MarketThink MarketThink ขยายความคิด ให้เป็นอันดับ 1 ในโลกธุรกิจ และการตลาด (สนใจโฆษณา [email protected])

แจกเทมเพลต Content Scorecard ไว้ประเมินว่า ไอเดียคอนเทนต์นี้ ควรทำต่อ หรือพอก่อน ? - MarketThinkContent Scorecard คือ ระ...
10/08/2026

แจกเทมเพลต Content Scorecard ไว้ประเมินว่า ไอเดียคอนเทนต์นี้ ควรทำต่อ หรือพอก่อน ? - MarketThink


Content Scorecard คือ ระบบประเมินคุณภาพไอเดียในการทำคอนเทนต์ โดยจะกำหนดเกณฑ์ที่ใช้วัดในแต่ละด้านเอาไว้ ประกอบกับเกณฑ์ตามความเหมาะสมของแต่ละแพลตฟอร์ม

เป็นเครื่องมือที่ช่วยประเมินว่า ไอเดียคอนเทนต์นี้ควรทำต่อไหม หรือคอนเทนต์ไหนควรจะปรับแก้ก่อนลงมือทำจริง แทนการวัดจากความรู้สึกของเราเองแบบผิวเผิน

โดยจะเน้นไปที่ 3 เรื่องหลัก คือ
- ไอเดียนี้มีคุณค่าพอไหม
- เหมาะกับแพลตฟอร์มที่ต้องการลงจริงไหม
- มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ ที่คุ้มกับแรงที่ใช้ไปหรือไม่

โดย MarketThink ทำ Pre-Publish Content Scorecard ที่ใช้ได้กับ TikTok, YouTube, Facebook และ Instagram มาให้ทุกคนได้ทดลองเอาไปใช้กัน

คะแนนรวม 100 คะแนน จะแบ่งเป็น
- Core Score 60 คะแนน วัดคุณภาพของไอเดีย ทุกแพลตฟอร์มจะใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งหมด
- Platform Fit Score 40 คะแนน วัดความเหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม

ตัวอย่างเกณฑ์ต่าง ๆ ใน Sheet เช่น
- Idea Score ไอเดียแข็งแรงและแตกต่างแค่ไหน
- Platform Score เหมาะกับ Facebook, TikTok, YouTube ฯลฯ
- Brand Fit สร้างภาพจำต่อแบรนด์หรือตัวเรามากน้อยแค่ไหน
- Feasibility & ROI คุ้มค่าที่จะผลิตหรือไม่

ซึ่งเทมเพลตนี้ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ นักการตลาด ครีเอเตอร์ หรือใครที่สนใจทำคอนเทนต์ก็สามารถหยิบไปใช้และลองปรับให้เหมาะสมกับการทำคอนเทนต์ของตัวเองได้ทั้งนั้น


#ทำคอนเทนต์

อธิบายความต่าง การตลาด VS การโฆษณา ศัพท์การตลาดที่หลายคน คิดว่าเหมือนกัน - MarketThinkบางคนอาจจะคิดว่า “การตลาด” กับ “กา...
09/08/2026

อธิบายความต่าง การตลาด VS การโฆษณา ศัพท์การตลาดที่หลายคน คิดว่าเหมือนกัน - MarketThink

บางคนอาจจะคิดว่า “การตลาด” กับ “การโฆษณา” มีความคล้ายคลึงกัน หรือบางคนก็อาจคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกัน
เพราะทั้งการตลาดและการโฆษณาต่างก็พยายามสื่อสารและสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์เช่นเดียวกัน

แต่จริง ๆ แล้ว ทั้งสองกิจกรรมนี้ มีความแตกต่างกันในบางแง่มุม

โดยคำว่า “การตลาด” Philip Kotler บิดาแห่งการตลาดสมัยใหม่ ได้ให้คำนิยามเอาไว้ว่า

“การตลาด คือ กระบวนการทางสังคมและการจัดการ ที่ให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคล ได้รับสิ่งที่ตอบสนองความจำเป็น (Needs) และความต้องการ (Wants) โดยอาศัยการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า และนำไปแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่น”

หรือถ้าอธิบายง่าย ๆ การตลาด ก็คือ กระบวนการทั้งหมดของการทำความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า แล้วตอบสนองความต้องการของลูกค้านั้นให้ได้ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจและมีความสุข

ส่วน “การโฆษณา” เป็นกิจกรรมทางการตลาดอย่างหนึ่งที่เน้นไปในด้านการสื่อสารเป็นหลัก

เพื่อโปรโมตและบอกเล่ารายละเอียดของธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือแคมเปญต่าง ๆ ให้เป็นที่รู้จัก ช่วยส่งเสริมการขายสินค้าและทำให้ปิดการขายได้ในที่สุด

หรือถ้าให้พูดภาษาคณิตศาสตร์ การโฆษณา ก็ถือเป็น “Subset” ของการตลาดนั่นเอง

นอกจากนิยามของคำว่า การตลาด กับ การโฆษณา จะแตกต่างกันแล้ว
ทั้งการตลาดกับการโฆษณาก็ยังมีความแตกต่างกันอีก ในหลากหลายแง่มุม

แล้วมีอะไรอีกบ้าง ? เรามาดูกันเป็นข้อ ๆ

มุมที่ 1 : เป้าหมาย

ทั้งการตลาดและการโฆษณา ต่างก็มีเป้าหมายสำคัญร่วมกันอย่างหนึ่งคือ การทำให้ลูกค้า รู้จักและสนใจ ในสินค้าหรือบริการของเรา

แต่การตลาดก็ยังมีเป้าหมายย่อย ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น
- การสร้างฐานลูกค้าใหม่ ๆ
- การรักษาฐานลูกค้าเก่าที่มีอยู่
- การสร้างแบรนด์ วางตำแหน่งแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น
- การสร้างโอกาสในการขาย
- การติดตามผลลัพธ์ทางการตลาด

ส่วนการโฆษณาเอง ก็มีเป้าหมายย่อย ๆ ของตัวเองเหมือนกัน เช่น
- การสร้างการรับรู้และเพิ่มการจดจำแบรนด์ให้ได้มากที่สุด
- ดึงดูดให้ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านสื่อโฆษณา
- การส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ผ่านสื่อโฆษณา

มุมที่ 2 : ขอบเขต ความรับผิดชอบ และกระบวนการ

เนื่องจากการตลาดและการโฆษณามีเป้าหมายแตกต่างกัน ทำให้ขอบเขต ความรับผิดชอบ และกระบวนการ ของทั้งสองกิจกรรมแตกต่างกันไปด้วย

โดยตัวอย่างขอบเขต ความรับผิดชอบ และกระบวนการ ของการตลาด เช่น

- การสร้างแบรนด์ให้อยู่ในใจของลูกค้าในระยะยาว
- การวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของคู่แข่ง
- การดูแนวโน้มของเทรนด์ และพฤติกรรมของผู้บริโภค ในช่วงเวลานั้น
- การดูแลและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
- การวิจัยทางการตลาดและพัฒนากลยุทธ์การตลาด ให้สอดคล้องกับธุรกิจ
- การติดตามความคุ้มค่าในการลงทุน ของแต่ละแคมเปญการตลาด หรือ ROI (Return on Investment)

ส่วนขอบเขต ความรับผิดชอบ และกระบวนการ ของการโฆษณา ก็อย่างเช่น

- การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า ว่าลูกค้าต้องการสื่อโฆษณารูปแบบไหน เนื้อหาเป็นอย่างไร หรือต้องทำโฆษณาอย่างไร ให้บรรลุเป้าหมายของการโฆษณาที่กำหนดไว้
- การวางแผนซื้อสื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
- การผลิตสื่อโฆษณาให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ
- ติดตามประสิทธิภาพของสื่อโฆษณาผ่าน ROAS (Return on Ads Spend)

มุมที่ 3 : กลยุทธ์และช่องทาง

เนื่องจากการตลาดมีขอบเขตค่อนข้างกว้างกว่าการโฆษณา ทำให้กลยุทธ์และช่องทางในการทำการตลาดมีขอบเขตที่กว้างตามไปด้วย

ตัวอย่างกลยุทธ์การตลาดในยุคปัจจุบันที่หลายธุรกิจใช้กัน ก็อย่างเช่น

- Influencer Marketing คือ การนำอินฟลูเอนเซอร์มาช่วยทำการตลาด ผ่านการทำคอนเทนต์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการรีวิว และการให้ความคิดเห็น

- Content Marketing คือ การสร้างสรรค์เนื้อหาขึ้นมา และเผยแพร่บนโลกออนไลน์ เพื่อดึงดูดให้ผู้ชมเกิดความสนใจ มีปฏิสัมพันธ์ หรือเกิดการกระทำบางอย่างกับธุรกิจต่อไป

- Partnership Marketing คือ การที่ธุรกิจตกลงร่วมมือกับบุคคล ธุรกิจ หรือองค์กรอื่น ทำอะไรบางอย่าง
เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการตลาดด้วยกัน เช่น การวิจัยและออกสินค้าใหม่ ๆ ร่วมกัน

ขณะที่การโฆษณาก็มีหลากหลายกลยุทธ์และช่องทาง เช่น

- สื่อโฆษณาแบบดั้งเดิม (Traditional Advertising) เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร

- สื่อโฆษณาดิจิทัล (Digital Advertising) เช่น Social Media Ads, Video Ads, Banner

- สื่อโฆษณานอกบ้าน (Outdoor Advertising) เช่น ป้ายบิลบอร์ด โฆษณาตามตอม่อรถไฟฟ้า หรืออาคารสูง

- Native Advertising คือ รูปแบบการโฆษณาที่มีความกลมกลืนไปกับคอนเทนต์อื่น ๆ ไม่เน้นการขายสินค้าแบบ Hard Sell แต่จะขายสินค้าแบบเนียน ๆ ไม่ให้ลูกค้ารู้สึกถูกยัดเยียดหรือบังคับให้ดูโฆษณา

มุมที่ 4 : ตัวชี้วัด

ทั้งการตลาดและการโฆษณาจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการดำเนินกิจกรรม ดังนั้นการติดตามผลลัพธ์ผ่านตัวชี้วัดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก

แต่ตัวชี้วัดผลลัพธ์ของการตลาดและการโฆษณามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

โดยตัวอย่างตัวชี้วัดผลลัพธ์สำคัญ ๆ ของการตลาด เช่น
- การวัดความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ (Net Promoter Score)
- อัตราการกลับมาซื้อสินค้าของแบรนด์ซ้ำ (Customer Retention Rate)
- อัตราการสูญเสียลูกค้าเก่าของแบรนด์ (Customer Churn Rate)
- รายได้เฉลี่ยที่คาดว่าจะได้รับ ตลอดช่วงเวลาการเป็นลูกค้า (Customer Lifetime Value)
- รายได้จากการขายรายไตรมาสและรายปี (Quarterly and Annual Sales Revenue)
- ส่วนแบ่งตลาด (Market Share)

ส่วนตัวชี้วัดผลลัพธ์ทางการโฆษณา เช่น
- จำนวนผู้เข้าถึง หรือยอดการมองเห็น (Reach and Impression)
- ยอดเอนเกจเมนต์
- อัตราการคลิก (Click-through Rate)
- ROAS (Return on Ad Spend)

มุมที่ 5 : ระยะเวลาการเกิดผลลัพธ์

โดยปกติแล้วการโฆษณามักจะให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่า เนื่องจากการโฆษณามักจะทำเพื่อการโปรโมตและขายสินค้าเป็นสำคัญ

ขณะที่การทำการตลาดต้องอาศัยระยะเวลายาวนานกว่า โดยเฉพาะธุรกิจที่โฟกัสไปที่การสร้างแบรนด์

ลองจินตนาการว่า เราปล่อยโฆษณาออนไลน์ออกไปตัวหนึ่ง หลังจากที่เราปล่อยโฆษณาออกไปสักพักแล้ว เราสามารถกลับไปเช็กได้อย่างรวดเร็วว่า มีคนเห็นโฆษณาไปแล้วกี่ครั้ง และเห็นไปแล้วกี่คน

แล้วโฆษณาชิ้นนั้นให้ผลลัพธ์กลับมาอย่างไรบ้าง ผ่านการดูยอดเอนเกจเมนต์หรือยอดขายสินค้า ว่าได้รับผลตอบรับดีหรือไม่

ส่วนการตลาดมักจะมีกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และอาศัยระยะเวลายาวนานกว่าผลลัพธ์จะปรากฏ โดยเฉพาะกระบวนการสร้างแบรนด์ที่จำเป็นต้องคอยติดตามดูแลอยู่ตลอดช่วงชีวิตของธุรกิจ

และทั้งหมดนี้ก็คือ ความแตกต่างส่วนหนึ่งของ “การตลาด” และ “การโฆษณา” ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
เป้าหมาย, ขอบเขต ความรับผิดชอบ และกระบวนการ, กลยุทธ์และช่องทาง, ตัวชี้วัด และระยะเวลาการเกิดผลลัพธ์

อย่างไรก็ตาม การโฆษณาก็ถือเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของการทำการตลาด

อีกทั้งการตลาดและการโฆษณาต่างก็เป็นกิจกรรมที่ธุรกิจขาดไปไม่ได้ จำเป็นต้องเกื้อหนุนกันอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป้าหมายสำคัญนั่นก็คือ ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจนั่นเอง..



#การตลาด
#การโฆษณา

08/08/2026

ผู้มีกิจการพันล้าน/ผู้เชี่ยวชาญ จะมาสอนวิธีสร้างความมั่งคั่ง พร้อมกันที่งานนี้ Dr.PONG, หมึกกรุบ, MizuMi, คุณCK, คุณตัน, คุณรวิศ, โค้ชหนุ่ม, แอนนาเบล, ดร.นิเวศน์ จองพร้อมกัน 12.00 อังคารนี้.. #ลงทุนแมนsummit2026

ใช้ AI ทำเพลงลง YouTube ไอเดียสร้าง Passive Income ในยุคนี้ - MarketThink- ตอนนี้หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินเพลงที่ใช้ AI สร...
08/08/2026

ใช้ AI ทำเพลงลง YouTube ไอเดียสร้าง Passive Income ในยุคนี้ - MarketThink
- ตอนนี้หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินเพลงที่ใช้ AI สร้างผ่านหูกันมาบ้าง เช่น เพลง “ไม่มีใครรู้ตัวเรา” จากช่องชื่อว่า UNHEARD MUSIC ที่ตอนนี้มียอดรับชมกว่า 26 ล้านครั้งแล้ว

การใช้ AI ช่วยทำเพลงแล้วปั้นช่องบน YouTube ถือว่าเป็นท่าหารายได้เสริม หรือ Passive Income ที่กำลังฮิตมาก ๆ ในตอนนี้ เพราะต้นทุนต่ำ แต่สามารถสร้างรายได้กลับมาจากยอดรับชมได้

ซึ่งถ้ายิ่งมียอดรับชมสูง ก็ยิ่งได้รับเงินส่วนแบ่งมากตามไปด้วย

แล้วการแบ่งรายได้ให้ครีเอเตอร์ มีหลักการอย่างไร ?
MarketThink สรุปข้อมูลมาให้แล้ว จาก Mediacube ผู้ให้บริการด้านการเงินที่รับดูแลเรื่องรายได้ให้ครีเอเตอร์บน YouTube ในหลายประเทศ

- ปกติแล้วเวลาดู YouTube ถ้าเราไม่ได้เป็นสมาชิก YouTube Premium สิ่งที่เราต้องเห็นแน่ ๆ ก็คือ “โฆษณา” ที่จะขึ้นตามช่วงเวลาต่าง ๆ บนวิดีโอ

ซึ่ง YouTube มีนโยบายว่า จะแบ่งรายได้จากค่าโฆษณาที่แบรนด์ต่าง ๆ จ่าย เพื่อให้โฆษณามาขึ้นโชว์บนวิดีโอของแพลตฟอร์มออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

- 45% YouTube เก็บเอาไว้เอง
- 55% จะถูกกระจายให้กับ YouTuber เจ้าของวิดีโอที่โฆษณาขึ้นแสดงผล

โดยโปรแกรมแบ่งรายได้นี้มีชื่อว่า YouTube Partner Program (YPP)
แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีผู้ติดตามมากกว่า 1,000 คน และมีคนดูวิดีโอในช่องรวมกัน 4,000 ชั่วโมง ในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง ถึงจะรับส่วนแบ่งรายได้ได้

โดยส่วนแบ่งรายได้ตรงนี้ จะมากหรือจะน้อย สามารถดูได้จากตัวเลขที่เรียกว่า “Revenue Per Mille” หรือ RPM ที่บอกว่า รายได้ต่อการรับชมทุก ๆ 1,000 ครั้งเป็นเท่าไร

ซึ่งตามข้อมูลระบุว่า ค่าเฉลี่ยของวิดีโอความยาวปกติ (มากกว่า 3 นาที) บน YouTube จะมีค่า RPM อยู่ที่ 1-10 ดอลลาร์สหรัฐ

หรืออธิบายง่าย ๆ ก็คือทุก ๆ ยอดรับชม 1,000 ครั้ง จะได้รับเงินราว ๆ 33-334 บาทนั่นเอง..

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขตรงนี้เป็นแค่ค่าเฉลี่ยเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า พอทำคลิปแล้วมีคนดู 1,000 ครั้งจะได้เงินเท่านี้เสมอไป

เพราะทาง YouTube ได้มีการแบ่งเกณฑ์ไว้ค่อนข้างซับซ้อนว่าจะจ่ายให้ YouTuber รายไหนเยอะหรือน้อยตามปัจจัยต่าง ๆ

อย่างแรกคือ “ประเภทของคอนเทนต์”

คอนเทนต์ที่ฝั่งคนซื้อโฆษณามองว่า มีโอกาสเปลี่ยนจากคนดูเป็นคนซื้อสูง, คอนเทนต์ที่กลุ่มคนดูมีกำลังซื้อสูง เช่น คลิป How-To หรือคอนเทนต์เฉพาะทางต่าง ๆ ที่คนต้องชอบจริง ๆ ถึงจะดูวิดีโอแบบนี้

เนื่องจากฝั่งคนซื้อโฆษณา มีแนวโน้มจะจ่ายเงินเพื่อให้โฆษณาของตัวเองไปอยู่ในคลิปแนวนี้สูงกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ

ทำให้วิดีโอแนวนี้ มีโอกาสทำเงินจากยอดรับชมในเรตที่สูงกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ ตามไปด้วย

ทีนี้ถ้าดูว่าคอนเทนต์ประเภทไหน มี RPM เท่าไรบ้าง ได้แก่

- คอนเทนต์การเงินและการลงทุน มีค่า RPM เฉลี่ยอยู่ที่ 10-25 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 334-835 บาท

- คอนเทนต์เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ มีค่า RPM เฉลี่ยอยู่ที่ 4-12 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 134-401 บาท

- คอนเทนต์การศึกษาและคอร์สออนไลน์ มีค่า RPM เฉลี่ยอยู่ที่ 3-10 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 100-334 บาท

- คอนเทนต์บันเทิง (VLOG) มีค่า RPM เฉลี่ยอยู่ที่ 1-4 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33-134 บาท

จะเห็นได้ว่า คอนเทนต์ที่คนดูง่าย ดูเอาบันเทิงอย่าง VLOG ทำรายได้ต่อการรับชม 1,000 ครั้งได้น้อยกว่าคอนเทนต์ความรู้ อย่างคอนเทนต์การเงิน

อย่างต่อมาก็คือ “ประเทศของผู้รับชม”

มีข้อมูลว่า ยอดวิวจากผู้ชมในกลุ่มประเทศ Tier 1 เช่น สหรัฐอเมริกา สร้างรายได้ให้เจ้าของวิดีโอได้เยอะกว่ายอดวิวจากประเทศกลุ่มอื่น

ซึ่งตรงนี้ก็มีการประมาณการไว้ว่า ถ้าได้ยอดรับชมจากผู้รับชมในประเทศ Tier 1 ถึง 1 ล้านครั้ง อาจทำรายได้สูงถึง 8,000-20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 267,000-668,000 บาท

ในขณะที่ยอดรับชมจากผู้ชมฝั่งอินเดียหรือเอเชีย 1 ล้านครั้ง อาจทำเงินได้เพียง 500-2,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16,700-67,000 บาทเท่านั้น

แม้จะมีดีเทลเยอะ แต่ด้วยกลไกแบบนี้ก็ทำให้ YouTuber สามารถทำรายได้จากวิดีโอได้เรื่อย ๆ เพราะตราบใดคนกดเข้ามาดู ก็มีสิทธิ์ที่โฆษณาจะแสดงผลบนวิดีโอ

ทำให้ไม่ว่าจะลงวิดีโอไปนานแค่ไหนหรือหยุดทำช่องไปแล้ว แต่ถ้ายังมีคนกดเข้ามาดูวิดีโอในช่อง YouTuber ก็จะมีโอกาสทำเงินได้เหมือนเป็น Passive Income นั่นเอง

โดยมีเคสหนึ่งน่าสนใจมาก ๆ ก็คือวิดีโอที่ชื่อ “Fireplace Ambience – Cozy Fire for Relaxation & Background Viewing”

ซึ่งเป็นคลิปเตาผิง ASMR มีความยาว 10 ชั่วโมงในช่อง YouTube ชื่อว่า Fireplace Atmosphere

โดยเจ้าของช่องได้โพสต์วิดีโอนี้ไว้เมื่อปี 2016 และไม่เคยโพสต์วิดีโออื่น ๆ อีกเลย

แต่จนถึงวันนี้วิดีโอเตาผิงดังกล่าวก็ยังมีคนเปิดเข้าไปดูเรื่อย ๆ จากคนที่เข้ามาเปิดฟังก่อนนอน หรือเปิดคลอตอนทำงาน จนตอนนี้มียอดวิวกว่า 163 ล้านครั้งแล้ว

ซึ่งหลาย ๆ สื่อก็รายงานว่า วิดีโอดังกล่าวน่าจะทำเงินให้เจ้าของช่องรวมกันไปราว 39 ล้านบาทเข้าไปแล้ว..

และจนถึงวันนี้ยอดวิวของวิดีโอดังกล่าวก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เหมือนเป็น Passive Income ให้กับเจ้าของช่อง

สุดท้ายนี้ จะเห็นได้เลยว่า การปั้นช่อง YouTube ให้ดีตั้งแต่ต้น ไม่ต่างอะไรจากการสร้างสินทรัพย์ชิ้นหนึ่งขึ้นมา

เพราะต่อให้วันหนึ่งเจ้าของช่องจะหยุดทำคลิปใหม่ไปแล้ว

แต่ตราบใดที่คลิปเก่ายังมีคนกดเข้าไปดูอยู่เรื่อย ๆ เงินก็ยังจะไหลเข้ากระเป๋าต่อไปได้เช่นกัน..


07/08/2026

Spider-Man Brand New Day พิสูจน์แล้วว่า “หนังฮีโร่ขายได้เสมอ” #หนัง #หนังฮีโร่

07/08/2026

DOS! Matcha แบรนด์น้อง UNO! Coffee ขายมัทฉะเริ่มต้น 60 บาท
#มัทฉะ

เซ็นทรัล รีเทล เข้าซื้อกิจการ MaxValu ในไทย ทั้งหมด 30 สาขา - MarketThink- ล่าสุด บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จํา...
07/08/2026

เซ็นทรัล รีเทล เข้าซื้อกิจการ MaxValu ในไทย ทั้งหมด 30 สาขา - MarketThink
- ล่าสุด บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ CRC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ได้เข้าทำการเข้าถือหุ้นในบริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด เจ้าของ MaxValu ในไทย

ผ่านบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ดรีเทล จำกัด (CFR) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย

การเข้าถือหุ้นในครั้งนี้ ทำให้เซ็นทรัล รีเทล กลายเป็นเจ้าของร้านซูเปอร์มาร์เก็ต MaxValu ทั้งหมด 30 สาขาในประเทศไทยโดยทันที..

- โดย เซ็นทรัล ฟู้ดรีเทล ระบุว่า จะช่วยเสริมความแกร่งให้ CFR ซึ่งเป็นเจ้าของ Tops ขยายเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ต และเพิ่มฐานลูกค้าได้กว่า 900,000 รายได้

รวมถึงยังได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน และศูนย์ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat Processing Center) ซึ่งช่วยยกระดับขีดความสามารถในการผลิตและพัฒนาสินค้ากลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน

ทำให้สามารถสร้างความแตกต่างของสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

และเซ็นทรัล ฟู้ดรีเทล จะนำความเชี่ยวชาญในด้านค้าปลีกมาพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ โดยจะปรับโฉมสาขาทั้งหมดเป็น Tops

และรวมสาขาที่ซื้อเข้ามาสู่ Ecosystem ของเซ็นทรัล ฟู้ดรีเทล เพื่อเสริมสร้างผลประกอบการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

- สำหรับ MaxValu ในประเทศไทยก็มีจุดเริ่มต้นในช่วงปี พ.ศ. 2527

MaxValu เข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2527 หรือเมื่อ 41 ปีก่อนภายใต้บริษัท สยามจัสโก้ จำกัด โดยใช้ชื่อว่า “ห้างจัสโก้” (JUSCO)

โดยห้างจัสโก้สาขาแรกเปิดที่ถนนรัชดาภิเษก และได้รับความนิยมอย่างมาก จนต้องขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี เมื่อประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ห้างจัสโก้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เลยจำเป็นต้องทยอยปิดสาขาที่ขาดทุนลงไปเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงไม่กี่แห่งในเวลานั้น

จนกระทั่งในปี 2550 AEON Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของห้างจัสโก้ ได้รีแบรนด์ห้างจัสโก้ มาเป็น“MaxValu” และเปลี่ยนชื่อบริษัท สยามจัสโก้ จำกัด มาเป็น บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด มาจนถึงปัจจุบัน

MaxValu วางตัวเองเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ เน้นสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารสด โดยมีสาขาแรกอยู่ที่ ถนนนวมินทร์

MaxValu ทำธุรกิจมาเรื่อย ๆ จนถึงปี 2553 เป็นต้นมาทางแบรนด์ก็ได้เปลี่ยนไปเน้นการใช้โมเดลของสาขาเล็กลง

เพื่อให้เข้าถึงชุมชนและคอนโดต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นโดยใช้ชื่อว่า "แม็กซ์แวลู ทันใจ" มีสาขาแรกอยู่ที่ซอยทองหล่อ 18

โมเดลนี้จะเด่นมาก ๆ เรื่องอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat) สไตล์ญี่ปุ่น ไปจนถึงการจัดโปรโมชันลดราคาป้ายเหลือง ลดราคาสินค้า 50% ในช่วงดึกอยู่บ่อยครั้ง

ซึ่งโมเดลดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่น

- สำหรับผลประกอบการ บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด เจ้าของ MaxValu ในไทยที่ผ่านมา (ปิดรอบบัญชี สิ้นเดือน กุมภาพันธ์ของทุกปี)

ปี 2567 รายได้ 4,441 ล้านบาท ขาดทุน 186 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 4,384 ล้านบาท ขาดทุน 207 ล้านบาท
ปี 2569 รายได้ 4,053 ล้านบาท ขาดทุน 266 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่า เจ้าของ MaxValu ในไทย ขาดทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เรื่องนี้เป็นเพราะการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดค้าปลีก ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven ที่เป็นเจ้าตลาด, CJ MORE และ CJ Supermarket ที่เน้นขยายสาขาเข้าสู่แหล่งชุมชน

รวมถึง Tops Supermarket ซึ่งเป็นของ เซ็นทรัล ฟู้ดรีเทล และแฟลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และดิลิเวอรี ที่ตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบาย ด้วยการสั่งซื้อที่หน้าจอแล้วรอรับที่หน้าบ้านในระยะเวลาไม่นาน

เรื่องนี้น่าจับตามองว่า หลังจากนี้ MaxValu ในไทย ที่กำลังจะเปลี่ยนมือมาเป็นเซ็นทรัล รีเทล จะมีกลยุทธ์ และการปรับตัวอย่างไร ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีกว่าเดิม


เมื่อแบรนด์เก๋าเกมที่อยู่คู่เมืองไทยมานานถึง 65 ปี ลุกขึ้นมาสลัดภาพจำเดิมๆ แล้วเติมความสดใสให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น! ...
07/08/2026

เมื่อแบรนด์เก๋าเกมที่อยู่คู่เมืองไทยมานานถึง 65 ปี ลุกขึ้นมาสลัดภาพจำเดิมๆ แล้วเติมความสดใสให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น! 🚗💨​

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ปรับลุคครั้งใหญ่ เปิดตัวทิศทางแบรนด์ใหม่ภายใต้แนวคิด “Enjoy the Ride” ที่พร้อมเปลี่ยนทุกการเดินทางให้สนุกมากกว่าที่เคย ไม่ใช่แค่เรื่องของการขับขี่ แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์และความรู้สึกของคนยุคนี้แบบเต็มพลัง!​

เริ่มจากแนวคิด "Enjoy the Ride" (จอยได้ทุกเส้นทาง) การตั้งเป้าเป็นแบรนด์ที่เข้าใจชีวิตจริงของผู้คน พร้อมอยู่เคียงข้างและเติมสีสันให้ทุกการเดินทาง ไม่ว่าไลฟ์สไตล์ของคุณจะเป็นแบบไหน​

อีกทั้งยังมีการเปิดตัวมาสคอตสุดคิ้วท์ "MITSURU" (มิตซูรุ) ครั้งแรกกับการมี Brand Ambassador คาแรกเตอร์สุดน่ารัก DNA ส่งตรงจากญี่ปุ่น! น้องมิตซูรุจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความผูกพัน (Emotional Connection) ระหว่างแบรนด์กับคนรุ่นใหม่ ให้รู้สึกเข้าถึงง่ายและเป็นมิตรมากขึ้น​

นอกจากนี้บรรยากาศงานฉลอง 65 ปี ก็เต็มไปด้วยความคึกคัก งานนี้ขนทัพผู้บริหาร พร้อมด้วยเหล่าดาราและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาร่วมงานกันแน่นพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงก้าวสำคัญและการปรับตัวอย่างมีสไตล์ของมิตซูบิชิ​

การขยับตัวของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในครั้งนี้ ถือเป็นเคสการทำ Brand Revitalization ที่น่าสนใจมาก สำหรับแบรนด์ที่มี Heritage ยาวนานถึง 65 ปี การรักษาความน่าเชื่อถือเดิมไว้ พร้อมๆ กับการเติมความเป็นมิตร (Friendliness) และความทันสมัยผ่าน Character Marketing อย่าง "MITSURU" จะช่วยให้แบรนด์ขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ได้อย่างเป็นธรรมชาติ​

ถือเป็นการก้าวสู่ทศวรรษใหม่ที่สดใส และพร้อมพาเหล่านักเดินทางออกไป "จอย" ในทุกเส้นทางจริงๆ ครับ!​

#จอยได้ทุกเส้นทาง

คนอร์ซุปก้อนหมูเปิดตัวสูตรใหม่ เปลี่ยนภาพจำจากตัวช่วยมื้อใหญ่ในครัว สู่ตัวช่วยมื้อง่าย ๆ ในมื้อเช้า - MarketThink  ล่าสุ...
07/08/2026

คนอร์ซุปก้อนหมูเปิดตัวสูตรใหม่ เปลี่ยนภาพจำจากตัวช่วยมื้อใหญ่ในครัว สู่ตัวช่วยมื้อง่าย ๆ ในมื้อเช้า - MarketThink

ล่าสุดคนอร์ได้เปิดตัวซุปก้อนสูตรใหม่ “คนอร์รสหมู” ในเวอร์ชันที่เป็นการเอาส่วนผสมของหมู 3 ส่วน ทั้งเอียวเล้ง คาตั๊ง สันนอก ผสานเครื่องเทศกลมกล่อมในก้อนเดียว
ซึ่งจะให้เบสน้ำซุปที่อร่อม เข้มข้ม เหมาะมากกับการเอามาทำ “เมนูข้าวต้ม” ในเช้าวันรีบ ๆ

ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือการตลาดที่คนอร์เลือกใช้โปรโมตตัวซุปก้อนสูตรใหม่นี้ ค่อนข้างสร้างสรรค์และฉลาดมาก ๆ เพราะรอบนี้ทางคนอร์ลงทุนไปตั้งบูทในย่านสีลม อโศก โชว์การใช้คนอร์สูตรใหม่ทำเมนูข้าวต้ม กว่า 5,000 เสิร์ฟ ไปแจกให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ให้คนเห็นไปเลยว่าแค่ใช้คนอร์ซุปก้อนก็ทำข้าวต้มอร่อย ๆ ออกมาได้ง่ายมาก ไม่ว่าใครก็ทำได้

ทำไมคนอร์ต้องมาทำข้าวต้มแจก ไฮไลต์เด็ดของคนอร์ซุปก้อนรสหมูสูตรใหม่มีอะไรบ้าง ?
MarketThink จะสรุปให้ฟัง

คนอร์รสหมูสูตรใหม่จะโดดเด่นเรื่องการใช้เนื้อหมู 3 ส่วนมาเคี่ยวรวมกัน
- เอียวเล้ง กระดูกสันหลังของหมู โดยส่วนนี้จะให้ความ “หวานธรรมชาติ” กับตัวน้ำซุป
- คาตั๊ง กระดูกหน้าแข้งของหมู ส่วนนี้จะมีเอ็น พังผืด และไขกระดูกเยอะ ทำให้ถ้าเคี่ยวนานพอ น้ำซุปที่ได้ก็จะมีความ “เข้มข้น” มากขึ้น
- เนื้อสันนอก เป็นส่วนที่จะให้รสชาติของหมูออกมาเยอะ ทำให้เมื่อเอามาเคี่ยวแล้ว น้ำซุปที่ได้จะมี “ความกลมกล่อม” มากขึ้น

ทั้งหมดนี้คนอร์จะเอามาเคี่ยวกับเครื่องเทศหลายชนิด จนออกมาเป็นซุปก้อน รสชาติกลมกล่อม หอมหวาน และมีกลิ่นเครื่องเทศ​ ทำให้มันเหมาะมาก ๆ กับการเอามาทำเป็นเมนูข้าวต้มร้อน ๆ ในตอนเช้า ที่ใครหลายคนไม่มีเวลาเตรียมอาหาร

เพราะแค่ต้มน้ำ > ใส่คนอร์ซุปก้อน > เติมข้าวและเนื้อสัตว์เข้าไปก็จะได้ข้าวต้มพร้อมทานใน 3 ขั้นตอน โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเคี่ยวซุปเอง โดยคนอร์ได้มีการจัดแคมเปญหนึ่งขึ้นมาเพื่อโปรโมตสินค้าใหม่ตัวนี้ด้วย ผ่านการส่งทีมงานไปลงพื้นที่ ศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ อย่างเช่น สีลม และอโศก เพื่อแจกข้าวต้มร้อน ๆ ที่ใช้คนอร์สูตรใหม่เป็นส่วนผสมหลักไปทั้งหมด 5,000 เสิร์ฟ

ซึ่งแคมเปญแจกข้าวต้มฟรี ๆ ที่ดูเรียบง่ายแบบนี้แหละเป็นจุดที่ทำให้แคมเปญนี้ดูสร้างสรรค์มาก ๆ โดยถ้าเราลองดูดีเทลต่าง ๆ ของแคมเปญนี้.. เราจะเห็นได้เลยว่านี่เป็นการโปรโมต สินค้าที่เปลี่ยนภาพจำของแบรนด์คนอร์ไปพอสมควรเลย เพราะก่อนหน้านี้หลายคนน่าจะจำซุปก้อนคนอร์ว่าเป็นตัวช่วยในอาหารมื้อใหญ่ ๆ ที่ดูมีขั้นตอนในการเตรียมอาหารเยอะ เช่น แกงจืด
แต่คนอร์เลือกหยิบ “เมนูข้าวต้ม” เมนูอาหารเช้าง่าย ๆ ของคนไทย มาเป็นเมนูหลักในการโปรโมตแคมเปญนี้ คนที่ได้ชิมข้าวต้มฟรีหรือเห็นแคมเปญนี้ผ่านตา นอกจากจะได้เข้าใจว่าคนอร์สูตรใหม่นี้ พอเอามาทำเมนูข้าวต้มแล้วอร่อยจริง ๆ ด้วยตัวเองแล้ว ยังเข้าใจได้อีกด้วยว่าคนอร์ซุปก้อนสามารถเอามาทำเมนูง่าย ๆ อย่างข้าวต้มก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเอาคนอร์ไปใช้กับอาหารมื้อใหญ่ ๆ ตลอด เหมือนเป็นการสร้าง Position ใหม่ ๆ ในใจกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่เสียตัวตนเดิมของแบรนด์ ได้ฉลาดมาก ๆ เคสหนึ่งของคนอร์เลย..

นอกจากวิธีการสื่อสารจะดีแล้ว อย่างต่อมาที่เจ๋งก็คือเรื่องของ “การเลือกทำเล” ในการโปรโมต เป็นอโศก และสีลม ที่เป็นทำเล CBD หรือศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ
โซนดังกล่าวเต็มไปด้วยอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ฯลฯ มี Traffic ของคนที่ผ่านไปผ่านมาหลักแสนคนต่อวัน

หมายความว่า.. พอคนอร์ไปจัดแคมเปญแจกข้าวต้มที่บริเวณนั้น ก็จะสามารถสื่อสาร Message ที่ตั้งใจให้คนแถว ๆ นั้นรับรู้เป็นวงกว้างได้ทันทีนั่นเอง.. สุดท้ายนี้ใครที่สนใจอยากลองชิมคนอร์สูตรใหม่ ไปทำข้าวต้มมื้อเช้าเริด ๆ ก็ไปลองหาซื้อได้แล้วที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ..

#คนอร์ซุปก้อนสูตรใหม่ #คนอร์ซุปก้อน #เช้าอุ่นๆข้าวต้มซุปคนอร์ #คนอร์บุกเมือง
____________________________
อ้างอิง :
- ข่าวประชาสัมพันธ์ คนอร์

รู้จัก I'm donut ? แบรนด์โดนัทคิวยาว จากญี่ปุ่น ที่ลือกันว่า จะมาเปิดในไทย - MarketThink- ตอนนี้มีข่าวลือว่า I'm donut ?...
07/08/2026

รู้จัก I'm donut ? แบรนด์โดนัทคิวยาว จากญี่ปุ่น ที่ลือกันว่า จะมาเปิดในไทย - MarketThink
- ตอนนี้มีข่าวลือว่า I'm donut ? แบรนด์โดนัทชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่คิวยาวแทบทุกสาขา กำลังจะมาเปิดสาขาแรกที่ไทย ซึ่งเรื่องนี้ถูกแชร์ต่อกันอย่างรวดเร็วบนโซเชียล

เพราะ I'm donut ? เป็นร้านโดนัทที่คนไทยที่น่าจะรู้จักกันดี โดยมีสาขาอยู่ตามเมืองท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น ที่คนไทยชอบไปคือ ฟูกูโอกะ โตเกียว และเกียวโต

แล้วทำไม I'm donut ? ถึงเป็นร้านดังที่ใคร ๆ ก็ไปต่อคิว ? MarketThink จะสรุปข้อมูลที่น่าสนใจให้ในโพสต์นี้

- I'm donut ? ก่อตั้งในปี 2022 โดยคุณ Ryouta Hirako เชฟเบเกอรีชื่อดังชาวญี่ปุ่น

โดยตัวเขาเริ่มต้นเส้นทางในธุรกิจอาหารด้วยการเป็นเชฟในร้านอาหารอิตาลี ก่อนจะเจอจุดเปลี่ยนตอนที่ได้มีโอกาสไปลองชิมขนมปังในร้านเบเกอรีแห่งหนึ่ง แล้วค้นพบว่าอร่อยมาก ๆ

จึงเกิดเป็นไอเดียในการทำธุรกิจคาเฟ, ร้านเบเกอรี ไปจนถึงร้าน I'm Donut ? ในภายหลัง

ที่น่าสนใจคือคุณ Ryouta Hirako มีความเป็นศิลปินสูงมาก ทำให้ไม่ว่าเขาจะเปิดธุรกิจอะไร เราจะเห็นความเป็นศิลปินตรงนี้ผ่านการตกแต่งร้าน, บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์ในการรังสรรค์เมนูอาหาร

ซึ่งร้าน I'm donut ? เองก็ได้อิทธิพลความเป็นศิลปินตรงนี้มาด้วย

เริ่มตั้งแต่เครื่องหมายคำถาม “?” ในชื่อร้าน I'm donut ? ที่ทางร้านตั้งใจทำมาสื่อสารว่า ทางแบรนด์พร้อมที่จะตั้งคำถามกับการทำขนมอบแบบเดิม ๆ อยู่เสมอ

ไปจนถึงสไตล์การแต่งร้านที่ดูล้ำ ๆ และมีเมนูที่ดูแปลกใหม่นั่นเอง

สำหรับไฮไลต์ของ I'm donut ? ก็คือเมนูในหมวดที่เรียกว่า “นามะโดนัท” ที่เป็นการเอาแป้งสูตรพิเศษและฟักทองย่างมานวดหมักในอุณหภูมิต่ำ ก่อนจะเอาไปทอดด้วยอุณหภูมิสูง
จนได้โดนัท ที่มีเนื้อสัมผัสทั้งนุ่มฟู และมีความแน่นหนึบในเวลาเดียวกัน

ไปจนถึงโดนัทหมวดอื่น ๆ ทั้งโดนัทไส้หวาน เช่น Matcha, Pistachio, Brulee รวมถึงโดนัทไส้คาว เช่น Mentai Egg, Prosciutto ที่ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

โดย I'm donut ? เลือกเปิดสาขาแรกที่ย่านนากาเมกูโระ ของกรุงโตเกียวในปี 2022 และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มีลูกค้ามาคอยยืนต่อคิวยาวเหยียดและขายหมดทุกวัน

ก่อนทางแบรนด์จะเริ่มมีการขยายสาขาไปยังเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น โตเกียว ฟูกูโอกะ และเกียวโต ไปจนถึงตลาดนอกญี่ปุ่น เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ที่น่าสนใจคือ เมื่อไปเปิดที่ประเทศไทย ก็จะมีการออกรสชาติท้องถิ่นแบบลิมิเต็ดตามประเทศนั้น ๆ ด้วย เช่น

- สาขานิวยอร์ก จะมีโดนัทรส NY BLT
- สาขาไต้หวัน จะมีโดนัทรส Banana Milk Tea
- สาขาเกาหลีใต้ จะมีโดนัทรส Honey Makgeolli Cream

เรื่องนี้ก็ต้องตามกันต่อว่า I'm donut ? จะมาเปิดในไทยตามข่าวลือจริงไหม

และถ้ามาเปิดจริง ๆ จะเลือกทำเลไหนเป็นสาขาแรก มีเมนูพิเศษเป็นอะไร..


#โดนัท

ที่อยู่

1693 ถนนพหลโยธิน แขวงจตุจักร เข
Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MarketThinkผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง MarketThink:

ทางลัด

แชร์