตัวเอง ลบร่องรอยได้ด้วยตัวมันเองโดยไม่ต้องให้ใครมาส่งพัสดุ ในขณะที่ฮันต์ยังต้องสร้างหน้ากากยางในการปลอมแปลงตัวเอง เอนทิตีกลับสามารถปลอมตัวเป็นใครก็ได้ แฮกเพื่อสร้างข้อมูลเท็จ เปลี่ยนแปลง ปกปิด ทำลายข้อมูลอัตลักษณ์ตัวตนได้เลยภายในเสี้ยววินาที คือแทบจะเป็นวายร้ายระดับพระเจ้าที่สามารถ Disrupt โลกเก่าอย่างฮันต์ และส่งผลต่อโลกดิจิทัล และโลกจริงได้...

สิ่งที่เกริ่นไว้ว่าเป็นปัญหานิด ๆ ของครึ่งแรกก็คือ การที่หนังต้องค่อย ๆ อธิบายองค์ความรู้ซับซ้อนเนิร์ด ๆ ของตัวเอนทิตีเอง รวมไปถึงยังต้องพยายามปูเรื่องเพื่ออธิบายเกี่ยวกับบรรดาตัวละครต่าง ๆ ทั้งสถานการณ์ปัจจุบันของบรรดาตัวละครเก่า และการแนะนำตัวละครใหม่ รวมทั้งการพยายามวิพากษ์วิจารณ์การเมืองระหว่างประเทศ การพยายามอธิบายเรื่องราวความน่ากลัวของเอนทิตีที่มีความน่ากลัว ร่วมสมัย และดูใกล้ตัวเรามาก รวมทั้งเกมช่วงชิงอำนาจระหว่างประเทศ และระหว่างตัวละคร แม้ตัวหนังจะใช้วิธีการแทรกทุกอย่างไว้ในฉากแอ็กชันและบทสนทนาตึง ๆ จิกกัด เชือดเฉือน และยาวเหยียด ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าสิ่งเหล่านี้มันก็ทำให้ Pace หนังในครึ่งแรกมันเนือยมากพอสมควร และเต็มไปด้วยข้อมูลที่ต้องรับ วิเคราะห์ ปะติดปะต่อข้อมูลเยอะ ๆ จนแอบเหนื่อยเหมือนกัน ทั้งที่จริง ๆ คอนเซ็ปต์คร่าว ๆ มันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร...

สิ่งที่เป็นจุดเด่นจุดขายของแฟรนไชส์นี้ก็คงหนีไม่พ้นบรรดาฉากแอ็กชันที่ครูซยังคงเล่นเอง เสี่ยงเองในทุก ๆ ภาค เอาจริง ๆ แม้ตัวหนังจะปล่อยฟุตเทจเบื้องหลังออกมาให้ได้ดูทั้งในออนไลน์ และในโรงหนังมานานมากแล้ว แต่พอได้ดูซีนเหล่านั้นแบบเต็ม ๆ ก็ยังรู้สึกว่า ทอม ครูซ วัย 61 ปี นอกจากจะเล่นจริง เสี่ยงจริง เหมือนเช่นทุกภาค รวมทั้งยังนำเสนอฉากแอ็กชันแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่ต้องชมว่าช่างหาทำหาเสี่ยงกันเหลือเกิน ในอีกมุมหนึ่งมันก็ยืนยันได้อย่างชัดเจนเลยว่า ป๋าครูซแกยังคงรักษาวินัย ยังคงมีสมรรถนะทางร่างกายที่แน่นกว่าอายุจริง และใจรักในการเล่นฉากแอ็กชันเสี่ยงตายได้แบบไร้ขีดจำกัด ชนิดที่ว่าลืมอายุลืมตายได้อย่างไม่มีปัญหาเลย...

ซึ่งในภาคนี้ก็ต้องบอกว่ามีฉากแอ็กชันที่ให้ลุ้นกันแบบจิกเท้าหลายฉากอยู่นะครับ ทั้งฉากขี่มอเตอร์ไซค์ Honda CRF 250 พุ่งทะยานจากหน้าผาหินในนอร์เวย์ ที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร ดิ่งพสุธาลงสู่หุบเขา ก่อนจะกางร่มชูชีพก่อนถึงพื้นเพียงแค่ 500 ฟุต หรือ 152.4 เมตร ซึ่งพอมาเห็นแบบเต็ม ๆ ก็ยังเล่นเอาเกร็งได้อยู่ รวมทั้งฉากแอ็กชันบนขบวนรถไฟ ที่ชวนให้นึกถึงฉากต่อสู้บนรถไฟจากภาคแรกเหมือนกัน แต่ที่เจ๋งกว่าคือ ความสมจริงด้วยการถ่ายทำบนรถไฟจริง และถ่ายทำบนรางรถไฟจริง ๆ ซึ่งในหนังก็จัดฉากแอ็กชันบนรถไฟให้ดูกันแบบยาวเหยียด และใช้ทุกองค์ประกอบบนรถไฟแบบเกินคุ้ม รวมทั้งฉากซิ่งรถในโรม ที่ลุงฮันต์ต้องขับ Fiat 500 รถ EV สีเหลืองปุ๊กปิ๊ก ที่แม้จะดูคุ้น ๆ กับหนังที่มักจะใช้โลเคชันนี้ในหลาย ๆ เรื่อง แต่ก็ถือว่าทำออกมาได้ทั้งลุ้น ได้ทั้งตลกนรกบ้าบอคอแตกดีจริง ๆ...

ส่วนในพาร์ตตัวละคร ด้วยความที่ภาคนี้อุดมไปด้วยตัวละครทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ซึ่งบรรดาตัวละครจากภาคก่อน ๆ รวมทั้งครูซ ที่ไม่ต้องพูดถึงแล้วว่านึ่คือ อีธาน ฮันต์ คนเดียวในโลกจริง ๆ ส่วน วิง เรมส์ ในบทลูเธอร์ และเบนจี ที่รับบทโดย ไซมอน เพ็กก์ ก็เป็นตัวสร้างสีสันในภาคนี้ที่เข้าเส้นมาก ๆ ส่วนนักแสดงคนอื่น ๆ ก็ยังคงแสดงกันได้ดี ส่วน อีไซ โมราเลส ที่รับบทเป็น แกเบรียล วายร้ายประจำภาคนี้ ที่แอบโชว์ของน้อยไปนิด แต่ก็ถือเป็นวายร้ายที่มีมิติน่าสนใจ และน่าจะมีบทบาทมากขึ้นในตอนต่อไป...

อีกตัวละครที่แอบหงุดหงิดก็คือ เกรซ ที่รับบทโดย เฮย์ลีย์ แอตเวลล์ ครับ คือเธอรับบทเป็นนักล้วงกระเป๋าได้อย่างมีเสน่ห์อันนี้ไม่ขัด แต่ปัญหาที่รู้สึกก็คือ แอตเวลล์ เคยรับบท เพ็กกี คาร์เตอร์ และกัปตันคาร์เตอร์กับ Marvel แล้ว รวมทั้งอายุที่ดูโตกว่าจะเล่นบทแนว ๆ นี้ ก็เลยทำให้แอบไม่รู้สึกเชื่อ และไม่ซื้อกับเหตุผลและการกระทำบางอย่างที่ไร้เดียงสาของเกรซอยู่บ้างเหมือนกัน แอบเสียดายว่า ถ้าให้เธอมารับบทเป็นสายลับเก่ง ๆ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคู่กับฮันต์ น่าจะดูเหมาะกับเธอมากกว่า...

สรุป

คงไม่ต้องนั่งสงสัยแล้วล่ะครับว่าทำไม ‘Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One’ ถึงได้คะแนนจากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ได้สูงปรี๊ดขนาดนี้ เพราะถ้าไม่นับความซับซ้อนของภัยร้ายที่ยิ่งใหญ่และเป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ การวิเคราะห์บทสนทนาเกมแย่งชิงอำนาจและการเมือง รากเหง้า ปมเก่า ภัยจากโลกยุคแอนะล็อก มิตรภาพ การสูญเสีย ความไว้วางใจที่ไม่น่าไว้วางใจ ปริศนาที่ยังคงไร้ทางแก้ ทั้งหมดนี้ขมวดรวมกลายเป็นภารกิจที่น่าจะเป็นไปไม่ได้มากที่สุดของ อีธาน ฮันต์ ในบรรดาทุกภาคแล้วล่ะ...

แต่ในขณะเดียวกัน ตัวหนังก็ยังคงให้ความบันเทิงแบบเกินคุ้ม ทั้งฉากแอ็กชันที่ให้แบบจุก ๆ มุกจังหวะนรกที่ต้องอุทานว่ามันนรกจริง ๆ เป็นหนังที่มีความจบในตัวที่ดูโรงระบบปกติก็ได้ ดูระบบ IMAX ก็ยิ่งดี นับจากนี้ก็นึกไม่ออกเลยว่า ตอนที่ 2 ป๋าครูซแกจะดันเพดานจากภาคนี้ไปได้อีกแค่ไหน...

Barbie (2023) 7/10ณ ดินแดนบาร์บี้แลนด์ บาร์บี้และพ้องเพื่อนใช้ชีวิตกันอย่างเพอร์เฟคในทุกๆ วัน แต่แล้ววันหนึ่งบาร์บี้รุ่น...
16/09/2023

Barbie (2023) 7/10

ณ ดินแดนบาร์บี้แลนด์ บาร์บี้และพ้องเพื่อนใช้ชีวิตกันอย่างเพอร์เฟคในทุกๆ วัน แต่แล้ววันหนึ่งบาร์บี้รุ่นพิมพ์นิยม (Margot Robbie) กลับไม่เพอร์เฟคอีกต่อไป เธอเริ่มคิดถึงความตาย ความเศร้า ผมยุ่ง มีกลิ่นปากและเซลลูไลต์! ซึ่งสาเหตุมาจากเด็กสาวที่เล่นกับเธอในโลกแห่งความจริง บาร์บี้และเคนของเธอ (Ryan Gosling) จึงออกเดินทางตามหาเด็กสาวคนนั้นเพื่อทำให้ทุกอย่างกลับมาเพอร์เฟคอีกครั้ง...

หนังใหม่ 2023 ประจำเดือนกรกฎาคม "Barbie Movie" (บาร์บี้) ภาพยนตร์ฉบับ Live-Action ที่ใช้คนแสดงจริง ได้แรงบันดาลใจมาจากตุ๊กตาบาร์บี้ที่อยู่ในความทรงจำของเด็กผู้หญิงมายาวนานกว่า 60 ปี ผลงานของผู้กำกับหญิง เกรต้า เกอร์วิก ที่เคยฝากผลงานสุดประทับใจไว้ใน Lady Bird (2017) และ Little Women (2019) กลับมาครั้งนี้ได้เนรมิตโลกแห่งบาร์บี้แลนด์ที่ปกครองโดยผู้หญิง พร้อมมุกเสียดสีสังคมแบบตลกร้าย...

"ตุ๊กตาบาร์บี้" (Barbie) ตุ๊กตาพลาสติกสูง 11 นิ้ว เป็นของเล่นที่มาปฏิวัติวงการตุ๊กตาให้เด็กผู้หญิงทั่วโลก จากเดิมที่เด็กๆ จะเล่นแค่ตุ๊กตาเด็กทารก พร้อมกับบทบาทสมมติพ่อ แม่ ลูก แต่บาร์บี้เป็นตุ๊กตาผู้ใหญ่ที่สร้างความท้าทายและเปลี่ยนแปลงมุมมองของเด็กผู้หญิงทั่วโลกไปตลอดกาล เพราะ "บาร์บี้" เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่สามารถเป็นอะไรก็ได้ที่พวกเธออยากเป็น ไม่ว่าจะเป็นทนาย หมอ นางแบบ ตลอดจนประธานาธิบดีหญิง บาร์บี้อยากแต่งตัวแบบไหนหรือใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ โดยมี "เคน" เพื่อนชายคนสนิทของบาร์บี้คอยให้กำลังใจและสนับสนุนอยู่เคียงข้าง...

แต่ขณะเดียวกันโลกของบาร์บี้ก็เป็นโลกที่ปกครองโดยผู้หญิง ทุกสิ่งรอบตัวดูสวยงามและเป็นดั่งฝัน เด็กผู้หญิงหลายคนจึงพบว่าเมื่อพวกเธอโตเป็นวัยรุ่น กลับไม่ได้รู้สึกชื่นชอบบาร์บี้เหมือนเก่า อาจเพราะรูปร่างหน้าตาของบาร์บี้ที่ถอดแบบมาจากมาตรฐานความงามแบบ "พิมพ์นิยม" ในโลกแห่งความจริง และเราทุกคนอาจไม่สามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้หญิงแบบนั้นได้ ทำให้ต่อมาผู้ผลิตมีการผลิตบาร์บี้หลายรุ่นที่มีสีผิวแตกต่างกันมากขึ้น...

ผลงานกำกับของเกรต้า เกอร์วิก ได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจมาจากละครเวทีมิวสิคัลช่วงปี 1950 ในขณะที่ตุ๊กตาบาร์บี้ผลิตขึ้นครั้งแรกในปี 1959 ภาพยนตร์จึงมีกลิ่นอายของความเป็นมิวสิคัลผสมผสานกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและฉากที่มีสีสันสดใส เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้บาร์บี้แลนด์ และให้ผู้ชมรับรู้ถึงความเป็นโลกสมมติเมื่อเห็นตัวละครใช้ชีวิตอยู่ในบาร์บี้แลนด์ดินแดนพลาสติก...

จุดเด่นของหนังบาร์บี้ต้องยกให้การนำเสนอประเด็นทางสังคมหนักๆ ให้กลายเป็นเรื่องราวที่เข้าใจได้ง่าย ชวนคนดูตั้งคำถามกับบทบาทต่างๆ ของตัวละครอย่างน่าสนใจ จิกกัดสังคมทุนนิยมและเหน็บแนมปิตาธิปไตยได้อย่างตลกร้าย ผ่านการสร้างตัวละครผู้ชายคาแรกเตอร์งี่เง่าน่ารำคาญและไม่ฉลาดนัก ราวกับต้องการตอกกลับโลกฮอลลีวูดที่มักสร้างบทแม่มด ผีสาง ปีศาจ ให้กับตัวละครผู้หญิง

ในแง่ของนักแสดง แน่นอนเลยว่า มาร์โกต์ ร็อบบี นี่คือหนึ่งเดียวที่เหมาะสมกับบทบาร์บี้จริง ๆ จนนึกไม่ออกว่าจะเอาใครมาเล่นแทนได้ ร็อบบีในบทบาร์บี้ ถือว่าเป็นตัวหลักที่แบกหนังไว้พอสมควร แต่นักแสดงรอบข้างก็ถือว่าทำได้ดี...

ในขณะที่การแสดงของไรอัน กอสลิ่ง ในบทบาท "เคน" ก็ขโมยซีนฮาๆ ไปได้อย่างน่าจดจำ ทั้งนี้ Barbie Movie ไม่ได้แค่จิกกัดปิตาธิปไตย แต่ยังสอดแทรกมุกที่เสียดสีโลกของบาร์บี้เองด้วย การอยู่ในโลกที่สมบูรณ์แบบแต่ทุกอย่างกลับปลอมเป็นพลาสติก จนเริ่มคนพบว่าชีวิตนั้นไร้ความหมายและไม่มีตัวตน นำไปสู่การตื่นรู้ถึงพลังอำนาจในตัวเอง แม้เนื้อหาโดยรวมจะสนุกและชวนติดตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีความไม่สมเหตุสมผลและพยายามในการสร้างซีนให้ตัวละครด้วยสปีชต่างๆ...

นอกจากโปรดักชันที่น่าจับตามองแล้ว ในส่วนของเพลงประกอบภาพยนตร์ Barbie ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน เพราะมาร์ค รอนสัน (Mark Ronson) เจ้าของรางวัล Oscar และแอนดรูว์ ไวแอตต์ มารับหน้าที่ในการโปรดิวซ์เพลง รวมศิลปินชื่อดังมากมายที่มาร่วมสร้างสรรค์เพลงประกอบภาพยนตร์...

สรุป
แม้จะดูเป็นหนังเด็ก แต่เราคิดว่าการจะดูเรื่องนี้ให้สนุก ต้องเป็นผู้ใหญ่มากกว่าและไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบบาร์บี้ เราคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ดูได้หมด ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกออกแนวเฉยๆ กับการนำเสนอในรูปแบบ แฟนตาซี แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอนจอยกับความ มิวสิคคัล ของมันด้วยเพลงที่เพราะและการออกแบบดีไซน์ท่าเต้นต่างๆที่โคตรคูล โดยเฉพาะของ เคน โดย ไรอัล กอสสลิง 555+ ชอบมาตั้งแต่ ลาลาแลน ส่วนเนื้อหาของหนังผมชอบนะสะท้อนสังคมได้ถูกที่ถูกเวลามากๆ...

แม้เนื้อหาเรต PG-13 ในหนังจะไม่ได้รุนแรง แต่ก็รู้สึกว่าแอบยากที่จะแนะนำให้พ่อแม่พาน้อง ๆ ไปดูนะครับ ด้วยความที่มันเซอร์เรียลจัด กับสารที่เป็นปรัชญาในหนังมันซีเรียสและมีความเป็นผู้ใหญ่มาก ๆ มันก็เลยเป็นหนังที่พูดและทำงานกับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ๆ หรือเอาเข้าจริง ต่อให้ไม่อินกับโลกของบาร์บี้ แต่ไม่แน่ คุณก็อาจจะอินกับความเป็นมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวของตุ๊กตาในโลกสีชมพูได้ จนถึงขนาดที่ว่าดูจบกลับบ้านแล้วก็อาจจะยังชวนให้ครุ่นคิดต่อแบบไม่จบง่าย ๆ แน่นอน...

Avatar: The Way of Water (2022) 6/10เป็นเวลาหลาย 10 ปีที่ชาวนาวีได้อยู่อย่างสงบสุขในเผ่าของตนเอง แต่หลายปีนั้นก็ดูเหมือน...
01/02/2023

Avatar: The Way of Water (2022) 6/10

เป็นเวลาหลาย 10 ปีที่ชาวนาวีได้อยู่อย่างสงบสุขในเผ่าของตนเอง แต่หลายปีนั้นก็ดูเหมือนจะสั้นลงไปในพริบตา เมื่อ ‘คนจากฟ้า’ หรือ ‘มนุษย์โลก’ ได้กลับไปเยือนบนดาวแพนดอร่าอีกครั้ง พร้อมกับไฟความแค้นที่สุมในอกไว้ยังไม่เคยดับไป การไปเยือนครั้งนี้สร้างความเสียหายนับไม่ถ้วน และยิ่งไปกว่านั้นการล่าแค้นสุดเดือดเพื่อตามล่า Jake Sully และครอบครัวของเขา นำพามาซึ่งหายนะที่ไม่อาจประเมินค่าได้...

60-70% แรกของการเดินเรื่องดูสนุก มีความน่าติดตามผจญภัยกับสิ่งใหม่ๆ แต่ปัญหาคือช่วงหลังของเรื่องที่เริ่มออกอาการหมดมุก ตั้งแต่ความพยายามหาจุดปมขัดแย้งให้เรื่องไม่เดินตามรอบภาคเก่าคือขับไล่มนุษย์กลับ แต่เป็นการลดสเกลฉากแอ็กชั่นให้เล็กแคบลงเป็นอีเวนท์เหตุการณ์สำคัญหนึ่งที่เกี่ยวกับชีวิตของลูกๆ ของเจค โดยพยายามผูกเรื่องให้โยงกับการทำลายธรรมชาติ เกี่ยวข้องกับการล่าปลาวาฬในเรื่องที่ใช้ชื่อเรียกว่า “ทุลคุน” ซึ่งผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน ก็เป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทะเลอยู่แล้ว...

การที่นำเรื่องนี้มาผูกเข้ากับโลกของแพนโดร่าก็ไม่แปลกอะไร แต่ก็รู้สึกว่าเป็นความพยายามส่งสารเฉพาะตัวที่เหมือนยัดเยียดมากไปสักหน่อย แม้มันอาจจะไม่ได้ทำให้เรื่องดูเสียหาย แต่ทิศทางของเรื่องมันก็แปลกๆ เพราะจากนั้นคือการรบกับนักล่าปลาวาฬในเรื่อง ที่พ่วงเข้ากับตัวร้ายผู้พันในสเกลเล็กแค่เรือลำหนึ่งกับพวกหุ่นยนต์ไล่ล่าปลาวาฬทั้งบนบกและในน้ำ ซึ่งต่างไปจากภาคแรกที่ทั้งหมดเป็นหุ่นรบเครื่องจักรทำสงครามทั้งนั้น ฉากแอ็กชั่นช่วงท้ายเลยไม่ได้มีอะไรที่ดุเดือดหรือลุ้นกันสุดๆ แบบที่ภาคแรกทำไว้ได้ดีทั้งตัวละครของเจคกับผู้พัน แต่มาภาคนี้เหมือนมวยวัดนัดล้างตากันแค่นั้นแล้วก็จบไปแบบเงียบๆ โดยมีปมเรื่องสายใยของครอบครัวตัวละครมาเกี่ยวข้องพอเป็นพิธีเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้อินอะไรมากมาย และยังมีการตัดสินใจที่ไม่สมเหตุผลเท่าไหร่ของตัวละครตลอดทั้งเรื่อง...

นอกจากนี้ตัวเรื่องยังไม่ได้จบโดยสมบูรณ์ในภาคนี้ คือเป็นการจบเรื่องแบบทิ้งคาไว้เพื่อไปต่อ และก็ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ไม่เคลียร์เลยแม้แต่น้อย ซึ่งแม้จะไม่เป็นปัญหากับการเดินเรื่องก็จริง แต่ก็รู้สึกว่าเป็นการคาเรื่องไว้หากิน เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเริ่มคิดปมใหม่ในภาคต่อไปอีก เอาเป็นว่ามันคล้ายๆ กับการดูลอร์ดออฟเดอะริงที่ยังไงก็ต้องดูให้จบ แต่ลอร์ดคือมีนิยายรองรับแบบละเอียดยาวมาก คนดูเข้าใจดีว่ามีหลายภาคเพื่ออะไร แต่เรื่องนี้คือการเขียนบทยืดทิ้งเรื่องไว้ให้ทำต่อได้ในเชิงธุรกิจมากกว่า (กะหากินยาวๆเลยว่างั้น) เพราะจริงๆ เรื่องก็สามารถจบเคลียร์ได้หมดในภาคนี้เลย แต่กลับไม่ทำ และยังเผยปมที่จะใช้ไปต่อในอนาคต...

แม้ว่ามันจะเป็นหนังที่บันเทิงจ๋า ๆ แต่ก็ยังมีจุดที่เนือย ๆ อยู่ ด้วยความยาวมากกว่า 3 ชั่วโมง 12 นาที ยอมรับว่าเกิดอาการเหมือนหลุดจากหนังไปชั่วครู่ใหญ่ ๆ เลย โดยเฉพาะช่วงกลางๆของหนัง เหมือนฉากโชว์ของ มันให้ความรู้สึกเหมือนว่ากำลังดูช็อตในสารคดีสัตว์ทะเลอยู่เหมือนกัน ถ้าเอาแง่ดีก็คือ มันเหมือนจริงขั้นสุดแบบ Hyper-Realistic คือเหมือนจริงจนกลายเป็นของจริงไปแล้ว แต่พอมันเป็นหนังความยาวขนาดนี้ ก็ถือว่ากราฟความสนุกเกิดอาการตกท้องช้างมากอยู่พอสมควรเหมือนกัน ยังดีที่งานภาพที่สวยเนียนเพลินตายังพอช่วยให้ไม่รู้สึกเนือยเบื่อจนชวนทำให้ถอดใจ...

อีกอย่างที่ต้องไม่ลืมก็คือ ‘Avatar’ มันไม่ใช่หนังเดี่ยว แต่มันวางแผนเป็นแฟรนไชส์หนัง 5 ภาคนะ แม้ว่าหนังภาคนี้จะสอบผ่านในแง่บันเทิง แต่ถ้ามองโดยรวม ๆ ก็จะพบว่า ทั้งสองภาคนั้นมีแนวทางเนื้อเรื่องและแกนเรื่องที่คล้ายกันมาก ๆ เลย ซึ่งจริง ๆ มันก็ไม่ได้เป็นแก่นเรื่องและ Conflict ที่ใหม่สำหรับยุคนี้แล้วซะด้วย มันเป็นพล็อตที่ได้แรงบันดาลใจจากสื่ออื่น ๆ ของฮอลลีวูดที่มีมาก่อนแล้วทั้งนั้น ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่า คาเมรอนเองก็กำลังดูกระแสภาคนี้อยู่ เพราะถ้าหากรายได้ไม่ถึงเป้า ลุงแกก็เตรียมทำหมันแฟรนไชส์ไว้ที่ 3 ภาคถ้วน...

และเนื้อเรื่องของดาวแพนดอรา ที่จริง ๆ แล้วก็กลายเป็นจักรวาลย่อย ๆ ไปแล้วล่ะ สามารถต่อยอดและหยิบประเด็นเอามาเล่นและเสนอได้อีกเยอะมาก แต่ถ้าป๋าคาเมรอนเองยังยืนยันแนวทางตามพล็อตย่อยง่ายทำนองนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็อาจจะมีความเสี่ยงที่อาจจะไปไม่ถึงฝันได้อยู่เหมือนกัน แต่ลึก ๆ ก็เชื่อว่าป๋าคาเมรอนคงไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ ๆ แต่จะไปถึง 5 ภาคได้จริงตามฝันไว้หรือไม่ คงต้องให้คนดูตัดสินกันที่ภาคนี้ล่ะครับว่า พล็อตบันเทิงจ๋า ๆ กับงานภาพสามมิติสุดอลังการ จะยังคงมีมนต์เสน่ห์มากพอที่จะดึงดูดคนให้ยอมเสียเงินค่าตั๋วแพง ๆ เดินทางไปดูหนังในโรง (แทนที่จะรอดูผ่านสตรีมมิงที่บ้าน) ได้มากแค่ไหน และจะสร้างปาฏิหาริย์หนึ่งในล้านแบบที่ภาคแรกทำได้อีกครั้งหรือไม่...

สรุปๆๆ อย่างไรก็ตาม ‘Avatar: The Way of Water’ ก็เป็นหนังที่ยังไงก็ต้องไปดูในโรง โอเค มันอาจเป็นหนังพล็อตง่าย ๆ plot hole พรุนไปทั้งเรื่อง ที่ไม่ได้ซับซ้อนจนต้องร้องโอ้โห แต่ยังไงมันก็เป็นหนังที่สนุกและให้ความบันเทิงได้ครบตามแบบฉบับคาเมรอนจริง ๆ นั่นแหละ แล้วก็เป็นเหมือนกึ่ง ๆ บทพิสูจน์ด้วยว่าคาเมรอนคือเจ้าพ่อหน้งภาคต่อจริง ๆ มันเป็น 13 ปีที่ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการ และวิวัฒนาการของงานด้านภาพและโปรดักชันที่ให้ความบันเทิงได้เหนือขึ้นไปอีกขั้นจริง ๆ...

Black Panther: Wakanda Forever (2022) 7/10สถานการณ์ระส่ำระสาย เมื่อวากันด้าต้องเสียประมุขอย่างทีชัลล่าไป ราชินีรามอนด้า ...
24/11/2022

Black Panther: Wakanda Forever (2022) 7/10

สถานการณ์ระส่ำระสาย เมื่อวากันด้าต้องเสียประมุขอย่างทีชัลล่าไป ราชินีรามอนด้า และเจ้าหญิงชูรี จึงต้องนำพาประเทศให้รอดพ้นภัยการคุกคามจากชาติมหาอำนาจที่ต้องการไวเบรเนียม และศัตรูใหม่ที่เข้ามาอย่าง เนมอร์ ผู้ปกครองอาณาจักรทาโลคานใต้มหาสมุทร ชาววากันด้าจะร่วมมือกันรับมือทั้งความโศกเศร้าและศึกรอบด้าน และก้าวไปข้างหน้าต่อไปได้อย่างไร...

ปฏิเสธไม่ได้ว่า แฟรนไชส์ Black Panther และความรู้สึกตอนดูหนังในแฟรนไชส์นี้ ไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไป นับตั้งแต่วินาทีที่โรคร้ายได้พราก Chadwick Boseman นักแสดงหนุ่มวัย 43 ปี ผู้รับบท King T’Challa หรือ Black Panther อันเป็นที่รักของคนดูและเสาหลักของประเทศ Wakanda ไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวในปี 2020 ทำให้ทิศทางและอนาคตของแฟรนไชส์ตกอยู่ในห้วงแห่งความเคว้งคว้าง เมื่อบางสิ่งบางอย่างหายไป...

Ryan Coogler ผู้กำกับผิวสี ประสบความสำเร็จกับการสร้าง Black Panther (2018) หนังฮีโร่ผิวสีที่โปรโมต Afrofuturism movement เพราะหนังไม่ใช่แค่แสดงโดยคนผิวสีเกือบ 100% แต่ยังสอดแทรกวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง ฯลฯ ของกลุ่มคนเชื้อสายแอฟริกันไว้อย่างน่าชื่นชม และในปีนี้ (2022) ทุกคนต้องสานต่อสารเหล่านั้นและ move forward โดยไม่มีฝ่าบาทคนเดิมอีกต่อไป....

การทำหนังภาคต่อของหนังที่ประสบความสำเร็จที่ว่ายากแล้ว การทำหนังภาคต่อโดยปราศจากนักแสดงนำของเรื่องนั้นยากยิ่งกว่า เพราะมันไม่ใช่แค่ภาวะกดดันที่ต้องรับมือ แต่ทุกคน… ทั้งทีมงาน นักแสดง และผู้ชม… ต่างต้องรับมือกับความสูญเสียและความเศร้าโศกให้ได้ด้วย...

Black Panther: Wakanda Forever เป็นหนังที่ครบรส ทั้งดราม่า คอเมดี้ และแอ็คชั่น แต่ก็ต้องยอมรับว่า บางทีมันตัดสวิงอารมณ์เกินไป ปรับอารมณ์ไม่ทัน เข้าใจได้ว่าหนังก็อยากจะพาเราไว้ทุกข์ ไว้อาลัย และในขณะเดียวกัน ก็อยากจะพาทุกคน move on และสร้างความบันเทิงในแบบฉบับของ Marvel...

แต่ถ้าหนังกล้าตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง เช่น ตัวละคร CIA คนขาวคนดีคนเดิม Ross (Martin Freeman) กับตัวละครใหม่อย่าง Riri Williams หรือ Ironheart (Dominique Thorne) มันไม่ใช่แค่ทำให้หนังมีความยาวที่พอดี (หนังจริงมีความยาว 2 ช.ม. 41 นาที ซึ่งถือว่ายาว) แต่หนังจะสามารถทำงานกับความรู้สึกของคนดูได้ดีกว่านี้ เมื่อไม่มี Subplot มาตัดอารมณ์หรือ distract จากหัวใจสำคัญจริง ๆ ของแก่นเรื่อง...

การ move on คือหนึ่งในธีมสำคัญของหนัง นอกจาก Shuri แล้ว Nakia (Lupita Nyong’o) คนรักของ T’Challa ก็ต้องพยายามก้าวข้ามผ่านและรับมือกับการสูญเสียในแบบของเธอ แม้แต่ควีนมัมหรือแม่ของ T’Challa ผู้สูญเสียทั้งสามีและลูกชายไปแทบไล่ ๆ กัน ก็ต้องพยายามเข้มแข็งเพื่อ Shuri และประเทศชาติ แต่เราก็ต้องเข้าใจว่า Shuri ก็ถือว่ายังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง และเธอก็มีความรู้สึกผิดที่ไม่อาจใช้ความรู้ความสามารถช่วยชีวิตพี่ชายไว้ได้ มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามากกว่า ซึ่งเราคิดว่านักแสดงทุกคนถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยมยกเซต...

นอกจากนี้ Black Panther ยังคงโดดเด่นในการสร้าง antagonist ที่มีเสน่ห์ น่าจดจำ มีปูมหลังที่น่าสนใจ ตั้งแต่ Killmonger (Michael B. Jordan) ในภาคแรก และ Namor ในภาคนี้ อีกทั้งหนังยังเนรมิตนครใต้บาดาลของ Namor ได้อย่างงดงาม และบางทีตัวละคร Namor ก็ค่อนข้างคุ้มดีคุ้มร้าย แต่ถ้าหนังตัด subplot และตัวละครที่ไม่จำเป็นออกไปตามที่เรากล่าวไปก่อนหน้า หนังอาจจะทำให้ Namor ดูมีมิติได้มากกว่านี้...

สำหรับฉากแอ็คชั่น ซึ่งเคยเป็นจุดขายสำคัญของหนังซูเปอร์ฮีโร่ เราต้องบอกว่า ซีนแอ็คชั่นของ Black Panther: Wakanda Forever ไม่ได้โดดเด่นขนาดนั้น ทั้งนี้ เช่นเดียวกับผลงานของ Marvel ยุคหลัง ๆ เช่น Ms. Marvel, She-Hulk, Hawkeye ที่ขายฉากต่อสู้น้อยลงและไปเน้นส่วนอื่นมากขึ้น นี่อาจเป็นทิศทางใหม่ของ Marvel ในอนาคต ซึ่งคนที่ชอบก็อาจจะชอบไปเลย คนที่ไม่ชอบก็อาจจะไม่ชอบไปเลย...

สรุปๆๆ Black Panther: Wakanda Forever เกือบที่จะเป็นหนังที่ครบรสและสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่คนหลงทางคนหนึ่ง (ทีมผู้สร้าง) จะทำได้ ถึงแม้หนังจะมีบาดแผลอยู่บ้าง เช่นเดียวกับหนังส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรม และเส้นเรื่องยิบย่อยมากมายก็ไม่อาจเติมเต็มช่องว่างที่หายไปได้ แต่ก็เป็นหนังที่น่าจดจำและเล่นอารมณ์คนดูได้พอสมควร...

Black Adam (2022) 6/10การตามล่า มงกุฏซับบาค (Sabbac) ที่หลอมมาจากแร่หินอีเทอร์เนียม (Eternium) เมื่อ 5,000 ปีก่อน นำโดย ...
24/11/2022

Black Adam (2022) 6/10

การตามล่า มงกุฏซับบาค (Sabbac) ที่หลอมมาจากแร่หินอีเทอร์เนียม (Eternium) เมื่อ 5,000 ปีก่อน นำโดย เอเดรียนา อาชญากรสาวที่กลุ่มอินเตอร์แก๊งหมายหัว แต่แล้วเธอก็ดันปลุก เท็ธ-อดัม นักรบพลังเวทขึ้นมาจากที่คุมขัง จนกลุ่มจัสติซโซไซตี้ ที่จะต้องมาคอยกำราบพลังดั่งเทพเจ้าของเขาก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป...

เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร ดีซี น่าจะรายแรก ๆ เลยที่มีนักแสดงซูเปอร์สตาร์มาผล้กดันโปรเจกต์แบบเป็นเรื่องเป็นราว และหากใครตามงานหนังค่ายดีซีจะพบว่ามันผ่านการลองผิดลองถูก ล้มลุกคลุกคลานจนได้ทั้งหนังระดับขึ้นหิ้งไปจนถึงหนังแย่ ๆ ที่มีแต่คนสาปส่ง แต่ก็ด้วยคาแรกเตอร์และคอนเทนต์ที่มีความหลากหลายเฉพาะตัวของดีซีนี่เองที่ทำให้ยังมีฮีโรอีกหลายตัวที่รอการแนะนำตัวบนจอเงิน โดยหนึ่งในนั้นก็คือแบล็กอดัม (Black Adam) ที่ได้ ดเวย์น จอห์นสัน (Dwayne Johnson) หรือเดอะ ร็อกที่คนไทยเรียกกันติดปากเป็นคนผลักดันโปรเจกต์...

สารภาพตามตรงว่า ‘Black Adam’ อาจไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโรที่จะมาสร้างเซอร์ไพร์สอะไรให้คนดูด้วยตัวมันเองนัก มิหนำซ้ำมันยังเดินตามสูตรสำเร็จแบบหน้าไม่อายทั้งการเริ่มด้วยตำนานเรื่องเล่า ฉากผจญภัยล่ามงกุฏ ฉากแอ็กชันแบบอัดต่อกันซีนต่อซีน และว่ากันตามตรงมันเป็นหนังที่มีแผลเหวอะหวะเต็มไปหมด...

แต่ก็ต้องยอมรับนั่นแหละว่าด้วยความที่นี่คือหนังของ เดอะร็อก ‘Black Adam’ เลยรู้ว่าจุดขายของมันคืออะไรและมันก็มุ่งตรงสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นแฟน ๆ พระเอกกล้ามโตทั่วโลกแบบเดียวกับที่หนังยุค 90s...

พูดแบบไม่อวยเกินไปก็คือแม้หนังจะมีบทที่เชยสะบัด แต่ก็เอาซีนแอ็กชันมากลบทับถมมันแบบอลังการ แม้คนดูจะไม่ได้หนังในระดับเดียวกับ ‘Dark Knight’ แต่ก็น่าจะพอสนองนี้ดแฟน ๆ ดีซีที่ตามงานผู้กำกับ แซ็ก สไนเดอร์ ได้แบบพอหายคิดถึงแถมยังเป็นอีกหนึ่งในคอลเล็กชันหนังของเดอะร็อกในระดับความสนุกแบบเทียร์สูง ๆ ที่แฟน ๆ จะชื่นชอบได้ไม่ยากเลย...

ว่ากันถึงจุดที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียอย่างนักแสดงกันบ้าง ในขณะที่หนังทั้งเรื่องแทบจะมีแต่เดอะร็อก เดอะร็อก และเดอะร็อก การมีอยู่ของ ซาราห์ เชไฮ นักแสดงสาวเลือดละตินก็ถือเป็นความฉลาดที่หนังเลือกมาเบรกอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่านเต็มจอได้ดี หรือกระทั่งการดึงเอานักแสดงหนุ่มหล่อสาวสวยอย่าง โนอาห์ เซ็นติเนียโอ และ ควินเทสซา สวินเดลล์ มาทำให้หนังดูมีอะไรขึ้นแต่ก็แอบเสียดายที่มันกลับทรีตพวกเขาเป็นแค่ไม้ประดับจริง ๆ โดยเฉพาะสองรายหลังที่ยิ่งดูยิ่งต้องถามถึงความจำเป็นที่ต้องมีพวกเขาอยู่ในหนังมั้ย...

มีเพียง เพียรซ์ บรอสแนน นี่แหละครับ อดีต เจมส์ บอนด์ ที่แม้หนังจะให้ค่าแค่ผู้อาวุโสของเรื่อง แต่เชื่อมั้ยครับความหล่อ ความเท่คือเกินหน้าเกินเบอร์นักแสดงหลาน ๆ มากเลย ไม่เพียงแต่ลุคที่ใช่แต่การแสดงของบรอสแนนคืออีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ได้เป็นจุดบอดของหนังแม้แต่นิดเดียว เรียกง่าย ๆ ว่าความเก๋า ความหล่อของลุงบอนด์รายนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งอย่างนอกจากเดอะร็อก เดอะร็อกและเดอะร็อกที่คนดูจะจดจำได้หลังออกจากโรงแน่นอน...

สรุปๆๆ หนังสนุกมากครับ ไม่ใช่ไม่สนุก เพียงแต่ว่ามันเดาง่ายและบทหนังค่อนข้างเชย แต่ความสนุกนั้นจัดมาเต็ม เรียกว่าสองชั่วโมงนิดๆ 90% ก็จัดฉากแอ็คชั่นมาเต็มๆ ก็ดูฉากแอ็คชั่นกันไห้ตาปวดไปเลยทีเดียว...

Emergency Declaration (2021) 8/10เรื่องราวของมหันตภัยที่ไม่มีใครคาดถึง เมื่อเครื่องบินโดยสารลำหนึ่งซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปเก...
21/09/2022

Emergency Declaration (2021) 8/10

เรื่องราวของมหันตภัยที่ไม่มีใครคาดถึง เมื่อเครื่องบินโดยสารลำหนึ่งซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปเกาะฮาวาย ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากมีผู้โดยสารเสียชีวิตอย่างปริศนา สร้างความหวั่นวิตกและความวุ่นวายเกิดขึ้นบนเที่ยวบินนี้อย่างห้ามไม่ได้ ยิ่งเมื่อมีกระแสข่าวจากภาคพื้นดินที่เป็นการข่มขู่ผู้ไม่หวังดีที่เตรียมจะก่อวินาศกรรมขึ้น ยิ่งทำให้สถานการณ์บนความสูง 40,000 ฟุตเป็นวิกฤตที่ไร้การควบคุม...

พล็อตดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ที่เหลือก็เป็นองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น พล็อตเรื่องถูกนำไปขยายเป็นบทภาพยนตร์ที่ดี ผู้กำกับมือถึง นักแสดงมีฝีมือ โปรดักชันดี และที่สำคัญทุนสร้างที่เพียงพอ ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ Emergency Declartion มีครบ...

พล็อตที่ว่าด้วยสถานการณ์คับขันในสถานที่ปิดล้อมนี่สร้างเป็นหนังได้สนุกเสมอ ถ้าผู้กำกับไม่อ่อนด้อยประสบการณ์เกินไปนักนะ แล้วยิ่งเรื่องนี้กำหนดให้สถานที่ปิดล้อมในเรื่อง เป็นเครื่องบินที่อยู่กลางอากาศอีกด้วย แล้วยิ่งมีผู้ร่วมชะตากรรมนับร้อยคน สถานการณ์ยิ่งชวนระทึกเข้าไปใหญ่ พล็อตเริ่มต้นก็มองว่าน่าสนใจแล้ว พล็อตรองที่เติมเข้าไปก็ยิ่งเสริมเรื่องราวให้น่าติดตามมากขึ้นไปอีก ทำให้หนังสามารถเล่าเรื่องราวคู่ขนานกันไปได้ ทั้งบนเครื่องบิน และบนภาคพื้น...

อย่างที่เกริ่นไปว่า บทภาพยนตร์ขยายความออกมาดี ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับ ฮันแจริม ผู้กำกับที่เหมารวมหน้าที่เขียนบทเองด้วย แม้ว่า The King ผลงานก่อนหน้าของเขาเมื่อปี 2017 จะไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่ค่ายหนังก็กล้าทุ่มเงินมหาศาล 28,000 ล้านวอน หรือประมาณ 7,### ล้านบาท ให้เขามาละเลงเล่นออกมาเป็นเรื่องนี้ ซึ่งงบส่วนหนึ่งก็หมดไปกับค่าตัวนักแสดงแถวหน้าของวงการหนังเกาหลีใต้นี่ล่ะ ซึ่งบทของแจริมก็สามารถกระจายบทบาทความสำคัญให้กับนักแสดงทุกคนได้ถ้วนหน้า แต่ละคนก็มีซีนสำคัญของตัวเอง...

แม้ว่าหนังจะยาวถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที แต่หนังก็ไม่ได้ปูความกันยาวเลย แค่ 20 นาทีแรกก็พาคนดูเข้าสู่โหมดระทึกแล้ว พอผู้โดยสารคนแรกติดไวรัส หนังก็เหยียบคันเร่งเดินหน้าตลอด มีผ่อนเบาบ้างเป็นระยะแต่ไม่นานนัก ให้คนดูได้ลุ้นกับวิกฤตการณ์บนเครื่อง ว่าใครจะตายใครจะรอดบ้าง แล้วยังต้องลุ้นว่าสุดท้ายแล้วเครื่องจะลงจอดที่ไหนได้สำเร็จไหม ระหว่างนั้นก็ต้องลุ้นให้เครื่องไม่ตกอีก ฉากที่ระทึกที่สุดคือฉากที่เครื่องบินเสียการควบคุมแล้วกำลังดิ่งลงโหม่งโลก เป็นฉากที่ผู้สร้างภูมิใจ กล้องนี่หมุนติ้ว ๆ ผู้โดยสร้างในเครื่องกลิ้งกันไปมา เป็นงานภาพที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ภายในเครื่องบินที่กำลังดิ่งได้สมจริงที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลย ถือว่าทำการบ้านมาดีเลยละ...

นอกจากความระทึกบนเครื่องแล้ว เราก็ยังได้สนุกกับการสืบสวนที่เดินควบคู่กันไป ซึ่งต้องสืบหาต้นตอของไวรัสอันตรายนี้แล้วหายารักษาให้ได้ทัน ก่อนที่เครื่องบินร่วงลงโหม่งโลก ที่สอดแทรกเข้ามาระหว่างนี้ก็คือ เรื่องราวระดับการเมืองมีทั้งรัฐมนตรีคมนาคม และหัวหน้าศูนย์บรรเทาวิกฤตฉุกเฉิน ที่พยายามประสานงานไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อขอนุญาตให้เครื่องบินลำนี้ได้ลงจอด ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับเสียงโต้แย้งของประชาชน ไม่ให้เครื่องบินลงจอด ตรงนี้ล่ะที่หนังหยิบเรื่องมนุษยธรรมเข้ามาเป็นคำถามกับคนดูได้ดี ว่าเหตุการณ์เช่นนี้ควรจะคำนึงถึง 150 ชีวิตบนเครื่องที่มีความสำคัญในฐานะพ่อแม่พี่น้องลูกเต้าของอีกหลายคน หรือจะคำนึงถึงความปลอดภัยระดับประเทศถ้าเกิดยอมให้เครื่องลงจอดแล้วควบคุมการแพร่ระบาดไม่อยู่...

สรุปๆๆ เรียกว่าเป็นหนังที่ครบรสชาติ ตื่นเต้น สืบสวน ดราม่าพอประมาณ งานภาพเยี่ยม ดนตรีประกอบดี นักแสดงเด่น ซีจีเนียน หลังจาก Train to Busan มาก็มีเรื่องนี้ล่ะ ที่ทำได้สนุกลุ้นแบบหานใจไม่ทั่วท้องในหลาย ๆ ฉาก นำไปสู่ฉากจบได้สวยงาม...

Bullet Train (2022) 7/10 เรื่องราวของนักฆ่าหนุ่มนาม ‘เลดี้บัก’ (Brad Pitt) เลดี้บักเป็นนักฆ่าประสบการณ์โชกโชน แต่มักจะพบ...
16/09/2022

Bullet Train (2022) 7/10

เรื่องราวของนักฆ่าหนุ่มนาม ‘เลดี้บัก’ (Brad Pitt) เลดี้บักเป็นนักฆ่าประสบการณ์โชกโชน แต่มักจะพบกับจังหวะชีวิตเฮงซวย เจอเรื่องดวงกุดอยู่บ่อย ๆ ก็เลยอยากจะพักงาน สงบจิตใจ เดินเที่ยวเมืองญี่ปุ่นบ้างอะไรบ้าง แต่แล้วเขาเองก็ต้องจำใจรับภารกิจจาก ‘มาเรีย บีเทิล’ ให้ไปฉกกระเป๋าปริศนาใบหนึ่งบนรถไฟหัวกระสุนชิงกังเซน แต่แทนที่จะฉกแล้วชิ่งออกมาง่าย ๆ กลายเป็นว่า เขากลับต้องติดอยู่ในขบวนรถไฟชิงกังเซนความเร็วสูงสุด 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง...

หนังแนวแอ็กชันคอมมีดี้สีสันจัดจ้านเรื่องล่าสุดของ โซนี่ พิกเจอร์ส (Sony Pictures) และ โคลัมเบีย พิกเจอร์ส (Columbia Pictures) ที่คราวนี้เลือกหยิบเอาความเป็นมาตุภูมิ บ้านเกิดเมืองนอนของโซนี่อย่างประเทศญี่ปุ่นมาเล่าในรูปแบบของหนังคอมมีดี้แอ็กชัน โดยเฉพาะการหยิบเอาเรื่องราวจากหนังสือนิยายแนวอาชญากรรมขายดีของญี่ปุ่น ที่มีศูนย์กลางของเรื่องก็คือรถไฟหัวกระสุน หรือรถไฟ ‘ชิงกังเซน’ ชื่อกระฉ่อนที่คนทั้งโลกรู้จักกันดีนั่นเอง...

แซ็ก โอลเกวิคซ์ (Zak Olkewicz) ผู้เขียนบทหนังเรื่องนี้ ดัดแปลงบทมาจากเรื่องราวในหนังสือนิยายแนวแอ็กชันของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า ‘Maria Beetle’ (2010) ผลงานของ อิซากะ โคทาโร (Kotaro Isaka) ซึ่งเรื่องดั้งเดิมเป็นการเล่าเรื่องการดวลกันของนักฆ่าบนรถไฟชิงกังเซน ซึ่งถ้าใครถ้าอยากหามาอ่านก่อนดูหนัง ก็สามารถติดต่อสำนักพิมพ์กำมะหยี่ ถามหาหนังสือเล่มนี้ฉบับแปลไทยในชื่อว่า ‘รถไฟสายนักฆ่า’ หนังสือลำดับที่ 2 ในชุด ‘ไตรภาคนักฆ่า’ จากผู้เขียนคนเดียวกันได้เลย...

หนังเรื่องนี้ได้ผู้กำกับสายแอ็กชันอย่าง เดวิด ลิตช์ (David Leitch) มากำกับ ที่บอกว่าสายแอ็กชันก็เพราะว่างานของเขานี่เด่นไปทางหนังแอ็กชันระดับบล็อกบัสเตอร์ทั้งนั้นเลย ตั้งแต่ ‘John Wick’ (2014) (กำกับร่วมกับ แชด สตาเฮลสกี (Chad Stahelski)) ‘Atomic Blonde’ (2017), ‘Deadpool 2’ (2018) และ ‘Fast & Furious: Hobbs & Shaw’ (2019)...

สิ่งแรกที่สัมผัสได้ตอนดูหนังเรื่องนี้ก็คือ ตัวหนังไม่ได้พยายามจะบังคับเราให้เป็นหนังแอ็กชันเครียด ๆ ในสถานการณ์ปิดตายที่หนีลำบากอะไรขนาดนั้น แต่ตัวหนังพยายามจะเป็นหนังแอ็กชันคอมมีดี้ที่ซัดกันด้วยพล็อตที่ค่อนข้างซับซ้อน จังหวะการเล่าเรื่องแบบเอามันเอาเพี้ยนเข้าว่า และฉากแอ็กชันถึงเลือดถึงเนื้อ เต็มไปด้วยคำหยาบคายสไตล์เรตอาร์ และมุกตลกที่ขนมาทุกเรตทั้งมุกน่ารัก มุกหยาบคาย และแน่นอนว่าต้องมีมุกจิกแซะวัฒนธรรมญี่ปุ่น...

ตัวหนังในองก์แรก เอาจริง ๆ ถือว่าย่อยไม่ง่าย ถ้าเทียบกันหนังแอ็กชันทั่ว ๆ ไป เพราะตัวหนังนั้นแทบจะมีจังหวะการเล่าเรื่องเป็นของตัวเอง พาคนดูค่อยแกะปมคลายประเด็น เชื่อมโยงเรื่องราวและความสัมพันธ์ของตัวละครให้คนดูค่อย ๆ เข้าใจไปทีละน้อย ในขณะที่ตัวหนังก็ทิ้งปมเอาไว้ให้สงสัยกันไปก่อน จนกว่าหนังจะกลับมาเฉลยปมนั้นอีกครั้ง ตรงไหนที่สงสัยหนังก็ตามมาเก็บเกือบหมด ซึ่งนั่นทำไห้ต้องตั้งใจดูอยู่มากเหมือนกัน...

แต่ถึงอย่างนั้น ตัวหนังก็ถือว่าไม่ได้เดินเรื่องไวนะครับ ตรงข้าม ตัวหนังค่อนไปทางอืดด้วยซ้ำ เพราะพอตัวหนังถูกวางให้เป็นหนังแอ็กชันคอมมีดี้ที่เน้นความเพี้ยน ฮา ตัวหนังก็เลยพยายามจะทีเล่นทีจริง แบบที่น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากหนังแอ็กชันจังหวะเล่าเรื่องมัน ๆ สไตล์ กาย ริชชี (Guy Ritchie) จังหวะแอ็กชันโหดเลือดสาด และบทสนทนายาว ๆ กวน ๆแบบป๋า เควนติน ตารันติโน...

โดยเฉพาะจังหวะการเล่าเรื่องข้างเคียงเพื่อคลายปมความเป็นมาของแต่ละ Conflict ของตัวละคร และบทสนทนากวน ๆ ของฝาแฝดผลไม้ ที่ส่วนตัวรู้สึกว่ามันออกจะยืดมากเกินไปจนพาให้จังหวะหนังเนือยอืดชวนง่วงในบางจังหวะอยู่เหมือนกัน ยังดีที่หลาย ๆ องค์ประกอบของหนัง ทั้งการแสดง ฉากแอ็กชันโหดสะใจ ความกวนตีนของตัวละคร และปมเรื่องที่ขมวดชวนให้สงสัยใคร่รู้ และมีจังหวะที่เฉพาะตัวมาก ๆ รวมทั้งการถ่ายทำ มุมกล้องที่หวือหวาแหวกแนว คอยช่วยกันทำให้หนังมีความบันเทิงได้อยู่ ตัวหนังอาจไม่ใช่หนังแอ็กชันที่ดูง่ายย่อยง่ายมากนัก ต้องให้เวลาในการปะติดปะต่อในช่วงแรก ๆ เยอะหน่อย แต่พอต่อติดได้แล้วก็วิ่งฉิวแบบรวดเดียวจบแบบยาว ๆ ไปเลย...

อีกองค์ประกอบที่หนังเรื่องนี้ทำเอาไว้ได้ดีก็คือ การออกแบบตัวละครและ Conflict ต่าง ๆ ครับ เรียกว่าเป็นการออกแบบตัวละครที่ไม่ได้แค่เน้นความเฮี้ยนเพี้ยนละเอียดแต่อย่างเดียว แต่ตัวละครทุกตัวนั้นมีที่มาที่ไป และมีความเชื่อมโยงกันอยู่ เข้าใจว่าตัวหนังเองก็น่าจะเอาจุดแข็งนี้มาจากต้นฉบับหนังสือนิยายด้วย เชื่อได้ว่าคนดูต้องสงสัยในตัวละครบางตัวที่ดูล้น ๆ งง ๆ หรือมาแค่แป๊บเดียว เพื่อ??? แต่พอตัวเนื้อเรื่องค่อย ๆ ปูเรื่องความสำคัญของตัวละครทีละตัวให้เห็น ถึงได้ร้องอ๋อว่าทำไมพี่มาทำไม...

สรุปๆๆ โดยรวมแล้ว ‘Bullet Train ระห่ำด่วน ขบวนนักฆ่า’ นี่คือหนังที่เกิดมาสำหรับคอแอ็กชันวินาศสันตะโรที่เบื่อพล็อตเรียบ ๆ ล่ะครับ เพราะตัวหนังเล่าได้ร้ายกาจมาก ๆ ปู ชง เก็บได้อย่างมีชั้นเชิง รวมทั้งยังนำเสนอความฮา มึน เพี้ยนของเหล่านักฆ่าได้แบบโบ๊ะบ๊ะ มีมุกฮาให้ได้ขำประปราย ฉากแอ็กชันก็ดุเดือดไม่ทิ้งลายผู้กำกับ ‘John Wick’ ถ้าไม่นับจังหวะแวะข้างทางอืด ๆ หนังเรื่องนี้ก็ถือว่าน่าจะถูกใจคอแอ็กชันได้ไม่ยาก...

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Film Maniacผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์