Outperform เกาะติดข่าวสารกองทุน-ประกัน

“GCAP GOLD” ชี้ เงินเฟ้อ–เศรษฐกิจ–หนี้สาธารณะ ป่วนเฟดย้ำทองคำสินทรัพย์ระยะยาวบริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) ชี้ราคาทองคำ...
07/06/2026

“GCAP GOLD” ชี้ เงินเฟ้อ–เศรษฐกิจ–หนี้สาธารณะ ป่วนเฟด
ย้ำทองคำสินทรัพย์ระยะยาว
บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) ชี้ราคาทองคำระยะยาวแข็งแกร่ง แม้ระยะสั้นเผชิญแรงกดดันหลังตลาดปรับคาดการณ์นโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯอย่างรวดเร็ว หลังเฟดเจอความท้าทายรอบด้าน เงินเฟ้อ-ภาวะเศรษฐกิจ และหนี้สาธารณะ ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยดังกล่าวถูกจำกัดทางเลือกด้านนโยบายการเงินของเฟด ชี้ส่งผลบวกต่อทองคำพร้อมทยอยสะสม แนะรอซื้อที่บริเวณ $4,430 และ $4,380 (ราคาทองคำไทยประมาณ 68,600 และ 67,700 บาท)
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด “GCAP GOLD” เปิดเผยว่า ราคาทองคำช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญแรงกดดัน จากการเปลี่ยนแปลงมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างไรก็ตามปัจจัยพื้นฐานของทองคำในระยะยาว ยังคงแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากเฟดกำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการควบคุม เงินเฟ้อ การรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรับมือกับภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวถูกขีดเส้นในกรอบที่จำกัดทางเลือกด้านนโยบายการเงินของเฟดในอนาคต และสนับสนุน ต่อบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
“ ตลาดการเงินปรับเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่คาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยหลายครั้งภายในปีนี้ แต่ล่าสุดตลาดประเมินว่าเฟดอาจจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันตลาดประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีอยู่ในระดับใกล้เคียงที่อัตรา 50:50 สะท้อนความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ด้วยภาวะดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น”
อย่างไรก็ตาม หัวหน้านักวิเคราะห์ GCAP GOLD ยังได้สะท้อนมุมมองเพิ่มเติมว่า ความท้าทาย ที่แท้จริงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัญหาหนี้สาธารณะที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยระดับหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองโดยภาคเอกชนได้ปรับขึ้นทะลุ 100% ของ GDP
ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยของภาครัฐยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เข้าใกล้จุดที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสุทธิต่อ GDP อาจสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และทำให้ผู้กำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นลดลง โดยไม่ว่าจะเลือกใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ หรือปรับลดดอกเบี้ย เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจต่างก็มีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน
ขณะเดียวกันภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง ทำให้ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำในระยะยาว โดยเริ่มเห็นสัญญาณความกังวลจากตลาดพันธบัตรต่อสถานะการคลังของกลุ่มประเทศตะวันตกมากขึ้น ประกอบกับนักลงทุนสถาบันจำนวนมากยังคงมีสัดส่วนการถือครองทองคำที่ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม ทำให้มองว่าการปรับฐานของราคาทองคำในปัจจุบันเป็นเพียงโอกาสในการสะสม โดยปัจจัยหนุนรอบถัดไปอาจมาจากความอ่อนแอของตลาดหุ้นโลก ที่มีแรงขับเคลื่อนมาจากความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะ และแนวโน้มการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลก
กลยุทธ์การลงทุน
ฝ่ายวิเคราะห์ แนะกลยุทธ์ “รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” บริเวณ $4,430 และ $4,380 (ราคาทองคำไทยประมาณ 68,600 และ 67,700 บาท ตามลำดับ) เพื่อสะสมสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว และหากราคาสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดแรงซื้อคืนกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านระยะสั้นบริเวณ $4,550 (ราคาทองคำไทยประมาณ 70,500 บาท) อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำโลกหลุดต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ $4,380 จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการปรับฐานที่ลึกขึ้น
#ทองคำ

07/06/2026

📌 #รายงานพิเศษ : บจ.ระดมทุนแค่ 6,000 ล้านบ. เจอแบงก์ให้กู้ถูก! ตลท.ยัน 23 บริษัทรอเพิ่มทุน 20 หุ้นจ่อ IPO ปีนี้
คล่องปรื๊ด ส่งผลให้บจ.ระดมทุนเพียง 5,000-6,000 ล้านบาท ห่างไกลจากช่วงพีคที่สูงถึงปีละ 2-3 แสนล้านบาท และมี IPO แค่ 1 บริษัท สวนทางสินเชื่อทั้งระบบเดือนเม.ย.โตครั้งแรกในรอบ 23 เดือน เป็นสัญญาณว่า Ecosystem (ระบบนิเวศ) กำลังเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อบทบาทของตลท.ที่เป็นแหล่งระดมทุนระยะยาวอย่างไรบ้าง...
อ่านต่อ : https://hoonsmart.com/archives/422120
#หุ้นสมาร์ท

โค้งแรก สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล"ดาวน์โหลดรายงานผลการสำรวจอื่น ๆ ได้ที่เว็บไซต์ http...
07/06/2026

โค้งแรก สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล"
ดาวน์โหลดรายงานผลการสำรวจอื่น ๆ ได้ที่เว็บไซต์ http://nidapoll.nida.ac.th
#เศรษฐกิจ

วีซ่าประกาศแต่งตั้งผู้บริหารระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เสริมแกร่งธุรกิจบริการเพิ่มมูลค่าและการเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียง...
07/06/2026

วีซ่าประกาศแต่งตั้งผู้บริหารระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เสริมแกร่งธุรกิจบริการเพิ่มมูลค่าและการเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วีซ่า ผู้นำการให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก ประกาศแต่งตั้งผู้บริหารระดับอาวุโส 2 ตำแหน่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อขับเคลื่อนการขยายธุรกิจบริการเพิ่มมูลค่า (Value-Added Services: VAS) และเร่งการเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของทีมผู้นำภายในองค์กร และตอกย้ำบทบาทของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางสำคัญในการพัฒนาผู้บริหารระดับภูมิภาคของวีซ่า
ซีรีน เกย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการประจำกลุ่มประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย และรองประธานอาวุโส ฝ่ายฝ่าย Global Clients & Acquirers ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริการเพิ่มมูลค่า ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต่อจาก แอ็กเซล บอย-โมลเลอร์ ซึ่งย้ายไปรับตำแหน่งผู้จัดการประจำกลุ่มประเทศ นอร์ดิกและบอลติก ในบทบาทใหม่นี้ ซีรีนจะนำทีมขยายธุรกิจ VAS ของวีซ่า ครอบคลุมทั้งด้านการออกบัตร โปรแกรมสะสมคะแนน การรับชำระเงิน และโซลูชันด้านความเสี่ยงและความปลอดภัย พร้อมผนวกรวมบริการเหล่านี้เข้ากับธุรกิจหลักของวีซ่าเพื่อเร่งการเติบโตของลูกค้า เสริมความแตกต่างในตลาด และมอบประสบการณ์การใช้งานที่ปลอดภัยและราบรื่น
ซีรีนมีประสบการณ์มากกว่าสองทศวรรษในอุตสาหกรรมการชำระเงินและบริการทางการเงิน โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารอาวุโสในหลากหลายสายงาน ทั้งด้านธนาคารดิจิทัล กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ การตลาด และ Data รวมถึงเคยเป็นผู้นำธุรกิจให้กับสถาบันการเงินระดับโลกในจีนและสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กรและการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
โดย อเดลีน คิม ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการประจำกลุ่มประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และรองประธานอาวุโส ฝ่าย Global Clients & Acquirers ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อจากซีรีน ซึ่งเป็นบทบาทที่มีขอบเขตความรับผิดชอบกว้างขึ้น เพื่อสานต่อการดำเนินธุรกิจในกลุ่มประเทศดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้เธอดำรงตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศสิงคโปร์และบรูไน
ในบทบาทใหม่นี้ อเดลีนจะรับผิดชอบการดำเนินธุรกิจของวีซ่าในสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจ ส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค และขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ปลอดภัยและไร้รอยต่อ
อเดลีนมีประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมการชำระเงินและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงประสบการณ์กว่า 14 ปีในวีซ่า ในตำแหน่งผู้บริหารอาวุโสที่ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชัน Data การบริหารความเสี่ยง และการบริหารระดับประเทศ เธอมีบทบาทสำคัญในการขยายธุรกิจและเสริมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าของวีซ่าทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเน้นการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและการเติบโตผ่านพันธมิตรทางธุรกิจ
สตีเฟน คาร์พิน ประธานบริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของวีซ่า กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีพลวัตสูงที่สุดของวีซ่า การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นทั้งทิศทางเชิงกลยุทธ์และความแข็งแกร่งของทีมผู้นำที่เราสร้างขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค บริการเพิ่มมูลค่าเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโต และเป็นแนวทางที่ช่วยให้เราส่งมอบคุณค่าที่โดดเด่นให้แก่ลูกค้าได้อย่างแท้จริง ซีรีนจะมีบทบาทสำคัญในการขยายศักยภาพเหล่านี้ให้แก่ลูกค้าทั่วเอเชียแปซิฟิก”
“ขณะเดียวกัน อเดลีนมีความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้งและมุ่งมั่นสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า ทำให้อเดลีนมีความพร้อมอย่างยิ่งในการนำทีมขับเคลื่อนธุรกิจของวีซ่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดูแลความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าระดับโลกและผู้รับชำระเงินของเรา เราเชื่อมั่นว่าความเป็นผู้นำของอเดลีนจะช่วยสานต่อความแข็งแกร่งขององค์กร ต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ และขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง” สตีเฟนกล่าวเสริม
การแต่งตั้งผู้บริหารครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวีซ่าในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรเพื่อสนับสนุนลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และระบบนิเวศด้านการชำระเงินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้เติบโตอย่างยั่งยืน
#การเงิน

UBE จับมือภาครัฐ อัปสกิลผู้ตรวจประเมินมันสำปะหลังอินทรีย์ (ICS)หนุน 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 ก้าวสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวที่ม...
06/06/2026

UBE จับมือภาครัฐ อัปสกิลผู้ตรวจประเมินมันสำปะหลังอินทรีย์ (ICS)
หนุน 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 ก้าวสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE Group และบริษัท อุบลซันฟลาวเวอร์ จำกัด ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันวิชาการชั้นนำ จัดกิจกรรม “พัฒนาผู้ตรวจประเมินระบบควบคุมภายใน (ICS)” มุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะยกระดับผู้ตรวจประเมินแปลงมันสำปะหลังอินทรีย์ ใน 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 เพื่อขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลังอินทรีย์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อคุณค่าที่แท้จริงไปยังผู้บริโภคและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเติบโตยั่งยืน
นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) หรือ UBE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า UBE Group และบริษัท อุบลซันฟลาวเวอร์ จำกัด บริษัทในเครือ เดินหน้าดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG ด้วยความเชื่อมั่นว่าการพัฒนามันสำปะหลังอินทรีย์อย่างยั่งยืนต้องเริ่มจาก ‘เกษตรกรและระบบ’ ไปพร้อมกัน จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันวิชาการชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี และสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 (สวพ.4) จัดกิจกรรม “พัฒนาผู้ตรวจประเมินระบบควบคุมภายใน” (Internal Control System: ICS) เพื่อยกระดับศักยภาพเกษตรกรและผู้ตรวจประเมินแปลงมันสำปะหลังอินทรีย์ เพื่อขับเคลื่อนมันสำปะหลังอินทรีย์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล
สำหรับการจัดกิจกรรม “พัฒนาผู้ตรวจประเมินระบบควบคุมภายใน (ICS)” เพื่อการรับรองแบบกลุ่มตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ในครั้งนี้ จะดำเนินภายใต้โครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2569 ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ด้านระบบควบคุมภายใน (ICS) เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลังอินทรีย์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหัวใจสำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้ คือการพัฒนาผู้ตรวจประเมินภายในกลุ่ม (Internal Inspector) ให้มีความรู้ ทักษะ และความเข้าใจในการควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างเป็นระบบ สอดคล้องทั้งหลักธรรมาภิบาล และความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมดังกล่าว กลุ่มเกษตรกรได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างรอบด้าน ทั้งด้านสถานการณ์มันสำปะหลังและการปรับตัวทางเศรษฐกิจจากธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความรู้เชิงวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญของ สวพ.4 และ สวทช. เกษตรกรต้นแบบ โดย UBE Group ได้นำบุคลากรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญการปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ที่มีคุณภาพเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นอกจากนี้ ภายงานยังมีกิจกรรมฝึกปฏิบัติด้านการประเมินความเสี่ยงภายในแปลง และการป้องกันการปนเปื้อนตามระบบ ICS โดยได้รับความสนใจจากเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ทั้งสิ้น 135 คน ครอบคลุมทั้งจ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ จ.อำนาจเจริญ และจ.ยโสธร
นางสาวสุรียส กล่าวเพิ่มเติมว่า การร่วมพัฒนาผู้ตรวจประเมินระบบควบคุมภายในหรือ (ICS) ในครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับมันสำปะหลังอินทรีย์ไทย ตั้งแต่ระดับแปลงเกษตรกรไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค ซึ่งกลไกดังกล่าวได้ดำเนินควบคู่กับแนวคิด ‘มันอินทรีย์ไม่เผา 100%’ เป็นการบริหารจัดการพื้นที่ปลูกอย่างสมดุล ไม่บุกรุกป่า ไม่ใช้สารเคมี สร้างแนวกันชน ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการจัดการพื้นที่เกษตรอย่างเหมาะสม เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางการเกษตร รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานสีเขียวในอนาคต
“UBE Group ให้ความสำคัญกับปลูกมันสำปะหลังที่มีคุณภาพและความยั่งยืนของระบบการผลิตมากกว่าปริมาณ เพราะมันสำปะหลังอินทรีย์ที่ดีต้องเริ่มจากแปลงที่ถูกต้อง ผ่านกระบวนการที่ตรวจสอบได้ และส่งต่อคุณค่าที่แท้จริงไปยังผู้บริโภคและตลาดโลก และความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ UBE Group ในฐานะภาคเอกชนที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม บนพื้นฐานของการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อวางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในระยะยาว” นางสาวสุรียส กล่าว
#หุ้น

ก.ล.ต. ร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติสำนักงานคณะ...
06/06/2026

ก.ล.ต. ร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยนางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ และผู้บริหาร เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมหารือและกำหนดนโยบายมาตรการและแนวทางปฏิบัติในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569
“ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและยับยั้งทั้งการหลอกลวงลงทุน การใช้สินทรัพย์ดิจิทัล หรือบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เป็นช่องทางการฟอกเงิน โดยสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว
#การลงทุน

กรุงศรีหนุนไทยสู่ AI Hub ของอาเซียน เดินหน้าขับเคลื่อนดาต้าเซ็นเตอร์โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิ...
06/06/2026

กรุงศรีหนุนไทยสู่ AI Hub ของอาเซียน เดินหน้าขับเคลื่อนดาต้าเซ็นเตอร์
โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ในเครือของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) หนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก เดินหน้าขยายบทบาทในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมให้การสนับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สะท้อนการเป็นพันธมิตรทางการเงินที่พร้อมสนับสนุนลูกค้า ธุรกิจ และประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ กรุงศรีได้ต่อยอดกลยุทธ์ดังกล่าวสู่ผลลัพธ์เชิงรูปธรรม โดยในเดือนพฤษภาคม 2569 ธนาคารได้ดำเนินธุรกรรมทางการเงินให้กับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จำนวน 2 โครงการ สะท้อนศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ ได้แก่ การให้สินเชื่อโครงการ (Project Finance) แก่โครงการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ดิจิทัล เอดจ์ (สิงคโปร์) โฮลดิ้งส์ จำกัด (Digital Edge) และ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM และ โดยเป็นส่วนหนึ่งของสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Loan) มูลค่า 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการขนาด 100 เมกะวัตต์ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งจะรองรับการพัฒนาศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นอกจากนี้ กรุงศรียังได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแบบทวิภาคี (Bilateral Financing) แก่ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อรองรับการขยายการลงทุนในประเทศไทย และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศดิจิทัลทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค นอกเหนือจากการนำเสนอโซลูชันทางการเงิน กรุงศรียังได้จัดสัมมนาสำหรับลูกค้าธุรกิจและนักลงทุน เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ โดยมุ่งเน้นการอัปเดตเทรนด์และโอกาสการลงทุนในธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นายประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเติบโตของเทคโนโลยี AI บริการคลาวด์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวนโยบายของประเทศไทยในการผลักดันให้ดาต้าเซ็นเตอร์ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศไทยในอนาคต กรุงศรีจึงมุ่งมั่นยกระดับบทบาทในการสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้อย่างครบวงจร โดยอาศัยความแข็งแกร่งของเครือข่าย MUFG พร้อมทั้งผสานความร่วมมือกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคโดยเฉพาะในสิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนทั้งการจัดหาเงินทุน การพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสม ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกให้กับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม ตั้งแต่ผู้ให้บริการไฮเปอร์สเกลระดับโลก (Global Hyperscalers) บริษัทแพลตฟอร์มดิจิทัล บริษัทผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ข้ามชาติและนักลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงบริษัทข้ามชาติที่กำลังขยายการดำเนินธุรกิจดิจิทัลในประเทศไทยเพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศ AI และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”
นายโคเฮอิ โอโมริ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทญี่ปุ่นในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและผู้ให้บริการดิจิทัล กำลังเร่งขยายการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์นอกประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีคลาวด์และ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ ด้วยความได้เปรียบด้านทำเลที่เชื่อมโยงภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และศักยภาพในการรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ รวมทั้งแนวทางในการผลักดันของภาครัฐ ทำให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดหมายปลายทางของการลงทุน แต่ยังเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค (Regional Hub) สำหรับการขยายบริการดิจิทัลในอาเซียน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในบทบาทของประเทศไทยต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว ทั้งนี้ กรุงศรีจะยังคงเดินหน้าพัฒนาความเชี่ยวชาญเชิงลึกในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อสนับสนุนการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง”
กรุงศรีพร้อมเป็นพันธมิตรทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน ด้วยศักยภาพด้านเครือข่าย ความรู้ความเชี่ยวชาญ และโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุม เพื่อร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบนิเวศ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล และพร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
#การเงิน

06/06/2026

ก.ล.ต. เตรียมกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “ผู้แนะนำรายชื่อลูกค้า” ของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

06/06/2026

ก.ล.ต. กล่าวโทษ "บล.ฟินันเซีย ไซรัส" กรณีระบบงาน KYC/CDD มีข้อบกพร่อง

06/06/2026

ก.ล.ต. แจ้งเตือนผู้ถือหุ้นกู้ RICHY255A และ SQ25NB ใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ในวันที่ 9 มิ.ย. 69

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66994515503

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Outperformผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์