IFD Poll&Survey ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก IFD Poll&Survey, บริษัทด้านสื่อ/ข่าวสาร, 87/110 อาคารโมเดอร์นทาวน์ ชั้น 14 ถนนสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร, Bangkok.

31/08/2026

ไอเอฟดีโพล ชี้ แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ 62.39%ไร้คุณธรรม - เกือบ 55% หวั่น รัฐอัมพาต ดร.แดน แนะ อุปถัมภ์เชิงบวกเลือกคนดี-เก่ง ทำงาน

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ประชาชนถอดใจ: ระบบไร้คุณธรรม อำนาจชั่ว รัฐอัมพาต ข้อเสนอ: อุปถัมภ์เชิงบวก คนดี-คนเก่ง” โดยกลุ่มตัวอย่าง 1,332 ราย ลงพื้นที่สำรวจระหว่างวันที่ 12–15 สิงหาคม 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าคลาดเคลื่อน ±3%​

ผลไอเอฟดีโพล สะท้อนความกังวลต่อระบบแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดย 62.39% มองว่าอิทธิพลบ้านใหญ่ การเมือง เส้นสาย และเงิน มีผลต่อการแต่งตั้ง ขณะที่ความรู้ ความสามารถ และผลงานอยู่ที่ 22.82% หรือแตกต่างกันเกือบ 3 เท่า ขณะเดียวกัน ผลกระทบที่สะท้อนภาวะ “รัฐอัมพาต 3 ประสาน” รวม 54.52% ทั้งงานราชการล่าช้า คนดี–คน‍เก่งหมดกำลังใจ และนโยบายขาดความต่อเนื่อง อีก 45.48% สะท้อนความกังวลต่อการทุจริต พวกพ้อง ธุรกิจสีเทา และการ‍บังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม และ 34.46% ยอมรับว่าข้าราชการที่เก่งและดี พอมีผลงาน แม้มีฝ่ายการเมืองหรือผู้‍มีอำนาจหนุนหลัง

ผลไอเอฟดีโพล เมื่อถามว่า จากมุมมองของประชาชน การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงใช้เกณฑ์ใดเป็นหลักพบว่า ความรู้ ความสามารถ และผลงาน 22.82% รองลงมาคือ อิทธิพลบ้านใหญ่ กลุ่มทุน หรือผู้มีอิทธิพล 20.65% การ‍สนับสนุนจากฝ่ายการเมืองหรือรัฐมนตรี 18.17% ระบบเส้นสาย รุ่น หรือสถาบัน 13.06% การจ่ายเงินซื้อตำแหน่ง 10.51% ความอาวุโสและอายุราชการ 8.93% และอื่น ๆ / ไม่แน่ใจ / ไม่ตอบ 5.86%

ส่วนคำถามว่า “หากการแต่งตั้งโยกย้ายไม่โปร่งใส ประชาชนกังวลผลกระทบใดมากที่สุด” พบว่า ระบบทุจริตจะฝัง‍รากลึกและเอื้อประโยชน์พวกพ้อง 28.07% รองลงมาคือ งานราชการล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาไม่ได้ 23.41% คนดีและคนเก่งหมดกำลังใจหรือลาออกจากระบบ 21.67% ส่วย ธุรกิจสีเทา และผู้มีอิทธิพลขยายตัว 9.53% นโยบายสำคัญขาดความต่อเนื่อง 9.44% และการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมหรือใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม 7.88%

นอกจากนั้น ผลสำรวจในประเด็น “หากไม่สามารถหาข้าราชการระดับสูงที่สมบูรณ์แบบได้ ประชาชนยอมรับบุคคลลักษณะใดได้มากที่สุด” พบว่า คนเก่งและดี พอมีผลงาน แม้มีฝ่ายการเมืองหรือผู้มีอำนาจหนุนหลัง 34.46% รองลงมาคือ เก่งและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ แต่มีข้อสงสัยเรื่องทุจริต 17.64% ไม่แน่ใจหรือไม่แสดงความคิดเห็น 15.69% มีเครือข่ายดึง‍งบประมาณมาพัฒนาได้ โดยไม่สนใจเรื่องความสามารถและความเป็นคนดีนัก 12.91% ซื่อสัตย์แต่ทำงานช้าและไม่กล้าตัดสินใจ 12.54% และไม่โกงเอง แต่หลับตาให้พวกพ้องโกงเพื่อให้งานเดินหน้า 6.76% จากผลโพลการโยกย้ายข้าราชการปี 2569

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ชี้ 4 นัยยะสำคัญ และมี 2 ข้อเสนอแนะจากผลไอเอฟดีโพล ดังนี้ นัยยะที่ 1) ระบบไร้คุณธรรม (62.39%) ชนะ (3เท่า) ระบบคุณธรรม (22.82%) ประชาชนมองว่าเกณฑ์นอกระบบคุณธรรมมีอิทธิพลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายรวม 62.39% ทั้งทุนบ้านใหญ่ 20.65% ตั๋วการเมือง 18.17% เส้นสาย 13.06% และซื้อตำแหน่ง 10.51% ขณะที่ความรู้ ความสามารถ และผลงานอยู่ที่ 22.82% สะท้อนภาพว่า “อำนาจ–ทุน–เส้นสาย–เงิน” มีน้ำหนักเหนือระบบคุณธรรมเกือบ 3 เท่า
2) ระบบรัฐอัมพาต 3 ประสาน (55%) การโยกย้ายที่ไม่โปร่งใสอาจกระทบรัฐพร้อมกัน 3 ด้าน รวม 54.52% หรือประมาณ 55% ได้แก่ คนพัง คนดี–คนเก่งหมดกำลังใจหรือลาออก 21.67% ระบบพัง งานราชการล่าช้า ไร้‍ประสิทธิภาพ 23.41% และ นโยบายพัง ขาดความต่อเนื่อง 9.44% หมายความว่าการตั้งคนผิดอาจไม่ได้เสียเพียงตำแหน่งเดียว แต่กระทบทั้งคน งาน และนโยบาย

นัยยะที่ 3) ระบบอำนาจชั่ว ครองเมือง (45.48%) ผลกระทบด้านโครงสร้างอำนาจรวม 45.48% ประกอบด้วย ระบบทุจริตฝัง‍รากและเอื้อพวกพ้อง 28.07% ส่วย ธุรกิจสีเทา และผู้มีอิทธิพลขยายตัว 9.53% และการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมหรือใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม 7.88% สะท้อนความกังวลว่า หากตำแหน่งราชการกลายเป็นรางวัลตอบแทนทางการเมือง อำนาจรัฐอาจถูกใช้คุ้มครองเครือข่ายและผลประโยชน์มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม และ 4) ประชาชนถอดใจ (37%) ผลโพลสะท้อนภาวะ “ถอดใจ” ต่อความเป็นจริงของระบบแต่งตั้ง โดย 34.46% เลือกคนที่เก่งและดี พอมีผลงาน แม้มีฝ่ายการเมืองหรือผู้มีอำนาจหนุนหลัง ขณะที่กลุ่ม “ดีแต่ไม่เก่ง” อยู่ที่ 12.54% ส่วนกลุ่มที่วิเคราะห์ได้ว่า “เก่งแต่ไม่ดี” รวม 37.31% ได้แก่ เก่งและมีผลงานแต่มีข้อสงสัยเรื่องทุจริต 17.64% มี‍เครือข่ายดึงงบได้ 12.91% และไม่โกงเองแต่หลับตาให้พวกพ้องโกง 6.76% สะท้อนภาวะจำยอม ประชาชนส่วน‍หนึ่งอาจยอมรับความสามารถ แม้ต้องแลกกับข้อกังขาด้านคุณธรรม

โดยดร.แดน เสนอให้มีอุปถัมภ์บวก คือ
1) การเมืองได้ใจ: เลือกดี + เก่ง ฤดูโยกย้ายปี 2569 เป็นโอกาสที่ฝ่ายการเมืองจะพิสูจน์ว่าอำนาจการแต่งตั้งสามารถใช้‍สร้างประโยชน์ให้ระบบราชการได้ ด้วย “อุปถัมภ์เชิงบวก” คือเปิดทางให้คนดี คนเก่ง และมีผลงานเข้าสู่ตำแหน่ง แทนการเลือกจากพวกพ้อง เส้นสาย หรือผลประโยชน์ หากทำได้ การเมืองจะไม่เพียง “ได้คน” แต่มีโอกาส “ได้ใจประชาชน”
และ 2) เปลี่ยนตัว หากพิสูจน์ผล: ไม่ดี ไม่เก่ง หากผู้ได้รับตำแหน่ง ไม่ดี ไม่เก่ง ไร้ประสิทธิภาพ หรือทำงานไม่ได้ ต้องกล้าเปลี่ยนตัว ขณะเดียวกันต้องรักษาคนดี–คนเก่งให้อยู่และเติบโตในระบบเพื่อให้การโยกย้ายเป็นเครื่องมือเพิ่ม‍ประสิทธิ ภาพรัฐ ไม่ใช่เครื่องมือแบ่งอำนาจและผลประโยชน์

ไอเอฟดีโพล เผย ปมฮั้วสว.ทุบ 5 วิกฤตศรัทธา ขณะ “ดร.แดน” แนะ 5 ข้อหนุนกกต. ส่งศาลฎีกาตัดสินวันที่ 10 ส.ค. 2569 ไอเอฟดีโพลแ...
10/08/2026

ไอเอฟดีโพล เผย ปมฮั้วสว.ทุบ 5 วิกฤตศรัทธา ขณะ “ดร.แดน” แนะ 5 ข้อหนุนกกต. ส่งศาลฎีกาตัดสิน

วันที่ 10 ส.ค. 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “ฮั้ว สว. ชี้: 5 วิกฤตศรัทธา-5 ข้อเสนอต่อ กกต.” กลุ่มตัวอย่าง 1,371 ราย สำรวจช่วง 4-‍7 ส.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% และค่าคลาดเคลื่อน ±3%

ผลไอเอฟดีโพล ชี้ ภาพสะท้อนวิกฤตศรัทธาต่อการดำเนินคดีกับตัวการใหญ่ 82% วิกฤตความเชื่อมั่นต่อสภาสูง องค์กรอิสระและทุนการเมือง 61% วิกฤตต่อกระบวนการยุติธรรม 60% วิกฤตต่ออนาคต 22% ที่กลัวการฮั้วซ้ำจนกลายเป็นพิมพ์เขียว และวิกฤตต่ออำนาจประชาชน 30% ที่สิ้นหวังจนถอดใจ จึงเสนอ กกต. ส่งศาลฎีกาตัดสิน ทำสำนวนให้รัดกุม มุ่งจัดการทั้งระบบเอาผิดผู้บงการ เปิดหลักฐานคณะไต่สวนชุด 26 และ 36 และแก้พิมพ์เขียวป้องกันฮั้ว สว. ในอนาคต

ผลไอเอฟดีโพล เปิดเผยผลสำรวจในประเด็นจากคดีฮั้ว สว. ท่านคิดว่าจะเอาผิดได้ถึงระดับใด? โดยพบว่า ประชาชนมองว่าสามารถเอาผิดได้ถึงแค่ สว. บางรายและคนเดินเรื่อง 33.19% เอาผิดได้ถึงแกนนำ/ตัวการสำคัญบางส่วน แต่ไม่ถึงผู้สั่งการใหญ่ 30.12% และเอาผิดใครไม่ได้เลย / กกต. ยกคำร้องทั้งหมด 18.96% สามารถเอาผิดได้ถึงตัวการใหญ่และผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม 7.44% และไม่ทราบ / ไม่มีความเห็น 10.29%

เมื่อถามเจาะลึกถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการเมืองไทย หาก กกต. ยกคำร้อง ไม่ส่งศาล หรือเอาผิดไม่ถึงผู้สั่งการ พบว่า ประชาชนกังวลในเรื่ององค์กรอิสระขาดความน่าเชื่อถือ (เช่น ป.ป.ช., ศาลรัฐธรรมนูญ, กกต.) 32.02% รองลงมาคือ อาจเกิดการฮั้ว สว. ซ้ำ เพราะช่องโหว่ไม่ถูกแก้ 21.59% ตามด้วย สว. ขาดความชอบธรรมในการออก-แก้กฎหมาย/รัฐธรรมนูญ 17.14% และวุฒิสภาถูกกลุ่มการเมืองและกลุ่มทุนครอบงำ 11.89% กังวลว่าจะเกิดสภาวะรัฐสภาเป็นอัมพาต งานขับเคลื่อนประเทศชะงัก 6.93% และมีผู้ที่ไม่กังวล เชื่อว่า กกต. พิจารณาอย่างเป็นธรรม อยู่ที่ 1.53% และไม่ทราบ / ไม่มีความเห็น 8.90%

ส่วนความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อตัวท่านและสังคม ผลโพลสะท้อนความกังวลของประชาชนว่า ตนเองและสังคมจะหมดศรัทธากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ (เอาผิดได้แค่คนตัวเล็ก) ถึง 34.50% รองลงมาคือ หมดความเชื่อมั่นต่อ กกต. ในคดีใหญ่ๆ 24.73% และ หมดหวัง/เลิกสนใจการเมือง 22.17% ขณะที่ 7.95% กังวลว่าความขัดแย้งจะรุนแรงจนนำไปสู่การชุมนุมประท้วง ส่วนผู้ที่ไม่กังวลเพราะ เชื่อว่า กกต. พิจารณาอย่างเป็นธรรม มีเพียง 1.97% ประเด็น อื่นๆ หมดหวังกับประเทศชาติจะไม่พัฒนาไปกว่านี้ 0.51% และ ไม่ทราบ / ไม่มีความเห็น 8.17%

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้สรุป 5 นัยยะสำคัญจากผลไอเอฟดีโพล และ 5 ข้อเสนอแนะ ถึง กกต. ดังนี้
1) วิกฤตศรัทธาต่อคนตัวใหญ่ (82%) ประชาชนถึง 82% กังวลว่าการลงโทษจะไปไม่ถึงตัวการใหญ่หรือนายทุนเบื้องหลัง ขณะเพียง 7% ที่เชื่อว่าจะเอาผิดได้ทั้งหมด
2) วิกฤตศรัทธาต่อสภาสูง องค์กรอิสระ และทุนการเมือง (61%) ความคลางแคลงใจลุกลามสู่กลไกรัฐรวม 61% ได้แก่ องค์กรอิสระขาดความน่าเชื่อถือ 32%, สว. ขาดความชอบธรรมในการใช้อำนาจ 17% และความหวั่นเกรงว่ากลุ่มทุนกับการเมืองจะร่วมมือกันกินรวบแต่งตั้ง สว. อีก 12%
3) วิกฤตศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม (60%) เมื่อกลไกรัฐถูกตั้งคำถามความล้มเหลวในการลงโทษผู้บงการจึงสะเทือนกระบวนการยุติธรรมรวม 60% โดยส่งผลเสียในระดับองค์กรจากการขาดศรัทธาต่อ กกต. 25% และลึกลงไปถึงระดับโครงสร้างยุติธรรมในภาพรวมอีก 35%

4) วิกฤตศรัทธาว่าอนาคตจะมีการฮั้ว สว. อีก (22%) หากไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจัง เด็ดขาด และครอบคลุมทั้งระบบ คดีนี้จะกลายเป็น "พิมพ์เขียว" ที่ทำให้ผู้กระทำผิดมองว่าคุ้มค่าและเสี่ยงต่ำ พร้อมตอกย้ำความกังวลว่าการเลือก สว. ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะยังคงถูกบิดเบือนต่อไป และ 5) วิกฤตศรัทธาต่ออำนาจประชาชน (30%) ผลกระทบทั้งหมดปะทุกลับมาที่ภาคประชาชน ทำให้ Active Citizen หรือพลชาติที่ห่วงบ้านเมืองเกิดวิกฤตศรัทธาต่ออำนาจตนเองถึง 30% โดย 22% สิ้นหวังจนเลิกสนใจการเมือง และอีก 8% กังวลว่าความหมดหวังจะถูกดันไปสู่การชุมนุมประท้วง

ส่วน 5 ข้อเสนอแนะถึง กกต. ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า
1) กกต.อย่าตัดตอนก่อนส่งศาลฎีกาตัดสิน ไม่ตัดตอนหรือหยุดคดีเองในชั้น กกต. แต่ควรรวบรวมเรื่องส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม �
2) กกต. ทำสำนวนดี: ข้อมูลรัดกุมครบ ทำสำนวนอย่างละเอียด รอบคอบ และครบถ้วน ทั้งสำหรับใช้เองและส่งศาล ปิดช่องโหว่ไม่ให้สำนวนอ่อนจนหลุดคดี เพื่อให้สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดได้จริง�
3) กกต.เน้นตัวการใหญ่: ผู้วางระบบฮั้ว ผู้ให้เงินฮั้ว ผู้ปฏิบัติการฮั้ว ต้องมุ่งเอาผิดถึงผู้บงการ/ตัวใหญ่ ไม่ใช่จับเพียง "ปลาซิวปลาสร้อย" แล้วปล่อยตัวจริงให้รอดยกเข่งหรือรอดไปได้บางส่วน�
4) กกต. เปิดหลักฐาน: คณะไต่สวนชุด 26 และ 36 ซึ่งทั้ง 2 คณะนี้กลับมีความเห็นย้อนแย้งกัน เพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้�
5) กกต. เสนอ: แก้พิมพ์เขียว ป้องกันฮั้ว สว. อีก หากปล่อยไว้ กลุ่มที่ฮั้วจะมองว่าคุ้มค่าและเสี่ยงต่ำ จนทำซ้ำรอบถัด กกต. จึงต้องถอดบทเรียน และสร้างพิมพ์เขียวเลือกครั้ง สว.ใหม่ ทำให้การฮั้วแพงจนไม่คุ้มจะเสี่ยง

ไอเอฟดีโพล เผย ปชช.50.24% เชื่อคดีโกงสอบท้องถิ่นสาวไม่ถึงตัวการใหญ่ ชี้ โยกย้ายแค่ตัดตอนขรก.ตัวเล็ก ดร.แดน แนะ 9 ข้อรื้อ...
05/08/2026

ไอเอฟดีโพล เผย ปชช.50.24% เชื่อคดีโกงสอบท้องถิ่นสาวไม่ถึงตัวการใหญ่ ชี้ โยกย้ายแค่ตัดตอนขรก.ตัวเล็ก ดร.แดน แนะ 9 ข้อรื้อระบบสอบถอนรากถอนโคนขบวนการทุจริต

วันที่ 5 ส.ค. 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “โกงสอบ: สาวสุดถึงตัวใหญ่-รื้อสอบ อนาคตไร้โกง”จากกลุ่มตัวอย่าง 1,256 ราย สำรวจช่วง 30 ก.ค. – 2 ส.ค. 69 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน ±3%

ผลไอเอฟดีโพล สำรวจโพลเรื่อง “โกงสอบ: สาวสุดถึงตัวใหญ่-รื้อสอบ อนาคตไร้โกง”พบว่า คดียังไม่ทันจบ แต่ศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลพังทลายไปเรียบร้อยแล้ว สังคมอ่านเกมออก มองการสั่งย้ายและสอบวินัยเป็นแค่เทคนิคซื้อเวลาเพื่อตัดตอน เงินและอำนาจถูกมองว่าเปลี่ยนผิดเป็นถูก ประชาชนเฝ้ารอดูว่าตัวการใหญ่จะรอดหรือไม่ วิกฤตศรัทธาย้ายฝั่ง โดยประชาชนพึ่งพาเพจดังและอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าหน่วยงานรัฐถึง 2 เท่า และยังสะท้อนภาวะคนดีหมดหวัง ยอมนิ่งเงียบไม่แจ้งเบาะแส เพราะกลัวอันตรายและเชื่อว่าแจ้งไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน

ส่วนเรื่อง“ความคิดเห็นต่อการดำเนินคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น” พบว่า ประชาชน 50.24% มองเป็นการจัดฉากหรือตัดตอนเพื่อลดแรงกดดันและเอาผิดไม่ถึงผู้สั่งการ รองลงมา คือ ยังสรุปไม่ได้ ต้องติดตามว่าจะถึงผู้สั่งการหรือไม่ (25.56%) เชื่อว่าปราบจริงและจะเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ (17.04%) และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น (7.17%)

เมื่อถามเจาะลึกในกลุ่มที่มองว่าคดีถูกจัดฉากหรือตัดตอนถึงสาเหตุที่คดีไปไม่ถึงผู้สั่งการ (631 ตัวอย่าง) พบว่า ประชาชนสะท้อนเหตุผลหลักคือ เอาผิดเฉพาะระดับปฏิบัติงานหรือคนตัวเล็ก (21.55%) การใช้วิธีสั่งย้ายหรือสอบวินัยเพื่อซื้อเวลาให้เรื่องเงียบ (20.92%) และคดีมักล่าช้าหรือหยุดลงเมื่อเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอำนาจ (20.13%) นอกจากนี้ยังเกิดจากการไม่เปิดเผยความคืบหน้าต่อประชาชน (14.90%) การที่หน่วยงานตรวจสอบถูกแทรกแซงหรือขาดความเป็นอิสระ (14.10%) และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น (8.40%)
หากคดีเอาผิดได้เพียง "คนตัวเล็ก" แต่สาวไม่ถึง "ผู้สั่งการ" ประชาชนมองว่าผลกระทบเชิงสังคมที่น่ากังวลที่สุด คือ เงินและอำนาจสามารถแทรกแซงคดีเพื่อเปลี่ยนผิดเป็นถูกได้ (35.75%) รองลงมาคือ ยิ่งเป็นคดีใหญ่ยิ่งเอาผิดตัวการใหญ่ได้ยาก (19.27%) ตามด้วยความกังวลว่าระบบจะมองการเอาผิดแค่คนตัวเล็กกลายเป็นเรื่องปกติ (17.75%) และตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางกฎหมายที่คนไม่มีอำนาจมักถูกลงโทษได้ง่ายกว่า (14.57%) ขณะที่อีก 9.00% เห็นว่ายังสรุปไม่ได้เพราะอาจเกิดจากหลักฐานไม่เพียงพอ และระบุไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น (3.66%)

นอกจากนั้นเมื่อถามว่า หากพบเห็นการทุจริตด้วยตนเองจะเลือกทำอย่างไร พบว่า ประชาชนเลือกส่งข้อมูลให้เพจดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ (29.54%) แจ้งหน่วยงานรัฐ เช่น ป.ป.ช. ดีเอสไอ หรือตำรวจ (24.52%) ส่งให้องค์กรภาคประชาชน (11.70%) ไม่แจ้งเพราะสิ้นหวังว่าแจ้งไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง (11.54%) ส่งข้อมูลให้พรรคการเมืองเพื่อตรวจสอบ/นำเข้าสภา (7.09%) ไม่แจ้งเพราะกลัวไม่ปลอดภัยหรือกระทบต่อหน้าที่การงาน (6.69%) เลือกแนวทางอื่น เช่น ปรึกษาผู้มีความรู้ทางกฎหมายแล้วจึงดำเนินการต่อ หรือปรึกษาหน่วยงานที่พบเห็นการทุจริต (0.16%) และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น (8.76%)

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์ 8 นัยยะ 9 ข้อเสนอแนะจากผลโพล ดังนี้
9 นัยยะสำคัญจากผลไอเอฟดีโพล คือ
1) คดียังไม่จบ – ศรัทธารัฐจบ (93%) ประชาชนมองว่าการดำเนินคดีเป็นการจัดฉาก/ตัดตอน (50.24%) อยากเห็นการสาวถึงผู้สั่งการตัวจริง (25.56%) และอยากให้ปราบจริงทุกระดับถึงตัวใหญ่ (17.04%) และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น (7.17%) ที่สะท้อนว่าคดียังไม่ทันจบ แต่ความไว้วางใจพังทลายล่วงหน้าแล้ว
2) คดีจบที่ตัวเล็ก – ไม่ถึงตัวใหญ่ (63%) โดยประชาชนมองว่าคดีจะถูกตัดตอนไม่ถึงตัวใหญ่ ผ่านกำแพงคุ้มกันสามชั้น ได้แก่ การเอาผิดเฉพาะระดับปฏิบัติการ (21.55%) การสั่งย้าย/สอบวินัยเพื่อซื้อเวลาให้เรื่องเงียบ (20.92%) คดีล่าช้าหรือหยุดเมื่อโยงถึงตัวใหญ่ (20.13%) นอกจากนั้นประชาชนยังให้ความเห็นว่าการดำเนินคดีมีลักษณะไม่เปิดเผยความคืบหน้า (14.05%) และกรรมการสอบถูกแทรกแซง (13.28%) ร่วมด้วย
3) คดีจบที่คนตัวเล็ก เพราะเงินอำนาจแทรกแซงเปลี่ยนผิดเป็นถูก (97%) ในกลุ่มที่มองว่าเป็นการจัดฉาก ให้ความเห็นว่าเงินและอำนาจเปลี่ยนผิดเป็นถูกได้ (35.75%), เอาผิดตัวใหญ่ยาก (19.27%), การเอาผิดแค่คนตัวเล็กกลายเป็นเรื่องปกติ (17.75%) และคนไร้อำนาจโดนลงโทษง่ายกว่า (14.57%)
4) มาตรการทางปกครอง ไม่เท่ากับ ความเชื่อมั่น การสั่งย้ายข้าราชการหรือตั้งกรรมการสอบวินัย ไม่ได้ช่วยกู้คืนความเชื่อมั่นของประชาชน
5) ประชาชนรอดูว่าผู้บงการตัวใหญ่จะโดนหรือไม่ หัวใจสำคัญของคดีนี้ที่สังคมเฝ้ามอง ไม่ใช่เพียงการลงโทษคนตัวเล็กหรือการสร้างฉากแอ็กชัน แต่คือการวัดใจว่าผู้สั่งการระดับสูงจะถูกลงโทษหรือไม่
6) สั่งย้าย-สอบวินัย คือเทคนิคซื้อเวลา ประชาชนรู้ทันว่ามาตรการทางปกครองเป็นเพียงการดึงเรื่องให้ยืดเยื้อ เพื่อผ่อนถ่ายให้ผู้มีอำนาจพ้นภัยจนเรื่องเงียบหาย
7) ศรัทธาหน้าฟีด พึ่งสื่อและอินฟลูเอนเซอร์มากกว่ารัฐ 2 เท่า เกิดภาวะศรัทธาย้ายฝั่ง ประชาชนเลือกแจ้งเบาะแสนอกระบบรัฐสูงถึง 48.33% (ส่งเพจดัง/อินฟลูเอนเซอร์ 29.54%) องค์กรภาคประชาชน (11.70%) พรรคการเมือง (7.09%) ซึ่งสูงกว่าการพึ่งพาหน่วยงานรัฐโดยตรง (ป.ป.ช./ดีเอสไอ/ตำรวจ) ที่มีเพียง 24.52% เกือบ 2 เท่า
8) ปวงชนคนดีหมดกำลังใจ สภาพสังคมถอดใจเลือกที่จะเงียบ ประชาชนฝ่ายคนดีถอดใจไม่ร่วมแจ้งเบาะแสสูงถึง 18.23% แบ่งเป็นกลุ่มที่สิ้นหวังมองว่าแจ้งไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง (11.54%) และกลุ่มที่หวาดกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัยต่อชีวิต ทรัพย์สิน และหน้าที่การงาน (6.69%)

ดร.แดนมีข้อเสนอแนะไว้ 9 ประเด็น คือ 1) สาวให้สุดถึงตัวการใหญ่ให้สุดสายโซ่การโกง เดินหน้าสืบสวนกวาดล้างลึกล้ำไปถึงต้นตอ ไม่หยุดเพียงแค่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง แต่ต้องลากตัว "บงการใหญ่" ออกมารับโทษ ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่คนเข้าสอบ คนวางระบบ คนสั่งการ คนแก้คะแนน คนเก็บและรับผลประโยชน์ ตลอดจนผู้ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังทั้งหมด

2) ตรวจเส้นทางการเงินแบบยกกระดาน เช็กเส้นทางการเงินของผู้ต้องสงสัยและผู้เชื่อมโยงทั้งกระบวนการ โดยไม่จำกัดเพียงแค่คนที่มีชื่อบนหน้าข่าว เพื่อแกะรอยสายการถ่ายโอนเงินและสาวถึงตัวการรับผลประโยชน์จริง

3) แกะรอยระบบการติดต่อสื่อสาร ตรวจสอบประวัติและการเชื่อมโยงการสื่อสารของตัวละครทั้งหมดในระบบ ด้วยกระบวนการสืบสวนเชิงไต่สวน แทนการนั่งรอเพียงหลักฐานเชิงประจักษ์ฉากหน้า

4) ถอนรากถอนโคนเครือข่ายโกงสอบทั้งระบบ ทลายขบวนการทุจริตอย่างเด็ดขาด เพราะผลสำรวจชี้ชัดว่าทำเป็นเครือข่ายใหญ่และฝังรากลึกมานานจนเชี่ยวชาญ การที่เรื่องเปิดแดงครั้งนี้เกิดจากการขัดผลประโยชน์ภายใน จึงต้องใช้จังหวะนี้รื้อขบวนการทั้งหมดให้หมดสิ้น

5) แยกการสอบวินัยออกจากคดีอาญา ไม่พึ่งพาเพียงมาตรการทางปกครองอย่างการสั่งย้ายหรือพักงาน ซึ่งถูกมองเป็นการซื้อเวลา แต่ควรมุ่งเน้นการดำเนิน "คดีอาญา" กับผู้เกี่ยวข้องทุกคนอย่างจริงจัง เพื่อให้สืบสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้อย่างแท้จริง

6) เร่งรัดกระบวนการ ปิดช่องผ่องถ่ายเอาตัวรอด เร่งสืบสวนสอบสวนให้จบโดยเร็วที่สุดในกรอบเวลาที่กระชับ เนื่องจากคดียืดเยื้อมานาน หากปล่อยให้เวลาผ่านไป เรื่องจะเงียบหาย และเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดวิ่งเต้นทำลายหลักฐานหรือหลบหนี

7) รายงานความคืบหน้ารายวัน ให้คณะกรรมการตรวจสอบออกแถลงการณ์ความคืบหน้า หรือผ่านข่าวแจกสื่อมวลชนทุกวัน เพื่อยืนยันการทำงานจริง ลดข้อครหาเรื่องยื้อเวลา และตอบสนองความคาดหวังของประชาชน 93% ที่รอฟังข่าวการลงโทษผู้สั่งการ

8) ยกระดับระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส สร้างกลไกปกป้องผู้ชี้เบาะแส อย่างรัดกุม ให้มั่นใจในความปลอดภัยทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และหน้าที่การงาน เพื่อดึงประชาชนฝ่ายดีอีก 18.23% ที่เคยเลือกเงียบเพราะสิ้นหวังและหวาดกลัว ให้กล้าเข้ามาร่วมมือ และ 9) ปฏิรูประบบสอบยุติการทุจริตอย่างยั่งยืนปรับรื้อโครงสร้างการจัดสอบใหม่ทั้งหมดสู่เป้าหมาย "รื้อสอบ อนาคตไร้โกง" เพื่อสร้างสนามสอบที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งจะสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ต่อเมื่อการดำเนินคดีในครั้งนี้สามารถสาวสุดถึงตัวใหญ่ได้จริงเท่านั้น

ไอเอฟดีโพล เผย สภาพคนกรุงใช้ชีวิตอยู่ได้แต่ไม่ดีพอ ชี้ เมืองน่าอยู่ 12 ส.:โจทย์ใหญ่ผู้ว่าฯ กทม.-ส่วนราชการอื่น"เมื่อวันท...
24/06/2026

ไอเอฟดีโพล เผย สภาพคนกรุงใช้ชีวิตอยู่ได้แต่ไม่ดีพอ ชี้ เมืองน่าอยู่ 12 ส.:โจทย์ใหญ่ผู้ว่าฯ กทม.-ส่วนราชการอื่น"

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา พร้อมด้วยนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ได้แถลงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “เมืองน่าอยู่ 12 ส. : โจทย์ใหญ่ผู้ว่าฯ กทม.-ส่วนราชการอื่น” โดยใช้กรอบ “โมเดลเมืองน่าอยู่ 12 ‍มิติ” หรือ Dr.Dan Can Do’s Livable City Model ของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ที่ใช้เป็นกรอบการพัฒนากรุงเทพฯ มาตั้งแต่ 20 ปีก่อน การสำรวจครั้งนี้ ดำเนินการในกลุ่มตัวอย่าง 1,212 ราย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในช่วงวันที่ 16-21 มิถุนายน 2569 วิธีเก็บข้อมูลลงพื้นที่สัมภาษณ์ 100% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และมีค่าความคลาดเคลื่อน ±3%

ผลสำรวจของไอเอฟดีโพลพบว่า ภาพรวมกรุงเทพฯ ในปัจจุบันเป็นเมืองที่ "พอใช้ชีวิตอยู่ได้" แต่ยังไม่ดีพอที่จะเป็นเมืองน่าอยู่ได้อย่างเต็มความหมาย โดยมิติที่เป็นทุนเดิมของเมืองซึ่งควรนำไปต่อยอด มี 4 มิติ ได้แก่ เมืองสะดวก เมืองสุขสัมพันธ์ เมืองสืบสานวัฒนธรรม และเมืองสุขอนามัย ส่วนมิติที่อยู่ในระดับวิกฤตและต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ เมืองสีขาว เมืองสุขจิต และเมืองสะอาด ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่และภารกิจสำคัญที่ฝากไว้ให้ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ รวมถึงส่วนราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันขับเคลื่อน มีรายละเอียดดังนี้
ภาพรวมความน่าอยู่: เมืองแค่ "พออยู่ได้" (ประชาชนให้คะแนน "ดี-ดีมาก" เกินครึ่งเล็กน้อย) ให้คะแนนดีถึงดีมาก 52.23%: สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ เกินครึ่งหนึ่งเล็กน้อยมองว่าเมืองนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีและใช้ชีวิตอยู่ได้ กลุ่มให้คะแนนปานกลางสูงถึง 43.73%: ชี้ให้เห็นว่าคนเกือบครึ่งเมืองยังแบ่งรับแบ่งสู้และรอดูทีท่าการเปลี่ยนแปลงของเมืองหลวง และกลุ่มที่ให้คะแนนต่ำมีเพียง 4.04%: ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุดในภาพรวมทั้งหมด

กลุ่มทุนเดิมของเมือง: 4 มิติสอบผ่าน (ประชาชนให้คะแนน "ดี-ดีมาก" เกิน 50%) คนกรุงเกินครึ่งเมืองพึงพอใจและมองว่าเป็นแต้มต่อของกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ได้แก่
• เมืองสะดวก (65.68% - สูงที่สุด): คนกรุงเทคะแนนบวกให้ระบบขนส่ง สาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ทางเท้า และการ‍เชื่อมต่อในชีวิตประจำวัน
• เมืองสุขสัมพันธ์ (61.63%): สะท้อนว่าคนเมืองยังสัมผัสได้ถึงน้ำใจ ความไว้วางใจ การพึ่งพาอาศัย และระบบการ‍ช่วยเหลือดูแลกันภายในชุมชน
• เมืองสืบสานวัฒนธรรม (52.23%): คนกรุงยังรับรู้และเห็นคุณค่าของทุนวัฒนธรรมดั้งเดิม ทั้งชุมชนเก่า วัด ตลาด อาหาร ย่านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น
• เมืองสุขอนามัย (51.90%): ประชาชนให้คะแนนบวกกับการดูแลสุขภาพ การเข้าถึงอาหารปลอดภัย และบริการพื้นฐานด้านสุขอนามัย
กลุ่มวิกฤตเร่งด่วน: 3 มิติ (ประชาชนให้คะแนน "ดี-ดีมาก" ต่ำกว่า 35%) 3 แผลสดเชิงโครงสร้าง และเป็น Pain Point สำคัญที่ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขทันที ได้แก่
• เมืองสีขาว (30.78% - ต่ำที่สุดรั้งท้าย): ชี้ชัดว่าคนกรุงขาดความไว้วางใจอย่างรุนแรงต่อระบบธรรมาภิบาล ความโปร่งใสตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมของประชาชน

• เมืองสุขจิต (33.75%): สะท้อนว่าเมืองในปัจจุบันยังสอบตกเรื่องการเติมเต็มความหวัง เป้าหมายชีวิต และการขาดพื้นที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
• เมืองสะอาด (34.57%): คนกรุงให้คะแนนบวกน้อย เพราะต้องทนเจอวิกฤตมลพิษ ขยะ ฝุ่น PM2.5 น้ำเสีย กลิ่นเหม็นจากคลอง และจุดสกปรกในพื้นที่สาธารณะอยู่ทุกวัน
กลุ่มมิติโซนเฝ้าระวังที่ต้องยกระดับ: 5 มิติ (ประชาชนให้คะแนน "ดี-ดีมาก" ระหว่าง 35% - 50%) กลุ่มนี้เป็นมิติที่คะแนนยังไม่ถึงครึ่ง แต่ก็ยังไม่ไปอยู่ในกลุ่มวิกฤต ได้แก่ เมืองสำราญ (48.51%) เมืองสวยงาม (46.53%) เมืองสงบสุข (45.87%) เมืองสัมมาชีพ (42.33%) และเมืองสมองสร้างสรรค์ (38.04%)

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ระบุว่า ผลโพลครั้งนี้ไม่ได้ชี้เพียงคะแนนความพึงพอใจของคนกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนโจทย์สำคัญของเมือง ทั้งเรื่องที่ควรเร่งแก้และเรื่องที่ควรต่อยอด โดยสรุป 5 นัยยะสำคัญ และ 6 ข้อเสนอแนะ ดังนี้

5 นัยยะสำคัญจากผลโพล เมื่อพิจารณาจากคะแนน “ดี–ดีมาก” สรุปนัยยะสำคัญได้ 5 ประการ ดังนี้
1) กลุ่มพลังเงียบ (43.73%) คือ “ระเบิดเวลา”: แม้ภาพรวมผู้ให้คะแนนดี-ดีมากจะอยู่ที่ 52.23% แต่กลุ่มปานกลางยังสูงถึง 43.73% จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะคนเกือบครึ่งเมืองยังอยู่ในภาวะ “รอดูผลงาน” หากเมืองแก้ปัญหาปากท้อง มลพิษ และบริการพื้นฐานได้เร็ว กลุ่มนี้พร้อมขยับเป็นคะแนนบวก แต่หากเมืองยังย่ำอยู่กับที่ ก็อาจเปลี่ยนเป็นคะแนนลบได้ทันที
2) เมืองสีขาว (30.78%) “ถ้าธรรมาภิบาลติดลบ นโยบายอื่นก็เดินหน้ายาก”: มีผู้ให้คะแนนดี-ดีมากต่ำที่สุดใน 12 มิติ สะท้อนว่าความโปร่งใสและธรรมาภิบาลเป็นจุดอ่อนสำคัญ หากประชาชนรู้สึกว่าระบบบริหารเมืองเป็น “กล่องดำ” แม้นโยบายอื่นจะดีเพียงใด ก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความน่าเชื่อถือได้
3) เมืองสะอาด (34.57%) คือ “แผลสดในชีวิตประจำวัน”: ขณะที่ได้คะแนนบวกน้อย แต่คะแนนลบด้านความสะอาดกลับสูงถึง 29.46% สะท้อนว่า ขยะ ฝุ่น PM2.5 น้ำเสีย และกลิ่นคลอง เป็นปัญหาที่คนกรุงเผชิญอยู่ทุกวัน กทม. จึงควรทำเรื่องนี้เป็น Quick Win ที่เห็นผลเร็ว เช่น จัดการจุดทิ้งขยะซ้ำซาก คุมฝุ่นไซต์ก่อสร้าง และเปิดเผยผลการแก้ปัญหารายเขต

4) เมืองสะดวก (65.68%) แต้มต่อที่ยังเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่: แม้จะได้คะแนนสูงสุดสะท้อนว่ากรุงเทพฯ มีแต้มต่อด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ความสะดวกยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เมืองชั้นในและแนวรถไฟฟ้าหลัก ขณะที่คนชานเมือง ชุมชนในซอยลึก และผู้ที่พึ่งพารถเมล์ เรือ หรือทางเท้า ยังเข้าไม่ถึงความสะดวกอย่างเท่าเทียม โจทย์สำคัญคือการขยายระบบขนส่งรองและ first-last mile ให้ครอบคลุมชีวิตจริงของคนทุกเขต
5) ทุนทางสังคมและทุนวัฒนธรรมยังมีอยู่ ต้องรีบต่อยอด: เมืองสุขสัมพันธ์ (61.63%) และเมืองสืบสานวัฒนธรรม (52.23%) ชี้ว่ากรุงเทพฯ ยังมีทุนทางสังคมที่ดี ทั้งน้ำใจและการดูแลกัน แต่ไม่ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ควรต่อยอดเป็นระบบ เช่น เครือข่ายอาสาเมือง เส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรม ตลาดสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจชุมชน

ดร.แดนมี 6 ข้อเสนอแนะ ควรมุ่งเร่งแก้จุดอ่อนและต่อยอดจุดแข็งของกรุงเทพฯ โดยหลายเรื่อง กทม. มีอำนาจจัดการได้ทันที และบางเรื่องต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันจากหลายฝ่าย ดังนี้
1) ทำเมืองโปร่งใส ตรวจสอบได้ และประชาชนมีส่วนร่วม: กทม. ควรเปิดเผยงบประมาณและข้อมูลโครงการรายเขต จัดทำ City KPI Dashboard เปิดระบบติดตามคำร้องเรียนและข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมรายงานผลการแก้ปัญหาเมืองรายไตรมาส โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านธรรมาภิบาล สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างมาตรฐานที่ประชาชนตรวจสอบได้จริง
2) ทำเมืองสะอาดเป็น Quick Win ที่เห็นผลเร็ว: เร่งจัดการจุดขยะซ้ำซาก ปรับเส้นทางเก็บขยะให้ตรงกับสภาพพื้นที่ ตรวจเข้มตลาด ทางเท้า และไซต์ก่อสร้าง พร้อมกำหนดมาตรฐานเวลาในการจัดการข้อร้องเรียนให้ชัดเจน ควบคู่กับการทำงานร่วมกับหน่วยงานสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม และจังหวัดปริมณฑล เพื่อแก้ปัญหามลพิษและฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ต้นทาง

3) สร้างเมืองที่ทำให้คนมีความหวังผ่านการพัฒนาระบบดูแลกันในชุมชน: เปิดพื้นที่อาสาชุมชน โดยใช้ศูนย์เยาวชน ศูนย์กีฬา และโรงเรียน กทม. เป็นพื้นที่กิจกรรม สนับสนุนระบบดูแลผู้สูงอายุและเด็ก พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานด้านสุขภาพ ศาสนสถาน ภาคเอกชน หรือทำงานร่วมกับ Time Bank Society (กองทุนเวลาเพื่อสังคม) เพื่อเปลี่ยนน้ำใจของคนเมืองให้กลายเป็นระบบอาสาช่วยเหลือกันอย่างเป็นรูปธรรม
4) ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นไม่กระจุกเฉพาะบางพื้นที่: ปรับปรุงทางเท้า จุดรอรถ จุดข้ามถนน และทางเชื่อมต่อการเดินทาง ทำแผน first-last mile และใช้ข้อมูลอุบัติเหตุกับข้อร้องเรียนมาจัดลำดับก่อนหลังในการแก้ไข โดยร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม ตำรวจจราจร และหน่วยงานสาธารณูปโภค เพื่อให้ระบบรถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ และทางเท้า เชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ

5) ยกระดับสุขอนามัย อาหารปลอดภัย และบริการสุขภาพใกล้บ้าน: ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขให้เข้าถึงง่าย ตรวจมาตรฐานสุขอนามัยในโรงเรียนและตลาด โดยเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ พร้อมร่วมมือกับ สถาบันการสร้างชาติ นำแนวคิด 4G&G: อาหารไทย ชี้นำมาตรฐานโลก มาใช้เป็นกรอบยกระดับอาหารปลอดภัย อาหารเพื่ฟอสุขภาพที่เข้าถึง‍ง่าย และร่วมมือกับ อย. โรงพยาบาล และสถาบันวิจัย พัฒนาการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในชุมชน
6) ใช้วัฒนธรรมสร้างรายได้ และคืนประโยชน์ให้ชุมชน: ฟื้นฟูย่านวัฒนธรรมและชุมชนเก่าเป็นเส้นทางท่องเที่ยวในรูปแบบ Living Museum สนับสนุน Creative Markets เปิดพื้นที่ให้ศิลปินและผู้ประกอบการชุมชน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากโดยไม่ทำให้ชุมชนเดิมเสียประโยชน์

#เมืองน่าอยู่12ส #ไอเอฟดีโพล #กทม #ผู้ว่า #ส่ส่วนราชการ

ดร.แดน ชี้ 7 ปาฏิหาริย์ “ชัชชาติจึงจะแพ้” ขณะไอเอฟดีโพล เผย คนกทม. 35.99% ยังเชียร์ชัชชาติต่อ ด้าน “ชัยวัฒน์-อนุชา-มัลลิ...
02/06/2026

ดร.แดน ชี้ 7 ปาฏิหาริย์ “ชัชชาติจึงจะแพ้” ขณะไอเอฟดีโพล เผย คนกทม. 35.99% ยังเชียร์ชัชชาติต่อ ด้าน “ชัยวัฒน์-อนุชา-มัลลิกา“ตามห่าง

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “7 ปาฏิหาริย์ : ชัชชาติจึงจะแพ้” กลุ่มตัวอย่าง 2,237 ราย เป็นผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งใน กทม. และจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่จะมาถึง สำรวจช่วง 25-29 พ.ค. 2569 ในพื้นที่ กทม. โดยลงพื้นที่สำรวจ 100% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อน ±2.1%

ไอเอฟดีโพล (IFD Poll) เผย คนกรุงต้องการผู้นำ “ติดดิน รู้จริง โปร่งใส มีวิสัยทัศน์เชิงรุกกล้าเปลี่ยนเมือง” มุ่งเร่งแก้ปัญหารถติด ค่าเดินทางแพง ฝุ่น PM 2.5 ขยะ และเปิดพื้นที่ทำกินให้คนตัวเล็ก ด้านคะแนนนิยมพบคุณชัชชาติ นำ‍ชัดเจน แต่ ดร.แดนวิเคราะห์ว่า คุณชัชชาติอาจพลิกแพ้ หากเกิด “7 ปาฏิหาริย์” คือ 1) คู่แข่งส่วนใหญ่ถอนตัวโดยเหลือผู้ท้าชิงหลักคนเดียว 2) คะแนนฝั่งที่ถอนตัวถูกมัดรวมเทหนุนผู้ท้าชิงรายนั้น 3) กลุ่มคนที่จะไม่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง (เกินครึ่ง) ตัดสินใจเข้าคูหาแล้วเลือกฝั่งคู่แข่ง 4) เพื่อไทยประกาศหนุนคุณชัชชาติชัดเจนจนเกิดกระแสตีกลับ 5) คุณชัชชาติแสดงตัวหนุน สก. บาง‍กลุ่มจนเกิดร้าวและตอบโต้ 6) คุณชัชชาติสะดุดขาตัวเองทำให้เสียคะแนน หรือ 7) คุณชัชชาติถอนตัวด้วยเหตุสุดวิสัย

โดย คุณสมบัติผู้สมัคร "ผู้ว่าฯ กทม." ที่ประชาชนต้องการมากที่สุด (ไม่รวมนโยบาย) พบว่า อันดับ 1 ติดดิน ลงพื้นที่คลุกคลี-เข้าใจบริบทคนกรุง 32.63%
อันดับ 2 โปร่งใส ไร้ทุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล 23.38% อันดับ 3 มีวิสัยทัศน์-เชิงรุก-กล้าเปลี่ยนเมืองด้วยแนวคิดสมัยใหม่ 16.90%
อันดับ 4 สานงานต่อ เพื่อความต่อเนื่องของโครงการ 11.41% อันดับ 5 เป็น‍อิสระ ไม่เกรงใจกลุ่มผลประโยชน์-กลุ่มการเมือง 9.61% และอันดับ 6 ประสานสิบทิศ ทำงานร่วมกับรัฐบาลและทุกหน่วยงานได้ดี 5.95% และ 0.12% เป็นคำตอบอื่น ๆ เช่น ทำตามที่หาเสียง และ ไม่ใช้ กทม. เป็นฐานการเมือง

เมื่อถามว่า หากวันนี้ มีเลือกตั้งผู้ว่า กทม.จะสนับสนุนใคร พบว่า อันดับ 1 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 35.99%
อันดับ 2 ยังไม่ตัดสินใจ/ยังไม่มีคนที่ถูกใจ 20.16% ตามมาด้วยอันดับ 3 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร 13.77%
อันดับ 4 อนุชา บูรพชัยศรี 8.49%
อันดับ 5 มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข 6.84%
อันดับ 6 ชาญเทพ เสสะเวช 4.07%
อันดับ 7 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี 3.44%
อันดับ 8 คมสัน พันธุ์วิชาติกุล 2.86% และผู้สมัครท่านอื่น ๆ 2.19% ได้แก่ ประยูร ครองยศ, พงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์, วีรพจน์ ลือ‍ประสิทธิ์สกุล และโหวตโน 2.19%

ส่วนคำถามว่า “สิ่งที่คนกรุงอยากให้ผู้ว่าฯ กทม. "ทำทันที มากที่สุด" พบว่า อันดับ 1 ที่คนเมืองหลวงจี้ให้เร่งพัฒนาแก้ไขคือ แก้รถติด-ลดค่าเดินทาง 19.49%
อันดับ 2 แก้ฝุ่น PM 2.5 ควบคุมมลพิษ และจัดการขยะ 15.33%
อันดับ 3 เปิดพื้นที่ทำกิน ช่วยเหลือคนตัวเล็กค้าขายและจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย 13.68%
อันดับ 4 แก้น้ำท่วมซ้ำซาก ลอกท่อระบายน้ำและพัฒนาคูคลอง 12.87%
อันดับ 5 พัฒนาสวัสดิการ โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสาธารณสุขชุมชน 10.37% อันดับ 6 อันดับ7 มีสัดส่วนเท่ากันที่ 9.48% คือ เพิ่มความปลอดภัย ปรับไฟส่องสว่างทั่วถึง กำจัดจุดเสี่ยง และปฏิรูปบริการ กทม. เน้นโปร่งใสไร้ทุจริต อันดับ 8 เพิ่มพื้นที่สีเขียวและกิจกรรม ลานกีฬาและกิจกรรมใกล้บ้าน 7.73%
อันดับ 9 ซ่อมถนน-คืนทางเท้าที่ปลอดภัย 0.76% และเป็นคำตอบอื่น ๆ 0.81% ได้แก่ จัดระเบียบคนเร่ร่อน-คนต่างชาติ, ที่อาศัยคับแคบ และปัญหาตึกร้าง-สัตว์จรจัด

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) เปิดเผยว่า ในฐานะที่ตนเองรู้จักกับผู้สมัครทั้ง 7 ท่านที่มีคะแนนนิยมนำใน 7 อันดับแรกจากไอเอฟดีโพล ต้องยอมรับว่าทุกท่านล้วนเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และตั้งใจจริงที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ แต่เมื่อวิเคราะห์จากผลไอเอฟดีโพล โดยพลิกดูสมการตัวเลขทางการเมืองแล้ว ดร.แดน วิเคราะห์ว่า อาจจะต้องเกิด "7 ปาฏิหาริย์" นี้ขึ้นมาเท่านั้น คุณชัชชาติจึงจะพลิกมาแพ้ ได้แก่
1. คู่แข่งทั้งหมดถอนตัว (เหลือผู้ท้าชิงหลักคนเดียว): ผู้สมัครที่มีคะแนนสูงสุด 6 อันดับแรก ถอนตัวไป 5 คน เพื่อหลีก‍ทางให้เหลือผู้ท้าชิงหลักเพียงคนเดียวขึ้นมาแข่งแบบตัวต่อตัว
2. มัดรวมคะแนนหนุนคนเดียว (คะแนนฝั่งที่ถอนตัวโอนมาให้คู่แข่งหลักทั้งหมด): คะแนนนิยมของผู้สมัครทุกคนที่ถอน‍ตัวไป ถูกมัดรวมและเทกลับมาสนับสนุนผู้ท้าชิงหลักคนนั้นเพียงคนเดียว
3. คนไม่คิดจะใช้สิทธิ์ (เกินครึ่ง) ออกมาเลือกฝั่งตรงข้าม: กลุ่มประชาชนที่ไม่ตั้งใจจะไปเลือกตั้ง (ซึ่งมีสัดส่วนเกินครึ่ง) เปลี่ยนใจเข้าคูหาไปเลือกฝั่งคู่แข่งคุณชัชชาติ
4. เพื่อไทยประกาศหนุนคุณชัชชาติชัดเจน (จนเกิดกระแสตีกลับจากคนไม่ชอบพรรค): พรรคเพื่อไทยประกาศตัวสนับสนุนอย่างเป็นทางการ จนกระแสตีกลับจากกลุ่มคนที่ไม่ชอบพรรคพากันไม่ลงคะแนนให้คุณชัชชาติ
5. ชัชชาติออกตัวหนุน สก. ชัดเจน (จนพื้นที่ร้าวและเกิดการตอบโต้): แสดงตัวสนับสนุนผู้สมัคร สก. บางกลุ่มชัดเจน จนทำให้ สก. คนอื่นที่ไม่ได้รับการหนุนเกิดความไม่พอใจ ตอบโต้ทางการเมือง และทำให้เสียคะแนนส่วนนี้
6. ชัชชาติสะดุดขาตัวเองเสียคะแนน: เกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันหรืออุบัติเหตุทางการเมืองนับจากวันนี้จนถึงวัน‍เลือกตั้ง ที่ทำให้เสียคะแนนนิยมกะทันหัน และ
7. ชัชชาติถอนตัวด้วยเหตุสุดวิสัย: คุณชัชชาติต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันผู้ว่าฯ กทม. ด้วยเหตุผลจำเป็นบาง‍ประการ

ดร.แดน ทิ้งท้ายไว้ว่า "ทั้งนี้ก็อย่าเพิ่งตายใจว่าคุณชัชชาติจะชนะแน่นอน เพราะอาจจะเกิดปาฏิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ และท้ายสุดนี้ ผมให้กำลังใจผู้สมัครชิงผู้ว่า กทม ทุกท่านครับ”

#ชัชชาติ #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69 #7ปาฏิหาริย์

ทันข่าวเย็น NationTV 22 : ดร.แดน ชี้ผลสำรวจ ไอเอฟดีโพล ระบุคนไทยส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” การกู้เงิน 4 แสนล้าน ห่วงเสี่ยงใช...
19/05/2026

ทันข่าวเย็น NationTV 22 : ดร.แดน ชี้ผลสำรวจ ไอเอฟดีโพล ระบุคนไทยส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” การกู้เงิน 4 แสนล้าน ห่วงเสี่ยงใช้เงินผิดทิศทาง

รายการทันข่าวเย็น NationTV 22 รายงานผลสำรวจจาก ไอเอฟดีโพล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยให้เหตุผลว่า กังวลเรื่องการใช้เงินไม่ตรงวัตถุประสงค์ และตั้งคำถามว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นจำเป็นต้องก่อหนี้ก้อนใหญ่เช่นนี้

พร้อมกันนี้ รายการได้นำเสนอการวิเคราะห์จาก ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ซึ่งอธิบายว่า “ตัวเลข 4 แสนล้านบาท” เป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมตั้งคำถามอย่าง กว้างขวาง และชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนมีความสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมากกว่าตัวเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว

รับชมคลิปได้ที่…https://youtu.be/EOcYRYn44Ok

#ทันข่าวเย็น #ไอเอฟดีโพล #กู้4แสนล้าน #เศรษฐกิจไทย #วิเคราะห์การเมือง #ดรแดน #ไอเอฟดี

ไอเอฟดีโพล เผย คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้านไม่ไว้ใจห่วงใช้ผิด ชี้ ศก.ยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องก่อหนี้ก้อนโตเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 25...
19/05/2026

ไอเอฟดีโพล เผย คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้านไม่ไว้ใจห่วงใช้ผิด ชี้ ศก.ยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องก่อหนี้ก้อนโต

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง "ห่วงใช้ผิด ไม่ไว้ใจกู้ 4 แสนล้าน"กลุ่มตัวอย่าง 1,234 ราย สำรวจช่วง 13-15 พ.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน ±3% โดยผลไอเอฟดีโพล ชี้ ประชาชนส่งสัญญาณเตือนและเบรกนโยบายการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลอย่างมากในทุก‍มิติ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องสร้างหนี้ผูกพันก้อนโตเต็มจำนวน และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญในการบริหารงบประมาณแผ่นดินปีปัจจุบันแทนการสร้างหนี้ก้อนใหม่ โดยกู้ใหม่เท่าที่จำเป็น

การสำรวจความเห็นประชาชนในประเด็นว่าเศรษฐกิจไทยวิกฤตถึงขั้นต้องกู้ 4 แสนล้านบาทหรือไม่ ประชาชนระบุว่ายังไม่จำเป็น ใช้งบเดิมก่อน ยังไม่ต้องกู้ฉุกเฉิน 36.79% รองลงมาคือ ถ้าจะกู้ ต้องกู้น้อยกว่านี้ 22.69% ไม่ควรกู้เลย 22.61% ยังไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 10.94% และจำเป็น ต้องกู้เต็ม 4 แสนล้าน 6.97%
เมื่อถามว่าควรให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้านบาทหรือไม่ ประชาชนตอบว่าเห็นด้วยมาก: ต้องตรวจสอบเข้ม 48.78% รองลงมาคือ เห็นด้วยบ้าง: แต่กลัวช่วยช้า 17.91% ควรให้รัฐสภา ไม่ต้องถึงศาล 15.15% ไม่เห็นด้วย: รัฐบาลควรตัดสินใจเรื่องปากท้องได้ ไม่ควรติดเรื่องกฎหมาย 11.59% และไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 6.56%

ส่วนประเด็นความเห็นหากรัฐบาลใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไปก่อนรัฐสภาอนุมัติ ประชาชนระบุว่าไม่เห็นด้วย ควร‍ผ่านรัฐสภาก่อน ไม่ด่วนทำ 66.13% รองลงมาคือ เห็นด้วย ปากท้องรอไม่ได้ 14.18% เป็นเกมการเมือง: รัฐบาลมั่นใจว่าคุมเสียง ส.ส. ให้โหวตผ่านได้ 12.72% และไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 6.97%
ส่วนสิ่งความห่วงกังวลมากที่สุดกับการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประชาชนระบุว่าเอื้อทุนใหญ่ ชาวบ้าน/คนไทยไม่ได้ประโยชน์มากนัก 30.06% รองลงมาคือ ทุจริต/มีเงินทอน ไม่โปร่งใส 26.99% ใช้เงินไม่คุ้มค่า 24.72% หวังผลการเมือง หาเสียง/ประชานิยม 15.15% และไม่กังวล (มั่นใจรัฐบาล) เชื่อว่าจะใช้เงินแก้วิกฤตได้คุ้มค่า 3.08%

เมื่อถามว่าเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ควรใช้ทำอะไรมากที่สุด ประชาชนเห็นว่าควรนำไปสร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07% รองลงมาคือ ลดค่าครองชีพทันที 19.37% ลงทุนระยะยาว พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจใหม่ 18.56% ช่วยคนรายได้น้อย-กลุ่มเปราะบาง 12.48% ทำโครงการคนละครึ่งพลัส / ร่วมจ่าย 9.00% ช่วย SMEs /ร้านค้ารายเล็ก 8.67% และไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 4.86%
ในประเด็นโครงการคนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทยพลัส ควรตัดสิทธิคนรายได้สูงออกหรือไม่ ประชาชนตอบว่าเห็นด้วยมาก 34.04% รองลงมาคือ ค่อนข้างเห็นด้วย 31.20% ไม่ค่อยเห็นด้วย 17.75% ไม่เห็นด้วยเลย 10.13% และไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 6.88% และหากรัฐบาลต้องช่วยกลุ่มคนเปราะบางควรหาเงินด้วยวิธีใด ประชาชนระบุว่า โยกจากงบเดิมก่อน ตัด-ลดงบที่ยังไม่จำเป็น ไม่สร้างหนี้เพิ่ม 38.11% รองลงมาคือ ใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน โยกงบเดิมก่อน หากไม่พอค่อยกู้เท่าที่จำเป็น 37.24% กู้เงินก้อนใหม่ ใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อช่วยเหลือโดยตรง 16.52% และไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 8.13%

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ วิเคราะห์นัยยะเพิ่มเติมผลไอเอฟดีโพล ดังนี้
1) ห่วงใช้ผิด โดย 96.92%: ประชาชนกังวลว่าเงินกู้ 4 แสนล้าน จะเอื้อทุนใหญ่ 30.06% ทุจริต/มีเงินทอน 26.99% ใช้เงินไม่คุ้มค่า 24.72% และ หวังผลการเมือง 15.15% รวม 96.92% สะท้อนว่าโจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ “กู้ได้ไหม” แต่คือ เงินจะไปถึงใคร
2) ไม่ชอบให้กู้ 82.09%: กลุ่มที่เห็นว่า ยังไม่จำเป็น ใช้งบเดิมก่อน 36.79% ถ้าจะกู้ต้องกู้น้อยกว่านี้ 22.69% และ ไม่ควรกู้เลย22.61% รวม 82.09% สะท้อนว่า ประชาชนยังไม่ยอมรับเหตุผลของการกู้เต็ม 4 แสนล้านบาท
3) ให้ช่วยคนตัวเล็ก 76.59%: ประชาชนอยากให้เงินลงสู่เศรษฐกิจฐานล่าง ได้แก่ สร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07% ลดค่าครองชีพ 19.37% ช่วยคนรายได้น้อย-กลุ่มเปราะบาง 12.48% คนละครึ่ง/ร่วมจ่าย 9.00% และ ช่วย SMEs/ร้านค้ารายเล็ก 8.67%รวม 76.59%

4) อย่ากู้มาแจกคนตัวเล็ก 75.35%: ประชาชนเห็นว่าควร โยกงบเดิมก่อน 38.11% หรือ โยกงบเดิมให้มากที่สุด หากไม่พอค่อยกู้ 37.24% รวม 75.35% สะท้อนว่า คนไทยอยากช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่ไม่อยากให้ใช้เป็นเหตุผลกู้ใหม่ทันที
5) สร้างผลลัพธ์จริง 54.30%: ได้แก่ สร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07% ลงทุนระยะยาวด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจใหม่ 18.56% และ ช่วย SMEs/ร้านค้ารายเล็ก 8.67% สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการบรรเทาระยะสั้น แต่ต้องการให้เงินรัฐสร้าง กำลังซื้อใหม่ ฐานรายได้ใหม่ และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยืนได้จริง

6) ต้องมีศาลรัฐธรรมนูญและรัฐสภาตรวจสอบ 81.84%: ประชาชนต้องการให้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทผ่านด่านตรวจสอบก่อนใช้เงิน ทั้งเห็นด้วยมากให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ 48.78% เห็นด้วยบ้างแต่กลัวช่วยช้า 17.91% และ เห็นว่าควรให้รัฐสภาตรวจสอบ 15.15% สะท้อนว่าเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ไม่ควรอยู่ในมือรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่ต้องมีทั้งด่านกฎหมายและด่านรัฐสภา
7) ทำเป็นพระราชบัญญัติผ่านสภา ไม่ใช่เป็นพระราชกำหนด 66.13%: ประชาชนไม่เห็นด้วยให้รัฐบาลใช้เงินกู้ก่อนสภาอนุมัติ 66.13% สะท้อนว่าคนยังต้องการให้เงินก้อนใหญ่ผ่านสภาแบบพ.ร.บ. ไม่ใช่ใช้ พ.ร.ก.เป็นทางลัดกู้ก่อน ตรวจทีหลัง

8) หากกู้แบบนี้ รัฐบาลเสียมากกว่าได้: หากเทียบกรอบนโยบายรัฐบาล คือ 2 แสนล้านลงทุนพลังงานระยะยาว 18.56% และอีก 2 แสนล้านจากไทยช่วยไทยพลัส ได้แก่ คนละครึ่งพลัส 9.00% และ ช่วยกลุ่มเปราะบาง/บัตรคนจน 12.48% รวมแรงหนุนเพียง 40.04% สะท้อนว่าฐานรองรับยังไม่ถึงครึ่ง หากเดินหน้าโดยไม่ลดวงเงิน ไม่เปิดแผน และไม่พิสูจน์ความคุ้มค่า อาจได้เม็ดเงิน แต่เสียความชอบธรรมทางการเมือง
#ไอเอฟดีโพล

ที่อยู่

87/110 อาคารโมเดอร์นทาวน์ ชั้น 14 ถนนสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+66864481610

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ IFD Poll&Surveyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์