08/12/2025
ขอบคุณครับ ❤
"“พ่อแม่ในตัวเรา” เป็นความเรียง ที่อัดแน่นด้วยไปด้วยเคสตัวอย่างจากงานเขียนและงานวิจัยหลายเล่ม รวมถึงทฤษฎีจิตวิเคราะห์ แม้เนื้อหาจะค่อนข้างหนักและละเอียดอ่อน แต่ผู้เขียนสามารถร้อยเรียงเรื่องราวได้อย่างลื่นไหลน่าติดตาม ใช้ภาษาเรียบง่ายตรงประเด็นแต่ก็เล่าด้วยโทนเสียงที่ปลอบโยน ตามสไตล์พี่หนุ่ม โตมร เป็น non-fiction อีกเล่มที่แนะนำให้ลองอ่าน เหมาะสำหรับลูกๆทุกคนที่ต้องการเยียวยาตัวเองจากบาดแผลในครอบครัว รวมไปถึงพ่อแม่ที่อาจไม่รู้ตัวว่ากำลังส่งต่อมรดกทางอารมณ์ให้กับลูกๆอยู่หรือไม่ หนังสือเล่มนี้อาจเป็นส่วนเล็กๆที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจกับพ่อแม่ในตัวเรา จนสามารถปลดปล่อยตัวเองจากบาดแผลและความเจ็บปวดที่กดทับเราอยู่ได้ ท้ายที่สุดเราจะสามารถกลายเป็นคนใหม่ในแบบที่เราต้องการเป็นจริงๆ โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้เงาของพ่อแม่ที่เป็นพิษอีกต่อไป"
หนังสือ พ่อแม่ในตัวเรา*
ผู้เขียน โตมร ศุขปรีชา
สำนักพิมพ์ Brown books
*หนังสือเล่มนี้พูดถึง ‘บาดแผล’ ในตัวตน ที่อาจบาดเจ็บได้บาดลึกสำหรับบางคน โปรดพิจารณาก่อนอ่าน
หนังสือพ่อแม่ในตัวเราจั่วหัวมาด้วย Trigger Warning ในหน้าแรก ผู้อ่านอย่างเราๆคงพอเดากันได้ว่า เนื้อหาในเล่มจะหนักและหน่วงเพียงใด
ในฐานะที่เป็นแฟนหนังสือของพี่หนุ่ม ‘โตมร ศุขปรีชา’ มานาน ทุกครั้งที่พี่หนุ่มออกหนังสือเล่มใหม่ เรามักจะซื้อเก็บไว้ก่อนโดยไม่มีเหตุผล แต่เล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ใจจดใจจ่อรออ่านตั้งแต่เห็นหน้าปก
‘เรื่องราวของความโกรธ เกลียด และการคืนดี’ อ่านแค่คำโปรย ก็ชวนทอดถอนใจด้วยความอัดอึ้ง
ผู้เขียนเปิดเรื่องมาด้วยเรื่องราวอันน่าเศร้าของ มาร์วิน เกย์ ศิลปินเพลงโซลยุค 60 ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก
‘พ่อไม่ได้แค่เฆี่ยน แต่ลงโทษทุกอย่างกับผม ตอนอายุสิบสองปี ไม่มีแม้แต่ตารางนิ้วเดียวบนร่างกายที่ไม่ฟกช้ำเพราะฝีมือพ่อ’ นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของมาร์วิน เกย์ (หน้า 11)
ในวัยเด็กเขาถูกทุบตีโดยพ่อผู้เคร่งศาสนา แม้ว่าเขาจะผ่านมันมาได้และเติบโตขึ้นมามีชื่อเสียงโด่งดังระดับตำนาน แต่เงาของอดีตก็ยังตามหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา และในท้ายที่สุดเขาเสียชีวิตด้วยวัยเพียงสี่สิบห้าปี ด้วยน้ำมือของพ่อ ผู้ที่เคยพูดกับเขาว่า ‘ฉันให้แกเกิดมาได้ ฉันก็เอาแกออกจากโลกนี้ได้เหมือนกัน’
เราต่างเคยมีบาดแผลจากครอบครัว อาจจะเป็นบาดแผลเล็กๆแบบที่หากไม่สังเกตจริงๆก็มองแทบไม่เห็น หรืออาจรุนแรงถึงขนาดที่ว่า แม้ในยามหลับตา ก็ยังคงเห็นภาพของบาดแผลนั้นอย่างชัดเจน
บาดแผลทางอารมณ์ ไม่ได้เกิดจากการที่พ่อแม่ตั้งใจทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิด หรือใช้ถ้อยคำรุนแรงทำร้ายจิตใจเพียงแค่นั้น หากแต่ความเข้มงวดเกินไป ประคับประคองเกินไป ปล่อยปละละเลยเกินไปหรือแม้แต่ความเงียบเกินไป ก็สร้างบาดแผลทางอารมณ์ให้กับลูกๆได้รุนแรงไม่ต่างกัน
แล้วผิดไหม หากเราไม่ได้รักพ่อแม่แบบที่ใครๆบอกว่าเราควรจะเป็น? ผู้เขียนชวนเราขบคิดก่อนจะพาเราเข้าไปสำรวจยังดินแดนที่เรียกว่าความเชื่อ
ภายใต้วัฒนธรรมทางศาสนาที่ให้ความสำคัญและให้คุณค่ากับพ่อแม่ การที่ใครสักคนจะบอกว่าไม่ชอบหรือเกลียดในสิ่งที่พ่อแม่ทำ แทบจะกลายเป็นความผิดบาป คนส่วนใหญ่ทำได้เพียงข่มความรู้สึกแย่ๆเหล่านั้นเอาไว้ด้วยคำว่า “เค้าเป็นพ่อแม่ของเรา” แน่นอนว่าการทำเช่นนั้นก่อให้เกิดความคับข้องใจและมีผลต่อสุขภาพจิตของเราอย่างยิ่งยวดในภายหลัง
แล้วเราควรทำอย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ “รักไม่ลง เกลียดไม่ได้”
หนังสือเล่มนี้กำลังให้คำตอบนั้นกับเรา ผู้เขียนเริ่มจากการชี้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่เรียกว่ามรดกทางอารมณ์
“เราทุกคนล้วนได้รับสืบทอดมรดกทางอารมณ์มาจากครอบครัวของเรา มันอาจมาในรูปของความลับ ความเศร้าลึก หรือบาดแผลทางใจที่ไม่ได้รับการเยียวยา…มรดกพวกนี้ไม่ได้มาจากนั้นพ่อแม่เท่านั้น แต่มันสืบเนื่องไล่ขึ้นไปจนถึงระดับปู่ย่าตายายในเรื่องที่เราเองก็อาจไม่เคยรู้ด้วยซ้ำ” (หน้า 49)
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ส่งต่อจากแค่สิ่งที่เราประสบเจอในชีวิตหากแต่ส่งต่อในระดับพันธุกรรม นั่นแปลว่าบาดแผลทางใจของบรรพบุรุษ สามารถถ่ายทอดมรดกทางอารมณ์ให้กับเราได้ผ่านทางยีน แม้เราจะไม่เคยสัมผัสบาดแผลนั้นก็ตาม
ผู้เขียนค่อยๆไล่เลียงถึงลักษณะของพ่อแม่ที่เป็นพิษ (Toxic Parents) ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่หลงตัวเอง พ่อแม่บ้าอำนาจ พ่อแม่ช่างตามใจลูก รวมไปถึงพ่อแม่เป็นพิษแบบอื่นๆที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น พ่อแม่ที่เงียบเชียบเฉยชา พ่อแม่ที่ตีตราลูก พ่อแม่ที่แบกภาระหนัก พ่อแม่ที่ทำตัวเป็นเหยื่อเสมอ ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนสร้างบาดแผลทางอารมณ์และปมในใจให้แก่ลูก อ่านๆไปเราจะพบว่า พ่อแม่หรือแม้แต่ตัวเราเองนั้นมีลักษณะของพ่อแม่เป็นพิษชนิดไหนและมันสามารถส่งผลกับลูกแบบใดบ้าง
“ความเจ็บปวดจากครอบครัวเป็นพิษนั่นถือเป็นเรื่องลึกและซับซ้อน เพราะมันฝังอยู่ในความทรงจำตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นบาดแผลที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ ซึ่งควรจะรักและปกป้องเรากลับเป็นผู้สร้างขึ้นมาให้กับเรา” (หน้า 155)
บนนิ้วนางข้างขวาของเรา มีจุดสีดำจางๆฝังอยู่ในผิว เป็นจุดที่มองผ่านๆแทบไม่เห็น จะเห็นชัดขึ้นก็ตอนที่กำมือ ไม่เจ็บในเวลาปกติ แต่ถ้าบังเอิญกระแทกอะไรแรงสักหน่อย ตรงจุดเล็กๆนั้นจะเจ็บแปลบขึ้นมาจนน้ำตาไหล จำได้รางๆว่าน่าจะเป็นดินสอที่ทิ่มและหักฝังลงไปในเนื้อตั้งแต่ยังเด็ก แต่ก็จำไม่ได้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่และใครเป็นคนทำ
สำหรับเราบาดแผลที่เกิดจากครอบครัวก็มีลักษณะเดียวกัน หลายครั้งที่ต้องน้ำตาไหลกับอะไรเล็กๆน้อยๆ คำพูด น้ำเสียงหรืออากัปกิริยาบางอย่างของแม่ มักจะส่งผลกระทบกับเรารุนแรงโดยที่แม่ก็ไม่ได้ตั้งใจ
สิ่งที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำกับบาดแผลทางอารมณ์นี้ คือการลืมๆมันไปและพยายามประคับประคองตัวเองไม่ให้มีสิ่งมากระตุ้นความเจ็บปวดนั้น แต่นั่นไม่ใช่ทางแก้ที่ดี การเยียวยาบาดแผลไม่ใช่การพยายามลืมหรือฝังความเจ็บปวดเหล่านั้น แต่ควรเริ่มจากการยอมรับและเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดให้ได้ เมื่อทำได้แล้วเราจะสามารถโอบกอดเด็กน้อยในใจเราด้วยความรักและดูแลตัวเองในแบบที่เราเคยต้องการเมื่อยังเด็ก
ในบทท้ายๆของหนังสือ ผู้เขียนได้ให้แนวทางการเยียวยาตัวเองจากบาดแผลทางอารมณ์เอาไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือการอ่านและการเขียน หรือที่เรียกว่า “วรรณกรรมบำบัด” ส่วนนี้ผู้เขียนอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดและเป็นขั้นตอน หากใครสนใจลองหามาอ่านเพิ่มเติมได้ค่ะ
“พ่อแม่ในตัวเรา” เป็นความเรียง ที่อัดแน่นด้วยไปด้วยเคสตัวอย่างจากงานเขียนและงานวิจัยหลายเล่ม รวมถึงทฤษฎีจิตวิเคราะห์ แม้เนื้อหาจะค่อนข้างหนักและละเอียดอ่อน แต่ผู้เขียนสามารถร้อยเรียงเรื่องราวได้อย่างลื่นไหลน่าติดตาม ใช้ภาษาเรียบง่ายตรงประเด็นแต่ก็เล่าด้วยโทนเสียงที่ปลอบโยน ตามสไตล์พี่หนุ่ม โตมร เป็น non-fiction อีกเล่มที่แนะนำให้ลองอ่าน เหมาะสำหรับลูกๆทุกคนที่ต้องการเยียวยาตัวเองจากบาดแผลในครอบครัว รวมไปถึงพ่อแม่ที่อาจไม่รู้ตัวว่ากำลังส่งต่อมรดกทางอารมณ์ให้กับลูกๆอยู่หรือไม่ หนังสือเล่มนี้อาจเป็นส่วนเล็กๆที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจกับพ่อแม่ในตัวเรา จนสามารถปลดปล่อยตัวเองจากบาดแผลและความเจ็บปวดที่กดทับเราอยู่ได้ ท้ายที่สุดเราจะสามารถกลายเป็นคนใหม่ในแบบที่เราต้องการเป็นจริงๆ โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้เงาของพ่อแม่ที่เป็นพิษอีกต่อไป
#พ่อแม่ในตัวเรา #โตมรศุขปรีชา #รีวิวหนังสือ #วันๆฉันเจออะไร