The Momentum Stay curious, be open.

ติดต่อกองบรรณาธิการ [email protected]
ติดต่อโฆษณา [email protected] The MOMENTUM

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่ Oakland Arena เมืองโอ๊คแลนด์ (Oakland) รัฐแคลิฟอร์เนีย อารีอานา กรานเด (Ariana Grande) อเม...
07/06/2026

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่ Oakland Arena เมืองโอ๊คแลนด์ (Oakland) รัฐแคลิฟอร์เนีย อารีอานา กรานเด (Ariana Grande) อเมริกันป็อบสตาร์เพิ่งจบการแสดงใน ‘The Eternal Sunshine Tour’ คอนเสิร์ตทัวร์ครั้งที่ 5 ของเธอไปหมาดๆ
คอนเสิร์ตครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาทัวร์ในรอบเกือบ 7 ปี โดยเธอได้ขนเอาบทเพลงจากอัลบั้ม Eternal Sunshine (2024) มามอบให้กับแฟนเพลงแบบจัดเต็ม พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการนำเอาซิงเกิลพรี-รีลีส ‘hate that i made you love me’ (2026) จาก petal (2026) อัลบั้มเต็มชุดที่ 8 ที่มีกำหนดปล่อยในปลายเดือนกรกฎาคมมาทำการแสดงสดๆ ให้แฟนได้ชมก่อนใครกันด้วย
ทันทีที่เธอได้ทำการแสดงซิงเกิลดังกล่าวก็ได้เสียงตอบรับจากเหล่า Arianator (ชื่อแฟนคลับทางการของกรานเด) ในฮอลล์คอนเสิร์ตด้วยการร้องคลอไปกับเธอตลอดทั้งเพลง ถือเป็นการต้อนรับการคัมแบ็กในรอบเกือบ 2 ปี หลังจากอัลบั้มก่อนหน้าของเธอที่ประสบความสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับอย่างร้อนแรง
ความร้อนแรงที่ว่านั้นไม่เพียงปรากฏให้เห็นแต่ในคอนเสิร์ตเพียงอย่างเดียว แต่ยังลามไปถึง Official Charts ของสหราชอาณาจักรที่ซิงเกิลล่าสุดนี้สามารถทะยานขึ้นครองอันดับ 1 ได้ตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยมาจนถึงวินาทีนี้
• hate that i made you love me
สำหรับ hate that i made you love me นั้นเป็นเพลงป็อบในจังหวะ Mid-Tempo ที่ป๊อบสตาร์สาวเป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้องด้วยตัวเอง และเป็นการกลับมาร่วมทำเพลงกับอิลยา ซัลมานซาเดห์ (Ilya Salmanzadeh) และแม็กซ์ มาร์ติน (Max Martin) ซึ่งพวกเขาเคยทำงานร่วมกันมาในบทเพลงดังอย่าง Problem (2014) หรือ Thank You, Next (2018)
สำหรับเพลงนี้หลังจากเผยแพร่ให้คนทั้งโลกได้ฟังกันแล้วก็มีมุมมองและข้อความที่ถูกตีความหลากหลายออกไปว่า กรานเดอาจจะแต่งเพลงนี้ให้กับแฟนเก่า แฟนคลับ หรือแม้แต่สื่อมวลชนเองด้วย
“I hate that I made you love me
Sorry if I made me your type
Yeah, I hate that I made you love me
Cause I barely tried”
โดยในท่อนที่กรานเดเขียนเนื้อร้องไว้ได้อย่างสวยงามว่า “Like flowers from a tomb while you decide who you are” ก็มีผู้ใช้งาน Genius แพลตฟอร์มเนื้อเพลงชื่อดังของโลก รวมถึงนิตยสารแท็บลอยด์ตั้งทฤษฎีว่า กรานเดอาจจะแต่งเพลงนี้โดยใช้คำว่า ‘Tomb’ เพื่อสื่อถึงความรักครั้งเก่าของเธออย่าง ดาลตัน โกเมซ (Dalton Gomez) อดีตสามีที่หย่าร้างกันไปเมื่อปี 2024
ขณะเดียวกันในซิงเกิลล่าสุดนี้ยังมีการมองด้วยว่า กรานเดอาจเขียนเพลงนี้ขึ้นในลักษณะสองความหมาย (Double Meaning) คล้ายกับตอนที่เธอปล่อยเพลง we cant be friends (wait for your love) (2024) ในปี 2024 เพื่อเผยแพร่มุมมองชีวิตส่วนตัวในเชิงความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนที่มักจะตั้งพาดหัวข่าวในเชิงลบให้กับเธอ
“I’ve held your projections when you’ve felt so insecure
Tell me, why is it this way?
Why you so hate to see women endure?
Is it really my fault you all gave me your hearts of your own accord?
I don’t really think so”
อย่างไรก็ตามในประเด็นนี้เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตของแฟนคลับเท่านั้น การตีความเนื้อเพลงหรือเนื้อหาสาระของเพลงเป็นเรื่องอัตวิสัย เพราะขึ้นอยู่กับประสบการณ์และเรื่องราวของผู้ตีความเท่านั้น
ทั้งนี้ไม่ว่าสารของเพลงจะถูกตีความไปอย่างไร แต่สิ่งที่เป็นที่แน่ชัดคือ hate that i made you love me นั้นเเป็นเพลงที่กรานเดบอกด้วยตัวเองว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่เธอชอบมากที่สุดตั้งแต่เขียนเนื้อร้องมา
ข้ามมาที่พาร์ท MV กันบ้าง hate that i made you love me นั้นมีความยาวของมิวสิควิดีโออยู่ที่ 5 นาทีเต็ม ซึ่งถือว่าหายากที่ในยุคปัจจุบันที่คลิปสั้น (Shorts) กำลังได้รับความนิยม โดย MV ของซิงเกิลนี้ได้คริสเตียน เบรสเลาเออร์ (Christian Breslauer) ผู้กำกับ MV ระดับฮอลีวูดที่เคยร่วมสร้างผลงานใน yes, and? (2024) และ MV เพลง Kill Bill (2022) ของ SZA
เรื่องราวของ MV hate that i made you love me นั้นถูกถ่ายทอดออกมาในสไตล์ Horror ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Thing That Couldn’t Die เมื่อปี 1958 โดยมีจัสติน ลอง (Justin Long) มาร่วมแสดงเป็นพระเอก MV ที่ถูกกรานเดในบทหญิงสาวปริศนาไล่ตามหลอกหลอน
หากสังเกตกันให้ดี ใน MV ของ hate that i made you love me จะมีการใช้ ‘สีเหลือง’ สื่อถึงสัญญะความหลอกหลอน (หรือความกลัว) ที่จะติดตามไปกับจัสติน ลอง ตลอดทั้งเรื่อง เพราะนอกจากที่ทุกคนเข้าใจกันดีว่าสีเหลืองอาจสื่อถึงความสดใส เป็นสีแทนแห่งความหวัง แต่ขณะเดียวกันสีเหลืองยังสามารถใช้กลายเป็นภาพแทนของ ‘ศพ’ หรือสิ่งที่ไม่มีชีวิตอีกต่อไปได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein)
• น้ำจิ้มก่อนจะเจอของจริงใน ‘petal’
อย่างที่ทุกคนน่าจะทราบกันดีว่า hate that i made you love me นั้นเป็นหนึ่งในเพลงของอัลบั้ม ‘patal’ อัลบั้มเต็มชุดที่ 8 ของกรานเดที่มีกำหนดเผยแพร่ทางสตรีมมิ่งทั่วโลก หากเปรียบให้เห็นภาพมากขึ้น hate that i made you love me ก็เสมือนเป็นหนึ่งในกลีบดอกไม้ที่กรานเดปล่อยลงมา ก่อนที่จะเห็นทั้งดอกในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้
โดยความหมายของชื่ออัลบั้มชุดนี้ ป๊อบสตาร์สาวอธิบายผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวไว้ว่า สำหรับอัลบั้มล่าสุดจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แสดงให้เห็นการเติบโตเหมือนต้นไม้ที่ขึ้นตามผ่านรอยแตกของถนนที่มีภาวะการณ์ที่ยากลำบากและท้าทาย”
กรานเดยังบอกอีกว่า อัลบั้มนี้จะเป็นการตัดขาดจากสิ่งที่เป็นลบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นปีศาจในตัวของเธอ เสียงในหัว หรือคำวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก สิ่งพวกนั้นจะไม่สำคัญกับฉันอีกต่อไป
“อัลบั้มนี้มันมีความดิบและขบถอยู่ด้วย มันมาจากมุมหนึ่งในใจที่เมื่อก่อนฉันอาจจะขี้อายหรือเกรงใจเกินกว่าจะแตะต้องมัน แต่ครั้งนี้มันให้ความรู้สึกประมาณว่า ช่างแม่xแล้วกัน!”
อ้างอิง:
- https://lofficielthailand.com/2024/06/get-to-know-christian-breslaeur/
- https://slowburnhorror.com/2021/11/05/the-meaning-of-yellow-in-horror/
- https://www.officialcharts.com/charts/singles-chart/
- https://www.harpersbazaar.com/culture/art-books-music/a71461930/ariana-grande-hate-that-i-made-you-love-me/
- https://www.elle.com/culture/music/a71435065/ariana-grande-hate-that-i-made-you-love-me-lyrics-meaning-explained/
- https://www.pedestrian.tv/music/ariana-grande-hate-that-i-made-you-love-me-lyrics-meaning-dalton-gomez/
- https://www.elle.com/culture/music/a70973717/ariana-grande-eighth-album-news-release-date-details/
เรื่อง: พรลภัส วุฒิรัตนรักษ์
ภาพ: Instagram
#อารีอานา #เพลง #ซิงเกิล

“ดื้อยาก็คือการใช้ยาไม่ได้ผล ไม่มียาที่จะรักษาเธอได้ ไม่ต่างจากในยุคกลางที่คนติดเชื้ออะไรก็ตายหมด และถึงมาติดเชื้อตอนนี้...
07/06/2026

“ดื้อยาก็คือการใช้ยาไม่ได้ผล ไม่มียาที่จะรักษาเธอได้ ไม่ต่างจากในยุคกลางที่คนติดเชื้ออะไรก็ตายหมด และถึงมาติดเชื้อตอนนี้ หากคุณดื้อยาจนไม่มียาที่รักษาได้ก็ตายอยู่ดี ไปทำฟันก็อาจจะตายได้เพราะติดเชื้อแล้วมีเชื้อดื้อยาอยู่ในร่างกาย ไปทำศัลยกรรมแล้วเป็นแผลก็อาจจะติดเชื้อได้ ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ พอเข้าโรงพยาบาลให้น้ำเกลือทางสายยางที่จมูกก็อาจจะตายได้เพราะเชื้อโรคในร่างกายดื้อยา เธออยากจะอยู่ในความเสี่ยงติดเชื้อตลอดเวลาแบบนี้เหรอ”
ประโยคที่แฝงเร้นไปด้วยความน่าวิตกกังวลและน่าหวาดกลัว หากแต่ถูกพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นของ พิมพ์ลภัส ลี้กิจเจริญผล หรือที่หลายคนรู้จักเธอในชื่อ ‘ชินนี่’ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาจีโนมจากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเดนมาร์ก (Technical University of Denmark: DTU)
นั่นเป็นเพราะ สำหรับนักวิทยาศาสตร์หญิงคนนี้ การสื่อสารให้คนตระหนักรู้ถึงความร้ายแรงของเชื้อโรคดื้อยา เป็นหนึ่งในวาระที่สำคัญ ไม่แพ้กับวาระอื่นๆ ในชีวิตส่วนตัว เธอจึงเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล นำเอาผลวิจัยที่ทำในประเทศไทย ประเทศที่เธอบอกว่ารักเหมือนกับพ่อแม่ มาเผยแพร่ ในวันที่คนไทยจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่า ‘ดื้อยา’ คืออะไร ไปจนถึงเข้าใจเพียงด้านเดียวว่า เพราะกินยาไม่ครบและกินบ่อย จึงดื้อยา
แต่ ‘คุณภาพชีวิต’ ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วในประเทศไทยเอง กลับมีผลต่อการดื้อยาอย่างชัดเจน ในชุมชนที่มีคุณภาพชีวิตต่ำ มีหนี้สิน รายได้น้อย มีโอกาสติดเชื้อโรคดื้อยาสูง ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากลับมีโอกาสน้อย และจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะรับทราบข้อมูลนี้ หากว่าชินนี่ไม่ได้เริ่มทำวิจัยร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ไทย ลงทุนเก็บของเสียจากคนในชุมชนที่มีความแตกต่างด้านคุณภาพชีวิต และใช้เวลา 2 ปีเพื่อวิเคราะห์ผล
เพราะชินนี่ไม่อยากได้ยินคำว่า มีคนรอบตัวเธอต้องตายเพราะติดเชื้อในกระแสเลือด
ชินนี่ไม่อยากถูกเรียกตัวกลับมาเพื่อช่วยเรื่องเชื้อดื้อยาอีกครั้ง ในวันที่เธอเกษียณจากงานไปแล้ว
และชินนี่ไม่อยากเห็นใครต้องจากไปเหมือนกับก๋ง (ปู่) ของเธอ ที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้
ดังนั้น เธอจึงยอมอดหลับอดนอน ซึ่งผิดวิสัยปกติของชีวิตคนที่ชื่อพิมพ์ลภัส และขึ้นทำหน้าที่บนเวที FaraTALK 2026 ‘Humans of Science-มนุษย์วิทย์’ แม้จะได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกือบจะทำให้เธอต้องนั่งวีลแชร์ขึ้นเป็นสปีกเกอร์ เพื่อพูดในสิ่งที่เธอรู้ และสิ่งที่เธอเห็นจากการทำงานวิจัยของเธอ ด้วยความหวังเล็กๆ ว่า คนไทยจะได้ไม่ตายเพราะติดเชื้อโรคดื้อยา
ในบทสัมภาษณ์นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเล่าตัวตน และเส้นทางของพิมพ์ลภัสกับการก้าวเข้าสู่แวดวงวิทยาศาสตร์ แต่จะเป็นอีกบทความหนึ่งที่เป็นตัวกลางให้นักวิทยาศาสตร์หญิงได้สื่อสารถึงคนไทย ไม่ใช่เพื่อให้หวาดกลัว หากแต่ให้ตระหนักรู้และเตรียมตัวรับมือ ไปจนถึงสื่อสารไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบว่า พวกเขาต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ก่อนที่ประชาชนจะกลายเป็น ‘เหยื่อ’ ของเชื้อโรคดื้อยาในอนาคต
อ่านบทความ คนจนมีเชื้อโรคดื้อยามากกว่าคนรวย สิ่งที่ ชินนี่ พิมพ์ลภัส ค้นพบจากการทำวิจัยในกรุงเทพฯ ได้ทาง https://themomentum.co/closeup-pimlapas-leekitcharoenphon
#ชินนี่พิมม์ลภัส #พิมพ์ลภัสลี้กิจเจริญผล #นักวิทยาศาสตร์ #ชินนี่ #ไกลบ้าน #มนุษย์วิทย์ #เชื้อดื้อยา #วิทยาศาสตร์ #ระบาดวิทยา

‘เบื้องหน้าหัวเราะ แต่ในใจแสนเจ็บปวด’การหัวเราะอาจไม่ได้หมายถึงความสุขเสมอไป แต่คือกลไกป้องกันตัวจากการถูกล้อเลียนเคยมีค...
07/06/2026

‘เบื้องหน้าหัวเราะ แต่ในใจแสนเจ็บปวด’
การหัวเราะอาจไม่ได้หมายถึงความสุขเสมอไป
แต่คือกลไกป้องกันตัวจากการถูกล้อเลียน
เคยมีคนบอกว่า ในหลายกรณีการล้อเลียนอัตลักษณ์ของ LGBTQIA+ โดยเฉพาะคนที่ถูกล้อ หลายคนอาจแสดงออกด้วยการหัวเราะเหมือนเป็นเรื่องขำๆ เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการถูกเพ่งเล็ง หรือถูกตั้งคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวตนของตนเอง
การหัวเราะจึงอาจเป็นเกราะป้องกันทางสังคม มากกว่าการยอมรับว่าคำพูดนั้นตลกหรือไม่เป็นปัญหา ทั้งที่ในใจต้องกล้ำกลืนความเจ็บปวดลึกๆ
แน่นอนว่าปัจจุบันโลกเปิดกว้างมากกว่าในอดีต หลายคนภูมิใจในอัตลักษณ์และความเป็นตัวเอง แต่ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ทำเช่นนั้นได้ อาจจะด้วยเงื่อนไขใดๆ ในชีวิตก็ตาม
แต่เอาเป็นว่า หากขยับมามองภาพกว้าง ทุกคนสามารถตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้อง ‘ตามน้ำ’ ไปกับบางเรื่องที่ไม่ได้เห็นด้วย บางคนแสดงออกด้วยการหัวเราะ ร่าเริง หรือทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่จริงๆ รู้สึกเจ็บปวด อับอาย ไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
หากมองลึกลงไป เหตุผลที่คนเราหัวเราะทั้งที่รู้สึกแย่หรืออับอายนั้น มักเกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ 3 อย่างคือ การได้รับการยอมรับ ความปลอดภัย และการรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งแยกออกมาได้ดังนี้
• ไวต่อสัญญาณการกีดกัน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และให้ความสำคัญกับการได้รับการยอมรับในสังคม ในอดีตนั้น การถูกปฏิเสธจากกลุ่มหมายถึงความเสี่ยงต่อการอยู่รอด ดังนั้น สมองมนุษย์จึงยังไวต่อสัญญาณการถูกกีดกัน เมื่อเกิดสถานการณ์ที่คนอื่นกำลังล้อเลียนและหัวเราะใส่ คนที่ถูกล้ออาจคิดว่า ถ้าแสดงความไม่พอใจ คนอื่นจะมองว่าตนไม่มีอารมณ์ขันไหม หรือจะโดนล้อหนักกว่าเดิมไหม เกิดเป็นสภาวะความกลัวการถูกปฏิเสธทางสังคม (Fear of Social Rejection) ที่อาจถูกตัดสินหรือถูกมองในแง่ลบได้
การแสดงออกด้วยการหัวเราะตามจึงกลายเป็นวิธีส่งสัญญาณว่า ตนเองยังอยู่ในกลุ่มนั่นเอง
• ไม่เป็นไรที่แปลว่าเป็นอะไร
คนจำนวนมากไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าตนเองกำลังถูกกระทบกระทั่งทางอารมณ์ ยิ่งในโลกความเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งหากแสดงความเจ็บปวดออกมาตรงๆ อาจรู้สึกว่าดูอ่อนแอ เปราะบางเกิน ดูเสียหน้า ไปจนถึงเสียการควบคุมตนเอง ดังนั้น การหัวเราะหรือตลกกลบเกลื่อนจึงเป็นสัญญาณของการสร้างภาพว่าตนเอง ‘ไม่เป็นไร’ และ ‘รับได้’ เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นว่ากำลังเสียใจ อับอาย หรือโกรธอยู่ แม้ภายในจะรู้สึกตรงกันข้ามก็ตาม
• หัวเราะอัตโนมัติเพราะความประหม่า
บางครั้งคนเราหัวเราะโดยอัตโนมัติเมื่อรู้สึกอึดอัดหรือไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร หรือมีคำเรียกที่ว่า การหัวเราะจากความประหม่า (Nervous Laughter) ซึ่งสมองกระตุ้นให้หัวเราะเมื่อเกิดความเครียด ความกลัว หรือความอึดอัด ลองนึกภาพบางสถานการณ์ตาม เช่น เวลาเราทำอะไรพลาดต่อหน้าคนเยอะๆ แล้วหัวเราะ หรือหัวเราะแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ยามถูกถามคำถามที่น่ากระอักกระอ่วน ฉะนั้นแล้ว การหัวเราะในแง่นี้เป็นเพียงกลไกที่ช่วยลดความตึงเครียดชั่วคราว ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกตลกแต่อย่างใด
• ไม่แน่ใจว่าตัวเองควรรู้สึกอย่างไร
คล้ายกับสถานการณ์ที่ยกตัวอย่างไปตอนต้น บางครั้งสถานการณ์ของการถูกล้อเลียนเกิดขึ้นเร็วมาก จนคนที่ถูกล้ออาจยังไม่ทันประมวลผลว่า สิ่งที่คนอื่นทำนั้นเป็นแค่การหยอกเล่น ตั้งใจดูถูก หรือตั้งใจทำร้ายความรู้สึกหรือเปล่า ระหว่างที่สมองกำลังหาคำตอบนั้น การหลุดหัวเราะออกมาก่อนอาจเป็นการตอบสนองชั่วคราว และเมื่อมีเวลาอยู่คนเดียว การทบทวนจึงเกิดขึ้น จนทำให้เพิ่งเริ่มรู้สึกว่า จริงๆ แล้วเขาไม่โอเคกับเรื่องนั้นเลย
ยังไม่นับอีกหลายปัจจัยที่ทำให้บางคนเลือกแสดงออกด้วยการหัวเราะทั้งที่ถูกล้อเลียน เช่น เคยชินกับการถูกล้อเรื่องเดิมซ้ำๆ จนเกิดเป็นพฤติกรรมอัตโนมัติที่รู้สึกว่า ถ้าหัวเราะตาม ทุกอย่างจะจบเร็วกว่า แม้ภายในจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่
ดังนั้น สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ยามที่เราเห็นใครสักคนหัวเราะหลังจากถูกล้อเลียน ไม่ได้แปลว่าเขารู้สึกโอเคกับสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอไป แต่เป็นเพียงการตอบสนองที่เขารู้สึกว่าปลอดภัยที่สุดในขณะนั้นเท่านั้น
ลึกๆ แล้ว มันคือความเจ็บปวดและความไม่สบายใจที่ใครก็มองไม่เห็น
เรื่อง: ชยพล ทองสวัสดิ์
ภาพ: ปราโมทย์ ปิ่นศรี
#ความกลัว #การรักษาภาพลักษณ์

7 มิถุนายน 1954บิดาแห่งวิทยาการคอมพิวเตอร์‘อลัน ทัวริง’ ถึงแก่กรรมหลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของ อลัน ทัวริง (Alan Turing) ใน...
07/06/2026

7 มิถุนายน 1954
บิดาแห่งวิทยาการคอมพิวเตอร์
‘อลัน ทัวริง’ ถึงแก่กรรม
หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของ อลัน ทัวริง (Alan Turing) ในฐานะนักคณิตศาสตร์ นักตรรกศาสตร์ นักรหัสวิทยา และวีรบุรุษสงครามผู้มีส่วนช่วยชีวิตประชากรหลายสิบล้านคน ให้รอดพ้นจากการโจมตีของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความสามารถด้านการถอดรหัสของเขา และที่สำคัญที่สุดคือ สมญานาม ‘บิดาแห่งวิทยาการคอมพิวเตอร์’ ที่มอบให้เขา เพื่อยกย่องในฐานะผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถโปรแกรมได้เครื่องแรกๆ ของโลก และสร้างคุณประโยชน์ด้านความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีให้โลกนี้อย่างมหาศาล
อย่างไรก็ดี ในปี 1952 เพียง 2 ปีก่อนเขาเสียชีวิต อัตลักษณ์ทางเพศของทัวริงถูกเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความจำยอม ในคืนวันที่ 23 มีนาคม เมื่อมีโจรบุกขึ้นบ้านส่วนตัวของเขาที่แมนเชสเตอร์ โชคดีที่ทัวริงมีสติโทรศัพท์แจ้งความ จึงไม่มีใครได้รับอันตราย เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุได้ทันท่วงที
ทว่าระหว่างการสืบสวน นอกจากเบาะแสเกี่ยวกับผู้บุกรุกแล้ว ตำรวจยังพบหลักฐานว่า เขามีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกัน โดยผู้สมรู้ร่วมคิดที่นัดแนะให้โจรบุกปล้นบ้านของทัวริงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น อาร์โนลด์ เมอร์เรย์ (Arnold Murray) เด็กหนุ่มที่ทัวริงเพิ่งเริ่มคบหาด้วยไม่นานนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ ทัวริงและเมอร์เรย์จึงถูกเปิดเผยตัวตนว่าเป็นเกย์ และถูกจับกุมตามกฎหมายอาญาของอังกฤษในสมัยนั้น ซึ่งระบุว่า การมีเซ็กซ์ระหว่างเพศเดียวกันเป็นความผิดทางกฎหมายฐานกระทำอนาจารขั้นร้ายแรง (Gross Indecency) ทัวริงไม่เพียงแต่มีประวัติอาชญากรติดตัวเท่านั้น แต่ยังถูกไล่ออกจากโปรเจกต์ต่างๆ ที่เขาร่วมทำงานกับภาครัฐ เหลือเพียงงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยเท่านั้น
เงื่อนไขที่ทำให้ทัวริงรอดจากการจำคุกคือ ข้อเสนอจากศาลให้เขาเลือกระหว่างติดคุก กับยอมฉีดฮอร์โมนเอสโตรเจนให้อัณฑะฝ่อ เพื่อลดความต้องการทางเพศเป็นเวลา 1 ปี โดยเขาเลือกอย่างหลัง แม้สุดท้ายทัวริงจะรอดพ้นจากสถานะ ‘นักโทษ’ ทางกฎหมายมาได้ แต่กลับต้องตกเป็น ‘จำเลย’ ของความเกลียดชังที่สังคมมีต่อเขา จากสุดยอดนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะผู้ปฏิวัติวงการ กลับต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกตราหน้าว่าเป็นพวกวิปริตทางเพศ
ร่างไร้ลมหายใจของทัวริงในวัย 41 ปี ถูกพบโดยพนักงานทำความสะอาดในปี 1954 โดยมีลูกแอปเปิลที่ถูกกัดร่วงอยู่ข้างตัว นอกจากนี้ยังมีร่องรอยการทำการทดลองทางเคมี หลังทำการชันสูตรพลิกศพพบว่า มีสารไซยาไนด์ในร่างกายปริมาณมาก ทำให้เกิดการสันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา
บ้างก็ว่าเขาฆ่าตัวตายเพราะความทุกข์ทรมานและอับอายจากคดีรักร่วมเพศ บ้างก็ว่าถูกลอบสังหารโดยคนของรัฐบาลหรือผู้มีอิทธิพล เพราะไปล่วงรู้ความลับบางอย่างเข้า บ้างก็ว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุระหว่างการทำงานธรรมดาๆ เท่านั้น แต่ท้ายที่สุด ทางการอังกฤษก็ไม่ได้ระบุสาเหตุการตายที่แน่ชัดของเขา
ผ่านไปกว่า 60 ปีหลังเจ้าของชื่อจากโลกนี้ไปแล้ว ชื่อของอลัน ทัวริง จึงได้รับการฟื้นฟูเกียรติยศและกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง โดยในปี 2009 รัฐบาลอังกฤษกล่าวขอโทษทัวริง รวมถึงผู้ล่วงลับทุกคนที่ถูกตัดสินให้มีความผิดฐานรักร่วมเพศในอดีต ต่อมาในปี 2013 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระราชทานอภัยโทษให้แก่เขา
และสุดท้าย ในปี 2019 ธนาคารกลางอังกฤษประกาศผลการคัดเลือกสรรหาบุคคลที่มีความโดดเด่นจาก 227,299 รายชื่อ ซึ่งรวบรวมมาจากหลากหลายแวดวง เพื่อนำภาพมาอยู่บนหน้าธนบัตร 50 ปอนด์ ปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับเลือกด้วยคุณลักษณะที่เหมาะสมหลายประการก็คือ อลัน ทัวริง ฮีโร่คนสำคัญของชาติ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าว่าเป็น ‘อาชญากร’
ภาพ: AFP
#7มิถุนายน #อลันทัวริง #วิทยาการคอมพิวเตอร์ #ความหลากหลายทางเพศ

ยืนตัวตรง ตั้งหลักให้มั่นอย่าเห็น ‘ประชาชน’ เป็นของตายปฏิกิริยาหลังพรรคประชาชนตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีม...
06/06/2026

ยืนตัวตรง ตั้งหลักให้มั่น
อย่าเห็น ‘ประชาชน’ เป็นของตาย
ปฏิกิริยาหลังพรรคประชาชนตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขึ้นเป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นั้น ชัดเจนว่า สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงต่อ ‘ความไว้ใจ’ ของประชาชนและผู้ลงคะแนนเสียงต่อพรรคนี้ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ล้วนตั้งคำถามต่อการตัดสินใจนี้ว่า ‘คิดดีแล้วหรือ?’
สิ่งหนึ่งที่ต้องพูดให้ชัดคือ อาจารย์สุรพลไม่ใช่คนไม่ดี และการเปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามให้มาอยู่ฝ่ายเดียวกันนั้นไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ผิด หากพรรคต้องการขยายแนวร่วม ปักธงการเมืองแห่งอนาคต ต้องขยายฐานแฟนให้ได้มากขึ้น
ใช่ การทำพรรคการเมืองไม่ใช่การสรรหา ‘เลือดบริสุทธิ์’ ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเป็นเลือดแท้เท่านั้น หรือห้ามมิให้ใครที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามย้ายข้าง ข้ามขั้วมาทำงานด้วย มิเช่นนั้น พรรคจะยิ่งตีบตัน แต่คือการรวมคนที่คิดไม่เหมือนกัน ให้เข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันได้ด้วย
แต่สำหรับอาจารย์สุรพลนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง… ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผมจำได้แต่เด็กว่า อาจารย์สุรพลนั้นชัดเจนว่าเป็นคนของฝ่ายที่ ‘ไม่ชอบ’ ระบอบประชาธิปไตยเท่าไรนัก
อาจารย์สุรพลเคลื่อนไหวตั้งแต่ต่อต้าน ‘ระบอบทักษิณ’ การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้อง ‘นายกฯ พระราชทาน’ เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจารย์สุรพลก็เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทันที และภายหลังจากนั้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นเครื่องมือของอำมาตยาธิปไตยเต็มตัว ภายใต้การกุมบังเหียนของอาจารย์สุรพล และอธิการบดีคนถัดมา
จุดยืนของอาจารย์สุรพลยังอยู่ในแนวทางเดิม ทั้งในช่วงการชุมนุมของ ‘คนเสื้อแดง’ ในปี 2553 เรื่อยไปจนถึงการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ในปี 2556-2557 สนับสนุนการชุมนุมเพื่อให้เกิด ‘ทางตัน’ จนนำไปสู่การรัฐประหาร 2557 เรื่องเหล่านี้แม้จะผ่านมานานแสนนาน แต่หากใช้เครื่องมือสืบค้นลึกลงไปหน่อย จะพบว่า อาจารย์สุรพลคือองคาพยพเดียวกับฝ่ายที่ไม่เอาประชาธิปไตยอย่างแนบแน่น
นั่นทำให้บุคคลที่อยู่ร่วมสมัยในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว กระทั่งคนที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยตอนนั้น ซึ่งในเวลานี้อายุอยู่ในช่วง 30 ปลายๆ-40 ต้นๆ จำได้ไม่ลืมว่าอดีตอธิการบดีของตัวเองมีผลงานอะไรบ้าง
และต้องไม่ลืมว่า การรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งที่อาจารย์สุรพลมีส่วนสนับสนุน มีส่วนทำให้เกิดขึ้น สร้างผลกระทบให้กับคนรุ่นนั้นและรุ่นนี้อย่างใหญ่หลวง ‘การเมือง’ หลังรัฐประหารยังหาจุดที่ลงตัวไม่ได้ เศรษฐกิจยังโงหัวไม่ขึ้น ปัญหาคอร์รัปชันที่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และฝ่าย กปปส.เกลียดนักเกลียดหนานั้นเลวร้ายกว่าเดิม ขณะที่หลายคนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย โดนดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมด้วยกระบวนการยุติธรรมหลังรัฐประหาร 2557 บางคนเสียชีวิตในต่างประเทศ บางคนยังต้องลี้ภัยอยู่ถึงทุกวันนี้
(2)
กระนั้นเอง ในเวลาต่อมาจะพบ ‘จุดเปลี่ยน’ ของอาจารย์สุรพล คือการเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน ซึ่งไม่แน่ใจว่าอาจารย์สุรพลเข้ามาในห้วงเวลาใด และภายใต้คำแนะนำของใคร
แต่เท่าที่ผมได้ยิน อาจารย์สุรพลเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสที่ระดับแกนนำของพรรค ทั้งที่อยู่หน้าและหลังฉากให้ความเคารพเป็นอย่างมาก
กระนั้นเอง ไม่ได้หมายความว่า จะต้องอัญเชิญอาจารย์สุรพลมาอยู่ฉากหน้า ให้มาเป็นประธานที่ปรึกษาของ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
และกรณีของอาจารย์สุรพล ก็แตกต่างจากอดีต กปปส.คนอื่นในพรรค ที่แต่ละคนเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุม ซึ่งมีสิทธิกลับตัวกลับใจได้ และให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว
กล่าวสำหรับอาจารย์สุรพลนั้นเป็นอีกอย่าง เพราะครั้งที่อาจารย์สุรพลมีอำนาจนั้น ได้สร้างบาดแผลหยั่งรากลึกเกินกว่าที่จะทำความเข้าใจให้กับใครหลายคน
(3)
คำถามก็คือ แล้วคนอย่างอาจารย์สุรพล จะเป็นคนที่ออกหน้าทำงานกับพรรคได้หรือไม่
แน่นอนว่า เป็นไปได้ในทางการเมือง การเปลี่ยนความคิดคนที่อยู่ตรงข้ามให้มาสนับสนุนพรรคได้ ถือเป็นความสำเร็จประการหนึ่ง
แต่พรรคประชาชนนั้นไม่ได้เหมือนพรรคการเมืองอื่นๆ พรรคนี้เกิดจากอุดมการณ์อันแรงกล้าที่ต้องการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ต้องการ Break the Cycle ทำลายวงจรอุบาทว์ทางการเมืองไทย หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ ใช้อุดมการณ์เป็นตัวขับเคลื่อน และคนที่เชื่อถือพรรคนี้ตลอดมานับตั้งแต่วันแรกก็เชื่อว่าสิ่งนี้จะไม่เปลี่ยน
เมื่อถึงวันหนึ่ง จากพรรคสตาร์ทอัพ พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน กลายเป็นพรรคระดับชาติอย่างรวดเร็ว ใช่ พรรคการเมืองถือเป็น ‘ยานพาหนะ’ เพื่อขับเคลื่อนทางการเมือง ไม่ให้ประชาชนต้องออกแรงลงถนน หากแต่ใช้สนามทางการเมืองต่อสู้ผ่านรัฐสภา
แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การเป็นพรรคระดับชาตินั้น ทำให้หลายคนอยากใช้พรรคนี้เป็นทางลัดในการแสวงหาอำนาจเช่นเดียวกัน
และนั่นเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องเผชิญ พรรคประชาชนเองก็ไม่มีข้อยกเว้น
แน่นอนว่า คนส่วนใหญ่ที่อยู่ร่วมกับพรรคประชาชนตั้งแต่วันแรก ไม่ได้ต้องการเลือดบริสุทธิ์ แต่ต้องการเห็นว่า คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้น ‘เปลี่ยน’ อย่างไร ทำงานกับพรรคอย่างไรบ้าง และใช้ศักยภาพจากที่เคยอยู่ฝั่งตรงข้ามมาเพื่อช่วยพรรคอย่างไร มากกว่าที่อยู่ดีๆ จะเปิดตัวเหาะลงมารับตำแหน่งใหญ่ เป็นทีมงานผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานที่ปรึกษา โดยไม่มีทั้งคำอธิบายและคำชี้แจงถึงพฤติกรรมในอดีต
การเหาะลงมาของอาจารย์สุรพลเช่นนี้ จึงทำให้แรงเสียดทานและแรงต่อต้านรุนแรงเกินกว่าที่ควรจะเป็น
ถึงตรงนี้ สิ่งที่สะท้อนชัดภายใต้การทำงานของพรรคประชาชนก็คือ พรรคเริ่มออกห่างจากมวลชน ออกห่างจากผู้สนับสนุนของตัวเอง เลือกวิธีการไปสู่เป้าหมาย โดยอาจหลงลืมไปว่า ‘ราก’ นั้นมาจากไหน ‘ที่มา’ ของแต่ละคนเป็นอย่างไร
วันนี้ หลายคนพูดตรงกันว่า หากมีพรรคในซีกนี้ที่ดีกว่าพรรคส้ม พวกเขาก็พร้อมพิจารณา เป็นแบบเดียวกับที่ในอดีต หลายคนจำใจเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะเป็นพรรคซีกประชาธิปไตยพรรคเดียว
(4)
ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อจะบอกว่าพรรคประชาชนกำลังจะล่มสลาย หรือจะสูญเสียศรัทธาทั้งหมดในชั่วข้ามคืน แต่สิ่งที่อยากย้ำคือ ‘ความไว้ใจ’ ที่ประชาชนมอบให้พรรคนี้ไม่เคยได้มาง่ายๆ
มันถูกสะสมทีละเล็กทีละน้อย ผ่านการต่อสู้ ผ่านความเจ็บปวด ผ่านการสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า ยอมหวัง ยอมฝัน ทั้งที่รู้ว่าปลายทางอาจถูกยุบ ถูกตัดสิทธิ ถูกพรากชัยชนะไปต่อหน้าต่อตา แต่ก็ยังเลือก เพราะเชื่อว่าพรรคนี้ ‘ไม่เหมือนใคร’ และจะ ‘ไม่เป็นเหมือนใคร’
เมื่อใดที่พรรคเริ่มคำนวณว่า ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ประชาชนจะยังอยู่ตรงนี้ จะกาบัตรให้ จะออกมาปกป้องให้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อนั้นเองที่เส้นบางๆ ระหว่างการ ‘เชื่อมั่นในฐานเสียง’ กับการ ‘เห็นประชาชนเป็นของตาย’ ถูกก้าวข้ามไปแล้ว
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนเราเสมอว่า ไม่มีพรรคใดยิ่งใหญ่เกินกว่าประชาชน ไม่มีชัยชนะแบบถล่มทลายครั้งใดที่ถาวร และคะแนนเสียงที่เคยท่วมท้นก็เคยหดหายมาแล้ว เมื่อผู้ที่ได้รับมันเริ่มลืมว่ามันมาจากไหน
เสียงที่ประชาชนมอบให้ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่พรรคเป็นเจ้าของ แต่เป็นเพียง ‘สิ่งที่ยืมมา’ และต้องพิสูจน์ตัวเองทุกวัน เพื่อรักษาสิทธิในการถือมันต่อไป วันที่หลายคนเริ่มพูดว่า “ถ้ามีพรรคที่ดีกว่านี้ ก็พร้อมจะย้าย” นั่นไม่ใช่คำขู่ แต่คือเสียงเตือนด้วยความหวังดี จากคนที่ยังอยากให้พรรคนี้ไปต่อ
การแต่งตั้งอาจารย์สุรพลครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่เป็นเรื่องของ ‘ท่าที’ ว่า พรรคยังฟังคนที่เดินมาด้วยกันตั้งแต่วันแรกอยู่หรือไม่ หรือเริ่มคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่า เก่งกว่า และไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับใครอีกต่อไป
(5)
ฉะนั้น สิ่งที่อยากฝากไว้กับพรรคประชาชน ในวันที่กลายเป็นพรรคระดับชาติ มีอำนาจต่อรอง มีคนต่อแถวอยากเข้ามาเกาะเกี่ยวคือ จงยืนตัวตรง ตั้งหลักให้มั่น กลับไปทบทวนว่า ‘ราก’ ของตัวเองอยู่ตรงไหน และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนนับล้านเลือกเดินตามมาตั้งแต่ต้น
เพราะในวันที่พรรคยืนได้ด้วยตัวเอง ยืนได้เพราะประชาชน ไม่ใช่เพราะผู้อาวุโสคนใด ไม่ใช่เพราะแนวร่วมหน้าใหม่คนใด และไม่ใช่ด้วยการ ‘ต่อรอง’ กับชนชั้นนำเพียงอย่างเดียว แต่คือความไว้ใจ และคือความเชื่อว่า พรรคนี้จะเปลี่ยนประเทศนี้ให้ดีขึ้นได้
ฉะนั้น จงอย่าทิ้งความเชื่อนี้ไป และไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ตาม โปรดอย่าแม้แต่วินาทีเดียว เห็น ‘ประชาชน’ เป็นของตาย
เรื่อง: สุภชาติ เล็บนาค
ภาพ: อภิสรา วิเศษบุญลือ
#พรรคประชาชน

คนรักรถไฟห้ามพลาด ‘JRM2026’ ชวนชมโลกโมเดลรถไฟจำลอง ที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ 6-7 มิถุนายนนี้งาน ‘JRM2026: Raillation ความส...
06/06/2026

คนรักรถไฟห้ามพลาด ‘JRM2026’
ชวนชมโลกโมเดลรถไฟจำลอง
ที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ 6-7 มิถุนายนนี้
งาน ‘JRM2026: Raillation ความสัมพันธ์ระหว่างราง’ กลับมาอีกครั้งในรอบ 2 ปี ชวนคนรักรถไฟและครอบครัวสัมผัสโลกของรถไฟจำลอง ผ่านเลย์เอาต์ขนาดใหญ่ ระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายน 2569
วันนี้ (6 มิถุนายน 2569) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เปิดพื้นที่ต้อนรับคนรักรถไฟในงาน ‘JRM2026: Raillation ความสัมพันธ์ระหว่างราง’ งานจัดแสดงโมเดลรถไฟจำลองที่ต้องการนำเสนอว่า รถไฟไม่ได้เป็นเพียงของสะสมหรือพาหนะ แต่ยังเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงผู้คน ความทรงจำ และเรื่องราวระหว่างการเดินทางเข้าไว้ด้วยกัน
สำหรับกิจกรรมในงาน มีตั้งแต่การจัดแสดงรถไฟจำลองในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ Model Train Showcase การจัดแสดงรถไฟจำลองบนเลย์เอาต์ขนาดใหญ่, Rental Layout พื้นที่สำหรับนำรถไฟจำลองส่วนตัวมาวิ่ง, Beginner Zone สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นสะสมและเล่นโมเดลรถไฟ ไปจนถึง Mini Diorama Workshop ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานสร้างโลกจำลองขนาดเล็กด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ ในงานยังมี Personal Collection การจัดแสดงของสะสมจากนักสะสมรถไฟจำลอง, T-Trak Contest การประกวดสร้างสรรค์ฉากและโลกจำลอง รวมถึงพื้นที่จำหน่ายโมเดลรถไฟและอุปกรณ์ ตลอดจน Kids Zone สำหรับเด็กที่ต้องการทดลองเล่นรถไฟจำลอง
ขณะเดียวกัน ยังมีพื้นที่ให้ผู้มีประสบการณ์ในแวดวงรถไฟมาถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังเกี่ยวกับระบบราง การเดินทาง และวัฒนธรรมรถไฟ ด้านการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่งต่อความรู้เกี่ยวกับรถไฟ พร้อมจัดกิจกรรมรณรงค์ด้านความปลอดภัยภายใต้แนวคิด Mission Zero
ค่าเข้าชมงาน JRM2026 สนนราคาสำหรับผู้ใหญ่ราคา 50 บาท และเด็ก 20 บาท โดยบัตรสามารถใช้เข้า-ออกงานได้ไม่จำกัดภายในวันที่ซื้อบัตร และเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. บริเวณประตู 4 ชั้น M สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์
ภาพ: นนท์ มีวัฒนานนท์
#รถไฟ #รถไฟจำลอง

06/06/2026

b-holder สัปดาห์นี้ ชวนรู้จักตัวตนและเส้นทางการเมืองของ กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) จากกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว อดีต สก.เขตทุ่งครุ จากจุดเปลี่ยนในชีวิตนักธุรกิจ สู่การทำงานในสภา กทม. ท่ามกลางนักการเมืองหลากรุ่น หลายพรรค ภายใต้ร่มเงาของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

เขาประเมินการทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ชัชชาติที่ผ่านมาอย่างไร วางเส้นแบ่งระหว่างการร่วมงานกับการตรวจสอบไว้ตรงไหน พร้อมเปิดแผนรอบใหม่ในร่มนโยบาย กทม. ทั้งเรื่องสาธารณสุข การเดินทาง น้ำท่วมและคุณภาพชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาและต่อจากนี้ คนทุ่งครุจะได้เห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงและวัดผลได้จริง

#เพื่อไทยLifeลงตัว #เพื่อไทย #กิตติพงศ์รวยฟูพันธ์

ชีวิตสีควันที่พลิกผันสู่เหลืองจีวรของ ‘พระมนตร์ธัช’ กับบุหรี่มวนสุดท้ายที่ดับได้ด้วยลมใต้ปีก“ก่อนนี้ก็เลิกมาหลายครั้งแล้...
06/06/2026

ชีวิตสีควันที่พลิกผันสู่เหลืองจีวร
ของ ‘พระมนตร์ธัช’
กับบุหรี่มวนสุดท้ายที่ดับได้ด้วยลมใต้ปีก
“ก่อนนี้ก็เลิกมาหลายครั้งแล้วล่ะ บางคราวทนได้แป๊บๆ บางคราวนานหน่อย แต่สุดท้ายกลับไปสูบตลอด ชีวิตสมัยเป็นฆราวาสมันมีเรื่องให้เครียดทุกวัน ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ก็ต้องพึ่งสิ่งคลายเครียด”
พระมนตร์ธัช นำแสงรังษี ย้อนเล่าถึงช่วงชีวิตแสนสะบักสะบอมเมื่อครั้งยังหนุ่มกว่านี้ เขานิยามตนเองเป็นหลายสิ่ง ทั้งเด็กคลุกฝุ่น วัยรุ่นขาโจ๋ ไอ้หนุ่มตังเก คนขับรถ กรรมกรหาเช้ากินค่ำและนักเลงเก่า คำเตือนแรกที่หลวงพ่อมอบให้คือ ชีวิตของเขาไม่สวยหรูนัก เป็นเส้นทางสีทึมเทาไม่ต่างกับควันของสิ่งเสพติดที่อยู่กับเขามาค่อนชีวิต
“มวนแรก (หัวเราะ) สมัยรุ่นๆ นู่นเลย จุดเริ่มต้นไม่ได้ต่างจากคนอื่นที่สูบนักหรอก เกิดจากความอยากรู้อยากลองตอนอยู่กับเพื่อน สมัยอายุ 17-18 ได้มั้ง จำได้ว่าอาตมายังอยู่บ้านเกิดที่แม่กลองอยู่เลย เป็นช่วงปิดเทอมที่ต้องหาบเร่ขายน้ำปลาหากะตังค์
“พอเริ่มติดก็สูบอย่างนั้นมาตลอด คิดถัวๆ ซองหนึ่งจะอยู่ได้สัก 2-3 วัน ซึ่งถ้าพูดตรงๆ เทียบกับสังคมรอบตัวที่สูบกันมวนต่อมวน หมดกันเป็นซองๆ ในวันเดียว อย่างอาตมานี่ไม่ได้ถือว่าสูบจัดอะไรเลย”
• พระพุทธศาสนากับบุหรี่
หลวงพ่อมนตร์ธัชอธิบายให้ฟังว่า โดยมากแล้ว คนในพระพุทธศาสนาไม่ได้มองการสูบบุหรี่เป็นการทำผิดศีลหรือพระธรรมวินัยโดยตรง เนื่องจากไม่ใช่สุราเมรัย และไม่มีบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็น ‘มัชชะ’ ในศีลข้อ 5 หรือสิ่งที่ก่อความมึนเมาให้กับร่างกาย ภิกษุบางรูปจึงเลือกเข้าไปสู่ทางธรรมโดยไม่ตัดขาดจากสหายเก่าแก่ที่มีชื่อว่านิโคตินเสียทีเดียว หลวงพ่อมนตร์ธัชเองก็เป็นพระรูปหนึ่งที่บวชเข้ามาโดยยังสูบอยู่ แม้ว่าการสูบบุหรี่จะไม่ใช่กิจปกติของสงฆ์ และมีพระ รวมถึงศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มองการสูบบุหรี่เป็นการบั่นทอนชีวิตของตนเองให้สั้นลงก็ตาม
“ที่ชัดเจนที่สุดคือ สายตาตัดสินของญาติโยม แม้ว่าพระภิกษุจะไม่สูบบุหรี่กันโจ่งแจ้งอยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถปิดบังกันไปตลอดได้ ความอยากบุหรี่มันผูกติดมากับกิจวัตรประจำวัน บ่มมากับนิสัยตอนเป็นฆราวาส อย่างอาตมาช่วงบวชใหม่ๆ ความอยากจะเริ่มมาตอนฉันเสร็จ หรือหลังเสร็จกิจในสุขา เพราะตอนยังไม่บวชเราก็มักจะอาศัยจังหวะแบบนี้หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ”
• บทบาทของสายด่วน
เนื่องจากได้ยินเรื่องราวการเลิกบุหรี่ของหลวงพ่อมาว่ามีชนวนหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ของศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ หน่วยบริการร่วมในระบบบัตรทองที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคน ทุกสิทธิการรักษา โทรเข้ามารับบริการคำปรึกษา และวางแผนการเลิกบุหรี่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
เรื่องแรกๆ ที่เราอดนมัสการถามไม่ได้คือ นึกอย่างไรถึงติดต่อไป
และคำตอบที่ได้ยินไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิดเอาไว้เลย
“อาตมาไม่ได้เป็นคนโทรหรอก สายด่วนเขาต่างหากที่ติดต่อมา อาตมาอุปสมบทเข้ามาที่นี่ (วัดอนัมนิกายาราม หรือที่เรียกติดปากกันว่า วัดญวนบางโพ) ด้วยวัยและปัญหาสุขภาพที่สะสมมาหลายปี ถึงจุดที่ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาล แล้วบางทีด้วยอาการความดันสูง เหนื่อยง่าย ปวดเมื่อย ก้าวขาขึ้นบันไดเตี้ยๆ ยังไม่ไหวเลย ไหนจะเบาหวานอีก สายด่วนกับทางโรงพยาบาลเขาส่งเรื่องให้กันอยู่แล้ว ถึงได้รู้ว่าต้องติดต่อหาใคร
“ถามว่าคุยอะไรกัน จริงๆ ไม่ได้คุยมากมาย เขาโทรมาถามไถ่ทุกเดือน ให้คำแนะนำบ้าง บอกวิธีลดหรือตัวช่วยทดแทน อาตมาฟังแล้วทำตามในสิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่ทุกอย่างจะเหมาะกับทุกคน ไม่มีใครรู้จักตัวเองดีไปกว่าตัวเรา อาตมารู้ดีว่าสำหรับตัวอาตมาวิธีไหนจะได้ผลชะงัด มันต้องหักดิบเท่านั้น ไม่มีต่อรอง”
• ทิศทางลมที่เปลี่ยนไป กับกองไฟที่ตั้งใจจะดับมาตั้งแต่แรก
“เลิกขาดมาตั้งแต่ปี 2566 ฉะนั้นถึงวันนี้เกือบ 2 ปีแล้ว ย้อนกลับไปตอนนั้น ถ้าไม่นับเรื่องสุขภาพ ครอบครัวที่กำลังเติบโต คือแรงสะกิดสำคัญที่ทำให้คิดเลิก ถึงไม่มีหมอเตือน ไม่มีสายด่วนโทรมา อาตมาก็ตั้งใจแต่แรกว่า ลูกชายคนโตมีหลานเมื่อไรจะต้องเลิกให้ขาด ช่วงนั้นลูกชายคนเล็กเข้าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อพอดี ปัญหาสุขภาพที่รุมเร้าทำให้เรากลัวว่าจะอยู่ส่งเขาได้ไม่ถึงฝั่ง
“ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับสาย อาตมาถึงแน่วแน่มาตลอด ไม่คิดเผื่อใจไว้ในกรณีที่ไม่สำเร็จเลย อย่างไรก็ต้องสำเร็จให้ได้”
ช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดคือ เดือนแรกหลังโยนไฟแช็กและบุหรี่ทุกมวนที่มีทิ้งไป หลวงพ่อยืนยันในฐานะคนที่เลิกมาหลายครั้งว่า เมื่อผ่านเดือนแรกไปได้ ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลทางการแพทย์ที่มักระบุให้ช่วงเวลาอันเข้มข้น 2-4 สัปดาห์แรกเป็น Golden Time แห่งการเลิกบุหรี่ ซึ่งผู้เลิกจะต้องใส่ใจกำจัดสิ่งเร้าและรับมือกับอาการถอนบุหรี่ให้ถูกวิธี
“แต่ถึงจะผ่านพ้นเดือนแรกจนรู้สึกเหมือนเอาชนะตัวเองได้แล้ว สิ่งถัดมาที่ต้องระวังให้มากคือความชะล่าใจ ครั้งที่ผ่านมาไม่ใช่อาตมาเลิกไม่ได้ เลิกขาดเป็นปีก็เคยมาแล้ว โดยเฉพาะสมัยที่ทำงานเป็นโชเฟอร์ขับรถรับส่งนาย ถ้านายไม่ชอบ เราก็ไม่มีทางเลือก ต้องเลิกให้ขาด
“แต่ที่สุดท้ายกลับมาตายรังอยู่ดี เพราะมาชะล่าใจเอาตอนหลัง คิดว่าแน่ เลิกขาดแล้ว ฉะนั้นก็เอาสักหน่อย ดูดต่อจากเพื่อนบ้างล่ะ แค่ตัวเดียวบ้างล่ะ ครึ่งตัวบ้างล่ะ เหลือก้นแค่ปื้ดเดียวบ้างล่ะ พังกันมาเยอะกับไอ้คำว่า แค่ นี่แหละ”
• คำแนะนำจากรุ่นพี่ (อดีต) สิงห์อมควัน
นอกจากอนาคตครอบครัวกับวิถีชีวิตของสงฆ์ที่เอื้อให้จิตใจนิ่งสงบมากขึ้นแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่บันดาลใจให้พระมนตร์ธัชไม่นึกอยากกลับไปสูบคือ สุขภาพที่ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
แน่นอนว่า ไม่ใช่โรคภัยทุกอย่างจะหายเป็นปลิดทิ้ง แต่อย่างน้อยที่สุด เขากลับมาเดินเหินคล่องแคล่วไม่เหนื่อยหอบ อารมณ์ที่เคยแปรปรวนไปตามสภาพร่างกายและอาการเจ็บป่วยก็กลับมาสงบนิ่ง
“ข้อคิดชีวิตที่สำคัญที่สุด อาตมาได้มาจากพระธุดงค์รูปหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ยังไม่บวช อาตมามีโอกาสไปตามพระธุดงค์ที่จังหวัดเลย เส้นทางต้องลัดเลาะเขาขึ้นไปทางภูเรือ เดินลำบากมาก ข้าวของที่แบกอยู่ก็หนักพะรุงพะรัง
“อาตมามองไม่ออกเลยในตอนนั้นว่า จะเดินเท้าขึ้นไปถึงยอดได้อย่างไร ที่หมายมันอยู่ไกลมาก ไกลออกไปหลายสิบกิโล พระรูปนั้นเหมือนอ่านใจอาตมาออก ท่านว่า ‘โยม เลิกแหงนหน้ามองยอดเขา แล้วสนใจทางข้างหน้าเถอะ อย่าไปทุกข์กับอนาคต อยู่กับปัจจุบันก็พอ’ เชื่อไหม พอทำตามท่านว่า อาตมาก็ทุกข์น้อยลงทันที มัวแต่จดจ่ออยู่กับทางข้างหน้า จนรู้ตัวอีกทีก็ถึงที่หมาย
“การเลิกบุหรี่ก็ไม่ต่างกับเส้นทางธุดงค์วันนั้นมากนักหรอกโยม ใครก็ตามที่อยากเลิก แต่รู้สึกว่ามันยาก แทนที่จะนั่งกลัวภาพในอนาคต กังวลว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างอดทนอดกลั้นอย่างนี้อีกกี่เดือนหรือกี่ปี โยมปล่อยวางเรื่องทั้งหมดนั้นลงก่อน แล้วจดจ่ออยู่กับสิ่งที่พอจะทำได้ในวันนี้ดูหรือยัง”
#สปสช #บัตรทอง #บุหรี่ #เลิกบุหรี่ #สายด่วนเลิกบุหรี่

ที่อยู่

33 พระราม9 ซอย 26 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Momentumผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Momentum:

แชร์