04/06/2026
‘วิจารย์ สิมาฉายา’ มองสิ่งแวดล้อมไม่ควรเป็นเรื่องการเมือง ชูความหลากหลาย เน้น ‘BCG’ – ชี้ไทยจะเป็นทุกอย่างไม่ได้
| Sustainability | ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.88% ของโลก หรืออันดับที่ 20 แต่กลับมีความเสี่ยงติด 10 อันดับแรกของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะด้านการเกษตรและท่องเที่ยว
ในแต่ละปี ภาพซ้ำเดิมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ไฟป่าในภาคเหนือ น้ำท่วม ไปจนถึงน้ำเสียไหลลงชายหาด แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ยังไม่นับทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่ถูกทำลาย ส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่และระบบเศรษฐกิจ
สิ่งเหล่านี้สืบเนื่องจากโครงสร้างปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งนโยบาย กฎหมาย การจัดการทรัพยากร และการเมืองที่แทรกซึมอยู่ในทุกประเด็น
สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า พูดคุยกับ ‘ดร.วิจารย์ สิมาฉายา’ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) ถึงสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทย บทบาทของภาคนโยบายและภาคประชาสังคม ตลอดจนแนวคิด Nature Positive ที่กำลังเป็นกระแสสำคัญในเวทีโลก
ดร.วิจารย์ กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่มีสามเรื่อง ซึ่งส่งผลกระทบและเชื่อมโยงกัน ได้แก่
1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
2) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)
3) ปัญหามลพิษ (Pollution)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญจาก climate change ทำให้อากาศแห้งจนเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดวิกฤติไฟป่า โดยเฉพาะในภาคเหนือ ระบบนิเวศในพื้นที่ป่าจึงถูกทำลาย สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะเดียวกันก็เกิดมลพิษฝุ่น PM2.5
วิกฤติสิ่งแวดล้อม 3 ประเด็นข้างต้น ทุกประเทศในโลกร่วมกันแก้ปัญหา ควบคู่ไปกับมาตรการบรรเทา (mitigation) ขณะเดียวกันก็ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงต่างๆ (adaptation)
“บางครั้ง Mitigation คือมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นเรื่องของการเมือง ทุกประเทศประกาศเป้าหมาย Net Zero แต่เดิมไทยตั้งเป้าบรรลุเป้าหมายปี ค.ศ. 2065 ตอนหลัง COP30 ที่บราซิล เราประกาศร่นเข้ามา 15 ปี เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วคือปี 2050…การลดเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น เหมือนเป็นความมุ่งมั่นที่เราจะทำ แต่เราแทบไม่ทำอะไรเลย“
ตอนนี้กําลังร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือก๊าซเรือนกระจก กว่า 70% มาจากภาคพลังงาน ถ้าเขาไม่ขยับ ก็ยากที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมาย และบางเรื่องต้องรอเทคโนโลยี อาทิ การกักเก็บคาร์บอน (CCS และ CCUS) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR)
ในมิติการค้าระหว่างประเทศ ดร.วิจารย์ มองว่า สิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องกลางที่เชื่อมทุกอย่างไว้ด้วยกัน ทั้งมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่เก็บ Carbon Tax จากสินค้าที่ผลิตด้วยพลังงานสูงกว่าเกณฑ์ และกฎระเบียบห่วงโซ่อุปทานที่ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทาง เช่น ไก่ที่ส่งออกกินข้าวโพดจากพื้นที่บุกรุกป่าหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือแรงกดดันใหม่ที่ไทยต้องเร่งปรับตัว
ถามว่ารัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญในการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างไร ดร.วิจารย์ ตอบว่า มลพิษเป็นปัญหาที่จัดการง่าย เพียงแต่รัฐบาลต้องมีนโยบายและการปฏิบัติที่ชัดเจน ส่วน Climate Change ต้องเน้นที่การปรับตัวหรือ Adaptation ให้ประชาชนเข้าใจและอยู่รอด สุดท้ายความหลากหลายทางชีวภาพจะต้องเริ่มจากแก้ปัญหา 2 เรื่องข้างต้น และปรับวิธีคิดให้คนเข้าใจว่าการอนุรักษ์ไม่ใช่การห้ามใช้ทรัพยากร หากเป็นการใช้อย่างยั่งยืน ทำให้ธรรมชาติได้ประโยชน์จากการใช้งานของมนุษย์
อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#โลกร้อน #วิกฤติสภาพภูมิอากาศ #ปัญหาสิ่งแวดล้อม #วิจารย์สิมาฉายา #สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย #ไทยพับลิก้า