THE STANDARD สำนักข่าวที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่สังคม News media driving positive social change.

UPDATE: DSI เตรียมเรียก 6 โรงกลั่น เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 11-12 มิ.ย. นี้ ต่อจาก 'น้องชายเสี่ยตือ' ที่เข้ารับทรา...
07/06/2026

UPDATE: DSI เตรียมเรียก 6 โรงกลั่น เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 11-12 มิ.ย. นี้ ต่อจาก 'น้องชายเสี่ยตือ' ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว พร้อมสั่งเบรกเงินชดเชยกองทุนน้ำมันทันที

จากกรณีที่ ‘ทีมสุดซอย’ ได้ส่งหลักฐานเพิ่มเติมคดี ‘คลังน้ำมันอ่างทอง’ กับ DSI เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา

ล่าสุด ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรมว.พลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า จากกระทรวงพลังงาน ถึง มือ DSI แจ้งความคืบหน้าการดำเนินคดี ในคดีคลังน้ำมันอ่างทอง จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีกำหนดออกหมายเรียก สุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี หรือ น้องชายเสี่ยตือ ให้เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ นั้น มีรายงานข่าวเบื้องหลังความคืบหน้าว่ายืนยันว่า สุรัตน์ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ และได้รับทราบข้อกล่าวหา ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 แล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา

ฐิติภัสร์ กล่าวต่อว่า คดีผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 คือโรงกลั่นน้ำมัน ทั้ง 6 ราย นั้น ล่าสุด DSI ได้ทำการออกหมายเรียก ‘กลุ่มโรงกลั่น’ ยักษ์ใหญ่ทั้ง 6 ราย ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีพิเศษที่ 80/2569 ในวันที่ วันที่ 11-12 มิถุนายน 2569 นี้ กรณีผู้ค้ารายใดที่ถูกกล่าวหาดำเนินคดีตามนโยบายของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน จะระงับจ่ายเงินชดเชยจากกองทุนน้ำทันเชื้อเพลิง ในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหาดำเนินคดีทุกราย จนกว่าผลการพิจารณาในชั้นศาลเสร็จสิ้น

ฐิติภัสร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ทีมสุดซอยจะมอบเอกสารหลักฐานใบกำกับการขนส่งของทั้ง 6 ผู้ค้า ให้คณะอนุกรรมการเพื่อติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการ รวมทั้งการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐฯ ตรวจสอบขยายผลว่า มีหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

“ทีม รมว.เอกนัฏ ลงมือทำและดำเนินคดีตามหลักฐาน บนข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา จากนี้เป็นหน้าที่ของ DSI ในการนำผู้ที่ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการระหว่างนี้ชุดสุดซอยยังตรวจสอบต่อเนื่อง หากพบข้อมูลหลักฐากอื่นเพิ่มเติมจะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป” ฐิติภัสร์ กล่าว

ยศชนัน ตรวจเยี่ยมงานวิจัยสงขลา เร่งต่อยอดสมุนไพร-เกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดโลกวันนี้ (7 มิถุนายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองน...
07/06/2026

ยศชนัน ตรวจเยี่ยมงานวิจัยสงขลา เร่งต่อยอดสมุนไพร-เกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดโลก

วันนี้ (7 มิถุนายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 7-8 มิถุนายน โดยที่แรกที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา ได้ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตสารสกัดสมุนไพรทางการแพทย์และอาหารมาตรฐาน GMP

โดย รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้นำเสนอศักยภาพของโรงงานต้นแบบดังกล่าว ซึ่งมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์สมุนไพรมูลค่าสูงและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ประกอบการ MSMEs พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม ผ่านการพัฒนาตลาด จับคู่พันธมิตรธุรกิจ และขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถการส่งออกสมุนไพรไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล

หลังการนำเสนอและหารือ ศ.ดร.ยศชนัน ให้ความเห็นว่า กระทรวงฯ มีหมุดหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งคำว่า Wellness ในที่นี้ครอบคลุมตั้งแต่ด้านการแพทย์ อาหาร การเกษตรที่ดี การท่องเที่ยว ไปจนถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล

การจะผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลายและการศึกษาและวิจัยเชิงลึก เพื่อให้สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์และคุณสมบัติต่าง ๆ ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงความรู้สึก ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับสินค้าและบริการ และผลักดันให้ภาคใต้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ (Wellness Hub) อย่างแท้จริง

ภาคใต้ของเรามีจุดแข็งและข้อได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวอยู่แล้ว หากเรานำเรื่อง Wellness เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง จะยิ่งช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยขณะนี้เราได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายสถาบันการศึกษามากมาย ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ขับเคลื่อนศูนย์การแพทย์อันดามัน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยทักษิณ รวมถึงเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่พร้อมนำโจทย์ของพื้นที่มาศึกษาวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นอกจากนี้ เรายังมุ่งเน้นการสร้างกลไกที่เอื้อต่อการลงทุน โดยหากเราสามารถพิสูจน์มูลค่าทางธุรกิจให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว งบประมาณและการสนับสนุนจะไม่จำกัดอยู่แค่ภาครัฐ แต่จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน (Matching Fund) ทั้งในและต่างประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำจุดแข็งด้านเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) มาบูรณาการควบคู่ไปกับ Wellness Economy ซึ่งถือเป็นจุดขายที่โดดเด่นของภาคใต้ ที่จะช่วยดึงดูดผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และนักลงทุน ให้เข้ามาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ สร้างความคึกคักให้กับระบบเศรษฐกิจ และพร้อมที่จะขยายโมเดลความสำเร็จนี้ไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศต่อไป

จากนั้นคณะได้เดินทางไปยังตลาดเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อติดตามความก้าวหน้า 5 โครงการวิจัยเด่นที่มุ่งยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ได้แก่ การพัฒนา 'ไก่เบขลา' ไก่ลูกผสมโตไว ต้นทุนต่ำ และมีคอลลาเจนสูง ซึ่งถูกนำมาต่อยอดเป็นธุรกิจร้านข้าวมันไก่โดยนักศึกษาผู้ประกอบการ ควบคู่กับการผลักดันเป็นวัตถุดิบคุณภาพประจำจังหวัด นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ได้แก่ การเลี้ยงปลาชะโอน ด้วยเทคโนโลยีไบโอฟลอคอัจฉริยะที่ใช้พื้นที่น้อย ปลอดโรค และจัดการของเสียเป็นศูนย์ ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้จนเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสงขลาและพัทลุง รวมถึงการเพาะเลี้ยงปลาพลวงชมพู ด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติและเครือข่ายไร้สาย (IoT) ที่ประสบความสำเร็จในการปรับพฤติกรรมปลาให้คุ้นชินกับฟาร์มจนพร้อมขยายผลสร้างโรงเพาะพันธุ์เพื่อถ่ายทอดสู่เกษตรกร

ในมิติของการอนุรักษ์และการเกษตรมูลค่าสูง มีการนำเสนอต้นแบบการผลิต 'ปลิงทะเล' แบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะพันธุ์จนถึงการแปรรูป เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง โดยร่วมกับวิสาหกิจชุมชนเกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา ช่วยสร้างอาชีพเสริมและตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG ปิดท้ายด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่าน 'ศูนย์การเรียนรู้กาแฟโรบัสต้าภาคใต้' ที่ยกระดับสู่กาแฟคุณภาพสูง (Fine Robusta+) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ส่งผลให้เกษตรกรในจังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูลเปลี่ยนผ่านจากการเน้นปริมาณมาเป็นคุณภาพ เกิดเป็นเครือข่ายนวัตกรชุมชนที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนจากผลิตภัณฑ์กาแฟได้แล้วกว่า 1.54 ล้านบาท

UPDATE: DSI แจ้งข้อหา ‘สุรัตน์’ นายทุนตัวจริง เบื้องหลังคดีปลอมปนน้ำมัน พร้อมจ่อเรียก 6 โรงกลั่นใหญ่รับข้อหาผิด พ.ร.บ.กา...
07/06/2026

UPDATE: DSI แจ้งข้อหา ‘สุรัตน์’ นายทุนตัวจริง เบื้องหลังคดีปลอมปนน้ำมัน พร้อมจ่อเรียก 6 โรงกลั่นใหญ่รับข้อหาผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง

วันนี้ (7 มิถุนายน) แหล่งข่าวภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสืบเนื่องจากข้อสั่งการของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516

ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ได้กำชับให้เร่งรัดตรวจสอบและป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด โดยมีการสนธิกำลังร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า ศรชล. กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน และหน่วยงานระดับจังหวัด เพื่อตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันและศูนย์กระจายน้ำมันทั่วประเทศ ซึ่งนำไปสู่การรับเป็นคดีพิเศษหลายกรณีความคืบหน้าคดีปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง (คดีพิเศษที่ 66/2569)

สำหรับกรณีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเลียมเทรดดิ้ง จำกัด ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายเรียก สุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี (น้องชายของสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี (เสี่ยตือ คอสโม่) เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง (มาตรา 10) และกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่าย (มาตรา 25 วรรคหนึ่ง) ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543

ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนได้กำหนดนัดหมายให้นายสุรัตน์เข้าพบในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่านายสุรัตน์ได้เดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยแนวทางการสืบสวนระบุว่า นายสุรัตน์ถือเป็นผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการบริหารจัดการธุรกิจน้ำมันของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเลียมเทรดดิ้ง จำกัด ทั้งหมด โดยมีพยานหลักฐานเป็นเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบัญชีนิติบุคคล แม้จะไม่เคยปรากฏชื่อของนายสุรัตน์ในโครงสร้างกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทก็ตาม

นอกจากนี้ รายงานยังระบุถึงความคืบหน้าการตรวจสอบใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (โรงกลั่น) จำนวน 6 แห่งในประเทศไทย ซึ่งพบว่าไม่มีการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนใน 8 ข้อสำคัญ ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 อันถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543

ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ดำเนินการออกหมายเรียกนิติบุคคลระดับมหาชนทั้ง 6 บริษัท เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหาฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันที่ทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด โดยกำหนดนัดหมายให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาระหว่างวันที่ 11-12 มิถุนายน 2569 ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีบริษัทใดส่งหนังสือขอเลื่อนการเข้าพบ ประกอบด้วย

⚈ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) - Thaioil (TOP)

⚈ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) - GC (PTTGC)

⚈ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) - IRPC

⚈ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) - Bangchak (BCP)

⚈ บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) - Bangchak Sriracha (BSRC)

⚈ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) - Star Petroleum (SPRC)

07/06/2026

‘ภาวะโลกร้อน’ กระทบต่อคนเลี้ยงผึ้งในเกาหลีใต้อย่างไร

ชัชชาติ หาเสียงบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบายเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำติดป้ายหาเสียงต้องเท่าเทียมวันนี้ (7 มิถุนายน) ชัชช...
07/06/2026

ชัชชาติ หาเสียงบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบายเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำติดป้ายหาเสียงต้องเท่าเทียม

วันนี้ (7 มิถุนายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อมทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ลงพื้นที่หาเสียงเขตบึงกุ่ม บางกะปิ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนบริเวณตลาดปัฐวิกรณ์ว่า ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของเมืองในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งหัวใจสำคัญคือการขับเคลื่อนบริษัทขนาดใหญ่ราว 1,400 แห่ง และกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME กว่า 500,000 ราย ให้เดินหน้าควบคู่กันไปได้ เพราะต่างก็มีการจ้างงาน กลุ่มละประมาณ 3 ล้านคน

ทั้งนี้ ทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ได้เตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอยผ่านการสร้างแพลตฟอร์ม กทม. เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผู้ให้บริการระดับชุมชน เช่น ช่างซ่อมแอร์ หรือช่างประปา สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในโซนเดียวกันได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งเตรียมจัดตั้งศูนย์ One-Stop Service และคลินิก SME เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากในการขอใบอนุญาตสำหรับกิจการร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโฮสเทล

​นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว การยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงก็เป็นประเด็นสำคัญ ที่ต้องเดินหน้าต่อ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแผนต่อยอดจากสวนป่าชุ่มน้ำ 86 ไร่ โดยจะกระจายสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกอย่างน้อย 6 แห่ง ขนาด 10 ไร่ขึ้นไป ให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ

ในส่วนของการศึกษานั้น นายศานนท์ หวังสร้างบุญ ได้ระบุถึงความสำเร็จในการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ซึ่งเห็นผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ปีแรก รวมถึงการปรับพื้นที่ในโรงเรียนให้เป็นห้อง Maker Space เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือทำ พร้อมทั้งขยายโรงเรียนหลักสูตร 2 ภาษาและเปิดรับเด็กอนุบาลวัย 3 ขวบเข้าสู่ระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครอง

ขณะที่ด้านสาธารณสุข รศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช ได้เล็งเห็นช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ จึงมีแนวคิดที่จะสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่บริเวณรอยต่อเขตวังทองหลาง บางกะปิ ดินแดง และลาดพร้าว เพื่ออุดรอยโหว่ของ Health Zone ให้บริการได้อย่างครอบคลุมที่สุด

ชัชชาติยังย้ำถึงจุดยืนเรื่องความเท่าเทียมในการใช้พื้นที่โฆษณาหาเสียง โดยพร้อมตรวจสอบและถอดป้ายออกทันที หากพบว่าในพื้นที่นั้น อนุญาตให้ตนเองติดป้ายหาเสียงได้ แต่ไม่อนุญาตให้ผู้สมัครรายอื่นติดได้ เพราะการหาเสียงต้องมีความเท่าเทียมกันทุกส่วน

“เรื่องป้ายโฆษณาหาเสียง ผมเร่งให้ทีมงานไปตรวจสอบแล้ว ผมยึดหลักถ้าไม่ให้เพื่อนเราโฆษณา เราก็ไม่ควรได้โฆษณา ถ้าทีมงานตรวจสอบพบว่า ทีมอื่นไปขออนุญาตเหมือนกัน แต่มาเลือกโฆษณาให้เฉพาะเรา เราก็จะเอาออก เราต้องเท่าเทียมกัน เพื่อนเราไม่ได้ เราก็ต้องไม่ได้เหมือนกัน” ชัชชาติกล่าว

ชัชชาติได้ฝากเน้นย้ำถึงประชาชนทุกคนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ จะไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขต หรือนอกราชอาณาจักร จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนบริหารจัดการเวลาเพื่อมาร่วมกันแสดงพลังบริสุทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย

ชัชชาติ กล่าวถึงกรณีที่ผลสำรวจความคิดเห็นหรือโพล ที่คะแนนออกมาดีอย่างต่อเนื่อง โดยแสดงความขอบคุณประชาชนพร้อมระบุว่า คะแนนที่เห็นไม่ได้สะท้อนถึงการหาเสียง แต่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานอย่างหนักตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จนประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้น

​อย่างไรก็ตาม ได้เตือนทีมงานว่าห้ามประมาทเด็ดขาด เนื่องจากการเมืองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าลงพื้นที่พบปะกับประชาชนอย่างเต็มที่ทุกวันตามปกติ

​สำหรับกรณีที่ จิรายุ ห่วงทรัพย์ โพสต์ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับผู้อำนวยการเขตรายหนึ่งในประเด็นการคุกคามทางเพศ ชัชชาติระบุว่า หากมีข้อมูลหรือหลักฐานที่ถูกต้องชัดเจน ขอให้เปิดเผยออกมาได้เลยเพื่อเอาคนไม่ดีออกไป และพร้อมให้ฝ่ายบริหารชุดใหม่หรือปลัด กทม. ดำเนินการทันที

“เราประกาศเสมอว่าเราไม่ยินยอมต่อการคุกคามทางเพศ ที่ผ่านมาถ้ามีเรื่องร้องเรียนเราจัดการทุกเคส อย่างในโรงเรียนก็เคยมีคำสั่งไล่ออกไปแล้ว แต่ในระดับผู้อำนวยการเขตตอนนี้ยังไม่มีข้อมูล ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องพฤติกรรมของตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับระบบของ กทม. แต่อย่างใด” ชัชชาติกล่าว

​นอกจากนี้ ชัชชาติยังกล่าวเสริมว่า กทม. เพิ่งได้รับรางวัลเหรียญทองด้านความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าหน่วยงานภายนอกประเมินระบบการดูแลสิทธิมนุษยชนของ กทม. ไว้ค่อนข้างดี

​​ส่วนข้อกล่าวหาที่ระบุว่ามีการใช้ IO เพื่อตอบโต้ทางการเมือง หรือไม่นั้น ชัชชาติปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า ไม่มีการทำ IO อย่างแน่นอน 100% นโยบายของทีมงานคือการสื่อสารข้อเท็จจริงและแนวทางการทำงานอย่างสร้างสรรค์ ไม่มีการกล่าวร้ายหรือทำลายคู่ต่อสู้

​"การไปทำลายคู่ต่อสู้ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้น หรือทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น การแข่งขันกันคือการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชน แต่อาจจะมีแฟนคลับบางส่วนที่ไปโจมตีคนอื่น ซึ่งผมก็อยากขอร้องว่าอย่าไปทำเลย ให้ดูที่ผลงานของเราเป็นหลักดีกว่า" ชัชชาติกล่าว

ส่วนกระแสวิจารณ์เรื่องระบบอากง หรือข้อครหาเรื่องการใช้เส้นสายในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ชัชชาติชี้แจงว่า ระบบดังกล่าวไม่มีอยู่จริง และมองว่าเป็นเพียงวาทกรรม ที่ถูกสร้างขึ้นมา

​ทั้งนี้ ชัชชาติอธิบายว่า การแต่งตั้งโยกย้ายในทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนที่สมหวังและไม่สมหวังเป็นเรื่องธรรมดา คนที่ไม่พอใจก็อาจจะกล่าวหาว่าระบบไม่ดี โดยไม่ได้ย้อนดูความสามารถของตนเอง พร้อมยืนยันว่าแนวปฏิบัติของทีมชัชชาติตลอดมาคือการเลือกคนดี คนเก่ง และเน้นความซื่อสัตย์สุจริตอย่างโปร่งใสที่สุด

UPDATE: กล้าธรรม จี้รัฐเปิดผลตรวจ ‘ซิน เคอ หยวน’ ทุกด้าน ถาม ‘เหล็กผ่านจริง หรือแค่เอกสารผ่าน’ หลังอนุญาตกลับมาเดินเครื่...
07/06/2026

UPDATE: กล้าธรรม จี้รัฐเปิดผลตรวจ ‘ซิน เคอ หยวน’ ทุกด้าน ถาม ‘เหล็กผ่านจริง หรือแค่เอกสารผ่าน’ หลังอนุญาตกลับมาเดินเครื่อง

วันนี้ (7 มิถุนายน) พีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างละเอียด กรณีอนุญาตให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด กลับมาเปิดดำเนินกิจการอีกครั้ง โดยตั้งคำถามว่า “เหล็กผ่านจริง หรือแค่เอกสารผ่าน” พร้อมระบุว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของประชาชน จึงไม่ควรถูกจัดการอย่างเงียบๆ ภายในระบบราชการ

พีรวัสกล่าวว่า แม้บริษัทจะผ่านเกณฑ์ด้านมลพิษทางอากาศและการทดลองเดินเครื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้อกำหนดทางกฎหมายเบื้องต้น ไม่ใช่คำยืนยันว่าข้อกังวลทั้งหมดเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้รับการคลี่คลายแล้ว

เขาระบุว่า ซิน เคอ หยวน เคยถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ รวมถึงเคยมีกรณีสินค้าถูกอายัดและกลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลในสังคมอย่างกว้างขวาง ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรใช้คำว่า “ผ่านเกณฑ์” เป็นคำอธิบายครอบคลุมทุกประเด็น

“ประชาชนไม่ได้ถามเพียงว่าปล่องควันผ่านมาตรฐานหรือไม่ แต่ถามว่าเหล็กที่ออกจากโรงงานนี้มีความปลอดภัยจริงหรือไม่ แข็งแรงจริงหรือไม่ และจะไม่กลับไปสร้างความเสี่ยงให้บ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล หรืออาคารสาธารณะอีกใช่หรือไม่” พีรวัสกล่าว

รองโฆษกพรรคกล้าธรรมยังตั้งข้อสังเกตว่า การทดลองเดินเครื่องภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ แตกต่างจากการผลิตเชิงพาณิชย์ในภาวะปกติ จึงจำเป็นต้องมีคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลหลังจากโรงงานกลับมาเปิดดำเนินการ

เขาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์หลังเปิดโรงงาน ทั้งช่วงเวลาในการตรวจ หน่วยงานผู้รับผิดชอบ มาตรฐานที่ใช้ และแนวทางการเปิดเผยผลตรวจต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

“หากรัฐมั่นใจว่าปลอดภัย ก็ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ เพราะเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่ผู้ลงนามในเอกสาร แต่คือประชาชน” พีรวัสกล่าว

พีรวัสย้ำว่า พรรคกล้าธรรมไม่ได้คัดค้านผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจตามกฎหมาย แต่ไม่เห็นด้วยหากภาครัฐเลือกใช้แนวทางที่ขาดความโปร่งใส โดยอนุญาตให้กลับมาเดินเครื่องโดยไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะได้อย่างเพียงพอ

พร้อมกันนี้ เขาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยผลการตรวจมาตรฐานเหล็ก รายงานการทดสอบ กระบวนการควบคุมคุณภาพ แผนการสุ่มตรวจหลังเปิดโรงงาน มาตรการป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาด รวมถึงแนวทางรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐหากเกิดปัญหาซ้ำในอนาคต

“รัฐบาลกล้าเปิดผลตรวจทั้งหมดหรือไม่ กล้าให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าตรวจสอบซ้ำหรือไม่ และกล้าให้ประชาชนเห็นกระบวนการกำกับดูแลทั้งหมดหรือไม่ หากกล้า ก็เปิดข้อมูลให้สังคมตรวจสอบ แต่หากไม่กล้า ก็ไม่อาจตำหนิประชาชนที่ยังคงมีข้อสงสัย” พีรวัสกล่าว

พีรวัสกล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีซิน เคอ หยวน เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลว่าจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนมากเพียงใด โดยย้ำว่าเหล็กไม่ได้เป็นเพียงวัสดุก่อสร้าง แต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความปลอดภัยของผู้คนจำนวนมาก

“เหล็กหนึ่งเส้นไม่ได้แบกเพียงคานหรือเสา แต่แบกชีวิตคน แบกครอบครัว และแบกความเชื่อมั่นของประเทศ หากรัฐบาลยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ก็ไม่ควรรีบสรุปว่าทุกอย่างเรียบร้อย เพราะสำหรับประชาชน เรื่องนี้ยังไม่จบ” พีรวัสกล่าว

UPDATE: ชัยวัฒน์ เมินนิด้าโพลชัชชาตินำโด่ง ชี้โพลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือวันเลือกตั้งวันนี้ (7 มิถุนายน) ชัยวัฒน์ สถาวรว...
07/06/2026

UPDATE: ชัยวัฒน์ เมินนิด้าโพลชัชชาตินำโด่ง ชี้โพลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือวันเลือกตั้ง

วันนี้ (7 มิถุนายน) ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน พร้อมด้วย อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย ผู้สมัคร สก. เขตจตุจักร พรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียงเพื่อนำเสนอนโยบายด้านต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายค้าขายง่าย ส่งเสริมพื้นที่ค้าขาย และ หวย SME เพราะมองว่าตลาด อตก. ในวันอาทิตย์มีประชาชนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมาก

สำหรับปัญหาในพื้นที่ อภิวัฒน์ กล่าวว่า เขตจตุจักรยังมีปัญหาขยะตกค้างและปัญหาน้ำท่วม แม้การทำงานในสมัยที่ดำรงตำแหน่ง สก. ก่อนหน้านี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาไปได้มากพอสมควร แต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด ขณะที่ด้านการคมนาคม พื้นที่จตุจักรถือเป็นศูนย์กลางการขนส่ง แต่ยังประสบปัญหาการจราจรติดขัด เนื่องจากการเชื่อมต่อระบบขนส่งยังไม่สะดวกเท่าที่ควร และเมื่อเกิดน้ำท่วมก็ยิ่งทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้น

ส่วนความมั่นใจในพื้นที่จตุจักรนั้น ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกดดัน จากการลงพื้นที่ร่วมกับผู้สมัคร สก. ได้รับเสียงตอบรับและการสนับสนุนจากประชาชนอย่างอบอุ่น พวกเราเดินพบประชาชนทุกวัน ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อทำให้ชีวิตของประชาชนง่ายขึ้น และสื่อสารให้เห็นว่าจะพัฒนากรุงเทพมหานครให้ดีขึ้นได้อย่างไร โดยหวังว่าจะได้รับโอกาสจากประชาชน

เมื่อถามถึงผลนิด้าโพลที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มีคะแนนนำห่างจากผู้สมัครรายอื่น ชัยวัฒน์ กล่าวว่า โพลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือโพลในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เพื่อนำเสนอนโยบายและแนวทางการบริหารกรุงเทพมหานครอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต และหวังว่าประชาชนจะให้โอกาสเข้าไปทำงาน

เมื่อถามถึงกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ชัยวัฒน์ กล่าวว่า เป็นกลุ่มที่พรรคให้ความสำคัญ และหวังว่าจะสามารถทำให้ประชาชนเห็นว่า การให้โอกาสพรรคประชาชนจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงและอนาคตของกรุงเทพมหานครที่แตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมา

ส่วนจะมีแคมเปญใหม่ออกมาในช่วงท้าย ๆ ของการหาเสียงหรือไม่ ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขอให้ติดตาม เพราะพรรคมีการทยอยนำเสนอแคมเปญและการสื่อสารในหลากหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงระบบอากง ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาการซื้อขายตำแหน่งและการทุจริตเกิดขึ้นมาในทุกยุคทุกสมัยของการบริหารกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญอย่างมาก

“การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตงบประมาณหรือการซื้อขายตำแหน่ง ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ควบคู่ไปกับระบบป้องกัน ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยตามจับ”

ชัยวัฒน์ กล่าวว่า พรรคประชาชนเสนอมาโดยตลอดว่าจะนำระบบเข้ามาป้องกันปัญหาการทุจริต ภายใต้การบริหารของผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน จะไม่ยอมให้เกิดเรื่องลักษณะนี้ขึ้น เพราะหากหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก

“ขอโอกาสจากประชาชนชาว กทม. ให้โอกาสพรรคประชาชน หากเราได้เข้ามาบริหาร ไม่ใช่เพียงตัวผมเอง แต่รวมถึงผู้บริหารทุกคนที่ทำงานร่วมกัน จะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น”

เมื่อถามว่าจะเข้าไปรื้อระบบเดิมหรือไม่ ชัยวัฒน์ กล่าวว่า จะเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง เพราะการซื้อขายตำแหน่งมีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์และถอนทุนคืนจากงบประมาณของรัฐ ดังนั้น หากไม่สามารถทุจริตหรือโกงกินได้ ระบบซื้อขายตำแหน่งก็จะหมดแรงจูงใจไปเอง

พร้อมยกตัวอย่างกรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ซึ่งพรรคประชาชนเข้าไปบริหารและสามารถพิสูจน์ได้ว่างบประมาณมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยราคาจัดซื้อหลายโครงการต่ำกว่าราคากลางประมาณ 20-60%

ส่วนกรณีประชาชนถูกตัดสิทธิจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากบุตรนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีนั้น ชัยวัฒน์ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังขาดความสมเหตุสมผล เพราะผู้ปกครองที่ถูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีอาจไม่ได้เป็นผู้มีรายได้จริง จึงเห็นว่ากระทรวงการคลังควรออกมาชี้แจงเหตุผลและนำปัญหานี้ไปปรับปรุงแก้ไข

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวทางแก้ปัญหาในฐานะอดีตบุคลากรธนาคารแห่งประเทศไทย ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขอให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการอธิบายรายละเอียด ส่วนตนต้องการมุ่งเน้นการนำเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะนโยบาย ‘หวย SME กทม.’

ชัยวัฒน์ อธิบายว่า นโยบายดังกล่าวมีต้นแบบมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากของไต้หวัน โดยกำหนดให้ประชาชนที่ซื้อสินค้าจากร้านค้า SME ที่เข้าร่วมโครงการ ทุกการใช้จ่าย 20 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล ซึ่งกรุงเทพมหานครจะจัดสรรงบประมาณเป็นเงินรางวัลรวม 10 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อยอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ โมเดลดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการแล้วที่จังหวัดลำพูนในชื่อ “ลำพูนเพย์” และเชื่อมั่นว่าหากนำมาปรับใช้ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่า จะสามารถกระตุ้นรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนประเด็นการเชิญ สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน มาช่วยลงพื้นที่หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายนั้น ชัยวัฒน์ ชี้แจงว่า ปัจจุบันบทบาทหลักของสุรพลคือการเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบาย โดยนำประสบการณ์และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกรุงเทพมหานคร เช่น การบริหารงานบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มาใช้ประกอบการจัดทำนโยบายของพรรค

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเชิญมาช่วยหาเสียงในพื้นที่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการหารือในเรื่องดังกล่าว

UPDATE: มัลลิกา จ่อร้อง กกต. ปมป้ายหาเสียงติดรถเมล์-รถไฟฟ้า ถามมาตรฐานความเท่าเทียมอยู่ตรงไหนวันนี้ (7 มิถุนายน) ดร.มัลล...
07/06/2026

UPDATE: มัลลิกา จ่อร้อง กกต. ปมป้ายหาเสียงติดรถเมล์-รถไฟฟ้า ถามมาตรฐานความเท่าเทียมอยู่ตรงไหน

วันนี้ (7 มิถุนายน) ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการพบป้ายหาเสียงผิดกฎหมายว่า ผู้สมัคร ส.ก. หลายคนส่งเรื่องเข้ามาให้ตนเองโดยเบื้องต้นอยากเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบว่า ปัจจุบันมี 2 กรณีที่ไม่ถูกต้องตามกติกาการเลือกตั้ง ได้แก่ ป้ายหาเสียงที่ติดบนรถไฟฟ้าซึ่งมีขนาดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และป้ายที่ติดบนรถโดยสารประจำทาง ซึ่งมีความกว้าง ความยาว และความสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยมีหลักฐานว่าป้ายดังกล่าวถูกนำไปติดตั้งและวิ่งทั่วกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว เท่าที่ได้รับทราบคืออดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผู้ติดตั้งป้ายบนรถเมล์ต่าง ๆ ด้วยตนเอง จึงขอฝากถึงเลขาธิการ กกต. และประธาน กกต. ให้ตรวจสอบ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส่วนรายละเอียดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น ก็อยากให้ กกต. เข้าไปไต่สวนและตรวจสอบ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีผู้ร้องเรียน เพราะขณะนี้ประชาชนเห็นกันอยู่แล้ว

อยากฝากถึงเลขาธิการ กกต. ว่า หากกรณีป้ายหาเสียงดังกล่าวก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำหรือความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้สมัคร รวมถึงมีการติดตั้งในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง กกต. จะมีแนวทางดำเนินการอย่างไร และจะทำให้เกิดมาตรฐานการหาเสียงที่เท่าเทียมกันได้อย่างไร

“จะมัวแต่เกรงใจคนที่เป็นมาก่อน แต่ไม่เกรงใจผู้ที่มาต่อกร สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง อยากให้ กกต. ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง และไม่ปล่อยให้เกิดความเสียเปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน จึงอยากเรียกร้องให้ตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้สมัครทุกคน”

ส่วนจะสามารถตรวจสอบได้ทันก่อนวันเลือกตั้งหรือไม่นั้น ดร.มัลลิกา กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบในเวลานี้ และเมื่อตนได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ก็พบว่ามีพยานและหลักฐานจากผู้สมัคร ส.ก. หลายคน ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลไว้ทั้งหมด และจะส่งมอบให้ กกต. ภายในวันนี้

UPDATE: รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียนสั่งหยุดเรียนได้ทันที หากเสี่ยงน้ำท่วม ยึดความปลอดภัยนักเรียนเป็นหลักวันนี้ (7 มิ...
07/06/2026

UPDATE: รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียนสั่งหยุดเรียนได้ทันที หากเสี่ยงน้ำท่วม ยึดความปลอดภัยนักเรียนเป็นหลัก

วันนี้ (7 มิถุนายน) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวังและรับมือเหตุอุทกภัยในสถานศึกษาว่า จากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พบว่า แนวโน้มอุทกภัย ดินสไลด์ และน้ำท่วมฉับพลันในทุกภูมิภาคมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่ามีสถานศึกษาได้รับผลกระทบเกือบ 2,000 แห่ง และมีเด็กนักเรียนได้รับผลกระทบกว่า 1.6 แสนคน อีกทั้งยังพบว่า มีโรงเรียนจำนวนมากที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซ้อน

ล่าสุด รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากการตั้งรับเป็นการทำงานเชิงรุก และออกมาตรการระยะสั้นคุมเข้มสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น โดยกำชับให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประสานงานฝ่ายปกครองท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด พร้อมให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาประเมินความเสี่ยงและสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราวได้ทันที รวมทั้งปรับระบบการเรียนการสอนเป็น Online, On-Hand หรือ On-Demand ตามความเหมาะสม

ขณะเดียวกัน ให้ครูผู้สอนผ่อนปรนการส่งการบ้านและการสอบในช่วงวิกฤต เพื่อดูแลสภาพจิตใจของเด็กและผู้ปกครองไม่ให้เกิดความเครียด นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้สถานศึกษาจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนเป็นศูนย์อพยพชั่วคราวของชุมชน กรณีต้องมีการอพยพประชาชนในพื้นที่ และให้ทุกโรงเรียนรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน Line เพื่ออนุมัติถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นได้อย่างทันท่วงที

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเพิ่มเติมถึงมาตรการระยะยาวว่า จะเน้นเรื่องการฟื้นฟูโครงสร้างและการสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวร โดยเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้เร่งจัดทำแผนสอบชดเชย จัดหาอุปกรณ์การเรียนทดแทนส่วนที่เสียหาย และประสานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนของอาชีวศึกษา ส่งทีมช่างเข้าซ่อมแซมทันที

จากนั้น ให้สถานศึกษารายงานความเสียหายของอาคารเพื่อขอรับงบซ่อมแซมจาก สพฐ. กรณีเร่งด่วน รวมทั้งประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อปรับปรุงระบบระบายน้ำของโรงเรียนและชุมชนในระยะยาวต่อไป

UPDATE: ทีมคนทำงาน เปิดตัวแนวคิด ‘ระบอบคนทำงาน’ ปฏิรูปสภา กทม. ชู AI-KPI-ความโปร่งใส ยกระดับการทำงานตอบโจทย์ประชาชนวันนี...
07/06/2026

UPDATE: ทีมคนทำงาน เปิดตัวแนวคิด ‘ระบอบคนทำงาน’ ปฏิรูปสภา กทม. ชู AI-KPI-ความโปร่งใส ยกระดับการทำงานตอบโจทย์ประชาชน

วันนี้ (7 มิถุนายน) ทีมคนทำงาน เปิดตัวแนวคิด ‘ระบอบคนทำงาน’ เพื่อปฏิรูปการทำงานของสภากรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายยกระดับสภา กทม. ให้เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของเมืองมากขึ้น

สำหรับข้อเสนอสำคัญของแนวคิดระบอบคนทำงาน ประกอบด้วย การเปิดทางให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร การพัฒนาสภาอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การลดขั้นตอนและคณะกรรมการที่ซ้ำซ้อน การกำหนดกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน การนำระบบตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) มาใช้ประเมินประสิทธิภาพการทำงาน ตลอดจนการผลักดันความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยข้อมูลและผลการลงมติของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าทีมคนทำงาน กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองจากการเมืองแบบเดิมไปสู่การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยระบบการทำงานและผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

“กรุงเทพมหานครต้องการมากกว่าคนที่มีตำแหน่ง แต่ต้องการระบบที่ทำให้งานเดินหน้าได้จริง ระบอบคนทำงานคือการทำให้สภา กทม. เป็นพื้นที่ทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียงพื้นที่อภิปราย แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถแก้ปัญหาและส่งมอบผลลัพธ์ให้คนกรุงเทพฯ ได้อย่างเป็นรูปธรรม” ศ.ดร.ดวงฤทธิ์ กล่าว

หัวหน้าทีมคนทำงาน ระบุเพิ่มเติมว่า หากข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการผลักดันจนเกิดผลในทางปฏิบัติ จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานของสภา กทม. ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น และส่งเสริมให้การแก้ไขปัญหาของเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทีมคนทำงานยืนยันว่า เป้าหมายสำคัญของแนวคิด “ระบอบคนทำงาน” คือการสร้างสภา กทม. รูปแบบใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม สามารถตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ในการแก้ไขปัญหาเมืองเป็นสำคัญ

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร


#ศวิตาพูลเสถียร

ที่อยู่

23/100-102 Soi Soonvijai, Rama 9 Road, Bangkapi, Huay Kwang
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ THE STANDARDผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง THE STANDARD:

แชร์