WhatzDesign The source where you can find the idea for Home decoration, Room design, Furniture, Gardening, Design event, Design lifestyle

"Vert" พาวิลเลียนรักษ์โลก เครื่องจักรสีเขียวที่คืนลมหายใจให้คนเมือง (for English version, please read below)ในงาน London...
13/03/2026

"Vert" พาวิลเลียนรักษ์โลก เครื่องจักรสีเขียวที่คืนลมหายใจให้คนเมือง

(for English version, please read below)
ในงาน London Design Festival ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมที่น่าสนใจอย่าง "Vert" พาวิลเลียนที่เป็นความร่วมมือระหว่างสตูดิโอออกแบบ Diez Office, ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง OMCC และสภาส่งเสริมการส่งออกไม้เนื้อแข็งแห่งอเมริกา (AHEC) เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบในการรับมือกับปัญหาอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นและการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพในเขตเมือง
Vert ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด "เครื่องจักรสีเขียว (Greening Machine)" ที่ไม่ใช่แค่ตั้งโชว์ความสวยงาม แต่เป็นทางออกเชิงสถาปัตยกรรมสำหรับเมืองที่มีประชากรหนาแน่น โดย Nicola Stattman ผู้ร่วมก่อตั้ง OMCC อธิบายว่านี่คือ "สวนสำหรับแมลงและผู้คน" ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เพื่อให้เป็นที่ที่ทุกคนสามารถมาพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติได้จริง
- โครงสร้างไม้โอ๊คแดง (Red Oak) ทีมผู้ออกแบบเลือกใช้ไม้เรดโอ๊คในรูปแบบไม้ประสาน (Glaminated Timber) มาสร้างเป็นทรงสามเหลี่ยมโมดูลาร์ เนื่องจากมีความแข็งแรงทนทานสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ตาข่ายชีวภาพและพืชปีนป่าย โครงสร้างมีความสูงถึง 10 เมตร ขึงด้วยตาข่ายที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพืชไม้เลื้อยกว่า 20 ชนิด โดยพืชเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นบ้านให้กับแมลงและช่วยสร้างระบบนิเวศขนาดเล็ก
- ประสิทธิภาพเหนือธรรมชาติ Vert สามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่าต้นไม้ทั่วไปอย่างน่าทึ่ง โดยทีมงานระบุว่ามันสามารถ
- ลดอุณหภูมิ รอบข้างได้สูงสุดถึง 8 องศาเซลเซียส
- ให้ร่มเงา ได้มากกว่าต้นไม้อายุ 20 ปี ถึง 4 เท่า
- กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้มากกว่าต้นไม้ทั่วไปถึง 25 เท่า
พื้นที่แห่งการพักผ่อนและการใช้งานซ้ำ
ด้านล่างของโครงสร้างถูกออกแบบให้มีทางเดินผ่าน และมีที่นั่งแบบตาข่ายที่อยู่ภายใต้ร่มเงาไม้เลื้อย ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและตัดขาดจากความวุ่นวายของตึกสูง นอกจากนี้ ด้วยระบบ Modular ทำให้พาวิลเลียนนี้สามารถถอดประกอบและย้ายไปติดตั้งตามจุดต่างๆ ในเมืองได้หลายครั้ง ไม่ใช่การสร้างแล้วทิ้ง
Vert เป็นมากกว่างานสถาปัตยกรรม แต่คือแรงบันดาลใจให้เหล่านักผังเมืองและสถาปนิกเห็นว่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ในใจกลางเมืองที่หนาแน่นนั้น "เป็นไปได้จริง" และสามารถทำออกมาให้สวยงาม ทนทาน และมีประสิทธิภาพสูงไปพร้อมๆ
Vert The "Greening Machine" Reimagining Urban Ecosystems
At the recent London Design Festival, a groundbreaking innovation named "Vert" was unveiled. This pavilion is a collaborative masterpiece between the design firm Diez Office, urban greening experts OMCC, and the American Hardwood Export Council (AHEC). Together, they have created a prototype designed to tackle rising global temperatures and the decline of urban biodiversity.
Designed under the concept of a "Greening Machine," Vert is more than just a visual landmark; it is a functional architectural solution for densely populated cities. Nicola Stattmann, co-founder of OMCC, describes it as a "garden for insects and people"—a sanctuary in the heart of the city where residents can relax and reconnect with nature.

Key Features of the Innovation
- Red Oak Structure: The design team utilized American Red Oak in the form of Glaminated Timber (Glulam) to construct a modular triangular frame. Red Oak was chosen for its high durability, strength, and environmental benefits.
- Biodegradable Netting & Climbing Plants: Standing at a height of 10 meters, the structure is draped in biodegradable nets supporting over 20 species of climbing plants. These plants act as a habitat for insects and foster a micro-ecosystem.
- Performance Beyond Nature: Vert’s efficiency significantly outpaces traditional trees. According to the team, the pavilion can:
- Lower surrounding temperatures by up to 8°C.
- Provide 4 times more shade than a 20-year-old tree.
- Sequester CO2 at a rate 25 times higher than a typical tree.
A Space for Relaxation and Reuse
The base of the structure features pedestrian walkways and shaded net seating, offering a tranquil escape from the surrounding skyscrapers. Furthermore, thanks to its modular system, the pavilion is not a "build-and-discard" installation; it can be easily disassembled and relocated to various urban spots multiple times.
Vert is more than just a piece of architecture—it serves as an inspiration for urban planners and architects. It proves that integrating large-scale green spaces into dense city centers is not only entirely possible but can also be beautiful, durable, and highly efficient.
Project :Vert Installation
Architect : Diez Office, OMC°C
Location:London, United Kingdom
Year : 2024
Area: 140 m²
Cr. Source: https://www.dezeen.com
:https://www.archdaily.com

เปลี่ยนผืนป่ากัลชิโน ให้เป็น "ห้องนั่งเล่นธรรมชาติ" สำหรับชุมชนโครงการนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างฝ่ายบริหารเมืองโดโมเดโด...
12/03/2026

เปลี่ยนผืนป่ากัลชิโน ให้เป็น "ห้องนั่งเล่นธรรมชาติ" สำหรับชุมชน
โครงการนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างฝ่ายบริหารเมืองโดโมเดโดโว และกระทรวงภูมิสถาปัตยกรรมแห่งมอสโก เพื่อพลิกโฉมพื้นที่ป่าในหมู่บ้านกัลชิโนให้กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่มีชีวิตชีวา โดยยังคงกลิ่นอายความบริสุทธิ์ของธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน

(for English version, please read below)
ความใกล้ชิดที่ลงตัวระหว่าง "คน" และ "ป่า"
เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ประกอบด้วยที่พักอาศัยแนวราบและมีประชากรไม่หนาแน่น ทีมออกแบบจึงตั้งใจสร้างสวนสาธารณะที่มีบรรยากาศ "อบอุ่นและเป็นส่วนตัว" เปรียบเสมือนสวนหลังบ้านขนาดใหญ่ของชุมชน โดยใช้ "สีเขียวเข้ม" และรูปทรงทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ลวดลายเปลือกไม้สน กิ่งก้านของต้นไม้ และมอส มาเป็นหัวใจหลักในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์สนาม
- จุดชมวิวเหนือเหมืองเก่า ปรับปรุงพื้นที่บริเวณเหมืองร้างที่มีต้นสนยักษ์ล้อมรอบและมีภูมิประเทศลาดชัน ให้กลายเป็นจุดชมวิวที่สวยงามและปลอดภัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากพื้นที่ใกล้เคียง
- เส้นทางศึกษาธรรมชาติริมลำธาร สร้างทางเดินไม้ (Boardwalk) เลียบไปตามลำธารที่ไหลมาจากบ่อน้ำพุธรรมชาติ พร้อมปรับปรุงทางลาด บันไดเหล็ก และสะพานไม้ เพื่อให้เดินชมความงามของชนบทได้สะดวกและปลอดภัย
- ลานกิจกรรมกลางทุ่งหญ้า พื้นที่โล่งกว้างใจกลางป่าที่เต็มไปด้วยดอกไม้ป่า จะถูกเปลี่ยนเป็น "เส้นทางวิบาก (Obstacle Course)" สำหรับเด็กนักเรียนในพื้นที่ได้เข้ามาออกกำลังกายและผจญภัย
- โซนปิกนิกใต้ร่มสน ลึกเข้าไปในป่าสนเฟอร์ (Fir Grove) จะมีพื้นที่ปิกนิกสุดคลาสสิก พร้อมแสงไฟจากโคมไฟยามค่ำคืน มีจุดปิ้งย่างและโต๊ะที่นั่งแยกเป็นสัดส่วนสำหรับครอบครัว
เพื่อให้ป่าแห่งนี้ใช้งานได้จริงสำหรับทุกคน โครงการจึงจัดเตรียมพื้นที่ไว้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย
- โซนกิจกรรม สนามเด็กเล่น และสนามสำหรับเล่นกีฬา
- โซนพักผ่อน พื้นที่เงียบสงบสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ
- จุดบริการหน้าทางเข้า มีจุดเช่าอุปกรณ์ ตู้ขายของอัตโนมัติ และห้องน้ำสาธารณะไว้คอยบริการ
โครงการนี้คือการนำ "สิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่" ไปวางไว้อย่างแนบเนียนใน "ป่าธรรมชาติ" โดยแทรกแซงภูมิทัศน์เดิมให้น้อยที่สุด เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ แต่เพิ่มโอกาสให้คนในชุมชนได้ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งร่วมกันมากขึ้น
This project is a collaborative effort between the Domodedovo Administration and the Ministry of Landscape Architecture of the Moscow Region. The goal is to revitalize the forest area in Galchino village, turning it into a vibrant recreational space while preserving the pristine essence of its natural environment—creating a perfect harmony between "people" and the "forest."
The Concept A Cozy and Private Backyard
Since the village consists primarily of low-rise residential buildings and a small population, the design team aimed to create a park with an "intimate and cozy" atmosphere, acting as a grand backyard for the community. Using a palette of "Deep Green" and architectural forms inspired by nature—such as the texture of pine bark, intertwining branches, and moss—these elements serve as the core inspiration for the site’s street furniture and structures.
Project Highlights
- Scenic Viewpoints Over the Old Quarry The area around the abandoned quarry, surrounded by towering pine trees and steep terrain, is being transformed into a beautiful and safe viewpoint. This landmark is designed to attract visitors from nearby areas to appreciate the dramatic landscape.
- Nature Study Trails Along the Stream A wooden boardwalk has been established along the stream fed by natural springs. The project includes improved ramps, metal staircases, and wooden bridges, allowing locals and visitors to stroll through the countryside safely and comfortably.
- Meadow Activity Hub The wide clearing in the heart of the forest, overgrown with wildflowers, will be repurposed into an "Obstacle Course" for local students, providing a space for exercise, play, and adventure.
- Picnic Zone in the Fir Grove Nestled deep within the fir grove is a classic picnic area. It features ambient lantern lighting for evening use, complete with dedicated charcoal grill stations and dining tables for families.
Comprehensive Amenities for All
To ensure the forest is functional for everyone, the project includes facilities catering to all demographics
- Activity Zones Dedicated playgrounds and sports grounds for active recreation.
- Relaxation Zones Quiet areas designed specifically for peaceful rest and contemplation.
- Entrance Service Point A convenient hub featuring equipment rentals, vending machines, and public restrooms.
This initiative seamlessly integrates "modern amenities" into the "natural forest" with minimal environmental interference. By prioritizing ecological integrity, the project ensures the preservation of the authentic landscape while providing the community with more opportunities to enjoy an outdoor lifestyle together.
Project :Galchino Urban Forest
Architect : Basis architectural bureau
Location: Moscow
Year completed: 2025
Cr. Source: https://www.archello.com/project/galchino-urban-forest
:https://landezine.com/galachino-urban-forest-by-basis-architectural-bureau/

Nature-based Solutions เมื่อการออกแบบไม่ใช่แค่เรื่องความงาม แต่คือทางรอดร่วมกับธรรมชาติในยุคที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Clima...
17/02/2026

Nature-based Solutions เมื่อการออกแบบไม่ใช่แค่เรื่องความงาม แต่คือทางรอดร่วมกับธรรมชาติ
ในยุคที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis)ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ทิศทางของการออกแบบโลกยุคใหม่จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงามหรือประโยชน์ใช้สอย แต่ต้องมุ่งเน้นการสร้าง "ความยืดหยุ่น" (Resilience) ให้กับสิ่งแวดล้อม แนวคิด Nature-based Solutions (NbS) หรือ "การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน" จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักออกแบบต้องนำมาบูรณาการอย่างจริงจัง
จากจุดเริ่มต้นสู่กลยุทธ์ระดับโลก
แนวคิด NbS ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยธนาคารโลก (World Bank) ในปี 2008 เพื่อเน้นย้ำว่าการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพคือเครื่องมือสำคัญในการปรับตัวต่อโลกที่ร้อนขึ้น ต่อมาองค์กร IUCN ได้ผลักดันจนกลายเป็นมาตรฐานโลกในปี 2016 โดยมุ่งหวังให้มนุษย์เปลี่ยนวิธีคิดจากการพึ่งพา "วิศวกรรมสีเทา" (Grey Infrastructure) เช่น กำแพงคอนกรีตที่แข็งตัว มาสู่การสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว" (Green Infrastructure) ที่มีชีวิตและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ทำไมผู้ออกแบบรุ่นใหม่ต้องเข้าใจ NbS?
การเข้าใจ NbS จะเปลี่ยนบทบาทของนักออกแบบจาก "ผู้สร้างความสวยงาม" ไปสู่ "ผู้วางระบบนิเวศ" โดยมีเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ
1.การปรับตัว (Adaptation) ธรรมชาติมีกลไกรับมือความผันผวน เช่น น้ำท่วมและความร้อน ได้ดีกว่าโครงสร้างแข็ง
2.ความคุ้มค่า (Cost-effectiveness)ระบบธรรมชาติมีค่าบำรุงรักษาต่ำกว่าในระยะยาวหากจัดการอย่างถูกต้อง
3.มูลค่าเพิ่มทางสังคม (Co-benefits) ช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางจิตของมนุษย์ไปพร้อมกับการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
การประยุกต์ใช้ในมิติต่างๆ ของงานออกแบบ
แนวคิด NbS สามารถแทรกซึมอยู่ในทุกระดับของการออกแบบ ตั้งแต่ระดับเมืองไปจนถึงพื้นที่ภายในอาคาร
- ระดับเมืองและภูมิสถาปัตยกรรม มุ่งเน้นการสร้าง "เมืองฟองน้ำ" (Sponge City) ที่ใช้พื้นผิวให้น้ำซึมผ่านได้เพื่อลดน้ำท่วมขัง การสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำประดิษฐ์ (Constructed Wetlands) เพื่อบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ รวมถึงการสร้างทางเชื่อมต่อสีเขียว (Ecological Corridors) เพื่อให้สิ่งมีชีวิตในเมืองอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล
- ระดับสถาปัตยกรรม บูรณาการอาคารเข้ากับระบบนิเวศ เช่น การใช้หลังคาและผนังสีเขียว (Green Roofs & Walls) เพื่อลดความร้อนสะสม การเลือกใช้วัสดุฐานชีวภาพ (Bio-based Materials) อย่างไม้หรือวัสดุจากเส้นใยเห็ดราที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน ไปจนถึงการออกแบบช่องลมและแสงธรรมชาติเพื่อลดการใช้พลังงาน
- ระดับสถาปัตยกรรมภายใน เน้นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่ผ่านการออกแบบ Biophilic Design ที่นำองค์ประกอบของธรรมชาติ เช่น เสียงน้ำและวัสดุจริง มาช่วยลดความเครียด รวมถึงการใช้พืชฟอกอากาศ (Phytoremediation) และแสงสว่างที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) เพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้งาน
การวัดผลสู่มาตรฐานสากล ปัจจุบัน NbS ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่ถูกรับรองผ่านมาตรฐานระดับโลกอย่าง SITES ที่เน้นการฟื้นฟูดินและน้ำ LEED ที่วัดผลการลดเกาะความร้อนและการประหยัดน้ำ และ WELL ที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อกับธรรมชาติเพื่อลดฮอร์โมนความเครียดของผู้คนในอาคาร
หัวใจของ NbS คือการเปลี่ยนมุมมองจาก "ภาพลักษณ์" ไปสู่ "ความยั่งยืนเชิงระบบ" (Systems Thinking) ซึ่งสามารถวัดผลได้จริงทั้งในแง่อุณหภูมิที่ลดลง การจัดการน้ำที่แม่นยำ และการกักเก็บคาร์บอน นักออกแบบต้องตระหนักว่า NbS ไม่ใช่เพียงการตกแต่งด้วยต้นไม้เพื่อความสวยงาม (Landscaping) แต่คือการออกแบบ "ฟังก์ชัน" ของธรรมชาติให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่สังคมและโลกในระยะยาว
Picture Credit : www.asla.org
:www.archdaily.com
:https://ney.partners
:https://dhscape.com
:https://www.architonic.com/en/pr/house-of-music/20247068/
:https://www.buildingsandcities.org/.../cop26-nature-based...
:https://environment.ec.europa.eu/.../how-increase-use...

Bangkok Design Week 2026 กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 9 ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีที่เน้นความเข้มข้นของการลงมือทำจริงภายใต้โจทย์ใหม...
30/01/2026

Bangkok Design Week 2026 กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 9 ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีที่เน้นความเข้มข้นของการลงมือทำจริงภายใต้โจทย์ใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม
Bangkok Design Week 2026 (BKKDW2026)หรือ เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 (รวม 11 วัน) โดยส่วนใหญ่เริ่ม 11.00 – 22.00 น. (ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่และกิจกรรม)
ภายใต้ธีม “DESIGN S/O/S”เพื่อส่งสัญญาณระดมพลนักออกแบบและนักสร้างสรรค์ทุกสาขาให้มาร่วมกันคิดและลงมือทำ เพื่อรับมือกับวิกฤตต่างๆ ที่ส่งผลกระทบทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก โดยใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อปลุกกระแสกระตุ้นตลาดในประเทศ (Secure Domestic) ขยายโอกาสใหม่สู่เวทีโลก (Outreach Opportunities) และพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในอนาคต (Sustainable Future)

BKKDW2026 จะจัดขึ้นในพื้นที่ย่านต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ มากกว่า 140 แห่ง โดยมี 4 ย่านหลักที่ไม่ควรพลาด เช่น
- เจริญกรุง - ตลาดน้อย ย่านแลนด์มาร์คสำคัญ มีการจัดแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่ที่ อาคารไปรษณีย์กลาง และ TCDCกรุงเทพฯ
- พระนคร การผสมผสานเสน่ห์เมืองเก่าเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จัดตามศาลาว่าการเดิม และย่านเสาชิงช้า
- ปากคลองตลาด ตลาดดอกไม้ที่จะถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทดลองศิลปะและแสงสี (Lighting Installation)
- บางลำพู - ข้าวสาร สำรวจพื้นที่ลับอย่าง ห้างนิวเวิลด์ และการเชื่อมต่อชุมชนดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ยุคใหม่ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เสริมอื่นๆ เช่น พร้อมพงษ์, อารีย์-ประดิพัทธ์, วงเวียนใหญ่, และ วัน แบงค็อก (One Bangkok)
และมีโปรแกรมไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด Installation Art งานจัดแสดงแสงสีและศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ที่ ห้างนิวเวิลด์ (บางลำพู) และ อาคารไปรษณีย์กลาง ,Creative Market ตลาดรวมงานคราฟต์และสินค้าดีไซน์ เช่น งาน Vintage Art Craft ที่เจริญกรุง 43,Open House & Tours การเปิดบ้านหรือพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ปกติเข้าชมยาก ให้คนเข้าไปสำรวจผ่านมุมมองนักออกแบบ , Talks & Workshops เวทีเสวนาจากดีไซน์เนอร์ระดับโลกกว่า 16 ประเทศ และเวิร์กชอปเรียนรู้งานคราฟต์สมัยใหม่ , Experimental Space พื้นที่ทดลองอย่าง Groove Art Box ที่เซ็นทรัลเวิลด์ และนิทรรศการสถาปัตยกรรมที่ วัน แบงค็อก
สำหรับใครที่อยากเก็บให้ครบ แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นหรือเช็คโปรแกรมแยกตามย่านได้ที่เว็บไซต์ทางการของ Bangkok Design Week เพื่อวางแผนการเดินทาง
ดูโปรแกรมทั้งหมดได้ที่ : https://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program
Cr.Source Facebook : https://www.facebook.com/BangkokDesignWeek/
ภาพจาก : Facebook BangkokDesignWeek

Dib Bangkok: พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยระดับโลกแห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิทDib Bangkok (ดิบ บางกอก) คือหมุดหมายทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ขอ...
01/01/2026

Dib Bangkok: พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยระดับโลกแห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท

Dib Bangkok (ดิบ บางกอก) คือหมุดหมายทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 40 ซึ่งได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์เพื่อเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยทั้งจากศิลปินไทยและระดับสากล โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ลุ่มลึกและเงียบสงบในใจกลางเมืองที่วุ่นวาย

ที่มาและรูปแบบสถาปัตยกรรม (Origin & Architecture)
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งโดย คุณภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ เพื่อสานฝันต่อจากคุณพ่อคือ คุณเพชร โอสถานุเคราะห์ นักสะสมงานศิลปะและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยเป็นการรวบรวมของสะสมล้ำค่านับพันชิ้นมาไว้ในที่เดียว
ผู้ออกแบบ: ออกแบบโดยสถาปนิกชาวไทยระดับโลก คุณกุลภัทร ยันตรศาสตร์ จาก WHY Architecture (LA) ร่วมกับทีม A49
คอนเซปต์สถาปัตยกรรม: เป็นการชุบชีวิต "โกดังอุตสาหกรรมเก่า" จากยุค 1980 ให้กลายเป็นงานศิลปะชิ้นเอก โดยยึดคอนเซปต์ "ดิบ (Dib)" ที่หมายถึงความสดใหม่ บริสุทธิ์ และความงามของโครงสร้างเดิม (Rawness) เช่น เสาคอนกรีตและโครงเหล็ก ผสมผสานกับการใช้แสงธรรมชาติและเส้นสายที่ทันสมัย
จุดเด่น: * The Chapel: โครงสร้างรูปกรวยตัด (Cone-shaped) ที่บุด้วยกระเบื้องโมเสกสีขาวนับหมื่นชิ้น มีช่องเปิดด้านบนเพื่อให้แสงลอดผ่าน สร้างบรรยากาศที่สงบนิ่งและมีระบบอคูสติกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อรองรับงาน Sound Art และการแสดง
Sawtooth Skylights: หลังคาทรงฟันเลื่อยบนชั้นสูงสุดที่ออกแบบมาเพื่อดึงแสงเหนือ (Northern Light) เข้ามาสู่พื้นที่จัดแสดง ช่วยให้แสงนุ่มนวล กระจายตัวสม่ำเสมอ และไม่ทำลายพื้นผิวของชิ้นงานศิลปะ

พื้นที่จัดแสดงภายในอาคาร (Exhibition Spaces) พื้นที่ใช้สอยรวมของอาคารมีกว่า 16,000 ตารางเมตร โดยแบ่งเป็น พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ (Gallery Space) รวมประมาณ 7,000 ตารางเมตร ซึ่งประกอบด้วยห้องนิทรรศการ 11 ห้อง กระจายตัวอยู่ใน 3 ชั้นหลัก ดังนี้:

ชั้นที่ 1 (Ground Floor) - "ความหนักแน่นแห่งพื้นพิภพ"
เน้นความรู้สึก "ดิบ" (Raw) ผ่านโครงสร้างเสาคอนกรีตขนาดใหญ่และพื้นผิวอุตสาหกรรมดั้งเดิม

Central Courtyard: ลานกลางแจ้งขนาดใหญ่ 1,400 ตารางเมตร เป็นจุดเชื่อมโยงอาคาร มีสระน้ำสะท้อนเงาและประติมากรรมหินขนาดมหึมา "Pars pro Toto" โดย Alicja Kwade

Moody Gallery: ห้องจัดแสดงที่เน้นบรรยากาศเคร่งขรึมและเป็นส่วนตัว

Watthu-Dib Bistro & Bar: ร้านอาหารและคาเฟ่ที่ออกแบบมาให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ศิลปะ

ชั้นที่ 2 (Second Floor) - "พื้นที่แห่งตัวตนและการเชื่อมโยง"
บรรยากาศจะเริ่มเปลี่ยนจากความดุดันเป็นความนุ่มนวลขึ้น มีการเก็บรักษาองค์ประกอบประวัติศาสตร์ เช่น กรอบหน้าต่างสไตล์ไทย-จีนดั้งเดิมของโกดัง
White Galleries: ห้องจัดแสดงแบบ "White Box" ที่สะอาดตา เหมาะสำหรับงานภาพเขียนที่ต้องการรายละเอียดแสงที่ชัดเจน

Outdoor Sculpture Garden: ระเบียงทางเดินยาวที่จัดแสดงประติมากรรมกลางแจ้ง รวมถึงผลงาน "Breast Stupa Topiary" ของพินรี สัณฑ์พิทักษ์

ชั้นที่ 3 (Third Floor) - "แสงสว่างและความว่างเปล่า"
Main Exhibition Halls: พื้นที่จัดแสดงหลักที่โปร่งโล่งด้วยเพดานสูงและได้รับแสงธรรมชาติจากหลังคาทรงฟันเลื่อย (Sawtooth) ให้ความรู้สึกสงบนิ่งและหลุดพ้นจากความวุ่นวายด้านล่าง

The Terrace: พื้นที่ดาดฟ้าสำหรับพักผ่อนและชมทัศนียภาพของย่านสุขุมวิทและพระราม 4

ผลงานศิลปะที่จัดแสดงและนิทรรศการปัจจุบัน (21Dec 25-3 Aug 26)
นิทรรศการปฐมฤกษ์: "(In)visible Presence" (ล่อง(ไม่)หน)

เนื้อหา: สำรวจเรื่องราวของความทรงจำ การดำรงอยู่ และสภาวะทางจิตวิญญาณผ่านประสาทสัมผัสที่หลากหลาย
จำนวนผลงาน: กว่า 80 ชิ้น จากศิลปินชื่อดังกว่า 40 ท่าน จากคอลเลกชันสะสมกว่า 1,000 ชิ้นของพิพิธภัณฑ์

ศิลปินเด่น: มณเฑียร บุญมา (Montien Boonma), ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช (Rirkrit Tiravanija), ลี บุล (Lee Bul) กับงานรูปทรงเรือเหาะสีเงิน, และไฮไลต์สำคัญคือห้องจัดแสดงแสงของ James Turrell ในชื่อ "Straight Up"
ระยะเวลาจัดนิทรรศการ: ตั้งแต่ 21 ธันวาคม 2568 จนถึง 3 สิงหาคม 2569

วันเปิดทำการ: วันพฤหัสบดี – วันจันทร์ (หยุดทุกวันอังคารและพุธ)

เวลาเปิด-ปิด พิพิธภัณฑ์: 10:00 น. – 19:00 น.

เวลาเปิด-ปิด ร้านอาหาร (Watthu-Dib Bistro & Bar): 09:00 น. – 24:00 น.

อัตราค่าเข้าชม: * ชาวไทย: 550 บาท

ชาวต่างชาติ: 700 บาท

แนะนำให้จองตั๋วล่วงหน้าเนื่องจากมีการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมต่อรอบเพื่อรักษาบรรยากาศการชมงาน

การเดินทาง

สถานที่ตั้ง: 111 ซอยสุขุมวิท 40 (สามารถเดินได้จาก BTS สถานีเอกมัย หรือทองหล่อ)

ที่จอดรถ: มีที่จอดรถในตัวอาคารและอาคารจอดรถเฉพาะของ Dib Museum ในบริเวณใกล้เคียง

Lao Youting Pavilion เมื่อสถาปัตยกรรมกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกับป่าและสายน้ำ (for English version, please read below)ท่าม...
19/12/2025

Lao Youting Pavilion เมื่อสถาปัตยกรรมกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกับป่าและสายน้ำ

(for English version, please read below)
ท่ามกลางพื้นที่ชุ่มน้ำอันเงียบสงบของสวนสาธารณะแม่น้ำเหล่าอวี่ (Lao Yu River) ริมทะเลสาบเตียนฉือ (Dianchi Lake) มีผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นหนึ่งโดดเด่นขึ้นมาในฐานะส่วนหนึ่งของเทศกาลศิลปะ 2024 Dianchi Art Season ภายใต้หัวข้อ “Home and the Future” นั่นคือ Lao Youting Pavilion (ศาลาเหล่าอวี่ถิง)
จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงทางเข้าชั่วคราวสำหรับงานเทศกาล ปัจจุบันศาลาแห่งนี้ได้กลายเป็นแลนด์มาร์คถาวรที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตผู้คนเข้ากับระบบนิเวศอย่างสมบูรณ์
คำว่า "Lao Youting" มีความหมายลึกซึ้งถึง "สถานที่พักผ่อนขณะตกปลา" เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นแหล่งอาศัยของปลาตัวเล็ก ๆ มากมาย และเป็นจุดพักผ่อนยอดนิยมของชาวเมือง สถาปัตยกรรมชิ้นนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สิ่งก่อสร้าง แต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างความวุ่นวายของเมืองและความสงบของธรรมชาติ
แนวคิด "ป่าประดิษฐ์" (Artificial Forest)สถาปนิกออกแบบศาลาโดยใช้ เสาเหล็กเรียวเล็กขนาดเพียง 40 มม. จำนวนมาก เพื่อเลียนแบบรูปทรงของต้นไม้ในป่าสนไซเปรสที่อยู่รายล้อม
- โครงสร้างที่เบาหวิว หลังคาถูกแยกส่วนออกเป็นชิ้น ๆ ทำให้ดูคล้ายกับหลังคามุงจากแบบโบราณ แต่ผลิตด้วยวัสดุสมัยใหม่
- แสงและเงา เมื่อแสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องว่างของหลังคาและกลุ่มเสา จะเกิดมิติด้านแสงที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังยืนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่จริงๆ

นวัตกรรมรักษ์โลก สร้างโดยไม่แตะต้องผืนดิน หนึ่งในความน่าทึ่งของโครงการนี้คือ การเคารพสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความเปราะบาง ทีมออกแบบจึงใช้เทคนิคพิเศษ
1. ฐานรากลอยตัว ไม่มีการขุดเจาะหน้าดิน แต่ใช้วางแผ่นเหล็กและบล็อกเหล็กสี่เหลี่ยมบนพื้นผิวเดิมโดยตรงเพื่อกระจายน้ำหนัก
2. ระบบ Prefabrication ชิ้นส่วนทั้งหมดถูกผลิตจากโรงงานและนำมาประกอบหน้างาน (Assemblable Design) เหมือนการติดตั้งงานศิลปะขนาดใหญ่ เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศให้เหลือน้อยที่สุด

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
- เสาเหล็กหลัก 93 ต้น (เส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มม.) รับน้ำหนักจากพื้น
- เสาเหล็กเสริม 125 ต้น (เส้นผ่านศูนย์กลาง 20 มม.) รองรับแผ่นหลังคาในระดับที่สูงขึ้น
- การออกแบบพื้นที่ แม้จะดูเหมือนวางเสาแบบสุ่ม แต่ถูกคำนวณมาอย่างดีเพื่อสร้างเส้นทางเดินที่ลื่นไหล ให้ผู้เยี่ยมชมสามารถรวมตัวหรือแยกย้ายกันพักผ่อนได้อย่างเป็นอิสระ
Lao Youting Pavilion คือบทพิสูจน์ว่าสถาปัตยกรรมร่วมสมัยสามารถถอดรหัสจากอดีตได้ ศาลาแห่งนี้เปรียบเสมือนการนำเอา "ต้นไม้" ซึ่งเป็นที่พักพิงแรกเริ่มของมนุษยชาติมาตีความใหม่ในรูปแบบเหล็กและเส้นสายที่ทันสมัย เป็นพื้นที่แห่งการหยุดพักเพื่อฟังเสียงธรรมชาติ และสะท้อนภาพอนาคตที่เราสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
Amidst the tranquil wetlands of the Lao Yu River Park, on the shores of Lake Dianchi, stands a remarkable architectural piece created for the 2024 Dianchi Art Season. Titled “Home and the Future,” the Lao Youting Pavilion began its life as a temporary entrance for the festival, but has since evolved into a permanent landmark, seamlessly weaving human life into the local ecosystem.
The name "Lao Youting" translates to "the place where people rest while fishing." As this area is a natural habitat for various small fish and a favorite leisure spot for city residents, the pavilion serves as more than just a structure; it acts as a bridge between urban bustle and natural serenity.

The Concept of an “Artificial Forest”The architects designed the pavilion using a dense array of slender 40 mm steel columns, echoing the vertical rhythms of the surrounding bald cypress trees.
- Etherial Structure The roof is segmented into parts, reminiscent of traditional thatched roofs but reinterpreted through modern materials and precision.
- Light and Shadow As sunlight filters through the gaps in the roof and the forest of columns, it creates a shifting sensory experience of dappled light, making visitors feel as though they are standing under the canopy of a great tree.

Eco-Innovation Building Without Touching the Earth A standout feature of this project is its profound respect for the environment. Located in a fragile wetland zone, the design team employed specialized techniques:
1. Floating Foundations To avoid disturbing the soil, no excavation was performed. Instead, steel plates and square blocks were placed directly onto the original ground surface to distribute the load.
2.Prefabricated System: Every component was factory-manufactured and assembled on-site (Assemblable Design). This approach treated the construction more like the installation of a large-scale outdoor artwork, minimizing the ecological footprint.

Fascinating Technical Details
- Primary Columns 93 solid steel rods (40 mm diameter) anchor the structure to the ground.
- Secondary Columns 125 shorter rods (20 mm diameter) support the roof plates at higher levels.
- Spatial Design While the columns appear to be placed at random, they are meticulously calculated to create fluid pathways, allowing visitors to gather or find a quiet corner of solitude.
The Lao Youting Pavilion is a testament to how contemporary architecture can decode the past. It takes the "tree"—humanity’s original shelter—and reimagines it through modern steel and clean lines. It is a space to pause, listen to nature, and envision a future where we coexist sustainably with our environment.
Project :Laoyuting Pavilion
Architect : Atelier Deshaus
Location : Kunming,China
Area: 171 m²
Year: 2024
Cr. Source:www.archdaily.com
: https://archup.net
#สถาปัตยกรรม #การออกแบบ

"The Learning Architecture for Learners" คือการปฏิวัติสถาปัตยกรรมแห่งการเรียนรู้ในญี่ปุ่น โดยใช้เทคโนโลยี CNC 5 แกน สร้า...
26/11/2025

"The Learning Architecture for Learners" คือการปฏิวัติสถาปัตยกรรมแห่งการเรียนรู้ในญี่ปุ่น โดยใช้เทคโนโลยี CNC 5 แกน สร้างอาคารคอนกรีตที่มี "แบบหล่อไม้ CLT" ทำหน้าที่เป็นทั้งโครงสร้างหลักและผิวสำเร็จถาวร
นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่สร้างพื้นที่เปิดที่ยืดหยุ่นด้วยคานไม้ขนาด 25 เมตรเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างลงถึง 60% พร้อมยกระดับอาคารให้กลายเป็นสื่อการเรียนรู้ด้านการผลิตดิจิทัลที่จับต้องได้

(for English version, please read below)
สร้างพื้นที่เปิด (Open Space) ที่ยืดหยุ่น ไร้รูปแบบตายตัว เพื่อส่งเสริมการศึกษาสำหรับคนรุ่นใหม่ และเป็นสถาปัตยกรรมเชิงทดลอง (Extreme and Experimental Architecture)
เทคนิคที่โดดเด่นและเป็นหัวใจหลักของอาคารนี้คือ "แบบหล่อที่ถูกทิ้งไว้" (Remaining Formwork)
1.โครงสร้างผสมผสาน ตัวอาคารใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete)
2.แบบหล่อ (Formwork) คือโครงสร้างหลัก แทนที่จะใช้ไม้แบบชั่วคราวแล้วถอดออก สถาปนิกใช้แผ่นไม้ CLT (Cross-Laminated Timber) ที่ผ่านการตัดด้วยเครื่อง 5-axis CNC (เครื่องจักรควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ 5 แกน) เป็นแบบหล่อ
3.การใช้งานที่ไม่เคยมีมาก่อนในญี่ปุ่น แบบหล่อไม้ CLT เหล่านี้ถูกออกแบบมาอย่างแข็งแรงจนสามารถ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลัก (Primary Structure) ของอาคารร่วมกับคอนกรีตได้เลยเมื่อเทคอนกรีตลงไป ทำให้ผิวไม้ยังคงเป็นผิวสำเร็จของอาคาร
4.การออกแบบรูปทรง คาน CLT ออกแบบให้มีหน้าตัดเป็น รูปคลื่นไซน์ (Sine Curve) และใช้การเลียนแบบ เส้นใบไม้ในธรรมชาติ (Veins of leaves) เพื่อสร้างรูปทรงเปลือก (Shell) ที่แข็งแรง
5.ประสิทธิภาพ คานไม้มีความยาวถึง 25 เมตร (Large-span) และแผ่นคอนกรีตที่อยู่ระหว่างคานมีความหนาเพียง 8 ซม. วิธีการก่อสร้างนี้ ลดต้นทุนได้ถึง 60% เมื่อเทียบกับการสร้างโครงสร้างเปลือก (Shell Construction) แบบปกติ (เทคนิคนี้ได้รับการยื่นจดสิทธิบัตรในญี่ปุ่น: JP 2021-042568)
- การสร้างแบบจำลองอัตโนมัติ ทีมงานใช้ อัลกอริทึมทางเรขาคณิต (Geometric Algorithm) ในการสร้างแบบจำลอง CAD สำหรับพื้นผิวอิสระ (Free-form surfaces) โดยอัตโนมัติ
- การผลิตแบบแม่นยำ ชิ้นส่วน CLT ทั้งหมดรวม 963 ชิ้น (จากแผง CLT ทั้งหมด 360 แผ่น) ถูกผลิตล่วงหน้าในโรงงานของ VUILD โดยใช้เครื่อง 5-axis CNC ซึ่งสามารถตัดไม้ได้หนาถึง 240 มม.
- การแบ่งปันข้อมูล ข้อมูล 3D ถูกแชร์กับวิศวกรโครงสร้างเพื่อการวิเคราะห์ ซึ่งช่วย หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดจากมนุษย์ (Avoiding human errors) และทำให้กระบวนการออกแบบ การวิเคราะห์ และการผลิตรวดเร็วขึ้น
อาคารนี้เป็นตัวอย่างของ สถาปัตยกรรมที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง (5-axis CNC) มาสร้าง โครงสร้างผสมผสานระหว่างไม้ CLT และคอนกรีต โดยมีแนวคิดสำคัญคือการให้ "แบบหล่อ" ไม้ทำหน้าที่เป็น "โครงสร้างหลักถาวร" และ "ผิวสำเร็จ" ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังทำให้อาคารเป็น แหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต ที่จับต้องได้ด้วย
The facility was designed to create an open space that is flexible and fluid, without a fixed form, aimed at promoting education for the next generation. It is conceived as an Extreme and Experimental Architecture project.
Innovative Core Technique: The "Remaining Formwork"
The most distinctive and crucial technique of this building is the concept of the "Remaining Formwork"
1.Hybrid Structure: The building utilizes a Reinforced Concrete structure.
2.Formwork as Primary Structure: Instead of using temporary wooden formwork that is removed afterward, the architects used CLT (Cross-Laminated Timber) panels cut by a 5-axis CNC machine (Computer Numerical Control) as the formwork.
3.Unprecedented Use in Japan: These strong CLT formwork panels are designed to be robust enough to function as the Primary Structure of the building, alongside the poured concrete. This method leaves the wooden surface as the final finished surface of the structure.
4.Design and Geometry: The CLT beams are designed with a Sine Curve cross-section and mimic the Veins of leaves in nature to create a strong shell shape.
5.Efficiency: The wooden beams achieve a 25-meter large-span, and the concrete slab connecting them is only 8 cm thick. This construction method reduced costs by 60% compared to standard shell construction (This technique has been patented in Japan: JP 2021-042568).
Digital Process and High-Precision Manufacturing
-Automated Modeling: The team utilized a Geometric Algorithm to automatically generate CAD models for the complex free-form surfaces.
-Precision Manufacturing: A total of 963 CLT components (from 360 CLT panels) were pre-fabricated in the VUILD factory using a 5-axis CNC machine, capable of cutting wood up to 240 mm thick.
-Data Sharing: The 3D data was shared with structural engineers for analysis, which helped in Avoiding human errors and accelerated the process of design, analysis, and fabrication.
In summary, this building is an example of Architecture utilizing advanced digital technology (5-axis CNC) to create a hybrid structure of CLT wood and concrete. The key concept is allowing the wooden "formwork" to serve as the "permanent primary structure" and "finished surface," which not only cuts down costs but also turns the building into a tangible learning resource for advanced manufacturing technology.
Project :Cultural Architecture, Pavilion
Architect :VUILD
Location : Koganei,Japan
Area: 295 m²
Year:2023
Cr. Source:www.archdaily.com

พื้นที่เพื่อกิจกรรมหลากหลาย สวนใหม่แห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นศูนย์รวมทางวัฒนธรรมและสันทนาการของเมือง Moongate Bridge (f...
04/11/2025

พื้นที่เพื่อกิจกรรมหลากหลาย สวนใหม่แห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นศูนย์รวมทางวัฒนธรรมและสันทนาการของเมือง Moongate Bridge

(for English version, please read below)
สะพาน Moongate Bridge ตั้งอยู่ใน สวนวัฒนธรรมเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cultural Park) ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของงาน Shanghai World Expo ปี 2010 ในเขตผู่ตง (Pudong)ของเซี่ยงไฮ้
ประเด็นสำคัญและแนวคิดการออกแบบ
- พื้นที่และประวัติ พื้นที่นี้มีวิวัฒนาการยาวนานมาก ตั้งแต่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ, พื้นที่เกษตรกรรม, โรงงานอุตสาหกรรม, งานแฟร์ระดับโลก, จนมาเป็น สวนสาธารณะในเมือง ที่มีกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ
-แรงบันดาลใจ: ได้แรงบันดาลใจจากลวดลาย "ประตูจันทร์" (Moongate) แบบดั้งเดิมของจีน ซึ่งเป็นช่องเปิดทรงกลมที่พบในสวนจีนโบราณ
-สะพานมีช่องเปิดทรงกลมหลายช่องที่ขอบทางเดิน ทำหน้าที่เป็น "กรอบภาพ" (Framing Device) เพื่อให้คนมองเห็นทิวทัศน์ของผืนน้ำและท้องฟ้าที่สะท้อนได้อย่างสวยงาม
-สะพานเป็นจุด นัดพบปะสังสรรค์ และเป็น อุปกรณ์สำหรับชมวิว ที่เชื้อเชิญให้คนมองทั้งภายในและภายนอก
- สร้างจาก หินปูพื้น (cobblestones) ที่วางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
- มีการใช้หินปูพื้นสร้าง เส้นโค้งแบบขั้นบันได (stepped curve)ขึ้นไปตามราวสะพาน
- พื้นผิวมีลวดลายที่แบ่งแยกพื้นที่สำหรับ รถยนต์ และ คนเดินเท้า อย่างชัดเจน
เป็นการผสมผสานระหว่าง การอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์ (สวนจีนโบราณ) กับ การสะท้อนแนวคิดร่วมสมัย ในด้านวัสดุและประโยชน์ใช้สอย
Moongate Bridge คือสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่นำเอา สัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ของจีนมาปรับใช้ ทำให้เกิดเป็นสถานที่พักผ่อนและจุดชมวิวที่สวยงามในสวนสาธารณะแห่งใหม่ของเซี่ยงไฮ้
The Moongate Bridge is located in the Shanghai Cultural Park, which is the former site of the 2010 Shanghai World Expo in the Pudong District of Shanghai.

Key Points and Design Concept
- Area and History: This area has undergone a long evolution, transforming from a wetland, to farmland, to an industrial zone, to an international fairground, and finally, into an urban public park with various recreational activities.
- Inspiration: The design is inspired by the traditional Chinese "Moongate" motifs, which are circular openings found in ancient Chinese gardens.
- Framing Device: The bridge features multiple circular openings along its edge that act as a "Framing Device", allowing people to view the reflections of the water and the sky beautifully.
- Gathering Space: The bridge serves as a gathering place and a viewing apparatus, inviting pedestrians to look both inward and outward.
- Construction: It is built from cobblestones laid in layers.
- Curved Design: The cobblestones are used to form a stepped curve that rises along the balustrades (railings).
- Pathways: The surface features patterns that clearly designate separate areas for vehicles and pedestrians.
- Meaning: It represents a combination of historical reference (ancient Chinese gardens) and a contemporary reflection in terms of materials and utility.
In summary, the Moongate Bridge is a contemporary architectural work that adapts a historical symbol of China, creating a beautiful place for relaxation and viewing in Shanghai's new public park.
Project:Moongate Bridge
Architect:Höweler + Yoon Architecture
Location:Shanghai,CHINA
Area:56000 sqft/ 5200 s.qm.
Year:2022
Cr. Source:https://www.howeleryoon.com/work/1183/moongate-bridge

ที่อยู่

Prompan 2 Bld. , Ladproaw 3
Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

+66851293793

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ WhatzDesignผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง WhatzDesign:

แชร์