Beritamuslim Berita muslim นิตยสารมุสลิมและสื่อดิจิทัล
(329)

เพราะอิสลามสอนว่า ทั้งชีวิตคือการเรียนรู้ เราจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในความรู้ดีๆ ที่คุณแสวงหา Berita Muslim Mag เราพร้อมเสิร์ฟอาหารฮาลาลให้กับสมองของคุณ ในรูปแบบนิตยสารและสื่อดิจิทัลที่นำเสนอสาระเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาชีวิตและสังคมมุสลิม

ลดความอ้วนด้วยหลักการ "กินแค่ 1 ใน 3" ของกระเพาะเทรนด์การลดน้ำหนักในปัจจุบันมีมากมายหลายสูตร ไม่ว่าจะเป็น IF, Keto หรือ ...
07/06/2026

ลดความอ้วนด้วยหลักการ "กินแค่ 1 ใน 3" ของกระเพาะ

เทรนด์การลดน้ำหนักในปัจจุบันมีมากมายหลายสูตร ไม่ว่าจะเป็น IF, Keto หรือ Low Carb แต่สำหรับมุสลิมและผู้ที่รักสุขภาพทุกคน มีอยู่หลักการหนึ่งที่เรียกว่าเป็น "Intermittent Fasting & Portion Control" ฉบับคลาสสิกที่มีมานานกว่า 1,400 ปี และได้รับการพิสูจน์แล้วในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันว่าช่วยลดความอ้วนและปรับสมดุลร่างกายได้อย่างยั่งยืน นั่นคือ หลักการ "กินแค่ 1 ใน 3" ของกระเพาะอาหารครับ

หลักการนี้อ้างอิงจากบทหะดีษอันลึกซึ้งที่ท่านนบีมูฮัมหมัด ﷺ ได้ทรงวางรากฐานการกินเพื่อสุขภาพเอาไว้ความว่า:

“ไม่มีภาชนะใดที่มนุษย์จะเติมมันจนเต็มแล้วเลวร้ายไปกว่าท้องของเขาอีกแล้ว การกินเพียงไม่กี่คำเพื่อประทังชีวิตให้กระดูกสันหลังของเขาตั้งตรงได้นั้นก็เป็นการเพียงพอแล้ว แต่ถ้าหากเลี่ยงไม่ได้ (ต้องการกินมากกว่านั้น) ก็จงปล่อยให้ 1 ใน 3 เป็นพื้นที่ของอาหาร, 1 ใน 3 เป็นพื้นที่ของน้ำ และอีก 1 ใน 3 เป็นพื้นที่ของลมหายใจ” (บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์)

🔬 มุมมองทางวิทยาศาสตร์: ทำไม "1 ใน 3" ถึงลดความอ้วนได้จริง?

1. ป้องกันภาวะ "กระเพาะคราด" และการกินเกิน (Overeating)
กระเพาะอาหารของมนุษย์มีความยืดหยุ่นสูงมาก หากเรากินจนอิ่มแน่น (เต็ม 3 ใน 3) เป็นประจำ กระเพาะจะขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราต้องกินปริมาณมากขึ้นในมื้อถัดไปจึงจะรู้สึกอิ่ม การจำกัดปริมาณอาหารให้อยู่ที่ 1 ใน 3 จะช่วยฝึกให้กระเพาะคงรูปในขนาดที่เหมาะสม และฮอร์โมนเลปติน (ฮอร์โมนที่สั่งให้สมองรู้สึกอิ่ม) ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ระบบย่อยอาหารทำงานได้เต็ม 100%
ลองจินตนาการถึง "เครื่องปั่นน้ำผลไม้" หากเราใส่ผลไม้ลงไปจนแน่นเต็มโถ เครื่องปั่นจะไม่สามารถหมุนหรือปั่นให้ละเอียดได้ กระเพาะอาหารก็เช่นกันครับ หากเรากินจนแน่น กระเพาะจะไม่มีพื้นที่ในการหลั่งน้ำย่อยและบดเคี้ยวอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย และร่างกายดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ไม่ดี เกิดเป็นไขมันสะสมตามร่างกาย

3. ชะลอวัยและลดการอักเสบในร่างกาย (Caloric Restriction)
การกินแค่พอดีช่วยลดกระบวนการเผาผลาญที่หนักเกินไป ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ในร่างกาย การกินตามสูตรนี้จึงช่วยให้อวัยวะภายในได้พักเหนื่อย ร่างกายดึงไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานได้ง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวาน และไขมันอุดตัน

🛠️ วิธีนำหลักการ "1 ใน 3" ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

• กฎ 20 นาที (เคี้ยวให้ช้าลง): สมองของเราจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีหลังจากเริ่มทานอาหารในการส่งสัญญาณว่า "อิ่ม" หากเรากินเร็วเกินไป เราจะเผลอกินเต็มความจุของกระเพาะก่อนที่สมองจะทันรู้ตัว ดังนั้น จงเคี้ยวให้ละเอียดและละเลียดชิมรสชาติ
• ใช้จานขนาดเล็กชั่งตวงสายตา: แบ่งสัดส่วนในจานอาหารให้ชัดเจน เน้นสารอาหารที่มีประโยชน์ (โปรตีนลีน, ผัก, คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน) ให้พอดีกับความอิ่มแบบเบาสบายท้อง
• ดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร: ดื่มน้ำสะอาด 1 แก้วก่อนทานอาหารประมาณ 15-30 นาที เพื่อช่วยจองพื้นที่ 1 ใน 3 ส่วนของน้ำตามซุนนะฮ์ และช่วยลดความหิวโหยส่วนเกินลงได้
• หยุดกินเมื่อ "หายหิว" ไม่ใช่หยุดเมื่อ "แน่น": สังเกตสัญญาณร่างกายให้ดี วินาทีที่ความหิวโหยแสบท้องหายไป และเริ่มมีความรู้สึกสบายๆ เข้ามาแทนที่ นั่นคือสัญญาณว่าพื้นที่อาหาร 1 ใน 3 ได้ถูกเติมเต็มแล้ว

---

📌 บทสรุปเพื่อการดูแลอามานะฮ์
การลดความอ้วนด้วยหลักการ "1 ใน 3" ไม่ใช่การอดอาหารจนโซซัดโซเซ แต่คือการกินอย่างมีสติและรู้คุณค่าของริซกี (ปัจจัยยังชีพ) การเปลี่ยนความเคยชินจากการกินเพื่อ "ตอบสนองกิเลส" มาเป็นการกินเพื่อ "รักษาอามานะฮ์ (ร่างกาย)" จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง มีหุ่นที่สมสัดส่วน และได้รับผลบุญจากการเจริญรอยตามซุนนะฮ์ไปพร้อมๆ กันครับ

มุอัลลัฟกับการ "เลือกคู่ครอง": ดูที่อีหม่านหรือนิสัย?การเลือกคู่ครองสำหรับ "มุอัลลัฟ" (มุสลิมใหม่) มักจะเป็นหนึ่งในจุดเป...
07/06/2026

มุอัลลัฟกับการ "เลือกคู่ครอง": ดูที่อีหม่านหรือนิสัย?

การเลือกคู่ครองสำหรับ "มุอัลลัฟ" (มุสลิมใหม่) มักจะเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิต เพราะเป็นการเลือกคนที่จะมาเดินร่วมทางทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะฮ์ คำถามคลาสสิกที่ว่า "ต้องดูที่อีหม่าน (ความศรัทธา) หรือนิสัย?" เป็นเรื่องที่ต้องมองด้วยความเข้าใจและหลักการที่สมดุลครับ

ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้อง "เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง" แต่เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไป โดยมีวิทยปัญญาในการมองดังนี้ครับ

1. อีหม่าน (ศรัทธา) คือ "เข็มทิศและรากฐาน"
อิสลามให้ความสำคัญกับอีหม่านเป็นอันดับแรก เพราะคู่ครองที่มีอีหม่านจะเข้าใจหน้าที่และขอบเขตของตัวเองตามหลักการศาสนา

มองที่ความสม่ำเสมอไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ: สำหรับมุอัลลัฟ ไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่รู้ศาสนาลึกซึ้งระดับอุลามาอ์ แต่ให้เลือกคนที่มีความสม่ำเสมอในหน้าที่หลัก (เช่น การละหมาด, ความซื่อสัตย์, การหาบริสุทธิ์ริซกี)

พร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกัน: คนที่มีอีหม่านที่ดีจะพร้อมเป็น "กัลยาณมิตร" คอยประคับประคองและเรียนรู้ศาสนาไปพร้อมกับมุอัลลัฟ โดยไม่เร่งรัดหรือกดดันจนเกินไป

2. นิสัย (อัคลาก) คือ "พวงมาลัยในชีวิตประจำวัน"
มีคำกล่าวในทางวิชาการอิสลามว่า "อีหม่านที่สมบูรณ์ที่สุด สะท้อนออกมาผ่านอัคลาก (มรรยาทและนิสัย) ที่งดงามที่สุด"

อีหม่านที่ดีต้องแสดงออกผ่านพฤติกรรม: หากใครคนหนึ่งบอกว่าตนเองเคร่งครัดศาสนา แต่กลับมีนิสัยหยาบคาย เห็นแก่ตัว หรือชอบจับผิด นั่นแปลว่าอีหม่านของเขายังไม่ส่งผลลงไปถึงหัวใจและการกระทำ

ความเข้าใจในความเป็นมุอัลลัฟ: นิสัยสำคัญที่ต้องมองหาคือ "ความยืดหยุ่นและการเห็นอกเห็นใจ" (Empathy) คู่ครองที่ดีต้องเข้าใจบริบทของมุอัลลัฟ ว่ายังมีครอบครัวเดิมต่างศรัทธาที่ต้องดูแล และมีจังหวะการเรียนรู้ศาสนาที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป

🛠️ เช็กลิสต์ 3 ข้อ สำหรับมุอัลลัฟในการเลือกคู่ครอง
1. ดูว่าเขาปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเขาอย่างไร
ท่านนบี ﷺ กล่าวไว้ความว่า: "คนที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือคนที่ดีที่สุดต่อครอบครัวของเขา"
วิธีที่เขาปฏิบัติกับพ่อแม่ พี่น้อง หรือคนที่มีอำนาจน้อยกว่าในบ้าน คือตัวตนจริงๆ ที่เขาจะปฏิบัติต่อคุณในอนาคต

2. เคมีทางนิสัยเข้ากันได้ไหม (Compatibility)
การแต่งงานคือการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ความชอบ ไลฟ์สไตล์ ทัศนคติในการใช้เงิน และวิธีการจัดการความโกรธ เป็นเรื่องของ "นิสัย" ที่ต้องปรับจูนกันได้ หากอีหม่านดีแต่นิสัยและการใช้ชีวิตเข้ากันไม่ได้เลย การครองคู่ก็อาจจะราบรื่นได้ยาก

3. มีความพร้อมที่จะเป็น "เซฟโซน" หรือไม่
มุอัลลัฟต้องเจอบททดสอบรอบตัว ทั้งจากครอบครัวเดิม สังคม หรือแม้แต่ความกดดันในการฝึกปฏิบัติศาสนกิจ คู่ครองที่คุณเลือกจึงต้องมีนิสัยที่พร้อมจะรับฟัง โอบกอด และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณในวันที่เหนื่อยล้า ไม่ใช่กลายเป็นผู้พิพากษาที่คอยจ้องจับผิดเสียเอง

---

📌 บทสรุป
สำหรับมุอัลลัฟ การเลือกคู่ครองให้เริ่มด้วยการกรองจาก "อีหม่าน" เพื่อล็อกเป้าหมายปลายทางว่าเราจะไปสวรรค์ด้วยกัน จากนั้นให้เลือกด้วย "นิสัย" ที่เข้ากันได้ มีความเมตตา และพร้อมจะโอบรับตัวตนของคุณอย่างแท้จริง เพราะอีหม่านที่แท้จริงจะไม่มีวันแยกออกจากนิสัยที่ดีครับ

ความประเสริฐของการ "ปลอบใจคนเศร้า"การ "ปลอบใจคนเศร้า" หรือการบรรเทาความทุกข์ใจของเพื่อนมนุษย์ (ในทางวิชาการอิสลามมักใช้ค...
07/06/2026

ความประเสริฐของการ "ปลอบใจคนเศร้า"

การ "ปลอบใจคนเศร้า" หรือการบรรเทาความทุกข์ใจของเพื่อนมนุษย์ (ในทางวิชาการอิสลามมักใช้คำว่า ทัซกียะฮ์ หรือ มุอาซาต) เป็นหนึ่งในคุณธรรมที่งดงามและได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่ในอิสลามครับ ในยามที่ชีวิตของใครสักคนกำลังมืดมิด การหยิบยื่นคำพูดที่นุ่มนวลหรือการรับฟังด้วยความใส่ใจ ไม่ใช่แค่เรื่องของมนุษยธรรม แต่คือ "การทำอิบาดะฮ์ (ภักดีต่อพระเจ้า) ที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ"

นี่คือมิติเชิงลึกเกี่ยวกับความประเสริฐของการปลอบโยนและเยียวยาผู้ที่กำลังโศกเศร้าในวิถีของมุสลิมครับ

1. ผลบุญอันยิ่งใหญ่: พระเจ้าจะทรงปลอบโลมเขาในวันกิยามะฮ์

ท่านนบีมูฮัมหมัด ﷺ ได้บอกเล่าถึงรางวัลที่น่าอัศจรรย์สำหรับผู้ที่คอยอยู่เคียงข้างและปลอบโยนคนที่มีความทุกข์ไว้ในหะดีษบทหนึ่งความว่า:

"ไม่มีผู้ศรัทธาคนใดที่ปลอบโยนพี่น้องของเขาเนื่องจากประสบกับความทุกข์ยาก (โศกเศร้า) นอกเสียจากอัลลอฮ์จะทรงสวมใส่เครื่องแต่งกายอันมีเกียรติและงดงามให้แก่เขาในวันกิยามะฮ์" (หะดีษบันทึกโดย อิบนุ มาญะฮ์)

รางวัลนี้สะท้อนหลักการที่ว่า การตอบแทนย่อมสมน้ำสมเนื้อกับการกระทำ (Al-Jaza'u min Jinsil 'Amal) ในโลกดุนยาคุณช่วย "ปกป้องใจ" เขาไม่ให้แตกสลาย ในวันอาคิเราะฮ์พระองค์ก็จะทรง "ปกป้องเกียรติ" ของคุณให้สง่างามต่อหน้าผู้คนทั้งมวล

2. การบรรเทาความทุกข์คนอื่น คือการดึงความช่วยเหลือจากพระเจ้าเข้าหาตัว

เมื่อเราช่วยแบกรับหรือแบ่งเบาความโศกเศร้าของผู้อื่น ประตูแห่งความช่วยเหลือของพระผู้เป็นเจ้าจะเปิดออกต้อนรับเราทันที ดังที่ท่านนบี ﷺ กล่าวไว้ว่า:

"และอัลลอฮ์จะทรงช่วยเหลือบ่าวของพระองค์ ตราบใดที่บ่าวคนนั้นยังคงช่วยเหลือพี่น้องของเขา... และใครที่บรรเทาความทุกข์ยากประการหนึ่งของเพื่อนมุสลิมในโลกดุนยา อัลลอฮ์จะทรงบรรเทาความทุกข์ยากประการหนึ่งของเขาในวันกิยามะฮ์" (หะดีษบันทึกโดย มุสลิม)

การปลอบใจคนเศร้าจึงเป็นการลงทุนทางจิตวิญญาณที่คุ้มค่าที่สุด เพราะในวันที่เราล้มหรือเผชิญความทุกข์ใจในวันข้างหน้า พระเจ้าจะทรงส่งใครสักคน หรือทรงประทานความสงบสุข (Sakinah) มาโอบอุ้มหัวใจเราเป็นการตอบแทนอย่างแน่นอน

3. ศิลปะการปลอบใจตามแบบฉบับซุนนะฮ์ (Sunnah of Empathy)

การปลอบใจที่ดีตามวิถีอิสลาม ไม่ใช่การเดินไปบอกว่า "เรื่องแค่นี้เอง" หรือ "เดี๋ยวก็หาย" แต่คือการแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง (Empathy) เหมือนที่ท่านนบี ﷺ เคยทำเป็นแบบอย่าง:

• รับฟังมากกว่าพูด: หลายครั้งสิ่งที่คนเศร้าต้องการไม่ใช่คำแนะนำทางออกที่เลิศเลอ แต่ต้องการเพียง "พื้นที่ปลอดภัย" และใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังโดยไม่ตัดสิน
• ใช้คำพูดที่ให้ความหวังและเตือนสติอ่อนๆ: ชวนให้เขามองเห็นความเมตตาของพระเจ้าที่ยังหลงเหลืออยู่ และเตือนใจให้เขาทราบว่า ความทุกข์นี้ไม่ได้มาเพื่อทำลายเขา แต่มาเพื่อขัดเกลาเขา
• ซัพพอร์ตทางกายภาพ: เมื่อครอบครัวของท่านญะอ์ฟัร (ญาติของท่านนบี) ต้องประสบความสูญเสียและโศกเศร้า ท่านนบี ﷺ ไม่ได้เพียงแค่ไปพูดปลอบใจ แต่ท่านได้สั่งเสียซะฮาบะฮ์ว่า "จงทำอาหารไปให้ครอบครัวของญะอ์ฟัรเถิด เพราะตอนนี้มีเรื่องที่ทำให้พวกเขาหมกมุ่น (เศร้าโศก) จนไม่มีเวลาทำอาหารแล้ว"

4. ข้อคิดสะกิดใจ: คำพูดของเราสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้

• สะพานแห่งชีวิต: ในยามที่คนคนหนึ่งคิดว่าโลกนี้ไม่มีใครต้องการ คำพูดปลอบโยนที่จริงใจเพียงประโยคเดียว หรือการกอดให้กำลังใจอย่างบริสุทธิ์ใจ อาจเป็นเชือกเส้นสุดท้ายที่ดึงเขาออกจากเหวแห่งความสิ้นหวัง ยิ่งสำหรับมุอัลลัฟหรือมุสลิมใหม่ที่กำลังปรับตัวและอาจเจอมรสุมชีวิต การปลอบโลมจากพี่น้องร่วมศรัทธาคือ "น้ำทิพย์" ที่ช่วยชโลมให้หัวใจยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

• เป็นผู้นำความสุขมาสู่หัวใจ: ท่านนบี ﷺ เคยถูกถามว่า การงานใดที่อัลลอฮ์ทรงรักมากที่สุด? ท่านตอบส่วนหนึ่งว่า "การที่ท่านนำความสุขความเบิกบานใจเข้าสู่หัวใจของมุสลิมคนหนึ่ง (ด้วยการบรรเทาความทุกข์หรือความหิวของเขา)"

07/06/2026

วันนี้อาจจะมืดมน
แต่ดวงอาทิตย์แห่งความเมตตาจะขึ้นใหม่เสมอ

06/06/2026

#ถ้อยคำกำลังใจ #ฮีลใจ #อิสลาม #ความสงบในใจ

"สงครามยัรมูก": เมื่อกลยุทธ์เหนือกว่ากำลังพลนับสิบเท่าสวัสดีครับพี่น้องชาว Berita Muslim ทุกท่าน... หากคุณกำลังเผชิญกับป...
06/06/2026

"สงครามยัรมูก": เมื่อกลยุทธ์เหนือกว่ากำลังพลนับสิบเท่า

สวัสดีครับพี่น้องชาว Berita Muslim ทุกท่าน... หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่โตจนดูเหมือนไม่มีทางเอาชนะได้ หรือรู้สึกว่าตัวเองมีต้นทุนน้อยกว่าคนอื่นร้อยเท่าพันเท่า ผมอยากให้คุณหยุดฟังเรื่องราวในวันนี้ครับ

ในประวัติศาสตร์โลก มีการปะทะกันครั้งหนึ่งที่ถูกบันทึกว่าเป็น "จุดเปลี่ยน" ของอารยธรรมมนุษย์ นั่นคือ "สมรภูมิยัรมูก" การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพมุสลิมจำนวนราว 40,000 นาย กับกองทัพมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างจักรวรรดิไบแซนไทน์ (โรมันตะวันออก) ที่ยกพลมามากกว่า 200,000 นาย! ตัวเลขที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวนี้จบลงด้วยชัยชนะอันน่าเหลือเชื่อของมุสลิมได้อย่างไร? วันนี้ Berita Muslim จะพาย้อนเวลากลับไปถอดรหัสกลยุทธ์เหนือชั้นนี้ครับ

ยอดแม่ทัพผู้ไม่เคยแพ้พ่าย และการจัดทัพ "กองพันทหารม้าเคลื่อนที่เร็ว"

ผู้อยู่เบื้องหลังอัจฉริยภาพทางการทหารในครั้งนี้คือ "คอลิด บิน วะลีด" ฉายา ดาบของอัลลอฮ์ (ซัยฟุลลอฮ์) ผู้ที่มองเห็นว่าหากสู้กันด้วยกำลังพลตรงๆ มุสลิมจะถูกกลืนหายไปในทันที ท่านจึงปฏิรูประบบการรบใหม่ทั้งหมด:

• รวมศูนย์อำนาจ: ท่านชวนแม่ทัพคนอื่นๆ ให้สละอัตตา ทิ้งความขัดแย้ง และมอบอำนาจการสั่งการให้เป็นหนึ่งเดียว
• Mobile Guard (กองพันเคลื่อนที่เร็ว): คอลิดคัดเลือกทหารม้าฝีมือฉกาจ 4,000 นาย แยกออกเป็นกองหนุนพิเศษ คอยพุ่งเข้าชาร์จช่วยเหลือแนวรบมุสลิมส่วนอื่นๆ ที่กำลังจะแตกได้อย่างทันท่วงทีเหมือนหน่วยกู้ภัยเคลื่อนที่เร็ว

วินาทีพลิกสถานการณ์และการรวมใจของวีรสตรี

การรบดำเนินไปอย่างยาวนานถึง 6 วัน ท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ ในวันที่ 4 สถานการณ์ของมุสลิมวิกฤตถึงขีดสุดเมื่อกองทหารโรมันใช้พลธนูระดมยิงจนทหารมุสลิมสูญเสียดวงตานับพันคน (จนถูกเรียกว่า "วันแห่งการสูญเสียดวงตา") ทหารแนวหน้าเริ่มถอยร่น

แต่ในจังหวะนั้นเอง เหล่า "หญิงสาวมุสลิม" ที่อยู่แนวหลัง นำโดย ท่านหญิงคาวลา บินติ อัล-อัซวาร และ ฮินด์ บินติ อุตบะฮ์ ได้ลุกขึ้นมาหยิบเสาเต็นท์และดาบ ขวางทางทหารมุสลิมที่กำลังถอยพร้อมตะโกนเรียกสติว่า "พวกท่านจะหนีไปไหน? จะปล่อยให้พวกเราตกเป็นเชลยหรือ? จงกลับไปสู้เพื่ออัลลอฮ์!" เสียงปลุกใจนั้นทำให้ทหารมุสลิมฮึดสู้และหันกลับไปโต้กลับจนกองทัพโรมันต้องแตกพ่ายไปติดหล่มอยู่ที่หน้าผาและแม่น้ำยัรมูกในที่สุด

3 บทเรียนจากฝุ่นตลบที่ลุ่มน้ำยัรมูก

1. เอกภาพคือหัวใจของความสำเร็จ: ชัยชนะเกิดขึ้นเมื่อแม่ทัพทุกคนยอมลดทิฐิและหลอมรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หากมุสลิมขาดความสามัคคี ต่อให้มีกลยุทธ์ดีแค่ไหนก็ล่มสลาย
2. คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ: กองทัพโรมันมาด้วยความยิ่งใหญ่เชิงตัวเลขและอาวุธ แต่มุสลิมมาด้วยความคล่องตัว วินัย และที่สำคัญที่สุดคือ "เป้าหมายที่ชัดเจนและความศรัทธาที่บริสุทธิ์"
3. ทุกคนมีบทบาทในความสำเร็จ: ชัยชนะที่ยัรมูกไม่ได้มาจากทหารแนวหน้าอย่างเดียว แต่มาจากความเด็ดเดี่ยวของวีรสตรีแนวหลังด้วย สอนเราว่าไม่มีหน้าที่ใดในสังคมมุสลิมที่ไร้ค่า

บทเรียนที่ 1: การบริหารจัดการวิกฤตในยุค 2026

ในโลกการทำงานหรือการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน กลยุทธ์ "Mobile Guard" ของท่านคอลิด สอนให้เราต้องมีความยืดหยุ่น (Agility) มีทีมที่พร้อมปรับตัวและพุ่งเข้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ

บทเรียนที่ 2: ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ

คอลิด บิน วะลีด ไม่ได้สั่งการอยู่แนวหลัง แต่ท่านควบม้าอยู่แถวหน้าสุดร่วมกับลูกน้อง ความกล้าหาญของผู้นำคือยารักษาความกลัวที่ดีที่สุดของลูกทีม

บทสรุป: ดาบที่ไม่มีวันหัก (Conclusion)

พี่น้องครับ เรื่องราวของสงครามยัรมูกบอกเราว่า:

1. อย่ากลัวอุปสรรคที่ใหญ่กว่า: เพราะสิ่งที่กำหนดชัยชนะไม่ได้อยู่ที่ขนาดของปัญหา แต่อยู่ที่วิธีรับมือและความเชื่อมั่นในความช่วยเหลือของอัลลอฮ์
2. ความสำเร็จต้องการแผนงาน: ศรัทธาที่ปราศจากการเตรียมพร้อมและการวางกลยุทธ์อย่างรอบคอบ ไม่ใช่แนวทางของอิสลาม
3. ก้าวข้ามขีดจำกัด: เมื่อเราทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ วางแผนอย่างสุดปัญญา และมอบหมาย (ตวักกัล) ต่อพระองค์ ปาฏิหาริย์ก็พร้อมจะเกิดขึ้นเสมอ

วันนี้... ปัญหาที่กำลังถาโถมเข้ามาในชีวิตของคุณหนักหนาแค่ไหนครับ? ลองดึงเอา "ความเด็ดเดี่ยว" และ "การวางกลยุทธ์" แบบยัรมูกมาใช้ในชีวิตดูนะครับ ชัยชนะอาจอยู่ใกล้กว่าที่คุณคิดครับ
พบกันใหม่ในตอนหน้ากับ Berita Muslim ข่าวสารแห่งทางนำ... วัสลามุอะลัยกุม วะเราะห์มะตุลลอฮ์ วะบารอกาตุฮ์

มุสลิมสายสปอร์ต: ร่างกายที่แข็งแกร่งคืออามานะฮ์ที่ต้องดูแลเมื่อคำว่า "สายสปอร์ต" ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของหุ่นดีหรือเทร...
06/06/2026

มุสลิมสายสปอร์ต: ร่างกายที่แข็งแกร่งคืออามานะฮ์ที่ต้องดูแล

เมื่อคำว่า "สายสปอร์ต" ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของหุ่นดีหรือเทรนด์แฟชั่น แต่ในมุมมองของอิสลาม การดูแลร่างกายให้ฟิตและแข็งแรงนั้นลึกซึ้งไปถึงขั้นเป็น "อามานะฮ์" (หน้าที่ความรับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์) ที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราดูแลรักษาตลอดช่วงชีวิตบนโลกดุนยาครับ

ท่านนบีมูฮัมหมัด ﷺ เคยกล่าวเอาไว้ในบทหะดีษที่คมคายมากความว่า: “ผู้ศรัทธาที่แข็งแกร่ง ย่อมเป็นที่รักและดีเลิศ ณ ที่อัลลอฮ์ มากกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ” (บันทึกโดยมุสลิม) นี่คือเหตุผลว่าทำไมมุสลิมยุคใหม่ถึงควรหันมาใส่ใจสุขภาพและขับเคลื่อนร่างกายด้วยวิถีทางสายสปอร์ตครับ

1. ร่างกายไม่ใช่ของเรา แต่คือ "ทรัพย์สินที่ให้ยืม"
ในวันที่เราเข้ายิม วิ่งมาราธอน หรือเล่นกีฬาโปรด ให้เราปรับเนียต (เจตนา) ใหม่ว่า เรากำลังทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของพระเจ้า กล้ามเนื้อ ทุกหยาดเหงื่อ และระบบไหลเวียนโลหิตที่เราฝึกฝน ย่อมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพในการทำอิบาดะฮ์ (การภักดีต่อพระเจ้า) ลองคิดภาพว่าหากเรามีร่างกายที่แข็งแรง การยืนละหมาด การก้มกราบ (สุญูด) หรือการถือศีลอดและออกไปทำความดีช่วยเหลือสังคม ก็จะเปี่ยมไปด้วยพลังและประสิทธิภาพที่มากกว่าเดิม

2. กีฬาตามแนวทางซุนนะฮ์ (แบบฉบับท่านนบี)

หากย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ ท่านนบี ﷺ และบรรดาอัครสาวก (ศ็อบฮาบะฮ์) ล้วนเป็นผู้ที่มีร่างกายกำยำและรักการออกกำลังกาย กีฬาที่ถูกส่งเสริมในยุคนั้นมีทั้ง:

• การยิงธนู: ฝึกสมาธิ ความนิ่ง และสายตา
• การขี่ม้า: ฝึกการควบคุม บุคลิกภาพ และความกล้าหาญ
• การว่ายน้ำ: ฝึกความทนทานและการเอาตัวรอด
• การวิ่งแข่งและการมวยปล้ำ: ท่านนบี ﷺ เองก็เคยวิ่งแข่งกับท่านหญิงอาอิชะฮ์ (ภรรยาของท่าน) เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัว

แม้ในยุค 2026 นี้ รูปแบบกีฬาจะเปลี่ยนไปเป็นเวทเทรนนิ่ง คาร์ดิโอ หรือปั่นจักรยาน แต่ตราบใดที่เป้าหมายคือการสร้างความแข็งแรง ย่อมได้รับผลบุญเช่นเดียวกัน

3. มรรยาท 3 ข้อสำหรับ "มุสลิมสายสปอร์ต"

1) การรักษาเอาเราะฮ์ (ขอบเขตการปกปิดร่างกาย)
นี่คือโจทย์หลักของสายสปอร์ตมุสลิม ไม่ว่าจะยกเวทหรือวิ่ง แฟชั่นชุดกีฬาของเราต้อง Modest หรือมิดชิด สำหรับผู้ชายคือการปกปิดตั้งแต่สะดือถึงหัวเข่า (กางเกงกีฬาขาสั้นที่เลยเข่าลงไป) ส่วนมุสลิมะฮ์ก็มีชุดกีฬาสำหรับผู้หญิงยุคใหม่และฮิญาบสายสปอร์ตที่ระบายอากาศได้ดี ช่วยให้ขยับตัวคล่องแคล่วโดยไม่ทิ้งหลักการศาสนา

2) การจัดสรรเวลาละหมาด
ตารางการซ้อมต้องไม่เบียดบังเวลาของพระเจ้า หากจะออกไปวิ่งยาว (Long Run) ในช่วงเช้าตรู่ หรือเข้ายิมช่วงค่ำ ต้องคำนวณเวลาซ้อมและแวะละหมาดให้ตรงเวลา การดูแลร่างกายภายนอกจนลืมจิตวิญญาณภายใน ย่อมทำให้ความแข็งแกร่งนั้นสูญเปล่า

3) อาหารการกินที่ "ต็อยยิบัน" (ดีและมีประโยชน์)
มุสลิมสายสปอร์ตไม่ได้มองแค่คำว่า "ฮาลาล" (อนุมัติให้ทาน) เท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงคำว่า "ต็อยยิบัน" คือสะอาด ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ การทานโปรตีนที่เพียงพอ การลดน้ำตาล ของทอด หรือสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกาย คือส่วนหนึ่งของการรักษาอามานะฮ์เช่นกัน

---

📌 บทสรุป

การเป็นมุสลิมสายสปอร์ตไม่ใช่เรื่องของการอวดหุ่นหรือยอดไลก์ แต่คือการเตรียม "ยานพาหนะ" (ร่างกาย) ลำนี้ให้พร้อมและแข็งแรงที่สุด เพื่อออกไปทำความดี ดำเนินชีวิตอย่างมีพลัง และส่งต่อประโยชน์ให้แก่ผู้คนรอบข้าง เพราะหัวใจที่เปี่ยมด้วยศรัทธา จำเป็นต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งคอยขับเคลื่อนครับ

การจัดการ "ความเหงา" ในช่วงวันอีด (รายอ)สำหรับ "มุอัลลัฟ" หรือมุสลิมใหม่หลายๆ คน เทศกาลวันอีด (หรือที่บ้านเรามักเรียกว่า...
06/06/2026

การจัดการ "ความเหงา" ในช่วงวันอีด (รายอ)

สำหรับ "มุอัลลัฟ" หรือมุสลิมใหม่หลายๆ คน เทศกาลวันอีด (หรือที่บ้านเรามักเรียกว่า วันรายอ) ที่ควรจะเป็นวันแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองของครอบครัว บางครั้งกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ "ความเหงา" คืบคลานเข้ามามากที่สุด เพราะบริบทสังคมรอบตัวที่เปลี่ยนไป หรือครอบครัวเดิมอาจจะยังไม่เข้าใจในจุดนี้

นี่คือแนวทางการจัดการความเหงาและเติมเต็มหัวใจในวันอีดแบบใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันครับ

1. ปรับมุมมอง (Mindset) ยืนหยัดอย่างมั่นใจ
รายอคือผลลัพธ์ของความพยายาม: ให้ระลึกเสมอว่า วันอีดคือวันที่อัลลอฮ์ทรงประทานมาเพื่อเป็นรางวัลให้เราได้ฉลองหลังจากผ่านบททดสอบและอิบาดะฮ์มาอย่างเต็มที่ ความสุขในวันนี้จึงเริ่มต้นที่ความสัมพันธ์ระหว่าง "เรากับพระเจ้า" เป็นอันดับแรก

ละทิ้งความคาดหวังเรื่องความสมบูรณ์แบบ: การฉลองรายอไม่จำเป็นต้องมีภาพครอบครัวขนาดใหญ่เหมือนคนอื่น การเยียวยาใจตัวเองด้วยการแต่งตัวสวยๆ ทานอาหารอร่อยๆ ที่เราชอบ และขอดุอาอ์ให้ตัวเอง ก็เป็นการเฉลิมฉลองที่มีคุณค่ามากแล้ว

2. พาตัวเองเข้าหา "สังคมมัสยิด" และชุมชน
ไปร่วมละหมาดอีดให้ได้: บรรยากาศการตักบีรและการร่วมละหมาดอีดที่มัสยิดจะช่วยเติมพลังใจได้อย่างมหาศาล เสียงตักบีรที่ก้องกังวาลจะเตือนให้เราอุ่นใจว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้

อย่ารีบกลับบ้านหลังละหมาด: ลองเอ่ยปากทักทาย สลาม และแสดงความยินดี (อี๊ด มุบาร็อก) กับพี่น้องมุสลิมที่อยู่รอบข้าง มัสยิดหลายแห่งมักมีการจัดเลี้ยงอาหารหลังจากละหมาดเสร็จ ซึ่งเป็นโอกาสดีในการผูกมิตรและพูดคุย

3. สร้างเครือข่าย "ครอบครัวทางเลือก" (Chosen Family)
รวมกลุ่มมุอัลลัฟหรือเพื่อนสนิท: หากเราไม่มีครอบครัวมุสลิมเดิม ลองนัดแนะกับกลุ่มเพื่อนสนิท เพื่อนที่ทำงาน หรือกลุ่มมุสลิมใหม่ด้วยกัน เพื่อจัดปาร์ตี้เล็กๆ แลกเปลี่ยนอาหาร หรือไปทานข้าวนอกบ้านร่วมกันในวันรายอ

เปิดใจเข้าหาครอบครัวเพื่อน: มุสลิมจำนวนมากยินดีต้อนรับพี่น้องใหม่เข้ามาร่วมโต๊ะอาหารในวันรายอเสมอ อย่าเขินอายที่จะตอบรับคำชวนหากมีเพื่อนมุสลิมชวนไปเที่ยวบ้าน

4. เปลี่ยนความเหงาให้เป็น "การส่งต่อความสุข"
การเป็นผู้ให้ (ซอดะเกาะฮ์): หากรู้สึกโดดเดี่ยว ลองเปลี่ยนพลังงานนั้นเป็นการทำความดีเพื่อคนอื่น เช่น การสั่งขนมฮาลาลไปแจกจ่ายให้เด็กๆ มุสลิมแถวบ้าน หรือการร่วมสมทบทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้ การเห็นคนอื่นมีความสุขจากสิ่งที่เรามอบให้จะช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าในใจเราได้เป็นอย่างดี

ส่งความรักกลับไปหาครอบครัวเดิม: วันรายอเป็นโอกาสดีในการแสดงอัคลาก (มรรยาท) ที่งดงาม ลองซื้อขนมหรือของอร่อยๆ ไปฝากคุณพ่อคุณแม่หรือญาติต่างศรัทธา พร้อมบอกท่านว่า “วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่/วันรื่นเริงของอิสลาม เลยเอาขนมมาฝาก” ความนอบน้อมนี้จะช่วยลดช่องว่างและสร้างความอบอุ่นในใจได้เช่นกัน

5. ดิจิทัลดีท็อกซ์ (Digital Detox) หากจำเป็น
เสพโซเชียลแต่พอดี: หากการเลื่อนหน้าฟีด Facebook หรือ Instagram แล้วเห็นภาพคนอื่นฉลองรายอกันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบครอบครัวใหญ่ แล้วมันทำให้เราดิ่งหรือเหงากว่าเดิม แนะนำให้ "พักหน้าจอ" แล้วหันมาทำกิจกรรมที่จรรโลงใจ เช่น อ่านหนังสือ ฟังพอดแคสต์ หรือใช้เวลาพูดคุยอัปเดตชีวิตกับเพื่อนสนิททางโทรศัพท์แทน

---

บทสรุปเยียวยาใจ
ความเหงาในวันรายอเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้และเป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่าปล่อยให้มันพรากความสุขในวันแห่งรางวัลนี้ไปจากคุณ จงจำไว้ว่าในทุกๆ ย่างก้าวของการเดินทางสู่อิสลาม อัลลอฮ์ทรงอยู่เคียงข้างและรับรู้ทุกหยาดน้ำตาและความพยายามของคุณเสมอครับ

การไม่ "แทรกคิว" หรือเอาเปรียบผู้อื่นในสังคมการไม่ "แทรกคิว" หรือการไม่เอาเปรียบผู้อื่นในสังคม เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่ชั...
06/06/2026

การไม่ "แทรกคิว" หรือเอาเปรียบผู้อื่นในสังคม

การไม่ "แทรกคิว" หรือการไม่เอาเปรียบผู้อื่นในสังคม เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ "มรรยาทแห่งอิสลาม" (Akhlaq) ในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในที่สาธารณะ เพราะในมุมมองศาสนา การเข้าคิวรอตามลำดับไม่ใช่แค่เรื่องของมารยาททางสากล แต่คือเรื่องของ "ความยุติธรรม" (Adl) และ "การรักษาอารยสิทธิ์แห่งศรัทธา" ที่มุสลิมทุกคนพึงมีครับ

นี่คือมิติเชิงลึกและแนวคิดที่แสดงให้เห็นว่า ทำไมการรักษาสิทธิ์ของผู้อื่นและการไม่เห็นแก่ตัว จึงเป็นเรื่องที่สลักสำคัญยิ่งในหลักการศาสนาครับ

1. การแทรกคิวคือ "การละเมิดสิทธิ์" (Zulm) รูปแบบหนึ่ง

ในสังคมปัจจุบัน บางคนอาจมองว่าการแอบเนียนแซงคิว หรือการใช้ทางลัดเพื่อเอาเปรียบคนอื่นเป็นเพียง "ความฉลาดแกมโกง" หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ในทางศาสนา การกระทำนี้ถูกจัดอยู่ในประเภท "ซุ้ลม์" (Zulm) หรือการอธรรมและละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น

• ทุกคนมีสิทธิ์ที่เท่าเทียม: คนที่ยืนรอก่อนหน้าเรา ไม่ว่าจะวัยเรียน วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ทุกคนต่างสละ "เวลา" ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในชีวิตเพื่อรอคอยตามระบบ การที่เราเดินไปแทรกคิว จึงเท่ากับการขโมยเวลาและความพยายามของพวกเขาไปโดยพลการ

• บาปที่พระเจ้าไม่ทรงก้าวล่วง: ในอิสลาม บาปหรือความผิดแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ สิทธิ์ของอัลลอฮ์ (Haqqu Allah) ซึ่งพระองค์พร้อมจะอภัยให้หากเราสารภาพผิดอย่างจริงใจ และ "สิทธิ์ของเพื่อนมนุษย์" (Haqqu al-Ibad) ซึ่งพระองค์จะไม่ทรงอภัยโทษให้ จนกว่า "ผู้ที่ถูกละเมิด" จะเป็นคนยกโทษให้ด้วยตัวเอง การแซงคิวคนหมู่มากจึงเท่ากับการสร้างหนี้สินทางจิตวิญญาณที่ต้องไปเคลียร์กันในวันปรโลกอย่างน่ากลัว

2. แบบฉบับความยุติธรรมและการให้เกียรติผู้อื่น

ท่านนบีมูฮัมหมัด ﷺ ได้ทรงวางรากฐานการเคารพสิทธิ์ในพื้นที่สาธารณะไว้ผ่านคำสอนและจริยวัตรอันงดงาม เพื่อให้มุสลิมตระหนักถึงความรู้สึกของคนรอบข้างอยู่เสมอ:

"ผู้ศรัทธาที่แท้จริง คือผู้ที่รักและปรารถนาให้พี่น้องของเขา ได้รับในสิ่งที่ตัวของเขาเองปรารถนาจะได้รับ" (หะดีษบันทึกโดย อัล-บุคอรี และ มุสลิม)

เมื่อเรานำหะดีษบทนี้มาทาบลงกับการใช้ชีวิตในสังคม:

• ถ้าเรา ไม่ชอบ ให้ใครมาแซงคิวตัดหน้าเราตอนกำลังรีบ -> เราก็ต้อง ไม่ทำ สิ่งนั้นกับคนอื่น
• ถ้าเรา ชอบ ให้สังคมมีระเบียบ มีความสงบสุข -> เราก็ต้องเริ่มต้นจาก ตัวเราเอง ด้วยการยืนหยัดในแถวอย่างสง่างาม

นอกจากนี้ ท่านนบี ﷺ ยังเคยเตือนในเรื่องมารยาทการนั่งในที่สาธารณะไว้ใจความว่า หากคนหนึ่งลุกออกจากที่นั่งของเขาไปทำธุระชั่วคราว แล้วเขากลับมา เขาย่อมมีสิทธิ์ในที่นั่งนั้นมากกว่าผู้อื่น ซึ่งนี่คือรากฐานของการรักษาระบบและลำดับก่อนหลัง (First-come, first-served) ที่ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์

3. เกราะป้องกัน "อีโก้" และความรู้สึกเหนือกว่า

รากเหง้าของการแซงคิวหรือการเอาเปรียบผู้อื่น มักมาจากความคิดในใจที่แอบกระซิบว่า "ฉันรีบกว่าคนอื่น" "ฉันสำคัญกว่าคนอื่น" หรือ "ฉันมีสิทธิ์มากกว่า" ซึ่งความคิดเหล่านี้คือร่องรอยของ ความจองหอง (Kibr) และความเห็นแก่ตัว (Selfishness) ที่อิสลามพยายามขัดเกลาออกไปจากหัวใจมนุษย์

การยอมยืนต่อแถวตามระเบียบ แม้ในวันที่เรากำลังรีบจัด หรือในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ จึงเป็นการฝึกฝนตบะและ ความอดทน (Sabr) ชั้นยอด มันคือการประกาศกับตัวเองว่า "เราก็เป็นแค่บ่าวธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือกว่ามนุษย์คนไหนในสายพระเนตรของพระเจ้า"

4. ข้อคิดสะกิดใจ: ความบะรอกัต (ความประเสริฐ) ของเวลา

• ทางลัดที่ไร้ความเจริญ: เงินทอง ทรัพย์สิน หรือเวลาที่ได้มาจากการเอาเปรียบหรือแซงคิวผู้อื่น จะเป็นสิ่งทีไร้ซึ่ง "บะรอกัต" (ความเจริญรุ่งเรืองและสิริมงคล) ถึงเราจะไปถึงเป้าหมายเร็วขึ้น 5 นาที แต่เวลาที่ได้มานั้นอาจถูกริดรอนไปด้วยความวุ่นวายใจในรูปแบบอื่น

• การดะอ์วะฮ์ผ่านการกระทำ: สำหรับมุสลิมและมุอัลลัฟ การรักษาระเบียบวินัย การยิ้มแย้มให้คนข้างหลัง หรือการสละคิวให้ผู้ที่เดือดร้อนกว่าจริงๆ (เช่น หญิงตั้งครรภ์หรือคนพิการ) คือการเผยแผ่อิสลามที่ทรงพลังที่สุดโดยไม่ต้องใช้คำพูดแม้แต่คำเดียว สังคมจะมองเห็นว่าศาสนานี้หล่อหลอมคนให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพและนึกถึงส่วนรวมได้อย่างไร

"จงยำเกรงต่อการอธรรม (การละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น) เพราะแท้จริงการอธรรมนั้น จะกลายเป็นความมืดมิดในวันกิยามะฮ์" (หะดีษบันทึกโดย มุสลิม)

06/06/2026

โลกนี้คือไร่นา
เพื่อไปเก็บเกี่ยวในอาคิเราะฮ์ (โลกหน้า)

ที่อยู่

Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Beritamuslimผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Beritamuslim:

แชร์