THE STANDARD สำนักข่าวที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่สังคม News media driving positive social change.

UPDATE: ‘แพทองธาร’ โพสต์ภาพร่วม ‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ ระหว่างอยู่จีน ร่วมกิจกรรมแบ่งปันความรู้นวัตกรรม-เทคโนโลยีวันนี้ (8 ...
08/09/2026

UPDATE: ‘แพทองธาร’ โพสต์ภาพร่วม ‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ ระหว่างอยู่จีน ร่วมกิจกรรมแบ่งปันความรู้นวัตกรรม-เทคโนโลยี

วันนี้ (8 กันยายน) แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ขณะอยู่ที่ประเทศจีน พร้อมกับ ทักษิณ ชินวัตร และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองอดีตนายกรัฐมนตรี

แพทองธารระบุข้อความประกอบภาพว่า “Innovation and Technology knowledge sharing session. เติมความรู้กันหน่อย” ซึ่งมีความหมายถึงการเข้าร่วมกิจกรรมหรือวงพูดคุยเพื่อแบ่งปันความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

การเผยแพร่ภาพดังกล่าวถือเป็นอีกครั้งที่ปรากฏภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีจากครอบครัวชินวัตรทั้ง 3 คนร่วมกันระหว่างอยู่ต่างประเทศ

08/09/2026
UPDATE: ศธ. เผย PISA 2025 เด็กไทยคะแนนดีขึ้นครบ 3 ด้าน ขยับอันดับ 58 สู่ 53 เตรียมเสริมทักษะ Media-AI Literacyวันนี้ (8 ...
08/09/2026

UPDATE: ศธ. เผย PISA 2025 เด็กไทยคะแนนดีขึ้นครบ 3 ด้าน ขยับอันดับ 58 สู่ 53 เตรียมเสริมทักษะ Media-AI Literacy

วันนี้ (8 กันยายน) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงผลการประเมิน PISA 2025 พร้อมมอบนโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษา ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร

การประเมิน PISA 2025 จัดโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อประเมินความสามารถของนักเรียนอายุ 15 ปี ในการนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง สำหรับประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในฐานะศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ จัดการประเมินเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 มีกลุ่มตัวอย่างนักเรียน 8,547 คน จากสถานศึกษา 273 แห่ง ครอบคลุมทุกสังกัด

ผลการประเมินพบว่า นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก PISA 2022 ครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่

วิทยาศาสตร์ 432 คะแนน เพิ่มขึ้น 23 คะแนน

คณิตศาสตร์ 407 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน

การอ่าน 392 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน

นอกจากนี้ นักเรียนไทยได้คะแนนด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ 476 คะแนน โดยกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ผลคะแนนรอบนี้ทำให้ประเทศไทยขยับจากอันดับ 58 ในปี 2022 มาอยู่ที่อันดับ 53 ในปี 2025

อย่างไรก็ตาม คะแนนของนักเรียนไทยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ทุกด้าน โดยค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 482 คะแนนในด้านวิทยาศาสตร์ 463 คะแนนในด้านคณิตศาสตร์ และ 461 คะแนนในด้านการอ่าน ขณะที่ สสวท. ระบุว่า หากพิจารณาแนวโน้มระยะยาวตั้งแต่ PISA 2000 ถึง PISA 2025 คะแนนคณิตศาสตร์และการอ่านของไทยยังมีแนวโน้มลดลง ส่วนคะแนนวิทยาศาสตร์ยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ PISA Thailand⁠

อัครนันท์กล่าวว่า ผลการประเมินครั้งนี้เป็นความสำเร็จร่วมกันของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในอดีตและปัจจุบัน พร้อมระบุว่า PISA ไม่ใช่เพียงผลการสอบ แต่เป็นข้อมูลที่สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

กระทรวงศึกษาธิการจึงเตรียมนำผลการประเมินไปเชื่อมโยงกับนโยบายหลัก 5 ด้าน ได้แก่ การคืนเวลาให้ครู การปรับสูตรจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ การยกระดับการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับโลกความจริง การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

สำหรับ PISA 2029 ซึ่งจะจัดขึ้นในปี 2572 OECD กำหนดให้การอ่านเป็นด้านหลัก และเพิ่มการรู้เท่าทันสื่อและปัญญาประดิษฐ์ หรือ Media and Artificial Intelligence Literacy เป็นด้านนวัตกรรม เพื่อประเมินความสามารถของนักเรียนในการพิจารณาความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และวัตถุประสงค์ของเนื้อหาดิจิทัล ตลอดจนการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณและมีความรับผิดชอบ OECD⁠

อัครนันท์กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระดับประถมศึกษา โดยสอดแทรกทักษะการคิดวิเคราะห์ การแยกแยะข้อมูล และจริยธรรมในการใช้ AI เข้าไปในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ พร้อมพัฒนารูปแบบการสอนด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน ทักษะดิจิทัล และ AI ที่ครูสามารถนำไปใช้ได้จริงโดยไม่เพิ่มภาระ

นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันผลิตครู เพื่อพัฒนาครูรุ่นใหม่ให้สามารถจัดการเรียนรู้ที่เน้นการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างเหมาะสม

ด้านประเสริฐโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความยินดีกับนักเรียนไทยที่คะแนนเพิ่มขึ้นครบทั้ง 3 ด้าน ขณะที่ พีรวิชญ์ ขันติศุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มองว่า การที่คะแนนของไทยเพิ่มขึ้นในช่วงที่คะแนนเฉลี่ยของประเทศ OECD ลดลง สะท้อนว่าเด็กไทยสามารถฟื้นตัวท่ามกลางภาวะถดถอยทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศได้

ภาพ: แฟ้มภาพ

UPDATE: รัดเกล้าจี้ ทส. เลิก ‘เกียร์ว่าง’ แก้สารพิษข้ามแดน เสนอหั่นงบ 5% รื้อระบบ-ดัน ‘การทูตวิทยาศาสตร์’วันนี้ (8 กันยา...
08/09/2026

UPDATE: รัดเกล้าจี้ ทส. เลิก ‘เกียร์ว่าง’ แก้สารพิษข้ามแดน เสนอหั่นงบ 5% รื้อระบบ-ดัน ‘การทูตวิทยาศาสตร์’

วันนี้ (8 กันยายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในการรับมือปัญหาสารพิษปนเปื้อนข้ามแดน ซึ่งเธอระบุว่าเชื่อมโยงกับกิจการเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในประเทศเพื่อนบ้าน และกำลังส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำทางภาคเหนือของไทย

รัดเกล้ากล่าวว่า วิกฤตการปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแม่น้ำกกอีกต่อไป แต่มีการตรวจพบและขยายวงลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากแม่น้ำโขงมีมวลน้ำและความลึกมากกว่าแม่น้ำกก การตรวจพบสารปนเปื้อนจึงสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งค้นหาต้นทางของมลพิษและจัดการอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวง ทส. กลับพบว่ายังไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่สะท้อนยุทธศาสตร์เชิงรุกในการหยุดปัญหาที่ต้นทางอย่างเพียงพอ โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม วงเงิน 83.9276 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยงบลงทุนสำหรับสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติในหลายพื้นที่ อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน รวมถึงงบตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย

รัดเกล้าย้ำว่า ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำมีความจำเป็น แต่การตรวจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถหยุดการปล่อยสารพิษจากต้นทางได้

“เรามีงบ 83.9 ล้านบาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวัดคุณภาพน้ำ แต่คำถามคือ เมื่อเราตรวจพบแล้ว เราจะทำอย่างไรกับต้นเหตุ ถ้าต้นเหตุยังปล่อยสารพิษลงมา เราก็ต้องใช้งบประมาณตรวจ ซับ บำบัด และฟื้นฟูซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกปี”

รัดเกล้ามองว่า การจัดสรรงบประมาณในลักษณะนี้เสี่ยงกลายเป็นการแก้ปัญหาแบบ ‘เบี้ยหัวแตก’ และทำให้ประเทศติดอยู่ในวงจร End-of-Pipe Treatment หรือการจัดการมลพิษภายหลังเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ขณะที่งบประมาณของรัฐจำนวนมากต้องถูกนำไปใช้รับมือและเยียวยาผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

เธอยกตัวอย่างการประปาส่วนภูมิภาค ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีการตั้งงบประมาณประมาณ 2,200 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาด้วยการย้ายแหล่งน้ำดิบ ขณะที่มีการใช้งบกลางอีกประมาณ 188 ล้านบาทสำหรับการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบ

“งบเหล่านี้อาจมีความจำเป็นสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ต้องถามต่อว่า เราจะต้องใช้งบประมาณเพื่อแก้ผลกระทบแบบนี้ไปอีกกี่ปี หากยังไม่สามารถหยุดมลพิษที่ต้นทางได้” รัดเกล้ากล่าว

นอกจากนี้ ยังมีประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ที่ไม่ได้ใช้น้ำประปา แต่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเป็นระบบ ขณะที่งบพัฒนาลุ่มน้ำกกจากหน่วยงานอื่นยังคงเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว เขื่อนป้องกันตลิ่ง และสะพานข้ามแม่น้ำ มากกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ

“เราจะติดอยู่ในกับดักของการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปอีกนานเท่าไร งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อมาตามล้างตามเช็ด แต่ถ้าเราปรับยุทธศาสตร์มาเน้นการป้องกันที่ต้นทาง หรือ Upstream Source Reduction เราจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่ากว่า และแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนกว่า”

📍เสนอ 3 ทางออก ป้องกันมลพิษตั้งแต่ต้นทาง

รัดเกล้าเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามแดน 3 ประการ ประกอบด้วย

ประการแรก ใช้ ‘การทูตวิทยาศาสตร์’ หรือ Science Diplomacy โดยนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการเจรจาระหว่างประเทศ จัดทำระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ และใช้แบบจำลองการแพร่กระจายของสารพิษ เพื่อระบุแหล่งที่มา เส้นทางการแพร่กระจาย และผลกระทบ ก่อนนำข้อมูลไปใช้เป็นหลักฐานจัดทำกรอบความร่วมมือกับประเทศต้นน้ำ และผลักดันมาตรฐานควบคุมการปล่อยสารเคมีที่เข้มงวดขึ้น

ประการที่สอง นำมาตรฐาน Best Available Techniques (BAT) หรือเทคนิคและเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ และ Best Environmental Practices (BEP) หรือแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด มาใช้กำกับกิจการอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ ตั้งแต่ระบบบ่อกักเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วซึม ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เหมือง เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ประการที่สาม บูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง โดยให้กระทรวง ทส. ทำงานร่วมกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง พร้อมส่งนักวิชาการ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ เพื่อให้คำปรึกษา กำกับมาตรฐาน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการสารพิษแก่ผู้ประกอบการ ตั้งแต่กระบวนการสกัด การจัดเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วไหล ไปจนถึงการจัดการน้ำเสีย

📍จี้หั่นงบ ทส. 5% นำกลับมารื้อโครงสร้างใหม่

รัดเกล้ายังเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรปรับลดงบประมาณในภาพรวมของกระทรวง ทส. ลง 5% เพื่อนำกลับมาปรับโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยยืนยันว่าไม่ได้หมายถึงการลดความสำคัญของภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการเปลี่ยนการใช้งบประมาณจากการ ‘ตามแก้’ ไปสู่การ ‘ป้องกัน’ และจากการกระจายงบประมาณเป็นโครงการย่อย ไปสู่ยุทธศาสตร์ที่สามารถจัดการต้นเหตุของมลพิษได้จริง

“กระทรวง ทส. ต้องรับบทบาทเป็นเจ้าภาพในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้คนไทย ไม่ใช่รอให้แม่น้ำปนเปื้อนแล้วค่อยเข้ามาตรวจ เข้ามาฟื้นฟู หรือเข้ามาเยียวยา”

รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ควรเดินหน้าสร้างระบบตรวจสอบที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ต้นเหตุของมลพิษยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะหากสามารถควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นทางได้จริง จะช่วยลดทั้งความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว

“อย่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำกกอีกต่อไป งบประมาณของประชาชนต้องไม่ถูกใช้เพื่อวิ่งตามปัญหา แต่ต้องใช้เพื่อหยุดปัญหาที่ต้นเหตุ”

สภาฯ ถกงบประมาณ 70 วันที่ 2 ฝ่ายค้านห่วงการประชุมจะยื้อเยื้อไปจนถึง 4 วันการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบั...
08/09/2026

สภาฯ ถกงบประมาณ 70 วันที่ 2 ฝ่ายค้านห่วงการประชุมจะยื้อเยื้อไปจนถึง 4 วัน

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 2 ต่อเนื่องในวันนี้ (8 กันยายน) ในช่วงค่ำ ตลอดทั้งวันสามารถพิจารณาได้ 2 มาตรา ท่ามกลางข้อสังเกตจากพรรคฝ่ายค้านที่ประเมินว่าความล่าช้าดังกล่าวอาจเป็นกลไกเพื่อยืดเยื้อเวลาการประชุมออกไปเป็น 4 วัน ซึ่งจะส่งผลให้วาระการพิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องชะลอออกไป

ที่ประชุมสภาฯ พิจารณาร่างงบประมาณวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. ตลอดทั้งวัน ที่ประชุมสามารถพิจารณาได้มาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมาตรา 15 กระทรวงคมนาคม โดยเมื่อเวลา 16.13 น. ที่ประชุมได้ลงมติผ่านร่างในมาตรา 15 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 280 คน ไม่เห็นด้วย 143 คน งดออกเสียง 51 คน และไม่มีผู้ไม่ลงคะแนนเสียง

ภายหลังการลงมติ ธนยศ ทิมสุวรรณ สส. เลย พรรคภูมิใจไทย ได้ขอหารือต่อที่ประชุมถึงความล่าช้าในการดำเนินงาน โดยระบุว่าคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านได้มีข้อตกลงร่วมกันก่อนหน้านี้ว่า การพิจารณาเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 จะดำเนินการให้ถึงมาตรา 15 และในวันนี้จะพยายามพิจารณาให้แล้วเสร็จถึงมาตรา 26 แต่ในความเป็นจริงเพิ่งผ่านพ้นการพิจารณามาตรา 15 ขณะที่มาตราที่เหลือมีสมาชิกลงชื่อขอแปรญัตติรออภิปรายอยู่รวมเวลาประมาณ 7 ชั่วโมง

ธนยศได้ขอความร่วมมือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้เวลาอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด โดยหากสมาชิกรายใดไม่มีประเด็นติดใจขอให้พิจารณาถอนตัว หรือปรับการอภิปรายให้มีความกระชับมากขึ้น เพื่อให้การพิจารณางบประมาณในวาระ 2 และ 3 สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลา 3 วันตามความตั้งใจเดิมของสภา

หลังจากนั้น ที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 16 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงชื่อแปรญัตติเพื่อเตรียมอภิปรายตามลำดับ เช่น การดี เลียวไพโรจน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร


#ศวิตาพูลเสถียร

08/09/2026

อ.สมชัยชี้ มีโอกาสที่ 21 คนภูมิใจไทย-เนวิน ชิดชอบ รอดพ้นคดี ฮั้ว สว.

#การเมือง #ฮั้วสว #อนุทิน #พรรคประชาชน #ภูมิใจไทย

08/09/2026

อ.สมชัยมองอนุฯ ชุด 36 มักพิจารณาคดีแบบหยาบๆ แตกต่างจากชุด 26 อย่างมาก

#การเมือง #ฮั้วสว #อนุทิน #พรรคประชาชน #ภูมิใจไทย

วันนี้ Data Center กำลังเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยจับตามอง ตลอดปี 2025 มีโครงการ Data Center ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุ...
08/09/2026

วันนี้ Data Center กำลังเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยจับตามอง ตลอดปี 2025 มีโครงการ Data Center ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ถึง 36 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 728,000 ล้านบาท และเปิดปี 2026 มาไม่ทันไร BOI ก็อนุมัติไปแล้วอีก 7 โครงการ มูลค่ารวม 96,000 ล้านบาท

แต่ไทยได้อะไรจากการมาของ Data Center ภาพนี้ยังปรากฏออกมาชัดเจนในสายตาคนทั่วไป เพราะเงินลงทุนก้อนมหึมาที่ไหลเข้ามา ไม่ได้แปลว่าไทยจะได้ประโยชน์โดยอัตโนมัติ ยิ่งเมื่อ Data Center ใช้น้ำและไฟฟ้ามหาศาล ทั้งยังไม่ได้สร้างงานจำนวนมากเหมือนอุตสาหกรรมเดิมๆ

กรณี Data Center ในกรุงเทพฯ ช่วงที่ผ่านมา ยังทำให้เห็นอีกชั้นของปัญหา คือกฎหมายและระบบอนุญาตของไทยยังตามอุตสาหกรรมไม่ทัน หลายเรื่องถูกกำกับแยกกันคนละหน่วยงาน จนเกิดช่องว่างขนาดใหญ่

บทความนี้จึงชวนมอง Data Center ให้พ้นจากตัวเลขเงินลงทุน ว่าไทยควรทำอะไรเพิ่มเพื่อให้ Data Center เป็นประโยชน์มากกว่าเป็นปัญหา

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่: https://thestandard.co/economicforum/data-center-thai/

08/09/2026

อ.สมชัยเล่าวันเจอณัฐวุฒิครั้งแรก จู่ๆ “ขอตบผมเลย”

#การเมือง #ณัฐวุฒิ #อนุทิน #ภูมิใจไทย

ที่อยู่

23/100-102 Soi Soonvijai, Rama 9 Road, Bangkapi, Huay Kwang
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ THE STANDARDผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง THE STANDARD:

ทางลัด

แชร์