ThaiPublica ความโปร่งใสและยั่งยืน

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ThaiPublica.org ก่อตั้งในเดือนกันยายน 2554 นำเสนอข่าวสืบสวนสอบสวน เน้นประเด็นตรวจสอบความโปร่งใสภาครัฐ ความโปร่งใสภาคเอกชน และการพัฒนาที่ยั่งยืน ดำเนินงานโดยทีมงานนักข่าวอาชีพที่มีประสบการณ์ในวงการรวมกันกว่า 60 ปี

ไทยพับลิก้ามุ่งหวังที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นทั้งพื้นที่ในการนำเสนอข่าวและแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน และเป็นเครื่องมือในการทำงาน โดยเชื่อมั่นในพลังของสื่อใหม่ว่า การ

ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่และเครื่องมือจะช่วยดำรงความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ ก้าวข้ามข้อจำกัดของสื่อกระแสหลัก และสร้างความแตกต่างให้กับสำนักข่าวไทยพับลิก้า ทั้งในแง่ของการนำเสนอข่าวเชิงลึก และการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนอย่างเข้าใจง่าย

เราเชื่อมั่นว่า การนำ "ความเร็ว" ของพลังสังคมและข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ มาผสานกับ "ประสิทธิภาพ" ของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมโยงและนำเสนอข้อมูล ผนวกกับ "ความลึก" ของนักข่าวมืออาชีพมากประสบการณ์ จะเปิดมิติใหม่ให้แก่วงการสื่อสารมวลชนไทย

ไทยพับลิก้าภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมิตินี้

บรรณาธิการบริหารและบรรณาธิการด้านความยั่งยืน
บุญลาภ ภูสุวรรณ

บรรณาธิการข่าวข้อมูล
กมล ชวาลวิทย์

บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ
จิระประภา กุลโชติ

กองบรรณาธิการ
สิรินาฏ ศิริสุนทร ผู้สื่อข่าว
จารุกิตติ์ ธีรตาพงศ์ ผู้สื่อข่าว

ช่างภาพ
ทศวรรษ เนียมวิวัฒน์

กราฟิก
ณัฐวดี สุทธิสาร


คณะกรรมการที่ปรึกษา
คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
บรรยง พงษ์พานิช ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)
พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย
รตยา จันทรเทียร ประธาน มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร

‘วิจารย์ สิมาฉายา’ มองสิ่งแวดล้อมไม่ควรเป็นเรื่องการเมือง ชูความหลากหลาย เน้น ‘BCG’ – ชี้ไทยจะเป็นทุกอย่างไม่ได้| Sustai...
04/06/2026

‘วิจารย์ สิมาฉายา’ มองสิ่งแวดล้อมไม่ควรเป็นเรื่องการเมือง ชูความหลากหลาย เน้น ‘BCG’ – ชี้ไทยจะเป็นทุกอย่างไม่ได้
| Sustainability | ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.88% ของโลก หรืออันดับที่ 20 แต่กลับมีความเสี่ยงติด 10 อันดับแรกของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะด้านการเกษตรและท่องเที่ยว
ในแต่ละปี ภาพซ้ำเดิมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ไฟป่าในภาคเหนือ น้ำท่วม ไปจนถึงน้ำเสียไหลลงชายหาด แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ยังไม่นับทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่ถูกทำลาย ส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่และระบบเศรษฐกิจ
สิ่งเหล่านี้สืบเนื่องจากโครงสร้างปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งนโยบาย กฎหมาย การจัดการทรัพยากร และการเมืองที่แทรกซึมอยู่ในทุกประเด็น
สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า พูดคุยกับ ‘ดร.วิจารย์ สิมาฉายา’ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) ถึงสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทย บทบาทของภาคนโยบายและภาคประชาสังคม ตลอดจนแนวคิด Nature Positive ที่กำลังเป็นกระแสสำคัญในเวทีโลก
ดร.วิจารย์ กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่มีสามเรื่อง ซึ่งส่งผลกระทบและเชื่อมโยงกัน ได้แก่

1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

2) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)

3) ปัญหามลพิษ (Pollution)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญจาก climate change ทำให้อากาศแห้งจนเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดวิกฤติไฟป่า โดยเฉพาะในภาคเหนือ ระบบนิเวศในพื้นที่ป่าจึงถูกทำลาย สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะเดียวกันก็เกิดมลพิษฝุ่น PM2.5
วิกฤติสิ่งแวดล้อม 3 ประเด็นข้างต้น ทุกประเทศในโลกร่วมกันแก้ปัญหา ควบคู่ไปกับมาตรการบรรเทา (mitigation) ขณะเดียวกันก็ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงต่างๆ (adaptation)
“บางครั้ง Mitigation คือมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นเรื่องของการเมือง ทุกประเทศประกาศเป้าหมาย Net Zero แต่เดิมไทยตั้งเป้าบรรลุเป้าหมายปี ค.ศ. 2065 ตอนหลัง COP30 ที่บราซิล เราประกาศร่นเข้ามา 15 ปี เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วคือปี 2050…การลดเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น เหมือนเป็นความมุ่งมั่นที่เราจะทำ แต่เราแทบไม่ทำอะไรเลย“
ตอนนี้กําลังร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือก๊าซเรือนกระจก กว่า 70% มาจากภาคพลังงาน ถ้าเขาไม่ขยับ ก็ยากที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมาย และบางเรื่องต้องรอเทคโนโลยี อาทิ การกักเก็บคาร์บอน (CCS และ CCUS) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR)
ในมิติการค้าระหว่างประเทศ ดร.วิจารย์ มองว่า สิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องกลางที่เชื่อมทุกอย่างไว้ด้วยกัน ทั้งมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่เก็บ Carbon Tax จากสินค้าที่ผลิตด้วยพลังงานสูงกว่าเกณฑ์ และกฎระเบียบห่วงโซ่อุปทานที่ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทาง เช่น ไก่ที่ส่งออกกินข้าวโพดจากพื้นที่บุกรุกป่าหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือแรงกดดันใหม่ที่ไทยต้องเร่งปรับตัว
ถามว่ารัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญในการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างไร ดร.วิจารย์ ตอบว่า มลพิษเป็นปัญหาที่จัดการง่าย เพียงแต่รัฐบาลต้องมีนโยบายและการปฏิบัติที่ชัดเจน ส่วน Climate Change ต้องเน้นที่การปรับตัวหรือ Adaptation ให้ประชาชนเข้าใจและอยู่รอด สุดท้ายความหลากหลายทางชีวภาพจะต้องเริ่มจากแก้ปัญหา 2 เรื่องข้างต้น และปรับวิธีคิดให้คนเข้าใจว่าการอนุรักษ์ไม่ใช่การห้ามใช้ทรัพยากร หากเป็นการใช้อย่างยั่งยืน ทำให้ธรรมชาติได้ประโยชน์จากการใช้งานของมนุษย์
อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#โลกร้อน #วิกฤติสภาพภูมิอากาศ #ปัญหาสิ่งแวดล้อม #วิจารย์สิมาฉายา #สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย #ไทยพับลิก้า

รัฐบาลทรัมป์ เสนอเก็บภาษีศุลกากรวงกว้างรอบใหม่กับคู่ค้ารายใหญ่ ไทยติด USTR 301 ล้มเหลวสกัดนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ...
04/06/2026

รัฐบาลทรัมป์ เสนอเก็บภาษีศุลกากรวงกว้างรอบใหม่กับคู่ค้ารายใหญ่ ไทยติด USTR 301 ล้มเหลวสกัดนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ
| เกาะกระแส | รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ กำลังเสนอมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรรอบใหม่ในวงกว้าง กับคู่ค้าสำคัญหลายสิบราย ซึ่งรวมถึงสหภาพยุโรป จีน เม็กซิโก และแคนาดา
ความเคลื่อนไหวที่แข็งกร้าวในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นเอกลักษณ์ของประธานาธิบดีขึ้นมาใหม่หลังจากที่มาตรการภาษีเดิมหลายรายการถูกศาลฎีกาสั่งยกเลิกไป
สำนักข่าว abc NEWS รายงานว่า การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในรายงานที่เผยแพร่เมื่อช่วงค่ำวันอังคาร (2 มิถุนายน 2569) ตามเวลาสหรัฐ โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (U.S. Trade Representative:USTR) ภายใต้การนำของ ‘เจมีสัน เกรียร์’ (Jamieson Greer) โดยมีการอ้างอิงมาตรา 301 (Section 301) ตามกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974)
รายงานฉบับนี้ระบุข้อกล่าวหาว่า มีคู่ค้าจำนวน 60 ราย ที่ล้มเหลวในการบัญญัติหรือบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “การบังคับใช้แรงงาน” (Forced Labor) และได้ใช้เหตุผลดังกล่าวมาสร้างความชอบธรรม ในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูงสุดถึง 12.5%
รายงานระบุว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะครอบคลุมถึง 99% ของสินค้านำเข้าทั้งหมดมายังสหรัฐอเมริกา
ภายใต้ข้อเสนอนี้ ประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงจีน สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และบราซิล จะต้องเผชิญกับภาษีเพิ่มเติมสูงสุดถึง 12.5% ในขณะที่เม็กซิโก แคนาดา และสหภาพยุโรป จะต้องเผชิญกับภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 10%
อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีใหม่นี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน โดย USTR ระบุว่าจะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติดังกล่าวในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569
รายงานของ USTR ยังอ้างว่ามีระบบเศรษฐกิจ 54 แห่งที่ “ล้มเหลวในการกำหนดข้อห้ามทางกฎหมายในการนำเข้าสินค้าที่ผลิตขึ้นทั้งหมดหรือบางส่วนจากการบังคับใช้แรงงาน รวมถึงล้มเหลวในการบังคับใช้ข้อห้ามดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ” ซึ่งหนึ่งในนั้นมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย
นอกจากนี้ รายงานยังระบุอีกว่ามีระบบเศรษฐกิจ 6 แห่งที่ “ล้มเหลวในการบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าจากการบังคับใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ” ได้แก่ แคนาดา, เอกวาดอร์, สหภาพยุโรป, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก และปากีสถาน
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
ที่มาภาพ: ednews
#ภาษีศุลกากรสหรัฐ #บังคับใช้แรงงาน #โดนัลด์ทรัมป์ #ไทยพับลิก้า

ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ: ตัวเร่งความเปราะบางของระบบการเงินไทย| Sustainability | ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (climate...
04/06/2026

ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ: ตัวเร่งความเปราะบางของระบบการเงินไทย
| Sustainability | ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (climate risks) กำลังกลายเป็นหนึ่งในแหล่งความเสี่ยงที่สำคัญของภาคการเงินไทย ผ่านทั้งความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risks) และความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) ต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารไทย
บทความนี้วิเคราะห์ผลกระทบของความเสี่ยงทั้งสอง และพบว่าความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ส่งผลต่อความเปราะบางของภาคธนาคารผ่านการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อ ขณะที่ความเสี่ยงทางกายภาพ โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง ส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารผ่านความผันผวนของราคาสินทรัพย์
นอกจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ และธนาคารที่มีการปล่อยสินเชื่อไปยังภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ
ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่า ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย และตอกย้ำความจําเป็นที่ธนาคารกลางจะต้องบูรณาการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เข้าสู่กรอบการกำกับดูแลและการทำ stress test อย่างเป็นระบบ
Climate risks ที่ส่งผ่านมายังภาคธนาคารสะท้อนออกมาในรูปของความเสี่ยงทางการเงินหลายมิติ โดยแบ่งเป็นสี่มิติหลัก ได้แก่

▪️ ความเสี่ยงด้านสินเชื่อ (credit risks)
▪️ ความเสี่ยงด้านตลาด (market risks)
▪️ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (liquidity risks)
▪️ ความเสี่ยงด้านการดํา เนินงาน (operation risks)
การบูรณาการ climate risks ในกรอบการกํา กับดูแลด้านเสถียรภาพการเงินอย่างเป็นระบบเป็นสิ่งที่มีความสํา คัญอย่างยิ่งบทความนี้พบว่า climate risks ทั้ง physical risks และ transition risks กระทบความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคาร ระบบการกํา กับดูแลจํา เป็นต้องได้รับการยกระดับให้สามารถมองเห็นและจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ล่วงหน้า
อ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
บทความโดย: พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม, ยุทธนา เศรษฐปราโมทย์,กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์
#ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ #ความเปราะบางระบบการเงินไทย #เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ #ไทยพับลิก้า

ธปท. ชี้เงินเฟ้อเร่งตัวชั่วคราวจากน้ำมันแพง ไร้แผนขึ้นดอกเบี้ยสกัด ใช้นโยบายแบบ Data Dependent| เกาะกระแส | ธนาคารแห่งปร...
04/06/2026

ธปท. ชี้เงินเฟ้อเร่งตัวชั่วคราวจากน้ำมันแพง ไร้แผนขึ้นดอกเบี้ยสกัด ใช้นโยบายแบบ Data Dependent
| เกาะกระแส | ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลัง “เตรียมตลาด” ให้รับรู้ล่วงหน้าว่าเงินเฟ้อจะขึ้นแรงในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ไม่ต้องตีความว่าเป็นสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย โดยผู้ว่าการ ธปท.สื่อสารอย่างชัดเจนว่า เงินเฟ้อรอบนี้เป็นผลจากราคาพลังงานและปัจจัยชั่วคราว ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
'นายวิทัย รัตนากร' ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามอิหร่าน เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาด โดย ธปท. เตรียมปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 2.2-2.3% แต่สถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ (สงครามอิหร่าน) ทำให้ต้องปรับลดคาดการณ์ลงมาเหลือ 1.5% อย่างไรก็ตาม หลังรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้สูงถึง 2%
สำหรับเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดและนักลงทุนให้ความสนใจ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต
ธปท. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะเพิ่มขึ้นจาก 2.9% เป็น 3.0% หลังรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่ในบางเดือน โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 เงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 5-5.2% ซึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
“เราจับตาเรื่องเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดมาก แต่ด้วยข้อมูล ณ วันนี้ เรายังเชื่อมั่นว่านี่คือการขึ้นของระดับราคาจากน้ำมันในช่วงสั้นๆ เงินเฟ้อคือ Percentage Change ของราคา การที่จะโตทีละ 3-4% ไปได้ทุกปี แปลว่าราคาน้ำมันต้องวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด แต่ถ้าราคาน้ำมันเริ่มคงที่หรือลดลงมา หรือต่อให้ราคาในเดือนเมษายนปีหน้าเท่าเดิม แรงกดดันฝั่งเงินเฟ้อที่เป็นเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงก็ลดลงแล้ว” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า แบงก์ชาติส่วนใหญ่ในหลายประเทศก็คิดเหมือนไทย คือมองว่านี่เป็นผลกระทบระยะสั้นที่ไม่ส่งผลต่อระยะกลางและระยะยาว ดังนั้น แนวโน้มส่วนใหญ่จึงจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ เว้นแต่บางประเทศที่มีปัญหาเงินเฟ้อสูงมากอยู่แล้ว ของไทยเราโชคดีตรงที่รากฐานเดิมเรามาจากจุดที่เงินเฟ้อติดลบ การที่ตัวเลขขยับขึ้นมาเฉลี่ยที่ 3% จึงเป็นการกลับเข้ามาอยู่ในกรอบเป้าหมาย (Band) แม้อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเห็นเงินเฟ้อรายเดือนพุ่งไปถึง 4% หรือ 5% ในช่วงหลังจากนี้ เป็นเรื่องที่อยู่ในคาดการณ์ของเราอยู่แล้ว และเราเชื่อมั่นว่าในที่สุดมันจะปรับตัวลดลงมา
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#แนวโน้มเศรษฐกิจไทย #เงินเฟ้อ #ดอกเบี้ยนโยบาย #วิทัยรัตนากร #ธปท #ไทยพับลิก้า

แบงก์ชาติ ลุยคุม “Buy Now Pay Later” สกัดหนี้คนรุ่นใหม่| เกาะกระแส | แบงก์ชาติ เดินหน้าคุม “Buy Now Pay Later” หวั่นเด็ก...
03/06/2026

แบงก์ชาติ ลุยคุม “Buy Now Pay Later” สกัดหนี้คนรุ่นใหม่
| เกาะกระแส | แบงก์ชาติ เดินหน้าคุม “Buy Now Pay Later” หวั่นเด็กเป็นหนี้เร็ว ชี้บัญชีพุ่งเกือบ 5 ล้านรายใน 3 ปี
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลบริการ “Buy Now Pay Later” (BNPL) หรือบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลังบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หลังพบจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมการก่อหนี้ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และ First Jobber
‘นายวิทัย รัตนากร‘ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ประเด็นที่ ธปท.ให้ความสำคัญคือการขยายตัวของบริการ Buy Now Pay Later ซึ่งแม้จะไม่ใช่สิ่งผิดหรือเป็นธุรกิจที่ไม่ดี แต่หากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างพฤติกรรมการบริโภคเกินตัว
ผู้ว่าการ ธปท.ให้ข้อมูลว่า จำนวนบัญชีผู้ใช้บริการ BNPL เพิ่มขึ้นจากประมาณ 600,000 บัญชีในปี 2564 เป็น 4.91 ล้านบัญชี ณ สิ้นปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ย 99.9% ต่อปี ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายขยายตัวเฉลี่ย 38% ต่อปี สะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดสินเชื่อรูปแบบใหม่
นายวิทัย ระบุว่าปัจจุบันคนไทยกว่า 25 ล้านคนมีภาระหนี้ ขณะที่ประชากรอายุ 20-35 ปี มากกว่า 52.7% เป็นหนี้ และในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้มีความเสี่ยงต่อฐานะการเงินในอนาคต
“เด็กอายุน้อย First Jobber ก็เลยเป็น NPL เร็วมาก ต้องระวัง” นายวิทัย กล่าวและว่า สินค้าหลายอย่างไม่ควรนำให้บริการแบบ Buy Now Pay Later ก็ยังนำมาเสนอ
โดยยกตัวอย่างพฤติกรรมการใช้บริการ Buy Now Pay Later (BNPL) ที่เริ่มขยายตัวไปสู่การซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันมูลค่าไม่สูง ซึ่งมีกรณีการซื้อชานมไข่มูลค่าประมาณ 106 บาท หรือแม้แต่ข้าวมันไก่ราคากว่า 50 บาท แล้วเลือกผ่อนชำระเป็นงวดหลายเดือน ซึ่งสะท้อนว่าบริการสินเชื่อกำลังถูกนำมาใช้กับการบริโภคที่ไม่จำเป็น
นอกจากนี้ สินเชื่อ Buy Now Pay Later บางรูปแบบยังมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับ 16-18% ต่อปี จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ ธปท. เตรียมออกหลักเกณฑ์กำกับดูแล
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง #หนี้ครัวเรือน #ธปท #วิทัยรัตนากร #ไทยพับลิก้า

‘เศรษฐศาสตร์’ ความพ่ายแพ้ สหรัฐฯ ใช้ ‘แพทริออต’ ลูกละ 4 ล้านดอลลาร์ ทำลายโดรนอิหร่าน ลูกละ 2-5 หมื่นดอลลาร์| เกาะกระแส |...
03/06/2026

‘เศรษฐศาสตร์’ ความพ่ายแพ้ สหรัฐฯ ใช้ ‘แพทริออต’ ลูกละ 4 ล้านดอลลาร์ ทำลายโดรนอิหร่าน ลูกละ 2-5 หมื่นดอลลาร์
| เกาะกระแส | ในบทความชื่อ The Economics of Victory in Ukraine and Defeat in Iran ของ Wall Street Journal กล่าวว่า สงครามอิหร่านให้บทเรียนทางทหารอย่างหนึ่ง คือการใช้จ่ายเงินซื้ออาวุธ เช่น จรวดแพทริออตต่อต้านขีปนาวุธ (Patriot) ของสหรัฐฯ มีคุณภาพสูงมาก เป็นความล้ำเลิศทางวิศวกรรม ใช้เวลาหลายสิบปีจากการสะสมทางเทคโนโลยี
การสร้างจรวดแพทริออตแต่ละลำ อาจใช้คนนับร้อยนับพัน แต่โดรนของอิหร่าน ที่จรวดแพทริออตยิงขึ้นไปสกัด เปรียบได้แค่ “ลูกธนู” ราคาถูก มีอยู่มากมาย และผลิตออกมาเยอะมาก
นับจากเกิดสงครามอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ สหรัฐฯ ยิงจรวดแพทริออต เพื่อสลัดโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านไปแล้วกว่า 1,300 ลูก แต่ละลูกมีราคา 4 ล้านดอลลาร์ (132 ล้านบาท) เท่ากับสหรัฐฯ ใช้เงินไปแล้ว 5.2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อจะไปทำลายอาวุธอิหร่าน ที่แต่ละลูกมีราคาแค่ 20,000-50,000 ดอลลาร์ (660,000-1,650,000 บาท)
แต่เศรษฐศาสตร์ความพ่ายแพ้อยู่ตรงที่ว่า จากกำลังการผลิตที่เป็นอยู่ บริษัทผู้ผลิต Lockheed Martin ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี เพื่อผลิตแพทริออตมาชดเชย จำนวนที่ยิงไปใน 2 เดือนครึ่ง ของสงครามอิหร่านที่ผ่านมา
อ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
ที่มาภาพ: voennoedelo
รายงานโดย: ปรีดี บุญซื่อ
#จรวจแพทริออต #โดรนอิหร่าน #สงครามอิหร่าน #สหรัฐอเมริกา #ไทยพับลิก้า

ระบอบสีน้ำเงิน วางกำลังแบบอยู่ยาว “อนุทิน-เนวิน” ฝังลึกทุกผังอำนาจรัฐ| เกาะกระแส | เสียงของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ดังขึ้นในทุ...
03/06/2026

ระบอบสีน้ำเงิน วางกำลังแบบอยู่ยาว “อนุทิน-เนวิน” ฝังลึกทุกผังอำนาจรัฐ
| เกาะกระแส | เสียงของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ดังขึ้นในทุกโครงสร้างอำนาจ กลายเป็นญัติสาธารณะทางการเมือง
ในฝ่ายบริหาร-คณะรัฐมนตรี มีโควต้ารัฐมนตรี จากเครือข่ายสีน้ำเงินสังกัดพรรคภูมิใจไทย 27 คน 32 ตำแหน่ง จากทั้งหมด 36 ตำแหน่ง มี ‘นายอนุทิน ชาญวีรกูล’ ควบ 2 ตำแหน่งใหญ่ นายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ระบอบสีน้ำเงิน-บนยอดภูเขาน้ำแข็ง
ในฝ่ายนิติบัญญัติ-สภาผู้แทนราษฎร สส.พรรคสีน้ำเงิน มี 192 เสียง มี ‘นายโสภณ ซารัมย์’ นักการเมืองบ้านใหญ่ ใกล้ชิด “บ้านตระกูลชิดชอบ” เป็นอย่างยิ่ง นั่งเป็นประมุขอันดับ 1
ส่วนสภาบน หรือวุฒิสมาชิก ที่ส่วนใหญ่มักลงมติไปในทิศทางเดียวกันกับเครือข่ายสีน้ำเงิน มี 147 เสียง จากทั้งหมด 200 เสียง ดัน ‘นายมงคล สุระสัจจะ’ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์-อธิบดีกรมการปกครอง ได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภา-ประมุขสภาบน และมี ‘พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์’ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก-แม่ทัพภาคที่ ที่ปรึกษา-พายเรือให้อนุทินนั่ง ได้รับเลือกให้เป็น รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง
ในองค์กรอิสระ ที่ผ่านการลงมติจาก สว.ที่เป็นกลุ่มสีน้ำเงิน อยู่ในกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) 4 คน จาก 9 ตำแหน่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านการโหวตผ่านไปแล้ว 4 ราย จาก 7 ตำแหน่ง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ตั้งไปแล้ว 4 ราย จาก 7 ตำแหน่ง และโหวตตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด 1 ตำแหน่ง
ในส่วนโครงสร้างอำนาจในกระบวนการยุติธรรม วุฒิสภาล่าสุด เตรียมโหวตเห็นชอบ ‘นายโกวิท ศรีไพโรจน์’ เพื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 21 ดำรงตำเเหน่งอัยการสูงสุด 2 ปี
แถวหน้าของข้าราชการฝ่ายปกครอง ‘นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์’ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ติดตัวนายกรัฐมนตรีไปทุกภารกิจทั้งใน-ต่างประเทศ
รวมทั้งสายตรงถึงนักปกครองท้องถิ่น อธิบดีกรมการปกครอง ‘นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์’ รับสั่งตรง-สั่งได้
ภาพลักษณ์-ประวัติศาสตร์ การทำงานร่วมกับองค์กร-ที่อยู่นอกเหนือโครงสร้างอำนาจ แต่มีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนด้านความจำเป็นพื้นฐาน ที่รัฐบาลภูมิใจไทย พยายามเกี่ยวโยง กรณีเพจไทยคู่ฟ้า เผยแพร่ภาพคณะองคมนตรี 9 คน เข้าร่วมติดตามการประชุมของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) โดยมี นายอนุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระรวงมหาดไทย ร่วมประชุมด้วย
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#ระบอบสีน้ำเงิน #โครงสร้างอำนาจ #อำนาจรัฐ #พรรคภูมิใจไทย #รัฐบาลอนุทิน #อนุทินชาญวีรกูล #เนวินชิดชอบ #ไทยพับลิก้า

ตำนานแฮก (Hacks) แห่ง MIT| คอลัมน์ Art นอกสายตา | หากเอ่ยถึงคำว่า “แฮก(Hack)” ในบริบทโลกปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการโ...
03/06/2026

ตำนานแฮก (Hacks) แห่ง MIT
| คอลัมน์ Art นอกสายตา | หากเอ่ยถึงคำว่า “แฮก(Hack)” ในบริบทโลกปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการโจรกรรมข้อมูลทางไซเบอร์ การเจาะระบบคอมพิวเตอร์อย่างผิดกฎหมาย หรือการสร้างความเสียหายในโลกออนไลน์
ทว่าในรั้วสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) มหาวิทยาลัยแถวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำของโลก คำว่า “แฮก” กลับมีความหมายที่ลึกซึ้ง แตกต่าง และเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวามากกว่านั้นมาก
ที่ MIT การแฮก (Hacking) หมายถึงการเล่นตลกในทางปฏิบัติ (Practical Jokes) หรือการแกล้งกันขำ ๆ (Pranks) ที่ไม่ธรรมดา แต่ต้องอาศัยทักษะความรู้ขั้นสูงทางวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ผสมผสานกับความกล้าหาญ การวางแผนอย่างเป็นระบบ และความลับอันแยบยล
สิ่งเหล่านี้ถูกติดตั้งอย่างไร้ร่องรอยในยามค่ำคืน เพื่อแสดงออกถึงความชาญฉลาดในเชิงเทคนิค และสะท้อนมุมมองต่อสังคม วัฒนธรรมป๊อป หรือประเด็นการเมืองในยุคนั้น ๆ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความประหลาดใจ รอยยิ้ม และความขบขันให้แก่ผู้พบเห็นในเช้าวันถัดไป
วัฒนธรรมการแฮกนี้ดำเนินมานานนับศตวรรษจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของชาว MIT อย่างแยกไม่ออก
สามารถแบ่งจุดเริ่มต้นออกเป็นช่วงเวลาสำคัญได้ ดังนี้
1 - จุดเริ่มต้นในยุคศตวรรษที่ 19 (ปลายปี 1800s) แม้จะไม่มีการบันทึกคำว่า “แฮก” ไว้อย่างชัดเจนในตอนนั้น แต่พฤติกรรมความขี้เล่นของนักศึกษา MIT ปรากฏขึ้นตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของสถาบัน (ก่อตั้งปี 1861) โดยมักเป็นการแกล้งกันระหว่างนักศึกษา หรือการนำสัญลักษณ์ของสถาบันไปวางในที่แปลก ๆ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงไหวพริบในยุคนั้น
2 - ยุคทองของคำว่า “Hack” (ทศวรรษ 1950) ช่วงเวลานี้คือจุดที่คำว่า “แฮก” ถูกนิยามขึ้นอย่างเป็นทางการในบริบทของ MIT เช่น ชมรม Tech Model Railroad Club (TMRC) ในปี 1950 นักศึกษาในชมรมรถไฟจำลองนี้เริ่มใช้คำว่า “Hack” เพื่อเรียกการดัดแปลงอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบรางที่ซับซ้อนเพื่อให้รถไฟทำงานได้ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ต่อมามีการขยายความหมายจากการดัดแปลงระบบรถไฟจำลอง คำนี้จึงเริ่มถูกนำมาใช้เรียก “การแอบเข้าไปในพื้นที่จำกัด” หรือ “การติดตั้งสิ่งประดิษฐ์ในที่ที่เข้าถึงยาก” เพื่อแสดงทักษะทางวิศวกรรม
3 - การกลายเป็นตำนานสากล (ปี 1958) เหตุการณ์ที่ทำให้โลกหันมามองวัฒนธรรมนี้คือการวัดระยะสะพานด้วยหน่วย Smoot ในปี 1958 ซึ่งในภาพที่คุณลุงหมีปุ๊ส่งเข้ามาก็มีตัวเลข 364.4 SMOOTS บันทึกไว้ด้วย เหตุการณ์นี้เปลี่ยนจากการแกล้งกันในรั้วมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นวัฒนธรรมย่อย (Sub-culture) ที่คนภายนอกเริ่มให้ความสนใจ
อ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
บทความโดย: 1721955
#ตำนานแฮกแห่งMIT #ไทยพับลิก้า

Thaipublica’s Pick: รัฐเตรียมใช้ กฎหมาย Lemon Law ดันสิทธิ์ "เปลี่ยน-ซ่อม-ฟ้อง" ให้ผู้บริโภคสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู...
03/06/2026

Thaipublica’s Pick: รัฐเตรียมใช้ กฎหมาย Lemon Law ดันสิทธิ์ "เปลี่ยน-ซ่อม-ฟ้อง" ให้ผู้บริโภค
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. .... หรือที่รู้จักกันในชื่อ "กฎหมาย Lemon Law" ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในกรณีที่ซื้อสินค้ามาแล้วพบว่าชำรุดบกพร่อง ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่มีคุณภาพตามที่โฆษณาไว้
กฎหมายนี้จะช่วยสร้างกลไกให้ผู้ซื้อสามารถเรียกร้องสิทธิ์ในการเปลี่ยนสินค้า ซ่อมแซม หรือคืนเงินได้อย่างเป็นธรรม เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค
‘นางสาวศุภมาส อิศรภักดี’ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล สคบ. กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้ยกร่างเสร็จตั้งแต่ปี 2567 จึงสั่งให้ สคบ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นใหม่ ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บริโภคประสบในปัจจุบัน ก่อนกฎหมายเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ ซึ่งตัวร่างกฎหมายมีเจตนารมณ์กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ขายและผู้ซื้อให้ชัดเจน ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับการแก้ปัญหาสินค้าชำรุดอย่างเป็นธรรม และผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพสินค้า เวทีครั้งนี้มีผู้แทนภาคประชาชนจากสภาองค์กรของผู้บริโภคและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผู้แทนภาครัฐหลายหน่วยงาน ภาคเอกชนกลุ่มยานยนต์ และสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ร่วมให้ข้อเสนอแนะ
“หลักการสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือ หากสินค้าชำรุดภายในเวลาที่กำหนด ให้สันนิษฐานว่าชำรุดมาตั้งแต่วันส่งมอบ โดยแบ่งสินค้าเป็น 3 ประเภท คือ สินค้าทั่วไป รถยนต์และจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ระยะเวลาสันนิษฐานความชำรุดอยู่ที่ 6 เดือนสำหรับสินค้าทั่วไปและเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนรถยนต์ 1 ปีหรือ 10,000 กิโลเมตร และจักรยานยนต์ 6 เดือนหรือ 5,000 กิโลเมตร” นางสาวศุภมาส กล่าว
นอกจากนี้ สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ยังระบุระยะเวลาการขอเปลี่ยนสินค้าไว้ว่า ผู้บริโภคสามารถขอเปลี่ยนสินค้าทั่วไปได้ภายใน 7 วัน และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 14 วัน นับแต่วันรับสินค้า ในกรณีที่มีการซ่อมแซมสินค้า ผู้ขายต้องซ่อมให้เสร็จภายใน 60 วัน ยกเว้นรถยนต์ภายใน 90 วัน ส่วนกรณีการเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ซื้อ และสามารถเลื่อนชำระงวดถัดไปได้ จนกว่าจะได้สินค้าที่ซ่อมเสร็จหรือเปลี่ยนใหม่ และสามารถขยายอายุความรถยนต์ จักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็น 2 ปี นับตั้งแต่พบว่าสินค้าชำรุด
“ขอยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้ผู้บริโภคที่เจอสินค้าชำรุดได้รับความเป็นธรรมและรวดเร็วขึ้น มีการระบุรายละเอียดความรับผิดชอบของผู้ขายที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ผู้ซื้อต้องรับภาระในการซ่อมแซมเอง และขอขอบคุณสภาองค์กรของผู้บริโภคที่นำเสียงของพี่น้องประชาชนมาสะท้อนในเวทีนี้ สำหรับผู้บริโภคที่พบสินค้าชำรุดร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอป OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด” นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้าย
ภาพ: https://www.lemonlaw123.com/your-guide-to-lemon-law-claims-step-by-step-instructions/
#กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค #สคบ #ไทยพับลิก้า

จีน 2035: เมื่อมหาอำนาจเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนเกมโลก ถอดรหัสนโยบายคุณภาพสูงและโจทย์ใหม่ของธุรกิจไทย| เกาะกระแส | ทิศทางเศรษ...
03/06/2026

จีน 2035: เมื่อมหาอำนาจเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนเกมโลก ถอดรหัสนโยบายคุณภาพสูงและโจทย์ใหม่ของธุรกิจไทย
| เกาะกระแส | ทิศทางเศรษฐกิจและภูมิทัศน์การค้าของสาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่โลกเคยจดจำจีนในฐานะ “โรงงานของโลก” ที่เน้นการผลิตด้วยแรงงานราคาถูก จาก Made in China วันนี้จีนกำลังก้าวข้ามไปสู่ New Quality Productive Forces การเป็นมหาอำนาจทางนวัตกรรม เทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง ซึ่งไม่เพียงแต่เขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจโลก แต่ยังสร้างโอกาสและความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับภาคธุรกิจต่างชาติ รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าไปปักธงในตลาดขนาดมหาศาลแห่งนี้
‘ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร’ รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน บรรยายพิเศษหัวข้อ “โอกาสทางการค้าในตลาดจีน” ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรมในหลักสูตร EXIM 2X ของ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสทางการค้าในประเทศจีน
ดร.ไพจิตร เน้นย้ำถึงการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว นโยบายที่มุ่งเน้นการเติบโตคุณภาพสูง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จีนกำลังผลักดัน ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจโลกและสร้างโอกาสสำหรับธุรกิจต่างชาติ และการปรับตัวของธุรกิจไทยเพื่อไม่ให้หลุดจากตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งอนาคต
ดร.ไพจิตร ชี้ให้เห็น 3 มิติหลัก ประกอบด้วย

▪️ มิติแรก ขนาดประชากร: จีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน หรือมากกว่าไทยราว 20 เท่า สะท้อนตลาดที่ใหญ่มหาศาล

▪️ มิติสอง ขนาดพื้นที่: จีนใหญ่กว่าไทยประมาณ 18 เท่า แค่มณฑลซินเจียงเพียงมณฑลเดียว ก็ใหญ่กว่าไทย 3 เท่า แต่มีประชากรน้อยกว่าไทย 3 เท่า สะท้อนว่าบางพื้นที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและความงามทางภูมิประเทศ และสภาพอากาศตามฤดูยังมีความแตกต่างกัน

▪️ มิติสามความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม: จีนประกอบด้วย หลายชนเผ่า ต่างจากไทยที่มีความหลากหลายน้อยกว่า
“ความหลากหลายนี้ทำให้การทำการตลาดในจีน ซับซ้อน” ดร.ไพจิตรกล่าว พร้อมยกตัวอย่าง ความซับซ้อนด้านฤดูในการขายสินค้าในจีน โดยชี้ว่าสินค้าตัวเดียวไม่ได้ขายได้ทุกฤดู ไม่ได้ขายได้ดีตลอดทั้งปีในทุกพื้นที่ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาพอากาศของแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างมาก
ดังนั้น การทำตลาดในจีนต่างประเทศจึงไม่ใช่เพียงการมีสินค้าที่ดีแล้วจะขายได้ทันที แต่ต้องเข้าใจสภาพภูมิอากาศ พฤติกรรมการใช้สินค้า และช่วงเวลาที่เหมาะสมของแต่ละตลาดด้วย
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
ที่มาภาพ: Presentation ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร
#จีน #มหาอำนาจเศรษฐกิจ #นโยบายคุณภาพสูง #โจทย์ใหม่ธุรกิจไทย #ไพจิตรวิบูลย์ธนสาร #ไทยพับลิก้า

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+6629706998

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ThaiPublicaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ThaiPublica:

แชร์