ThaiPublica ความโปร่งใสและยั่งยืน

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ThaiPublica.org ก่อตั้งในเดือนกันยายน 2554 นำเสนอข่าวสืบสวนสอบสวน เน้นประเด็นตรวจสอบความโปร่งใสภาครัฐ ความโปร่งใสภาคเอกชน และการพัฒนาที่ยั่งยืน ดำเนินงานโดยทีมงานนักข่าวอาชีพที่มีประสบการณ์ในวงการรวมกันกว่า 60 ปี

ไทยพับลิก้ามุ่งหวังที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นทั้งพื้นที่ในการนำเสนอข่าวและแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน และเป็นเครื่องมือในการทำงาน โดยเชื่อมั่นในพลังของสื่อใหม่ว่า การ

ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่และเครื่องมือจะช่วยดำรงความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ ก้าวข้ามข้อจำกัดของสื่อกระแสหลัก และสร้างความแตกต่างให้กับสำนักข่าวไทยพับลิก้า ทั้งในแง่ของการนำเสนอข่าวเชิงลึก และการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนอย่างเข้าใจง่าย

เราเชื่อมั่นว่า การนำ "ความเร็ว" ของพลังสังคมและข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ มาผสานกับ "ประสิทธิภาพ" ของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมโยงและนำเสนอข้อมูล ผนวกกับ "ความลึก" ของนักข่าวมืออาชีพมากประสบการณ์ จะเปิดมิติใหม่ให้แก่วงการสื่อสารมวลชนไทย

ไทยพับลิก้าภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมิตินี้

บรรณาธิการบริหารและบรรณาธิการด้านความยั่งยืน
บุญลาภ ภูสุวรรณ

บรรณาธิการข่าวข้อมูล
กมล ชวาลวิทย์

บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ
จิระประภา กุลโชติ

กองบรรณาธิการ
สิรินาฏ ศิริสุนทร ผู้สื่อข่าว
จารุกิตติ์ ธีรตาพงศ์ ผู้สื่อข่าว

ช่างภาพ
ทศวรรษ เนียมวิวัฒน์

กราฟิก
ณัฐวดี สุทธิสาร


คณะกรรมการที่ปรึกษา
คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
บรรยง พงษ์พานิช ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)
พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย
รตยา จันทรเทียร ประธาน มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร

‘คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต’ (1) : ‘ยศชนัน’ ชวนคิดเปลี่ยนการตั้งรับไปสู่เรื่อง ‘เศรษฐกิจน้ำ’ ทุกมิติ| Sustainability |...
05/09/2026

‘คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต’ (1) : ‘ยศชนัน’ ชวนคิดเปลี่ยนการตั้งรับไปสู่เรื่อง ‘เศรษฐกิจน้ำ’ ทุกมิติ
| Sustainability | เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ‘ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาเรื่อง “Science, Innovation and the Future of Water Smart Communities” บนเวที Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 /2026 ภายใต้แนวคิด SMART WATER COMMUNITIES: คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต จัดโดยศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายพันธมิตร
ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ในการรับมือกับสถานการณ์น้ำ รัฐบาลได้มีการแบ่งหน้าที่กันกำกับดูแล โดยตนได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด และเมื่อเกิดสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่าจะต้องใช้ความช่วยเหลือจากหลายจังหวัด ก็จะลงไปในพื้นที่จริง ภายใต้การทำงานแบบ Single Command แต่ไม่ไปก้าวก่ายผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการเหตุการณ์โดยตรง
ทั้งนี้ บทบาทของส่วนกลางคือการคอยเชื่อมโยงและระดมความช่วยเหลือจากกำลังทหาร เครื่องจักรกล และคนจากกระทรวงอื่นๆ ในกรณีที่จังหวัดไม่สามารถระดมกำลังได้ทัน โดยก่อนจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ได้ประชุมร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), กรมอุตุนิยมวิทยา, และกรมชลประทาน เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการปฏิบัติงาน
ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความจำเป็นของการแก้ปัญหาน้ำท่วมคือการแจ้งเตือน แต่ต้องรู้ว่า “First Principle” ของน้ำคืออะไร เพราะน้ำไม่รู้ว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่สำคัญหรือไม่สำคัญ แค่ไหลจากบนลงล่าง ดังนั้นหากเรารู้ว่าน้ำมีปริมาณเท่าไหร่ และไหลจากบนลงล่าง นี่คือ First Principle ของการบริหารจัดการน้ำที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัสไว้เสมอ
แต่วันนี้มีการบดบังทางน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วม เพราะฉะนั้นการทำแผนที่น้ำแบบ Overlay Map อย่างที่จังหวัดนครปฐมทำ เป็นสิ่งที่ดีมาก เพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลทางน้ำด้วยตนเองได้
อีกส่วนสำคัญคือเรื่องของเมือง ที่ปัจจุบันแบ่งแผนที่การจัดการน้ำตามเขตการปกครอง ตามหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ โดยตั้งรับและแก้ปัญหาเฉพาะจุดที่เกิดเหตุ แต่ในความเป็นจริง ควรแบ่งความรับผิดชอบตามทางเดินของน้ำ ให้เชื่อมโยงตามแรงโน้มถ่วงและภูมิประเทศ มองเห็นภาพรวมทั้งระบบจากภูเขาสู่เมือง เพื่อจะได้คาดการณ์และจัดการได้ก่อนเกิดเหตุ
อีกประเด็นคือ เวลาทำงานเรื่องน้ำอยู่กรุงเทพฯ เราจะใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก แต่ในพื้นที่จริง อยากให้เริ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) เป็นหลัก เพราะชาวบ้านเขารู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหมที่จะอำนวยความสะดวกด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาผสานให้เหมาะกับภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่ละที่ เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของ “Water Smart Community”
ส่วนเรื่องการแจ้งเตือนภัย ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับระยะเวลาและพื้นที่ เช่น การใช้เทคโนโลยีดาวเทียมประเมินล่วงหน้า 24 ชั่วโมง หรือการใช้จุดโทรมาตรบนภูเขาเพื่อแจ้งเตือนระยะสั้น เป็นต้น
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#คนเปลี่ยนน้ำน้ำเปลี่ยนอนาคต #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #อว #ไทยพับลิก้า

กกร. เสนอ ‘Reinvent Thailand –  Resilient ASEAN’ หมุดหมายรับมือความท้าทายโลกใหม่ ‘Entering New Horizon’| เกาะกระแส | ‘เอ...
05/09/2026

กกร. เสนอ ‘Reinvent Thailand – Resilient ASEAN’ หมุดหมายรับมือความท้าทายโลกใหม่ ‘Entering New Horizon’
| เกาะกระแส | ‘เอกนิติ’ กางแผนยุทธศาสตร์เชื่อมโลก-ดัน GDPโต 5% ยกระดับไทยสู่ ‘ประเทศรายได้สูง’ ปี 2037 ตั้ง คกก. ‘JPPC’ ลงมือปฏิบัติ รายงานผลทุก 2 เดือน ‘หอการค้า’ แนะผนึกอาเซียน 600 ล้านคน เชื่อม “ดีมานด์-ซัพพลายเชน” รับมือสงครามการค้า-หนุนไทยเข้า ‘OECD’ ยกระดับมาตรฐาน-สร้างความเชื่อมั่น ด้าน ส.อ.ท.เร่งเปลี่ยนผ่านอุตฯไทยสู่‘OBM’ ชู ‘MiT’ ช่วย ‘SMEs’ เข้าสู่ซัพพลายเชน
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ‘ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ‘นายผยง ศรีวณิช’ ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ‘นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล’ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ‘ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์’ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ ‘นายคาร์ลอส เฟลิเป จารามิลโล’ (Mr. Carlos Felipe Jaramillo) รองประธานธนาคารโลก (World Bank) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ร่วมกันแถลงผลการจัดงานประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลก ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’เพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียนอย่างยั่งยืน
นายผยง กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน ความท้าทายหลักที่ต้องเร่งแก้ไขภายใต้กรอบ ‘Reinvent Thailand’ มี 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ, ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ
เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคดังกล่าว กกร. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ (Technical Agency) อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สภาพัฒน์ฯ ,สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดทำ “White Paper” เสนอนโยบายแก้ปัญหาและขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เสนอรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง
ขณะที่ ดร.เอกนิติ ได้กล่าวปิดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ “Entering New Horizon” โดยตอกย้ำว่าภาครัฐและภาคเอกชนต้องผนึกกำลัง เพื่อพาประเทศไทยก้าวข้ามทุกความเสี่ยง และพิชิตเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2037 ตามแนวทางของธนาคารโลก (World Bank)
ดร.เอกนิติ ได้อธิบาย “โมเดลในการจัดทัพทีมเศรษฐกิจไทย” ในรูปแบบของ “ทีมฟุตบอล” โดยแบ่งบทบาทหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน เพื่อเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประเทศรายได้สูงในปี 203
กองหน้าคือ ภาคเอกชน เป็นผู้เล่นหลักในการทำประตู นำโดย 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต อันได้แก่ การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture), การแปรรูปอาหาร, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล, ยานยนต์สมัยใหม่, การแพทย์และการบริการสุขภาพ (Wellness & Medical Hub), การท่องเที่ยวมูลค่าสูง และการค้าส่ง-ค้าปลีกยุคใหม่
กองกลางคือทีมคณะรัฐมนตรีและหน่วนงานรัฐทำหน้าที่เป็นผู้เล่นคุมเกม จ่ายบอลเร็วและปลดล็อกอุปสรรค โดยมี ดร.เอกนิติ รับหน้าที่คุมจังหวะ โดยเฉพาะปัญหาอุปสรรคในเรื่องการลงทุน (Investment-led Growth) ร่วมกับทีมรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่อง SMEs, การพัฒนาคน และการปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง
กองหลัง คือการดูแลเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง โดยกระทรวงการคลังร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ในการรักษาวินัยการเงินและการคลังอย่างเข้มงวด ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความเชื่อมั่น และเห็นสัญญาณเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 70,000 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปี 2569
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#ภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย #กกร #ไทยพับลิก้า

OECD Now & Next EP.6 : เมื่อไทยเข้า OECD แล้ว ธุรกิจจะเจออะไร? SMEs ต้องเตรียมตัวอะไร?| คอลัมน์ | จากที่ผมมีโอกาสพูดเรื่...
05/09/2026

OECD Now & Next EP.6 : เมื่อไทยเข้า OECD แล้ว ธุรกิจจะเจออะไร? SMEs ต้องเตรียมตัวอะไร?
| คอลัมน์ | จากที่ผมมีโอกาสพูดเรื่อง OECD อยู่หลายครั้ง คำถามที่ได้ยินบ่อยไม่ได้มีเพียงว่า ธุรกิจจะได้อะไร แต่แทบจะตามมาด้วยคำถามว่า แล้วเราต้องทำอะไรเพิ่มหรือเปล่า ซึ่งสองคำถามนี้สะท้อนสองด้านของเรื่องเดียวกันได้ดี
ด้านหนึ่งคือโอกาสจากตลาดที่กว้างขึ้น ความน่าเชื่อถือที่มากขึ้น และกติกาที่เป็นสากลขึ้น
แต่อีกด้านคือมาตรฐานที่สูงขึ้น ความรับผิดชอบที่มากขึ้น และต้นทุนในการปรับตัวที่อาจตามมา
เวลาพูดถึงประโยชน์ของการเข้า OECD ต่อภาคธุรกิจ หลายคนมักนึกถึงการลงทุนจากต่างประเทศเป็นเรื่องแรก และอาจคาดหวังว่าเมื่อประเทศไทยเป็นสมาชิก OECD นักลงทุนจะเชื่อมั่นมากขึ้น เงินลงทุนจะไหลเข้ามามากขึ้น และบริษัทไทยจะเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
เรื่องเหล่านี้มีความเป็นไปได้ แต่คงต้องระมัดระวังที่จะไม่สรุปง่ายเกินไปว่า “เข้า OECD = การลงทุนเพิ่ม” เพราะนักลงทุนไม่ได้ตัดสินใจจากการเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว
แต่ยังดูทั้งขนาดตลาด ต้นทุน โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงปัจจัยอีกมากมาย
สำหรับคนทำธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะกฎที่ดีควรช่วยให้ตลาดทำงานได้ดีขึ้น โดยไม่สร้างภาระเกินความจำเป็น หากการเข้า OECD ช่วยผลักดันให้กฎที่ไม่จำเป็นลดลง ขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนน้อยลง และการบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนและคาดการณ์ได้มากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจได้ แม้จะไม่ได้ปรากฏออกมาเป็นตัวเลขสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรงก็ตาม
หากถามผมว่า เรื่องไหนของ OECD ที่ภาคธุรกิจไทยควรเริ่มทำความรู้จักตั้งแต่วันนี้ หนึ่งในเรื่องแรก ๆ ที่ผมนึกถึงคือ Responsible Business Conduct (RBC) หรือ การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ชื่ออาจฟังดูเป็นศัพท์เฉพาะ แต่หลักคิดจริง ๆ ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น
นั่นคือ วันนี้บริษัทไม่ได้ถูกมองเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบริษัทเท่านั้น แต่ยังถูกมองไปถึง วิธีที่บริษัททำธุรกิจด้วย
OECD มีแนวทางสำคัญในเรื่องนี้ คือ OECD Guidelines for Multinational Enterprises on Responsible Business Conduct ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านการติดสินบน ผู้บริโภค ไปจนถึงการแข่งขันและภาษี
แม้ชื่อจะระบุถึงบริษัทข้ามชาติ แต่ในโลกธุรกิจจริง บริษัทหนึ่งไม่ได้ดำเนินธุรกิจอยู่เพียงลำพัง หากเชื่อมโยงกับคู่ค้าอีกจำนวนมาก
OECD จึงมี Due Diligence Guidance for Responsible Business Conduct เพื่อช่วยนำหลักเหล่านี้ไปใช้จริง โดยเน้นการตรวจสอบและจัดการความเสี่ยงตามระดับความสำคัญ
หรือพูดง่าย ๆ ว่า รู้ว่าความเสี่ยงสำคัญอยู่ตรงไหน แล้วจัดการเรื่องที่สำคัญก่อน
อ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
บทความโดย: ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์
#ความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ #การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ #ไทยพับลิก้า

ไทยพับลิก้า ขอเชิญร่วมงานเสวนาครบรอบ 15 ปี ก้าวสู่ปีที่ 16 ในหัวข้อ “Do’s and Don’ts : ประเทศไทยในเกมโลก” 🌏🎲ตลอด 15 ปีที...
04/09/2026

ไทยพับลิก้า ขอเชิญร่วมงานเสวนาครบรอบ 15 ปี ก้าวสู่ปีที่ 16 ในหัวข้อ “Do’s and Don’ts : ประเทศไทยในเกมโลก” 🌏🎲
ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า (Thaipublica.org) มุ่งเน้นการเปิดพื้นที่และเป็นกระบอกเสียงสื่อสารความโปร่งใสและความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 16 เราขอเชิญชวนทุกท่านร่วมฟังเสวนา หัวข้อ “Do’s and Don’ts : ประเทศไทยในเกมโลก”
หัวข้อเสวนาในครั้งนี้ เกิดจากการตั้งคำถามว่าประเทศไทยจะวางหมากอย่างไร ท่ามกลางขั้วอำนาจโลกถูกขีดเส้นใหม่ กติกาเดิมที่กำลังถูกท้าทาย
รับฟังแนวคิดและมุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายแวดวง ได้แก่

▪️ คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

▪️ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

▪️ คุณปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)

▪️ คุณสาโรจน์ อธิวิทวัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสซิเบิล จำกัด และที่ปรึกษาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

▪️ คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

▪️ ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Studies Programme สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ และกรรมการผู้จัดการ Thailand Future Institute
ในวันที่พื้นที่ตรงกลางแคบลง ไทยควรรักษาสมดุล เลือกข้าง หรือถึงเวลาต้องกำหนดเกมของตัวเอง?
ร่วมหาทางออกและกำหนดจุดยืนของประเทศไทยไปพร้อมกัน
📅 วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569
⏰เวลา 8.30 -12.00 น
📍 ณ ห้องพิมานบอลรูม ชั้น 12 โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี
📝 ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: https://forms.gle/3AxmzzaL8uxxEphh7
🎥 รับชมถ่ายทอดสดออนไลน์: Facebook Live: ThaiPublica
#ประเทศไทยในเกมโลก #ความโปร่งใสและยั่งยืน #ไทยพับลิก้า

‘ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ’ เชื่อมห่วงโซ่ ‘CPF’ ผนึกคู่ค้า 5,000 ราย ‘Sustain the Chain, Share the Gain’| Sustainability ...
04/09/2026

‘ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ’ เชื่อมห่วงโซ่ ‘CPF’ ผนึกคู่ค้า 5,000 ราย ‘Sustain the Chain, Share the Gain’
| Sustainability | ‘From Shock to Shift (Thailand Sustainable Transition in a Fractured World) จากวิกฤติโลกสู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน’ แนวคิดการจัดงาน “GCNT Expo 2026” ระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 กับเป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนและรับมือ shock ของโลก ไม่ว่าจะเป็น วิกฤติสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาเศรษฐกิจ และผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยี
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ตอกย้ำวิสัยทัศน์ดังกล่าวด้วยการเข้าร่วมงาน GCNT Expo 2026 ภายใต้แนวคิดหลัก “Grow Together, Nourish the Future หรือ อนาคตที่ไม่มีใครหิว อาจเริ่มจากการทำให้ ‘คนตัวเล็ก’ ได้เติบโต”
‘นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ‘ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Sustain the Chain, Share the Gain: ต่อยอดทศวรรษแห่งการลงมือทำ เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” ว่า โลกวันนี้เผชิญกับความผันผวนหลายด้านพร้อมกัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนต่างๆ (Uncertainty) ที่เกิดขึ้นในระดับโลก ตั้งแต่ประเด็นสิ่งแวดล้อม การเมือง และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานและ Operation ของธุรกิจ ตลอดจนกรอบกติกาใหม่ที่ส่งผลต่อการค้าและการลงทุน นี่คือ Shock ที่จะอยู่กับทุกองค์กร
อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือวิกฤติโควิด-19 แม้จะผ่านมาแล้วกว่า 6 ปี แต่ผลกระทบยังคงส่งผลต่อภาคธุรกิจจนถึงวันนี้
Shock ที่เกิดขึ้น ทำให้ CPF กลับมาทบทวนองค์กรว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างไร
นายประสิทธิ์ เล่าว่า CPF เริ่มคิดเรื่องการทำธุรกิจแบบ “Share the Gain” ตั้งแต่ช่วงก่อนและระหว่างโควิด โดยศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) จากบริษัทที่ประสบความสำเร็จระดับโลกอย่าง Toyota ที่ทำงานแบบรวมพลังตลอดทั้ง Value Chain ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งซัพพลายเออร์ที่จำหน่ายวัตถุดิบ และเกษตรกรที่เกี่ยวข้องกว่า 1 ล้านชีวิต
“ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความแข็งแกร่งขององค์กรเพียงลำพังไม่ใช่คำตอบของความยั่งยืนที่แท้จริง ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการมุ่งเน้นเพียงการปรับปรุงองค์กรภายใน มาเป็นการสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ทั้งห่วงโซ่อุปทาน…หากคนตัวเล็กเหล่านี้อยู่ไม่ได้ ธุรกิจใหญ่ก็ไม่มีทางรอดอย่างยั่งยืน” นายประสิทธิ์ กล่าว
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน #ประสิทธิ์บุญดวงประเสริฐ #ไทยพับลิก้า

กบข. เตรียมเงิน 2.49 หมื่นล้านบาท จ่ายเงินผู้เกษียณ 2569 เปิด 4 ทางเลือกรับเงินหลังเกษียณ| เกาะกระแส | กองทุนบำเหน็จบำนา...
04/09/2026

กบข. เตรียมเงิน 2.49 หมื่นล้านบาท จ่ายเงินผู้เกษียณ 2569 เปิด 4 ทางเลือกรับเงินหลังเกษียณ
| เกาะกระแส | กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เตรียมเงิน 24,950 ล้านบาท เตรียมจ่ายเงินกองทุนแก่สมาชิกเกษียณปีนี้ กว่า 1.6 หมื่นราย รับเฉลี่ยรายละ 1.53 ล้านบาท เผยพบสมาชิกเชื่อมั่นการบริหารเงินลงทุน กบข. เพิ่มขึ้น เลือกใช้บริการออมต่อ เกือบ 9% ช่วยลดความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ และสร้างความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ
‘ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร’ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 กันยายน 2569 สมาชิก กบข. จะเกษียณอายุราชการจำนวน 16,233 ราย จากสมาชิกทั้งหมด 1.29 ล้านราย ซึ่ง กบข. ได้เตรียมความพร้อมในการจ่ายเงินกองทุนให้แก่สมาชิก รวมเป็นเงินประมาณ 24,950 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินออมสะสมอย่างต่อเนื่องของสมาชิก รวมกับเงินสมทบจากภาครัฐ และผลตอบแทนจากการลงทุน
โดยในปีนี้สมาชิกที่เกษียณอายุราชการจะได้รับเงินกองทุนเฉลี่ยรายละ 1.53 ล้านบาท โดยมีสมาชิกที่ได้รับเงินสูงสุดมากถึง 7.86 ล้านบาท ทั้งนี้ ยอดเงินของสมาชิกแต่ละรายจะแตกต่างกันตามระยะเวลาการเป็นสมาชิก เงินเดือน อัตราการออม แผนการลงทุน และผลตอบแทนที่ได้รับ ซึ่งการที่สมาชิกเลือกอัตราการออมเพิ่ม และการเลือกแผนการลงทุนอย่างเหมาะสม เป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้ยอดเงินที่จะได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการเพิ่มมากขึ้น
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#กบข #บำเหน็จบำนาญข้าราชการ #ไทยพับลิก้า

บทวิเคราะห์ของ The Atlantic Council ประเทศไทยจะสร้าง “รูปแบบการเติบโตใหม่” อย่างไร| เกาะกระแส | เว็บไซต์ของสถาบันวิจัยมี...
04/09/2026

บทวิเคราะห์ของ The Atlantic Council ประเทศไทยจะสร้าง “รูปแบบการเติบโตใหม่” อย่างไร
| เกาะกระแส | เว็บไซต์ของสถาบันวิจัยมีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา The Atlantic Council ได้เสนอบทความชื่อ From Manufacturing to AI, Thailand Must Reinvent Its Growth Model ที่กล่าวว่า ประเทศไทยมาถึงช่วงเวลาสำคัญ ที่จะต้องสร้างรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบใหม่ขึ้นมา ในบริบทที่ไทยมีจุดแข็งด้านพื้นฐานอุตสาหกรรมเดิม โอกาสด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ท่ามกลางแรงลมปะทะจากจุดอ่อนด้านโครงสร้าง เช่น หนี้สินครัวเรือน ประชากรกำลังสูงอายุ และการบริโภคภายในกับการท่องเที่ยวที่อ่อนตัว
บทความกล่าวว่า ขณะที่ไทยกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางเศรษฐกิจ ในฐานะที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย ไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศของภูมิภาคนี้ ที่มีอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการที่พัฒนาสูงสุด มีอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มั่นคง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และธุรกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต แต่ความได้เปรียบนี้ไม่ได้แปลงไปสู่การเติบโตที่เข้มแข็งมากขึ้น
บทความของ Atlantic Council กล่าวว่า ใน 25 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยปีละ 3.2% สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 3% ปี 2026 คาดว่าการเติบโตอยู่ที่ 1.5% และ 2.1% ในปี 2027 การชะลอตัวของเศรษฐกิจสะท้อนให้เห็นว่า ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก รวมทั้งการที่ต้องพึ่งพาการค้ากับจีนอย่างมาก ทำให้มีจุดอ่อนต่อภาวะชะงักงันที่เกิดจากสงครามอิหร่าน การแข่งขันที่รุนแรงสหรัฐฯ กับจีน และสภาพการค้าโลกกับห่วงโซ่อุปทาน ที่แบ่งแยกกันมากขึ้น
แรงกดดันจากภายในยังสร้างปัญหาเพิ่มมากขึ้น หนี้สินครัวเรือนสูงถึง 90% ของ GDP ประชากรสูงอายุมากขึ้น การอ่อนตัวลงของการท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ ล้วนสร้างแรงลมปะทะที่มีผลจำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงมากขึ้น ต่อเหตุการณ์ที่เป็นแรงกระแทกจากภายนอก
อ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
รายงานโดย: ปรีดี บุญซื่อ
ที่มาภาพ: jetsettingfools
#รูปแบบการเติบโตใหม่ของไทย #โครงสร้างเศรษฐกิจไทย #ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย #ไทยพับลิก้า

‘เอกนิติ’ ชู New Horizons สร้าง “เครือข่ายตัวเชื่อมโยงความไว้วางใจทั่วทั้งอาเซียน” รับมือโลกที่แตกแยก| เกาะกระแส | ‘ดร.เ...
04/09/2026

‘เอกนิติ’ ชู New Horizons สร้าง “เครือข่ายตัวเชื่อมโยงความไว้วางใจทั่วทั้งอาเซียน” รับมือโลกที่แตกแยก
| เกาะกระแส | ‘ดร.เอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน ประชุม Bangkok Business Summit 2026 ว่า ขอเริ่มต้นด้วยการขอบคุณคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ได้ริเริ่มและจัดงานนี้เป็นครั้งแรกขึ้นมา นอกจากนี้ขอขอบคุณกลุ่มธนาคารโลกที่เป็นเจ้าภาพร่วม และได้นำความรู้อันเป็นสากลมาสู่เวทีเสวนาครั้งสำคัญของภูมิภาคนี้ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชนที่ส่งผลดีต่อประโยชน์ของประเทศและประโยชน์ของภูมิภาค
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเพิ่งได้นำเสนอข้อเสนอเชิงคุณค่า (Value Proposition) ของประเทศไทยต่อโลกไปว่า ประเทศไทยมีอะไรจะมอบให้กับโลกได้บ้าง แต่ผมขอเน้นย้ำอีกบทบาทหนึ่งของประเทศไทย ในฐานะ “ตัวเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ” (Trusted Connector) สู่สังคมโลก ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และขอต่อยอดจากข้อเสนอดังกล่าวและมองว่าสิ่งนี้มีความหมายอย่างไรในมุมมองทางเศรษฐกิจ’
“หลายปีที่ผ่านมา การเปิดเสรี คือ หัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านการค้า และการลงทุน ซึ่งอาเซียนเองก็เช่นกัน เราสร้างอุตสาหกรรมด้วยการเชื่อมโยงตัวเราเองเข้ากับภูมิภาค และโลก ซึ่งควรจะเปิดกว้างเช่นนี้ต่อไป อาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของโลกทางด้านการค้า และการลงทุน ในขณะที่บริษัทต่างๆ มองหาการเติบโตในภูมิภาคของเรา และมองหาพันธมิตรที่มีความมั่นคงและปลอดภัยในห่วงโซ่อุปทานโลก”
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า เรื่องความผันผวน ความไม่แน่นอน และความซับซ้อนของโลก นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความจำเป็นในการสร้างความยืดหยุ่น และการฟื้นตัว (Resilience) ร่วมกัน ในมุมมองทางเศรษฐกิจนั้น ตนเชื่อว่าความจำเป็นนี้กำลังมีความเร่งด่วนมากยิ่งขึ้น และนี่คือความท้าทายทางเศรษฐกิจที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (Major Shifts) 4 ด้าน ได้แก่

1 - ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geopolitics and Geoeconomics)

2 - ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence :AI)

3 - การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

4 - สังคมสูงวัยและการมีอายุยืนยาว (Aging and Longevity)
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#ภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย #เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ #กระทรวงการคลัง #กกร #ไทยพับลิก้า

5 CEO เปิดวิสัยทัศน์ “Sustainability is Business” เปลี่ยนความท้าทายโลกสู่โอกาสธุรกิจไทย| Sustainability | GCNT Expo 2026...
04/09/2026

5 CEO เปิดวิสัยทัศน์ “Sustainability is Business” เปลี่ยนความท้าทายโลกสู่โอกาสธุรกิจไทย
| Sustainability | GCNT Expo 2026 : From Shock to Shift จากวิกฤตโลกสู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) เครือข่ายด้านความยั่งยืนของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปีนี้รวมผู้นำภาคธุรกิจ การเงิน และอุตสาหกรรม ตอกย้ำบทบาทของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่น
ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี AI กฎระเบียบทางการค้า และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดย 5 ผู้นำองค์กรชั้นนำ ประกอบบด้วย

▪️ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

▪️ ‘ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ’ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

▪️ ‘ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)

▪️ ‘ริชาร์ด มาโลนี่ย์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย

▪️ ‘ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี
ผู้นำทั้ง 5 สะท้อนมุมมองร่วมกันว่า “ความยั่งยืน” ในวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “กลยุทธ์ทางธุรกิจ” ที่ต้องนำไปสู่การลงมือทำ การลงทุนที่วัดผลได้ และความร่วมมือที่ครอบคลุมตลอดทั้งระบบนิเวศ
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน #ไทยพับลิก้า

วิทัยกาง 4 เสาหลัก สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ชู “Digital-AI” บนฐาน “Trust” ระบบการเงินปลอดภัยคือ “Strategic Asset”| เก...
04/09/2026

วิทัยกาง 4 เสาหลัก สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ชู “Digital-AI” บนฐาน “Trust” ระบบการเงินปลอดภัยคือ “Strategic Asset”
| เกาะกระแส | ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้โจทย์ของไทยคือ สร้าง “ภูมิคุ้มกัน” และขีดความสามารถใหม่เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว กาง 4 เสาหลักภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ให้น้ำหนักกับ Digital and AI Transformation ที่ต้องเดินควบคู่กับการสร้าง “Trust” ท่ามกลางภัยไซเบอร์ การฉ้อโกงทางการเงิน พร้อมย้ำว่าระบบการเงินที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือไม่ใช่เพียงเกราะป้องกันความเสี่ยง แต่คือ “Strategic Asset” ที่จะหนุนนวัตกรรม ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก ได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
‘นายวิทัย รัตนากร’ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งเป็นครั้งที่สองในรอบ 35 ปี การกลับมาจัดการประชุมนี้ที่กรุงเทพฯ ตอกย้ำถึงความไว้วางใจของทั่วโลกที่มีต่อประเทศไทย และชี้ให้เห็นถึงบทบาทของเอเชียที่เติบโตขึ้นในเศรษฐกิจโลก
นายวิทัย ฉายภาพว่าโลกกำลังอยู่ในยุคที่ภาวะวิกฤติ (shocks) เกิดถี่ขึ้นและแพร่กระจายเร็วขึ้น ในเวลาไม่ถึงสิบปี โลกได้เผชิญทั้งการแพร่ระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน วิกฤติอาหารและพลังงาน การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากร ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การถูกดิสรัปต์ด้วย AI และทุกครั้งที่วิกฤติใหญ่ผ่านพ้น เศรษฐกิจไทยก็มีแนวโน้มการเติบโตที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ จากเฉลี่ย 5.3% หลังวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เหลือ 3.7% หลังวิกฤติการเงินโลก และลดลงเหลือเพียง 2.4% หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19
“ความท้าทายที่อยู่ตรงหน้าเราจึงไม่ใช่แค่การฟื้นตัวจากวิกฤติเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความยืดหยุ่นพร้อมรับมือและสร้างขีดความสามารถที่จำเป็นเพื่อรักษาการเติบโตในระยะยาว” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#ภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย #วิทัยรัตนากร #ธปท #กกร #ไทยพับลิก้า

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+6629706998

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ThaiPublicaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ThaiPublica:

ทางลัด

แชร์