Bitcoin Addict Thailand

Bitcoin Addict Thailand Bitcoin Addict Thailand นำเสนอข่าวสาร Bitcoin & Cryptocurrency รวมถึงเทคโนโลยี Blockchain สำหรับคนไทย
(303)

Bitcoin Addict Thailand คือกลุ่มคนที่อยากบอกเล่าเรื่องราวของ Bitcoin และ Cryptocurrency ให้คนไทยได้รับรู้ ผ่านเนื้อหาที่สนุกและมีสาระ

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นของ Bitcoin ไปจนถึง Altcoin เหรียญอื่นๆ หรือจะเป็นความรู้ในแวดวง DeFi, GameFi, NFT หรือ Metaverse เราพร้อมเป็นสะพานที่จะพาคนไทยเชื่อมต่อกับโลก Web3 ไปด้วยกัน

เราอยากบอกเล่าเนื้อหาให้ทุกคนที่สนใจด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายให้ทั่วถึงคนทุกกลุ่ม ท

ั้งในและนอกวงการคริปโต เพื่อเป็นช่องทางในการติดตามข่าวสารและไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวของโลก Cryptocurrency

— by —

— Bitcoin Addict Thailand Team —

Saylor เขียนบทความสอนเรื่องวินัย หลัง Strategy เพิ่งขาย Bitcoin ครั้งแรกในรอบสี่ปีคนที่เชียร์ Bitcoin เสียงดังที่สุดในโล...
06/06/2026

Saylor เขียนบทความสอนเรื่องวินัย หลัง Strategy เพิ่งขาย Bitcoin ครั้งแรกในรอบสี่ปี
คนที่เชียร์ Bitcoin เสียงดังที่สุดในโลก พูดมาตลอดหลายปีว่าจะไม่มีวันขาย แต่สัปดาห์ที่แล้ว เอกสารที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐ กลับเผยว่าบริษัทของเขาขาย Bitcoin ออกไป 32 เหรียญ ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2022
คนคนนั้นคือ ไมเคิล เซย์เลอร์ (Michael Saylor) ประธานบริหารของ Strategy บริษัทเดิมชื่อ MicroStrategy ที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลกราว 843,000 เหรียญ การขาย 32 เหรียญคิดเป็นแค่ 0.004% ของทั้งหมด เล็กจนแทบไม่มีผลต่องบดุล แต่กลับสะเทือนความเชื่อที่อยู่คู่บริษัทมานาน และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เซย์เลอร์ก็ปล่อยบทความยาวออกมาว่าด้วย "วินัย" ของ Bitcoin คำถามคือ เขากำลังวางหลักการ หรือกำลังแก้ตัว
📉 ปลายพฤษภาคม ตลาดเริ่มทรุด
ราคา Bitcoin ที่เคยกลับขึ้นไปแตะราว 80,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม ค่อยๆ ไหลลงมาอยู่แถว 60,000 ดอลลาร์ เงินไหลออกจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ติดกัน 11 วัน รวมเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์ ยาวที่สุดตั้งแต่ปี 2024 ส่วนตลาดสัญญาล่วงหน้าโดนล้างพอร์ตจาก Liquidation หรือการบังคับปิดสถานะเมื่อหลักประกันไม่พอ มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว หนักสุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
🪙 จุดที่ทำคนสะดุด คือ 32 เหรียญ
ระหว่างวันที่ 26 ถึง 31 พฤษภาคม Strategy ขาย Bitcoin ออกมา 32 เหรียญ ได้เงินราว 2.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อเอาไปจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์ หรือ preferred stock ที่ได้สิทธิรับปันผลก่อนหุ้นสามัญ ซึ่งครบกำหนดวันที่ 30 มิถุนายน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่อยู่ที่ว่านี่คือการขายครั้งแรกตั้งแต่ธันวาคม 2022 และมันชนกับวาทกรรม never sell ที่เซย์เลอร์ย้ำมาตลอด
🗣️ บริษัทออกมาตั้งการ์ด
ทีมผู้บริหารตอบโต้แรง Phong Le ซีอีโอของบริษัท บอกว่าราว 80% ของคนที่วิจารณ์คือ perpetual haters หรือพวกที่ด่าเพื่อเรียกความสนใจ มีแค่ส่วนน้อยที่ควรค่าแก่การคุยด้วย น้ำเสียงแบบนี้บอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับแรงกดดันที่บริษัทกำลังเจอ
📝 แล้วบทความก็ออกมา
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน เซย์เลอร์เผยแพร่บทความยาว บอกว่าชั้นฐานของ Bitcoin หรือ base layer เปรียบเหมือนโครงสร้างพื้นฐานศักดิ์สิทธิ์ที่แทบไม่ควรแตะต้อง ส่วนนวัตกรรมและเครื่องมือทางการเงินทั้งหลายให้ไปเกิดบนชั้นที่สูงกว่า ทั้งแอป ระบบเก็บรักษาเหรียญ และตลาดเครดิต
🧭 สี่สายความเชื่อใน Bitcoin
เซย์เลอร์แบ่งคนในวงการออกเป็นสี่สาย สาย Maximalist ที่ให้ความศรัทธา สาย Capitalist ที่อยากให้ Bitcoin เข้าไปอยู่ในธนาคารและงบดุลบริษัท สาย Technologist ที่อยากพัฒนาโปรโตคอล และสาย Fundamentalist ที่หวงความกระจายศูนย์กับการถือกุญแจเอง เขาบอกว่าทุกสายมีของดี แต่ก็พังได้ถ้าสุดโต่งเกินไป ทางออกที่เขาเสนอคือ disciplined expansion หรือการขยายตัวอย่างมีวินัย คือรักษาชั้นฐานให้นิ่ง แล้วปล่อยให้ทุกอย่างโตบนชั้นบน
🔍 นักวิเคราะห์ยังเห็นไม่ตรงกัน
ฝั่งหนึ่ง Lacie Zhang จาก Bitget Wallet มองว่า Bitcoin อาจผ่านช่วงนี้ได้เร็วกว่าตลาดหุ้น เพราะเลเวอเรจโดนล้างไปเยอะแล้ว แต่ก็เตือนว่าถ้าเงินยังไหลออกต่อ มีโอกาสลงไปทดสอบโซน 55,000 ถึง 57,000 ดอลลาร์ อีกฝั่ง Nicolai Sondergaard จาก Nansen มองระวังกว่า เขาบอกว่าดีมานด์จาก ETF เริ่มอ่อนแรงมาตั้งแต่พฤษภาคม และถ้าสถาบันยังไม่กลับเข้าซื้ออย่างจริงจัง ตลาดจะหาแรงขึ้นใหม่ได้ยาก
เรื่องนี้ใหญ่กว่าแค่ 32 เหรียญ เพราะโมเดลที่ Strategy บุกเบิกไว้คือการกู้เงินและออกหุ้นมาซื้อ Bitcoin เก็บ พอราคาเหรียญร่วง หุ้น MSTR ร่วงตามไปแล้วราว 65% ในรอบปี แต่ภาระจ่ายปันผลเป็นเงินสดยังเดินต่อทุกงวด การต้องขายเหรียญแม้แค่นิดเดียวเพื่อหาเงินมาจ่าย จึงเป็นบททดสอบว่าโมเดลนี้ทนตลาดขาลงจริงได้แค่ไหน ต่างจากคนที่ซื้อ Bitcoin ด้วยเงินสดแล้วถือยาว ราคาลงก็แค่นั่งดูเฉยๆ ได้
ส่วนต่อไปนี้เป็นการสรุปกระแสความเห็นโดยรวมในโซเชียล ไม่ใช่การอ้างคำพูดตรงตัว ฝั่งที่เชียร์มองว่า 32 เหรียญมันเล็กมากจนไม่ได้แปลว่าอะไร บทความของเซย์เลอร์ก็เป็นแนวทางที่โตเต็มวัยและสมเหตุสมผล อีกฝั่งมองตรงข้าม พวกเขาบอกว่านี่คือยอดของภูเขาน้ำแข็ง สัญญาณว่าการขายล็อตใหญ่กำลังตามมา และบทความเรื่องวินัยที่ออกมาพอดีจังหวะ ก็คือการหาเหตุผลสวยๆ มากลบเสียงที่วิจารณ์โมเดลกู้เงินซื้อเหรียญของบริษัทตัวเอง
บทความหนึ่งฉบับไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าตลาดยังอยู่ในโหมดลดความเสี่ยง และทุกสายตากำลังจับอยู่ที่สองเรื่อง เงิน ETF จะหยุดไหลออกเมื่อไหร่ และ Strategy จะขายเหรียญเพิ่มอีกไหม คดีนี้ยังไม่จบ ติดตามกันต่อ
แล้วคุณมองบทความนี้ยังไง ปรัชญาที่ตกผลึกจริง หรือคำแก้ตัวที่มาถูกจังหวะพอดี
⚠️ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลและความเห็น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน คริปโตผันผวนสูง โปรดศึกษาและประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ

ETH ต่ำสุดในรอบ 13 เดือน Bitcoin หลุด 60,000 ความเชื่อมั่นทั้งกระดานเริ่มร้าวความจริงตลาดเลือดไหลมาหลายวันแล้ว เงินสถาบั...
05/06/2026

ETH ต่ำสุดในรอบ 13 เดือน Bitcoin หลุด 60,000 ความเชื่อมั่นทั้งกระดานเริ่มร้าว
ความจริงตลาดเลือดไหลมาหลายวันแล้ว เงินสถาบันไหลออกจากกองทุน ETF ไม่หยุด คนกู้มาเล่นเลเวอเรจกันเต็มมือ รอแค่ฟางเส้นสุดท้าย คำถามคือทำไมบั๊กในเหรียญตัวเดียวถึงทำทั้งกระดานสั่นได้ คำตอบอยู่ที่ว่ามีคนไปเจอมันได้ยังไง และมันซ่อนอยู่นานแค่ไหน
🔻 สิงหาคม 2025 จุดพีค ก่อนเข้าขาลงยาว
ETH เคยขึ้นไปแตะราว 4,954 ดอลลาร์เมื่อสิงหาคมปีก่อน จากนั้นไหลลงเกือบสิบเดือนติด มาถึงต้นมิถุนายนนี้ ราคาหายไปจากจุดสูงสุดราว 65%
💸 ต้นมิถุนายน เงินไหลออกไม่หยุด
ช่วงต้นเดือน BTC ยังยืนแถว 71,000 ก่อนค่อยๆ ไถลลง กองทุน ETF ในสหรัฐโดนถอนเงินรวมหลายพันล้านดอลลาร์ต่อเนื่องจนเป็นสถิติ นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าเงินกำลังหมุนจากคริปโตไปเข้าหุ้น AI กับทองคำ
🤖 28 พฤษภาคม AI รุ่นใหม่มา 29 พฤษภาคม บั๊กก็โผล่
Anthropic เพิ่งปล่อยโมเดล Opus 4.8 วันที่ 28 ถัดมาวันเดียว Taylor Hornby นักวิจัยความปลอดภัยที่ Shielded Labs จ้างมาตั้งแต่เมษายนเพื่อไล่หาช่องโหว่ ก็เอา AI ตัวนี้มาจับคู่กับเครื่องมือตรวจที่เขาเขียนเอง แล้วเจอจุดอ่อนร้ายแรงในพูลธุรกรรมปกปิดของ Zcash ที่ชื่อ Orchard เขาเขียนโปรแกรมทดสอบในเครื่องตัวเอง แล้วปั๊มเหรียญ ZEC ปลอมขึ้นมาได้แบบไม่จำกัดและไม่มีใครจับได้ พูดง่ายๆ เหมือนมีคนแอบปลอมแบงก์ในระบบ โดยที่เครื่องตรวจของระบบเองก็มองไม่เห็น ที่หนาวกว่านั้นคือบั๊กนี้อยู่มาตั้งแต่เปิดใช้ Orchard เมื่อพฤษภาคม 2022
นานถึงสี่ปี โดยที่นักเข้ารหัสเก่งทั้งโลกไม่มีใครเจอ
🛠️ 1 ถึง 2 มิถุนายน แก้แบบฉุกเฉิน
Hornby แจ้งทีม Zcash ทันที ทั้งระบบนิเวศระดมแก้ทั้งวอลเล็ต กระดานเทรด และโหนด ปิดงานเสร็จราววันที่ 1 ถึง 2 มิถุนายน ยังไม่เจอหลักฐานว่ามีใครเอาไปใช้จริง แต่เพราะ Orchard ออกแบบมาให้ปกปิดข้อมูล จึงไม่มีทางพิสูจน์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่เคยมีใครทำ
📉 วันศุกร์ 5 มิถุนายน ทุกอย่างมารวมกัน
สิ่งที่คนกลัวหลัง Shielded Labs เปิดเรื่องไม่ใช่แค่ ZEC แต่เป็นคำถามว่า ถ้าเหรียญระดับนี้ยังซ่อนบั๊กได้ตั้งสี่ปี แล้วเชนอื่นที่เราใช้กันอยู่ล่ะ ความกลัวนั้นมาเจอตลาดที่อ่อนแออยู่แล้วพอดี วันศุกร์ BTC ทำโลว์ของปีที่ราว 59,100 ETH ก็ทำนิวโลว์รอบ 13 เดือนเช่นกัน เลเวอเรจโดนล้างพอร์ตรวมกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว คนเทรดโดนปิดสถานะไปสามแสนกว่าราย ฝั่งอนุพันธ์พลิกเป็นขาลง Funding Rate ติดลบ ส่วนต่างออปชัน Put/Call บน Deribit พุ่งราว 3.7 เท่า แปลว่าคนแห่ซื้อประกันขาลงกันหนัก
คนเจ็บหนักสุดคือสายเลเวอเรจ เพราะระบบบังคับขายไม่สนว่าใครมั่นใจแค่ไหน ส่วนสาย DCA ยาวก็แค่เห็นพอร์ตแดง แต่ไม่โดนล้าง ฝั่งบริษัทก็หนัก Bitmine ที่ถือ ETH มากสุดในโลกราว 5.3 ล้านเหรียญ ตอนนี้ขาดทุนบนกระดาษทะลุ 3.4 แสนล้านบาท
ที่หลายคนเพิ่งเห็นชัดคือ AI จับบั๊กที่คนพลาดมาหลายปีได้ ที่ย้อนแย้งคือมีรายงานว่ากลุ่มแฮกเกอร์ก็เริ่มใช้ AI ช่วยวางแผนโจมตี อย่างเดือนเมษายนที่ KelpDAO กับ Drift โดนเจาะรวมเกือบ 600 ล้านดอลลาร์ วันนี้ฝั่งป้องกันใช้ AI จับบั๊กก่อนบ้าง เกมความปลอดภัยของคริปโตตอนนี้เลยมี AI อยู่ทั้งสองฝั่ง
เท่าที่ประมวลกระแสใน X ความเห็นแตกเป็นสองทางชัดเจน ขอย้ำว่าเป็นการสรุปภาพรวม ไม่ใช่ Quote ตรงตัว ฝั่งมองบวกบอกนี่คือชัยชนะของทีม white-hat เพราะ AI จับบั๊กได้ก่อนแฮกเกอร์ กลไกตรวจซัพพลายรวมของ Zcash ก็ยังยืนอยู่ ทีมแก้ไว ส่วนราคาที่ร่วงเป็นแค่เงินหมุนไปเข้า AI ระยะสั้น คนถือยาวมองเป็นจังหวะเก็บของ อีกฝั่งสวนกลับว่า ถ้าบั๊กระดับล้างเหรียญยังซ่อนได้ตั้งสี่ปี แล้วเหรียญในพอร์ตเราจะเหลืออะไรให้เชื่อ พอบวกกับเงินไหลออกและการล้างพอร์ตขนาดนี้ มันไม่เหมือนแค่ย่อพักฐาน แต่เหมือนความเชื่อมั่นกำลังร้าว
ตอนนี้ทีม Zcash เสนออัปเกรดเครือข่าย เพิ่มวิธีให้ใครก็ตรวจซัพพลายเองได้ เพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับ ส่วนตลาดที่เหลือก็จับตาว่าแนว 60,000 ของ BTC จะรับอยู่ไหม เรื่องนี้ยังไม่จบ ติดตามกันต่อ
แล้วคุณมองว่านี่คือจังหวะย่อให้เก็บของ หรือสัญญาณว่ารอบนี้กำลังจะจบ คอมเมนต์มาคุยกัน
⚠️ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ ข้อมูลในโพสต์นี้เป็นการรายงานข่าวและให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

AI เริ่มเข้ามาสร้าง AI รุ่นต่อไปแล้ว และเงินที่หุ่นยนต์พวกนี้จ่ายกันเอง วิ่งอยู่บนคริปโตแทบทั้งหมด176 ล้านครั้ง คือจำนวน...
05/06/2026

AI เริ่มเข้ามาสร้าง AI รุ่นต่อไปแล้ว และเงินที่หุ่นยนต์พวกนี้จ่ายกันเอง วิ่งอยู่บนคริปโตแทบทั้งหมด
176 ล้านครั้ง คือจำนวนการจ่ายเงินที่เกิดขึ้นบนบล็อกเชนตลอดปีที่ผ่านมา โดยไม่มีมนุษย์กดยืนยันสักครั้งเดียว คนที่จ่ายคือ AI ที่จ่ายให้ AI ด้วยกันเอง
สัปดาห์นี้บริษัทที่อยู่เบื้องหลังกระแสนี้ ออกมาบอกว่าถึงเวลาที่โลกควรมีปุ่มเบรก
Anthropic เจ้าของแชตบอต Claude เผยแพร่รายงานชื่อ "When AI Builds Itself" ใจความคือ ตอนนี้ AI กำลังเข้าใกล้จุดที่ออกแบบและสร้าง AI รุ่นใหม่ที่เก่งกว่าตัวเองได้เอง โดยแทบไม่ต้องพึ่งมนุษย์ ศัพท์ในวงการเรียกสิ่งนี้ว่า recursive self-improvement และนี่ไม่ใช่ทฤษฎีในอนาคต มันเริ่มไปแล้ว
ข้อเสนอของพวกเขาตรงไปตรงมา โลกควรมีทางเลือกที่จะชะลอหรือกดหยุดการพัฒนา AI ระดับแนวหน้าได้ถ้าจำเป็น คำถามที่คนคริปโตควรถามต่อคือ ถ้า AI พวกนี้ทวีจำนวนขึ้นจริง เศรษฐกิจของมันจะวิ่งอยู่บนรางอะไร
🤖 ปี 2021 ถึง 2024 ยุคที่มนุษย์ยังเขียนโค้ดเองทุกบรรทัด
ช่วงแรกของ Anthropic วิศวกรนั่งเขียนโค้ดกันเอง แชตบอตทำได้แค่แนะนำโค้ดสั้นๆ ให้คนก๊อปไปวาง จำนวนโค้ดต่อวิศวกรหนึ่งคนแทบไม่ขยับตลอดสี่ปี
⚡ กุมภาพันธ์ 2025 วันที่ Claude เริ่มลงมือ ไม่ใช่แค่แนะนำ
พอ Claude Code เปิดตัว Claude เริ่มรันและแก้โค้ดได้ด้วยตัวเอง ตัวเลขก็พุ่ง วันนี้ Claude เขียนโค้ดมากกว่า 80% ของโค้ดทั้งหมดที่รวมเข้าระบบของ Anthropic และวิศวกรปล่อยงานออกมาราว 8 เท่าเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน แต่ Anthropic เองยอมรับว่าตัวเลขนี้พองเกินผลงานจริง เพราะนับแค่จำนวนบรรทัด ไม่ได้วัดคุณภาพ
📈 มีนาคม 2024 ถึง 2026 งานที่ AI ทำเองได้ ยาวขึ้นทุกปี
มีนาคม 2024 Claude Opus 3 ทำงานที่คนใช้เวลาราว 4 นาทีได้เอง ผ่านไปปีเดียว Sonnet 3.7 ทำงานยาว 1 ชั่วโมงครึ่ง อีกปีถัดมา Opus 4.6 ทำงานยาว 12 ชั่วโมงรวดเดียว ความเร็วในการพัฒนาจากเดิมเพิ่มเป็นสองเท่าทุกราว 7 เดือน ตอนนี้เหลือทุกราว 4 เดือน
🔒 เมษายน 2026 โมเดล Mythos ที่เก่งจนเลือกไม่ปล่อย
ในการทดสอบภายใน โมเดล Claude Mythos Preview เร่งความเร็วโค้ดฝึก AI ได้ราว 52 เท่า และทำงานต่อเนื่องเกิน 16 ชั่วโมงจนชนเพดานที่เครื่องมือวัดมาตรฐานวัดได้ Anthropic เลือกไม่เปิดให้สาธารณะใช้ เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงไซเบอร์
💸 พฤษภาคม 2026 ข้อมูลที่คนคริปโตควรหยุดอ่าน
รายงานจาก Keyrock ที่ทำร่วมกับ Coinbase ระบุว่า ในรอบ 12 เดือน เอเจนต์ AI จ่ายเงินกันเองไปแล้วกว่า 73 ล้านดอลลาร์ ผ่านธุรกรรม 176 ล้านรายการ และ 98.6% จ่ายด้วย USDC ส่วนใหญ่เป็นยอดเล็กๆ เฉลี่ยครั้งละราว 0.31 ดอลลาร์ ซึ่งราว 76% ต่ำกว่าค่าธรรมเนียมขั้นต่ำของบัตร Visa ด้วยซ้ำ
⚠️ 4 มิถุนายน 2026 Anthropic ขอให้โลกแตะเบรก
รายงานเขียนโดย Marina Favaro และ Jack Clark พวกเขาเสนอให้มีกลไกระดับโลกที่ตรวจสอบได้ว่าทุกค่ายชะลอพร้อมกันจริง คล้ายสนธิสัญญาคุมอาวุธนิวเคลียร์ Jack Clark พูดกับ BBC ว่าตอนนี้วงการ AI มีแต่คันเร่ง แต่ไม่มีเบรก และบอกว่าเขาเป็นห่วงลูกของตัวเอง ทั้งคู่ย้ำว่าเรายังมาไม่ถึงจุดนั้น และมันไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็อาจมาเร็วกว่าที่หลายองค์กรเตรียมตัวไว้
จุดที่คนคริปโตควรโฟกัสคือ คำว่าเอเจนต์ AI ไม่ใช่แค่คำสวยๆ ในสไลด์อีกแล้ว มันคือผู้ใช้รายใหม่ของสเตเบิลคอยน์จริงๆ และเหตุผลที่มันเลือกคริปโตแทนบัตรเครดิตก็ง่ายมาก การจ่ายครั้งละ 0.31 ดอลลาร์นั้นแทบไม่มีทางรอด ถ้าโดนค่าธรรมเนียมบัตรแบบตายตัวที่ 0.30 ดอลลาร์ แต่โอน USDC บนเครือข่าย Base เสียแค่เศษเสี้ยวของเซนต์ ยอดจิ๋วแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้
แต่ภาพนี้มีอีกด้าน การที่เกือบทุกธุรกรรมกองอยู่บน USDC เจ้าเดียว ไม่ใช่แค่จุดแข็ง มันคือความเปราะบาง ทั้งระบบกำลังฝากชีวิตไว้กับเงินสำรองและสถานะทางกฎหมายของ Circle บริษัทเดียว ถ้าวันไหน Circle สะดุด แทบไม่มีตัวสำรองให้สลับไปใช้ทันที และอย่าลืมว่า 73 ล้านดอลลาร์ยังเล็กมากเมื่อเทียบกับระบบจ่ายเงินทั้งโลก นี่คือเมล็ดพันธุ์ ยังไม่ใช่ป่าทั้งผืน
กระแสในโซเชียลแยกเป็นสองฝั่งชัดเจน ขอสรุปภาพรวมให้ฟัง ไม่ใช่การอ้างคำพูดตรงตัว ฝั่งหนึ่งมองว่านี่คือสัญญาณว่าเศรษฐกิจของเอเจนต์มาจริง และคริปโตโดยเฉพาะ USDC คือรางหลักของมัน การที่ Anthropic ออกมาเตือนเรื่องความเร็ว ยิ่งตอกย้ำว่าธีมนี้กำลังโต อีกฝั่งมองว่ารายงานนี้คือการตลาดและการวางหมาก พวกเขาชี้ว่าตัวเลข 80% กับ 8 เท่า ตั้งอยู่บนการนับจำนวนบรรทัดโค้ด ซึ่ง Anthropic เองก็ยอมรับว่าพองเกินจริง แถมบริษัทที่ยังซ่อนโมเดล Mythos ที่แรงกว่าไว้ กลับเป็นคนเรียกร้องให้คนอื่นกดเบรก ส่วนเรื่องคริปโต ฝั่งนี้บอกว่า 98.6% บนสเตเบิลคอยน์ตัวเดียวไม่ใช่ความแข็งแกร่ง แต่คือระเบิดเวลา
Anthropic บอกว่าจะนำเรื่องนี้ไปคุยกับฝ่ายนิติบัญญัติในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เรื่องนี้ยังไม่จบ ติดตามต่อ
อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถ้าเอเจนต์ AI เพิ่มเป็นพันล้านตัวอย่างที่ซีอีโอ Circle คาดไว้ USDC จะได้ไปต่อ หรือความเสี่ยงกระจุกตัวจะระเบิดก่อน คุณมองทางไหน
บทความนี้ให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน คริปโตและสเตเบิลคอยน์มีความเสี่ยง โปรดศึกษาก่อนตัดสินใจ

กรรมการ SEC ชี้ การเขียนโค้ด DeFi คือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง ไม่ใช่การเป็นตัวกลางการเงินบนเวทีงาน Blockchain ที่มหา...
05/06/2026

กรรมการ SEC ชี้ การเขียนโค้ด DeFi คือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง ไม่ใช่การเป็นตัวกลางการเงิน
บนเวทีงาน Blockchain ที่มหาวิทยาลัย Princeton กรรมการ SEC คนหนึ่งลุกขึ้นพูดประโยคที่นักพัฒนา DeFi ทั่วโลกรอฟังมาหลายปี การเขียนโค้ดแล้วปล่อยออกสู่สาธารณะ คือเสรีภาพในการพูด ไม่ใช่การทำตัวเป็นนายหน้าการเงินโดยอัตโนมัติ
คนพูดคือ Hester Peirce หรือที่วงการเรียกติดปากว่า Crypto Mom คนที่ผลักดันให้กฎคริปโตชัดเจนมาตลอด และตอนนี้นั่งหัวโต๊ะ Crypto Task Force ของ SEC ประเด็นที่เธอแตะคือคำถามที่ค้างคาวงการ DeFi มาตั้งแต่ยุค Gensler ถ้าคุณเขียนโปรแกรมแล้วมีคนเอาไปใช้ทำผิด คนเขียนต้องรับผิดด้วยไหม
🗣️ สิ่งที่เธอพูดบนเวที
Peirce บอกว่าโครงการ Blockchain ส่วนใหญ่คือการเผยแพร่ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส และนั่นคือกิจกรรมที่ First Amendment หรือกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการพูดของคนอเมริกัน ปกป้องอยู่แล้ว นักพัฒนาไม่ควรกลายเป็นตัวกลางหลักทรัพย์ เพียงเพราะมีคนอื่นเอาโค้ดของเขาไปใช้ต่อ ใครทำผิด คนนั้นรับผิด ไม่ใช่เหมารวมไปที่คนเขียนโค้ด
⚖️ เส้นที่เธอขอให้ SEC ลากใหม่
หัวใจที่เธอย้ำคือ ให้ดูว่าใครคุมเงิน ใครถือเงินของผู้ใช้ ใครเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่ไล่จับเครือข่ายที่เป็นกลางหรือตัวโค้ดเอง เธอพูดตรงๆ ว่า SEC ไม่ได้มีหน้าที่กำกับโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างบนโลก กฎทั้งเล่มของ SEC สร้างมารอบตัวกลางอย่างโบรกเกอร์ ดีลเลอร์ ศูนย์ซื้อขาย แล้วเธอก็ถามกลับว่ากฎพวกนี้ควรลามไปครอบตัว Blockchain เองด้วยจริงหรือ
🔙 ทำไมเรื่องนี้ดังตอนนี้
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเธอ ย้อนไปปี 2023 เธอเคยค้านแผนของ Gensler ที่จะลาก DeFi เข้าไปอยู่ในนิยามคำว่าศูนย์ซื้อขาย โดยเตือนว่ามันจะทำให้คนไม่กล้าเขียนโค้ดเพราะกลัวผิดกฎหมาย คราวนั้นเธอเป็นเสียงข้างน้อย แต่วันนี้ลมเปลี่ยนทิศ Paul Atkins ประธาน SEC คนปัจจุบัน กำลังพาหน่วยงานออกจากแนวที่เขาเรียกว่าการกำกับด้วยการฟ้อง คือเอะอะก็ฟ้องก่อน คำพูดของเธอเลยมาตกบนพื้นที่ที่พร้อมรับ
📋 จุดที่คนมักมองข้าม
เธอพูดในฐานะส่วนตัว นี่คือความเห็นของกรรมการคนหนึ่ง ยังไม่ใช่นโยบาย SEC และยังไม่ใช่กฎหมาย เธอกับ Atkins แค่ขอให้คณะกรรมการกลับไปรื้อนิยามคำว่าศูนย์ซื้อขายกับนายหน้าใหม่ ทั้งหมดยังอยู่ระหว่างทาง
🔮 อะไรจะเกิดต่อ
ฝั่ง SEC ส่งสัญญาณชัดว่าคริปโตกับ Blockchain จะยังเป็นโฟกัสไปอีกหลายปี ในร่างแผนยุทธศาสตร์ถึงปีงบประมาณ 2030 หน่วยงานยกให้ Blockchain และคริปโตเป็นเทคโนโลยีที่พลิกโฉมระบบการเงินอเมริกาได้ ทิศทางวางไว้ชัดแล้ว แต่กฎตัวจริงยังต้องเขียนกันต่อ
สำหรับนักพัฒนา DeFi ที่กลัวมาหลายปีว่าแค่ปล่อย Smart Contract ออกไปก็อาจโดนหมายเรียก คำพูดแบบนี้จากคนใน SEC คือสิ่งที่พวกเขารอฟัง คดีนักพัฒนา Tornado Cash ที่โดนดำเนินคดีเพราะเขียนเครื่องมือ ทำให้ทั้งวงการขวัญเสียมานาน แต่อีกด้าน มีคนเตือนว่าคำว่ามันเป็นแค่โค้ดกลางๆ อาจกลายเป็นเกราะให้โปรเจกต์ที่มีทีมเล็กคุมอยู่จริง แต่งตัวเป็นกระจายศูนย์เพื่อหนีความรับผิด เส้นแบ่งตรงนี้คือสนามรบรอบหน้า
เสียงจากชุมชน (สรุปจากกระแสความเห็นโดยรวม ไม่ใช่การ Quote ตรงตัว)
ฝั่งที่ดีใจ ส่วนใหญ่เป็นสาย Builder มองว่าในที่สุดก็มีคนระดับบนพูดว่าโค้ดคือเสรีภาพ นี่คือความชัดเจนที่อเมริกาขาดมานาน และทำให้ทีมพัฒนาไม่ต้องหนีไปตั้งบริษัทนอกประเทศ
ฝั่งที่ยังไม่ปลื้ม บอกว่าอย่าเพิ่งดีใจ เพราะมันเป็นแค่ความเห็นของกรรมการคนเดียว ไม่ใช่กฎ ถ้ายังไม่เขียนเป็นกฎหมายก็ยังไม่เปลี่ยนอะไร แถม SEC ชุดหน้าพลิกกลับได้ บางคนกังวลว่ามันจะกลายเป็นข้ออ้างให้คนตั้งใจเลี่ยงกฎหมาย
ตอนนี้ทุกอย่างยังเป็นแค่ทิศทางและความเห็น กฎจริงยังไม่คลอด เรื่องนี้ต้องดูกันยาว คุณมองว่าโค้ดคือเสรีภาพในการพูด หรือสุดท้ายจะกลายเป็นช่องให้คนผิดหลบ มาเล่าให้ฟังหน่อย

CK Cheong ขาย Micron Intel AMD Google บางส่วน เข้าซื้อ Bitcoin ตอนราคาร่วงครึ่ง ย้ำไม่ใช่คำแนะนำลงทุนดัชนีความกลัวและควา...
05/06/2026

CK Cheong ขาย Micron Intel AMD Google บางส่วน เข้าซื้อ Bitcoin ตอนราคาร่วงครึ่ง ย้ำไม่ใช่คำแนะนำลงทุน
ดัชนีความกลัวและความโลภในตลาดคริปโตร่วงไปแตะ 11 ต่ำสุดของปีนี้ ราคา Bitcoin หลุด 64,000 ดอลลาร์ พอร์ตเลเวอเรจโดนล้างในวันเดียวเกือบ 6 หมื่นล้านบาท
คนส่วนใหญ่กำลังหนีออกจากตลาด แต่มีคนหนึ่งโพสต์ว่าเขากำลังทำตรงกันข้าม
คนคนนั้นคือ CK Cheong นักบัญชีและสาย Bitcoin ตัวยงที่คนไทยในวงการรู้จักจากเวที Thailand Blockchain Week เขาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กช่วงต้นเดือนมิถุนายนว่าเพิ่งขายหุ้น AI หลายตัว ทั้ง Micron Intel AMD และ Google บางส่วน เพื่อเอาเงินมาซื้อ Bitcoin ในราคานี้ เหนือสุดของโพสต์เขาเขียนกำกับไว้สามคำ Not financial advice หรือไม่ใช่คำแนะนำลงทุน
นี่คือจังหวะของคนที่อ่านตลาดขาด หรือกำลังเอามือไปรับมีดที่ร่วงอยู่
🔸 ตุลาคม 2025 จุดสูงสุด - Bitcoin เคยขึ้นแตะจุดสูงสุดเหนือ 126,000 ดอลลาร์ ตอนนั้นทั้งตลาดยังอยู่ในอารมณ์ขาขึ้น
🔸 กลางพฤษภาคม 2026 เงินเริ่มไหลออก - กองทุน Bitcoin ETF ในสหรัฐมีเงินไหลออกต่อเนื่องราว 4,000 ล้านดอลลาร์ ยาวที่สุดเท่าที่เคยมี เงินส่วนหนึ่งวิ่งเข้าหุ้น AI ที่กำลังทำราคาสูงสุดกันถ้วนหน้า
🔸 ต้นมิถุนายน ตลาดร่วงหนัก - Bitcoin ร่วงเกือบ 7% ในวันเดียว หลุด 64,000 ดอลลาร์ ลงมาเกือบครึ่งจากจุดสูงสุด ความกลัวดิ่งไปที่ 11 คนขายตามกันเป็นลูกโซ่
🔸 4 มิถุนายน Saylor อธิบาย - Michael Saylor ผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลก บอกว่านี่คือการโยกเงินเข้า AI ไม่ใช่ Bitcoin พัง แต่คำพูดมีจุดสะดุด เพราะบริษัทเขาเพิ่งขาย Bitcoin ออก 32 เหรียญ ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2022 ฝั่งหมีเลยหยิบมาตอกกลับทันที
🔸 ช่วงเดียวกัน CK Cheong ลงมือสวน - เขาขายหุ้น AI ที่ราคาแพง แล้วเอาเงินมารับ Bitcoin ที่ร่วงหนัก มองว่าการเทขาย Bitcoin เพื่อไปไล่ซื้อหุ้น AI ที่แพงเป็นประวัติการณ์ ใกล้ถึงจุดที่ไม่สมเหตุสมผล เดี๋ยวเงินก็ไหลกลับ โพสต์มีคนไลก์ทะลุหมื่นเจ็ด คอมเมนต์สี่ร้อยกว่า
สิ่งที่เขาทำ ภาษาตลาดเรียกว่าเดิมพันสวนทาง ซื้อตอนคนอื่นกลัวที่สุด และเขาไม่ได้คิดคนเดียว นักวิเคราะห์สาย AI อย่าง Jordi Visser ก็เพิ่งขายหุ้น Micron ทิ้งทั้งหมด หันไปสะสม Bitcoin กับโลหะเงิน เพราะมองว่าหุ้นชิปราคาตึงเกินไป แต่อีกฝั่งเตือนว่าเงินยังไหลออกจาก ETF ไม่หยุด รอบนี้อาจไม่ใช่แค่พักฐาน
ถ้าประมวลกระแสความเห็นโดยรวมในโซเชียล ไม่ใช่ Quote ตรงตัว จะเห็นสองฝั่ง ฝั่งเชียร์มองว่านี่คือสัญญาณก้นเหว เวลาคนกลัวสุดมักเป็นจังหวะที่คนใจแข็งเข้าซื้อ การที่รายใหญ่กล้าสวนแปลว่าราคาลงมาคุ้มแล้ว ส่วนฝั่งที่ไม่เห็นด้วยบอกอย่าเพิ่งรีบรับมีด บางคนแซวใต้โพสต์ว่าจะหนีตาม CK ดีไหม หรือรอให้เลือดนองกว่านี้ก่อน
ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า 63,000 ดอลลาร์คือก้นเหวจริงหรือยัง ที่รู้แน่คือมีคนเริ่มขยับเข้าซื้อแล้ว เรื่องนี้ต้องดูกันต่อ
แล้วคุณมองว่านี่คือจังหวะรับของถูก หรือกับดักรอบใหม่ที่รอคนใจร้อน
⚠️ บทความนี้นำเสนอข้อมูลและความเห็น ไม่ใช่คำแนะนำลงทุน คริปโตมีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาและตัดสินใจด้วยตัวเอง

AI ของ Anthropic ใช้เวลาวันเดียว เจอรูใน Zcash ที่เสกเหรียญปลอมได้ไม่จำกัด และซ่อนมา 3 ปีสัปดาห์นี้ คนที่ถือ ZEC ได้อ่าน...
05/06/2026

AI ของ Anthropic ใช้เวลาวันเดียว เจอรูใน Zcash ที่เสกเหรียญปลอมได้ไม่จำกัด และซ่อนมา 3 ปี
สัปดาห์นี้ คนที่ถือ ZEC ได้อ่านแถลงการณ์ที่น่าจะทำให้สบายใจ ทีมพัฒนาอุดบั๊กเสร็จแล้ว เงินไม่หาย ความเป็นส่วนตัวไม่กระทบ ราคาเด้งขึ้นด้วยซ้ำ
Zcash หรือ ZEC คือเหรียญสายความเป็นส่วนตัวที่ร้อนแรงที่สุดของตลาดช่วงนี้ ราคาวิ่งขึ้นกว่า 50% ในเดือนเดียว แตะจุดสูงสุดรอบหกเดือนใกล้ 680 ดอลลาร์ Grayscale ยื่นขอตั้ง ETF อาเธอร์ เฮย์ส ยกให้เป็นหนึ่งใน "สามทหารเสือ" ของพอร์ตตัวเอง จุดที่พังคือ Orchard ซึ่งเป็นพูลความเป็นส่วนตัวรุ่นใหม่สุดของ Zcash ที่ซ่อนทั้งคนส่ง คนรับ และจำนวนเงิน และคนที่เจอรูรั่วนี้ ไม่ใช่แฮกเกอร์ แต่เป็นนักวิจัยความปลอดภัยที่ใช้ AI ตัวใหม่ของ Anthropic ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้านั้นแค่วันเดียว
ไล่เรียงเหตุการณ์จริงตามลำดับ
🗓️ เมษายน 2569 จ้างคนนอกมาตรวจระบบ - Shielded Labs องค์กรไม่แสวงกำไรที่ออกทุนพัฒนา Zcash จ้าง Taylor Hornby นักวิจัยอิสระ ให้เข้ามาตรวจโปรโตคอลแบบจริงจัง
🤖 28 พฤษภาคม เครื่องมือชิ้นใหม่มาถึง - Anthropic ปล่อยโมเดล Claude Opus 4.8 ออกสู่สาธารณะ
🧩 29 พฤษภาคม วันเดียวหลังจากนั้น Hornby เจอบั๊ก - เขาใช้ Opus 4.8 ร่วมกับเครื่องมือ AI ที่เขียนขึ้นเอง เขียนโปรแกรมโจมตีที่ใช้งานได้จริงในเครื่องทดสอบแบบปิด ผลคือเสกเหรียญ ZEC ปลอมขึ้นมาได้แบบไม่จำกัด และแยกไม่ออกจากของจริง เย็นวันเดียวกันเขาแจ้งทีมวิศวกรหลักของ Zcash ทันที
🔧 2 มิถุนายน ปิดประตูชั่วคราว - ทีมงานปล่อย soft fork ปิดการทำงานของ Orchard ทั้งเครือข่ายเพื่อกันไว้ก่อนระหว่างเขียนโค้ดแก้
🛡️ 3 มิถุนายน อุดเสร็จ ราคากลับเด้ง - hard fork ชื่อ NU6.2 เปิด Orchard อีกครั้งด้วยวงจรที่แก้แล้ว ทีมยืนยันว่าปริมาณเหรียญทั้งหมดยังครบ ไม่มีหลักฐานว่ามีใครใช้ช่องโหว่ ตอนนั้นตลาดมองว่าจัดการได้สวย ราคา ZEC ยังยืนแถว 600 ดอลลาร์
💥 4 ถึง 5 มิถุนายน ความจริงทั้งหมดโผล่ออกมา - Shielded Labs เผยรายละเอียดเต็มว่าบั๊กนี้ร้ายขนาดไหน บวกกับ WuBlockchain ช่วยกระจายข่าว คนเพิ่งเข้าใจว่ามันเสกเงินปลอมไม่จำกัดได้ และซ่อนมาตั้งแต่ Orchard เปิดใช้เมื่อปี 2565 ราคาดิ่งทันทีลงมาต่ำกว่า 400 ดอลลาร์ เฮย์สเทขาย ZEC ทิ้งทั้งหมด
แล้วบั๊กแบบนี้มันคืออะไร ศัพท์ทางการเรียกว่า soundness bug หรือพูดง่ายๆ คือระบบที่ควรจะปฏิเสธธุรกรรมปลอม กลับเผลอยอมรับมันเข้ามา ต้นตออยู่ที่วงจรของ Orchard มีจุดที่กำหนดเงื่อนไขไว้ไม่รัดกุมพอ ทำให้ป้อนค่าปลอมเข้าไปในการคำนวณ แล้วยังผ่านการตรวจสอบได้ ที่หนักกว่านั้นคือ เพราะ Orchard ออกแบบมาให้ซ่อนจำนวนเงิน เหรียญปลอมจึงหน้าตาเหมือนเหรียญจริงเป๊ะ และไม่มีวิธีพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์เลยว่า ก่อนจะอุดช่องโหว่ มีใครแอบทำไปแล้วหรือยัง
คนที่เจ็บหนักสุดคือกลุ่มที่เพิ่งวิ่งตามเข้ามาช่วงราคาพุ่ง เพราะรอบนี้เป็นเทรดที่คนแห่เข้าไปเยอะเกินในทิศเดียวกัน พอข่าวร้ายมา คนเล่นเลเวอเรจก็โดนล้างพอร์ตเป็นลูกโซ่ ส่วนคนที่ DCA ยาวๆ สะเทือนน้อยกว่า มีวาฬรายหนึ่งเพิ่งสับพอร์ตจาก ETH มาเข้า ZEC ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน อีกฝั่งคนที่เปิด Short สวนไว้ทำกำไรไปหลายล้านดอลลาร์ เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของ Zcash ย้อนไปปี 2019 ทีมเคยเจอช่องโหว่ปั๊มเหรียญในพูลรุ่นเก่าชื่อ Sprout ที่ซ่อนอยู่หลายปีเหมือนกัน และแก้จบโดยไม่มีใครใช้จริง ปมที่คนนอกวงการมักไม่ทันคิดคือ ความเป็นส่วนตัวมันเป็นทั้งจุดขายและจุดอ่อนในตัวเดียวกัน ระบบเดียวกับที่ปกป้องผู้ใช้ ก็คือระบบที่ทำให้ไม่มีใครตรวจสอบได้ว่ามีใครแอบปั๊มเหรียญเกินมาหรือเปล่า
ฝั่งคอมมูนิตี้แตกเป็นสองข้างชัดเจน (สรุปจากกระแสความเห็นโดยรวม ไม่ใช่การ quote ตรงตัว) ฝั่งที่เผ่นออกมองว่า ต่อให้ทีมบอกว่าไม่มีหลักฐานการโจมตี แต่ด้วยตัวระบบที่ซ่อนทุกอย่าง มันแปลว่าไม่มีทางพิสูจน์ได้จริงว่าไม่เคยมีใครปั๊มเหรียญปลอม เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ ความเชื่อใจก็หาย เฮย์สเองก็บอกว่าโอกาสโดนปั๊มจริงนั้นต่ำ แต่ในเมื่อตัดความเป็นไปได้ทิ้งร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เขาขอออกก่อน บางคนยังจิกว่านี่มันแพตเทิร์นเชียร์แล้วทิ้ง เพราะเพิ่งเชียร์เหรียญนี้เองหยกๆ
ส่วนฝั่งที่ใจเย็นมองกลับด้าน Josh Swihart จาก ZODL เรียกการแก้ครั้งนี้ว่าเป็นการอัปเกรดที่ทะเยอทะยานที่สุดในประวัติศาสตร์ Zcash ฝั่งนี้ชี้ว่าระบบทำงานเป๊ะตามที่ควรเป็น มีคนตรวจเจอ แจ้งอย่างรับผิดชอบ ทีมอุดได้ในไม่กี่วัน ปริมาณเหรียญยืนยันว่าครบ และราคายังเด้งขึ้นด้วยซ้ำตอนแก้ ส่วนสายที่อยู่กับ privacy coin มานานมองว่านี่คือความเสี่ยงเชิงทฤษฎีที่โปรโตคอลแบบ zero-knowledge เจอกันได้ทุกตัว ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของ Zcash
ตอนนี้เครือข่าย Zcash กลับมาเดินปกติแล้ว แต่เรื่องยังไม่จบแค่การอุดรู Shielded Labs เสนออัปเกรดเพิ่มอีกชุด เพื่อให้ใครก็ตามตรวจสอบได้ว่าปริมาณ ZEC ทั้งหมดไม่เคยมีใครแอบปั๊มเกินจริง ข้อเสนอนี้ยังอยู่ระหว่างถกกัน
คำถามที่เหลือไว้ให้คิด เรื่องนี้คือบทพิสูจน์ว่าระบบมันแข็งแรงพอจะรับมือได้ หรือเป็นสัญญาณว่าเหรียญที่ตรวจสอบไม่ได้ มันเชื่อใจไม่ได้ตั้งแต่แรก มองยังไงกัน

05/06/2026

ใกล้แล้ว สงคราม Terminator 🥹

Bitcoin หลุดต้นทุน Strategy ติดดอยทางบัญชีกว่าสามแสนหกหมื่นล้านบาท แต่เซย์เลอร์บอกนี่แค่เงินย้ายไปหา AIสัปดาห์ก่อน ไมเคิ...
05/06/2026

Bitcoin หลุดต้นทุน Strategy ติดดอยทางบัญชีกว่าสามแสนหกหมื่นล้านบาท แต่เซย์เลอร์บอกนี่แค่เงินย้ายไปหา AI
สัปดาห์ก่อน ไมเคิล เซย์เลอร์ เพิ่งทำสิ่งที่เขาลั่นวาจามาตลอดว่าจะไม่ทำ เขาขาย Bitcoin ออกมา 32 เหรียญ
ไม่กี่วันต่อมา ราคา Bitcoin ไหลหลุดต้นทุนเฉลี่ยที่บริษัทเก็บสะสมมาทั้งหมด ตอนนี้ Strategy นั่งทับขาดทุนทางบัญชีกว่า 11,200 ล้านดอลลาร์ หรือราวสามแสนหกหมื่นล้านบาท
Strategy คือบริษัทมหาชนที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก 843,706 เหรียญ สะสมมาหกปีที่ต้นทุนเฉลี่ยเหรียญละ 75,699 ดอลลาร์ พอราคาตลาดร่วงต่ำกว่านั้น ทุกเหรียญที่ซื้อมาเลยติดลบหมด คำถามคือบริษัทที่สร้างชื่อจากการกอด Bitcoin ไม่เคยขาย จะรับมือยังไงเมื่อราคาหลุดทุน และทำไมการขายแค่ 32 เหรียญถึงทำตลาดสะเทือน
📌 หกปีที่กอดไม่เคยปล่อย
ตั้งแต่ปี 2020 Strategy เดินหน้าซื้อ Bitcoin ไม่หยุด ระดมเงินทั้งจากการออกหุ้นและตราสารหนี้ เซย์เลอร์เคยพูดติดปากว่าให้ขายไตเสียก่อนจะยอมขาย Bitcoin
📌 สองสัปดาห์ก่อน เริ่มหันมาดูงบ
แทนที่จะซื้อเพิ่มเหมือนเคย บริษัทกลับไปไล่ซื้อหนี้แปลงสภาพของตัวเองคืน 1,500 ล้านดอลลาร์ เป็นสัญญาณแรกว่าโฟกัสขยับจากการล่า Bitcoin มาเป็นการประคองงบดุล
📌 สัปดาห์ก่อน ขายครั้งแรกในรอบสามปี
แล้ว Strategy ก็ขาย Bitcoin 32 เหรียญ ได้เงิน 2.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อเอาไปจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์ จำนวนนี้เล็กมากเทียบกับที่ถือเกือบเก้าแสนเหรียญ แต่มันทุบความเชื่อเดิมที่ว่าบริษัทนี้จะไม่มีวันขายลงอย่างจัง
📌 สัปดาห์นี้ ทุกอย่างถล่มพร้อมกัน
กองทุน Spot Bitcoin ETF หรือกองทุนที่ถือ Bitcoin จริง มีเงินไหลออกติดต่อกัน 13 วันทำการ รวม 4,400 ล้านดอลลาร์ บวกกับความตึงเครียดเรื่องอิหร่าน และคำสั่งบังคับขายของคนเล่นเลเวอเรจที่โดนล้างพอร์ตวันเดียว 1,800 ล้านดอลลาร์ ราคา Bitcoin เลยหลุด 62,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบสี่เดือน ดันขาดทุนทางบัญชีของ Strategy แตะ 11,200 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน STRC หุ้นบุริมสิทธิ์ที่บริษัทออกมากู้เงินไปซื้อ Bitcoin ก็หลุดราคาตราไว้ที่ 100 ดอลลาร์ ลงมาที่ 94.6 ดอลลาร์
📌 วันพฤหัส เซย์เลอร์ออกโรงโต้
เซย์เลอร์โพสต์บน X ว่าราคาที่ร่วงมาจากเงินทุนหมุนไปหา AI ไม่ใช่ Bitcoin มีปัญหา เขาชี้ว่าตลาดทุนอัดเงินเข้าโครงสร้างพื้นฐาน AI ถึง 400,000 ล้านดอลลาร์ในหกเดือน คำพูดของเขาคือนี่คือการย้ายเงินทุน ไม่ใช่ Bitcoin ด้อยค่า ความผันผวนสร้างโอกาส
ตรงนี้มีจุดที่คนนอกมักเข้าใจผิด ขาดทุน 11,200 ล้านดอลลาร์เป็นขาดทุนทางบัญชี แปลว่ายังไม่ได้ขายออกจริง ตราบใดที่ไม่ขายก็ยังไม่เจ็บ เหมือนซื้อบ้านแล้วราคาตก ถ้าไม่ขายมันก็แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่ปมที่หนักกว่าอยู่ที่ STRC ปีเตอร์ ชิฟฟ์ สายเชียร์ทองที่ด่า Bitcoin มานาน เตือนว่ายิ่ง STRC ร่วง บริษัทยิ่งต้องเพิ่มปันผลเพื่อดึงราคากลับไป 100 ดอลลาร์ พอจ่ายมากขึ้นเงินสดก็ยิ่งหมดเร็ว สุดท้ายอาจโดนบีบให้ขาย Bitcoin ออกมาจ่าย ซึ่งเป็นภาพที่ตลาดกลัวที่สุด
อีกฝั่ง Standard Chartered ธนาคารใหญ่จากอังกฤษ กลับมองว่าจุดต่ำสุดอาจใกล้มาแล้ว เจฟฟรีย์ เคนดริก หัวหน้าวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัล บอกให้จับตาการเข้าซื้อครั้งหน้าของ Strategy ถ้ากลับเข้าซื้อ 320 หรือ 3,200 เหรียญ อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดลงมาถึงก้นแล้ว เพราะย้อนไปปี 2022 หลังบริษัทขาย 704 เหรียญเพื่อลดหย่อนภาษี อีกสองวันถัดมาก็กลับเข้าซื้อ 810 เหรียญทันที
💬 เสียงในตลาดแตกเป็นสองฝั่ง
ฝั่งมองลบบอกว่าคำอธิบายเรื่องเงินไหลไป AI เป็นแค่การแก้ตัว เทรดเดอร์รายหนึ่งบน X พิมพ์ว่า Bitcoin ดูพังไปแล้ว ขนาดเซย์เลอร์ยังขายเลย ส่วนชิฟฟ์ย้ำว่านี่ไม่ใช่ความผันผวน แต่คือคนเทขาย Bitcoin ทิ้งเพราะเลิกเชื่อทฤษฎีของเขาแล้ว
อีกฝั่งที่ยังเชื่อมองว่าเงินไหลออกชั่วคราวเป็นเรื่องปกติของตลาดที่โตขึ้น รอบก่อนๆ เงินก็เคยวิ่งไปไล่ของร้อนแล้วสุดท้ายวนกลับมา ด้านสก็อตต์ เมลเกอร์ นักลงทุนชื่อดัง อธิบายว่า STRC ที่ต่ำกว่าพาร์แค่ราว 5% ไม่ได้แปลว่าพัง มันคือพฤติกรรมปกติของหุ้นบุริมสิทธิ์เวลานักลงทุนอยากได้ผลตอบแทนสูงขึ้น
ทุกสายตาตอนนี้เลยไปอยู่ที่การขยับครั้งหน้าของ Strategy ว่าจะกลับเข้าซื้อ หรือจำใจขายเพิ่ม เรื่องนี้ยังไม่จบ ติดตามกันต่อ
มองยังไง นี่แค่เงินย้ายไปหา AI ชั่วคราวอย่างที่เซย์เลอร์ว่า หรือเป็นสัญญาณว่าโมเดลกอด Bitcoin ไม่ขายเริ่มมีปัญหาจริง
⚠️ ข้อมูลในโพสต์นี้ใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน คริปโตผันผวนสูง โปรดประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ

Saylor เคยลั่นวาจาห้ามขาย Bitcoin มาวันนี้ Strategy ขายเอง 32 เหรียญ ทั้งกระดานสะเทือนสี่ปีเต็มที่ Michael Saylor พูดประ...
04/06/2026

Saylor เคยลั่นวาจาห้ามขาย Bitcoin มาวันนี้ Strategy ขายเอง 32 เหรียญ ทั้งกระดานสะเทือน
สี่ปีเต็มที่ Michael Saylor พูดประโยคเดิมซ้ำไปมา อย่าขาย Bitcoin ของคุณ เขาเคยทวีตออกมาเป็นตัวหนังสือชัดๆ เมื่อต้นปี 2025
แล้วเอกสารแผ่นเดียวที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ก็เปิดออกมาว่าบริษัทของเขาขาย Bitcoin ไป 32 เหรียญ
ครั้งแรกในรอบเกือบสี่ปี
Strategy คือบริษัทเดิมชื่อ MicroStrategy บริษัทมหาชนที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก ในมือมีกว่า 843,000 เหรียญ มูลค่าเกินหกหมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่าสองล้านล้านบาท เทียบกันแล้ว 32 เหรียญที่ขายออกไป คิดเป็นเงินราว 2.5 ล้านดอลลาร์ เล็กจนแทบไม่ขยับงบดุล แต่ตลาดไม่ได้สนขนาด ตลาดสนว่ามันคือการขายครั้งแรกหลังจากย้ำมาตลอดว่าจะไม่มีวันขาย คำถามคือ นี่คือครั้งเดียวจบ หรือโดมิโนตัวแรก
⏳ ต้นเดือนพฤษภาคม สัญญาณแรกที่ไม่มีใครฟัง
ในการประชุมนักลงทุนไตรมาสแรก ผู้บริหารพูดเป็นครั้งแรกว่าบริษัทพร้อมใช้ทุกเครื่องมือ ทั้งเงินสด การออกหุ้น และการทยอยขาย Bitcoin อย่างมีวินัย Saylor ถึงขั้นบอกว่าอาจขายสักหน่อยเพื่อจ่ายปันผล เป็นการฉีดวัคซีนให้ตลาดและส่งสัญญาณว่าทำแล้วนะ ตอนนั้นแทบไม่มีใครสนใจ
💸 11 ถึง 25 พฤษภาคม จ่ายเงินก้อนโตปิดหนี้
Strategy ควักเงินสด 1.5 พันล้านดอลลาร์ซื้อคืนหุ้นกู้แปลงสภาพที่จะครบกำหนดปี 2029 ในราคาส่วนลด เงินก้อนนี้มาจากกองสำรองที่ตั้งไว้ตั้งแต่ธันวาคมปีก่อน จากที่เคยมีราว 2.25 พันล้าน ตอนนี้เหลือราว 900 ล้านดอลลาร์ พอจ่ายปันผลได้อีกแค่ราวหกเดือน
📉 28 พฤษภาคม STRC หลุดร้อย
STRC หรือชื่อเล่นว่า Stretch คือหุ้นบุริมสิทธิ์ที่บริษัทออกมาระดมทุน จ่ายปันผลราว 11.5% ต่อปีเป็นเงินสดทุกเดือน กลไกของมันต้องยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ บริษัทถึงจะออกหุ้นใหม่ขายต่อได้เรื่อยๆ แต่วันนั้นมันร่วงไปแตะ 97 ดอลลาร์ วันเดียวกัน Bitcoin ก็หลุดแนว 73,000 ลากการล้างพอร์ตทั้งตลาดเกือบพันล้านดอลลาร์
🧾 1 มิถุนายน เอกสารที่เปิดความจริง
8-K เผยว่า Strategy ขาย Bitcoin 32 เหรียญช่วง 26 ถึง 31 พฤษภาคม ที่ราคาเฉลี่ย 77,135 ดอลลาร์ เอาไปจ่ายปันผลของ STRC นี่คือการขายสุทธิครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2022 หุ้น MSTR ร่วงราว 6% ในวันนั้น คนแห่ขุดทวีตเก่าของ Saylor ที่ว่าอย่าขาย Bitcoin กลับมาแชร์ใหม่ ส่วนเจ้าตัวออกมาพูดแต่เรื่อง STRC เลี่ยงที่จะแตะเรื่องการขายตรงๆ
🌊 2 ถึง 4 มิถุนายน ทั้งกระดานไหลตาม
Bitcoin หลุด 70,000 เป็นครั้งแรกในรอบสองเดือน แล้วไหลต่อทะลุ 66,000 ก่อนหลุดใต้ 62,000 ในวันที่ 4 มิถุนายน มาอยู่แถว 63,600 ดอลลาร์ รวมแล้วร่วงกว่า 13% ในสัปดาห์เดียว ต่ำกว่าจุดพีคเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อนเกือบครึ่ง กองทุน spot ETF ที่ถือ Bitcoin จริงก็เงินไหลออกติดกัน 11 วัน ทุบสถิติ
ทีนี้มาถึงคำที่ทุกคนพูดถึง Doom Loop
zeroxkyle เจ้าของจดหมายข่าว Grand Line อธิบายว่า ถ้าวันหนึ่ง Strategy ต้องขาย Bitcoin ก้อนใหญ่จริง ราคาจะยิ่งร่วงเร็ว สภาพคล่องยิ่งหาย คนซื้อยิ่งไม่กล้าเข้าเพราะกลัวมีคนขายรายใหญ่รออยู่ตลอด พูดง่ายๆ คือยิ่งขายยิ่งร่วง ยิ่งร่วงยิ่งไม่มีคนรับ หลายคนเลยนึกถึง Terra Luna ที่ล่มทั้งระบบเมื่อปี 2022 แต่ต่างกันตรงที่กลไกของ Terra พังจากข้างในจริงๆ ส่วน Strategy เวลานี้ยังไม่มีเงื่อนไขในสัญญาไหนบีบให้ต้องขาย
สรุปกระแสในโซเชียลและความเห็นนักวิเคราะห์ ไม่ใช่การ Quote ตรงตัว แตกเป็นสองขั้วชัดเจน
ฝั่งกังวลมี Peter Schiff ที่ชี้ว่าการควักเงินไปปิดหนี้รอบนี้เผาผลาญกันชนสภาพคล่องของบริษัทไปกว่า 60% สะท้อนแรงกดดันทางการเงินที่ซ่อนอยู่ หลายคนมองว่าการทุบหลักการห้ามขายคือรอยร้าวแรก และตลาดพนัน Polymarket ก็เริ่มให้น้ำหนักว่าจะมีการขายเพิ่มเกือบแน่นอน
ฝั่งไม่กังวลมี Saylor เองที่ยืนยันว่าตั้งใจขายเพื่อส่งสัญญาณ พร้อมโยนว่าหุ้น AI ดูดเงินคริปโตไปหลายแสนล้าน ด้าน Matt Hougan แห่ง Bitwise และ Jeff Dorman แห่ง Arca บอกตรงกันว่าไม่มีกลไกไหนบังคับให้ Strategy ต้องขาย ส่วนอัตราหนี้สินสุทธิที่ราว 11% ก็ถือว่าระวังตัวมาก ต่อให้ Bitcoin ร่วงไปถึง 30,000 ดอลลาร์ มูลค่าเหรียญในมือก็ยังคุ้มหนี้สบายๆ
เรื่องนี้ยังไม่จบ ปันผลรอบหน้าครบกำหนดสิ้นเดือนมิถุนายน เงินสดเหลือพอราวหกเดือน ทุกสายตาจับอยู่ที่ว่า 32 เหรียญนี้คือครั้งเดียวจริงหรือเปล่า
มองยังไง การขายรอบนี้คือการส่งสัญญาณให้ตลาดใจชื้น หรือคือโดมิโนตัวแรกที่ล้มแล้วจะลามต่อ มาเล่าให้ฟังในคอมเมนต์
บทความนี้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตลาดคริปโตผันผวนสูง โปรดศึกษาและบริหารความเสี่ยงด้วยตัวเอง

Merkle Capital เปิดตัวกลยุทธ์ M-INJ ลงทุนใน Injective รับเทรนด์ Tokenization จาก Traditional Finance วงการสินทรัพย์ดิจิท...
04/06/2026

Merkle Capital เปิดตัวกลยุทธ์ M-INJ ลงทุนใน Injective รับเทรนด์ Tokenization จาก Traditional Finance
วงการสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยมีกลยุทธ์การลงทุนใหม่เพิ่มเข้ามาในตลาด
บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด หรือ Merkle Capital ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ประกาศเตรียมเปิดตัวกลยุทธ์จัดการเงินทุนใหม่ในชื่อ "M-INJ" ซึ่งมีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล Injective (INJ) โดยกำหนดวันเปิดให้ลงทุนวันที่ 4 มิถุนายน 2569
🔹 Injective (INJ) คืออะไร
Injective เป็นบล็อกเชน (Blockchain) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานด้านการเงินโดยเฉพาะ มีจุดเด่นในเรื่องของ Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้อยู่ในรูปของสินทรัพย์ดิจิทัลบนบล็อกเชน และ Real World Assets (RWA) หรือสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกนำมาออกในรูปของสินทรัพย์ดิจิทัลเช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้น หรือกองทุนรวมตลาดเงิน
ทั้ง Tokenization และ RWA เป็นเทรนด์ที่สถาบันการเงินดั้งเดิม (Traditional Finance) ทั่วโลกเริ่มให้น้ำหนักมากขึ้น เพราะเป็นการนำสินทรัพย์ที่มีอยู่จริงเข้าสู่ระบบบล็อกเชนที่สามารถซื้อขายและโอนย้ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ Injective ยังมีกลไกที่ชื่อว่า INJ 3.0 ซึ่งเป็นการอัปเกรดด้าน Tokenomics หรือโครงสร้างทางเศรษฐศาสตร์ของเหรียญ ที่ออกแบบมาเพื่อลดอุปทาน (Supply) ของเหรียญในระยะยาว
🔹 รายละเอียดเบื้องต้นของกลยุทธ์ M-INJ
▶️ ชื่อกลยุทธ์ M-INJ กลยุทธ์จัดการเงินทุน Injective
▶️ผู้จัดการเงินทุน บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ภายใต้การกำกับของสำนักงาน ก.ล.ต.
▶️สินทรัพย์ที่ลงทุน Injective (INJ) และ Stablecoin (USDC)
▶️สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเฉลี่ยรอบปีไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าเงินลงทุน
▶️รูปแบบกลยุทธ์ สะสมมูลค่า ไม่มีกำหนดอายุ
▶️ขั้นต่ำในการเพิ่มทุน ครั้งแรก 500,000 บาท ครั้งถัดไป 500,000 บาท (เพิ่ม-ลดทุนได้ทุกวันทำการ)
▶️วันเปิดให้ลงทุน 4 มิถุนายน 2569
🔹 บริบทของตลาด
ตลาด Tokenization และ RWA เติบโตต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีสถาบันการเงินระดับโลกหลายแห่งเริ่มออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งพันธบัตรและกองทุนรวมตลาดเงิน รวมถึงการเริ่มทดลองออกผลิตภัณฑ์ ETF ที่อ้างอิงสินทรัพย์ดิจิทัลในหลายประเทศ การที่ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยเริ่มออกกลยุทธ์เฉพาะที่อ้างอิงเหรียญในกลุ่มนี้สะท้อนถึงทิศทางของตลาดที่ให้น้ำหนักกับ Use Case ด้าน Tokenization และ RWA มากขึ้น
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดของกลยุทธ์ M-INJ เพิ่มเติมได้ที่ https://merkle.capital/funds/injective
⚠️ คำเตือน
คริปโทเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีต หรือผลการดำเนินการในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดำเนินงานในอนาคต

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bitcoin Addict Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Bitcoin Addict Thailand:

แชร์