Main Stand ‘THE ONE AND ONLY SPORT LIFESTYLE COMMUNITY’ ON DIGITAL PLATFORM IN THAILAND Online Sport Media in Thailand.
(236)

  : เมื่อ "โนล กัลลาเกอร์" โชว์ความปากแซ่บครั้งล่าสุดถึง "แมนฯ ยูไนเต็ด"ข่าวคราวที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เด้ง รูเบน อโมริม พ้นต...
07/01/2026

: เมื่อ "โนล กัลลาเกอร์" โชว์ความปากแซ่บครั้งล่าสุดถึง "แมนฯ ยูไนเต็ด"

ข่าวคราวที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เด้ง รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งกุนซือ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ผู้คนในวงการฟุตบอลให้ความสนใจ แม้แต่ โนล กัลลาเกอร์ นักร้อง และมือกีต้าร์ของ Oasis ก็ยังต้องแสดงความคิดเห็นถึงทีมคู่อริร่วม แมนเชสเตอร์

มือกีต้าร์และนักแต่งเพลงของวงบริทร็อคในตำนานแห่งอังกฤษ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กับ talkSPORT โดย หัวข้อที่พิธีกรอย่าง แอนดี้ โกลด์สไตน์ ชวนเขาคุย ก็คือการตามหากุนซือคนใหม่ของ "ปีศาจแดง" โดยมี อูไน เอเมอรี่ กุนซือของ แอสตัน วิลล่า ตกเป็นข่าวลือกับพวกเขา

แม้ โกลด์สไตน์ จะเชื่อว่า เอเมอรี่ จะตอบรับข้อเสนอของ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างแน่นอนหากได้รับการติดต่อมา กระนั้น โนล กัลลาเกอร์ ซึ่งเป็นแฟนบอล แมนฯ ซิตี้ กลับไม่เชื่อ และคิดว่าไม่มีใครอยากไปร่วมงานกับทีมที่กำลังพังพินาศอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ตอนนี้หรอก

🗣️ "ผมคิดว่านาย (โกลด์สไตน์) ยึดติดกับอดีตไปหน่อยนะ"

🗣️ "คือแต่ก่อนเนี่ย งานนั้น (กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด) และนักเตะที่จะย้ายไปที่นั่น มันเคยเป็นจุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษใช่ไหมล่ะ? มันไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว นักเตะคนไหนที่ย้ายไปเล่นคงต้องบ้าสุดๆ"

🗣️ "เหตุผลเดียวที่คุณจะไปอยู่กับทีมนั้นก็เพราะเงิน เพราะสโมสรมันพังยับเยินไปหมดแล้ว แถมยังมีคนพูดมากอยู่นอกสนามเยอะเกินไป รู้ไหม แกรี่ เนวิลล์, ริโอ เฟอร์ดินานด์ และคนพวกนั้น ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่มีวันถูกใจพวกคนในสโมสรหรอก"

🗣️ "ถ้าเป็นผมนะ มันก็เหมือนกับการขอให้ผมออกจากวง Oasis แล้วไปอยู่กับวง The Libertines นั่นแหละ"

ทั้งนี้ คำพูดของ โนล ในช่วงท้าย เป็นการเปรียบเปรยทำนองว่าจะเขาจะไม่มีวันทำในสิ่งที่งี่เง่า เช่นลาออกจากวงที่ยิ่งใหญ่อย่าง Oasis ไปอยู่กับวงที่ชื่อชั้นและประสบความสำเร็จน้อยกว่าอย่าง The Libertines นั่นเอง

#สื่อกีฬาที่เข้าถึงทุกคน

  : ลูอิส แฮมิลตัน : แชมป์โลก F1 มากสุดตลอดกาล ผู้เป็นเพื่อนซี้กับความกดดันตั้งแต่ 8 ขวบ"วันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่เด็ก ๆ...
07/01/2026

: ลูอิส แฮมิลตัน : แชมป์โลก F1 มากสุดตลอดกาล ผู้เป็นเพื่อนซี้กับความกดดันตั้งแต่ 8 ขวบ

"วันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่เด็ก ๆ จะได้เห็น และอย่าฟังคนที่บอกว่าคุณทำตามที่คุณฝันไม่ได้ ฝันกลายเป็นจริงได้ คุณต้องพร้อมไล่ล่ามัน และอย่ายอมแพ้"

นี่คือสิ่งที่ ลูอิส แฮมิลตัน นักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ชาวอังกฤษ กล่าวหลังจากที่เขาสามารถทำสถิติแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 7 ในการแข่งที่ประเทศตุรกี ... เขาพูดถึงเรื่อง "เด็ก ๆ" และ "โอกาส" มากกว่าเรื่องไหน เพราะมันคือสิ่งที่เขาจำฝังใจเสมอมา

นี่คือเรื่องราวในวันที่เด็กหนุ่มจากครอบครัวชนชั้นแรงงานและพ่อแม่แยกทางกันกระโจนเข้าสู่กีฬาของคนรวยอย่าง F1 ก่อนที่เขาเข้าใกล้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ณ เวลานี้

เกิดอะไรขึ้นกับ ลูอิส แฮมิลตัน จากวันนั้นถึงวันนี้ ... ติดตามได้ที่นี่


🟢 กีฬาของคนรวย

รถแข่งฟอร์มูล่าวัน หรือ F1 นั้นถือเป็นกีฬาที่เร็วที่สุดในโลก เท่านั้นยังไม่พอ ยังถือเป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์ในการแข่งขันแพงที่สุดในโลกอีกด้วย ...

ว่ากันว่ารถแข่ง 1 คันนั้นมีราคาถึง 7.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 220 ล้านบาท) และกว่าที่จะกลายมาเป็นรถ 1 คันได้ ต้องใช้วิศวกรฝีมือดีด้วยเงินเดือนระดับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3 ล้านบาท) ต่อปีต่อคน ทีม F1 แต่ละทีมลงทุนพัฒนารถของพวกเขาด้วยงบเป็นหมื่นล้านบาทในแต่ละปี และแน่นอนว่าหากใครสักคนจะได้ก้าวขึ้นมานั่งหลังพวงมาลัยรถแข่งเหล่านี้ได้ พวกเขาต้องเป็นคนที่มีความพร้อมถึงขีดสุด ทั้งเรื่องฝีมือและประสบการณ์ด้วย ...

การจะไปถึงจุดที่เรียกว่านักแข่งได้ต้องอาศัยทุนทรัพย์อย่างไม่ต้องสงสัย อุปกรณ์แต่ละอย่างในการลงซ้อมและการแข่งขันแต่ละครั้งนั้นต้องใช้ของดีมีราคาทั้งสิ้น ไม่เหมือนกับฟุตบอลที่มีเพียงรองเท้าและลูกฟุตบอลก็สามารถลงซ้อมได้แล้ว ดังนั้นเราจึงสามารถระบุได้ว่า F1 ถือเป็นกีฬาของคนรวยที่คนรากหญ้าหรือชนชั้นแรงงานยากจะเข้าถึงได้ ซึ่งข้อจำกัดตรงนี้ใช้ไม่ได้กับ ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์โลก F1 ถึง 7 สมัยยิ่งใหญ่ที่สุดเทียบเท่าตำนานอย่าง มิคาเอล ชูมัคเกอร์

แฮมิลตัน เข้ามาในจุดนี้ได้อย่างไร ? ... นี่คือคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะจากประวัติแล้วพื้นฐานครอบครัวของเขาไม่ได้ร่ำรวยอะไร พ่อของเขา แอนโธนี่ แฮมิลตัน เป็นชาวอังกฤษผิวดำ และ คาร์เมน ลาร์บาเลสเทียร์ คุณแม่บังเกิดเกล้าผิวขาว เลิกรากันไปตั้งแต่ที่ ลูอิส อายุแค่ 2 ขวบเท่านั้น ก่อนที่พ่อของเขาจะตัดสินใจทำเพื่ออนาคตของลูก ด้วยการตัดสินใจให้ ลูอิส มีแม่เป็นผู้ปกครองในช่วงวัยเยาว์

อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยหยุดแสดงความรักที่มีต่อลูกชาย แอนโธนี่ ไม่ได้หวังให้ ลูอิส กลายเป็นนักแข่งระดับโลกอะไรนักในตอนแรก เขาแค่ตัดสินใจซื้อของขวัญเป็นรถบังคับให้ ลูอิส ในวันเกิดตามประสาของเล่นเด็กผู้ชายทั่วไปเท่านั้น ทว่านั่นคือจุดเริ่มต้นทั้งหมดของเรื่องนี้ที่ทำให้ ลูอิส แฮมิลตัน ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่เส้นทางที่น้อยครั้งจะเปิดรับคนจน และคนผิวดำอย่างเขา ... เพราะ ลูอิส ในวัย 5 ขวบพบว่าตัวเองนั้นหลงใหลในความเร็วของรถแข่งเข้าอย่างจัง และการอยากจะเป็นนักแข่งก็ถูกจุดประกายตั้งแต่นั้นมา

แอนโธนี่ เริ่มขยับของขวัญให้ชิ้นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จากรถบังคับวิทยุ เปลี่ยนเป็นรถโกคาร์ทที่ขับขี่ได้จริง และเขาใช้เวลาพาลูกไปที่สนามโกคาร์ททุกวันหยุดสุดสัปดาห์ หลังจากนั้น ลูอิส ก็รักมันชนิดที่ไม่คิดจะฝันถึงอย่างอื่น อาจจะเป็นเพราะการได้ขับรถโกคาร์ททำให้เขาได้มีเวลากับพ่อด้วย และช่วงเวลาดี ๆ เหล่านั้น กลั่นออกมาให้ 2 พ่อลูกเริ่มพูดถึงการเป็นนักแข่ง F1 อย่างจริงจัง

การมีความฝันและไม่ลงมือทำนั้นไม่เคยมีในพจนานุกรมของคนที่ประสบความสำเร็จ และในขณะเดียวกันการเที่ยวหาข้ออ้างที่จะไม่ลงมือทำมันง่ายกว่าเยอะ นั่นจึงทำให้โลกใบนี้มีคนล้มเหลวมากกว่าคนที่เป็นผู้ชนะ

ลูอิส แฮมิลตัน คว้าแชมป์ระดับประเทศในรุ่น Formula Cadet ของอังกฤษตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ซึ่งการจะก้าวข้ามไปยัง F1 ในตอนนั้นถือว่ายังห่างไกลคนละโลก เขาจำเป็นจะต้องแสดงออกให้ใครสักคนเห็นว่าเขาเอาจริง และสร้างความแตกต่างจากนักแข่งคนอื่น ๆ ได้ ที่สุดแล้วโอกาสจะมาถึงเขาเอง

"สวัสดีครับผมชื่อ ลูอิส แฮมิลตัน ผมเป็นแชมป์ประเทศอังกฤษ และผมอยากบอกคุณเอาไว้ว่าวันหนึ่งผมจะเป็นนักแข่ง F1 ของทีมคุณให้ดู" นี่คือสิ่งที่ ลูอิส พูดกับ รอน เดนนิส บิ๊กบอสของทีมรถแข่ง F1 นาม "แม็คลาเรน" ขณะที่ไปขอลายเซ็น

จะด้วยความห้าวหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่นั่นคือการประกาศตัวตนที่เข้าเป้าและเห็นผล รอน เดนนิส สนใจเด็กผิวดำคนนี้ขึ้นมาจนถึงขั้นมอบเบอร์โทรศัพท์ให้และทิ้งท้ายว่า

"อีก 9 ปีจากนี้เธอโทรมาหาฉันได้เลย แล้วฉันจะจัดการเรื่องยุ่งยากทั้งหมดให้"

ประตูสู่กีฬาคนรวยของ ลูอิส แฮมิลตัน ได้เปิดกว้างขึ้นมาอีกหน่อยแล้ว ...


🟢 ตอบแทนความตั้งใจ

ไม่ว่าจะเกิดมาร่ำรวย ปานกลาง หรือยากจนนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เราสามารถกำหนดได้เองโดยไม่เกี่ยวกับฐานะ เพราะมันอยู่ในตัวของเราทุกคน สิ่งนั้นคือความมุ่งมั่น ถ้ารักในอะไรสักอย่าง ก็จงทุ่มเททุกสิ่งที่มีเพื่อมัน และมันมีวลีที่ว่า "Do It Or Die" ที่หมายความว่า "ลงมือทำหรือไม่ก็ไปตายซะ" อาจดูเป็นถ้อยคำที่ออกจะโลกสวยไปสักหน่อย เพราะชีวิตคนเรานั้นมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามคำถามอยู่ที่ว่า "คุณได้ลองพยายามแล้วหรือยัง" นี่คือประโยคที่ดูจะเหมาะสมและเข้ากับสิ่งที่ แฮมิลตัน เจอจากนี้

"ลองมองไปดูคนที่ประสบความสำเร็จบนโลกนี้สิ พวกเขาทั้งกดดันและผลักดันตัวเองทั้งนั้น ผมจะเปรียบเทียบกับเพชรก็แล้วกัน กว่าจะมาเป็นเพชรที่มีค่านั้นมันต้องผ่านอะไรเยอะ ทั้งการโดนทุบตีและรมด้วยความร้อนจากไฟใช่มั้ย ?" นี่คือสิ่งที่เขาว่าไว้ในภายหลัง และมันบอกเล่าสิ่งต่าง ๆ ที่เขาผ่านมาได้ดีเลยทีเดียว

หลังตั้งธงแน่วแน่ แฮมิลตัน ก็ขอย้ายจากการอยู่กับแม่ เพื่อมาอยู่กับพ่อที่พร้อมสนับสนุนและให้คำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะความฝันการเป็นนักแข่ง F1 ของเขา ตอนอายุ 12 ปี และคุณแม่ของเขาก็เต็มใจมากกับก้าวสำคัญครั้งนี้

"โทนี่ อยากเป็นใครสักคนและเขาก็ทำได้สำเร็จ ฉันมองไม่เห็นตัวเองในโลกแห่งการแข่งขันที่เร่งรีบและเข้มข้นเลย อย่างไรก็ตามฉันไม่ได้คิดจะหยุดเขา และเพื่อให้แน่ใจว่า ลูอิส จะเป็นในสิ่งที่เขาต้องการได้ เขาต้องไปอยู่กับพ่อ ... ถ้าไม่มีพ่อของเขา สิ่งต่าง ๆ ที่ ลูอิส ทำจะไม่มีทางออกมาเป็นแบบนี้แน่ ๆ" แม่ของ ลูอิส แฮมิลตัน ว่าไว้ในวันที่ลูกชายพร้อมเข้าโหมดฝึกโหดเพื่อเป็นมืออาชีพเต็มตัว

แอนโธนี่ พาลูกชายไปแข่งทุกสนามด้วยเงินทั้งหมดที่มีอยู่ เขาพร้อมเดิมพันกับ ลูอิส เพราะได้เห็นความตั้งใจทั้งหมดที่มี หลังจากพยายามทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ในปี 1998 หรือ 2 ปีนับตั้งแต่ที่ ลูอิส ลั่นวาจาไว้กับ รอน เดนนิส ทีม แม็คลาเรน ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ ลูอิส แฮมิลตัน เข้ามาเพื่อเป็นนักแข่งในโปรแกรมพัฒนาของสังกัด

นี่คือก้าวแรกของการเป็นมืออาชีพโดยแท้จริง เพราะการเซ็นสัญญาไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้กลายเป็นนักแข่งรถ F1 ในทันที คุณจะต้องฝึกซ้อมตามโปรแกรมของทีม ค่อย ๆ ขับรถที่ขยับความแรงขึ้นเรื่อย ๆ และเหนือสิ่งอื่นใดคือมีเด็กอีกหลายคนซึ่งได้สัญญาแบบเดียวกับที่เขาได้ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นทีมเดียวกัน ทว่าความหมายอีกอย่างคือการ "แพ้คัดออก" ก็คงไม่ผิดนัก 1 ในนักแข่งตัวน้อยหลายคนจะสมหวัง และที่เหลือจะต้องออกจากทีมไปในอีกไม่กี่ปีหากพวกเขาไม่มีมาตรฐานที่ดีพอ

แม้จะดูโหดร้ายแต่ทีม F1 ก็เหมือนบริษัทระดับโลกหรือทีมอคาเดมีกีฬาทั่วไป เพราะเมื่อพวกเขาลงทุนแล้ว พวกเขาก็ต้องการผลตอบแทน อะไรที่ไม่ทำเงินก็ต้องโดนตัดทิ้งไป และการวัดว่าดีไม่ดีที่ง่ายที่สุดคือ "ผลการแข่งขัน" เท่านั้น ...

อย่างไรก็ตาม สำหรับ ลูอิส แฮมิลตัน นี่คือการต่อลมหายใจสำหรับความฝันของเขาอย่างแท้จริง เพราะถ้าหากเขายังไม่ได้รับการสนับสนุนจากทีมใด ๆ เงินที่พ่อของเขาหามาได้จะต้องค่อย ๆ หมดลงภายในเร็ววันแน่นอนหากเวลายังล่วงผ่านไป แม้สัญญาฉบับนี้จะไม่ได้การันตีอะไร แต่นี่คือความสำเร็จของความพยายายามของสองพ่อลูกโดยแท้จริง

"ทุกอย่างยังชัดเจนในใจเสมอเวลาที่ผมนั่งอยู่ในรถ ผมไม่เคยลืมเลยว่าครอบครัวของผมต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง และพยายามมากแค่ไหนในการที่จะทำให้ผมได้รับโอกาสแบบที่ผมได้รับในทุกวันนี้" แฮมิลตัน ว่าไว้เช่นนั้น


🟢 พรสวรรค์ ความกล้า และการปรับตัว

หลังจากเข้าทีม แม็คลาเรน ได้แล้ว ลูอิส ก็ไต่ระดับเรื่อย ๆ จาก Formula Renault สู่ Formula 3 และ GP2 ตามลำดับ จนกระทั่งในปี 2007 เขาก็ได้เดบิวต์ในฐานะนักขับ F1 กับทีม แม็คลาเรน อย่างที่ฝัน ปีแรกเขาเปิดตัวในฐานะพาร์ทเนอร์ของ เฟร์นานโด อลอนโซ่ แชมป์โลก 2 สมัย ทว่า แฮมิลตัน ก็ทำผลงานได้สุดยอดจนเป็นที่จับตามองว่าจะเป็นนักแข่งอนาคตไกล

เท่านั้นยังไม่พอ สถานการณ์ยังคงผลักดันเขาให้เดินหน้า เพราะปี 2008 อลอนโซ่ โดน แม็คลาเรน ยกเลิกสัญญา ... หลายคนกล่าวว่า แฮมิลตัน คือตัวการสำคัญในการเลื่อยขาเก้าอี้คู่หูนักขับ จากดราม่าระหว่างกันที่ปะทุอย่างต่อเนื่องในฤดูกาล 2007 แต่ช่างปะไร เพราะนั่นทำให้ แฮมิลตัน ขึ้นมาเป็นนักขับเบอร์ 1 มีสัญญามูลค่าหลายล้านดอลลาร์ และเขาไม่เคยทำให้ใครผิดหวังอีกครั้ง รอน เดนนิส ต้องขอบคุณตัวเองที่เลือกคนไม่ผิด เพราะ แฮมิลตัน สามารถคว้าแชมป์โลก F1 ครั้งแรกได้สำเร็จในปี 2008 และถือว่าเป็นแชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ (ณ เวลานั้น) อีกด้วย

หลังจากที่เป็นแชมป์แล้วมันก็พิสูจน์ถึงเรื่องความสามารถและพรสวรรค์ของเขาได้ดี แต่ความแตกต่างที่ แฮมิลตัน สร้างขึ้นนั้นคือการทำลายความเชื่อที่ว่า "รถแข่ง" เป็นกีฬาของคนผิวขาวเท่านั้น ซึ่ง แฮมิลตัน เองที่กล้าจะออกมาพูดและแสดงออกถึงเรื่องนี้ในทุกแง่มุม และแสดงออกถึงความแตกต่างนั้นเสมอมา

"ตอนที่เข้ามาสู่ในระดับ F1 มีคนวางแผนให้ผมมากมาย พวกเขาบอก 'เอาล่ะ คุณต้องทำท่าทางแบบนี้ พูดแบบนี้นะ' ในการแนะนำตัวและเปิดตัวแต่ละครั้ง พวกเขามีแพทเทิร์นแบบเดิมที่ทำกันมานาน ซึ่งผมทำไม่ได้" เขาพูดและยักไหล่

"ผมจะเป็นตัวเอง ผมมีทรงผมที่ผมชอบ ผมมีเครื่องประดับที่อยากจะใส่ ผมรู้ว่าทั้งหมดจะย้อนกลับมาเป็นความกดดันของผม แต่ผมย่อมมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ตัวเองชอบ และการมาของผมอาจจะทำให้ใครบางคนไม่พอใจไปบ้าง แต่ผมบอกได้คำเดียวเลยว่า แล้วมันใช่ปัญหาของผมเหรอ ?" แฮมิลตัน ยืนยันตัวตนแบบสุดจี๊ด

ไม่ใช่แค่การแข่งขันและตำแหน่งแชมป์ แต่มันคือคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างออกไปแบบสุดขั้วจากแชมป์โลกคนอื่น ๆ ที่เคยมี แฮมิลตัน นั้นออกแนวเป็นกึ่งนักกีฬากึ่งเซเลบฯ ด้วยซ้ำ เขามักปรากฎตัวด้วยในงานปาร์ตี้ และงานสังคมเป็นประจำ หนำซ้ำเขายังถือเป็นแฟชั่นนิสต้าตัวพ่อ การแต่งกายที่ฉูดฉาดและวางตัวเหมือนกับดารา แทบไม่เคยปรากฎในวงการแชมป์ F1 มาก่อน หากนึกถึงตัวอย่างในอดีตของวงการนี้ ก็คงมีแค่คนเดียว คือ เจมส์ ฮันท์ แชมป์โลก F1 ปี 1976 ... ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขามองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ตราบใดที่เขายังคงเป็นผู้ชนะในการแข่งขันเหมือนที่เคยทำได้

หลังจากคว้าแชมป์ครั้งแรก เส้นทางของ แฮมิลตัน ก็เปลี่ยนไป เขาย้ายจากทีม แม็คลาเรน ไปสู่ทีม "เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี" โดยมี นิกิ เลาด้า ตำนาน F1 ชักชวนและให้ความเชื่อมั่นว่า ความระห่ำทั้งในและนอกสนามของ แฮมิลตัน จะมาเปลี่ยนให้สายลมของทีม เมอร์เซเดส กลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งหลังซบเซามานาน

และการมาของ แฮมิลตัน เป็นดังเช่นที่ นิกิ เลาด้า ทำนายทายทัก เขาก้าวหน้าขึ้นมาในแง่ของคุณภาพโดยบุคคล เพราะนอกจากจะมีความเดือดและบ้าบิ่นเรื่องความเร็วแล้ว เขายังถูกยกย่องให้เป็นนักแข่งที่สามารถปรับตัวเข้ากับการขับขี่แต่ละสนามได้ดีมาก ตลอดอาชีพของ แฮมิลตัน นั้นเขามักจะแข่งจบด้วยการใช้น้ำมันน้อยกว่าเพื่อนร่วมทีมเสมอ ซึ่งเป็นผลมาจากความสามารถในการบังคับควบคุมและตัดสินใจในแต่ละจังหวะได้ดีที่สุดเท่าที่วงการเคยมี

"เขาไม่เคยพอใจอะไรง่าย ๆ เลย เขาไม่เคยมีความสุขกับการเป็นนักแข่งรถและมนุษย์ เขาต้องการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เขาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นผู้นำซึ่งส่งมาถึงทุกคนในทีมจริง ๆ" โตโต้ โวล์ฟฟ์ หัวหน้าทีม เมอร์เซเดส พูดถึงลักษณะนิสัยของ แฮมิลตัน ซึ่งทำให้เขาสร้างความอัศจรรย์ต่าง ๆ ได้มากมายในสนามแข่ง

เมื่อเป็นสมาชิกของ เมอร์เซเดส ในปี 2013 แฮมิลตัน คว้าแชมป์โลกได้ 6 ครั้ง ในปี 2014, 2015, 2017, 2018, 2019 ทำให้เขาแซงหน้าตำนานอย่าง เลาด้า หรือแม้แต่ ไอร์ตัน เซนน่า ไอดอลของเขาไปแล้วด้วยซ้ำ ทว่าประวัติศาสตร์ยังคงต้องเดินหน้าทุบต่อไป เพราะผู้ขวางหน้าในด่านสุดท้ายคือสถิติแชมป์โลก 7 สมัยของ มิคาเอล ชูมัคเกอร์ ที่เคยทำไว้เมื่อครั้งอดีตนั่นเอง


🟢 ความยิ่งใหญ่เมื่อได้ทาบสถิติ

อย่างที่ทุกคนรู้กัน การแข่งขัน F1 ในปี 2020 ยังคงเป็นปีที่ แฮมิลตัน แสดงความเหนือชั้นกันอย่างต่อเนื่อง เขาคว้าแชมป์ถึง 10 สนาม ซึ่งสนามล่าสุด คือแชมป์รายการ เตอร์กิช กรังด์ปรีซ์ ที่ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้เอง

แชมป์ 10 สนาม อันดับสอง 1 สนาม อันดับสาม 1 สนาม และมีคะแนนทุกสนาม ทำให้เขาเก็บคะแนนรวมไปถึง 307 คะแนน การันตีการคว้าแชมป์โลกปี 2020 ไปครองได้สำเร็จ โดยนำหน้า วัลท์เทรี บอตตาส เพื่อนร่วมทีมชาวฟินแลนด์ ถึง 110 คะแนนเลยทีเดียว

ทุกสำนักข่าวต่างพากันชื่นชมความยิ่งใหญ่ของผู้ทาบตำนาน ชูมัคเกอร์ อย่าง แฮมิลตัน ซึ่งเขารู้ดีว่าการแข่งขันและเปรียบเทียบจะยังไม่หยุดจนกว่าเขาจะได้แซงสถิติที่มีมาอย่างยาวนานนี้ และเหนือสิ่งอื่นใด ในความรู้สึกของเขานั้น การได้ชูถ้วยแชมป์ มันไม่ใช่แค่ความสำเร็จส่วนบุคคล แต่มันยังคงเป็นการส่งต่อความฝันให้เด็ก ๆ อีกหลาย ๆ คนที่คิดว่าครอบครัวไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะผลักดันตัวเองให้เป็นนักแข่งหรือความฝันใด ๆ ก็ตาม ... "อย่าเพิ่งถอดใจ จนกว่าจะได้ลงมือทำ" ที่คือสิ่งที่ แฮมิลตัน พยายามสื่อสารกับผู้คนเสมอ

"เราฝันถึงวันนี้มาตั้งแต่ตอนที่ผมยังเด็ก วันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่เด็ก ๆ จะได้เห็น และอย่าฟังคนที่บอกว่าคุณทำตามที่คุณฝันไม่ได้ ฝันกลายเป็นจริงได้ คุณต้องพร้อมไล่ล่ามัน และอย่ายอมแพ้"

"ชัยชนะนี้เพื่อเด็กทุกคนผู้กำลังมีความฝันที่ดูเหมือนว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ ได้โปรดจงเชื่อผม คุณทำให้ฝันกลายเป็นจริงได้เหมือนกัน" แฮมิลตัน ว่าไว้หลังทาบตำนาน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดเช่นนั้น คำแนะนำของเขาคือ จงใช้สิ่งที่ขาดเป็นแรงผลักดัน ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่ลงมือทำ เขาเองก็เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาเยอะ เพราะการโดนดูถูกเหยียดหยามคือสิ่งที่เป็นเหมือนเชื้อไฟสำคัญของเขา มันทำให้เขากระหายและมาไกลได้จนถึงทุกวันนี้

"ความกระหายที่ผมมีมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ในวันที่คุณครูบอกว่าไม่มีวันที่ผมจะมีค่าอะไร เวลาที่พ่อของนักขับคนอื่น ๆ พูดว่าไม่มีทางที่ผมจะเป็นอะไรได้ เวลาที่เด็กคนอื่น ๆ โห่ฮาในสนามแข่งใส่ผมและครอบครัว สิ่งเหล่านี้นี่แหละคือที่มาของพลังที่ผมใช้ในการแข่งขัน" นี่คือคำพูดของเขาในช่วงระหว่างปี 2018 หรือตอนที่เขายังเป็นแชมป์โลก 4 สมัย ณ ตอนนั้น

การเป็นที่ 1 ของโลกไม่มีที่ว่างให้คำว่าข้ออ้าง และวันนี้ ลูอิส แฮมิลตัน เด็กผิวดำจากครอบครัวธรรมดาได้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการ F1 เหลือบันไดอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น เขาจะถูกเรียกว่า G.O.A.T. (Greatest of All Time) หรือยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล หากว่าเขาสามารถคว้าแชมป์โลกได้อีก 1 สมัย ... เขารู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ที่แน่ ๆ เขาก็เข้าใกล้มันมากสุด ๆ จนเกินกว่าที่จะผ่อนคันเร่งแล้วในเวลานี้

"ถ้าคุณต้องการเป็นที่ 1 ของโลก เป็นคนที่เก่งที่สุดในด้านใด ๆ คุณไม่มีทางหยุดพัฒนาได้เลยจริง ๆ มีหลายครั้งที่ผมคิดว่าผมคงต้องให้เวลาตัวเองพักผ่อนสักปี แต่รู้อะไรมั้ย ผมรู้อยู่แก่ใจเลยว่าถ้าผมทำแบบนั้น มันไม่มีทางที่ผมจะกลับมาและยังสามารถเป็นที่ 1 ได้อยู่อีก ... ความกดดันคือแรงผลักดันที่ทำให้ผมต้องเดินต่อไป" ลูอิส แฮมิลตัน กล่าวทิ้งท้าย

#สื่อกีฬาที่เข้าถึงทุกคน #ฟอร์มูลาวัน #ลูอิสแฮมิลตัน

  : “ไทยเบฟ ฟุตบอล อะคาเดมี่” ชวน “ลีซอ- จีโน่-นักฟุตบอลทีมชาติไทย” ร่วมสร้างแรงบันดาลใจ  ในงานวันเด็กแห่งชาติ 2569 วันเ...
07/01/2026

: “ไทยเบฟ ฟุตบอล อะคาเดมี่” ชวน “ลีซอ- จีโน่-นักฟุตบอลทีมชาติไทย” ร่วมสร้างแรงบันดาลใจ ในงานวันเด็กแห่งชาติ 2569 วันเสาร์ที่ 10 มกราคมนี้

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดสนามไทยเบฟ ฟุตบอล อะคาเดมี่ จัดกิจกรรม วันเด็กแห่งชาติ จัดเต็มกิจกรรมเพื่อน้อง ๆ อายุระหว่าง 6 - 16 ปี ที่มีใจรักฟุตบอลให้ได้พิสูจน์ฝีเท้าใน 6 ฐาน ประกอบด้วย

1. ฐานทักษะในการเดาะลูกฟุตบอล
2. ฐานทักษะการยิงประตู
3. ฐานทักษะการส่งฟุตบอลด้วยลูกโด่ง
4. ฐานทักษะการใช้มือส่งลูกฟุตบอลของผู้รักษาประตู
5. ฐานทักษะการเลี้ยงฟุตบอล
6. ฐานทักษะการส่งลูกฟุตบอลให้แม่นยำ

น้องๆที่ผ่านกิจกรรม 4 ใน 6 ฐานที่เร็วที่สุด จะได้ใกล้ชิด ร่วมสนุก และรับแรงบันดาลใจดีๆ สู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ในอนาคต จาก “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย และกิจกรรมดีๆจาก “จีโน่ เดอะสแน็ค” ที่จะมาร่วมแบ่งปันความสุขในวันเด็กให้กับทุกคน พร้อมลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษมากมาย

สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ง่ายๆเพียง สวมชุดกีฬาและรองเท้าสตั๊ด และเดินทางมาที่ ไทยเบฟ ฟุตบอล อะคาเดมี่ ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 เปิดลงทะเบียนที่สนาม ตั้งแต่เวลา 07.00 น. และเริ่มกิจกรรมเวลา 08.30 น.

#สื่อกีฬาที่เข้าถึงทุกคน #ฟุตบอล #ลีซอ #ไทยเบฟ

  : ไมคอน คาร์โดโซ่ ดาวรุ่งบราซิล ลูกชายของ ดั๊กลาส คาร์โดโซ่ อดีตนักเตะของหลายสโมสรในไทยลีก ประเดิมสนามให้ บาเยิร์น มิว...
07/01/2026

: ไมคอน คาร์โดโซ่ ดาวรุ่งบราซิล ลูกชายของ ดั๊กลาส คาร์โดโซ่ อดีตนักเตะของหลายสโมสรในไทยลีก ประเดิมสนามให้ บาเยิร์น มิวนิค ชุดใหญ่ ในเกมไม่เป็นทางการแล้ว หลังลงมาเป็นตัวสำรองในเกมอุ่นเครื่องที่ทีมเสือใต้ชนะ เรดบูล ซัลส์บวร์ก 5-0 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2026

📸 : FC Bayern Campus

#สื่อกีฬาที่เข้าถึงทุกคน #ฟุตบอลต่างประเทศ #บุนเดสลีกา #บาเยิร์น

  : "เป๊ป" เห็นใจ "รูเบน อโมริม" โดน แมนฯ ยูไนเต็ด ดีดตกเก้าอี้ ชี้บอลยุคใหม่ให้เวลาพิสูจน์ตัวเองน้อยไปกุนซือของ แมนเชสเ...
07/01/2026

: "เป๊ป" เห็นใจ "รูเบน อโมริม" โดน แมนฯ ยูไนเต็ด ดีดตกเก้าอี้ ชี้บอลยุคใหม่ให้เวลาพิสูจน์ตัวเองน้อยไป

กุนซือของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมนำทีมเปิดบ้านเจอ ไบรท์ตัน ศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ วันที่ 7 มกราคม นี้ ทว่าสิ่งที่สื่อให้ความสนใจคือความเห็นของเขาเกี่ยวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ประกาศปลด รูเบน อโมริม จนเป็นข่าวใหญ่ก่อนเกมกลางสัปดาห์

แม้ผลงานในสนามจะบ่งบอกชัดว่า "ผีแดง" ยุคของ อโมริม น่าผิดหวัง อัตราคว้าชัยชนะเพียงแค่ 32% กระนั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ของ "เรือใบสีฟ้า" ก็เผยรู้สึกเห็นใจที่กุนซือฝีมือระดับท็อปอย่าง อโมริม ได้เวลาพิสูจน์ตัวเองน้อยเกินไป ในโลกของฟุตบอลสมัยใหม่

เป๊ป บอกว่า "ใช่ มันเป็นความจริงที่เวลามันน้อยลง เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ เอ็นโซ่ มาเรสก้า (ที่โดน เชลซี ปลดก่อนหน้า อโมริม)"

"ผมพูดอะไรไม่ได้มากนัก ด้วยความเคารพต่อนักเตะและฝั่งของ เชลซี กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"

"สิ่งที่ผมพูดได้ก็คือ รูเบน เป็นผู้จัดการทีมระดับท็อป การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นโดยทีมเพื่อนบ้านของเรา แต่ผมขออวยพรให้ รูเบน โชคดีกับอนาคต"

กุนซือชาวสแปนิช ยังบอกว่าฟุตบอลอังกฤษยุคปัจจุบัน เต็มไปด้วยความกดดันเหมือนลีกฟุตบอลในสเปนและเยอรมนี ทีเขาเคยสัมผัสมา แถมยังเร่งเร้าให้บรรดากุนซือที่คุมทีมใหญ่ต้องประสบความสำเร็จโดยเร็วหากไม่อยากเป็นคนตกงาน

"มันค่อนข้างคล้ายกัน (ความกดดันในแต่ละลีก) ผมไม่คิดว่าจะมีประเทศไหนที่จะทำให้คุณปลอดภัยหากคุณไม่ชนะการแข่งขัน"

"ถ้าคุณคว้าผลการแข่งขันไม่ได้ มันก็ไม่สำคัญ ไม่ว่าอดีตและปัจจุบันจะเป็นยังไง ผู้จัดการทีมทุกคนถูกจ้างมาเพื่อให้แสดงไอเดียของตัวเองออกมา และพวกเขาจะถูกไล่ออกเพราะผลการแข่งขัน ดังนั้นคุณต้องมีแนวทางและเวลาให้กับมัน" เป๊ป กล่าว

#สื่อกีฬาที่เข้าถึงทุกคน

  : "ดาร์เรน เฟลทเชอร์" เผยไม่คิดฝันจะได้คุม แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ยังไม่คิดเรื่องคุมทีมแบบถาวรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโปรแกรม...
07/01/2026

: "ดาร์เรน เฟลทเชอร์" เผยไม่คิดฝันจะได้คุม แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ยังไม่คิดเรื่องคุมทีมแบบถาวร

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโปรแกรมเยือน เบิร์นลีย์ วันที่ 7 มกราคม นี้ โดยความน่าสนใจคือ ดาร์เรน เฟลทเชอร์ อดีตดาวเตะ "ปีศาจแดง" จะเป็นคนรับหน้าที่คุมทีม หลังจาก รูเบน อโมริม กุนซือคนก่อนถูกเด้งไป

เมื่อถูกถามว่ารู้สึกอย่างไรกับตำแหน่งกุนซือที่ได้รับอย่างไม่คาดฝันนี้ เฟลทเชอร์ เผยว่า "เหลือเชื่อมาก เป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มีโอกาสนำทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ผมไม่เคยคิดฝันเลยว่ามันจะเป็นจริง แม้แต่ตอนที่คิดถึงการเล่นให้สโมสรหรืออะไรแบบนั้น แต่การได้เป็นผู้นำทีมลงสนาม ก็ถือเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่และเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมาก"

"มันไม่ใช่สถานการณ์ที่ผมคาดหวังไว้ ดังนั้นมันเลยทำให้ผมรู้สึกไม่ง่ายนักในเรื่องนี้ แต่ผมก็คิดว่าตัวเองมีงานต้องทำ และต้องนำทีมลงสนามในวันถัดไป พร้อมกับคิดถึงเกียรติยศและความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่นี้ด้วย"

เฟลทเชอร์ วัย 41 ปี จะดำรงตำแหน่งกุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด แบบขัดตาทัพ ในระหว่างที่ทีมบริหารมองหากุนซือคนที่เหมาะสม และเมื่อถูกสื่อถามถึงความคาดหวังจะได้คุม แมนฯ ยูไนเต็ด แบบถาวรหรือไม่? เฟลทเชอร์ ตอบว่ายังไม่คิดถึงขั้นนั้น

"พูดตามตรงเลย ผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น ผมกำลังโฟกัสไปที่เกมกับ เบิร์นลีย์ เรื่องนั้นเอาไว้คุยหลังเกมดีกว่า" เฟลทเชอร์ ระบุ "มันมีเรื่องราวมากมาย และทุกสิ่งก็เกิดขึ้นเร็วมาก จนสมาธิ ความมุ่งมั่น และความคิดของผมตอนนี้มันเลยไปอยู่ที่เกมกับ เบิร์นลีย์ มากกว่า"

#สื่อกีฬาที่เข้าถึงทุกคน

  : "อาหมัด" เฉิดฉาย ทั้งยิงและจ่ายพา ไอวอรี่ โคสต์ เข้ารอบ 8 ทีม AFCONเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ 2025...
06/01/2026

: "อาหมัด" เฉิดฉาย ทั้งยิงและจ่ายพา ไอวอรี่ โคสต์ เข้ารอบ 8 ทีม AFCON

เกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ 2025 อีกหนึ่งคู่ที่น่าสนใจ เป็นการเจอกันของ ไอวอรี่ โคสต์ แชมป์เก่า และ บูร์กิน่า ฟาโซ

ผลออกมาเป็นว่า ไอวอรี่ โคสต์ โชว์ฟอร์มสุดยอดถล่ม บูร์กิน่า ฟาโซ 3-0 ขาดลอย โดยพระเอกงานนี้เป็น อาหมัด ดิยัลโล่ ดาวเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ทั้งยิงและจ่ายในเกมเดียวจนทำให้ทีมคว้าชัยชนะสวยงาม

ชัยชนะนี้ทำให้ ไอวอรี่ โคสต์ แชมป์เก่า ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ไปเจอ อียิปต์ ที่มี โม ซาลาห์ เป็นแม่ทัพ ในวันที่ 10 มกราคม 2026

#สื่อกีฬาที่เข้าถึงทุกคน

🚨 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจรจากับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เพื่อขอให้เจ้าตัวรับตำแหน่งกุนซือของทีมแบบชั่วคราว cr. The Athletic ...
06/01/2026

🚨 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจรจากับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เพื่อขอให้เจ้าตัวรับตำแหน่งกุนซือของทีมแบบชั่วคราว

cr. The Athletic

  : "แอนโธนี่ โจชัว" จ่อเลิกชกมวย หลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และสูญเสียเพื่อนไป 2 คนอาเดดาโมล่า โจชัว คุณลุงของ แอนโธน...
06/01/2026

: "แอนโธนี่ โจชัว" จ่อเลิกชกมวย หลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และสูญเสียเพื่อนไป 2 คน

อาเดดาโมล่า โจชัว คุณลุงของ แอนโธนี่ โจชัว นักมวยอดีตแชมป์โลกเฮฟวี่เวทชาวอังกฤษ เผยผ่านสื่อว่าหลานของเขาจะตัดสินใจแขวนนวม ไม่กลับมาชกมวยอีกต่อไป

"เอเจ" ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ไนจีเรีย ในช่วงส่งท้ายปี 2025 ซึ่งอุบัติเหตุครั้งนี้แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่มันก็ได้พรากชีวิตของโค้ชส่วนตัว และเพื่อนสนิทของเขาอย่าง ลาติฟ อาโยเดเล่ และ ซิน่า กามี ไปอย่างไม่มีวันกลับ

อดีตราชากำปั้นรุ่นยักษ์แห่งอังกฤษ ปัจจุบันออกจากโรงพยาบาลแล้ว และได้ร่วมงานศพของเพื่อนที่จากไป กระนั้นสื่อและแฟนมวยก็เฝ้าดูความเคลื่อนไหวของเขาว่า จะกลับมาชกมวยต่อไหม ?

อย่างไรก็ตาม อาเดดาโมล่า ลุงของ เอเจ เผยกับสื่ออย่าง Punch ว่าหลานชายของเขาไม่กลับมาชกมวยอีกแล้ว จากเหตุสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น และยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียเพื่อนทั้งสองที่อยู่ด้วยกันในแคมป์มาอย่างยาวนาน และได้แจ้งกับครอบครัวเป็นการส่วนตัวล่วงหน้าไปแล้ว

"สิ่งสำคัญที่สุดคือเขา (เอเจ) เลิกชกมวยแล้ว นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีใจ เพราะทุกครั้งที่เขาขึ้นสังเวียน มันเหมือนกับหัวใจจะหลุดออกจากอก ความรู้สึกทางอารมณ์เวลาที่เราเห็นเขาขึ้นชก มันกระทบกระเทือนจิตใจเรามากเช่นกัน ตอนนี้เขาบอกว่าจะเลิกชกมวยแล้ว ในขณะที่ได้รับเสียงเชียร์อยู่ เรามีความสุขมาก" อาเดดาโมล่า ระบุ

ทั้งนี้ ไฟต์ล่าสุดของ แอนโธนี่ โจชัว คือการน็อค เจค พอล นักมวยและยูทูปเบอร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ในช่วงเดือนธันวาคม 2025 การกลับมาชนะน็อคอย่างสวยงามทำให้หลายคนคาดการณ์ว่า เอเจ กลับมาคืนฟอร์มเก่งพร้อมสู้กับทุกคนอีกครั้ง ก่อนจะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์หลังจากนั้นไม่นาน

#สื่อกีฬาที่เข้าถึงทุกคน

📝 แผนการเล่นของ รูเบน อโมริม ในเกมที่คุม แมนฯ ยูไนเต็ด นัดแรก และ นัดสุดท้ายข้อสังเกต1. ระบบหลัง 3 เหมือนกัน2. ดิโอโก้ ด...
06/01/2026

📝 แผนการเล่นของ รูเบน อโมริม ในเกมที่คุม แมนฯ ยูไนเต็ด นัดแรก และ นัดสุดท้าย

ข้อสังเกต
1. ระบบหลัง 3 เหมือนกัน
2. ดิโอโก้ ดาโลต์ และ คาเซมิโร่ เป็นตัวจริงทั้งสองเกม
3. ผลการแข่งขัน เสมอ 1-1 เหมือนกัน

  : นิวคาสเซิล จี้ Meta ส่งข้อมูลให้ตำรวจล่าตัวคนเหยียดผิว โจ วิลล็อค ย้ำแค่ลบข้อความยังไม่พอนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เรียกร้...
06/01/2026

: นิวคาสเซิล จี้ Meta ส่งข้อมูลให้ตำรวจล่าตัวคนเหยียดผิว โจ วิลล็อค ย้ำแค่ลบข้อความยังไม่พอ

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เรียกร้องอย่างจริงจังให้ Meta บริษัทแม่ของ Instagram ให้ความร่วมมือกับตำรวจนอร์ธัมเบรีย ในการระบุตัวตนของบุคคลที่ส่งข้อความเหยียดเชื้อชาติและข่มขู่จะใช้ความรุนแรงต่อ โจ วิลล็อค กองกลางของทีมผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจบเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่สาลิกาดงเปิดบ้านชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2026 โดยวิลล็อคที่ลงสนามในฐานะตัวสำรองพลาดโอกาสทำประตูในช่วงท้ายเกม และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับข้อความเหยียดผิวและคำขู่ล่วงละเมิดหลายครั้งจากบัญชี Instagram ที่ไม่ระบุตัวตน

โจ วิลล็อค ในวัย 26 ปี ได้โพสต์ภาพหน้าจอของข้อความด่าทอดังกล่าวลงในสตอรี่ พร้อมตอบโต้อย่างมีสติว่า "ผมขอภาวนาให้คุณและครอบครัวได้พบกับพระเจ้า และขอพระองค์ทรงเมตตาคุณ"

นี่ถือเป็นครั้งที่สองในรอบไม่ถึง 12 เดือนที่นักเตะทีมชาติอังกฤษรายนี้ต้องเผชิญกับการคุกคาม โดยทางตำรวจนอร์ธัมเบรีย ที่มีอาณาเขตดูแลเมืองนิวคาสเซิลยืนยันว่า ได้เริ่มการสอบสวนร่วมกับหน่วยงานตำรวจฟุตบอลแห่งสหราชอาณาจักร (UK Football Policing Unit) แล้ว ขณะที่สโมสรออกแถลงการณ์ว่า

"เรารู้สึกรังเกียจต่อการด่าทอเหยียดเชื้อชาติที่ โจ วิลล็อค ได้รับ หลังจากชัยชนะเหนือคริสตัล พาเลซ โจได้รับข้อความโดยตรงหลายข้อความที่มีทั้งถ้อยคำเหยียดผิว และการข่มขู่จะใช้ความรุนแรงต่อตัวเขาและครอบครัวอย่างน่ากังวล น่าเศร้าที่โจเคยเผชิญเรื่องนี้มาก่อน และลำดับความสำคัญสูงสุดของเราในตอนนี้คือการสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่"

"เราได้แจ้งข้อมูลให้ตำรวจทราบแล้ว และจะสนับสนุนการสืบสวนทุกขั้นตอนเพื่อระบุตัวผู้กระทำผิดและนำมาลงโทษให้ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม"

"สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมจาก Meta เท่านั้น เราขอให้พวกเขามอบข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นต่อการระบุตัวผู้กระทำผิดแก่ตำรวจโดยเร็ว การลบเนื้อหาหรือการใช้ตัวกรองข้อความนั้นยังไม่เพียงพอ บริษัทโซเชียลมีเดียต้องทำมากกว่านี้เพื่อปกป้องผู้ใช้งาน และสนับสนุนการดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มของตน"

#สื่อกีฬาที่เข้าถึงทุกคน #ฟุตบอลต่างประเทศ #พรีเมียร์ลีก #นิวคาสเซิล

  : "เอ็นโซ่ มาเรสก้า" โพสต์ขอบคุณ และอำลาแฟนบอล เชลซี หลังจากไม่ได้เป็นกุนซือให้กับพวกเขาแล้ว"ปล่อยโลกใบนี้ไว้ ให้มันดี...
06/01/2026

: "เอ็นโซ่ มาเรสก้า" โพสต์ขอบคุณ และอำลาแฟนบอล เชลซี หลังจากไม่ได้เป็นกุนซือให้กับพวกเขาแล้ว

"ปล่อยโลกใบนี้ไว้ ให้มันดีขึ้นกว่าตอนที่คุณพบมัน"

"การเดินทางของผมกับ เชลซี เริ่มต้นตั้งแต่รอบคัดเลือกของศึก คอนเฟอเรนซ์ ลีก"

"ผมจากไปด้วยความสงบสุขภายในใจ กับการอำลาสโมสรอันทรงเกียรติอย่าง เชลซี ให้อยู่ที่ๆ ถูกต้อง"

"ผมขอขอบคุณแฟนบอล เชลซี ทุกคนที่สนับสนุนกันมาตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา"

"กำลังใจนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อการคว้าสิทธิ์ไปเล่น แชมเปียนส์ ลีก คว้าแชมป์ คอนเฟอเรนซ์ ลีก และคว้าแชมป์ศึกชิงแชมป์สโมสรโลก"

"ชัยชนะเหล่านั้น ผมจะเก็บมันไว้ในหัวใจตลอดไป!"

"ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับนักเตะทุกคนที่ร่วมเดินทางในช่วงเวลาที่แสนพิเศษนี้ไปกับผม"

"ผมขออวยพรให้ทุกคนที่ร่วมแบ่งปันทุกช่วงเวลากับผม ประสบความสำเร็จในครึ่งหลังของฤดูกาลนี้ และในอนาคต"

"ขอบคุณ เชลซี 💙 จากผมและครอบครัว"

#สื่อกีฬาที่เข้าถึงทุกคน

ที่อยู่

Main Stand Co. , Ltd. เลขที่ 288/8 ซอยรัชดาภิเษก42 แยก6 , แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

+66946156994

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Main Standผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Main Stand:

แชร์

Main Stand

Stand For All