Saltread เปิดโลกการอ่านผ่านแว่นวิทยาศาสตร์และปรัชญา
Follow us:
https://linktr.ee/saltread

สุดยอด ขอบคุณ ลาไปอ่านหนังสือ ค่ะ ยุคนี้เป็นยุค "เทคโนศักดินา" แบบจริงจังและจริงๆ ต้องอ่าน ต้องมี ต้องซื้อค่ะ
21/08/2026

สุดยอด ขอบคุณ ลาไปอ่านหนังสือ ค่ะ

ยุคนี้เป็นยุค "เทคโนศักดินา" แบบจริงจังและจริงๆ

ต้องอ่าน ต้องมี ต้องซื้อค่ะ

ผมใช้เวลาอยู่นานมาก... กว่าจะอ่านและทำความเข้าใจ 'ระบอบเทคโนศักดินา' ที่เชื่อมโยงภาพระบบเศรษฐกิจ ความเป็นมา และสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน

หนังสือ Technofeudalism เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวความต่อเนื่อง พัฒนาการ และการล่มสลายของระบอบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกของเรา

จากระบอบศักดินา ที่ไพร่ทั้งหลายต้องทำงานให้กับเจ้านาย โดยได้รับสิ่งตอบแทนตามแต่เจ้านายจะมอบให้ ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใดๆ ได้ จนการเริ่มต้นของระบบทุนนิยมเกิดขึ้น ทำให้ระบอบศักดินาค่อยๆ ล่มสลายไป

แรงงานได้รับค่าจ้างตามปริมาณและความสามารถ ที่ดินและทรัพย์สินถูกแปรรูป เกิดการเปลี่ยนมือ พัฒนาสู่ตลาดทุน ใดๆ ก็ตามด้วยความเข้มแข็งของสหภาพแรงงานทำให้เกิดการต่อรองและเรียกร้องสิทธิต่างๆ ได้ แต่.. ก็ด้วยระบบทุนนิยม ทำให้เกิดสินค้าและบริการที่กระตุ้นการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นแรงงานที่มีกำลังซื้อมาก เม็ดเงินก็กลับสู่ผู้ผลิต และกลุ่มทุนนิยมหลักอีกครั้ง

แต่... ก็ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว นำไปสู่ลำดับความสำคัญที่ลดลง จาก 'วิกฤตการณ์ทางการเงินเมื่อปี ค.ศ. 2008' ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ บ้านที่เดิมมีวัตถุปรสงค์เพื่ออยู่อาศัยเท่านั้น การเก็งกำไรในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์นั้นมีไม่มาก แต่เมื่อราคาบ้านปรับสูงขึ้น ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ผู้คนจึงแห่กันมาขอสินเชื่อ ภาคธนาคารเองก็เห็นโอกาสในการสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบใหม่ การนำเอาลูกหนี้สินเชื่อมาผนวกและสร้าง 'เป็นผลิตภัณฑทางการเงินที่ให้ดอกเบี้ยสูง' ก่อนจะซื้อขายและแลกเปลี่ยนราวกับผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากความเสี่ยง เพราะการจัดชั้นหนี้ลูกค้าเหล่านี้ผ่านการประเมินโดยกระบวนการที่ไม่รัดกุมขนาดนั้น และเมื่อผลิตภัณฑ์ทางการเงินซับซ้อนมาก การจะประเมินความเสี่ยงก็ยากขึ้น ดังนั้น... ผลพวงจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป นำไปสู่การปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น สุดท้ายผู้คนจำนวนมากไม่สามารถชำระสินเชื่อไป ทั้งหมดจึงนำไปสู่วิกฤตการทางการเงินในปี 2008

ธ. กลางสหรัฐ จึงตัดสินใจพิมฑ์เงินออกมา และอุ้มธนาคารหลายแห่ง การยื่นเงินกู้ที่แทบจะปราศจากดอกเบี้ยให้กับภาคธุรกิจต่างๆ ก็ไม่สามารถกระตุ้นให้เม็ดเงินเหล่านั้นสร้างงาน สร้างรายได้ได้เลย ยกเว้นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีที่มองเห็นโอกาสในการลงทุนจากเงินกู้ดังกล่าว

นี่เป็นจุดเริ่มต้นจากการล่มสลาย หรือลดทอนความสำคัญของระบบทุนนิยม เมื่อกลุ่มเทคโนโลยีเข้มขึ้น ที่ดินที่เป็นรูปธรรม ร้านค้า ห้างสรรพสินค้าต่างๆ และชนชั้นแรงงาน กลุ่มทุนนิยมที่เคยครอบพื้นที่และกำลังคนทั้งหมด กำลังจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในอนาคตข้างหน้าไป โดยที่ดินถูกเปลี่ยนเป็นที่ดินคลาวด์ ดังที่เราได้เห็นแล้วว่าอเมซอนได้สร้างพื้นที่ขนาดใหญ่ รองรับสินค้าจำนวนมาก และได้รับความนิยม ความสะดวกสบายในการใช้จ่ายอย่างมาก และหลายครั้งสินค้าก็พุ่งเป้าได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยไม่ต้องเดินไปค้นหาสินค้าด้วยตัวเอง

และบางครั้ง... เรายังเจอกับการว่านล้อมอย่างง่ายจากกลุ่มอินฟลูและการตลาดที่ทำให้สินค้าเหล่านั้นแมสได้ง่ายๆ นั่นกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ 'ทุนนิยม' ยังต้องปรับตัว เพื่อเช่าและขอพื้นที่คลาวด์ดังกล่าวด้วย

เทียบเคียงได้กับปัจจุบันที่แอพหนึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก มีทั้งโค้ดส่วนลด ส่งด่วน ด้านหนึ่งผู้บริโภครู้สึกเหมือนได้ประโยชน์ อีกด้านก็ปรับเพิ่มค่าเช่าพื้นที่ออนไลน์ได้อย่างไม่จำกัด การต่อรองของเจ้าของสินค้าเป็นเรื่องยาก เพราะผู้บริโภคติดการใช้งานนี้แล้ว ที่ดินคลาวด์นี้เข้มแข็งและยากจะเจาะได้ง่ายๆ ขณะเดียวกันกลุ่มไพร่คลาวด์ที่โพสต์ถึงสินค้าต่างๆ ก็ไม่ได้รับค่าจ้าง หรือได้เพียงแค่ตามที่ระบบให้เท่านั้น เหมือนกับเรากำลังย้อนไปสู่ยุคของศักดินาอีกครั้ง

ถ้าจะให้เขียนต่อก็อีกยาวเลย...
แต่เอาเท่านี้ก็ทำให้เราเห็นภาพของ "เทคโนศักดินา" ที่มีพัฒนาการและความเข้มแข็งอย่างมาก ปัจจุบันระบบทุนนิยมแบบ old fashion กลายเป็นกลุ่มที่ตกอยู่ในภาวะจำยอม นั่นเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข การต่อรองหรือการสร้างให้เกิดการแข่งขันก็ยาก สหภาพเองก็หากมองในแง่นี้ก็แทบจะไม่มีความำสคัญเลย เพราะพวกเราที่เป็นผู้ใช้งานยินดีที่จะโพสต์หรืออัพเดทสเตตัสต่างๆ โดยไม่ต้องเสียเงินจ้าง ยกเว้นทุนคลาวด์จะให้ก็ยินดีรับไว้

ความรู้สึกหลังอ่าน
เป็นเล่มที่ได้ความรู้ครบถ้วน แม้จะมีมุมมองที่เป็นลบต่อกลุ่มเทคโน แต่ก็ไม่ได้เกินจริงไปมากนัก สำคัญที่สุดคือ 'ทำให้เรามี awareness หรือการรับรู้' ต่อภาพรวมของเทคโนศักดินา

Saltread

เรียนแฟนๆ สำนักพิมพ์ซอลท์ และ FC พี่แทนค่ะ ^_^ 🐔🐣🐰สำหรับหนังสือ "ป่วนปุย" ที่ทุกคนสั่งเข้ามานั้น จะถูกทยอยนำส่งไปเรื่อยๆ...
18/08/2026

เรียนแฟนๆ สำนักพิมพ์ซอลท์ และ FC พี่แทนค่ะ ^_^ 🐔🐣🐰

สำหรับหนังสือ "ป่วนปุย" ที่ทุกคนสั่งเข้ามานั้น จะถูกทยอยนำส่งไปเรื่อยๆ ตามคิวจนครบนะคะ ซึ่งหนังสือแต่ละเล่มจะถูกส่งจากสำนักพิมพ์ไปให้พี่แทนเซ็น "ลายเซ็นเบร้อรอบพิเศษ" แบบแรร์สุดๆ หาไม่ได้อีกแล้ว 🐧
รายละเอียดจากโพสต์นี้ค่ะ :
https://www.facebook.com/photo/?fbid=28201804232747267&set=a.107429445944789
ดังนั้น ทุกท่านที่ทำการสั่งซื้อหนังสือไปนั้น จะไม่สามารถเช็กเลขออเดอร์ได้ เพราะทั้งหมดอยู่ในกระบวนการกำลังเซ็นของพี่แทน ซึ่งเป็นจำนวนหลายร้อยเล่มมาก และเมื่อหนังสือถูกส่งกลัมา ทางสำนักพิมพ์จะทยอยส่งให้ทุกท่านตามคิวนะคะ เมื่ออยู่ระหว่างดำเนินการส่งจะสามารถเช็กเลขได้ อดใจรอสักเล็กน้อยค่ะ
ตอนนี้ออเดอร์ของทุกท่านที่ทำการสั่งซื้อเรียบร้อยจะมีอีเมลตอบกลับ หากไม่มีอีเมลตอบกลับหรืออย่างไร สอบถามมาทางหลังไมค์ได้เลยนะคะ
ขอบคุณทุกท่านที่รักพี่แทนและป่วนปุยนะคะ
🐶🐱🐭🐹🐰🦊🐻🐼🐧🐔🐒🐣

TransLit Fair 2026 E-Book วรรณกรรมแปล🐯สวนสัตว์กระดาษฯ - 🌊ในระลอกกาลฯ จากสำนักพิมพ์ซอลท์ลด 20% ใครเป็นสาย E-Book รีบเข้าไ...
13/08/2026

TransLit Fair 2026 E-Book วรรณกรรมแปล
🐯สวนสัตว์กระดาษฯ - 🌊ในระลอกกาลฯ จากสำนักพิมพ์ซอลท์ลด 20% ใครเป็นสาย E-Book รีบเข้าไปกดกันที่ MEB เลยค่ะ ตั้งแต่วันนี้ - 31 สิงหาคมนี้นะคะ
ทางไปหา Salt ที่ Meb ---> https://www.mebmarket.com/?store=publisher&action=home_page&publisher_id=11118475&publisher_name=

ชวนเที่ยวงาน “Wit in Bangkok” เทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกรุงเทพมหานคร และพบกับหนังสือของสำนักพิมพ์ซอลท์ได้ในงานนี้ด้ว...
13/08/2026

ชวนเที่ยวงาน “Wit in Bangkok” เทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกรุงเทพมหานคร และพบกับหนังสือของสำนักพิมพ์ซอลท์ได้ในงานนี้ด้วยค่ะ 🤩
กรุงเทพมหานคร และภาคีเครื่อข่ายนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ เชิญชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องราววิทยาศาสตร์ ที่จะพาทุกคนสำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในมุมที่ทั้งกว้าง และลึกกว่าที่เคย ผ่านกิจกรรมที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์มากมายเตรียมมาเสิร์ฟให้กับทุกคนในงาน “Wit in Bangkok” ระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 - 17.00 น. ณ ศูนย์การศึกษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบางซื่อ (ห้องสมุดสิ่งแวดล้อม) สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) กรุงเทพมหานคร
ในปีนี้เทศกาล Wit in Bangkok 2026 มาในแนวคิด ‘CO-EXIST: ชีวิตที่อยู่ร่วมกัน’ เพื่อพาทุกคนไปโฟกัสกับสิ่งที่อยู่รอบตัวให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านของสิ่งแวดล้อม ชีววิทยา จิตวิทยา สังคมศาสตร์ การศึกษา ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยี โดยตลอดสามวันที่จัดงาน มีการแบ่งแนวคิดย่อยสำหรับนิทรรศการและการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
👩‍🦰 CONNECT (ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์) แนวคิดย่อยนี้ เริ่มต้นจากการคิดถึงการสื่อสาร เพื่อเชื่อมโยงกันระหว่างมนุษย์แต่ละคน ไม่ว่าจะมาจากที่ไหน อายุเท่าไหร่ ก็จะมีบางอย่างที่เชื่อมกับมนุษย์คนอื่นได้เสมอ ทำให้มนุษย์เราเห็นอกเห็นใจกันและกันได้ เพราะรู้สึกเป็นพรรคพวกเดียวกัน นิทรรศการภายใต้แนวคิดนี้จึงอาจเป็นทั้งพื้นที่สำหรับการสนทนา เป็นความรู้การเข้าใจตนเอง หรือเป็นหัวข้อการรณรงค์บางอย่างเพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
🌍 COHABIT (ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น) ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ จะตัวเล็ก หรือตัวใหญ่ ก็ล้วนแล้วแต่เป็น Roommate ของเราในหอพักกว้าง ๆ ที่เรียกว่า ‘โลก’ หรือจะมองแค่ในห้องใหญ่ ๆ ที่เรียกว่ากรุงเทพมหานครก็ได้ บ่อยครั้งที่กิจกรรมการสำรวจสิ่งมีชีวิตในเมืองถูกจัดขึ้น สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้เข้าร่วมผ่านการค้นพบสารพัดสิ่งมีชีวิตที่หลายคนอาจไม่คิดว่าสามารถเห็นได้ในเมือง การปรับโฟกัสใหม่ให้กับทุกคนอาจช่วยให้สังเกตเห็นสิ่งรอบตัวได้ชัดเจนและละเอียดละออกว่าที่เคย
🤖 CREATE (ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งไม่มีชีวิต) สิ่งไม่มีชีวิตรอบตัว ทั้งหินกรวดตามบ่อน้ำ หรือแม้แต่อิฐปูนตามตึก ก็ล้วนถูกมนุษย์หยิบจับมาแก้ปัญหาได้เสมอ สิ่งมีชีวิตตระกูล Homo หยิบสิ่งรอบตัวมาสร้างอุปกรณ์ได้หลายแสนปีแล้ว และทุกวันนี้มนุษย์ยังคงผลิตนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาใหม่ ๆ ทั้งใหญ่และเล็กได้อย่างไม่รู้จบ ถ้าร้อน เราก็มีพัดลม ถ้ามืดเราก็มีหลอดไฟ ฉะนั้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมจึงอยู่ในสัญชาตญาณของมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด นิทรรศการและกิจกรรมภายใต้แนวคิดนี้จึงรอจุดประกายไฟไอเดียให้ลุกโชติช่วงพร้อมนำไปสร้างประโยชน์ได้ต่อไป
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : FB ภาคีนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ - Science Communicator Association

ไม่มีอะไรน่าสนุกสักอย่างบนโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริง เพราะทุกเหตุการณ์ล้วนแลกมาด้วยชีวิต ความสูญเสีย และความเจ็บปวดของผู้...
03/08/2026

ไม่มีอะไรน่าสนุกสักอย่างบนโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริง เพราะทุกเหตุการณ์ล้วนแลกมาด้วยชีวิต ความสูญเสีย และความเจ็บปวดของผู้คนที่ไม่มีวันได้กลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ไม่ใช่เพียงแค่ความเศร้า หากคือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ บาดแผลที่ยังไม่เคยได้รับการเยียวยา และความจริงอีกจำนวนมากที่ยังรอให้ใครสักคนลงมือค้นหา
การย้อนกลับไปสำรวจเหตุการณ์เหล่านั้นจึงไม่ใช่เพียงแค่การเสพเรื่องราวอันดำมืด หากเป็นความพยายามทำความเข้าใจว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของความผิดพลาด เหตุใดผู้คนจึงตัดสินใจเช่นนั้น และระบบหรือสังคมปล่อยให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นได้อย่างไร การสืบค้นข้อเท็จจริง การแกะรอยประวัติศาสตร์ และการประกอบเศษเสี้ยวของเรื่องราวที่กระจัดกระจาย จึงเป็นมากกว่าการตามหาคำตอบ แต่คือความพยายามทวงคืนความจริงและความยุติธรรมที่อาจหล่นหายไปพร้อมกับกาลเวลา
เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเครื่องบิน Pan Am เที่ยวบินที่ 103 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531) เหตุการณ์นี้รู้จักกันในชื่อ "การวางระเบิดล็อกเกอร์บี" (Lockerbie Bombing) ซึ่งนับเป็นการก่อการร้ายทางอากาศครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และคดีนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นหนึ่งในการสืบสวนทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก โดยตำรวจสกอตแลนด์และ FBI
ถึงแม้เวลาจะผ่านมา 30 กว่าปีแล้ว เรื่องราวของโศกนาฏกรรมนี้ยังถูกพูดถึงมาตลอด โดยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ และสารคดีหลายชิ้น โดยล่าสุดใช้ชื่อเรื่องว่า "The Bombing of Pan Am 103" เป็นซีรีส์ดราม่าสืบสวนสอบสวนความยาว 6 EP. เป็นการผลิตร่วมกันระหว่าง BBC และ Netflix สตรีมมิ่งทั่วโลกแล้วเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยเนื้อเรื่องเน้นไปที่ปฏิบัติการร่วมกันระหว่างตำรวจสกอตแลนด์และ FBI ในการแกะรอยสืบสวนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ข้ามชาติหลังเหตุการณ์ระเบิด รวมไปถึงมุมมองของชาวเมืองล็อกเกอร์บีและครอบครัวของผู้เสียชีวิต
ส่วนในหนังสือ "ทำเนียบนักต้มตุ๋น" (Rogues: True Stories of Grifters, Killers, Rebels and Crooks) มีเรื่องของ Pan Am 103 เป็น 1 ใน 12 เรื่องที่ชวนอ่านอย่างน่าติดตาม Patrick Radden Keefe เล่าถึง Ken Dornstein ผู้สูญเสีย David Dornstein พี่ชายของเขาไปในโศกนาฏกรรม Pan Am 103
เคนได้ใช้เวลาหลายสิบปีศึกษาบันทึกของพี่ชาย และผันตัวมาฝึกทักษะการสืบสวน เพื่อแกะรอยและตามหาตัวการที่อยู่เบื้องหลังการทำระเบิดเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับพี่ชายและเหยื่อรายอื่นๆ
ชวนดูซีรีส์และชวนอ่านหนังสือเล่มนี้ค่ะ มีอีกหลายคดีที่น่าติดตาม เบื้องลึก เบื้องหลังที่ใครชอบแนวสืบสวนสอบสวน อาชญาวิทยานี่พลาดไม่ได้เลยเด็ดขาด
📌 ชื่อหนังสือ : ทำเนียบนักต้มตุ๋น
(Rogues: True Stories of Grifters, Killers, Rebels and Crooks)
📍ผู้เขียน : Patrick Radden Keefe
📍ผู้แปล : สุวิชชา จันทร
📍จำนวนหน้า : 536 หน้า
📍ราคา : 550 บาท
📍 มีของแถมในหนังสือทุกเล่ม
📍 มี e-book และ e-pub
📍 ลิงก์กดสั่งซื้อและอ่านตัวอย่างหนังสืออยู่ในคอมเมนต์
📍 มีลิงก์ตัวอย่างซีรีส์มาให้ในคอมเมนต์ด้วย ส่วนใครอยากดูตามไปดูกันได้ใน NF ค่ะ
📍 ภาพประกอบ content จาก
The Bombing of Pan Am 103 | Official Trailer | Netflix

หนังสือของ Salt ที่  Rimfhobfah Book Fest  #1 ค่ะ 🙏🥳📖🥰
30/07/2026

หนังสือของ Salt ที่ Rimfhobfah Book Fest #1 ค่ะ 🙏🥳📖🥰

นักเศรษฐศาสตร์มองโลกผ่านตัวเลข แต่ Tim Harford ชวนเรามองโลกผ่าน "การตัดสินใจของมนุษย์" ตั้งแต่เรื่องเพศ การพนัน การเหยีย...
24/07/2026

นักเศรษฐศาสตร์มองโลกผ่านตัวเลข แต่ Tim Harford ชวนเรามองโลกผ่าน "การตัดสินใจของมนุษย์" ตั้งแต่เรื่องเพศ การพนัน การเหยียดผิว สงคราม อาชญากรรม ไปจนถึงการทำแท้งและศาสนา ทุกประเด็นที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ กลับมีคำอธิบายผ่านแรงจูงใจ ต้นทุน ผลตอบแทน และการเลือกของผู้คน หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิด แต่ชวนให้เข้าใจว่า "ทำไมผู้คนจึงเลือกทำในสิ่งที่ทำ"
หลายๆ คนอาจคิดว่าเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องของเงิน แต่ "เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต" (The Logic of Life) จะทำให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว "เศรษฐศาสตร์คือศาสตร์แห่งพฤติกรรมของมนุษย์" ทุกการตัดสินใจล้วนมีเหตุผลในแบบของมันเอง แม้บางครั้งเหตุผลนั้นจะขัดกับความรู้สึกหรือศีลธรรมของเรา หนังสือเล่มนี้จึงเต็มไปด้วยตัวอย่างจากชีวิตจริง งานวิจัย และข้อมูลที่ทำให้ผู้อ่านได้ตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมๆ ก่อนจะค่อยๆ มองโลกได้ลึกและกว้างกว่าเดิม
หากคุณชอบหนังสือที่อ่านสนุกเหมือนเรื่องเล่า แต่ได้ทั้งความรู้และมุมใหม่ๆ ในการมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง "เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต" (The Logic of Life) คืออีกหนึ่งงานคลาสสิกที่ยังร่วมสมัยของ Tim Harford ที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะสำหรับคนที่สนใจเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมมนุษย์ สังคม การเมือง หรือเพียงแค่อยากเข้าใจว่า เหตุใดโลกจึงเป็นอย่างที่มันเป็น เพราะบางครั้ง คำตอบของคำถามที่ซับซ้อนที่สุด อาจเริ่มต้นจากการเข้าใจแรงจูงใจเล็กๆ ของมนุษย์แต่ละคน
สำหรับใครก็ตามที่ติดตามและสะสมผลงานแปลของ "สฤณี อาชวานันทกุล" ยิ่งไม่ควรพลาด เพราะเล่มนี้เป็นอีกเล่มที่คุณต้องมีเก็บไว้ และโอกาสสุดท้ายสำหรับราคาพิเศษลด 40%
📖"เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต" 𝘛𝘩𝘦 𝘓𝘰𝘨𝘪𝘤 𝘰𝘧 𝘓𝘪𝘧𝘦 💡[ฉบับปรับปรุง]
🤓ผู้เขียน : ทิม ฮาร์ฟอร์ด
🤓ผู้แปล : สฤณี อาชวานันทกุล
📙จำนวนหน้า : 344 หน้า
🧸ราคา : 390 บาท พิเศษเพียง 234 บาท
📍 ไม่รวมค่าจัดส่ง
📍 ลิงก์กดสั่งซื้อและอ่านตัวอย่างหนังสืออยู่ในคอมเมนต์
📍 โปรโมชันนี้เฉพาะการสั่งซื้อที่เว็บไซต์ซอลท์เท่านั้น

พบหนังสือของซอลท์ได้ที่งาน Rimkobfah Book Fest ที่ ร้านหนังสือ Rimkhobfabooks ค่ะ ^_^
23/07/2026

พบหนังสือของซอลท์ได้ที่งาน Rimkobfah Book Fest ที่ ร้านหนังสือ Rimkhobfabooks ค่ะ ^_^

Saltread

อัลกอริทึมเลือกจากอะไร เวลาที่เราใช้ โฆษณา Engagement ผลประโยชน์ทางธุรกิจ คำถามคือนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับใครกันแน่....
23/07/2026

อัลกอริทึมเลือกจากอะไร เวลาที่เราใช้ โฆษณา Engagement ผลประโยชน์ทางธุรกิจ คำถามคือนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับใครกันแน่...นี่คือคำถามที่หนังสือเล่มนี้จะตอบคุณ

คุณจะมั่นใจได้ยังไงว่าสิ่งที่คุณซื้อ เพราะคุณอยากได้มันจริงๆ หรืออัลกอริทึมกำลังหลอกให้คุณอยากได้

เพลงที่ฟัง หนังที่ดู สิ่งที่อ่าน มั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นสิ่งที่เลือกเอง เมื่อความรู้คืออาวุธ แต่อัลกอลิทึมจะเลือกอะไรให้คุณไปสู้ มันอาจจะหยิบกล้วยให้แทนอาวุธจริงๆ ก็ได้ ร้านหนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือไวรัล

โลกฟิลเตอร์อัลกอริทึมทำให้วัฒนธรรมแบนราบอย่างไร โดย kyle chayka คำถามที่หนังสือพยายามถามคือสิ่งที่เราคิดว่าสนใจ อัลกอพวกนี้เลือกจากอะไร สิ่งที่เราน่าจะสนใจจริงๆ โฆษณาจากบริษัทที่ร่วทถือหุ้น คนซื้อโฆษณา หรือคอนเทนต์ที่น่าจะทำให้คุณอยู่ในนั้นนานๆ มากขึ้น แม้ว่าจะไม่รู้อะไรก็ตาม

อัลกอริทึมเลือกจากอะไร เวลาที่เราใช้ โฆษณา Engagement ผลประโยชน์ทางธุรกิจ คำถามคือนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับใครกันแน่

เมื่ออัลกอเลือกส่งแต่สิ่งที่เราคิดว่าน่าจะชอบให้แล้ว อะไรจะหายไป การลองผิดลองถูก ความหลากหลาย ชั้นหนังสือที่คนติ้กว่าน่าสนใจอาจมาก่อนหนังสือแนวทดลองสักเล่มอาจถูกลืมเลือนหายไป

รวมถึงรสนิยมของคนที่ถูกประเมินค่าจากความนิยมของคนจำนวนมากแทนการมองผ่านสุทรียะและประสบการณ์ส่วนบุคคลก็อาจหายไปเหลือเพียงโลกที่คนชอบอะไรเหมือนกันหมดแทน วันนี้ TikTok ทำให้คนทั้งโลกใช้เพลงเดียวกันในสัปดาห์เดียว หรือ หนังที่ถูกดูเพราะระบบแนะนำ ไม่ใช่เพราะคนค้นหา

หลังจากนี้ไปอำนาจทางเศรษฐกิจในการแนะนำคัดสรร อาจจะมาในรูปของอัลกอริทึมเหล่านี้หรือเปล่า ข่าวสงครามที่เราดู ละครสั้นแนวตั้งที่เราชอบ สิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องชอบหรือต้องสนใจแท้จริงแล้วเป็นความสนใจของพวกเราจริงๆหรือเป็นความสนใจของระบบที่ป้อนสิ่งที่คิดว่า อะไรจะทำให้คนอยู่ในหน้าจอเหล่านั้นได้ต่อไปเรื่อยๆ

แม้กระทั่งคนทำคอนเทนต์เองก็ต้องตั้งคำถามว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นมาจากสิ่งที่ชอบจริงหรือเปล่าหรือเป็นสิ่งที่แพลตฟอร์มบังคับให้ทำเพื่อให้เรามีลมหายใจต่อได้ในนั้น ตรงกันข้ามแพลตฟอร์มส่วนใหญ่สิ่งที่เราทำจริงหรือเปล่า หรือเราก็ต่างเป็นหนูปั่นจักรจากที่ติดอยู่ในอัลกอริทึม แล้วต้องทำซ้ำมันต่อไปเรื่อยๆ

ถ้าวันหนึ่งอัลกอริทึมรู้จักเราดีกว่าตัวเราเอง บางทีสิ่งที่มันพรากไปจากเรา อาจไม่ใช่เวลา แต่อาจเป็น “สิทธิในการเลือกว่าตัวเองจะกลายเป็นคนแบบไหน”

Filter World โลกฟิลเตอร์ อัลกอริทึมทำให้วัฒนธรรมแบนราบได้อย่างไร
Kyle Chayka
Saltread

ที่อยู่

63/168 Vibhavadi 16 Ladyao Chatuchak
Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

099-342-0558

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Saltreadผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Saltread:

ทางลัด

แชร์