IFD Poll&Survey ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก IFD Poll&Survey, บริษัทด้านสื่อ/ข่าวสาร, 87/110 อาคารโมเดอร์นทาวน์ ชั้น 14 ถนนสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร, Bangkok.

ดร.แดน ชี้ 7 ปาฏิหาริย์ “ชัชชาติจึงจะแพ้” ขณะไอเอฟดีโพล เผย คนกทม. 35.99% ยังเชียร์ชัชชาติต่อ ด้าน “ชัยวัฒน์-อนุชา-มัลลิ...
02/06/2026

ดร.แดน ชี้ 7 ปาฏิหาริย์ “ชัชชาติจึงจะแพ้” ขณะไอเอฟดีโพล เผย คนกทม. 35.99% ยังเชียร์ชัชชาติต่อ ด้าน “ชัยวัฒน์-อนุชา-มัลลิกา“ตามห่าง

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “7 ปาฏิหาริย์ : ชัชชาติจึงจะแพ้” กลุ่มตัวอย่าง 2,237 ราย เป็นผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งใน กทม. และจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่จะมาถึง สำรวจช่วง 25-29 พ.ค. 2569 ในพื้นที่ กทม. โดยลงพื้นที่สำรวจ 100% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อน ±2.1%

ไอเอฟดีโพล (IFD Poll) เผย คนกรุงต้องการผู้นำ “ติดดิน รู้จริง โปร่งใส มีวิสัยทัศน์เชิงรุกกล้าเปลี่ยนเมือง” มุ่งเร่งแก้ปัญหารถติด ค่าเดินทางแพง ฝุ่น PM 2.5 ขยะ และเปิดพื้นที่ทำกินให้คนตัวเล็ก ด้านคะแนนนิยมพบคุณชัชชาติ นำ‍ชัดเจน แต่ ดร.แดนวิเคราะห์ว่า คุณชัชชาติอาจพลิกแพ้ หากเกิด “7 ปาฏิหาริย์” คือ 1) คู่แข่งส่วนใหญ่ถอนตัวโดยเหลือผู้ท้าชิงหลักคนเดียว 2) คะแนนฝั่งที่ถอนตัวถูกมัดรวมเทหนุนผู้ท้าชิงรายนั้น 3) กลุ่มคนที่จะไม่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง (เกินครึ่ง) ตัดสินใจเข้าคูหาแล้วเลือกฝั่งคู่แข่ง 4) เพื่อไทยประกาศหนุนคุณชัชชาติชัดเจนจนเกิดกระแสตีกลับ 5) คุณชัชชาติแสดงตัวหนุน สก. บาง‍กลุ่มจนเกิดร้าวและตอบโต้ 6) คุณชัชชาติสะดุดขาตัวเองทำให้เสียคะแนน หรือ 7) คุณชัชชาติถอนตัวด้วยเหตุสุดวิสัย

โดย คุณสมบัติผู้สมัคร "ผู้ว่าฯ กทม." ที่ประชาชนต้องการมากที่สุด (ไม่รวมนโยบาย) พบว่า อันดับ 1 ติดดิน ลงพื้นที่คลุกคลี-เข้าใจบริบทคนกรุง 32.63%
อันดับ 2 โปร่งใส ไร้ทุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล 23.38% อันดับ 3 มีวิสัยทัศน์-เชิงรุก-กล้าเปลี่ยนเมืองด้วยแนวคิดสมัยใหม่ 16.90%
อันดับ 4 สานงานต่อ เพื่อความต่อเนื่องของโครงการ 11.41% อันดับ 5 เป็น‍อิสระ ไม่เกรงใจกลุ่มผลประโยชน์-กลุ่มการเมือง 9.61% และอันดับ 6 ประสานสิบทิศ ทำงานร่วมกับรัฐบาลและทุกหน่วยงานได้ดี 5.95% และ 0.12% เป็นคำตอบอื่น ๆ เช่น ทำตามที่หาเสียง และ ไม่ใช้ กทม. เป็นฐานการเมือง

เมื่อถามว่า หากวันนี้ มีเลือกตั้งผู้ว่า กทม.จะสนับสนุนใคร พบว่า อันดับ 1 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 35.99%
อันดับ 2 ยังไม่ตัดสินใจ/ยังไม่มีคนที่ถูกใจ 20.16% ตามมาด้วยอันดับ 3 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร 13.77%
อันดับ 4 อนุชา บูรพชัยศรี 8.49%
อันดับ 5 มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข 6.84%
อันดับ 6 ชาญเทพ เสสะเวช 4.07%
อันดับ 7 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี 3.44%
อันดับ 8 คมสัน พันธุ์วิชาติกุล 2.86% และผู้สมัครท่านอื่น ๆ 2.19% ได้แก่ ประยูร ครองยศ, พงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์, วีรพจน์ ลือ‍ประสิทธิ์สกุล และโหวตโน 2.19%

ส่วนคำถามว่า “สิ่งที่คนกรุงอยากให้ผู้ว่าฯ กทม. "ทำทันที มากที่สุด" พบว่า อันดับ 1 ที่คนเมืองหลวงจี้ให้เร่งพัฒนาแก้ไขคือ แก้รถติด-ลดค่าเดินทาง 19.49%
อันดับ 2 แก้ฝุ่น PM 2.5 ควบคุมมลพิษ และจัดการขยะ 15.33%
อันดับ 3 เปิดพื้นที่ทำกิน ช่วยเหลือคนตัวเล็กค้าขายและจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย 13.68%
อันดับ 4 แก้น้ำท่วมซ้ำซาก ลอกท่อระบายน้ำและพัฒนาคูคลอง 12.87%
อันดับ 5 พัฒนาสวัสดิการ โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสาธารณสุขชุมชน 10.37% อันดับ 6 อันดับ7 มีสัดส่วนเท่ากันที่ 9.48% คือ เพิ่มความปลอดภัย ปรับไฟส่องสว่างทั่วถึง กำจัดจุดเสี่ยง และปฏิรูปบริการ กทม. เน้นโปร่งใสไร้ทุจริต อันดับ 8 เพิ่มพื้นที่สีเขียวและกิจกรรม ลานกีฬาและกิจกรรมใกล้บ้าน 7.73%
อันดับ 9 ซ่อมถนน-คืนทางเท้าที่ปลอดภัย 0.76% และเป็นคำตอบอื่น ๆ 0.81% ได้แก่ จัดระเบียบคนเร่ร่อน-คนต่างชาติ, ที่อาศัยคับแคบ และปัญหาตึกร้าง-สัตว์จรจัด

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) เปิดเผยว่า ในฐานะที่ตนเองรู้จักกับผู้สมัครทั้ง 7 ท่านที่มีคะแนนนิยมนำใน 7 อันดับแรกจากไอเอฟดีโพล ต้องยอมรับว่าทุกท่านล้วนเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และตั้งใจจริงที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ แต่เมื่อวิเคราะห์จากผลไอเอฟดีโพล โดยพลิกดูสมการตัวเลขทางการเมืองแล้ว ดร.แดน วิเคราะห์ว่า อาจจะต้องเกิด "7 ปาฏิหาริย์" นี้ขึ้นมาเท่านั้น คุณชัชชาติจึงจะพลิกมาแพ้ ได้แก่
1. คู่แข่งทั้งหมดถอนตัว (เหลือผู้ท้าชิงหลักคนเดียว): ผู้สมัครที่มีคะแนนสูงสุด 6 อันดับแรก ถอนตัวไป 5 คน เพื่อหลีก‍ทางให้เหลือผู้ท้าชิงหลักเพียงคนเดียวขึ้นมาแข่งแบบตัวต่อตัว
2. มัดรวมคะแนนหนุนคนเดียว (คะแนนฝั่งที่ถอนตัวโอนมาให้คู่แข่งหลักทั้งหมด): คะแนนนิยมของผู้สมัครทุกคนที่ถอน‍ตัวไป ถูกมัดรวมและเทกลับมาสนับสนุนผู้ท้าชิงหลักคนนั้นเพียงคนเดียว
3. คนไม่คิดจะใช้สิทธิ์ (เกินครึ่ง) ออกมาเลือกฝั่งตรงข้าม: กลุ่มประชาชนที่ไม่ตั้งใจจะไปเลือกตั้ง (ซึ่งมีสัดส่วนเกินครึ่ง) เปลี่ยนใจเข้าคูหาไปเลือกฝั่งคู่แข่งคุณชัชชาติ
4. เพื่อไทยประกาศหนุนคุณชัชชาติชัดเจน (จนเกิดกระแสตีกลับจากคนไม่ชอบพรรค): พรรคเพื่อไทยประกาศตัวสนับสนุนอย่างเป็นทางการ จนกระแสตีกลับจากกลุ่มคนที่ไม่ชอบพรรคพากันไม่ลงคะแนนให้คุณชัชชาติ
5. ชัชชาติออกตัวหนุน สก. ชัดเจน (จนพื้นที่ร้าวและเกิดการตอบโต้): แสดงตัวสนับสนุนผู้สมัคร สก. บางกลุ่มชัดเจน จนทำให้ สก. คนอื่นที่ไม่ได้รับการหนุนเกิดความไม่พอใจ ตอบโต้ทางการเมือง และทำให้เสียคะแนนส่วนนี้
6. ชัชชาติสะดุดขาตัวเองเสียคะแนน: เกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันหรืออุบัติเหตุทางการเมืองนับจากวันนี้จนถึงวัน‍เลือกตั้ง ที่ทำให้เสียคะแนนนิยมกะทันหัน และ
7. ชัชชาติถอนตัวด้วยเหตุสุดวิสัย: คุณชัชชาติต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันผู้ว่าฯ กทม. ด้วยเหตุผลจำเป็นบาง‍ประการ

ดร.แดน ทิ้งท้ายไว้ว่า "ทั้งนี้ก็อย่าเพิ่งตายใจว่าคุณชัชชาติจะชนะแน่นอน เพราะอาจจะเกิดปาฏิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ และท้ายสุดนี้ ผมให้กำลังใจผู้สมัครชิงผู้ว่า กทม ทุกท่านครับ”

#ชัชชาติ #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69 #7ปาฏิหาริย์

ทันข่าวเย็น NationTV 22 : ดร.แดน ชี้ผลสำรวจ ไอเอฟดีโพล ระบุคนไทยส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” การกู้เงิน 4 แสนล้าน ห่วงเสี่ยงใช...
19/05/2026

ทันข่าวเย็น NationTV 22 : ดร.แดน ชี้ผลสำรวจ ไอเอฟดีโพล ระบุคนไทยส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” การกู้เงิน 4 แสนล้าน ห่วงเสี่ยงใช้เงินผิดทิศทาง

รายการทันข่าวเย็น NationTV 22 รายงานผลสำรวจจาก ไอเอฟดีโพล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยให้เหตุผลว่า กังวลเรื่องการใช้เงินไม่ตรงวัตถุประสงค์ และตั้งคำถามว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นจำเป็นต้องก่อหนี้ก้อนใหญ่เช่นนี้

พร้อมกันนี้ รายการได้นำเสนอการวิเคราะห์จาก ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ซึ่งอธิบายว่า “ตัวเลข 4 แสนล้านบาท” เป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมตั้งคำถามอย่าง กว้างขวาง และชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนมีความสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมากกว่าตัวเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว

รับชมคลิปได้ที่…https://youtu.be/EOcYRYn44Ok

#ทันข่าวเย็น #ไอเอฟดีโพล #กู้4แสนล้าน #เศรษฐกิจไทย #วิเคราะห์การเมือง #ดรแดน #ไอเอฟดี

ไอเอฟดีโพล เผย คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้านไม่ไว้ใจห่วงใช้ผิด ชี้ ศก.ยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องก่อหนี้ก้อนโตเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 25...
19/05/2026

ไอเอฟดีโพล เผย คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้านไม่ไว้ใจห่วงใช้ผิด ชี้ ศก.ยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องก่อหนี้ก้อนโต

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง "ห่วงใช้ผิด ไม่ไว้ใจกู้ 4 แสนล้าน"กลุ่มตัวอย่าง 1,234 ราย สำรวจช่วง 13-15 พ.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน ±3% โดยผลไอเอฟดีโพล ชี้ ประชาชนส่งสัญญาณเตือนและเบรกนโยบายการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลอย่างมากในทุก‍มิติ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องสร้างหนี้ผูกพันก้อนโตเต็มจำนวน และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญในการบริหารงบประมาณแผ่นดินปีปัจจุบันแทนการสร้างหนี้ก้อนใหม่ โดยกู้ใหม่เท่าที่จำเป็น

การสำรวจความเห็นประชาชนในประเด็นว่าเศรษฐกิจไทยวิกฤตถึงขั้นต้องกู้ 4 แสนล้านบาทหรือไม่ ประชาชนระบุว่ายังไม่จำเป็น ใช้งบเดิมก่อน ยังไม่ต้องกู้ฉุกเฉิน 36.79% รองลงมาคือ ถ้าจะกู้ ต้องกู้น้อยกว่านี้ 22.69% ไม่ควรกู้เลย 22.61% ยังไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 10.94% และจำเป็น ต้องกู้เต็ม 4 แสนล้าน 6.97%
เมื่อถามว่าควรให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้านบาทหรือไม่ ประชาชนตอบว่าเห็นด้วยมาก: ต้องตรวจสอบเข้ม 48.78% รองลงมาคือ เห็นด้วยบ้าง: แต่กลัวช่วยช้า 17.91% ควรให้รัฐสภา ไม่ต้องถึงศาล 15.15% ไม่เห็นด้วย: รัฐบาลควรตัดสินใจเรื่องปากท้องได้ ไม่ควรติดเรื่องกฎหมาย 11.59% และไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 6.56%

ส่วนประเด็นความเห็นหากรัฐบาลใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไปก่อนรัฐสภาอนุมัติ ประชาชนระบุว่าไม่เห็นด้วย ควร‍ผ่านรัฐสภาก่อน ไม่ด่วนทำ 66.13% รองลงมาคือ เห็นด้วย ปากท้องรอไม่ได้ 14.18% เป็นเกมการเมือง: รัฐบาลมั่นใจว่าคุมเสียง ส.ส. ให้โหวตผ่านได้ 12.72% และไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 6.97%
ส่วนสิ่งความห่วงกังวลมากที่สุดกับการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประชาชนระบุว่าเอื้อทุนใหญ่ ชาวบ้าน/คนไทยไม่ได้ประโยชน์มากนัก 30.06% รองลงมาคือ ทุจริต/มีเงินทอน ไม่โปร่งใส 26.99% ใช้เงินไม่คุ้มค่า 24.72% หวังผลการเมือง หาเสียง/ประชานิยม 15.15% และไม่กังวล (มั่นใจรัฐบาล) เชื่อว่าจะใช้เงินแก้วิกฤตได้คุ้มค่า 3.08%

เมื่อถามว่าเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ควรใช้ทำอะไรมากที่สุด ประชาชนเห็นว่าควรนำไปสร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07% รองลงมาคือ ลดค่าครองชีพทันที 19.37% ลงทุนระยะยาว พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจใหม่ 18.56% ช่วยคนรายได้น้อย-กลุ่มเปราะบาง 12.48% ทำโครงการคนละครึ่งพลัส / ร่วมจ่าย 9.00% ช่วย SMEs /ร้านค้ารายเล็ก 8.67% และไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 4.86%
ในประเด็นโครงการคนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทยพลัส ควรตัดสิทธิคนรายได้สูงออกหรือไม่ ประชาชนตอบว่าเห็นด้วยมาก 34.04% รองลงมาคือ ค่อนข้างเห็นด้วย 31.20% ไม่ค่อยเห็นด้วย 17.75% ไม่เห็นด้วยเลย 10.13% และไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 6.88% และหากรัฐบาลต้องช่วยกลุ่มคนเปราะบางควรหาเงินด้วยวิธีใด ประชาชนระบุว่า โยกจากงบเดิมก่อน ตัด-ลดงบที่ยังไม่จำเป็น ไม่สร้างหนี้เพิ่ม 38.11% รองลงมาคือ ใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน โยกงบเดิมก่อน หากไม่พอค่อยกู้เท่าที่จำเป็น 37.24% กู้เงินก้อนใหม่ ใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อช่วยเหลือโดยตรง 16.52% และไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 8.13%

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ วิเคราะห์นัยยะเพิ่มเติมผลไอเอฟดีโพล ดังนี้
1) ห่วงใช้ผิด โดย 96.92%: ประชาชนกังวลว่าเงินกู้ 4 แสนล้าน จะเอื้อทุนใหญ่ 30.06% ทุจริต/มีเงินทอน 26.99% ใช้เงินไม่คุ้มค่า 24.72% และ หวังผลการเมือง 15.15% รวม 96.92% สะท้อนว่าโจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ “กู้ได้ไหม” แต่คือ เงินจะไปถึงใคร
2) ไม่ชอบให้กู้ 82.09%: กลุ่มที่เห็นว่า ยังไม่จำเป็น ใช้งบเดิมก่อน 36.79% ถ้าจะกู้ต้องกู้น้อยกว่านี้ 22.69% และ ไม่ควรกู้เลย22.61% รวม 82.09% สะท้อนว่า ประชาชนยังไม่ยอมรับเหตุผลของการกู้เต็ม 4 แสนล้านบาท
3) ให้ช่วยคนตัวเล็ก 76.59%: ประชาชนอยากให้เงินลงสู่เศรษฐกิจฐานล่าง ได้แก่ สร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07% ลดค่าครองชีพ 19.37% ช่วยคนรายได้น้อย-กลุ่มเปราะบาง 12.48% คนละครึ่ง/ร่วมจ่าย 9.00% และ ช่วย SMEs/ร้านค้ารายเล็ก 8.67%รวม 76.59%

4) อย่ากู้มาแจกคนตัวเล็ก 75.35%: ประชาชนเห็นว่าควร โยกงบเดิมก่อน 38.11% หรือ โยกงบเดิมให้มากที่สุด หากไม่พอค่อยกู้ 37.24% รวม 75.35% สะท้อนว่า คนไทยอยากช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่ไม่อยากให้ใช้เป็นเหตุผลกู้ใหม่ทันที
5) สร้างผลลัพธ์จริง 54.30%: ได้แก่ สร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07% ลงทุนระยะยาวด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจใหม่ 18.56% และ ช่วย SMEs/ร้านค้ารายเล็ก 8.67% สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการบรรเทาระยะสั้น แต่ต้องการให้เงินรัฐสร้าง กำลังซื้อใหม่ ฐานรายได้ใหม่ และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยืนได้จริง

6) ต้องมีศาลรัฐธรรมนูญและรัฐสภาตรวจสอบ 81.84%: ประชาชนต้องการให้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทผ่านด่านตรวจสอบก่อนใช้เงิน ทั้งเห็นด้วยมากให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ 48.78% เห็นด้วยบ้างแต่กลัวช่วยช้า 17.91% และ เห็นว่าควรให้รัฐสภาตรวจสอบ 15.15% สะท้อนว่าเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ไม่ควรอยู่ในมือรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่ต้องมีทั้งด่านกฎหมายและด่านรัฐสภา
7) ทำเป็นพระราชบัญญัติผ่านสภา ไม่ใช่เป็นพระราชกำหนด 66.13%: ประชาชนไม่เห็นด้วยให้รัฐบาลใช้เงินกู้ก่อนสภาอนุมัติ 66.13% สะท้อนว่าคนยังต้องการให้เงินก้อนใหญ่ผ่านสภาแบบพ.ร.บ. ไม่ใช่ใช้ พ.ร.ก.เป็นทางลัดกู้ก่อน ตรวจทีหลัง

8) หากกู้แบบนี้ รัฐบาลเสียมากกว่าได้: หากเทียบกรอบนโยบายรัฐบาล คือ 2 แสนล้านลงทุนพลังงานระยะยาว 18.56% และอีก 2 แสนล้านจากไทยช่วยไทยพลัส ได้แก่ คนละครึ่งพลัส 9.00% และ ช่วยกลุ่มเปราะบาง/บัตรคนจน 12.48% รวมแรงหนุนเพียง 40.04% สะท้อนว่าฐานรองรับยังไม่ถึงครึ่ง หากเดินหน้าโดยไม่ลดวงเงิน ไม่เปิดแผน และไม่พิสูจน์ความคุ้มค่า อาจได้เม็ดเงิน แต่เสียความชอบธรรมทางการเมือง
#ไอเอฟดีโพล

ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชนประสบวิกฤตปากท้องตึง ร่อแร่ หมดหวัง 88.31% “ดร.แดน” ชี้ ปัญหาหนักกระทบความมั่นคงในชีวิตทั้งระบบเมื...
04/05/2026

ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชนประสบวิกฤตปากท้องตึง ร่อแร่ หมดหวัง 88.31% “ดร.แดน” ชี้ ปัญหาหนักกระทบความมั่นคงในชีวิตทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือ ดร.แดน ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ร่วมแถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป เรื่อง “วิกฤตปากท้องตึง ร่อแร่ หมดหวัง 88.31%” กลุ่มตัวอย่าง 1,264 ตัวอย่าง สำรวจระหว่างวันที่ 28 เม.ย. - 1 พ.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อน ±3%
ผลโพลสะท้อนว่า วิกฤตปากท้องไม่ใช่แค่ปัญหาเงินในกระเป๋า แต่กำลังลามไปสู่ “สุขสภาพ” ของคนไทย พบว่า หากครัวเรือนไม่มีรายได้ คนไทยจำนวนมากจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน 78.62% และเมื่อเผชิญปัญหาปากท้องยังต้องพึ่งตนเอง ครอบครัว และญาติ 69.02% ขณะที่ทางรอดสุดท้ายของครัวเรือนยังเป็นการใช้ทุนชีวิตเดิมเพื่อประคองตัว ได้แก่ การกู้เงิน ขายทรัพย์สิน หรือย้ายกลับไปพึ่งครอบครัว รวม 76.38% และหากรวมการส่งสมาชิกในครัวเรือนออกไปหารายได้เพิ่มอีก 12.89% จะพบว่า 89.27%ของประชาชนต้องแก้ปัญหาด้วยการพึ่งตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ที่สำคัญ ประชาชนกลัวว่าปากท้องจะกระทบสุขภาพ สุขใจ สุขสัมพันธ์ และสุขอนาคตถึง 98.00% พร้อมกับรู้สึกว่าทำงานหนักแล้วชีวิตดีขึ้นได้ยากหรือไม่ดีขึ้น 90.67%

ผลไอเอฟดีโพล สำรวจประเด็นสภาพเศรษฐกิจของครัวเรือน พบว่า ประชาชน 88.31% อยู่ในภาวะการเงินครัวเรือน “เริ่มตึงมือถึงไปต่อไม่ไหว” แบ่งเป็น ยังพออยู่ได้แต่เริ่มตึงมือ 47.07%, แทบไปต่อไม่ไหว ต้องระวังทุกบาท 32.51% และ ไปต่อไม่ไหวแล้ว 8.73% ขณะที่กลุ่มที่ยังอยู่ได้ตามปกติมีเพียง 11.69% เท่านั้น

เมื่อถามว่า หากตั้งแต่วันนี้ครัวเรือนไม่มีรายได้เข้ามาเลย จะอยู่ได้นานแค่ไหน พบว่า กลุ่มที่อยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือนมี 31.39% กลุ่มที่อยู่ได้ 1-3 เดือนมี 33.70% และกลุ่มที่อยู่ได้ 4-6 เดือนมี 13.53% เมื่อนำมารวมกัน สะท้อนว่าประชาชนมีสายป่านทางการเงินไม่เกิน 6 เดือนถึง 78.62% และในจำนวนนี้อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือนถึง 65.09%
หากขาดรายได้กะทันหันจะพึงพาใครได้ ประชาชนตอบว่าจะพึ่งตนเองเป็นอันดับหนึ่ง 38.59% รองลงมาคือพ่อแม่หรือครอบครัวเดิม 13.85% ญาติพี่น้อง 10.17% และลูก-หลาน 6.41% เมื่อนำกลุ่มตนเอง ครอบครัว และญาติมารวมกัน จะอยู่ที่ 69.02% ขณะที่กลุ่มที่ระบุว่าจะพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐมีเพียง 3.44% และกลุ่มที่ไม่มีที่พึ่งชัดเจนมี 13.61%

ทางรอดสุดท้าย หากครัวเรือนไม่มีรายได้เกิน 3-6 เดือน ประชาชนเลือกขายทรัพย์สินหรือของที่มีอยู่มาพยุงชีวิตมากที่สุด 32.03% รองลงมาคือกู้เงินหรือยืมเงิน 26.50% ย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวเดิมหรือรวมบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่าย 17.85%ส่งสมาชิกในครัวเรือนออกไปหารายได้เพิ่ม 12.89% ไม่มีทางไปหรือคิดไม่ออก 8.25% และอื่น ๆ 2.48% เมื่อนำกลุ่มกู้เงิน ขายทรัพย์สิน และย้ายพึ่งครอบครัวมารวมกัน จะอยู่ที่ 76.38% และหากรวมการส่งสมาชิกออกไปหารายได้เพิ่ม จะสูงถึง 89.27%

เมื่อถามถึงสิ่งที่กลัวหรือเจ็บปวดที่สุด หากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องเงิน พบว่า อันดับหนึ่งคือสุขภาพจิตแย่ลงและความเครียดสะสม 32.91% รองลงมาคือความสัมพันธ์ในครอบครัวตึงเครียด 16.57% ต้องตัดโอกาสหรือสิ่งที่ลูกหลานควรได้ 15.53% หมดหวังกับอนาคต 14.25% ต้องเลื่อนรักษาหรือดูแลสุขภาพตนเอง 13.21% ต้องลดการดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุ 5.53% และอื่น ๆ 2.00% เมื่อนำกลุ่มสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขสัมพันธ์ และสุขอนาคตมารวมกัน จะอยู่ที่ 98.00%

ในประเด็นความเชื่อว่า “ทำงานหนักแล้วชีวิตจะดีขึ้น” ประชาชนตอบว่าได้แน่นอนเพียง 9.13% ขณะที่ตอบว่าได้บ้างแต่ยากขึ้นมาก 43.71% ไม่ค่อยได้แล้ว 32.59% และแทบไม่ได้เลย 14.57% เมื่อรวมกลุ่มที่เห็นว่าชีวิตดีขึ้นยาก ไม่ค่อยดีขึ้น หรือแทบไม่ได้เลย จะสูงถึง 90.87%

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) วิเคราะห์ผลและนัยยะจากผลไอเอฟดีโพล ว่า คนไทยสายป่านสั้นอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน 78.62% สะท้อนว่า ครัวเรือนไทยจำนวนมากมีความเปราะบางสูง หากไม่มีรายได้เข้ามาเลย ประชาชน 31.39% อยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน, 65.09% อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 78.62% อยู่ได้ไม่เกิน 6 ‍เดือน ตัวเลขนี้ชี้ว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ไม่มีเบาะรองรับวิกฤตเพียงพอ เหตุไม่คาดคิดเพียงครั้งเดียว เช่น ตกงาน เจ็บป่วย รายได้ลด หรือธุรกิจสะดุด อาจผลักครัวเรือนจากภาวะ “ยังพออยู่ได้” ไปสู่ภาวะ “อยู่ไม่ไหว” ได้อย่างรวดเร็ว มีปัญหาปากท้อง พึ่งครอบครัวญาติ 69.02% สะท้อนว่า เมื่อขาดรายได้กะทันหัน ประชาชนยังมองว่าที่พึ่งหลักคือ ตนเอง 38.59% และ ลูกหลาน พ่อแม่ หรือญาติ 30.43% รวมกันเป็น 69.02% นัยยะสำคัญคือ ประชาชนไม่ได้มองว่ารัฐหรือระบบคุ้มครองทางสังคมเป็นที่พึ่งแรกในยามวิกฤต แต่ยังต้องพึ่งแรงตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งแม้สะท้อนความเข้มแข็งของเครือญาติไทย แต่ก็น่าห่วง เพราะหากทั้งครอบครัวเปราะบางพร้อมกัน วิกฤตของคนหนึ่งจะกลายเป็นภาระของทั้งบ้าน

ส่วนทางรอดสุดท้ายคือ: กู้ + ขาย + ย้าย 76.38% สะท้อนว่า ทางรอดของประชาชนจำนวนมากไม่ใช่ทางเลือกเพื่อการเติบโต แต่เป็นการใช้ทุนชีวิตเดิมเพื่อประคองปัจจุบัน โดยประชาชนเลือก ขายทรัพย์สิน 32.03%, กู้เงินหรือยืมเงิน 26.50% และ ย้ายกลับไปพึ่งครอบครัว 17.85% รวมกันเป็น 76.38% หากรวมการส่งสมาชิกออกไปหารายได้เพิ่มอีก 12.89% จะพบว่า 89.27% ต้องพึ่งตนเองหรือครอบครัวเพื่อผ่านวิกฤต สะท้อนว่าระบบรองรับภายนอกยังไม่เพียงพอ
กลัวขาดสุขสภาพ 98.00% สะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนกลัวจากเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นไม่ใช่แค่ไม่มีเงินใช้ แต่คือการสูญเสียคุณภาพชีวิตหลายมิติ ทั้ง สุขกาย 13.21%, สุขใจ 32.91%, สุขสัมพันธ์ในครอบครัว 37.63% และ สุขอนาคต 14.25% รวมกัน 98.00% ตัวเลขนี้ชี้ว่า ปากท้องกำลังกดดันทั้งความเครียด การรักษาสุขภาพ โอกาสของลูกหลาน การดูแลพ่อแม่ ความสัมพันธ์ในบ้าน และความหวังต่ออนาคต หากยืดเยื้อ ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายจะไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่รวมถึงสุขภาพจิต ครอบครัว และทุนมนุษย์ของประเทศ ทำงานหนัก: ยากที่จะดีขึ้นและไม่ดีขึ้น 90.67% สะท้อนสัญญาณที่น่ากังวลที่สุด เพราะประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าความพยายามส่วนบุคคลไม่เพียงพอที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นอีกต่อไป เมื่อมีเพียงส่วนน้อยที่เชื่อว่าทำงานหนักแล้วชีวิตจะดีขึ้นได้แน่นอน ขณะที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าได้บ้างแต่ยากขึ้นมาก ไม่ค่อยได้แล้ว หรือแทบไม่ได้เลย นัยยะนี้ลึกกว่าปัญหารายได้ เพราะเป็นเรื่องความหวัง ความเป็นธรรม และความเชื่อในระบบเศรษฐกิจ หากคนทำงานรู้สึกว่าขยันแค่ไหนก็ยกระดับชีวิตไม่ได้ สังคมจะเผชิญแรงจูงใจที่ลดลง ความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่อ่อนแรงลง

“ปัญหาปากท้อง ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรายได้ไม่พอรายจ่าย แต่กำลังขยายเป็นปัญหาความมั่นคงของชีวิตทั้งระบบ ที่กระทบต่อสุขกาย สุขใจ สุขสัมพันธ์ และสุขอนาคต คือ สุขสภาพที่ครัวเรือนกำลังถูกบีบอย่างต่อเนื่อง”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว

ไอเอฟดีโพล เผย คนไทยผวาวิกฤตเศรษฐกิจ-สงคราม ช็อก 96.20% ไม่พร้อมรับมือ “เกรียงศักดิ์” แนะ 3 ข้อฝ่าวิกฤต ปั้นกองทุน-หยุดป...
24/03/2026

ไอเอฟดีโพล เผย คนไทยผวาวิกฤตเศรษฐกิจ-สงคราม ช็อก 96.20% ไม่พร้อมรับมือ “เกรียงศักดิ์” แนะ 3 ข้อฝ่าวิกฤต ปั้นกองทุน-หยุดประชานิยม-ตั้งเทคโนแครต หนุน รัฐบาลแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง "คนไทยผวาวิกฤตเศรษฐกิจ-สงคราม! ช็อก 96.20% ไม่พร้อมรับมือ" กลุ่มตัวอย่าง 1,237 ราย สำรวจช่วง 18-21 มี.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน ±3%

ผลไอเอฟดีโพลชี้ คนไทย 77.20% ผวาวิกฤตเศรษฐกิจ และ 53.92% หวาดหวั่นผลกระทบจากสงคราม โดยมีภัยพิบัติ 21.91% และ AI แย่งงาน 20.53% เป็นความเสี่ยงสำคัญในอนาคต ท่ามกลางความเปราะบางขั้นสุดเมื่อพบว่าประชาชนถึง 96.20% ยังไม่พร้อมรับมือวิกฤตอย่างเต็มที่ (มีผู้ที่พร้อมมากเพียง 3.80%) โดยพบว่า ณ วันนี้วิกฤตที่คนไทยกังวลว่าจะกระทบชีวิตมากที่สุด คือ ปัญหาปากท้องเป็นอันดับหนึ่ง โดยระบุว่า กลัวเศรษฐกิจตกต่ำ รายได้ลด ตกงาน ของแพง และหนี้เพิ่ม สูงถึง 77.20% รองลงมาคือความกังวลเรื่องสงครามความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบการใช้ชีวิตและสร้างความไม่แน่นอน 53.92% ตามด้วยวิกฤตภัยพิบัติทางธรรมชาติ (เช่น PM2.5 อากาศสุดขั้ว แล้งจัด น้ำท่วม) 21.91% นอกจากนี้ ประชาชนยังกังวลว่า AI และเทคโนโลยีจะเข้ามาแย่งงานจนเสี่ยงตกงาน 20.53% และกลัวโรคระบาดหรือโรคอุบัติใหม่ต่าง ๆ 7.84% ขณะที่มีผู้ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจอยู่ที่ 2.90%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกถึงความพร้อมในการรับมือหากเกิดวิกฤตฉุกเฉิน ผลสำรวจกลับสะท้อนภาพความเปราะบางของสังคมไทยอย่างรุนแรง โดยประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดถึง 44.86% ยอมรับว่า "อยากเตรียม แต่กำลังไม่พอ" เนื่องจากลำพังหาเช้ากินค่ำก็เหนื่อยแล้ว จึงไม่มีเงินเหลือไปสำรอง รองลงมาคือ กลุ่มที่ "พร้อมบ้าง" คือพอรับมือได้ช่วงสั้น ๆ แต่ถ้ายืดเยื้อจะลำบากแน่ 38.32% ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มที่ "ยังไม่ได้เตรียมเลย" ไปตายเอาดาบหน้า มีสัดส่วนถึง 13.02% ในขณะที่กลุ่มที่มีสถานะ "พร้อมมาก" (มีเงินสำรองและแผนรับมือชัดเจน) กลับมีเพียง 3.80% เท่านั้น

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติม เป็น 4 นัยยะ และ 3 ข้อเสนอแนะ ดังนี้
4 นัยยะสำคัญจากผลโพล คือ 1) คนไทยกลัววิกฤตเศรษฐกิจ-สงครามพุ่งกระฉูด: ความกังวลของคนไทยมุ่งเป้าไปที่ปัญหาใกล้ตัวก่อน คือ เรื่องปากท้องเป็นอันดับหนึ่ง โดยหวาดผวากับวิกฤตเศรษฐกิจถึง 77.20% ควบคู่ไปกับความกลัวผลกระทบจากสงคราม 53.92% ซึ่งสะท้อนความเครียดจากปัจจัยที่เข้ามารุมเร้าชีวิต
2) ภัยพิบัติและ AI คือความเสี่ยงในอนาคต: แม้ในยามปกติที่ไม่มีวิกฤตฉับพลัน ประชาชนก็ยังมองเห็นภัยคุกคามที่ไกลไป‍ในอนาคต โดยกังวลกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ 21.91% และหวาดหวั่นว่า AI จะเข้ามาแย่งหรือทดแทนงาน จนเสี่ยงตกงาน รายได้ลด 20.53%
3) สังคมเปราะบาง 96.20% ไม่พร้อมรับมือวิกฤต: มีประชาชนเพียง 3.80% เท่านั้นที่พร้อมรับมืออย่างแท้จริง ขณะที่อีก 96.20% ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงและไร้ภูมิคุ้มกัน (ประกอบด้วยกลุ่มที่รับมือได้แค่ระยะสั้น 38.32% กลุ่มที่อยากเตรียมแต่กำลังไม่พอ 44.86% และกลุ่มที่ไม่มีความพร้อมต้องไปตายเอาดาบหน้า 13.02%)
4) สังคมเกินครึ่ง (57.88%) ร้องหา Safety Net : กลุ่มคนที่หาเช้ากินค่ำ และกลุ่มที่ไม่มีเงินสำรองเลย รวมกันสูงถึง 57.88% ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยต้องมี "ตาข่ายรองรับทางสังคม" เพื่อพยุงชีวิตประชาชนในยามวิกฤต

โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ มี 3 ข้อเสนอแนะเพื่อฝ่าวิกฤต คือ 1) ตั้ง "รัฐบาลพิเศษ" ดึง เทคโนแครต กู้วิกฤต: ท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน เสนอให้จัดตั้ง ครม. ที่รวมคนดีและมีความสามารถ (Technocrat) มืออาชีพที่ทำงานได้จริงเข้ามาบริหารประเทศ แทนการตั้งรัฐบาลตามโควตาพรรคการเมืองหรือระบบเครือญาติแบบเดิม ๆ
2) สร้าง Safety Net ถาวรด้วยการปั้นกองทุนรองรับวิกฤตแห่งชาติ : เร่งสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Safety Net) ที่พึ่งพาได้จริง โดยระดมเงินสมทบจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อนำไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นธรรม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมระบบ "สะสมออมเอง" เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันฉุกเฉินส่วนบุคคล
3) ยุติ "ประชานิยมแจกแหลก" รัฐต้องยกเลิกนโยบายแจกเงินที่สูญเปล่าและไม่ยั่งยืน แล้วโยกเม็ดเงินมหาศาลเหล่านั้นมาสะสมเป็น "กองทุนฉุกเฉินระดับชาติ" เพื่อใช้เป็นกันชนรับมือกับวิกฤตใหญ่ในอนาคต

#วิกฤตโลก #ไอเอฟดีโพล

ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชนไม่เชื่อมือรัฐบาล ปม น้ำมันขาดแคลน ชี้ ให้อุดหนุนพุ่งเฉพาะกลุ่มเท่าที่จำเป็นเมื่อวันที่ 22 มี.ค.25...
22/03/2026

ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชนไม่เชื่อมือรัฐบาล ปม น้ำมันขาดแคลน ชี้ ให้อุดหนุนพุ่งเฉพาะกลุ่มเท่าที่จำเป็น

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “ไอเอฟดีโพล น้ำมันขาด-แพง ไม่เชื่อมือรัฐ-อย่าอุดหนุนโง่” กลุ่มตัวอย่าง 1,201 ราย สำรวจช่วง 17-19 มี.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน ±3%

โดยผลไอเอฟดีโพลสะท้อนว่า ประชาชนมองปัญหาน้ำมันแพง-น้ำมันขาดมาจากหลายปัจจัย โดยชี้ไปที่ วิกฤตโลกคุมไม่ได้ 44.63% รัฐรับมือช้า43.80% และผลประโยชน์ทับซ้อน 39.05% เป็นสาเหตุหลัก เมื่อถามถึงแนวทางอุดหนุนที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่เลือก อุดหนุนเท่าที่จำเป็น 36.64% รองลงมาคือ ช่วยเฉพาะกลุ่มจำเป็น 22.72% และ หยุดอุดหนุนแล้วรื้อโครงสร้างราคา 21.07%. ด้านความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล พบว่า ประชาชนไม่เชื่อมั่น 75.85% ภาพรวมจึงชัดว่า แม้ประชาชนจะยอมรับว่าปัจจัยโลกมีผล แต่ยังเห็นว่ารัฐต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดและสร้างความเชื่อมั่นมากกว่านี้

ผลไอเอฟดีโพล พบว่า เมื่อสำรวจความเห็นประชาชนถึงสาเหตุของปัญหาน้ำมันแพง-น้ำมันขาด พบว่าประชาชนเลือก “วิกฤตโลกคุมไม่ได้ สงครามและราคาน้ำมันโลกพุ่ง” สูงสุด 44.63% ตามด้วย “รัฐรับมือช้า บริหารวิกฤตไม่ทัน แก้ปัญหาไม่ตรงจุด”43.80% และ“ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่กล้ารื้อโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม” 39.05%

ขณะที่ “ประชาชนแห่เติมน้ำมัน” ตื่นตระหนกจนปั๊มขาดช่วง” อยู่ที่ 24.15%,“นายทุนกักตุนเก็งกำไร” 21.15%, “โรงกลั่นกำไรเกินควร” 12.99%, “ภาษีซ้ำซ้อน 11.57% และไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ 2.50%
เมื่อถามว่า รัฐควรอุดหนุนน้ำมันแบบไหนจึงเหมาะสมที่สุด ประชาชนเลือก “อุดหนุนเท่าที่จำเป็น: ช่วยให้ราคาไม่พุ่งเร็วเกินไป” มากที่สุด 36.64% รองลงมาคือ “ช่วยเฉพาะกลุ่มจำเป็น: เช่น ขนส่ง สาธารณะ กู้ภัย เกษตรกร” 22.72%, “หยุดอุดหนุน: รื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นธรรม” 21.07% และ “อุดหนุนเต็มที่: ตรึงราคาแม้ต้องกู้เพิ่ม” 12.57% ส่วนผู้ตอบไม่ทราบ/ไม่แน่ใจมี 6.58% และคำตอบอื่น ๆ เช่น ทุกฝ่ายควรช่วยกันรับภาระ และรัฐควรเสนอทางออกเพิ่มเติม ฯลฯ มี 0.42%

นอกจากนั้นในด้านความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้วิกฤตน้ำมันแพง-ขาด พบว่า ประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่น 45.46% และไม่เชื่อมั่นเลย 30.39% รวมผู้ไม่เชื่อมั่น 75.85% ขณะที่ค่อนข้างเชื่อมั่น 19.07% และเชื่อมั่นมาก 1.92% รวมผู้เชื่อมั่น 20.99% ส่วนไม่ทราบ/ไม่แน่ใจมี 3.16% สะท้อนว่า ประชาชนยอมรับว่าปัจจัยโลกมีผล แต่ไม่ได้ยกเว้นความรับผิดชอบให้รัฐและยังต้องการมาตรการที่ตรงจุดมากกว่าการอุ้มราคาแบบไร้ขอบเขต

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติม เป็น 6 นัยยะและ5 ข้อเสนอแนะ ดังนี้
6 นัยยะสำคัญจากผลโพล
1) วิกฤตศรัทธา ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล 75.85%: ประชาชนมองว่าการแก้ปัญหาของรัฐติดหล่ม "ไม่เร็ว-ไม่ทัน-ไม่ได้-ไม่ถูก" กล่าวคือ ไม่เร็ว-รัฐรับมือช้า บริหารวิกฤตไม่ทันและแก้ไม่ตรงจุด (43.80%) ไม่ทัน-น้ำมันขาดโดยประชาชนตื่นตระหนกแห่เติมน้ำมันจนขาดปั๊ม (24.15%) ไม่ได้-แก้อะไรไม่ได้เพราะติดผลประโยชน์ทับซ้อนและนายทุนกักตุนเก็งกำไร (รวม 60.20%) และยังไม่ถูก-เก็บภาษีซ้อนทับจนราคาพุ่งซึ่งไม่ถูก (11.57%) ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชน
2) ต้นตอปัญหา โลกและรัฐบาลรับผิดชอบคนละครึ่ง: ประชาชนมองสาเหตุของวิกฤตว่ามาจาก 2 ปัจจัยหลักที่น้ำหนักพอ ๆ กัน คือ ปัจจัยจากวิกฤตโลกสงครามและราคาน้ำมันพุ่งที่ควบคุมไม่ได้ (44.63%) และความล้มเหลวในการรับมือของรัฐบาลเอง (43.80%)
3) น้ำมันแพงเรื้อรัง รัฐดูแลกลุ่มทุน ไม่เห็นหัวประชาชน: สังคมกำลังตั้งคำถามหนักหน่วง สะท้อนจากความเชื่อที่ว่าโครงสร้างราคามีผลประโยชน์ทับซ้อน (39.05%) ไม่มีมาตรการจัดการกับนายทุนกักตุนเก็งกำไร (21.15%) รวมถึงการให้โรงกลั่นค้ากำไรเกินควร (12.99%)
4) ระเบิดเวลาแห่งความอัดอั้น: ความไม่พอใจต่อการบริหารของรัฐบาลกำลังสะสมตัวกลายเป็นระเบิดเวลา จากการที่ประชาชนมองเห็นชัดเจนว่ากลไกราคาในปัจจุบันไม่เป็นธรรม เอื้อให้เกิดกำไรเกินควร
5) เรียกร้องรัฐ "อุดหนุนอย่างฉลาด-ไม่โง่": เสียงสะท้อนรวม 80.43% ต้องการให้เปลี่ยนวิธีอุดหนุน โดยแบ่งเป็นการอุดหนุนเท่าที่จำเป็นเพื่อชะลอราคาพุ่ง (36.64%) มุ่งเป้าช่วยกลุ่มที่จำเป็นและกลุ่มเปราะบาง เช่น ขนส่งสาธารณะ กู้ภัย และเกษตรกร ฯลฯ (22.72%) รวมถึงกลุ่มที่เสนอให้หยุดอุดหนุนไปเลย เพื่อนำไปสู่การรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน (21.07%) 6) บทสรุป "การเมืองเรื่องพลังงาน": ปัญหาทั้งหมดคิดเป็นมิติทางการเมืองเรื่องพลังงานสูงถึง 82.85% สะท้อนจากปัญหาจากการขาดประสิทธิภาพในการบริหาร (43.80%) และผลประโยชน์ทับซ้อน (39.05%) อีกทั้งรัฐจึงควรพิจารณามาตรการอื่นร่วม เช่น การจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อดึงกำไรส่วนเกินมาใช้เพื่อประเทศส่วนรวม

ส่วน 5 ข้อเสนอแนะ เพื่อฝ่าวิกฤตน้ำมัน 1) อย่ากู้มาอุ้มราคา: รัฐต้องหยุดวงจรการกู้เงินเพื่อมาพยุงราคาน้ำมันแบบเหวี่ยงแห เพราะนอกจากจะไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอแล้ว ยังเป็นการสร้างหนี้สาธารณะก้อนโตทิ้งไว้เป็นภาระผูกพันให้กับประเทศในระยะยาว
2) เลิกภาษีซ้ำซ้อน: ถึงเวลาต้องกล้ารื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่บิดเบือนและไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีและเงินเข้ากองทุนต่างๆ ที่ทับซ้อนกันหลายชั้น เพื่อทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
3) กู้ศรัทธาด้วยความโปร่งใส: รัฐบาลต้องกล้า "พูดความจริง" กับสังคม และยกระดับการตรวจสอบด้วยระบบ Open Data ผ่านเทคโนโลยี Blockchain หรืออื่น ๆ ในทุกกระบวนการแบบ Real-time เพื่อใช้ดิจิทัลติดตามสต็อกน้ำมันทั้งระบบ การไหลของเงินที่ชัดเจน ฯลฯ และจัดการ "น้ำมันเถื่อน" ได้
4) ช่วยกลุ่มเปราะบางแบบพุ่งเป้า: เลิกนโยบายหว่านเงินช่วยเหลือแบบเหมารวม แล้วเปลี่ยนมาใช้การช่วยเหลือเจาะจง (Targeted) เพื่อประคอง "คนตัวเล็ก" และกลุ่มเปราะบางที่เดือดร้อนจริง เช่น ภาคขนส่งหรือเกษตรกร ฯลฯ เพื่อใช้เงินงบประมาณให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อภาพรวมประเทศมากที่สุด 5) สร้างความมั่นคงด้วยพลังงานทางเลือก: ต้องเปลี่ยนวิกฤตนี้เป็นแรงส่งการพัฒนาระบบพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนจริงจัง เพื่อลดพึ่งพาน้ำมันจากตลาดโลกที่ผันผวน และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศระยะยาว
#วิกฤตน้ำมัน

ไอเอฟดีโพล เผย ปชช.ไม่อินไม่เชื่อมั่นรัฐบาลใหม่ พบ คนไทยห่วงศก.ปากท้อง-ภัยสแกมเมอร์สูงสุด ขณะ ดร.แดน ชี้ความเร็ว-เด็ดขาด...
24/02/2026

ไอเอฟดีโพล เผย ปชช.ไม่อินไม่เชื่อมั่นรัฐบาลใหม่ พบ คนไทยห่วงศก.ปากท้อง-ภัยสแกมเมอร์สูงสุด ขณะ ดร.แดน ชี้ความเร็ว-เด็ดขาด-โปร่งใส
KPI ตัววัดผลงานรบ.


วันที่ 18 ก.พ. 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “รัฐบาลใหม่ ประชาชนไม่อิน ไม่เชื่อมั่น กังวล” กลุ่มตัวอย่าง 1,362 ราย สำรวจช่วง 15-17 ก.พ. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน ±3%

ผลไอเอฟดีโพล พบว่า รัฐบาลใหม่ ประชาชนไม่อิน ไม่เชื่อมั่น กังวล ประชาชนยังอยู่ในโหมด “รอดู” มากที่สุด โดยกลุ่มที่ “ยังไม่แน่ใจ/ไม่ตอบ/รอผลเลือกตั้งยังไม่สรุป” มีสัดส่วนสูงสุดถึง 20.21% ขณะที่ตัวเลือกสูตรจับขั้วที่ถูกเลือกมากในกลุ่มหลัก ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย + พรรคเพื่อไทย + พรรคประชาธิปัตย์ 15.93% รองลงมาคือ พรรคภูมิใจไทย + พรรคเพื่อไทย 14.54%, พรรคภูมิใจไทย + พรรคกล้าธรรม 13.07% และพรรคภูมิใจไทย + พรรคเพื่อไทย + พรรคกล้าธรรม 10.87% ตามลำดับ โดยเมื่อรวม 4 สูตรนี้เท่ากับ 54.41%

นอกจากนี้ ผู้ตอบที่ระบุว่า “ไม่อยากได้สักพรรค” 8.88% และ “พรรคประชาชนเข้ารัฐบาลด้วย” 8.37% ยังมีน้ำหนักสำคัญ และ “พรรคประชาชนเท่านั้น” 3.14%

ด้านความเชื่อมั่น เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดใหม่ “จะแก้ปัญหาสำคัญของประเทศได้” ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจ โดยระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น 48.09% และไม่เชื่อมั่นเลย 19.82% รวม “ไม่เชื่อมั่น” ทั้งหมด 67.91% ขณะที่กลุ่มที่ “เชื่อมั่น” มีค่อนข้างเชื่อมั่น 26.21% และ เชื่อมั่นมาก 5.88% รวม “เชื่อมั่น” 32.09% ส่วนคำถามว่า รัฐบาลชุดใหม่ “จะพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น” ความเชื่อมั่นยิ่งต่ำลงไปอีก โดยมีผู้ตอบว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น 49.85% และ ไม่เชื่อมั่นเลย 20.41% รวม “ไม่เชื่อมั่น” 70.26% ขณะที่ฝั่ง “เชื่อมั่น” มี ค่อนข้างเชื่อมั่น 24.30% และ เชื่อมั่นมาก 5.44% รวม “เชื่อมั่น” 29.74% สรุปคือ คนไทย “ยังไม่เชื่อ” ว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาได้ (ไม่เชื่อมั่น 67.91%) และ “ยิ่งไม่เชื่อ” ว่าจะพาไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น (ไม่เชื่อมั่น 70.26%)สิ่งที่ประชาชนกังวลมากที่สุดที่อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่

ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ค่าครองชีพยังสูง รายได้ไม่เพิ่ม แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ 38.47%, นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเน้น “แจก-กู้-ใช้” เพิ่มหนี้ระยะยาว ไม่คุ้ม 27.46%, ผลักดันโครงการขนาดใหญ่ ไม่คุ้มค่า ผลประโยชน์ไม่ถึงประชาชน 20.26%, กติกาเศรษฐกิจเอื้อทุนใหญ่/เครือข่าย SMEs แข่งยาก 12.33% และอื่น ๆ 1.48%
ด้านการเมือง-กฎหมาย-ถ่วงดุลอำนาจ ได้แก่ ใช้อำนาจรัฐ/กฎหมาย “เล่นงานฝ่ายเห็นต่าง” 24.45%, มัวแต่ทะเลาะขัดแย้งกัน บริหารสะดุด 18.28%, เสียงข้างมากในสภามากเกินไป ตรวจสอบถ่วงดุลทำงานได้ไม่เต็มที่ 18.14%,ทำงานแบบเดิมไม่ปรับปรุง-เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น 17.91%, บังคับใช้กฎหมายไม่เท่าเทียม 12.41%, และไม่ทำตามที่หาเสียงไว้ 8.00%
ด้านธรรมาภิบาล-โปร่งใส-เสี่ยงทุจริต ได้แก่ แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ใช้อำนาจใน “คดีสำคัญ” 33.48%, ทุจริต ความโปร่งใสลดลง/ปิดข้อมูล ตรวจสอบยาก 30.77%, แต่งตั้งบุคคลใกล้ชิด/เครือญาติ ดำรงตำแหน่งสำคัญ ไม่ยึดหลักคุณธรรม-ความสามารถ 19.60%, และเปิดช่องให้นายทุน/กลุ่มผลประโยชน์มีอิทธิพลเหนือกฎหมาย นโยบาย และสัมปทาน 16.15%
ด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้แก่ แก้ไม่จบ ปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา 32.82%, รับมือวิกฤตต่างประเทศล่าช้า 32.31%, การเจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่โปร่งใส ไม่เท่าทัน 22.03% และปฏิรูปกองทัพไม่คืบหน้า 11.38%
ด้านสังคม ได้แก่ จัดการไม่เด็ดขาดกับอาชญากรรมออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ พนันออนไลน์ ฯลฯ 37.89%, บ้านใหญ่/เครือข่ายอุปถัมภ์ขยายตัว เอื้อพวกพ้อง/ผูกขาด 28.93%, มองข้ามนโยบายระยะยาวที่เห็นผลช้า เช่น การศึกษาและพัฒนาคน 21.73%, ทำให้เพิ่มความขัดแย้งในชุมชนระหว่างฝ่ายหนุน-ไม่หนุนรัฐบาล 10.06% และอื่น ๆ 1.39%


ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้กล่าววิเคราะห์นัยยะจากผลไอเอฟดีโพลเพิ่มเติม 9 ประเด็น คือ 1) ไม่มีสูตรไหนครองใจ ผลโพลสะท้อนชัดว่า “ยังไม่มีสูตรใดได้ใจประชาชน” เพราะกลุ่มที่ ยังไม่แน่ใจ/ไม่ตอบ/รอผลเลือกตั้งยังไม่สรุป (20.21%) เมื่อรวมกับกลุ่ม ไม่อยากได้สักพรรค (8.88%) กลายเป็นฐานใหญ่ถึง (29.09%) ซึ่งมากกว่าสูตรใดสูตรหนึ่งที่อยู่เพียง 10 กว่า % ภาพรวมจึงไม่ใช่ “สูตรไหนชนะ” แต่คือ “ยังไม่มีสูตรไหนได้คะแนนศรัทธาจากประชาชน”
2) ตั้งได้จริง ไม่ได้แปลว่าได้ใจ เมื่อพิจารณา 4 สูตรหลักที่ถูกเลือกมากที่สุดจากผลโพล จะพบว่ารวมกันได้ (54.41%) สะท้อนการตัดสินใจแบบ pragmatic ของประชาชน คือเลือกบนฐาน “ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาล” มากกว่าเลือกจาก “ความถูกใจสูงสุด” นัยยะสำคัญคือ ต่อให้รัฐบาลตั้งได้ตามสูตรที่ดูเดินได้จริง ก็ยังไม่ได้แปลว่าจะได้ใจ รัฐบาลใหม่จึงต้องสร้างการยอมรับด้วยผลงานและความโปร่งใส ไม่ใช่อาศัยตรรกะการต่อรองในสภาเพียงอย่างเดียว
3) ประชาชนยังไม่อินกับรัฐบาลใหม่ ผลโพล (29.09%) ที่ประชาชนระบุว่า “รอดู/ไม่ตอบ” และ “ไม่อยากได้สักพรรค” คือสัญญาณอารมณ์สังคมที่สำคัญ เพราะสะท้อนภาวะ “ไม่อิน” กับว่าที่รัฐบาลใหม่ นัยยะคือรัฐบาลใหม่จะไม่ได้ประโยชน์จาก “ความชอบธรรมเชิงกระบวนการ” มากนัก เพราะคนยังไม่รู้สึกว่ารัฐบาลเป็นคำตอบของประเทศ ดังนั้นคะแนนนิยมจะขึ้นลงตามผลงานที่จับต้องได้แบบรายประเด็น หากช่วงใดผลลัพธ์ไม่ออกหรือสื่อสารไม่ชัด ความรู้สึกไม่อินจะกลายเป็นแรงกดดันทันที
4) เริ่มด้วยเครดิตติดลบ ตัวเลขความเชื่อมั่นบอกชัดว่ารัฐบาลใหม่เริ่มต้นบนฐาน “ต้องพิสูจน์” มากกว่าฐาน “ได้เครดิตก่อน” โดยคำถามเรื่อง จะแก้ปัญหาสำคัญของประเทศได้ พบว่าฝั่งไม่เชื่อมั่นรวมสูงถึง (67.91%)

ขณะที่คำถามเรื่อง พาประเทศไปอนาคตที่ดีขึ้น ฝั่งไม่เชื่อมั่นรวมยิ่งสูงเป็น (70.26%) ดังนั้นรัฐบาลใหม่จะถูกตรวจสอบเข้ม และความเชื่อมั่นจะเกิดจากผลลัพธ์จริงมากกว่าคำประกาศ รัฐบาลจึงต้อง “สร้างเครดิตใหม่” ด้วยผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้และการตัดสินใจที่ชัดเจนสม่ำเสมอ เพราะบอกได้เลยว่า หากเกิดความผิดพลาดในบางจังหวะ อาจไม่ถูกมองเป็นอุบัติเหตุ แต่มีโอกาสถูกตีความว่า รัฐบาลยังไม่พร้อมบริหารตั้งแต่แรก
5) แรงต้านมีมาก่อนตั้งรัฐบาล โพลสะท้อนว่ารัฐบาลใหม่เผชิญ “แรงต้านทางใจ” อยู่แล้ว เพราะประชาชนจำนวนมากยังไม่อินหรือยังไม่เลือก และยังไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาสำคัญหรือพาประเทศไปอนาคตที่ดีขึ้นได้จริง ในสภาพแบบนี้ กลุ่มที่ยังลังเลไม่ใช่ “กลาง ๆ เฉย ๆ” แต่เป็น ตัวแปรสะเทือนคะแนนนิยม หากรัฐบาลสะดุดประเด็นอ่อนไหว เช่นความไม่โปร่งใส ความไม่เป็นธรรม หรือถูกมองว่าเล่นเกมอำนาจ กลุ่มนี้จะขยับเป็นแรงต้านได้เร็ว ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและผลงานในแต่ละช่วงของการบริหาร
6) รัฐบาลต้องพิสูจน์สมรรถนะ สิ่งที่น่าจับตาคือ กลุ่ม “ไม่ค่อยเชื่อมั่น” มีสัดส่วนสูงมากทั้งเรื่องการแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ และการพาอนาคตที่ดีขึ้น ดังนั้น “รัฐบาลต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์” เพราะหากผลงานไม่ออกมาเป็นรูปธรรม หรือกระบวนการตัดสินใจคลุมเครือ เปลี่ยนไปมา อธิบายไม่ชัด หรือดูเหมือนขับเคลื่อนด้วยดีลมากกว่าหลักการ สังคมจะตีความได้ง่ายว่า “รัฐไร้สมรรถนะ” และความลังเลจะไหลไปเป็นความไม่เชื่อมั่นอย่างรวดเร็ว นั่นหมายถึง รัฐบาลต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของการบริหาร

ส่วน7) ปากท้องมาก่อนทุกนโยบาย โพลชี้ว่าโจทย์เศรษฐกิจถูกวางไว้หน้าเรื่องอื่นทั้งหมด โดยความกังวลอันดับหนึ่งคือ ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่เพิ่ม (38.47%) และอันดับสองคือความระแวงว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นแนว “แจก-กู้-ใช้” เสี่ยงเพิ่มหนี้ระยะยาวแต่ผลไม่คุ้ม (27.46%) ประชาชนต้องการผลลัพธ์ที่ “รู้สึกได้จริง” และต้องการความคุ้มค่าเชิงงบประมาณพร้อมกัน รัฐบาลใหม่จึงถูกคาดหวังให้ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นแบบจับต้องได้ โดยไม่ทิ้งภาระระยะยาวไว้กับประเทศ
8) เส้นแดง: อำนาจ–ยุติธรรม–โปร่งใส ประชาชนกังวลในเรื่องการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม/คดีสำคัญ (33.48%) การทุจริต-ความโปร่งใสลดลง/ปิดข้อมูล (30.77%) และการใช้อำนาจรัฐ/กฎหมายเล่นงานฝ่ายเห็นต่าง (24.45%) นัยยะทางการเมืองคือ “ความชอบธรรม” จะถูกตัดสินจากพฤติกรรมเชิงอำนาจและความโปร่งใสอย่างเข้มงวด ต่อให้มีผลงานด้านอื่น หากสังคมเห็นสัญญาณการแทรกแซงหรือปิดข้อมูล คะแนนความไว้วางใจจะร่วงเร็วและกู้ยาก
9) บททดสอบ: สแกมเมอร์–ชายแดน–วิกฤตโลก ความกังวลระดับ “ชีวิตจริง” กลายเป็นตัวชี้วัดสมรรถนะรัฐที่ชัดที่สุด โดยหมวดสังคมพบว่าประชาชนกังวลเรื่อง อาชญากรรมออนไลน์/คอลเซ็นเตอร์/สแกม/พนันออนไลน์ (37.89%) สูงสุด ขณะเดียวกันหมวดความมั่นคง-ต่างประเทศ ความกังวลเด่นคือ ชายแดนไทย–กัมพูชาแก้ไม่จบ (32.82%) และ รับมือวิกฤตต่างประเทศล่าช้า (32.31%)

“นัยยะคือรัฐบาลใหม่จะถูกประเมินจาก “ความเร็ว ความเด็ดขาด และความโปร่งใส” ในการจัดการวิกฤต ความเสี่ยงเฉียบพลัน หากทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐ “ทันภัย ทันเกม” ได้ ความเชื่อมั่นมีโอกาสฟื้น แต่หากทำไม่ได้ จะตอกย้ำภาพรัฐที่ไม่สามารถคุ้มครองประชาชนในโลกจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ชี้

ที่อยู่

87/110 อาคารโมเดอร์นทาวน์ ชั้น 14 ถนนสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+66864481610

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ IFD Poll&Surveyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์