Outperform เกาะติดข่าวสารกองทุน-ประกัน

บลจ. ยูโอบี เผยภาพมุมมองเศรษฐกิจมีแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงหนุนหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลก พร้อมรับโอกาสเติบโตจากเมกะเทรนด์ AIนาย...
09/09/2026

บลจ. ยูโอบี เผยภาพมุมมองเศรษฐกิจมีแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงหนุนหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลก
พร้อมรับโอกาสเติบโตจากเมกะเทรนด์ AI
นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ. ยูโอบี) ได้ให้มุมมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังสามารถขยายตัวได้แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และความผันผวนของราคาพลังงาน นโยบายการเงินของธนาคารกลางส่วนใหญ่ได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทายจากภาพเงินเฟ้อที่มีความผันผวนสูงจากปัจจัยสงคราม และมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินสถานการณ์ ภายใต้สภาพแวดล้อมการลงทุนในปัจจุบัน ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากปัจจัยขับเคลื่อนด้านนโยบายการเงินไปสู่ปัจจัยด้านการเติบโตของผลประกอบการและการลงทุนเชิงโครงสร้างมากขึ้น หลังจากที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในหลายปีที่ผ่านมา ด้านการเติบโตของกำไรบริษัทโดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบ Cloud Computing และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลก
ในระยะถัดไป บลจ. ยูโอบี คาดการณ์ว่า การลงทุนจะมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น (Broadening Market Leadership) จากเดิมที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการลงทุนใหม่ อาทิ Semiconductor, Data Center, Energy Infrastructure และ Industrial Automation รวมถึงผู้ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตทั่วโลก เข้ามามีบทบาทในการสร้างผลตอบแทนมากขึ้น นอกจากนี้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินของหลายประเทศในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศมีโอกาสคงที่หรือปรับขึ้นได้น้อยกว่าที่คาดหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย จะช่วยสนับสนุนสภาพคล่องของระบบการเงินและลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลดีทั้งต่อตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นในระยะกลาง แม้ว่าความผันผวนระยะสั้นจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และความไม่แน่นอนทางการเมืองในบางประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดก็ตาม ดังนั้น การจัดสรรสินทรัพย์แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นต่างประเทศในระดับที่สูงกว่าปกติ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และตลาดเอเชียบางประเทศที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดที่มีคุณภาพสูงและมีศักยภาพการเติบโตของกำไรที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก จากการลงทุนด้าน AI, Cloud Computing, Semiconductor และระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แม้ระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) จะอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต แต่การเติบโตของกำไรยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ทำให้ยังคงมุมมองบวกต่อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Ecosystem นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการขยายตัวของการลงทุนไปยังบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งกลุ่มอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระดับองค์กร ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากกรอบการลงทุนระยะยาว ขณะเดียวกันการใช้จ่ายภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและภาคเอกชน แม้ว่าระดับมูลค่าหุ้นจะอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวก็ตาม
ด้านตลาดญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจจากการปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน การเติบโตของค่าจ้าง และนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นและสนับสนุนการเติบโตของกำไรบริษัทในระยะยาว นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ประกอบกับสภาพคล่องภายในประเทศที่ยังอยู่ในระดับดี ทำให้ญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาว
ส่วนตลาดจีน แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ระดับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับไม่สูงและการสนับสนุนจากภาครัฐต่ออุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น AI, Advanced Manufacturing, Semiconductor และ Clean Energy ทำให้ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบ Selective Opportunity สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ ขณะที่ ตลาดยุโรป ยังคงมุมมองการลงทุนแบบระมัดระวัง เนื่องจากเศรษฐกิจยังเติบโตในระดับต่ำและได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ข้อจำกัดด้านผลิตภาพ และการเติบโตเชิงโครงสร้างที่ยังตามหลังสหรัฐฯ และบางประเทศในเอเชีย แม้ว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะต่อไปอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสนับสนุนผลประกอบการของภาคธุรกิจได้บางส่วนก็ตาม
ภายใต้บริบทดังกล่าว มองว่าการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ถึงปี 2570 ควรให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนระหว่างภูมิภาคและประเภทสินทรัพย์มากกว่าการกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างการเติบโตจากเมกะเทรนด์ระยะยาว ควบคู่กับสินทรัพย์ที่มีความสามารถในการสร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน
บลจ. ยูโอบี ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ถึงปี 2570 แม้ระดับดัชนีจะปรับตัวขึ้นมาใกล้กรอบมูลค่าพื้นฐานในระยะสั้นแล้ว โดยคาดว่าตลาดจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน การเร่งตัวของการลงทุนภาคเอกชน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยสภาพัฒน์ได้ปรับขึ้นประมาณการ GDP ปี 2569 มาอยู่ที่ 2.2% (กรอบ 2.0% - 2.5%) จากประมาณการเดิมที่คาดไว้ที่ 2.0%
.
นอกจากนี้ การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะ AI, Data Center, Digital Infrastructure, พลังงาน และโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว บลจ. ยูโอบี ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยมากกว่าปกติ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ
สำหรับตราสารหนี้ ยังคงมองว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในวัฏจักรผ่อนคลาย โดยคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ และอาจลดดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในช่วงปีหน้าสู่ระดับ 0.75% และเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ แม้ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี แต่ยังถูกจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง การฟื้นตัวของกำลังซื้อที่ไม่ทั่วถึง และภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มชะลอตัว ด้วยเหตุนี้ แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีเพื่อรับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง ควบคู่กับการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตของกำไรในระยะกลาง
บลจ. ยูโอบี แนะนำให้ลงทุนภายใต้แนวคิด Barbell Strategy โดยผสมผสานการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีเพื่อสร้างเสถียรภาพ ควบคู่กับการลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ AI การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีของโลก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของเงินลงทุนและการบริหารความเสี่ยงในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนในหลายมิติ
นายกุลฉัตร จันทวิมล กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ. ยูโอบี) ได้ให้คำแนะนำทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน เพื่อรองรับวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันของ
ผู้ลงทุนดังนี้
1. เพื่อบริหารสภาพคล่องหรือต้องการลงทุนในระหว่างรอจังหวะการลงทุน กองทุนรวมที่แนะนำ ได้แก่
• กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม เดลี่ อัลตร้า พลัส ฟันด์ (UIDPLUS) ระดับความเสี่ยง 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารแห่งหนี้ เงินฝาก ทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศ ตราสาร
ทางการเงินที่รัฐบาล องค์การ หน่วยงานของรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ รัฐวิสาหกิจ หรือภาคเอกชน
ทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศเป็นผู้ออก ผู้รับรอง ผู้รับอาวัล หรือผู้ค้ำประกัน โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหรือของผู้ออกตราสารอยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
2. เพื่อกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ทั่วโลก และรับความผันผวนได้ปานกลาง กองทุนรวมที่แนะนำ ได้แก่
• กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UGIS-N) และกองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ เอฟเอ็กซ์ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UGISFX-N) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund - Class I เพียงกองทุนเดียวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสรายได้ในระดับสูงโดยการบริหารการลงทุนอย่างรอบคอบ และมีวัตถุประสงค์ในการสร้างการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว โดยมีหลักการสำคัญในการกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สิน ทั้งนี้ กองทุน UGIS-N มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully Hedged) และกองทุน UGISFX-N มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
3. เพื่อโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และรับความผันผวนได้ปานกลางถึงสูง กองทุนรวมที่แนะนำ ได้แก่
• เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ อินคัม ฟันด์ TH หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UIFT-N) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United CIO Income Fund - Class T USD Acc เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทั่วโลก โดยอาจลงทุนทางอ้อมในบริษัทข้างต้นผ่านกองทุนรวม กองทุนรวมอีทีเอฟ (ETFs) หรือกองทรัสต์เพื่อ
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และลงทุนโดยตรงในบริษัทผ่านตราสารทุน หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ
ตราสารทุน หรือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเหล่านี้โดยตรง ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully Hedged)
• เพื่อสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุน : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ โกรท ฟันด์ TH หน่วยลงทุนชนิดเพื่อ
ผู้ลงทุนทั่วไป (UGFT) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United CIO Growth Fund – Class T USD Acc โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทั่วโลก ในบริษัทที่จัดตั้ง จดทะเบียน ซื้อขาย หรือทำธุรกรรมในระดับโลก โดยอาจลงทุนในกองทุนรวม กองทุนรวมอีทีเอฟ (ETFs) หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ตราสารทุน หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน พันธบัตร หรือตราสารหนี้ของบริษัทเหล่านี้โดยตรง ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully Hedged)
• เพื่อโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย และโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว : กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท เอเชีย หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไปและไม่จ่ายเงินปันผล (UOBSA) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United Asia Fund - Class T SGD Acc โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น โดยมุ้งเน้นการลงทุนในระยะยาว ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
• เพื่อโอกาสการลงทุนในตราสารทุนสหรัฐฯ : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส เทคโนโลยี อิควิตี้ ฟันด์ (UUSTECH) ระดับความเสี่ยง 7 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก JPMorgan Funds – US Technology Fund – Class JPM US Technology I (acc) - USD เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว โดยเน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทในประเทศสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
(ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะด้านเทคโนโลยี สื่อ และบริการ ด้านการสื่อสาร) ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
4. สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนในระยะกลาง-ยาว ในหุ้นกลุ่มคุณภาพดีและเติบโตสูง กองทุนรวมที่แนะนำ ได้แก่
• กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ดิวิเดนด์ พลัส ฟันด์ (UGDIVP) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก Fidelity Funds – Global Dividend Plus Fund – Class Y-ACC-USD เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ในตราสารหรือหุ้นของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก และอาจลงทุนไม่เกินร้อยละ 30 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ในหุ้นประเภท A shares และ B shares ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
• กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อิควิตี้ แอบโซลูท รีเทิร์น หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไปและได้รับสิทธิประโยชน์ประกัน (UGEAR) และ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อิควิตี้ แอบโซลูท รีเทิร์น หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนแบบปกติและไม่มีสิทธิประโยชน์ประกัน (UGEAR-NN) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) - กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ซึ่งมีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก Jupiter Merian Global Equity Absolute Return Fund - Class I USD Accumulation เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก (absolute return) ) โดยไม่ขึ้นกับภาวะตลาดในแต่ละขณะ โดยจะเน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จัดตั้งในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และจดทะเบียนหรือซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับ (recognized exchanges) ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
5. โอกาสการลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อกระจายความเสี่ยง กองทุนรวมที่แนะนำ ได้แก่
• กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ซัสเทนเนเบิล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิด
รับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UINFRA-N) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETFs) ตราสารทุนต่างประเทศ ที่มีนโยบายการลงทุนที่เน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก และมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน โดยกระจายการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยกองทุนจะมี net exposure ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่า ทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
นอกจากนี้ บลจ. ยูโอบี ยังมีทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Solution ในการลงทุนเฉพาะทาง ได้แก่
1. USD Fund Solution กองทุนรวมสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) สำหรับนักลงทุนไทย เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสกุลเงินบาทเพียงอย่างเดียว ครอบคลุมหลากหลายประเภทสินทรัพย์และธีมการลงทุน ช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารพอร์ตการลงทุนได้ยืนหยุ่นมากขึ้น ทั้งในด้านการกระจายความเสี่ยง และการบริหารความเสี่ยงด้านสกุลเงิน กองทุนที่แนะนำ ได้แก่
• กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เดลี่ ฟันด์ (USDAILY) ความเสี่ยงระดับ 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก State Street USD Liquidity LVNAV Fund – Class Select Accumulating เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนในตราสารตลาดเงินและ/หรือตราสารหนี้ ที่มีการจ่ายดอกเบี้ยทั้งในอัตราดอกเบี้ยคงที่และอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เพื่อรักษาสภาพคล่องและสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินสหรัฐฯ ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully Hedged)
• กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เรดดี้ ฟันด์ (USDREADY) ความเสี่ยงระดับ 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ)
ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก Amundi Funds Cash USD – Class I2 USD เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนในตราสารระยะสั้นที่มีสกุลเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนของตลาดเงิน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully Hedged)
2. Private Asset Solution รองรับความต้องการของนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว กองทุนที่แนะนำ ได้แก่
• กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไพรเวท ไดเวอร์ซิไฟด์ เลนดิ้ง ฟันด์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UPD-UI-N) ความเสี่ยงระดับ 8+ (เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ) - กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน และกองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO Private Diversified Lending Fund Ltd - Class C เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักกระจายการลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมในสินทรัพย์ประเภท Private Assets โดยลงทุนในการให้กู้ยืมเงิน
หรือเงินกู้ และ/หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อของภาคเอกชนหรือบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่มีการปล่อยสินเชื่อนอกตลาดหรือให้กู้ยืมโดยตรง (Private Lending, Loans or Private Credit) ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
• กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไพรเวท อินฟราสตรัคเจอร์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UPINFRA-UI-N) ความเสี่ยงระดับ 8+ (เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ) – กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน และกองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก EQT Nexus Fund SICAV - ENIF - Class I EUR-Z เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและการเติบโตของเงินลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยจัดสรรการลงทุนหลายรูปแบบ เช่น Fund Investments และ Co-Investments ในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานของ EQT ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนเพื่อการเกษียณ ทาง บลจ. ยูโอบี ได้พัฒนาผลิตภันฑ์ภายใต้แนวคิด One-Stop Retirement Fund เพื่อให้นักลงทุนสามารถการวางแผนเกษียณคลอบคลุมทั้งช่วง Pre-Retirement และ Post-Retirement ด้วยกลยุทธ์ปรับพอร์ตอัตโนมัติให้สอดคล้องกับอายุที่เปลี่ยนไป โดยเน้นการเติบโตของเงินลงทุนในช่วงต้นและค่อยๆ ลดความเสี่ยงของพอร์ตลง
ตามความสามารถในการรับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปตามช่วงอายุ ตอบโจทย์ทั้งผู้ลงทุนที่ต้องการสะสมเงินออมก่อนเกษียณและการบริหารความมั่งคั่งหลังเกษียณ ให้สามารถมีโอกาสสร้างกระแสเงินสดและรักษาความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว ได้แก่
• Pre-Retirement : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด พรี สตราทีจิค กลายด์-พาธ ฟันด์ (UPRE) ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) เหมาะกับนักลงทุนที่อยู่ในช่วง 10-15 ปี ก่อนเกษียณ กองทุนเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน T. Rowe Price Funds SICAV – Retirement Allocation Fund - 2 - Class A10 (USD) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยจะมุ่งเน้นการสะสมความมั่งคั่งและการสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนประมาณ 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
• Post Retirement : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โพส สตราทีจิค กลายด์-พาธ ฟันด์ (UPOST) ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) เหมาะกับนักลงทุนที่อยู่ในช่วง 10-15 ปี หลังเกษียณ กองทุนเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน T. Rowe Price Funds SICAV – Retirement Allocation Fund - 1 - Class A10 (USD) โดยจะมุ่งเน้นการสะสมความมั่งคั่งและการสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนประมาณ 51% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
#กองทุน

SCB CIO จับตาภาษีสหรัฐฯ -AI Sovereignty-ตะวันออกกลางกดดันตลาดโลกแนะถือUSTระยะสั้นถึงกลาง-คัดหุ้นคุณภาพเสริมทองคำและสินทร...
09/09/2026

SCB CIO จับตาภาษีสหรัฐฯ -AI Sovereignty-ตะวันออกกลางกดดันตลาดโลก
แนะถือUSTระยะสั้นถึงกลาง-คัดหุ้นคุณภาพเสริมทองคำและสินทรัพย์ทางเลือก
SCB CIO ประเมินเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตแตกต่างกันชัดเจนขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทานที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงช้า และอัตราดอกเบี้ยทรงตัวสูง ขณะที่ AI กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนผลิตภาพและการลงทุนทั่วโลก พร้อมจับตา 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ นโยบายภาษีและแรงกดดันด้านการคลังของสหรัฐฯ กระแส AI Sovereignty ที่เร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และความตึงเครียดในตะวันออกกลางควบคู่กับทิศทางดอกเบี้ย Fed ที่คาดการณ์ได้ยากขึ้นจากการที่ Fed มีแนวโน้ม ลดบทบาทการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายล่วงหน้า ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนและกระตุ้นการปิดสถานะ Yen Carry Trade โดย SCB CIO แนะนักลงทุนจัดพอร์ตอย่างยืดหยุ่น เน้นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯระยะสั้นถึงกลาง คัดเลือกหุ้นคุณภาพที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับ AI และคอขวดของระบบนิเวศ AI พร้อมกระจายความเสี่ยงผ่านทองคำ REITs ไทย และสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อรับมือความผันผวนและโอกาสเติบโตในระยะยาว
นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนกับ BlackRock โดยประเมินว่าเศรษฐกิจและนโยบายการเงินโลกยังคงเผชิญแรงกดดันจากข้อจำกัดด้านอุปทาน ซึ่งส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวลดลงช้า และอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ทำให้ธนาคารกลางหลักมีพื้นที่จำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะเดียวกันปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและขับเคลื่อนการลงทุนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศ มีความพร้อมและความสามารถในการนำ AI ไปใช้แตกต่างกัน ส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับไม่เท่าเทียมกัน และทำให้ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มแยกตัวชัดเจนยิ่งขึ้น
หากพิจารณาเป็นรายประเทศ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI แม้ยังต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินและอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่อยู่ในระดับสูง ด้านยุโรปฟื้นตัวยังคงเปราะบางและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความมั่นคงทางยุทธศาสตร์มากขึ้น ผ่านการลงทุนในระบบสาธารณูปโภค พลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้า และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ส่วนญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากการกลับมาของเงินเฟ้อและแผนการใช้จ่ายภาครัฐในระยะยาว แต่ความผันผวนและการอ่อนค่าของเงินเยนยังสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้านำเข้า กำลังซื้อของภาคครัวเรือนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สำหรับจีนเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและการฟื้นตัวล่าช้าของภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม จีนยังมีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึง Physical AI หรือเทคโนโลยี AI ที่เชื่อมโยงกับโลกกายภาพ เช่น หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ
ในส่วนของประเทศไทย SCB CIO ประเมินว่า เศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักร AI แต่การฟื้นตัวยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วน ทำให้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เศรษฐกิจไทย ยังจำเป็นต้องอาศัยมาตรการภาครัฐช่วยประคับประคอง ทั้งนี้ พ.ร.ก. เงินกู้วงเงิน 4 แสนล้านบาท จะมีบทบาทช่วยปพยุงภาคเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง แต่อาจเพิ่มภาระทางการคลังของประเทศในระยะข้างหน้า นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งประสิทธิผลของการใช้จ่ายภายใต้มาตรการดังกล่าว และความสามารถในการรักษาความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
สำหรับปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อทิศทางการลงทุน SCB CIO มองว่ามี 3 ประเด็นที่ควรติดตาม ประเด็นแรก คือโครงสร้างภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนจากมาตรการชั่วคราวไปสู่มาตรา 301 ที่ถาวรมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความแตกต่างของกำไรระหว่างอุตสาหกรรม ขณะที่เงินคืนภาษีตามมาตรา IEEPA แม้ช่วยหนุนกำไรและสภาพคล่องของบริษัทจดทะเบียนในปี 2569 แต่จะสร้างฐานกำไรที่สูงผิดปกติและเพิ่มแรงกดดันต่อการเติบโตของกำไรในปี 2570 ส่วนการขาดดุลการคลังเรื้อรังและการออกพันธบัตรจำนวนมากยังมีแนวโน้มหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (UST yield) ระยะยาวทรงตัวสูง
ประเด็นที่สอง คือ แนวโน้ม AI Sovereignty กำลังผลักดันให้แต่ละประเทศเร่งสร้างขีดความสามารถด้าน AI ของตนเอง ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนมากขึ้น พร้อมเร่งการใช้งาน AI และดึงเงินลงทุนเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นคอขวด เช่น ชิป หน่วยความจำประสิทธิภาพสูง พลังงาน และระบบสายส่งไฟฟ้า และประเด็นสุดท้าย คือ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ยังคงสร้างความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงาน และตลาดการเงินโลก ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้การนำของ Warsh มีแนวโน้มให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคามากขึ้น ลดบทบาทของการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายล่วงหน้า (Forward Guidance) และหันมาพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจเป็นรายรอบการประชุมมากขึ้น ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยคาดการณ์ได้ยากกว่าเดิม ภาวะดังกล่าวยังเพิ่ม ความเสี่ยงต่อการปิดสถานะ Yen Carry Trade ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้เงินเยนซึ่งมีต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศอื่นแคบลงหรือเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่การเร่งขายสินทรัพย์เพื่อปิดสถานะ และเพิ่มความผันผวนให้แก่ตลาดการเงินทั่วโลก
จากแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคและปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าว SCB CIO แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตอย่างยืดหยุ่น และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนโดยในพอร์ตหลักที่มุ่งสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ ควรให้น้ำหนักกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นถึงกลาง เพื่อโอกาสรับอัตราผลตอบแทนที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ พร้อมช่วยจำกัดความเสี่ยงจากความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย หรือ duration Risk และลดความผันผวนเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะยาว
สำหรับการลงทุนในหุ้นเพื่อสร้างการเติบโต ควรใช้กลยุทธ์คัดเลือกหุ้นเชิงรุก โดยเน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง กระแสเงินสดอิสระอยู่ในระดับดี และสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักลงทุนควรพิจารณาควบคู่กันทั้งต้นทุนทางการเงิน ภาระหนี้ ความจำเป็นในการระดมทุน ตลอดจนความเสี่ยงจากการออกตราสารหนี้หรือเพิ่มทุนในอนาคต นอกจากนี้ อาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนหุ้นที่กลยุทธ์คัดเลือกหลักทรัพย์อย่างรอบคอบ และเน้นบริษัทในโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมถึงคอขวดทางกายภาพของระบบนิเวศ AI เช่น ชิปประมวลผลขั้นสูง หน่วยความจำแบนด์วิธสูง (HBM) ระบบผลิตและส่งจ่ายไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสสร้างรายได้และกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของการลงทุนด้าน AI
เมื่อพิจารณากลยุทธ์รายประเทศ SCB CIO แนะนำให้ลงทุนแบบคัดเลือก หรือ Selective ดังนี้ หุ้นสหรัฐฯเน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และคอขวดทางกายภาพ เช่น ชิปประมวลผลขั้นสูง หน่วยความจำ HBM ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูล ขณะที่ หุ้นยุโรป เน้นกลุ่มการเงิน โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมสินค้าทุนที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า พลังงานสะอาด และศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับ Physical AI ส่วนหุ้นญี่ปุ่น แม้ได้แรงหนุนจากการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชนในเซมิคอนดักเตอร์และ AI Sovereignty รวมถึงการปฏิรูปบรรษัทภิบาล แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและสินค้านำเข้าตามความผันผวนของเงินเยน จึงเน้นกลุ่มหุ่นยนต์อุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติที่เป็นคอขวดของ Physical AI ด้านหุ้นจีน เน้นกลุ่ม Physical AI และคอขวดของห่วงโซ่อุปทาน เช่น เซมิคอนดักเตอร์และระบบส่งจ่ายพลังงาน ซึ่งได้แรงหนุนจาก Capex และนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ขณะที่กลุ่มซอฟต์แวร์ AI ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการสร้างกำไร ส่วนหุ้นเกาหลีใต้ ความผันผวนทยอยปรับลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูง แนะนำทยอยลงทุนระยะยาวในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเฉพาะกลุ่ม HBM
สำหรับการจัดพอร์ต ควรกระจายความเสี่ยงผ่าน Mega Forces ที่หลากหลาย คัดเลือกสินทรัพย์อย่างรอบคอบ และรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตเมื่อภาวะตลาดหรือข้อเท็จจริงเปลี่ยนจากสมมติฐานเดิม นอกเหนือจากตราสารหนี้และหุ้น SCB CIO แนะนำทยอยสะสมสินทรัพย์ทางเลือกระยะยาวตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดย REITs ไทย ควรเน้นการคัดเลือกรายกอง เพื่อรับปันผลและสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ขณะที่ ทองคำช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ เงินเฟ้อที่อยู่สูง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้ง ยังได้แรงหนุนจากการหมุนเงินเข้าลงทุน จากความกังวลการคลังและการด้อยค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สอดรับแรงซื้อของธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่ (EM) และกระแสเงินเข้า ETF ทองคำโลก
ส่วนพอร์ตเสริม เพื่อแสวงหาโอกาสระยะสั้นตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูงอาจพิจารณากองทุนธีมที่สอดคล้องกับ Mega Forces และเน้นการลงทุนแบบ Selective ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าและระบบส่งจ่ายพลังงาน เทคโนโลยีทั่วโลก และผู้ผลิตแร่สำคัญและโลหะยุทธศาสตร์
.
ที่มา: Economics and Portfolio Strategy (EPS) ประจำเดือน ส.ค. 2569
จัดทำโดย SCB CIO ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงทุนควรใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจลงทุน
#เศรษฐกิจ

UOB ขาย UOB Asset Management ให้ AllianzGI มูลค่า 555 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์เดินหน้าพันธมิตรระยะยาว รุกธุรกิจบริหารความมั่ง...
09/09/2026

UOB ขาย UOB Asset Management ให้ AllianzGI มูลค่า 555 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
เดินหน้าพันธมิตรระยะยาว รุกธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง

ยูโอบี กรุ๊ป (UOB Group) บรรลุข้อตกลงให้ Allianz Global Investors (AGI) เข้าซื้อกิจการ UOB Asset Management (UOBAM) ครอบคลุมธุรกิจใน 8 ตลาดเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม พร้อมจัดตั้งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การลงทุนระยะยาว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ UOB ในฐานะผู้ให้บริการบริหารความมั่งคั่งแบบ Open Architecture

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว UOB และ AGI จะร่วมกันคัดสรรผลิตภัณฑ์และโซลูชันการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้นให้แก่ฐานลูกค้าของธนาคารในภูมิภาค ซึ่งมีมากกว่า 8 ล้านราย โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Open Architecture ของ UOB ที่เปิดโอกาสให้ธนาคารเลือกใช้ความสามารถด้านการลงทุนจากแหล่งต่าง ๆ ในวงกว้าง ขณะที่ยังคงให้ความสำคัญกับการให้คำแนะนำ ความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ และผลลัพธ์ระยะยาวของลูกค้า

ความร่วมมือนี้ยังสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของ UOB ด้วยการเพิ่มทางเลือกและนำเสนอโซลูชันการลงทุนที่มีความหลากหลาย สอดคล้องกับรูปแบบการลงทุน ช่วงชีวิต และเป้าหมายทางการเงินของลูกค้า

สำหรับธุรกรรมดังกล่าวมีมูลค่า 555 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2570 (2027) ภายใต้เงื่อนไขการได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องในแต่ละตลาด

UOBAM และ AGI ระบุว่าจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องและการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่นสำหรับลูกค้าและพนักงาน โดยพนักงาน UOBAM ทั้งหมด 500 คนทั่วภูมิภาค จะย้ายไปอยู่กับ AGI ซึ่งให้คำมั่นว่าจะรักษาการจ้างงานของพนักงานเหล่านี้ต่อไป พร้อมเปิดโอกาสให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มการลงทุนระดับโลกที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ธุรกิจของ UOBAM จะยังดำเนินงานตามปกติ ลูกค้าสามารถเข้าถึง ลงทุน และขายคืนกองทุนของ UOBAM ได้ตามปกติ โดยไม่มีการหยุดชะงักของการให้บริการ

UOB ระบุว่า หากไม่รวมต้นทุนจากการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นครั้งเดียว การขายกิจการครั้งนี้คาดว่าจะสร้าง กำไรก่อนภาษีประมาณ 330 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และเพิ่มอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ หรือ CET1 Ratio ของกลุ่มประมาณ 14 เบสิสพอยต์

ธุรกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม โดยการสร้างมูลค่าจากธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ขณะเดียวกันยังคงรักษาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ผ่านความเป็นพันธมิตรระยะยาว จะช่วยให้กลุ่มมีความพร้อมมากขึ้นในการเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง สร้างการเติบโตของกำไรอย่างยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น

UOBAM เป็นส่วนหนึ่งของ UOB Group มานาน 40 ปี และเติบโตขึ้นเป็นธุรกิจบริหารสินทรัพย์ระดับภูมิภาคที่มีการดำเนินงานทั่วเอเชีย โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 (2025) มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 42,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ขณะที่ข้อมูลจากงบดุลรวมเสมือนที่ยังไม่ได้ตรวจสอบของ UOBAM และบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่า มูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่เป็นของสัดส่วนหุ้นซึ่งถูกขายในธุรกรรมครั้งนี้อยู่ที่ 223 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

วี อี เชียง (Wee Ee Cheong) รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร UOB กล่าวว่า UOB ให้บริการลูกค้ามากกว่า 8 ล้านรายทั่วอาเซียน ซึ่งความต้องการด้านความมั่งคั่งและการลงทุนมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ UOB มุ่งเน้นธุรกิจด้านการให้คำปรึกษาและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งได้ชัดเจนขึ้น

การนำความเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาและความสัมพันธ์กับลูกค้าของ UOB มาผสานกับความสามารถด้านการลงทุนของ Allianz Global Investors จะช่วยรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าและสนับสนุนเป้าหมายด้านความมั่งคั่งในระยะยาว รวมถึงช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและเพิ่มมูลค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น

ขณะเดียวกัน UOB จะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของการให้บริการลูกค้าและการดูแลพนักงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน พร้อมขอบคุณทีมผู้บริหารและพนักงาน UOBAM สำหรับการทำงานและการมีส่วนร่วมตลอดช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมาในการสร้างธุรกิจบริหารสินทรัพย์ระดับภูมิภาคที่ได้รับความไว้วางใจ

ด้าน โทเบียส พรอสส์ (Tobias Pross) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Allianz Global Investors กล่าวว่า ธุรกรรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตของ Allianz Global Investors ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยการผสานความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ UOB Asset Management เข้ากับแพลตฟอร์มการลงทุนเชิงรุกระดับโลกของ Allianz Global Investors จะสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้น และเพิ่มความสามารถในการให้บริการลูกค้าทั่วภูมิภาค

พร้อมกันนี้ ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงโซลูชันด้านการบริหารความมั่งคั่งและการเกษียณอายุที่หลากหลายมากขึ้น ขณะที่ข้อตกลงครั้งนี้ยังนำไปสู่ความร่วมมือด้านการจัดจำหน่ายระยะยาวระหว่าง Allianz Global Investors และ UOB เพื่อขยายการเข้าถึงลูกค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66994515503

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Outperformผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์