24/06/2026
อะไรกันแน่ที่ตลาดกังวล ระหว่างนโยบาย Fed ที่เปลี่ยนไป หรือหุ้น AI ราคาเกินพื้นฐาน ??
เมื่อคืนนี้ หุ้น ทองคำ และคริปโต ถูกเทขายพร้อมกันอย่างหนัก หากถามว่ามันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจหรือไม่ สำหรับคนที่ติดตามข้อมูลเชิงนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายทางการเงินของสหรัฐ น่าจะไม่ประหลาดใจมากนัก เรามีมุมมองในเชิงระมัดระวังต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกตัวมาพักใหญ่แล้ว ความผันผวนของตลาดในคืนที่ผ่านมาจึงเป็นพฤติกรรมที่ไม่ผิดจากที่คาดแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น บทความนี้ตั้งใจที่จะขยายความให้เห็นภาพมากขึ้นค่ะ
////////////////////////////////////////
[ภาพใหญ่ — เบื้องหลังสาเหตุที่หุ้นเทคปรับตัวขึ้นมาตลอดปีที่ผ่านมา]
หนึ่งในหัวข้อที่หลายคนพูดกันคือเรื่องของ Tech Bubble หรือ AI Bubble ว่าราคาของหุ้น AI นั้นไปไกลกว่าพื้นฐานมากเกินไปหรือไม่ เมื่อเกิดการเทขายขึ้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่ม AI จึงกลายมาเป็นหัวข้อความหวาดกลัวอีกครั้ง แต่ก่อนจะกลัวเรื่องความเป็นไปได้ของการเกิด AI Bubble เราลองกลับไปดูก่อนดีกว่า ว่าอะไรที่ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ขึ้นมาได้ไกลขนาดนี้ในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา
คำตอบส่วนหนึ่งซ่อนอยู่ใน Balance Sheet ของ Fed
Fed เคยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Quantitative Tightening หรือ QT ในการดูดสภาพคล่องออกจากระบบการเงิน ผ่านการปล่อยให้พันธบัตรที่ถือไว้ครบกำหนดแล้วไม่ซื้อคืน กระบวนการนี้ดำเนินมาตั้งแต่กลางปี 2022 แต่ Fed ประกาศยุติ QT ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2025
นั่นหมายความว่า ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว Fed หยุดดูดสภาพคล่องออกจากระบบ และปล่อยให้ Balance Sheet ทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อยเพื่อคงปริมาณเงินทุนสำรองในระบบธนาคารให้อยู่ในระดับที่เพียงพอ ข้อมูลล่าสุดบอกว่า Balance Sheet ของ Fed อยู่ที่ราว 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ ขยายขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย เพราะ Fed ตัดสินใจว่าจะซัพพอร์ตสภาพคล่องทางการเงินผ่านเครื่องมือที่มีชื่อว่า Reserve Management Purchase (RMP) โดย Fed จะเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้นเดือนละประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
กลไกตรงนี้สำคัญมาก มากกว่าเรื่องการเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อสนับสนุนสภาพคล่อง มันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่านโยบายทางการเงินยังคงมีความผ่อนคลายมากพอ และ Fed ไม่ต้องการจะกดดันสภาพคล่องทางการเงิน ไม่นับรวมถึงนโยบายจากฟากรัฐบาลผ่านกระทรวงการคลังที่มีการสนับสนุนตลาดอยู่ตลอด ทั้งหมดนี้ทำให้นักลงทุนมีความกล้าที่จะลงทุนโดยไม่กลัวที่จะถือความเสี่ยงไว้ในมือ ส่งผลให้ตลาดอยู่ในสภาวะ Risk On มาโดยตลอด จึงผลักดันให้ทรัพย์สินเสี่ยงอย่างหุ้นเติบโต รวมทั้งหุ้น AI มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาได้โดยตลอด
// มุมมองสำหรับนักลงทุน //
นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนสาย Global Liquidity มักบอกว่าราคาสินทรัพย์ไม่ได้ขึ้นเพราะปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียว มันขึ้นเพราะมีเงินในระบบมากพอที่จะหนุนราคาด้วย เมื่อเข้าใจจุดนี้ จะเข้าใจง่ายขึ้นว่าทำไมการเปลี่ยนท่าทีของ Fed แค่นิดเดียว ถึงเขย่าตลาดได้รุนแรง
////////////////////////////////////////
[ภาพกลาง — ท่าทีของ Fed ที่เริ่มเปลี่ยน]
สิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อไม่กี่วันก่อนคือ ธนาคารกลางสหรัฐ ออกบทวิเคราะห์พลิกมุมมองเชิงนโยบายทางการเงินอย่างกะทันหัน จากเดิมที่คาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้ กลับมาคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในเดือนกันยายน ตุลาคม และธันวาคม ดันอัตราดอกเบี้ยไปแถว 4.25-4.50%
เหตุผลคือปัญหาเงินเฟ้อที่แย่ลงอย่างชัดเจน สอดคล้องกับท่าทีของ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ ที่ในการแถลงข่าวครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง เน้นย้ำเรื่องการรักษาเสถียรภาพราคาซ้ำหลายครั้ง พร้อมประกาศตั้งคณะทำงานทบทวนแนวทางของ Fed หลายด้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนโยบาย Balance Sheet โดยตรง โดยท่าทีของ Warsh นั้นต้องการให้ Fed เลิกใช้ Balance Sheet ตัวเองมาดูแลตลาด แต่ควรที่จะให้เหล่าธนาคารพาณิชย์และสถาบันทางการเงินเป็นผู้ดูแลแทน
ตรงนี้คือจุดที่สำคัญที่สุด เพราะที่ผ่านมา ตลาดวางใจว่า Fed จะปล่อยให้ Balance Sheet ทรงตัวหรือขยายแบบที่เป็นมา แต่การที่ Warsh เปิดให้มีการทบทวนนโยบายนี้ใหม่ ทำให้ความแน่นอนของเงื่อนไขสภาพคล่องที่หนุนตลาดมาตลอด เริ่มสั่นคลอน ทั้งที่ Fed ยังไม่ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นรูปธรรม
สัญญาณแรกที่ตลาดตอบสนองคือดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดของปี 2026 เหนือ 101 จุด และดัชนีความผันผวน VIX ที่พุ่งขึ้นกว่า 10% กลับไปแถวระดับ 19 จุดในคืนเดียวหลังการเทขายอย่างหนักบนตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนนี้
// มุมมองสำหรับนักลงทุน //
จุดที่ต้องแยกให้ออกคือ Fed ยังไม่ได้ลงมือทำ QT รอบใหม่ และยังไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยจริง สิ่งที่เกิดขึ้นคือตลาดกำลังตีราคาความไม่แน่นอนล่วงหน้า นักลงทุนจึงควรติดตามผลของคณะทำงานที่ Warsh ตั้งขึ้น และทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม มากกว่าจะตื่นตระหนกกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
////////////////////////////////////////
[ภาพย่อย — คำถามว่าหุ้น AI แพงเกินพื้นฐานหรือยัง]
เมื่อความแน่นอนของสภาพคล่องเริ่มสั่นคลอน สิ่งแรกที่นักลงทุนหันมาตั้งคำถามคือกลุ่มหุ้นที่ราคาวิ่งไปไกลที่สุดในช่วงที่สภาพคล่องยังหนุนอยู่เต็มที่ นั่นคือหุ้น AI และหุ้นชิป
จุดที่คำถามนี้ปะทุขึ้นจริงๆ อยู่ที่เกาหลีใต้ ดัชนี KOSPI ร่วงลงไปเกือบ 10% ในวันเดียว จนต้องใช้ระบบ Circuit Breaker พักการซื้อขายชั่วคราว 20 นาที โดย Samsung Electronics และ SK Hynix สองผู้ผลิตชิปความจำรายใหญ่ของโลก ราคาร่วงไปมากกว่า 12% ทั้งคู่ หลังจากที่ราคาหุ้นชิปความจำพุ่งขึ้นมากกว่า 800% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เมื่อราคาวิ่งไปไกลขนาดนี้บนเงื่อนไขสภาพคล่องที่เคยหนุนอยู่ พอเงื่อนไขนั้นเริ่มไม่แน่นอน นักลงทุนจึงอ่อนไหวง่ายเป็นพิเศษกับสัญญาณใดๆ ที่บอกว่าการขยายกำลังผลิตชิป AI อาจชะลอตัวลง
แรงขายไหลข้ามมหาสมุทรมาถึงวอลล์สตรีท Nasdaq ปิดลบ 2.21% และ S&P 500 ลบ 1.44% หุ้นที่ถูกมองว่าเป็น "หุ้น AI" โดนขายตามแบบเหมาเข่ง Nvidia ลบไปประมาณ 4% Oracle ลบไปมากกว่า 5% ทำให้เดือนนี้เดือนเดียวร่วงไปแล้วเกือบ 27% ส่วน Tesla ก็ปรับตัวลงเกือบ 5% ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกับชิปความจำโดยตรง
// มุมมองสำหรับนักลงทุน //
คำถามที่ควรถามตัวเองตอนนี้ไม่ใช่ "หุ้น AI จะร่วงต่อหรือไม่" แต่เป็น "ถ้าสภาพคล่องที่หนุนหุ้นกลุ่มนี้มาตลอดเริ่มไม่แน่นอน หุ้น AI ที่เราถือ มีกำไรรองรับมากพอจะยืนได้ด้วยตัวเองไหม" เพราะในช่วงที่สภาพคล่องหนุนเต็มที่ ตลาดมักไม่ค่อยแยกแยะว่าบริษัทไหนทำกำไรได้จริง ขอแค่มีความหวังว่ามันจะเติบโตในอนาคต นักลงทุนก็พร้อมจะลงทุนแล้ว แต่พอสภาพคล่องเริ่มไม่แน่นอน ตลาดจะกลับมาแยกหุ้นที่มีกำไรจริงออกจากหุ้นที่วิ่งบนความหวังอย่างรวดเร็ว
////////////////////////////////////////
[ไม่ใช่แค่หุ้น — ทองคำและคริปโตก็ถูกเทเช่นกัน]
ส่วนที่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความกังวลเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI คือ ทองคำและคริปโตก็ถูกเทขายไปพร้อมกันในคืนเดียว
ทองคำร่วงจากระดับราว 4,191 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาอยู่ที่ราว 4,113 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน Bitcoin ร่วงไปกว่า 3% เหลือราว 62,561 ดอลลาร์ ต่ำสุดตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน
ทั้งทองคำและคริปโตไม่มีกำไรหรือกระแสเงินสดมารองรับราคา ราคาของสินทรัพย์ทั้งสองจึงเคลื่อนไหวตามสภาพคล่องในระบบการเงินโดยตรงมากกว่าหุ้น เมื่อความไม่แน่นอนเรื่องสภาพคล่องเริ่มก่อตัว สินทรัพย์ที่ไม่มีกำไรรองรับ และสามารถเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นเงินสดได้เร็วอย่างทองคำและคริปโต จึงถูกขายพร้อมกับหุ้น แทนที่จะเป็นที่หลบภัยอย่างที่หลายคนคาดหวังจะให้มันเป็น
นี่คือหลักฐานที่ชัดที่สุดว่า คืนนี้ตลาดไม่ได้กลัวแค่หุ้น AI แพงเกินพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่กำลังตอบสนองต่อความไม่แน่นอนของเงื่อนไขสภาพคล่องที่หนุนสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทมาตลอด
////////////////////////////////////////
[ปิดท้าย — แล้วตลาดควรกังวลเรื่องไหนมากกว่ากัน]
คำตอบของคำถามในหัวข้อนี้ อาจไม่ใช่การกังวลเฉพาะ "อย่างใดอย่างหนึ่ง" เพราะ AI Bubble ที่หลายคนกังวล เป็นผลที่เกิดขึ้นได้เพราะมีเงื่อนไขสภาพคล่องที่ผ่อนคลายรองรับอยู่ก่อน ส่วนท่าทีของ Fed ที่เปลี่ยนไปในเชิงแข็งกร้าว คือสิ่งที่กำลังทดสอบว่าเงื่อนไขในเรื่องของสภาพคล่องทางการเงินนั้นยังสามารถคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่
// มุมมองสำหรับนักลงทุน //
ถ้าในที่สุด ตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสนับสนุนมุมมองที่แข็งกร้าวของ Fed และคณะทำงานที่ Warsh ตั้งขึ้นส่งสัญญาณว่า Fed จะเพิกเฉยต่อสภาวะสภาพคล่องที่ลดลงของตลาด สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่แรงเทขายคืนเดียวแบบนี้ แต่เป็นแรงกดดันต่อเนื่องที่ทำให้ตลาดต้องลดความเสี่ยงในพอร์ตทั้งระบบ แปลว่าสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทจะถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง แม้แต่หุ้น Defensive เองก็อาจจะไม่รอดในสถานการณ์ที่ทุกคนต้องการเงินสดเอาไว้ในมือแทนการถือ leverage และสินทรัพย์เสี่ยง ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดอ่อนไหวต่อกระแสข่าวต่างๆ มากเป็นพิเศษ และการลงทุนเองก็มีความยากมากขึ้นเช่นกัน