ONB news สำนักข่าวโอเอ็นบี นิวส์ (ONB news) สร้างสรรค์ เที่ยงธรรม รับใช้ประชาชน ติดต่อลงโฆษณาได้ที่ 0969890810

“พลังงาน” ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ตรวจเยี่ยมโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม พร้อมติดตามความคืบหน้าโครงการ Solar Home ชุมชนต้นแบบใน...
13/02/2026

“พลังงาน” ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ตรวจเยี่ยมโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม พร้อมติดตามความคืบหน้าโครงการ Solar Home ชุมชนต้นแบบในอำเภอด่านช้าง

กระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ตรวจเยี่ยมโรงบรรจุก๊าซหุงต้มในพื้นที่ มุ่งเน้นความปลอดภัยในมาตรฐานถังก๊าซ สถานที่ประกอบการ และขั้นตอนการบรรจุก๊าซลงถัง พร้อมติดตามความคืบหน้าโครงการไฟฟ้า Solar Home ชุมชนต้นแบบหมู่บ้านพึ่งพาตนเอง บ้านตะเพินคี่ อำเภอด่านช้าง ป้อนไฟฟ้าสะอาด พัฒนาชุมชน 58 ครัวเรือน ยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมต่อยอดจากนวัตกรรมพลังงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ พัฒนาสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่

เมื่อวานนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2569) นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน พร้อมด้วย นายไพรัช เพชรล้ำ ผู้อำนวยการกองตรวจราชการ และ นายสิทธิชัย ณ นคร พลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี พาสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยนายฉัตรชัย คุณโลหิต เปิดเผยว่า การพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของโรงบรรจุก๊าซหุงต้มทั่วประเทศ ซึ่งวันนี้ได้เข้าตรวจเยี่ยมห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมบางประกอบพานิช ซึ่งเป็นโรงบรรจุก๊าซหุงต้มที่ตั้งอยู่ในเขตชุมชน มีการติดตั้งถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมแบบเหนือพื้นดิน จำนวน 5 ถัง รวมปริมาตรถึง 44,827 ลิตร ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ปฏิบัติตามแผนและมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานให้ความสำคัญในการติดตาม กำกับ และตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ประกอบการทุกแห่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมบางประกอบพานิช เป็นตัวแทนค้าส่งอย่างเป็นทางการของบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR โดยมีการติดตั้งถังเก็บก๊าซแบบเหนือพื้นดินที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากกรมธุรกิจพลังงาน จำนวนทั้งสิ้น 5 ถัง รวมปริมาตรความจุ 44,827 ลิตร

จากนั้น ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเพื่อชุมชนพึ่งพาตนเอง (Off Grid) ระบบผลิตไฟฟ้าเพื่อบ้านพักอาศัย (Solar Home) บ้านตะเพินคี่ ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ใต้การควบคุมดูแลของสำนักงานพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจำนวน 2,842,000 บาท บูรณาการร่วมกับ อบต.วังยาว และอุทยานแห่งชาติพุเตย ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 500 วัตต์ พร้อมอุปกรณ์ครบชุด รวมทั้งสิ้น 58 ระบบ สำหรับ 58 ครัวเรือน โดยนายสิทธิชัย ณ นคร พลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า ผลสำเร็จของโครงการดังกล่าว ช่วยให้ชาวบ้านทั้ง 58 ครัวเรือน ประหยัดค่าไฟรวมกว่า 208,800 บาทต่อปี ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในการขยายสายส่งไฟฟ้ารวม 6,500,000 บาท และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในหมู่บ้านเฉลี่ย 4.5 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อปี ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และสามารถต่อยอดจากการมีไฟฟ้าใช้ไปสู่การสร้างอาชีพ และมีรายได้เสริม โดยเฉพาะกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน อาทิ การจัดพื้นที่ลานกางเต็นท์ ร้านกาแฟชุมชน และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

สำหรับบ้านตะเพินคี่ เป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นานกว่า 200 ปี มีประชากรอาศัยอยู่รวม 58 ครัวเรือน ที่ผ่านมา ไม่มีไฟฟ้าใช้ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติพุเตย ทำให้การเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าต้องใช้งบลงทุนสูง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสนับสนุนแผงโซลาร์เซลให้ชาวบ้านได้ใช้ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2548 ทำให้แผงโซลาร์เซลบางส่วนเสื่อมสภาพ เพราะใช้งานมานานกว่า 15 ปี สำนักงานพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี จึงได้เข้ามาบริหารจัดการปรับปรุงระบบ Solar Home (Off-Grid) ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ชุมชนมีไฟฟ้าใช้ในการดำรงชีวิต และประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

“กระทรวงพลังงาน โดย กรมธุรกิจพลังงาน มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การจัดเก็บ การบรรจุ การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่ายให้กับประชาชน ซึ่งให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรฐานความปลอดภัยของโรงบรรจุก๊าซ โดยเฉพาะโรงบรรจุก๊าซที่ตั้งอยู่ใกล้ชุมชน ทั้งในด้านโครงสร้างสถานที่ ระบบป้องกันอัคคีภัย การฝึกซ้อมแผนฉุกเฉิน และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ควบคู่กับการดูแลด้านความมั่นคงและเพียงพอต่อการใช้งานของประเทศ ส่วนการติดตามความคืบหน้าโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเพื่อชุมชนพึ่งพาตนเอง (Off Grid) ระบบผลิตไฟฟ้าเพื่อบ้านพักอาศัย (Solar Home) บ้านตะเพินคี่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของกระทรวงพลังงาน ในการจัดหาไฟฟ้าให้ทุกครัวเรือนทั่วไทยมีไฟฟ้าใช้ ทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แม้ชุมชนจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล กระทรวงพลังงานก็พร้อมผลักดันให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ และเป็นไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ไม่สร้างมลพิษในพื้นที่และพร้อมดูแลต่อยอดให้เกิดความยั่งยืนด้านพลังงาน” นายฉัตรชัย กล่าว

กรมสรรพสามิตเตรียมเปิดใช้ “ระบบแจ้งข้อมูลการนำเข้าสินค้า (Fast Track)” อำนวยความสะดวกผู้โดยสารที่นำไวน์ติดตัวมาจากต่างปร...
13/02/2026

กรมสรรพสามิตเตรียมเปิดใช้ “ระบบแจ้งข้อมูลการนำเข้าสินค้า (Fast Track)” อำนวยความสะดวกผู้โดยสารที่นำไวน์ติดตัวมาจากต่างประเทศ

กรมสรรพสามิตเดินหน้ายกระดับการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล เตรียมเปิดใช้ “ระบบแจ้งข้อมูลการนำเข้าสินค้า (Fast Track)” เพิ่มความสะดวกและรวดเร็ว สำหรับผู้โดยสารที่นำสุราแช่ชนิดไวน์ติดตัวเข้ามาจากต่างประเทศครั้งละไม่เกิน 10 ลิตร

ดร. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและเตรียมความพร้อมการใช้งาน “ระบบแจ้งข้อมูลการนำเข้าสินค้า (Fast Track)” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับการให้บริการของภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ ผู้โดยสารระหว่างประเทศที่ประสงค์นำสุราแช่ชนิดไวน์ติดตัวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อเป็นตัวอย่างสินค้าหรือมิใช่เพื่อการค้า ในปริมาณไม่เกิน 10 ลิตร การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อตรวจสอบความพร้อมในการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และมีแผนขยายการใช้งานระบบดังกล่าวไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานภูเก็ตและท่าอากาศยานหาดใหญ่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ

ภายใต้ระบบ Fast Track กรมสรรพสามิตร่วมกับกรมศุลกากรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการชำระภาษี ลดระยะเวลาการรอชำระภาษีเพิ่มความแม่นยำในการจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลแทนการบันทึกด้วยมือ รวมถึง การตรวจสอบความถูกต้องของการปิดแสตมป์สรรพสามิต สำหรับผู้โดยสารที่นำสุราแช่ชนิดไวน์ติดตัวเข้ามาในราชอาณาจักรในปริมาณไม่เกิน 10 ลิตร จะได้รับการผ่อนผันไม่ต้องจดทะเบียนสรรพสามิต ไม่ต้องแจ้งราคาขายปลีกแนะนำ และไม่ต้องจัดทำบัญชีรับจ่ายสินค้า โดยสามารถเข้าใช้งานระบบ Fast Track เพื่อตรวจสอบข้อมูลมูลค่าเบื้องต้นของไวน์ ภาษีสรรพสามิต ภาษีท้องถิ่น ตลอดจนเงินนำส่งเข้ากองทุนที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยืนยันรายการสินค้าและจำนวนภาษีที่ต้องชำระผ่านระบบดังกล่าวได้โดยตรง ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถเข้าใช้งานระบบได้ทั้งทางเว็บไซต์กรมสรรพสามิต (www.excise.go.th) หรือผ่าน Mobile Application จากนั้น จึงดำเนินพิธีการศุลกากร บริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาเข้า ณ ช่องมีของต้องสำแดง หรือช่องแดง โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องก่อนจ่ายแสตมป์สรรพสามิต เพื่อนำไปปิดที่ขวดไวน์ อันเป็นหลักฐานแสดงการชำระภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การพัฒนาระบบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย “EXCISE EXerCISE” ที่มุ่งยกระดับการทำงานของกรมสรรพสามิตในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดเก็บภาษี การให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การเสริมสร้างความโปร่งใส และการปรับองค์กรให้มีความคล่องตัว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกรมสรรพสามิตจะเดินหน้าพัฒนาระบบบริการดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่กับการบริหารจัดเก็บภาษีอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพสูงสุด

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมสรรพสามิตขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้เดินทางจากต่างประเทศทราบว่า หากนำสุราทุกประเภทที่ซื้อจากต่างประเทศติดตัวเข้ามาในราชอาณาจักรในปริมาณไม่เกิน 1 ลิตร จะได้รับการยกเว้นอากร โดยสามารถเดินผ่านช่องไม่มีของต้องสำแดง (Nothing to Declare) หรือช่องเขียวได้ ทั้งนี้ หากผู้เดินทางนำสุราทุกประเภทที่ซื้อจากต่างประเทศ ติดตัวเข้ามาในราชอาณาจักรในปริมาณครั้งละไม่เกิน 10 ลิตร จะต้องติดต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ช่องผู้โดยสารขาเข้าที่มีสิ่งของต้องสำแดง (Goods to Declare) หรือช่องแดง เพื่อกรอกรายละเอียดข้อมูลการนำเข้าสินค้า ชำระภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และรับแสตมป์สรรพสามิตเพื่อนำไปปิดบนสินค้าไว้เป็นหลักฐานแสดงการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ในระยะต่อไป เมื่อระบบ Fast Track เปิดใช้งาน ผู้เดินทางจากต่างประเทศจะสามารถดำเนินการผ่านระบบดังกล่าวได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดขั้นตอนการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวฯ นำคณะเยือนญี่ปุ่น ถอดบทเรียน “DMOs” ต้นแบบบริหารแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ปักธงปฏิรูปโครงสร้างท่องเ...
13/02/2026

ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวฯ นำคณะเยือนญี่ปุ่น ถอดบทเรียน “DMOs” ต้นแบบบริหารแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ปักธงปฏิรูปโครงสร้างท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน

โอซากา ญี่ปุ่น – เมื่อวันที่ 10–12 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะทำงาน เดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานวิชาการด้านการท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสถาบันวิจัยด้านการขนส่งและการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JTTRI-AIRO) สำนักงานภูมิภาคอาเซียน–อินเดีย ครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “The Mission and Role of DMOs”

การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของญี่ปุ่นผ่านกลไก Destination Management Organizations (DMOs) ซึ่งถือเป็นต้นแบบระดับโลกในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งนำบทเรียนความสำเร็จมาปรับใช้กับประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตควบคู่กับชุมชน และยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในระดับทวิภาคี

ถอดบทเรียน “คุมาโนะ” ต้นแบบ DMO เอกชนแห่งแรกของญี่ปุ่น

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของการศึกษาดูงานครั้งนี้ คือการเรียนรู้รูปแบบการบริหารจัดการของ สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวคุมาโนะเมืองทานาเบะ (Tanabe City Kumano Tourism Bureau) ซึ่งเป็น DMO เอกชนแห่งแรกของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2006

องค์กรดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นภายหลังเมืองทานาเบะมีการขยายพื้นที่จากการรวมเทศบาลในปี 2005 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของ UNESCO ตั้งแต่ปี 2004

ต้นแบบนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับโครงสร้างจากหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม สู่การเป็นองค์กรบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่มีบทบาทครบวงจร ทั้งด้านการพัฒนาและบริหารพื้นที่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การกำหนดมาตรฐานที่พักและบริการ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น

โดยให้ความสำคัญกับ “ความสุขของคนในพื้นที่” การมีส่วนร่วมของคนทั้งเมือง การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และการอนุรักษ์ทรัพยากร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ประเทศไทยต้องการนำมาประยุกต์ใช้

ชุมชนอะกิสึโนะ พลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วย “ท่องเที่ยวสีเขียว”

คณะทำงานยังได้เรียนรู้การปรับตัวของชุมชน อะกิสึโนะ ซึ่งเดิมพึ่งพาอาชีพเกษตรกรรม แต่เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลง แรงงานวัยหนุ่มสาวลดลง และราคาพืชผลตกต่ำ ชุมชนจึงปรับกลยุทธ์โดยนำการท่องเที่ยวเข้ามาเสริมเศรษฐกิจ

ชุมชนได้พัฒนาแนวทาง Green Tourism ผ่านกิจกรรม Farmstay อาหารจากวัตถุดิบสดใหม่ และประสบการณ์ทางการเกษตรที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริง จนสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

บทบาท DMOs ภาคเอกชน: สนามบินนันกิชิราฮามะกับการขับเคลื่อนภูมิภาค

อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือบทบาทของบริษัท นันกิชิราฮามะ แอร์พอร์ต จำกัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระดับภูมิภาคในการกระตุ้นการท่องเที่ยว ดึงดูดการลงทุน และสร้างระบบรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง

ปักธงทิศทางใหม่ของท่องเที่ยวไทย “คุณภาพมากกว่าปริมาณ”

การเดินทางเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ที่มุ่งเน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” พร้อมขับเคลื่อนบทบาทของประเทศไทยสู่การเป็นผู้ประสาน ส่งเสริม และบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีคืนสู่สังคมและชุมชนอย่างแท้จริง

"รมช.นเรศ" เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ครั้งที่ 1/2569 ชูธงผลิตข้าวประณีตและพ...
11/02/2026

"รมช.นเรศ" เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ครั้งที่ 1/2569 ชูธงผลิตข้าวประณีตและพืชเศรษฐกิจทางเลือก พร้อมมอบฝ่ายเลขาฯ ทบทวนหลักเกณฑ์การดำเนินงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนจากสมาคมโรงสีข้าว ผู้แทนจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ผู้แทนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผู้ทรงคุณวุฒิ เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 – 135 และผ่านการประชุมทางไกล Zoom Meeting โดยที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ได้แก่ 1) เห็นชอบในหลักการให้วงเงินเพิ่มเติมโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 ซึ่งแต่เดิม ครม. อนุมัติเป้าหมายไว้ 4.63 ล้านครัวเรือน แต่พบว่ามีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนอย่างต่อเนื่องเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงมีการขอวงเงินเพิ่มเติมจำนวน 1,792.061 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินอีกประมาณ 233,729 ครัวเรือน ซึ่งเป็นเกษตรกรที่เป็นไปตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์โครงการ ทั้งนี้ ขอให้กรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตรไปทบทวนกระบวนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้รัดกุมและกระชับยิ่งขึ้น 2) เห็นชอบในหลักการโครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจอื่น เพื่อลดพื้นที่การปลูกข้าวในบริเวณที่ไม่เหมาะสม พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์มน้ำมันแซมด้วยการปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกล้วยหอม โดยที่ประชุมมอบหมายให้กรมการข้าวพิจารณาทบทวนรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงาน รวมถึงชนิดพืชให้สอดรับกับความต้องการแต่ละพื้นที่และทิศทางตลาด ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ความคุ้มค่าในการลงทุนของพืชแต่ละชนิดอย่างรอบด้าน 3) เห็นชอบในหลักการโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวประณีต คุณภาพสูง เพิ่มมูลค่า โดยส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 300,000 ตัน และข้าวคาร์บอนต่ำ 700,000 ตัน ตามวิธีการผลิตข้าวประณีต คุณภาพสูง โดยภาครัฐสนับสนุนเงินสมทบข้าวอินทรีย์ตันละ 600 บาท และข้าวคาร์บอนต่ำตันละ 500 บาท ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้กรมการข้าวจัดทำรายละเอียดโครงการตามข้อเสนอแนะของคณะอนุกรรมการฯ โดยเฉพาะการกำหนดมาตรฐานการผลิต การพัฒนาระบบตรวจสอบรับรอง และการคัดเลือกชนิดพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องดำเนินการให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด ตลอดจนพิจารณางบประมาณค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองมาตรฐาน พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายให้สัมฤทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม 4) ทบทวนโครงการชดเชยการขาดทุนแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 เนื่องจากสหกรณ์หลายแห่งประสบปัญหาขาดทุนจากการรับซื้อข้าวในราคานำตลาดเพื่อช่วยพยุงราคา เป็นวงเงินประมาณ 579 ล้านบาท โดยขอให้กรมส่งเสริมการเกษตรทบทวนข้อมูลและเกณฑ์ราคาที่ใช้คำนวณให้ชัดเจน และ 5) เห็นชอบการแต่งตั้งคณะทำงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร โดยรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านกลุ่มภารกิจด้านพัฒนาการผลิต เป็นประธาน เพื่อให้สามารถพิจารณาจัดสรรโควตาส่งออกข้าวขาวไป EU ได้อย่างต่อเนื่อง

นายกฯ อนุทินเป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยาน 6 หน่วยงาน MOU แก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี เสริมสร้างความมั่นคงด...
11/02/2026

นายกฯ อนุทินเป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยาน 6 หน่วยงาน MOU แก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี เสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ

วันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 13.30 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการแก้ไข ปัญหาพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี ระหว่าง 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากนั้นรับชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับปัญหาพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ถือเป็น 2 หน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ได้มาในวันนี้ ตั้งแต่ปี 2562 – 2566 ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นว่าการทำงานในกระทรวงสาธารณสุขนั้น มีความเป็นเอกภาพ เชื่อมั่น เชื่อถือซึ่งกันและกัน มุ่งคำนึงถึงสุขภาพที่ดีของประชาชนเป็นที่ตั้ง รวมทั้งคำนึงถึงมาตรฐานการยอมรับของทั่วโลก จะเห็นได้ว่าระบบสาธารณสุขของไทย สามารถไปยืนแถวหน้าในระดับนานาชาติได้ และเป็นที่ประจักษ์
นอกเหนือจากมีคนเก่ง มีองค์ความรู้ที่ดีหรือการค้นคว้าวิจัยที่ดีแล้ว ในทางปฏิบัติก็สามารถรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติทางสุขภาพต่างๆ อาทิ โรคระบาดทั่วโลก (pandemic) ได้ ด้วยการร่วมมือกัน ส่งผลให้องค์การอนามัยโลก หรือแม้กระทั่งหน่วยงานระดับโลกต่างๆ ให้การยอมรับประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางระบบการสาธารณสุขเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก

“ทุกหน่วยงานที่มาร่วมกันวันนี้ ต้องถือว่าเป็นหน่วยงานที่อยู่ในกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีทั้งหมด มาร่วมแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย เพราะฉะนั้น การบูรณาการต้องทำให้เกิดพลัง จนเกิดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เป็นที่ประจักษ์ชัดให้มีประสิทธิภาพเป็นระบบที่ยั่งยืน”

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ภายใต้ MOU ฉบับนี้ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม คือ การลดการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ลดการเจ็บป่วย รวมทั้งลดการสูญเสียของชีวิตจากโรคมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาว ทั้งนี้ ต้องขอบคุณสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระในการดูแลระบบสาธารณสุขของไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการรวบรวมความร่วมมือต่างๆ รวมทั้ง มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ช่วยกันดำเนินการให้โครงการนี้สามารถดำเนินไปได้ด้วยดี ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวไทย และเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านสาธารณสุขของประเทศไทย

กรมการขนส่งทางบก เปิดเวที “Move Green, Move Forward” ปลุกพลังผู้ประกอบการขนส่งไทย ปรับตัวสู่ “โลจิสติกส์สีเขียว” เต็มรูป...
11/02/2026

กรมการขนส่งทางบก เปิดเวที “Move Green, Move Forward” ปลุกพลังผู้ประกอบการขนส่งไทย ปรับตัวสู่ “โลจิสติกส์สีเขียว” เต็มรูปแบบ หวังลดต้นทุน - ฝ่ากำแพงภาษีการค้าโลก

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนา “Move Green, Move Forward โลจิสติกส์สีเขียว ทางเลือกเพื่ออนาคต” โดยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมขนส่งเข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องพระศิวะ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการขนส่งสินค้าของประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัวเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบ Green Logistics เพื่อรักษาเสถียรภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน อันเนื่องมาจากสถานการณ์การค้าโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และการกำหนดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป และร่างกฎหมาย Clean Competition Act ของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 (ค.ศ.2050) อีกทั้ง กว่าร้อยละ 80 ของการขนส่งสินค้าในประเทศไทย อาศัยการขนส่งทางถนนเป็นหลัก และมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง ซึ่งการขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางถนนเข้าสู่ระบบ Green Logistics ผ่านการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการนี้ ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือต่าง ๆ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนส่งสามารถลดต้นทุนพลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และสามารถจัดเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนเพื่อรองรับการตรวจสอบจากคู่ค้าในระดับสากล ซึ่งส่งผลต่อโอกาสทางการค้าในระยะยาว ดังนั้น การจัดงานในวันนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางถนนของไทย สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบ Green Logistics
ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ภายในงานมีการบรรยายพิเศษ และการเสวนาในหัวข้อ “การขับเคลื่อนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) ของประเทศไทย” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นายเชาว์ลิต แจ้งอักษร จากกรมควบคุมมลพิษ นายประพนธ์ ธนาสุทธิเสรี จาก บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (SCGJWD) และนายสุรเดช เจียรยืนยงพงศ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย (TTLA) มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและทิศทางการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ยังได้เปิดตัวกิจกรรม “Coaching เชิงลึก” เพื่อนำร่องให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการขนส่งในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก และการวางแผนลดต้นทุนอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก โดย ขบ. มั่นใจว่าโครงการนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ของประเทศไทยให้สำเร็จได้ตามเป้าหมาย

ครม.เห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้นฤดูผลิตปี 2568/2569 ราคาเดียวทั่วประเทศ 890 บาท/ตัน ที่ความหวาน 10 CCSการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นด...
10/02/2026

ครม.เห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้นฤดูผลิตปี 2568/2569 ราคาเดียวทั่วประเทศ 890 บาท/ตัน ที่ความหวาน 10 CCS

การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 และเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว จะดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ครอบคลุม 9 เขตคำนวณราคาอ้อย เป็นราคาเดียวทั่วประเทศ เพื่อให้โรงงานน้ำตาลสามารถชำระเงินค่าอ้อยให้ชาวไร่อ้อยได้ล่วงหน้าเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการเพาะปลูก บำรุงรักษาอ้อย และการดำรงชีพ

สาระสำคัญ ครม.เห็นชอบให้กำหนด

1. ราคาอ้อยขั้นต้น ที่ระดับคุณภาพความหวาน 10 CCS ในอัตรา 890 บาทต่อตันอ้อย (คิดเป็นร้อยละ 89.65 ของประมาณการราคาอ้อยเฉลี่ยทั้งประเทศ 992.71 บาท/ตัน) และกำหนด อัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อย 53.40 บาทต่อ 1 หน่วย CCS

2. ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ที่ระดับความหวาน 10 CCS เท่ากับ 381.43 บาทต่อตันอ้อย

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อเปรียบเทียบกับฤดูการผลิตปีก่อน (2567/2568) ซึ่งกำหนดราคาอ้อยขั้นต้น 1,160 บาท/ตัน ที่ 10 CCS พบว่าราคาอ้อยขั้นต้นฤดู 2568/2569 ลดลง 270 บาท หรือร้อยละ 23.27 โดยมีปัจจัยสำคัญจากภาวะราคาน้ำตาลทรายดิบส่งออกในตลาดโลกและองค์ประกอบด้านรายได้ของระบบอ้อยและน้ำตาล

ทั้งนี้ การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 และเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว จะดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ครม.รับทราบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยวันนี้ 10 กุมภาพันธ์ 2569...
10/02/2026

ครม.รับทราบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย

วันนี้ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ สรุปได้ดังนี้

1. เรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จ
1.1 มาตรการระยะสั้น ได้แก่
(1) กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ทำงานหรือการติดต่อธุรกิจ ระยะสั้น ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราและให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน เป็นกรณีพิเศษ (ผ.60) จำนวน 93 ประเทศ/ดินแดน
(2) กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VoA) ระยะแรก จำนวน 31 ประเทศ/ดินแดน
(3) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อท่องเที่ยวและทำงานทางไกล เป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภท Destination Thailand Visa (DTV)
(4) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อศึกษา หรือศึกษาและทำงาน เป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) รหัส ED Plus
(5) แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา (ชุดเดิม) โดยในปี 2568
ได้จัดการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นใหม่แล้ว
ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะได้จัดการประชุมคณะกรรมการฯ ต่อไป

1.2 มาตรการระยะกลาง ได้แก่
(1) จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว
(Non-Immigrant) จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา โดยกระทรวงการต่างประเทศได้แก้ไขข้อมูลในระบบตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว
(2) ขยายการเปิดให้บริการการตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา กระทรวงการต่างประเทศได้ขยายการเปิดให้บริการฯ ครอบคลุมสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั้งหมด 94 แห่งทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaievisa.go.th/
1.3 มาตรการระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้พัฒนาระบบ ตม.6 ออนไลน์ (Thailand Digital Arrival Card: TDAC) ขึ้นแทน ETA และได้เริ่มใช้งานระบบ TDAC ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา

2. เรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
2.1 มาตรการระยะสั้น ได้แก่ กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VoA) ระยะที่สอง จำนวน 8 ประเทศ
2.2 มาตรการระยะกลาง ได้แก่ ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทยมาตรการระยะกลาง ได้แก่ ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตนั้นปลายในประเทศไทย

ครม. มีมติแต่งตั้ง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประจำวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์...
10/02/2026

ครม. มีมติแต่งตั้ง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประจำวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

วันนี้ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เสนอแต่งตั้ง นายไวฑิต โอชวิช ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ปฏิบัติราชการแทนรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสิน (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้คณะกรรมการธนาคารออมสินมีจำนวนกรรมการเกินกว่าสิบเอ็ดคนแต่ไม่เกินสิบห้าคน ตามมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสินเพิ่มเติม จำนวน 6 คน ดังนี้

1. นายเศรษฐจักร ลียากาศ
2. นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์
3. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี
4. นายปกรณ์ อาภาพันธุ์
5. นายสุพัฒน์ เมธีวรพจน์
6. นายรังสรรค์ ธรรมมณีวงศ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แทน นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง กรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เสนอแต่งตั้ง นายวิทยา นีติธรรม ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว

รองปลัด มท. ”ชัยวัฒน์“ ตรวจติดตามโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย กำชับดำเนินงานอย่างรอบคอบ ปลอดภัย และมีประสิทธ...
09/02/2026

รองปลัด มท. ”ชัยวัฒน์“ ตรวจติดตามโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย กำชับดำเนินงานอย่างรอบคอบ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด

วันนี้ (9 ก.พ. 69) เวลา 09.30 น. นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจรับพัสดุโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางสาวอังคณา ยืนยงพานิช ผู้อำนวยการกองคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเสรี กัณฑ์โรจน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการตรวจรับพัสดุฯ วิศวกรผู้ควบคุมงานจากบริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) และผู้รับจ้างก่อสร้างจากบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ร่วมประชุม ณ สำนักงานชั่วคราวประจำโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

การประชุมในครั้งนี้เป็นการตรวจติดตามโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างอาคาร ศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย คิดเป็นร้อยละ 34 โดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้พิจารณาตรวจรับงวดงานตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของสัญญา โดยนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ผู้ควบคุมงาน และผู้รับจ้างก่อสร้าง ดำเนินการก่อสร้างและตรวจรับงานด้วยความรอบคอบ ถูกต้องตามแบบแปลน สัญญา และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พร้อมเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานตลอดจนประชาชนและชุมชนที่พักอาศัยโดยรอบพื้นที่โครงการฯ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมผู้บริหาร ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ เน้นบูรณาการงานทุกหน่วย พร้อมหารือย้ายที่ทำการและป...
09/02/2026

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมผู้บริหาร ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ เน้นบูรณาการงานทุกหน่วย พร้อมหารือย้ายที่ทำการและปรับโครงสร้างกระทรวง

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 3 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบเรื่องที่ประธานแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ผ่านมา ก่อนติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัด อาทิ กองกลาง กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกองนโยบายและการต่างประเทศ

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในทุกหน่วยงาน เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายและภารกิจหลักของกระทรวง ตลอดจนเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวและกีฬาได้อย่างทันต่อการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันหารือในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการย้ายที่ทำการของสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักงานรัฐมนตรี ไปยังอาคาร C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ รวมถึงการเตรียมจัดพิธีทำบุญอาคารเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บุคลากร

พร้อมกันนี้ ยังได้พิจารณาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ตลอดจนการบริหารงานบุคคลในด้านการบรรจุ แต่งตั้ง และโยกย้าย เพื่อเสริมสร้างความคล่องตัวในการบริหารราชการ และสนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

ที่อยู่

355/5 ถนนลาดพร้าววังหิน แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว
Bangkok
10230

เบอร์โทรศัพท์

+66969890810

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ONB newsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ONB news:

แชร์