Brown Books ขอต้อนรับสู่ BROWN BOOKS สำนักพิมพ์เล็กๆ โดย โตมร ศุขปรีชา

ขอบคุณคุณ Boy's Thought ที่เลือก "พ่อแม่ในตัวเรา: เรื่องราวของความโกรธ เกลียด และการคืนดี" เป็นหนึ่งใน 25 หนังสือที่ชอบท...
30/12/2025

ขอบคุณคุณ Boy's Thought ที่เลือก "พ่อแม่ในตัวเรา: เรื่องราวของความโกรธ เกลียด และการคืนดี" เป็นหนึ่งใน 25 หนังสือที่ชอบที่สุดในปี 2025 ครับ :)

25 หนังสือที่ผมอ่านแล้วชอบที่สุดในปี 2025

อันดับ 1-7 เรียงลำดับตามความชอบ ส่วนอันดับ 8-25 เรียงตามวันเวลาที่ผมได้อ่าน รายชื่อหนังสือทั้ง 25 เล่มพร้อมเรื่องย่อ และพิกัด ในคอมเมนต์ครับ

ปีนี้ พี่ยุ้ย-สฤณี อาชวานันทกุล เลือก "พ่อแม่ในตัวเรา: เรื่องราวของความโกรธ เกลียด และการคืนดี" เป็น 1 ใน 10 Top 10 หนัง...
28/12/2025

ปีนี้ พี่ยุ้ย-สฤณี อาชวานันทกุล เลือก "พ่อแม่ในตัวเรา: เรื่องราวของความโกรธ เกลียด และการคืนดี" เป็น 1 ใน 10 Top 10 หนังสือที่ได้อ่านในปีนี้ ขอบคุณมากครับ

ขอบคุณมากครับ เป็นของขวัญช่วงปลายปีที่ดีงามมากครับ 😀
28/12/2025

ขอบคุณมากครับ เป็นของขวัญช่วงปลายปีที่ดีงามมากครับ 😀

ขอบคุณผู้มาร่วมงานทุกท่านครับ 😀
13/12/2025

ขอบคุณผู้มาร่วมงานทุกท่านครับ 😀

ขอบคุณครับ
11/12/2025

ขอบคุณครับ

👁️ตาเหมือนพ่อ 👃จมูกเหมือนแม่

สิ่งนี้ล้วนเป็นกายภาพภายนอกที่คนทั่วไปสามารถรู้สึกได้ว่าพ่อแม่อยู่ในตัวเราตรงไหนบ้าง

แต่มรดกทางอารมณ์จากพ่อแม่ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่ฝังติดตัวเรายากจะเลือน และดูเหมือนมรดกทางอารมณ์ที่ว่า…อาจมีส่วนที่ “เป็นพิษ” กับเราจนกลายเป็นบาดแผลในจิตใจ

‘หนีก็หนีไม่ได้ เพราะมันเหมือนเงามืดที่คอยตามติด’
‘แต่ถึงเผด็จการอย่างไร พ่อแม่ก็ยังอยู่ในตัวเรา‘

ถ้าคุณคือคนที่เคยหนีจากเงา แล้วสุดท้ายมันก็เป็นส่วนหนึ่งของเราอยู่ดี เล่มนี้อยากชวนรู้จักที่มาของเงา และการเรียนรู้ว่าจะอยู่กับเงานั้นอย่างไร? บางทีเงานั้น อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเสมอไป

หนังสือเรื่อง พ่อแม่ในตัวเรา เขียนโดย คุณโตมร ศุขปรีชา เป็นอีกเล่มนึงที่เราเลือกที่จะหยิบขึ้นมาอ่าน และเขียนถึง

กดอ่านบทความจากลิงค์ในคอมเม้นต์นะคะ👻

#มรดกอารมณ์ #โตมรศุขปรีชา #พ่อแม่ในตัวเรา

วันเสาร์นี้ พี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา มีกิจกรรมซีรีส์บทสนทนาดนตรี "Music Somewhere Else ดนตรีในที่อื่น" ในหัวข้อ เรื่องเล่า...
11/12/2025

วันเสาร์นี้ พี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา มีกิจกรรมซีรีส์บทสนทนาดนตรี "Music Somewhere Else ดนตรีในที่อื่น" ในหัวข้อ เรื่องเล่าของ Underdog Music: เพลงที่คนแต่งไม่เน้น แต่คนฟังดันรัก ที่ Fathom Bookspace

ใครสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เพจของ Fathom bookspace ได่เลยครับ

ซีรีส์บทสนทนาดนตรีในบ่ายวันเสาร์กับโตมร ศุขปรีชา
Music Somewhere Else ดนตรีในที่อื่น

ตอนแรก ของซีรีส์ 3 ตอน
เพลงคลาสสิกที่โด่งดังที่สุดหลายเพลง ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจอันยิ่งใหญ่ของคีตกวี บางเพลงเป็นแค่ 'ตัวคั่นเวลา' บางเพลงเป็น 'อุบัติเหตุ' ทางดนตรี และบางเพลงใช้เวลาเดินทางเป็นร้อยปีกว่าจะเข้าไปนั่งในใจผู้คน

เสาร์ที่ 13 ธันวาคมนี้ Fathom Bookspace และ โตมร ศุขปรีชา ชวนคุณทิ้งความวุ่นวาย มาเอนหลังฟัง "ความงามที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ"

ไม่ต้องมีความรู้ดนตรี ไม่ต้องรู้จักศัพท์เทคนิค แค่เตรียมตัวมาฟังเรื่องเล่า สนุกกับเสียงเพลง จิบเครื่องดื่ม และเติมความงดงามไปกับบรรยากาศบ่ายวันเสาร์

เรื่องเล่าของ Underdog Music: เพลงที่คนแต่งไม่เน้น แต่คนฟังดันรัก
ดนตรีอาจมีความงามในตัวเอง แต่กระนั้น ดนตรีก็พันผูกตัวเองเข้ากับความงามของสรรพสิ่ง

1 # Underdog Music: อุบัติเหตุอันงดงามของดนตรี

ดนตรี ‘คั่นเวลา’ อย่าง Intermezzo ชิ้นเล็กๆ ในอุปรากร ‘บทนำ’ หรือ Introduction เข้าสู่คอนแชร์โตชิ้นใหญ่มหึมา หรือ Variation เล็กๆ ในท่ามกลาง Variation นับสิบ

บางชิ้นงานใช้เวลาเป็นสิบเป็นร้อยปีกว่าจะเดินทางเข้าไปอยู่ในหัวใจ หรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง จนสร้างพื้นที่ทางอารมณ์ใหม่ๆ

--
กับบทสนทนาแรกใน Music Somewhere Else Series ของเรา
เจอกันกับโตมร ศุขปรีชา ฟังดนตรีและเรื่องเล่า

13 ธันวาคม 68 เวลา 14.00-17.00 น. ที่ Fathom Bookspace
ค่าลงทะเบียน 400 บาท (รวมเครื่องดื่มและของว่าง)

ลงทะเบียนได้ที่ (ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านดนตรีมาก่อน)
https://forms.gle/JkVzvEXMmf4drLRg9

--
Music Somewhere Else ดนตรีในที่อื่น
Conversations on Music & Its Other Worlds
Music Series by Fathom Bookspace & BROWN BOOKS

ขอบคุณครับ ❤"“พ่อแม่ในตัวเรา” เป็นความเรียง ที่อัดแน่นด้วยไปด้วยเคสตัวอย่างจากงานเขียนและงานวิจัยหลายเล่ม รวมถึงทฤษฎีจิต...
08/12/2025

ขอบคุณครับ ❤

"“พ่อแม่ในตัวเรา” เป็นความเรียง ที่อัดแน่นด้วยไปด้วยเคสตัวอย่างจากงานเขียนและงานวิจัยหลายเล่ม รวมถึงทฤษฎีจิตวิเคราะห์ แม้เนื้อหาจะค่อนข้างหนักและละเอียดอ่อน แต่ผู้เขียนสามารถร้อยเรียงเรื่องราวได้อย่างลื่นไหลน่าติดตาม ใช้ภาษาเรียบง่ายตรงประเด็นแต่ก็เล่าด้วยโทนเสียงที่ปลอบโยน ตามสไตล์พี่หนุ่ม โตมร เป็น non-fiction อีกเล่มที่แนะนำให้ลองอ่าน เหมาะสำหรับลูกๆทุกคนที่ต้องการเยียวยาตัวเองจากบาดแผลในครอบครัว รวมไปถึงพ่อแม่ที่อาจไม่รู้ตัวว่ากำลังส่งต่อมรดกทางอารมณ์ให้กับลูกๆอยู่หรือไม่ หนังสือเล่มนี้อาจเป็นส่วนเล็กๆที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจกับพ่อแม่ในตัวเรา จนสามารถปลดปล่อยตัวเองจากบาดแผลและความเจ็บปวดที่กดทับเราอยู่ได้ ท้ายที่สุดเราจะสามารถกลายเป็นคนใหม่ในแบบที่เราต้องการเป็นจริงๆ โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้เงาของพ่อแม่ที่เป็นพิษอีกต่อไป"

หนังสือ พ่อแม่ในตัวเรา*
ผู้เขียน โตมร ศุขปรีชา
สำนักพิมพ์ Brown books

*หนังสือเล่มนี้พูดถึง ‘บาดแผล’ ในตัวตน ที่อาจบาดเจ็บได้บาดลึกสำหรับบางคน โปรดพิจารณาก่อนอ่าน

หนังสือพ่อแม่ในตัวเราจั่วหัวมาด้วย Trigger Warning ในหน้าแรก ผู้อ่านอย่างเราๆคงพอเดากันได้ว่า เนื้อหาในเล่มจะหนักและหน่วงเพียงใด

ในฐานะที่เป็นแฟนหนังสือของพี่หนุ่ม ‘โตมร ศุขปรีชา’ มานาน ทุกครั้งที่พี่หนุ่มออกหนังสือเล่มใหม่ เรามักจะซื้อเก็บไว้ก่อนโดยไม่มีเหตุผล แต่เล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ใจจดใจจ่อรออ่านตั้งแต่เห็นหน้าปก

‘เรื่องราวของความโกรธ เกลียด และการคืนดี’ อ่านแค่คำโปรย ก็ชวนทอดถอนใจด้วยความอัดอึ้ง

ผู้เขียนเปิดเรื่องมาด้วยเรื่องราวอันน่าเศร้าของ มาร์วิน เกย์ ศิลปินเพลงโซลยุค 60 ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก

‘พ่อไม่ได้แค่เฆี่ยน แต่ลงโทษทุกอย่างกับผม ตอนอายุสิบสองปี ไม่มีแม้แต่ตารางนิ้วเดียวบนร่างกายที่ไม่ฟกช้ำเพราะฝีมือพ่อ’ นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของมาร์วิน เกย์ (หน้า 11)

ในวัยเด็กเขาถูกทุบตีโดยพ่อผู้เคร่งศาสนา แม้ว่าเขาจะผ่านมันมาได้และเติบโตขึ้นมามีชื่อเสียงโด่งดังระดับตำนาน แต่เงาของอดีตก็ยังตามหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา และในท้ายที่สุดเขาเสียชีวิตด้วยวัยเพียงสี่สิบห้าปี ด้วยน้ำมือของพ่อ ผู้ที่เคยพูดกับเขาว่า ‘ฉันให้แกเกิดมาได้ ฉันก็เอาแกออกจากโลกนี้ได้เหมือนกัน’

เราต่างเคยมีบาดแผลจากครอบครัว อาจจะเป็นบาดแผลเล็กๆแบบที่หากไม่สังเกตจริงๆก็มองแทบไม่เห็น หรืออาจรุนแรงถึงขนาดที่ว่า แม้ในยามหลับตา ก็ยังคงเห็นภาพของบาดแผลนั้นอย่างชัดเจน

บาดแผลทางอารมณ์ ไม่ได้เกิดจากการที่พ่อแม่ตั้งใจทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิด หรือใช้ถ้อยคำรุนแรงทำร้ายจิตใจเพียงแค่นั้น หากแต่ความเข้มงวดเกินไป ประคับประคองเกินไป ปล่อยปละละเลยเกินไปหรือแม้แต่ความเงียบเกินไป ก็สร้างบาดแผลทางอารมณ์ให้กับลูกๆได้รุนแรงไม่ต่างกัน

แล้วผิดไหม หากเราไม่ได้รักพ่อแม่แบบที่ใครๆบอกว่าเราควรจะเป็น? ผู้เขียนชวนเราขบคิดก่อนจะพาเราเข้าไปสำรวจยังดินแดนที่เรียกว่าความเชื่อ

ภายใต้วัฒนธรรมทางศาสนาที่ให้ความสำคัญและให้คุณค่ากับพ่อแม่ การที่ใครสักคนจะบอกว่าไม่ชอบหรือเกลียดในสิ่งที่พ่อแม่ทำ แทบจะกลายเป็นความผิดบาป คนส่วนใหญ่ทำได้เพียงข่มความรู้สึกแย่ๆเหล่านั้นเอาไว้ด้วยคำว่า “เค้าเป็นพ่อแม่ของเรา” แน่นอนว่าการทำเช่นนั้นก่อให้เกิดความคับข้องใจและมีผลต่อสุขภาพจิตของเราอย่างยิ่งยวดในภายหลัง

แล้วเราควรทำอย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ “รักไม่ลง เกลียดไม่ได้”

หนังสือเล่มนี้กำลังให้คำตอบนั้นกับเรา ผู้เขียนเริ่มจากการชี้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่เรียกว่ามรดกทางอารมณ์

“เราทุกคนล้วนได้รับสืบทอดมรดกทางอารมณ์มาจากครอบครัวของเรา มันอาจมาในรูปของความลับ ความเศร้าลึก หรือบาดแผลทางใจที่ไม่ได้รับการเยียวยา…มรดกพวกนี้ไม่ได้มาจากนั้นพ่อแม่เท่านั้น แต่มันสืบเนื่องไล่ขึ้นไปจนถึงระดับปู่ย่าตายายในเรื่องที่เราเองก็อาจไม่เคยรู้ด้วยซ้ำ” (หน้า 49)

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ส่งต่อจากแค่สิ่งที่เราประสบเจอในชีวิตหากแต่ส่งต่อในระดับพันธุกรรม นั่นแปลว่าบาดแผลทางใจของบรรพบุรุษ สามารถถ่ายทอดมรดกทางอารมณ์ให้กับเราได้ผ่านทางยีน แม้เราจะไม่เคยสัมผัสบาดแผลนั้นก็ตาม

ผู้เขียนค่อยๆไล่เลียงถึงลักษณะของพ่อแม่ที่เป็นพิษ (Toxic Parents) ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่หลงตัวเอง พ่อแม่บ้าอำนาจ พ่อแม่ช่างตามใจลูก รวมไปถึงพ่อแม่เป็นพิษแบบอื่นๆที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น พ่อแม่ที่เงียบเชียบเฉยชา พ่อแม่ที่ตีตราลูก พ่อแม่ที่แบกภาระหนัก พ่อแม่ที่ทำตัวเป็นเหยื่อเสมอ ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนสร้างบาดแผลทางอารมณ์และปมในใจให้แก่ลูก อ่านๆไปเราจะพบว่า พ่อแม่หรือแม้แต่ตัวเราเองนั้นมีลักษณะของพ่อแม่เป็นพิษชนิดไหนและมันสามารถส่งผลกับลูกแบบใดบ้าง

“ความเจ็บปวดจากครอบครัวเป็นพิษนั่นถือเป็นเรื่องลึกและซับซ้อน เพราะมันฝังอยู่ในความทรงจำตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นบาดแผลที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ ซึ่งควรจะรักและปกป้องเรากลับเป็นผู้สร้างขึ้นมาให้กับเรา” (หน้า 155)

บนนิ้วนางข้างขวาของเรา มีจุดสีดำจางๆฝังอยู่ในผิว เป็นจุดที่มองผ่านๆแทบไม่เห็น จะเห็นชัดขึ้นก็ตอนที่กำมือ ไม่เจ็บในเวลาปกติ แต่ถ้าบังเอิญกระแทกอะไรแรงสักหน่อย ตรงจุดเล็กๆนั้นจะเจ็บแปลบขึ้นมาจนน้ำตาไหล จำได้รางๆว่าน่าจะเป็นดินสอที่ทิ่มและหักฝังลงไปในเนื้อตั้งแต่ยังเด็ก แต่ก็จำไม่ได้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่และใครเป็นคนทำ

สำหรับเราบาดแผลที่เกิดจากครอบครัวก็มีลักษณะเดียวกัน หลายครั้งที่ต้องน้ำตาไหลกับอะไรเล็กๆน้อยๆ คำพูด น้ำเสียงหรืออากัปกิริยาบางอย่างของแม่ มักจะส่งผลกระทบกับเรารุนแรงโดยที่แม่ก็ไม่ได้ตั้งใจ

สิ่งที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำกับบาดแผลทางอารมณ์นี้ คือการลืมๆมันไปและพยายามประคับประคองตัวเองไม่ให้มีสิ่งมากระตุ้นความเจ็บปวดนั้น แต่นั่นไม่ใช่ทางแก้ที่ดี การเยียวยาบาดแผลไม่ใช่การพยายามลืมหรือฝังความเจ็บปวดเหล่านั้น แต่ควรเริ่มจากการยอมรับและเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดให้ได้ เมื่อทำได้แล้วเราจะสามารถโอบกอดเด็กน้อยในใจเราด้วยความรักและดูแลตัวเองในแบบที่เราเคยต้องการเมื่อยังเด็ก

ในบทท้ายๆของหนังสือ ผู้เขียนได้ให้แนวทางการเยียวยาตัวเองจากบาดแผลทางอารมณ์เอาไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือการอ่านและการเขียน หรือที่เรียกว่า “วรรณกรรมบำบัด” ส่วนนี้ผู้เขียนอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดและเป็นขั้นตอน หากใครสนใจลองหามาอ่านเพิ่มเติมได้ค่ะ

“พ่อแม่ในตัวเรา” เป็นความเรียง ที่อัดแน่นด้วยไปด้วยเคสตัวอย่างจากงานเขียนและงานวิจัยหลายเล่ม รวมถึงทฤษฎีจิตวิเคราะห์ แม้เนื้อหาจะค่อนข้างหนักและละเอียดอ่อน แต่ผู้เขียนสามารถร้อยเรียงเรื่องราวได้อย่างลื่นไหลน่าติดตาม ใช้ภาษาเรียบง่ายตรงประเด็นแต่ก็เล่าด้วยโทนเสียงที่ปลอบโยน ตามสไตล์พี่หนุ่ม โตมร เป็น non-fiction อีกเล่มที่แนะนำให้ลองอ่าน เหมาะสำหรับลูกๆทุกคนที่ต้องการเยียวยาตัวเองจากบาดแผลในครอบครัว รวมไปถึงพ่อแม่ที่อาจไม่รู้ตัวว่ากำลังส่งต่อมรดกทางอารมณ์ให้กับลูกๆอยู่หรือไม่ หนังสือเล่มนี้อาจเป็นส่วนเล็กๆที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจกับพ่อแม่ในตัวเรา จนสามารถปลดปล่อยตัวเองจากบาดแผลและความเจ็บปวดที่กดทับเราอยู่ได้ ท้ายที่สุดเราจะสามารถกลายเป็นคนใหม่ในแบบที่เราต้องการเป็นจริงๆ โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้เงาของพ่อแม่ที่เป็นพิษอีกต่อไป

#พ่อแม่ในตัวเรา #โตมรศุขปรีชา #รีวิวหนังสือ #วันๆฉันเจออะไร

🎼
02/12/2025

🎼

Music Somewhere Else ดนตรีในที่อื่น
ซีรีส์บทสนทนาดนตรี กับโตมร ศุขปรีชา

ดนตรีอาจมีความงามในตัวเอง แต่กระนั้น ดนตรีก็พันผูกตัวเองเข้ากับความงามของสรรพสิ่งด้วย

ลองนึกถึงบ่ายวันหนึ่ง ในสถานที่แห่งหนึ่ง สถานที่ที่คุณจะได้เอนหลังผ่อนคลายไปกับอวลไอแห่งความงามของเสียงดนตรี เคล้าผสมกับเรื่องเล่าที่กลืนกลายไปกับเสียงดนตรีนั้น เป็นเรื่องเล่าที่จะพาคุณไปค้นพบความงามของสิ่งอื่น - ในแห่งหนอื่น กับผู้คน การเดินทาง บ้านเมือง ภาพวาด บทกวี และความคิดของตัวคุณเอง

อยากพาตัวเองไปอยู่ ณ ที่แห่งนั้นไหม?

นี่คือซีรีส์ 3 ตอน ที่จะพาคุณเดินทางไปกับเสียงเพลง พาคุณออกจากดินแดนแห่งดนตรี ไปสู่ดินแดนต่างๆ ที่เกี่ยวพันร้อยเรียงกับเสียงประสานเหล่านั้น

ตอนแรก
1 # Underdog Music: อุบัติเหตุอันงดงามของดนตรี

ในโลกของดนตรี มีชิ้นงานจำนวนไม่น้อยที่ผู้ประพันธ์ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
ดนตรี ‘คั่นเวลา’ อย่าง Intermezzo ชิ้นเล็กๆ ในอุปรากร ‘บทนำ’ หรือ Introduction เข้าสู่คอนแชร์โตชิ้นใหญ่มหึมา หรือ Variation เล็กๆ ในท่ามกลาง Variation นับสิบ

คีตกวีไม่ได้ตั้งใจให้มันโด่งดัง แต่แล้วดนตรีเหล่านี้ก็ ‘ออกเดินทาง’ จากผู้รังสรรค์ ไปสู่แห่งหนอื่น

บางชิ้นงานใช้เวลาเป็นสิบเป็นร้อยปีกว่าจะเดินทางเข้าไปอยู่ในหัวใจ หรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง จนสร้างพื้นที่ทางอารมณ์ใหม่ๆ

อุบัติเหตุของเสียงเพลงที่งดงาม เป็นความงามของสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
กับบทสนทนาแรกใน Music Somewhere Else Series ของเรา

เจอกันกับโตมร ศุขปรีชา ฟังดนตรีและเรื่องเล่าในบ่ายวันเสาร์
13 ธันวาคม 68 เวลา 14.00-17.00 น. ที่ Fathom Bookspace
ค่าลงทะเบียน 400 บาท (รวมเครื่องดื่มและของว่าง)

📌ลงทะเบียนได้ที่ (ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านดนตรีมาก่อน)
https://forms.gle/JkVzvEXMmf4drLRg9

--
Music Somewhere Else ดนตรีในที่อื่น
Conversations on Music & Its Other Worlds
Music Series by Fathom Bookspace & BROWN BOOKS

"การให้อภัยที่แท้จริงไม่ใช่พฤติกรรมภายนอก แต่คือคือการที่เรา ‘ปล่อยวาง’ ความโกรธแค้นในใจของเราเองลงได้อย่างสมบูรณ์ไม่ว่า...
21/11/2025

"การให้อภัยที่แท้จริงไม่ใช่พฤติกรรมภายนอก แต่คือคือการที่เรา ‘ปล่อยวาง’ ความโกรธแค้นในใจของเราเองลงได้อย่างสมบูรณ์ไม่ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกตัวหรือไม่ก็ตาม การให้อภัยจึงไม่ใช่การ ‘ลบ’ ‘ลืม' หรือแม้กระทั่งกลับไปไว้ใจอีกครั้งโดยปราศจากเงื่อนไข"

✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤✤

คนส่วนใหญ่รักพ่อแม่ของตัวเอง

แม่ของเราทำอาหารอร่อยที่สุดในโลก พ่อเข้มแข็งองอาจที่สุดในโลก พ่อกับแม่ของเราคือต้นแบบของสิ่งต่างๆ ในชีวิตของเรา

แต่กระนั้น ก็ยังมีคนอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่ได้ ‘โชคดี’ กับพ่อแม่ของตัวเองขนาดนั้น

ในโลกใบนี้ มีคนอีกไม่น้อย ที่ต้องเติบโตมากับ ‘พ่อแม่’ ที่มีปัญหา และส่งต่อปัญหาต่างๆ มาให้กับลูก แต่พวกเขากลับไม่สามารถ ‘พูด’ ออกมาได้ เพราะสังคมไม่เคยคาดหวังให้ ‘ลูก’ พูดถึงปัญหาของพ่อแม่

หนังสือเล่มนี้เกิดจากการสังเกตเห็น ‘ปรากฏการณ์’ ที่ลูกๆ จำนวนไม่น้อยในสังคมยุคใหม่ แสดงออกให้เห็นว่าพวกเขามีปัญหากับพ่อแม่ในหลากหลายรูปแบบ

ที่จริงแล้ว ทั้ง ‘ประสบการณ์’ และ ‘มวลอารมณ์’ ของพ่อแม่ คือสิ่งที่ส่งต่อมายังลูกทั้งในรูปแบบที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว เราแต่ละคนได้รับ ‘มรดกทางอารมณ์’ จากคนรุ่นก่อน ไม่ว่าเราจะเป็นคนน่ารัก มองโลกในแง่ดี ยิ้มง่าย มองโลกใสๆ หรือกลัว โกรธ และเจ็บปวด สิ่งเหล่านี้ถูกส่งต่อได้หลากหลายวิธี ทั้งผ่านพันธุกรรมและการเลี้ยงดู โดยที่เราอาจรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้

นี่คือหนังสือที่จะชวนคุณไป ‘สำรวจ’ ดูว่า มนุษย์เราสามารถมี ‘บาดแผล’ และ ‘ความลับ’ ในครอบครัวที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ในเรื่องไหนบ้าง สิ่งเหล่านั้นสามารถหล่อหลอมชีวิตเราได้อย่างไรบ้าง และเราจะทำให้ ‘เงามืด’ ของบาดแผลเหล่านั้น กลับกลายมาเป็นพลังในชีวิตได้อย่างไร

ในฟากของผู้เป็นพ่อแม่ หนังสือเล่มนี้จะชวนคุณไปดูว่า - ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราอาจกลายเป็นพ่อแม่ที่ ‘เป็นพิษ’ (หรือ Toxic) กับลูกได้แบบไหนบ้าง อะไรคือ ‘เงามืด’ ในจิตใจของเราที่เราเก็บงำซ่อนเอาไว้ลึกล้ำ แต่ส่งผลส่งต่อสู่ลูก และก่อให้เกิดบาดแผลข้ามรุ่นส่งต่อไปยังลูกของเรา

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ หนังสือเล่มนี้บอกคุณถึงบางเสี้ยวส่วนของการ ‘เยียวยา’ ตัวเองจากสภาวะต่างๆ เหล่านี้ ด้วยการชวนคุณมาตั้งคำถามและทำความเข้าใจในหลากเรื่อง ตั้งแต่การปะทะกันของคนหลากรุ่น, ความกตัญญูเชิงโครงสร้าง ไปจนถึงคำถามเรื่องของการ ‘ให้อภัย’ ว่าเราควรให้อภัยอย่างไรถึงจะ ‘ปลดเปลื้อง’ พันธนาการทางความคิดจิตใจเหล่านี้ออกไปได้จริงๆ เพื่อที่จะสร้างตัวตนใหม่ของเราขึ้นมา

ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อคลี่คลายปมความรู้สึกที่ค้างคา เปลี่ยนความโกรธเกลียดเป็นความเข้าใจ และนำไปสู่การให้อภัยที่แท้จริง

นี่ไม่ใช่หนังสือที่ชวนให้ใคร ‘เกลียด’ พ่อแม่ของตัวเอง เพราะต่อให้อยากทำอย่างนั้น ก็แทบไม่มีใครทำได้ ไม่ใช่เพราะพ่อแม่คือผู้มีพระคุณที่เราไม่ควรจะเกลียด แต่เพราะที่สุดแล้ว - เราจะค้นพบพ่อแม่ของเราอยู่ในตัวเราเองเสมอ

ไม่ว่าเราจะรักหรือเกลียดพ่อแม่ของเรา ไม่ว่าพ่อแม่ของเราจะเคยเลี้ยงดูเรามาดีหรือร้ายเพียงใด ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบบุคลิกลักษณะ สภาวะอารมณ์ หรือได้เรียนรู้อะไรจากพ่อแม่ของเรามา ไม่ว่าเราจะคิดว่าตัวเองเหมือนหรือต่างจากพ่อแม่ของเรามากแค่ไหน แต่หากสามารถเติบโตมาชีวิตมาได้ถึงจุดหนึ่ง เราจะพบความจริงเรื่องหนึ่ง - ว่า,

มีพ่อแม่อยู่ในตัวเราเสมอ

เป็นเรานั่นเอง - ที่คือพ่อแม่

และเป็นพ่อแม่นั่นแหละ - ที่คือเรา

การเติบโตเป็นผู้ใหญ่จึงไม่ใช่การหาทางเอาชนะพ่อแม่ที่เคยทำร้ายเรา - แต่คือการไม่ต้องต่อสู้กับพวกเขาในตัวเรา,

อีกต่อไป...

"พ่อแม่ในตัวเรา: เรื่องราวของความโกรธ เกลียด และการคืนดี" ติดอันดับที่ 11 ที่ร้านคิโนะคุนิยะ สาขาเอ็มควอเทียร์ ครับ Kino...
11/11/2025

"พ่อแม่ในตัวเรา: เรื่องราวของความโกรธ เกลียด และการคืนดี" ติดอันดับที่ 11 ที่ร้านคิโนะคุนิยะ สาขาเอ็มควอเทียร์ ครับ Kinokuniya ประเทศไทย

ขอบคุณที่เขียนถึงครับ ดีใจที่หนังสือเป็นประโยชน์ครับ
10/11/2025

ขอบคุณที่เขียนถึงครับ ดีใจที่หนังสือเป็นประโยชน์ครับ

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66865621724

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Brown Booksผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Brown Books:

แชร์