Rainmaker Content Creator Community
ข่าว, บทความ, ข้อมูลสำหรับคนที่รักในการทำ Content ออนไลน์

🔔 เปิดรับสมัครน้องฝึกงาน The Zero Junior รุ่นที่ 14 จำนวน 9 ตำแหน่ง ‼ ชาวเดอะซีโร่ ขอคนพร้อมเปียก เพราะที่นี่สาดกันทั้งว...
11/09/2026

🔔 เปิดรับสมัครน้องฝึกงาน The Zero Junior รุ่นที่ 14 จำนวน 9 ตำแหน่ง ‼ ชาวเดอะซีโร่ ขอคนพร้อมเปียก เพราะที่นี่สาดกันทั้งวัน! เอ้า สาดไปครับสมาชิก! 💦
น้องฝึกงานจะได้ร่วมงานกับพี่ๆ จากเพจ MangoZero, RAiNMaker และ The Zero Production
ฝึกงานช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป (พิจารณาผู้ที่ฝึกได้ 2 เดือนขึ้นไปเท่านั้น)
โดยในครั้งนี้ The Zero Junior #14 เปิดรับถึง 9 ตำแหน่ง ได้แก่
🗂 Account Executive 1 ตำแหน่ง
📝 Creative Content 4 ตำแหน่ง
🎨 Graphic Designer 2 ตำแหน่ง
🎬 Video Editor 2 ตำแหน่ง
🩷 เปิดรับตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน - 25 กันยายนนี้
⭐ ประกาศผลวันที่ 28 กันยายน 2569
🧑🏻💻 ฝึกงานในช่วงเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ 2569 (หรือตามกำหนดการของมหาวิทยาลัย)
📍 สถานที่ปฏิบัติภารกิจและการเข้างาน
🚄 ใกล้ MRT สามย่าน
🙋🏻 เข้าออฟฟิศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-19.00 น.
📕 หมายเหตุ น้องๆ ต้องมีอุปกรณ์ทำงานส่วนตัวในการทำงานในทุกตำแหน่งนะ!
✏ หากสนใจอยากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ The Zero Junior #14 สามารถส่งรายละเอียดการแนะนำตัวเฟี้ยวๆ พร้อม Resume / Portfolio มาที่ [email protected] ระบุหัวข้ออีเมล: “สาดไปครับสมาชิก(ตำแหน่ง)” ได้เลย!

----
💙 ช่องทางการติดตาม RAiNMaker 💙
→ Facebook: Rainmaker
→ Instagram:
→ TikTok:
→ X:
→ YouTube: RAiNMaker

🔔 เปิดรับสมัครน้องฝึกงาน The Zero Junior รุ่นที่ 14 จำนวน 9 ตำแหน่ง ‼ ชาวเดอะซีโร่ ขอคนพร้อมเปียก เพราะที่นี่สาดกันทั้งวัน! เอ้า สาดไปครับสมาชิก! 💦
น้องฝึกงานจะได้ร่วมงานกับพี่ๆ จากเพจ MangoZero, RAiNMaker และ The Zero Production
ฝึกงานช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป (พิจารณาผู้ที่ฝึกได้ 2 เดือนขึ้นไปเท่านั้น)
โดยในครั้งนี้ The Zero Junior #14 เปิดรับถึง 9 ตำแหน่ง ได้แก่
🗂 Account Executive 1 ตำแหน่ง
📝 Creative Content 4 ตำแหน่ง
🎨 Graphic Designer 2 ตำแหน่ง
🎬 Video Editor 2 ตำแหน่ง
🩷 เปิดรับตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน - 25 กันยายนนี้
⭐ ประกาศผลวันที่ 28 กันยายน 2569
🧑🏻💻 ฝึกงานในช่วงเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ 2569 (หรือตามกำหนดการของมหาวิทยาลัย)
📍 สถานที่ปฏิบัติภารกิจและการเข้างาน
🚄 ใกล้ MRT สามย่าน
🙋🏻 เข้าออฟฟิศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-19.00 น.
📕 หมายเหตุ น้องๆ ต้องมีอุปกรณ์ทำงานส่วนตัวในการทำงานในทุกตำแหน่งนะ!
✏ หากสนใจอยากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ The Zero Junior #14 สามารถส่งรายละเอียดการแนะนำตัวเฟี้ยวๆ พร้อม Resume / Portfolio มาที่ [email protected] ระบุหัวข้ออีเมล: “สาดไปครับสมาชิก(ตำแหน่ง)” ได้เลย!

----------------
ติดตามพวกเราได้ที่
Website : mangozero
X :
YouTube : Mango Zero
Instagram :
Tiktok :

🕵️‍♀️🥓 ชาวเน็ตจับผิดโปสเตอร์ ‘ลอยกะเธอ’ Serious Bacon ศิลปินยืนยันว่าไม่ได้ใช้ AI 100% พาถอดบทเรียนดราม่าและหาทางออกเกิด...
11/09/2026

🕵️‍♀️🥓 ชาวเน็ตจับผิดโปสเตอร์ ‘ลอยกะเธอ’ Serious Bacon ศิลปินยืนยันว่าไม่ได้ใช้ AI 100% พาถอดบทเรียนดราม่าและหาทางออก
เกิดเป็นดราม่าที่ชาวเน็ตกำลังถกเถียงกันอยู่บน X(Twitter) ในขณะนี้ หลังจากดูโอ้วงป๊อปอารมณ์ดีอย่าง Serious Bacon ประกาศคอนเสิร์ต ‘ลอยกะเธอ’ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2569 แต่ประเด็นที่ไปเตะตาชาวเน็ตคือโปสเตอร์ย้อนยุคสีสันจัดจ้านที่มีสไตล์คล้ายกับงาน AI จนเกิดเป็นคำถามและการจับผิดรายละเอียดว่าภาพนี้เป็นผลงานจากฝีมือมนุษย์หรือถูกสร้างขึ้นด้วย AI กันแน่
แม้ทาง Official Account ของ Serious Bacon จะรีบเคลื่อนไหวออกมาชี้แจงทันที พร้อมแท็กทีมผู้จัดยืนยันเสียงแข็งว่าโปสเตอร์ชิ้นนี้ “สร้างขึ้นจากงานฝีมือของมนุษย์ 100% ไม่ได้ใช้ AI” แต่ดูเหมือนกระแสวิพากษ์วิจารณ์จะยังไม่จบลงง่าย ๆ
เมื่อนักสืบโซเชียลต่างพากันขุดคุ้ยดีเทลยิบย่อยในภาพมาถกเถียงกันต่อ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของลูกปัดทองตรงสร้อยที่ฝั่งซ้ายมี 5 ลูกแต่ฝั่งขวาแอบมี 4 ลูก, ปกเสื้อของผู้ชายที่ดูเบี้ยวไม่ตรงกลางแถมกระดุมยังแปลกตา, ดีเทลซุ้มปาลูกโป่งด้านหลังที่ลูกโป่งดันไม่แตก ไปจนถึงลักษณะของแท่งไฟนีออนรูปดาวที่ดูไม่เหมือนกัน ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้มักเป็นจุดที่ชาวเน็ตคุ้นเคยจากภาพที่สร้างด้วย AI
มุมมองจากสังคม เมื่อความไว้วางใจในงานศิลปะสั่นคลอน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Serious Bacon นั้นสะท้อนให้เห็นบริบทของสังคมยุคปัจจุบันอย่างชัดเจนว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่ผู้คนมีความระแวงและตั้งข้อจับผิดทุกครั้งที่เห็นงาน Artwork สวยสะดุดตา ทุกคนพร้อมใจกันสวมบทนักสืบเพื่อส่องหาเบาะแสของ AI ทันทีที่เห็นภาพปล่อยออกมา
ความอ่อนไหวนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในปัจจุบัน สังคมส่วนใหญ่ยังคงให้คุณค่าและยกย่องงานศิลปะที่มาจากฝีมือมนุษย์มากกว่า และในขณะเดียวกันกระแสต่อต้าน AI Art ก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากมุมมองที่ว่าการใช้ AI ทำงานกราฟิกหรือศิลปะ คือการขโมยสไตล์และลายเส้นจากน้ำพักน้ำแรงของศิลปินตัวจริง
แต่อีกฝั่งของชาวเน็ตก็ออกมาตั้งคำถามเช่นกันว่า “ถ้าสุดท้ายแล้วภาพนี้เป็นฝีมือมนุษย์ทำจริง ๆ ตัวศิลปินและคนวาดจะรู้สึกยังไง?” เมื่อผลงานที่ตั้งใจทุ่มเทแรงกายแรงใจทำขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อ กลับถูกด้อยค่าและถูกเหมารวมอย่างรวดเร็วว่าเป็นผลงานจาก AI เพียงเพราะความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือสไตล์ภาพที่บังเอิญไปตรงกับ AI พอดี
ทางออกของดราม่าในยุคที่ AI มีบทบาทในวงการครีเอทีฟ
จากกรณีนี้และหลาย ๆ กรณีที่ผ่านมาก็ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่าวิธีที่ดีที่สุดและทรงพลังที่สุดในการปิดจบดราม่าและคืนความยุติธรรมให้คนทำงาน คือการที่ศิลปินหรือทีมเบื้องหลังออกมาโพสต์แสดงขั้นตอนการทำงานให้เห็นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคลิป Speed Paint, เลเยอร์ในโปรแกรมวาดภาพ หรือภาพร่างเบื้องต้น เพราะหลักฐานเหล่านี้คือเครื่องมือชิ้นดีที่จะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และตัดจบดราม่าในโลกโซเชียลได้อย่างรวดเร็วก่อนที่เรื่องจะลุกลามใหญ่โต
ท้ายที่สุด ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่น่าเห็นใจฝั่งคนทำงานเช่นกัน เมื่อศิลปินหรือผู้จัดคอนเสิร์ตปล่อยผลงานออกมาทีไร นอกจากจะต้องลุ้นให้คนซื้อบัตรแล้ว ยังต้องเตรียมรับมือกับแรงกระแทกจากชาวเน็ตที่อาจจับผิดผลงานได้ทุกเมื่อ เรื่องบทบาทของ AI ในวงการครีเอทีฟจึงยังเป็นเรื่องที่หาทางลงไม่ได้และยังคงต้องจับตาดูทิศทางกันต่อไป
#ลอยกะเธอ
----
💙 ช่องทางการติดตาม RAiNMaker 💙
→ Facebook: Rainmaker
→ Instagram:
→ TikTok:
→ X:
→ YouTube: RAiNMaker

เปลี่ยน Tag Post มาโชว์หน้าโปรไฟล์ได้แล้ว Instagram อัปเดตฟีเจอร์เอาใจสายแชร์ ให้ Grid พิเศษขึ้นไม่ต้อง Repost ซ้ำInstag...
11/09/2026

เปลี่ยน Tag Post มาโชว์หน้าโปรไฟล์ได้แล้ว Instagram อัปเดตฟีเจอร์เอาใจสายแชร์ ให้ Grid พิเศษขึ้นไม่ต้อง Repost ซ้ำ
Instagram เตรียมให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มภาพที่ถูกแท็กมาขึ้นหน้า Profile Grids ของตัวเองได้ จากเดิมที่โพสต์ของคนอื่นที่แท็กมาหาเราจะจะแสดงอยู่ภายในแท็บ Tagged แยกออกจากคอนเทนต์หลักหรือหน้าโปรไฟล์เท่านั้น แต่ตอนนี้ผู้ใช้นำโพสต์มาแสดงบน Profile Grid หลักได้โดยตรง
ทำให้การอัปเดตครั้งนี้กลายเป็นอัปเดตสำคัญที่ให้ผู้ใช้จัดหน้า Profile Grid ได้มากขึ้นกว่าเดิม และรูปไหนที่ถูกแท็กแล้วชอบ ก็นำมาแสดงหน้า Grid ได้เลย โดยเฉพาะครีเอเตอร์และแบรนด์ที่สามารถเปลี่ยน Grid ให้กลายเป็นทั้ง Portfolio, Social Proof และพื้นที่รวบรวมผลงานจากคนรอบตัวได้ในที่เดียว
📁 วิธีเพิ่ม Tagged Post
▪️กดเพิ่มจากข้อความแจ้งเตือนใน DM (Direct Message) เมื่อมีคนแท็ก
▪️เลือกเมนูบนโพสต์ต้นฉบับที่เราได้รับการแท็ก
▪️กดค้างที่โพสต์ภายในแท็บ Tagged แล้วเลือก “Add to grid”
▪️จากนั้นรูปที่ถูกแท็กมาก็จะไปแสดงขึ้นหน้า Profile Grid ทันที และโพสต์จะแสดงเรียงลำดับจาก▪️ช่วงเวลาที่ถูกแท็กจากโพสต์เก่าไปใหม่เป็นค่าเริ่มต้น แต่ผู้ใช้สามารถนำฟีเจอร์ Reorder Grid ที่ Instagram เปิดตัวไปก่อนหน้านี้มาจัดตำแหน่งรูปบน Profile Grid ได้อีกที
แต่ถ้าไม่ต้องการแสดงโพสต์บน Grid แล้วก็สามารถนำออกได้ โดยไม่กระทบต่อโพสต์ต้นฉบับและโพสต์จะยังคงอยู่ในแท็บ Tagged ตามเดิม ซึ่งผู้ที่สามารถมองเห็นโพสต์ได้จะยังขึ้นอยู่กับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของทั้ง 2 แอ็กเคานต์ทั้งคนที่แท็ก และคนที่ถูกแท็กนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกระหว่าง “Tagged Post” และ “Collab Post” ให้ออกจากกันด้วย เพราะแม้ 2 ฟีเจอร์นี้จะมีความคล้ายกัน และแสดงหน้า Profile Grid ด้วย แต่ Collab Post จะต้องให้เจ้าของโพสต์ส่งคำเชิญ (Invire) ให้อีกแอ็กเคานต์เข้ามาเป็นผู้ร่วมโพสต์ และต้องมีการกดตอบรับ (Accept) เพื่อแชร์ยอดไลก์ คอมเมนต์ และการมีส่วนร่วมของโพสต์เดียวกันได้
ส่วนฟีเจอร์ใหม่เจ้าของโพสต์แค่แท็กแอ็กเคานต์อื่นตามปกติ จากนั้นผู้ถูกแท็กจึงตัดสินใจเองว่าจะนำโพสต์มาแสดงบนหน้า Grid หรือไม่ โดยไม่ได้กลายเป็นเจ้าของหรือผู้เขียนร่วมของโพสต์ และไม่ใช่การอัปโหลดคอนเทนต์ขึ้นใหม่ด้วย
ฉะนั้น หากเจ้าของโพสต์ลบโพสต์ นำแท็กออก หรือเปลี่ยนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว การแสดงผลบนโปรไฟล์ของผู้ถูกแท็กก็อาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ทำให้หน้า Profile Grid บน Instagram ตอนนี้เป็นเหมือนกับคลังคอนเทนต์มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ครีเอเตอร์และแบรนด์ก็ต้องเลือกว่าจะเลือกโพสต์ไหนขึ้นมาโชว์ และไม่ควรนำขึ้นมาโชว์ทุกโพสต์ที่ถูกแท็ก ทำให้ Instagram ในตอนนี้ไม่ได้แข่งเรื่อง Video Engagement กับ TikTok เท่านั้น
แต่ยังแข่งกับ YouTube และ Netflix หรือทุกเอ็นเตอร์เทนเมนต์แพลตฟอร์มด้วย เพราะ User Engagement และ Community Interaction สำคัญมากในยุคนี้ เพื่อให้ผู้ใช้กลับมายังหน้าฟีดของแพลตฟอร์มเสมอ

-----
💙ช่องทางการติดตาม 💙
→ Facebook: Rainmaker
→ Instagram:
→ TikTok:
→ X:
→ YouTube: RAiNMaker

เมื่อ AI ปลอม Process ได้ แค่ Screen Record อาจไม่พอ! หลัง ‘Animator’ ไทยคอลแลป ‘TangBadVoice’ ตั้งกล้องถ่ายเบื้องหลัง พ...
11/09/2026

เมื่อ AI ปลอม Process ได้ แค่ Screen Record อาจไม่พอ! หลัง ‘Animator’ ไทยคอลแลป ‘TangBadVoice’ ตั้งกล้องถ่ายเบื้องหลัง พิสูจน์งาน Human-Made ❤️
เมื่อ AI สามารถสร้างภาพและวิดีโอได้สมจริงมากขึ้น ทำให้สิ่งที่น่าจับตาไม่ได้มีเพียงการสร้างผลงานสุดท้ายแต่ยังรวมถึงความสามารถในการเลียนแบบ Process หรือกระบวนการสร้างผลงานของมนุษย์ ทำให้การอัดหน้าจอระหว่างทำงาน หรือ Screen Record ที่เคยใช้เป็นหลักฐานยืนยันการสร้างผลงาน อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
หลังจากแอ็กเคานต์ ครีเอเตอร์สายวาดและ Animator ได้เผยเบื้องหลังการทำงาน หลังมีโอกาสร่วมเป็น Animator และ Editor ในเพลง ‘ปอดเทส’ ของ TangBadVoice โดยทำงานร่วมกับ Applesoda เผยคลิปเบื้องหลังที่ถ่ายจากกล้องภายนอก ให้เห็นทั้งหน้าจอ อุปกรณ์ และกระบวนการทำงานจริง พร้อมระบุว่าเป็นการทำงานโดยมนุษย์
โดยการเลือกใช้กล้องถ่ายจากภายนอกแทนการบันทึกหน้าจอเพียงอย่างเดียว สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของวิธีการนำเสนอเบื้องหลังการสร้างผลงานในยุค AI เนื่องจากปัจจุบัน AI ไม่ได้สามารถสร้างเฉพาะภาพหรือวิดีโอเท่านั้น แต่ยังสามารถจำลองขั้นตอนการทำงานให้มีลักษณะคล้ายกับกระบวนการสร้างงานของมนุษย์ได้
เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการนำ AI มาสร้าง Timelapse ของการวาดภาพปลอมจากภาพต้นฉบับเพียงภาพเดียว โดยจำลองกระบวนการตั้งแต่การสเก็ตช์ ไปจนถึงการลงรายละเอียดบนโปรแกรมวาดภาพ ทำให้วิดีโอที่ควรใช้เป็นหลักฐานยืนยันกระบวนการสร้างงาน สามารถถูกสร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบการทำงานของศิลปินได้เช่นกัน
ซึ่งสถานการณ์ที่ผ่านมาทำให้การพิสูจน์ว่าเป็นผลงานที่สร้างโดยมนุษย์ หรือ Human-Made มีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ผลงานสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถถูกสร้างด้วย AI แต่กระบวนการที่ใช้ยืนยันว่าเป็นผลงานของมนุษย์ก็สามารถถูกเลียนแบบได้เช่นกัน
ดังนั้นหนึ่งในแนวทางที่อาจมีบทบาทมากขึ้นคือการสร้าง Proof of Work หรือหลักฐานของกระบวนการทำงาน โดยครีเอเตอร์อาจเลือกบันทึกเบื้องหลังจากมุมที่กว้างขึ้น เช่น การตั้งกล้องถ่าย Timelapse หรือ Behind the Scenes ให้เห็นทั้งมือ อุปกรณ์ หน้าจอ และสภาพแวดล้อมระหว่างการสร้างผลงาน เพื่อเพิ่มบริบทและความน่าเชื่อถือให้กับกระบวนการทำงาน
สุดท้ายนั้นในกรณีของ YVES ได้สะท้อนให้เห็นอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงของวงการ Creative เมื่อ AI สามารถเลียนแบบได้ทั้งผลงานและกระบวนการสร้างสรรค์ ส่งผลให้ในอนาคต การแสดงให้เห็นว่าใครเป็นผู้สร้างอาจมีความสำคัญไม่แพ้กับการแสดงผลงานที่สร้างเสร็จแล้วอีกต่อไป

----
💙 ช่องทางการติดตาม RAiNMaker 💙
→ Facebook: Rainmaker
→ Instagram:
→ TikTok:
→ X:
→ YouTube: RAiNMaker

Circular Economy Forum 2026 ชู ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ จากเรื่องสิ่งแวดล้อม สู่กลยุทธ์ธุรกิจ รับมือกติกาการค้าโลกใหม่ สร้างค...
11/09/2026

Circular Economy Forum 2026 ชู ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’
จากเรื่องสิ่งแวดล้อม สู่กลยุทธ์ธุรกิจ รับมือกติกาการค้าโลกใหม่ สร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจไทย
The Story Thailand จับมือหอการค้าไทย และ Circular Economy Academy by UTCC จัดงานสัมมนา ‘Circular Economy Forum 2026: Sustainability in Action’ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและกรณีศึกษาการนำ Circular Economy มาปรับใช้กับภาคธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารทรัพยากร การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดการของเสีย และการเตรียมรับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเข้ามามีบทบาทต่อการค้าและการแข่งขันในตลาดโลก
โดยงานครั้งนี้ต่อยอดจากความร่วมมือด้านเนื้อหาระหว่าง The Story Thailand หอการค้าไทย และ Circular Economy Academy by UTCC ที่ดำเนินมาตลอดประมาณ 2 ปี ผ่านการรวบรวมกรณีศึกษาจากผู้ประกอบการ 7 ราย ครอบคลุมทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก พร้อมพัฒนาเป็นบทความและ eBook ในรูปแบบ CE Playbook เพื่อให้ Circular Economy ถูกมองไกลกว่าการรีไซเคิล และสามารถนำไปเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ของธุรกิจได้จริง
ซึ่งได้ทาง คุณยุทธนา เจียมตระการ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘Circular Economy: ความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต’ โดยชี้ให้เห็นว่า Sustainability ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรม CSR ที่แยกออกจากธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อ ต้นทุน การเข้าถึงตลาด และความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบัน
พร้อมยกตัวอย่างเรื่องของ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่สะท้อนว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมกำลังส่งผลโดยตรงต่อการค้า ขณะที่กฎระเบียบอย่าง Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) และ Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR) กำลังทำให้ธุรกิจต้องมองตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้ทรัพยากร ไปจนถึงความรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของสินค้า
ขณะเดียวกันนั้นทางด้านของ ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ได้ขึ้นบนเวทีเพื่อนำเสนอ Global Circularity Protocol for Business เครื่องมือสำหรับวัดและรายงานความหมุนเวียนของวัสดุ โดยมีตัวชี้วัดที่สามารถเชื่อมโยง Circular Economy เข้ากับข้อมูลทางธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่างแนวคิด Return on Circularity (ROC) เพื่อสะท้อนผลตอบแทนจากการดำเนินงานด้าน Circularity ในมุมของนักลงทุน
อีกทั้งด้าน คุณปิยะชาติ อิศรภักดี Chief Sustainomist, BiOST, Institute of Systematic Transformation เสนอแนวคิด Sustainomy ที่เชื่อม Sustainability เข้ากับ Economy พร้อมชวนภาคธุรกิจขยับจาก Quantity of Growth ไปสู่ Quality of Growth โดยให้ความสำคัญกับความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านและการสร้าง Capacity Building ภายในองค์กร
นอกจากนั้นภายในงานยังมีกรณีศึกษาจากภาคธุรกิจที่สะท้อนว่า Circular Economy สามารถนำไปต่อยอดเป็นทั้ง การลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งทาง ‘ไทยยูเนี่ยน’ ได้นำเสนอการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ SeaChange โดยตั้งเป้าหมายที่ต้องการให้โรงงานขนาดใหญ่ 5 แห่งเดินหน้าไปสู่ Zero Food Loss, Zero Waste to Landfill และ Zero Wastewater Discharge พร้อมเพิ่มการใช้ประโยชน์จากปลาทูน่าในทุกส่วน ตั้งแต่เนื้อ กระดูก หนัง ไปจนถึงหัวปลา เพื่อสร้างมูลค่าให้กับวัตถุดิบได้มากขึ้น
และด้านของ SCGP ก็ไดเนำเสนอการใช้ Design และ Technology เพื่อทำให้บรรจุภัณฑ์ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตั้งแต่การลดความหนาของกล่องกระดาษ การออกแบบให้สามารถนำไปใช้ต่อเป็น Display หรือของเล่น ไปจนถึงการพัฒนา Mono Material อย่าง Mono PE และ Mono PP เพื่อให้นำกลับมารีไซเคิลได้ง่ายขึ้น
ซึ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ร่วมงานนั้น ทางด้านของคุณ คุณปฐมพงศ์ ดีปัญญา CEO และ Co-founder ของ DEZPAX ได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของ PPWR ที่ทำให้ธุรกิจต้องมองเรื่องบรรจุภัณฑ์ละเอียดขึ้น ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การออกแบบให้ลดการใช้ทรัพยากร การใช้ Recycled Content ไปจนถึงการเตรียมเอกสารอย่าง Declaration of Conformity (DoC)เพราะการระบุว่า
💬 รีไซเคิลได้ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงระบบคัดแยกและรีไซเคิลที่เกิดขึ้นจริงด้วย
ขณะที่ทางด้านของ TEGH นำเสนอโมเดล Thai Eastern Symbiosis ที่เชื่อมธุรกิจยางพารา ปาล์มน้ำมัน การจัดการกากอินทรีย์ และพลังงานทดแทนเข้าด้วยกัน โดยนำของเสียจากกระบวนการหนึ่งกลับมาเป็นวัตถุดิบของอีกกระบวนการ พร้อมต่อยอดสู่ Waste to Bioenergy และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้
ส่วนของ SC Grand นำเสนอการเปลี่ยนเศษด้าย เศษผ้า และเสื้อผ้าเก่าให้กลับมาเป็นเส้นใย เส้นด้าย และผ้าใหม่ พร้อมตั้งเป้าขยายบทบาทสู่การเป็น Supply Chain Partner ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างระบบ Sustainable Textile Ecosystem
โดยทาง Unilever ประเทศไทย ก็ได้นำเสนอแนวคิด Closing the Loop ที่มองว่าวัสดุหลังการใช้งานยังมีคุณค่า และควรถูกนำกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยขับเคลื่อนผ่านหลัก Reduce, Circulate และ Collaborate พร้อมย้ำว่า “Recyclable ไม่เท่ากับ Recycle” เพราะการออกแบบให้รีไซเคิลได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การทำให้ Circular Economy เกิดขึ้นจริงยังต้องมีระบบเก็บกลับ คัดแยก รีไซเคิล และนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่
ดังนั้นแล้วการขับเคลื่อนในระดับประเทศจึงต้องอาศัย 3 ปัจจัยไปพร้อมกัน ได้แก่
🔘 Policy ที่ชัดเจน
🔘 Infrastructure ที่รองรับ
🔘 People ที่เข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่ผู้บริโภค ธุรกิจ ชุมชน ผู้รวบรวม ไปจนถึงผู้รีไซเคิล
อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือการประกาศผลการประกวดคลิปวิดีโอสั้น “Say No to Single Use Packaging” โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย ร่วมกับภาคีภาคธุรกิจและพันธมิตร
โดยโครงการได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ องค์กร และนักศึกษา ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องการ ลดใช้ ใช้ซ้ำ รีไซเคิล และเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านคลิปวิดีโอสั้น โดยพิจารณาจากเนื้อหาและการเล่าเรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างการมีส่วนร่วม และคุณภาพการผลิต
พร้อมทั้งได้ประกาศผลการประกวดรางวัลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
🥇 รางวัลชนะเลิศและ Popular Vote ได้แก่ นางสาวสุพิชญา แสนปัญญา จากโรงเรียนคลองบางกระทึก
🥈รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายเกียรติศักดิ์ สิงห์งาม จาก Visualize Media Innovation Co., Ltd.
🥉รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นางสาวปิยะฉัตร ถมยา จากโรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
สุดท้ายแล้วงาน Circular Economy Forum 2026: Sustainability in Action ได้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า Circular Economy ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดการขยะหรือการรีไซเคิล แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และการเตรียมพร้อมรับกติกาการค้าโลก
เพราะการทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นจริงจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ไปจนถึงผู้บริโภคและผู้ที่อยู่ตลอดห่วงโซ่ เพื่อรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจได้นานที่สุด และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวนั่นเอง

----
💙 ช่องทางการติดตาม RAiNMaker 💙
→ Facebook: Rainmaker
→ Instagram:
→ TikTok:
→ X:
→ YouTube: RAiNMaker

💪🏻 Rebuild Your Edge ปีแห่งการพิสูจน์ ว่าใครก็แทนแบรนด์เราไม่ได้ Session: MARKETING TREND 2027: THE END OF AVERAGE เทรนด...
10/09/2026

💪🏻 Rebuild Your Edge ปีแห่งการพิสูจน์ ว่าใครก็แทนแบรนด์เราไม่ได้
Session: MARKETING TREND 2027: THE END OF AVERAGE เทรนด์การตลาดปี 2027: สมการใหม่ ไร้ที่ยืนให้ความธรรมดา
โดย อรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ (adapter digital)
💬 Average Consumer Became Extinct
- คนกำลังเปลี่ยนจาก Solid Life > Liquid Life ที่ชีวิตไม่แน่นอน เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด (Liquid Modern Life)
- Liquid Adulthood: การเป็นผู้ใหญ่ไม่มีคู่มืออีกต่อไป
- The New Raility 2026: พร้อมย้ายงาน เน้นอยู่คนเดียว สร้างตัวตนผ่านแพลตฟอร์ม
☑️ 5 Things That Turn to Liquid
▪️ Liquid Identity
คนเราโตไปเป็นอะไรก็ได้ แต่ไม่ตามสังคมแบบเดิม ตัวตนที่ใช่ไม่ได้มาจากสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่สร้างเอง เลือกเอง ผ่านการเลือกใช้แบรนด์ต่าง ๆ
- 91%: ทุกคนมี Subculture ที่ตัวเองสนใจ
- 40%: ความชอบกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน
- 19%: กว่า 1.1 พันล้านคนทั่วโลกไม่นับถือศาสนาเลย
🇹🇭 สถิติชีวิตคนไทย
- แต่งงานช้า ระยะงานสั้น ซื้อบ้านไม่ใช่ Default
- 68%: ครัวเรือนไทยไม่มีคนอายุ 0-17 ปีอาศัยอยู่
- 56%: ของ Gen Z ไทยจะทำงานกับนายจ้าง 1 แห่งแค่ 1-2 ปี
- 41.7%: ของกรุงเทพ, ปทุมธานี, สมุทรปราการ เช่าอยู่
- 40.5%: 15 - 49 ปีโสด
▪️ Liquid Foundations
สิ่งที่เคยพิสูจน์ว่า “โตเป็นผู้ใหญ่” มีราคาแพงเกินกว่าจะ Archieve ได้ เช่น ซื้อบ้านหรือซื้อรถ คนรุ่นใหม่จึงมีการโตเป็นผู้ใหญ่ในแบบของตัวเอง และเลือกซื้อความสุขจากสิ่งที่สนใจ แบรนด์จึงต้อง Offer สิ่งที่คนมองหา อย่างความสุขเล็ก ๆ ในแต่ละวันแทน
▪️Liquid Work
งาน ๆ เดียวไม่สามารถรับประกันว่ารายได้จะมั่นคง คนจึงมักจะย้ายสายงาน และไม่ได้โตเส้นทางสายเดิม แบรนด์จึงต้องให้สกิลคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อให้อยากทำงานด้วย
- 1 ปี: Gen Z จะเปลี่ยนงานกว่า 10 ครั้ง
- 65%: การเปลี่ยนสายงาน = เปลี่ยนสายงานเลย ไม่ได้เปลี่ยนแค่บริษัท
- 44%: Gen Z ยอมรับว่าเคยต่อต้านการใช้ AI ในองค์กร
▪️ Liquid Relationships
ความสัมพันธ์ไม่ได้มีแค่คบหรือคนคุย แต่คนยังต้องการ Connection แต่ไม่จำเป็นต้องมี Commitment แบรนด์สามารถสร้าง Space & Experience ให้ความสัมพันธ์เกิดขึ้นหลายแบบได้
- Situationship: มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน
- Nanoship: ความสัมพันธ์สั้น คุยสั้น รู้สึกดีแต่ไม่คบ เน้นเก็บโมเมนต์ ไม่ผูกมัด
- Maybelatership: รู้สึกใช่ รู้สึกรัก แต่อาจจะยังไม่พร้อม
▪️Liquid Future
คนอายุยืนขึ้น แต่เศรษฐกิจ งาน เทคโนโลยี เปลี่ยนไวตลอด ไม่มีอะไรแน่นอน แบรนด์จึงไม่ควรขาย “อนาคตที่มีคำตอบเดียว” แต่ต้องช่วยปรับ Offer Solution เพื่อออกแบบชีวิตให้ตอบโจทย์
🛟 A Tale of Two Consumers
คนเดียวกันไม่ได้มีพฤติกรรมการซื้อแบบเดียวกันในทุก Category และมีการ Trade-up และ Trade-down ต่างหมวดหมู่สินค้ากัน
1. Hyper-Individual: ตัวฉัน ของฉัน ไม่ยอมฝืนใคร เลือกใช้ของที่มีความเป็นเรามากกว่าตามคนอื่น
2. Movement Class: Healthy, Vitality & Longevity เป็น Ultimate Status Symbol เพื่อให้ดูแลและพัฒนาตัวเองให้ดี
3. The Wellness Friendship Gap: ความสัมพันธ์แบบมิตรภาพเริ่มห่าง และไม่อยากเป็นแบบคนที่ตัวเองไม่ชอบ เลยเลือกจะไม่ทำหรือไม่ไป เพราะ Wellness Lifestyle ต่างกัน
🧠 Mental Energy = The Rise of Neurowellness
1. Nervous System Regulation: ฟื้นร่างกายให้กลับมาดีกว่าเดิม
2. Neuro-Cosmetic: เข้าใจความสัมพันธ์ของผิวและความเครียด
3. Holistic Well-Aging: เติบโตแบบเข้าใจ Anti-Aging
4. Sleep = New Status: การนอนเป็นสิ่งที่มีมูลค่า และแทร็กกิงได้
🛍️ Premium Goes Mainstream
ผู้บริโภคยอมจ่ายให้กับของที่แพงขึ้นพรีเมียแต่ให้คุณค่า (Value)
1. Bigger Smart TV: มาตรฐานจอต้อง 55 นิ้ว
2. Everyday Matcha: ชาเขียวเริ่มต้น 65 บาท และเมนูมัทฉะ
3. Message Gun: ไม่ต้องมีติดบ้านก็เป็นนักกีฬาได้ เน้น Therabody
4. High Protein Milk: ใคร ๆ ดื่มนมโปรตีนได้โดยไม่ต้องเป็นนักกีฬา
🌐 Identity Edge: อย่ากำหนดแค่กลุ่มเป้าหมาย แต่ให้ขายช่วงเวลานั้น ๆ ในชีวิตแทน
1. Moment & Motivation: เปลี่ยนจาก Passion > Motivation Map
2. Sophisticated Mass Marketing: ทำตลาดแมสในแบบปัจเจกกว่าเดิม
3. A Tale of Two Consumers: คน ๆ เดียวมีทั้ฃยอมจ่ายเพิ่มและรอความคุ้มต่าง Category กัน
📊 Average Value Became Negotiable
เหตุการณ์เงินเฟ้อทำให้คน เปลี่ยนวิธีการ "ซ้อป, ซื้อ และ บริโภค" แบรนด์จึงต้องมี Sharper Lens เพื่อทำให้เห็น Value และสร้าง Commitment กับ Consumer
🔎 4 States Value Barometer
1. Resonance: เป็นแบรนด์ที่คนเลือกเพราะความคุ้มค่า แต่คนไม่ได้มี Emotional Connection กับแบรนด์ (The simple obvious choice)
2. Conviction: คนเชื่อมั่นในแบรนด์ออกมาพูด พิสูจน์ความดีงามของแบรนด์ เพราะคนเชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูดมากกว่าแบรนด์พูดเอง (Worth streching for)
3. Inertia: แบรนด์ที่คนเลือกเพราะความเคยชิน แต่ไม่ได้อินอะไรพิเศษ เป็นขั้นที่เปราะบาง (The Default)
4. Strain: ผูกพันกับแบรนด์ แต่เริ่มไม่แน่ใจว่าคุ้มที่จะจ่ายมั้ย ต้องให้เหตุผลว่าทำไมต้องเลือก (Not sure why)
💬 Average Content
- Sea of Samness: ทำให้ทุกคอนเทนต์เหมือนกันไปหมด และทำให้ดีเท่า ๆ กัน
- อัลกอริทึม
- Trust Panalty: การใช้ AI ทำ Production = Brand Trust Decision
- Slow Social: ไถฟีดจนสมองช้าไปด้วย
🏃🏻‍♀️💨 2-SPEED: แบรนด์ต้องเลือก Speed ที่จะวิ่งเกิดเป็น 2-Speed Strategy
1. Trade-up: คุ้มที่จะจ่ายเพิ่ม หรือจ่ายแพงขึ้นเพื่อสินค้าและแบรนด์ที่ใช่ เช่น ความพิเศษจากเมมเบอร์ฟิตเนส
2. Trade-down: คุ้มที่จะตัดสินใจ เลือกที่จะจ่ายน้อยลงเพราะตัดสินใจง่ายกว่า เช่น ครีมซอง
🫂 สิ่งที่แบรนด์และครีเอเตอร์ต้องมี
1. วางรากฐานข้อมูลแบรนด์ และสินค้าให้แข็งแรงที่ AI อ่านเข้าใจได้
2. มี Brand Assets ที่โดดเด่นและสร้างความแตกต่าง
3. เรื่องราวของแบรนด์ ที่สื่อสารได้ดี ทั้งกับมนุษย์และ Al
4. Worth Edge: แบรนด์ต้องสร้าง Value ที่พิสูจน์ได้ แต่ต่อรองไม่ได้ หรือทำให้ให้คนยอมจ่าย ผูกพัน และอยากไปต่อกับแบรนด์
💥 The Average Content Became "Noise"
คอนเทนต์ที่ไม่ Stand out กลายเป็น Noise
วันนี้ Algorithm เลือกให้ทุกคนเห็นสิ่งคล้าย ๆ กัน
ไปหมดจนทุกคนเริ่มเห็นและชอบอะไรคล้ายกัน
คำถามคือ เราชอบสิ่งนั้นจริง ๆ หรือแค่ถูก Algorithm ป้อนให้เห็นซ้ำ ๆ จนคิดวาเราชอบ?
🔘 Consumer มองว่า AI ลดความน่าเชื่อถือมากกว่าช่วยเพิ่มถึง 4 เท่า
🔘 คาดหวังให้แบรนด์ Transparent ว่าใช้ AI
แต่พอเปิดเผยแล้ว Purchase กลับน้อยลง
🔘 โดยเฉลี่ยงานที่ AI ทำได้ผลน้อยกว่างานที่มนุษย์ทำ เพราะ Ads ที่ Al gen ส่วนใหญ่เป็น Product Driven ที่มี Patern เดิม
🧠 Brand that comes to mind
เป็นแบรนด์ที่ "นึกถึง" ในจังหวะที่การซื้อกำลังเกิด
1. โอกาสที่คนจะสังเกต จำได้ และนึกถึงแบรนด์ในสถานการณ์ซื้อ
2. ถ้าความแตกต่างหายาก ต้องเป็นแบรนด์ที่จำได้ทันที
3. Identity: ลบโลโก้ออกก็ยังรู้ว่าเป็นแบรนด์ไหน
4. Resonance: คนรู้สึกอะไรกับแบรนด์ที่ต่างจากแบรนด์อื่น
5. Value: คนยอมจ่ายอะไรเพื่อสิ่งที่เชื่อในแบรนด์
📱 Slow Social: ครีเอทีฟจากมนุษย์สนุกและแปลกใหม่กว่า และคนเริ่มโหยหาคอนเทนต์ long-form
☑️ Platforms กำลังเปิดพื้นที่ให้คอนเทนต์ที่ยาวขึ้น
☑️ คนดูมองหาคอนเทนต์ที่ลึกและมีมิติกว่าเดิม
☑️ Short-form ยัง Win Attention ได้ แต่ Long-form ทำให้แบรนด์มีพื้นที่เล่าเรื่องและ Build Deeper Connections กับคนดูได้
☑️ อย่าผลิตแค่ Content ให้มากขึ้น แต่ผลิต Content ที่มี Signal จริง
💬 The Average Marketer Became Optional
นักการตลาดแบบเดิม ๆ กำลังกลายเป็นตัวเลือกที่ไม่จำเป็น
1. 8 ใน 10 เชื่อคำแนะนำของ AI โดยไม่ตั้งคำถาม
2. Cognitive Surrender: การยกความรับผิดชอบในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจให้ AI โดยไม่ตรวจสอบ
3. One-shot propmting ในแง่ระบบประสาท คือการทำให้สมองฝ่ออย่างเงียบ ๆ
4. ใช้ AI ให้เป็น อย่าให้มันคิดแทนเรา
5. พฤติกรรม Discernment (ตั้งคำถาม, ตัดสินผลลัพธ์,ตรวจสอบข้อเท็จจริง" ซึ่งเป็น Ideal ของการใช้ AI ที่ดี
6. ตั้งกฎเหล็ก: ต้องคิดและรวบรวมไอเดียจากคนก่อน แล้วค่อยใช้ AI ช่วยขัดเกลา ขยายผล และตรวจสอบผลลัพธ์ให้ถี่ถ้วน
🎬 The Edge Comercial
นักการตลาดูปี 2027 อย่าเป็นแต่ "เจ้าของแคมเปญ"แต่ต้องเป็นเจ้าของ "การเติบโตของแบรนด์"
- Creative ที่วัดผลทางธุรกิจไม่ได้ = ต้นทุน
- Commercial creativity = ความคิดสร้างสรรค์ที่มีตัวเลขรองรับ
- หาวิธีทำให้คนจำได้มากกว่าการแปะโลโก้แบรนด์ หรือมีสโลแกน
- ไอเดียใหญ่บางครั้งต้องการสื่อ (Media) ที่ใหญ่พอในการสื่อสาร
- ครีเอทีฟและมีเดียต้องวางแผนทำงานร่วมกัน
- ลูกค้าไม่ได้แยกโลก Online vs Offline และมีแต่แบรนด์ที่แยก
- OMO ไม่ใช่ช่องทาง แต่เป็นความต่อเนื่องของประสบการณ์
- Engagement ดีไม่ได้แปลว่าคนจำแบรนด์ได้ เลยต้องวัดผลที่ Busines Impact และ Business Result
- AI ทำให้ทุกคนเก่งเท่ากัน สิ่งที่เหลือคือรสนิยมและวิจารณญาณ

-----
💙ช่องทางการติดตาม 💙
→ Facebook: Rainmaker
→ Instagram:
→ TikTok:
→ X:
→ YouTube: RAiNMaker

🥡 หัวใจปั้นแบรนด์ F&B ให้โตไกลและไปต่อ 🧋Session: F&B BUILDERS: BUILD A PRODUCT THAT LASTS ชาใต้ ขนมไทย หมี่ไก่ สร้าง PRO...
10/09/2026

🥡 หัวใจปั้นแบรนด์ F&B ให้โตไกลและไปต่อ 🧋
Session: F&B BUILDERS: BUILD A PRODUCT THAT LASTS ชาใต้ ขนมไทย หมี่ไก่ สร้าง PRODUCT อย่างไรให้ชนะระยะยาว
โดย สุรีย์พร พูนศักดิ์ไพศาล (Chongdee), นัยนชนก ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และธภรัท เวโรจน์ฤดี (EMILY’S)
🍜 เริ่มจาก Product ธรรมดา แต่ต้องมีพื้นที่ให้เติบโต
EMILY’S ต้องการผลักดัน “หมี่ไก่ฉีก” ให้เป็นเมนูที่คนต่างชาติจดจำได้เมื่อพูดถึงอาหารไทย
โดยเริ่มจาก Pain Point ที่พบว่าคนยังสับสนระหว่าง Chicken Noodle กับ “หมี่ไก่ฉีก”
จึงมองเห็นโอกาสในการสร้างหมวดหมู่ของเมนูให้ชัดขึ้น
ส่วน CHONGDEE ต้องการสร้างภาพจำใหม่ให้ “ชาใต้”
โดยหยิบวัฒนธรรมการกินที่คนไทยคุ้นเคยมาพัฒนาเป็น Character ของแบรนด์
และต่อยอด Product รวมถึง Merchandise เพื่อให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น
✨ Hero Product ต้องสร้างมากกว่าความอร่อย
EMILY’S เริ่มจากเมนูธรรมดาที่คุ้นเคยในบ้าน แล้วพัฒนาให้เกิด Experience ใหม่
ทั้งรูปแบบการเสิร์ฟและประสบการณ์ในการกิน จนสามารถสร้างความแตกต่างให้กับเมนูที่คนเคยรู้จักอยู่แล้ว
ขณะที่ CHONGDEE มองเห็นช่องว่างในตลาดชาไทยที่มีสินค้าทดแทนจำนวนมาก
จึงเลือกหยิบ “ชาใต้” ที่มีทั้ง Culture และพฤติกรรมการกินคู่กับขนม มาสร้างเป็นตัวตนของแบรนด์
💡 Product x Feeling x Brand
สิ่งที่ทำให้ Product กลายเป็น Brand ไม่ได้มีแค่ตัวสินค้า แต่คือประสบการณ์ที่ลูกค้าจดจำ
❤️ EMILY’S
🔘 เก็บ Reaction และ Feedback ของคนกินมาพัฒนาเป็น Feeling ของแบรนด์
🔘 ใช้ระบบ Pre-order เก็บ Data ทั้งพื้นที่ที่ลูกค้าสั่งซื้อ ความถี่ และพฤติกรรมการสั่ง
🔘 นำข้อมูลกลับมาพัฒนาสินค้าและวางแผนพื้นที่ที่เข้าถึงลูกค้าประจำ
💚 CHONGDEE
🔘 ให้ “Taste” เป็นจุดเริ่มต้น เพราะ Branding อย่างเดียวไม่ทำให้เกิดการซื้อซ้ำ
🔘 “ชงดีทำถึง” กลายเป็นคำที่ลูกค้าใช้พูดถึงแบรนด์
🔘 พัฒนาการ Pairing ชาใต้กับขนม เช่น ปาท่องโก๋และขนมปังปิ้ง จนกลายเป็น Visual Signature
🔎 Test & Learn สำคัญกว่าการคิดว่าตัวเองรู้จักลูกค้า
ทั้งสองแบรนด์มองว่าเจ้าของไม่ควรตัดสินจากความชอบส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงไปดูว่าลูกค้าตอบสนองอย่างไร
บทเรียนที่เคยเจอคือ
🔘 สินค้าอร่อย แต่ราคาไม่สอดคล้องกับกำลังซื้อของตลาด
🔘 สินค้าบางอย่างลูกค้าไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจ ทำให้ขายไม่จบ
🔘 Experience บางรูปแบบอาจไม่ถูกจริต แม้เจ้าของจะมองว่าดี
ดังนั้นต้อง ทดลอง เก็บ Feedback และนำข้อมูลกลับมาพัฒนาต่ออย่างต่อเนื่อง
💰 ราคาต้องสะท้อนทั้งต้นทุนและ Value
EMILY’S มองว่าความถูกหรือแพงเป็นเรื่องปัจเจก แต่สิ่งที่วัดได้คือ “ความคุ้มค่า”
หากรายได้ยังเติบโต แปลว่าลูกค้ายังคงมองเห็น Value ของสินค้า
ขณะที่ CHONGDEE ยังคงตั้งราคาจากต้นทุน
โดยต้องสะท้อนทั้งคุณภาพของสินค้าและคุณค่าที่ลูกค้ามองเห็นในแบรนด์
📊 Insight ของลูกค้าไม่ได้อยู่แค่ในแบบสอบถาม
การเก็บข้อมูลมาจากหลายจุด ทั้ง
🔘 Feedback จากหน้าร้าน
🔘 Comment และ Feedback ออนไลน์
🔘 พฤติกรรมการสั่งซื้อ
🔘 เมนูที่ลูกค้าเลือก
🔘 วิธีการกินและ Experience ที่เกิดขึ้นจริง
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นพฤติกรรมจริงมากกว่าการตัดสินจากความชอบของเจ้าของ
🥗 ตามเทรนด์ได้ แต่ต้องไม่เสียตัวตน
เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับโภชนาการมากขึ้น
ทั้งสองแบรนด์เลือกนำเทรนด์ Healthy Eating มาพัฒนาสินค้า โดยไม่ทิ้ง Character เดิม
🔘 EMILY’S พัฒนา “บุกไก่ฉีก” เพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพ
🔘 CHONGDEE พัฒนาสูตร Low Calorie และ High Protein เพื่อตอบคำถามเรื่องแคลอรี่
ขณะเดียวกัน CHONGDEE ยังใช้ Pain Point ของลูกค้ามาพัฒนาแบรนด์ใหม่
หลังพบว่าช่วงหลัง 4 โมงเย็น ลูกค้าสั่งชาเข้มน้อยลง จึงนำเมนูน้ำเต้าหู้ที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดเป็นแบรนด์ใหม่
🚀 อนาคตคือการพา Product ไทยไปไกลกว่าตลาดเดิม
ทั้ง EMILY’S และ CHONGDEE มองเห็นโอกาสในตลาดต่างประเทศ
แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองแบรนด์จะคิดว่าตัวเอง “พร้อมแล้ว”
สิ่งสำคัญคือการเดินหน้าด้วยหลักลองผิด ลองถูก และเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ
เพราะเมื่อขยายตลาด ปัญหาใหม่ย่อมเกิดขึ้นเสมอ
การสร้าง F&B ให้โตระยะยาว จึงไม่ใช่การวิ่งตามทุก Trend
แต่คือการสร้าง Product ที่แข็งแรง เข้าใจลูกค้าให้ลึก
และพัฒนา Brand จาก Insight จริงอย่างต่อเนื่อง

----
💙 ช่องทางการติดตาม RAiNMaker 💙
→ Facebook: Rainmaker
→ Instagram:
→ TikTok:
→ X:
→ YouTube: RAiNMaker

📝🍎 การเขียน Copywriting สุดเจ๋งในงานเปิดตัว iPhone Duo, iPhone 18 Pro, Apple Watch 12 และ AirPods ใหม่แอปเปิลถือเป็นหนึ่...
10/09/2026

📝🍎 การเขียน Copywriting สุดเจ๋งในงานเปิดตัว iPhone Duo, iPhone 18 Pro, Apple Watch 12 และ AirPods ใหม่
แอปเปิลถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการเขียนก็อปปี้คมๆ เจ๋งๆ อย่างมาก โดยเฉพาะในไทย ที่เรามักจะได้เห็นประโยคเก๋ๆ น่าสนใจอยู่เสมอ

ซึ่งในงานเปิดตัว iPhone Duo, iPhone 18 Pro, Apple Watch 12 และ AirPods ใหม่ครั้งนี้ ทีมงานของแอปเปิลประเทศไทย ก็ท็อปฟอร์มอีกครั้งในการเขียนก็อปปี้ภาษาไทยที่เจ๋งมากเลยทีเดียว
ทีมงาน Rainmaker ขอรวบรวม 10 ประโยคเจ๋งๆ น่ารักๆ ที่อยู่ในเว็บเปิดตัวสินค้าใหม่ของแอปเปิลมาให้ได้ดูกัน

ลองดูวิธีการเขียน การเลือกใช้คำของบริษัทระดับโลกแล้ว เราเองในฐานะครีเอเตอร์ นักการตลาด ก็ต้องกลับมาใส่ใจกับก็อปปี้คำต่างๆ ในสื่อของเราไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่มา - Apple

💸 ถอดสูตร 60 ล้านต่อเดือน  กับ Live 24 ชั่วโมงแบบ WhiteLab 💚 Session: WHITELAB’S LIVE GROWTH ENGINE ถอดวิธี WHITELAB ใช้...
10/09/2026

💸 ถอดสูตร 60 ล้านต่อเดือน กับ Live 24 ชั่วโมงแบบ WhiteLab
💚 Session: WHITELAB’S LIVE GROWTH ENGINE ถอดวิธี WHITELAB ใช้ LIVE โตแรงเตรียมบุก GLOBAL�
🎙️ โดย ธาม พิชิตสุรกิจ (WhiteLab)
ใคร ๆ ก็ Live ได้ แต่การทำให้ Live กลายเป็น Growth Engine ของธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย
WhiteLab เริ่มต้นจากการมองเห็นโอกาสของ “ชุดฟอกสีฟัน” ที่กำลังเติบโตในตลาดอเมริกา จึงนำมาทดลองทำตลาดในไทย แต่เดือนแรกกลับขายไม่ได้เลย
สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเริ่มเปลี่ยน คือการค้นพบว่า Live สามารถสร้างตลาดขึ้นมาใหม่ได้
เพราะตลาดฟอกสีฟันในไทยไม่ได้ใหญ่อยู่แล้ว WhiteLab จึงไม่ได้รอให้คนรู้จักสินค้า แต่เลือกสร้าง Awareness ผ่านการ Live อย่างต่อเนื่อง จนผู้บริโภคเริ่มเข้าใจว่าสินค้านี้ช่วยแก้ปัญหาอะไร และกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในชีวิตประจำวัน ปัจจุบัน WhiteLab มีทีม Live ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และสร้างยอดขายประมาณ 55-60 ล้านบาทต่อเดือน!
💕 หัวใจไม่ใช่แค่การขาย แต่คือการสร้าง Need
การ Live ที่ดีไม่ได้หมายความว่าทุก View จะต้องกลายเป็นยอดขายทันที แต่ต้องทำให้คนหยุดดู อยู่กับเรา และค่อย ๆ เกิดความสนใจในสินค้า
WhiteLab จึงให้ความสำคัญกับ Viewer Retention และใช้ Data มาช่วยตอบคำถามว่า
🔘 อะไรทำให้คนเข้ามาดู?
🔘 ช่วงไหนทำให้คนอยู่ต่อ?
🔘 Energy แบบไหนทำให้ยอดขายเปลี่ยน?
🔘 Promotion หรือวิธีสื่อสารแบบไหนทำให้คนตัดสินใจซื้อ?
เมื่อดูข้อมูลเหล่านี้ซ้ำ ๆ การ Live จึงไม่ใช่การเดาว่าคนดูชอบอะไร แต่เป็นการทดลองและปรับจากข้อมูลจริง
🤔 Personal Branding คือส่วนสำคัญของการขาย
ช่วงเริ่มต้น WhiteLab ไม่ได้มีข้อได้เปรียบจากการเป็นสินค้าที่ไม่เหมือนใคร แต่เลือกสร้างความแตกต่างด้วยการใส่ตัวตนเข้าไปในการ Live
ทั้ง Personal Branding, บุคลิก และ Emotion ทำให้การขายไม่ได้จบแค่ที่ตัวสินค้า แต่สร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม จนนำไปสู่การซื้อซ้ำและ Organic Growth
💬 เมื่อยอดขายโต ปัญหาใหม่คือ “เจ้าของจะทำเองไหวไหม?”
เมื่อธุรกิจแตะหลักล้าน คำถามจึงไม่ใช่แค่จะขายให้ได้มากขึ้น แต่คือ
💬 “ทำอย่างไรให้ธุรกิจสร้างเงินต่อได้ แม้เจ้าของไม่ต้องลงมือเองทุกครั้ง?”
WhiteLab เลือกแก้โจทย์ด้วยการสร้างทีม Live และวางระบบให้ทีมสามารถทำงานแทนเจ้าของได้
หัวใจสำคัญคือการเลือกคนที่มี Entrepreneurial Mindset ตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์ พร้อมสร้าง Culture ที่ผลักดันให้ทุกคนอยากเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ จากนั้นจึงเติมด้วย
● Benefits ที่เหมาะสม
● Mindset ที่ดี
● Training & Upskill อย่างต่อเนื่อง
จนเกิดเป็น Live Engine ที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าของเพียงคนเดียว
📈 Organic Growth ทำให้เงินที่เคยลง Ads ไปพัฒนาสินค้าได้มากขึ้น
อีกหนึ่งข้อได้เปรียบของการสร้างยอดขายจาก Organic คือการลดการพึ่งพางบโฆษณา และนำทรัพยากรกลับไปพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น
เมื่อสินค้าดีขึ้น ลูกค้าซื้อซ้ำและบอกต่อมากขึ้น ก็ยิ่งสร้างแรงส่งให้ยอดขายเติบโต แต่ WhiteLab มองว่าแบรนด์ไม่ควรพึ่ง Pain Marketing เพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อใช้ Pain ซ้ำ ๆ ก็มีโอกาสถึงจุดที่เนื้อหาตัน
สิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่กันจึงเป็นทั้ง Content และ Skill ของคน Live เพื่อให้แบรนด์สามารถสร้างยอดขายได้ในระยะยาว
✨ โฟกัสสินค้าให้น้อย เรียนรู้ให้เร็ว
ในช่วงสร้างธุรกิจ สิ่งที่ต้องระวังคือ Stock จม การเลือกสินค้ามากเกินไปทำให้ต้นทุนสูงและแก้ปัญหาได้ยากเมื่อสินค้าบางตัวไม่เป็นไปตามที่คาด การโฟกัสสินค้าให้น้อยลงจึงช่วยให้ทดลองตลาดได้เร็ว เห็น Data ชัด และรู้ว่าควรพัฒนาหรือหยุดสินค้าตัวไหน
💬 เพราะสุดท้ายแล้ว การทำธุรกิจคือ Learning by Doing
ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม 100% เพราะการลงมือทำจะทำให้เกิด Results และทำให้รู้ว่าควรปรับอะไรต่อ
💸 คิด Global ต้องมองให้ไกลกว่า Platform
สำหรับการขยายตลาดไปต่างประเทศ WhiteLab มองทั้งขนาดตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และ Platform ที่มีโอกาสนำโมเดลเดิมไปทดลองได้
แต่สิ่งสำคัญคืออย่าฝากอนาคตของแบรนด์ไว้กับ Platform เพียงแห่งเดียว เพราะ Platform เปลี่ยนได้เสมอ สิ่งที่แบรนด์ควรสร้างไว้กับตัวเองคือ
👉🏻 Personal Branding + Skill + Customer Data 👈🏻
เมื่อมีฐานลูกค้าและข้อมูลเป็นของตัวเอง ต่อให้ Platform เปลี่ยน แบรนด์ก็ยังมี Asset ที่นำไปต่อยอดได้
📖 บทเรียนจาก 4 ปีของ WhiteLab
ธุรกิจที่เติบโตไม่ได้เกิดจากการหาสูตรสำเร็จเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการเรียนรู้ ปรับเปลี่ยน และลงมือทำอยู่ตลอดเวลา
เพราะในวันที่ฝนตก สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การมั่นใจว่าเราจะทำถูก แต่คือการมี Mindset ที่พร้อมจะลอง
💬 จึงฝากข้อคิดทิ้งท้ายเพียงว่า
“คิดอะไรได้ ให้ทำเลย”
ไม่ Work ก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยเราจะได้เรียนรู้จากมัน

-----
💙ช่องทางการติดตาม 💙
→ Facebook: Rainmaker
→ Instagram:
→ TikTok:
→ X:
→ YouTube: RAiNMaker

ที่อยู่

Rama IV
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 20:00
อังคาร 10:00 - 20:00
พุธ 10:00 - 20:00
พฤหัสบดี 10:00 - 20:00
ศุกร์ 10:00 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Rainmakerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Rainmaker:

ทางลัด

แชร์