SM  Magazine Strategy and Marketing Magazine ธุรกิจจะดี อยู่ที่การสร้างสรรค์และออกแบบการตลาด

ในโลกของก๋วยเตี๋ยวเรือที่เต็มไปด้วยร้านดังและสูตรลับส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน การแจ้งเกิดของร้านใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่...
10/06/2026

ในโลกของก๋วยเตี๋ยวเรือที่เต็มไปด้วยร้านดังและสูตรลับส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน การแจ้งเกิดของร้านใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ AROY เลือกเดินอีกเส้นทาง ด้วยแนวคิดที่น่าสนใจว่า “ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นตำนาน หากสามารถสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองให้คนจดจำได้ตั้งแต่คำแรก”

จุดเริ่มต้นของ AROY มาจากการผสมผสานองค์ความรู้ก๋วยเตี๋ยวเรือถึง 3 สูตร ทั้งสูตรไทย สูตรจีน และสูตรที่เกิดจากประสบการณ์กว่า 38 ปีของเชฟดุสิต หล้าฮิบ จนกลายเป็นน้ำซุปที่มีความซับซ้อนของรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว จากการเลือกใช้เครื่องเทศมากถึง 27 ชนิด ตั้งแต่ตะไคร้ ใบมะกรูด ขมิ้น ขิง และสมุนไพรอีกหลากหลายชนิดที่ไม่ค่อยพบในก๋วยเตี๋ยวเรือทั่วไป

สิ่งที่ทำให้ AROY แตกต่างไม่ใช่แค่จำนวนเครื่องเทศ แต่คือวิธีคิดในการสร้างรสชาติที่ไม่ยึดติดกับสูตรดั้งเดิมเพียงแบบเดียว

เชฟดุสิตนำจุดเด่นของแต่ละสูตรมารวมกันจนเกิดเป็นรสชาติใหม่ที่สะท้อนทั้งความเข้มข้นแบบจีนและความหอมสมุนไพรแบบไทยในชามเดียว

หัวใจสำคัญอีกอย่างอยู่ที่น้ำซุป ซึ่งใช้เวลาตุ๋นนานกว่า 20 ชั่วโมง โดยเลือกใช้กระดูกและเนื้อคุณภาพดี เคี่ยวจนทุกส่วนหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนเก็บ “หัวเชื้อ” น้ำซุปบางส่วนไว้ต่อยอดการต้มในรอบถัดไป คล้ายแนวคิดเดียวกับการดูแลน้ำซุปของร้านราเมนชื่อดังในญี่ปุ่น ทำให้น้ำซุปมีมิติและความลึกของรสชาติที่พัฒนาต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา

สำหรับสายเนื้อ AROY เลือกใช้เนื้อโคขุนไทยคุณภาพดี ไม่ถึงขั้นพรีเมียมราคาแพงแบบวากิว แต่เน้นความคุ้มค่าและรสชาติที่เข้าถึงได้ง่าย

ขณะที่ฝั่งหมูก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยแยกหม้อ แยกกระบวนการผลิตอย่างชัดเจน เพื่อรักษาคุณภาพและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีข้อจำกัดด้านอาหาร

นอกจากสูตรก๋วยเตี๋ยวเรือที่เป็นตัวชูโรง AROY ยังสร้างสีสันด้วยการนำเส้นเฟตตูชินีสดมาเป็นอีกทางเลือกสำหรับลูกค้า เป็นการทดลองที่เกิดจากความตั้งใจอยากให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ โดยพบว่าเส้นชนิดนี้สามารถดูดซับน้ำซุปเข้มข้นได้ดี และได้รับการตอบรับเกินความคาดหมายจากลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ

เรื่องราวของร้านยังเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ย่านท่าเรือเก่า ที่เคยเป็นศูนย์กลางการสัญจรทางน้ำและมีท่าเรือหลากหลายแห่งในอดีต จนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคอนเซ็ปต์และตัวตนของร้านให้แตกต่างจากก๋วยเตี๋ยวเรือทั่วไป

ผลลัพธ์คือ AROY ไม่ได้พยายามแข่งขันด้วยคำว่า “สูตรโบราณ” หรือ “ร้านในตำนาน” แต่เลือกสร้างจุดยืนของตัวเองผ่านคุณภาพ ความพิถีพิถัน และเรื่องราวที่จับต้องได้ จนกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของธุรกิจอาหารที่สะท้อนว่า

ในยุคที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย ความแตกต่างที่จริงใจและชัดเจน อาจมีพลังมากกว่าคำว่า “ตำนาน” เสียอีก เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมาไม่ใช่อายุของร้าน แต่คือความประทับใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่ชามแรกที่ได้ลิ้มลอง

#ก๋วยเตี๋ยวเรืออร่อย #ก๋วยเตี๋ยวเรือซุปเข้มข้น #ก๋วยเตี๋ยวเรือพรีเมียม

Pepsi กับกลยุทธ์ สร้างความสุขเล็กๆ ระหว่างวัน ให้กับ Gen Zบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “...
10/06/2026

Pepsi กับกลยุทธ์ สร้างความสุขเล็กๆ ระหว่างวัน ให้กับ Gen Z

บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ” สูตรไม่มีน้ำตาล ครั้งแรกของโลกในประเทศไทย

แค่คำว่า “ช็อกโกแลตดูไบ” หลายคนก็อืมกระแสนี้ยังแรง

ในเมืองไทยแทบจะเป็นปรากฎการณ์ที่ช็อกโกแลตดูไบไม่ใช่แค่ขนม แต่เป็นหนึ่งใน Global Food Trend ที่ถูกพูดถึงอย่างมากบน TikTok และโซเชียลทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา

จึงไม่แปงกเลยที่เป๊ปซี่จะหยิบกระแสนี้มาต่อยอดเป็นรสชาติใหม่ เพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ชอบทดลองสิ่งใหม่ ชอบแชร์ประสบการณ์ และพร้อมสร้างคอนเทนต์จากสินค้าที่มีความแปลกแตกต่าง

อีกหนึ่งอินไซต์สำคัญคือ Gen Z กำลังอยู่ในยุคของ “Treatonomics” หรือการให้รางวัลตัวเองด้วยความสุขเล็กๆ ที่เข้าถึงได้ง่าย ท่ามกลางค่าครองชีพ ความเครียด และชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้ผู้บริโภคมองหา Small Wins ระหว่างวัน ไม่ว่าจะเป็นขนม เครื่องดื่ม หรือกิจกรรมเล็กๆ ที่ช่วยฮีลใจ

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เป๊ปซี่สร้างแนวคิด “Afternoon Treats” ชวนคนหยุดพักช่วงบ่ายและให้รางวัลตัวเองผ่านเครื่องดื่มที่ได้แรงบันดาลใจจากของหวานยอดนิยมระดับโลก แต่ยังตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพด้วยสูตรไม่มีน้ำตาล

ยุทธนา จิตจรุงพร รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า

“ผู้บริโภคมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ช่วยสร้างโมเมนต์ดี ๆ ระหว่างวัน โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่มีกิจกรรมหลากหลาย เราจึงนำ Consumer Insight มาพัฒนาสินค้าและสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับไลฟ์สไตล์และอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง”

เบื้องหลังการเปิดตัวยังเป็นการขยายพอร์ตสินค้าของเป๊ปซี่ไปสู่ตลาด Functional Indulgence หรือการมอบความสุขโดยไม่รู้สึกผิด พร้อมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและ Pop Culture Marketing

สิ่งที่เป๊ปซี่คาดหวังจากแคมเปญนี้ คือ
• กระตุ้นการทดลองซื้อในกลุ่ม Gen Z
• สร้างกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย
• เพิ่มความถี่ในการดื่มช่วงบ่าย (Afternoon Consumption Occasion)
• ขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่
• ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทันเทรนด์และสร้างสรรค์อยู่เสมอ

เอาเป็นว่า เมื่อเครื่องดื่มเริ่มแข่งขันกันด้วย “ประสบการณ์” มากกว่า “รสชาติ” การเปิดตัว Pepsi Treats Dubai Chocolate จึงเป็นตัวอย่างของการนำเทรนด์ระดับโลก อินไซต์ผู้บริโภค และพลังของโซเชียลมารวมกันในสินค้าเพียงขวดเดียว

#กลยุทธ์การตลาด

ในขณะที่ Elon Musk กำลังนำ SpaceX เข้าสู่การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) ที่อาจใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก นักวิเคราะห์บ...
09/06/2026

ในขณะที่ Elon Musk กำลังนำ SpaceX เข้าสู่การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) ที่อาจใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่า บริษัทอาจกำลังเดินเข้าสู่ความเสี่ยงเดียวกับที่ Facebook เคยเผชิญตอนเข้าตลาดหุ้นในปี 2012

Facebook เคยเปิดขายหุ้นที่ราคา 38 ดอลลาร์ต่อหุ้น แต่หลังเข้าตลาดไม่นาน ราคาหุ้นร่วงลงเกือบ 50% เนื่องจากนักลงทุนมองว่าบริษัทถูกประเมินมูลค่าสูงเกินจริง และยังพิสูจน์โมเดลธุรกิจในอนาคตได้ไม่ชัดเจน

Business Insider ชี้ว่า SpaceX กำลังเผชิญข้อกังวลในลักษณะคล้ายกัน ภายใต้ความเสี่ยงต่อไปนี้

ความเสี่ยงข้อที่ 1 : มูลค่าบริษัทสูงเกินพื้นฐานหรือไม่?
SpaceX ตั้งเป้าระดมทุนราว 75,000 ล้านดอลลาร์ และมีมูลค่ากิจการสูงถึงประมาณ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลกทันทีหลังเข้าตลาด (ที่มา: Reuters)

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ของ Morningstar ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ SpaceX ไว้เพียงประมาณ 780,000 ล้านดอลลาร์ หรือราวครึ่งหนึ่งของมูลค่าที่ตลาดกำลังให้เครดิตอยู่ในขณะนี้

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ แม้ธุรกิจดาวเทียม Starlink จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ส่วนหนึ่งของมูลค่าที่นักลงทุนกำลังจ่ายให้ SpaceX มาจากความหวังต่อธุรกิจอนาคต เช่น ศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศ การประมวลผลบนวงโคจร และโครงการระยะยาวอื่น ๆ ที่ยังไม่พิสูจน์ผลสำเร็จเชิงพาณิชย์

ความเสี่ยงข้อที่ 2 : ความคาดหวังสูงเกินไป
นักลงทุนจำนวนมากกำลังซื้อ "อนาคต" มากกว่าผลประกอบการปัจจุบัน โดย SpaceX ขาดทุนประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา แม้ว่ารายได้และธุรกิจหลักจะเติบโตอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ปัญหาคือ หากการเติบโตในอนาคตไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง ราคาหุ้นอาจเผชิญแรงกดดันอย่างรุนแรง เหมือนที่ Facebook เคยเจอหลัง IPO

นักลงทุนชื่อดังอย่าง Aswath Damodaran ยังประกาศว่าจะไม่เข้าลงทุนใน IPO ครั้งนี้ เพราะมองว่าราคาสูงเกินไปเมื่อเทียบกับความเสี่ยง แม้จะยอมรับว่า SpaceX เป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมก็ตาม (ที่มา: The Economic Times)

ความเสี่ยงข้อที่ 3 : นักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก อาจเพิ่มความผันผวน
SpaceX เตรียมจัดสรรหุ้น IPO ประมาณ 30% ให้แก่นักลงทุนรายย่อย ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย IPO ทั่วไปที่มักอยู่เพียง 5-10% เท่านั้น

แม้จะเป็นข่าวดีสำหรับแฟนของ Elon Musk ที่รอคอยโอกาสลงทุนมานาน แต่หลายฝ่ายมองว่าการมีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากอาจทำให้ราคาหุ้นผันผวนมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรกของการซื้อขาย

ความเสี่ยงข้อที่ 4 : หุ้นในตลาดมีน้อย อาจทำให้ราคาเหวี่ยงแรง
รายงานระบุว่า SpaceX จะนำหุ้นออกมาหมุนเวียนในตลาดไม่ถึง 5% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดในช่วงแรก

ภาวะ "หุ้นมีน้อยแต่คนอยากซื้อเยอะ" อาจผลักดันให้ราคาพุ่งแรงในช่วงแรก แต่เมื่อหมดระยะ Lock-up และผู้ถือหุ้นเดิมสามารถขายหุ้นได้ในอนาคต ก็อาจเกิดแรงขายจำนวนมากกดดันราคาได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม Business Insider ไม่ได้วิเคราะห์ว่า SpaceX จะล้มเหลวเหมือน Facebook แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า IPO ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังสูง มูลค่ามหาศาล และแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก มักมีความเสี่ยงซ่อนอยู่เสมอ

บทเรียนจาก Facebook คือ แม้บริษัทจะกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกในเวลาต่อมา แต่ราคาหุ้นหลัง IPO กลับสร้างความเจ็บปวดให้กับนักลงทุนในช่วงแรกอย่างมาก

โจทย์จึงไม่ใช่ "SpaceX เป็นบริษัทที่ดีหรือไม่" แต่เป็น "ราคาที่นักลงทุนกำลังจ่ายในวันนี้ สะท้อนความสำเร็จในอนาคตไปมากเกินไปแล้วหรือยัง"

ที่มา: "Facebook's infamous 2012 IPO offers a preview of what could go wrong for SpaceX" เผยแพร่ 9 มิถุนายน 2026 ,Business Insider.

#หุ้นIPO

ฟุตบอลโลกมาเมื่อไร แบรนด์ก็พร้อมลงสนาม เมื่อมหกรรมฟุตบอลระดับโลกกลับมาสร้างกระแสอีกครั้ง แบรนด์จำนวนมากต่างมองหาแนวทางเช...
09/06/2026

ฟุตบอลโลกมาเมื่อไร แบรนด์ก็พร้อมลงสนาม

เมื่อมหกรรมฟุตบอลระดับโลกกลับมาสร้างกระแสอีกครั้ง แบรนด์จำนวนมากต่างมองหาแนวทางเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับวัฒนธรรมฟุตบอล แม้จะไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการก็ตาม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงทัวร์นาเมนต์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามแข่งขัน แต่ยังขยายไปสู่แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และการแสดงตัวตนของแฟนบอลทั่วโลก

เหมือนเช่นที่ Havaianas เลือกใช้จังหวะนี้เปิดเกมการตลาดผ่าน Football Culture ด้วยการดึง “เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์” หนึ่งในนักฟุตบอลไทยที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในเอเชีย มาถ่ายทอดภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เชื่อมโยงกีฬาเข้ากับไลฟ์สไตล์และแฟชั่นร่วมสมัย

การเลือกชนาธิปยังสะท้อนภาพของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Havaianas ที่มองว่าฟุตบอลเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายประเทศเข้าด้วยกัน

ไฮไลต์สำคัญของแคมเปญคือการเปิดตัว “Top Nations Collection” คอลเลกชันรองเท้าแตะที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก 8 ชาติลูกหนังระดับโลก ได้แก่ บราซิล อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส เยอรมนี อาร์เจนตินา อิตาลี และโปรตุเกส โดยนำสีสันและเอกลักษณ์ของแต่ละชาติมาถ่ายทอดผ่านงานออกแบบ

น่าสนใจว่าในช่วงทัวร์นาเมนต์ใหญ่ พฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้เลือกสินค้าจากทีมโปรดเพียงอย่างเดียว หลายคนอาจหยิบคู่ที่เชียร์ชาติรัก แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เลือกจากดีไซน์ สีสัน หรือสไตล์ที่เข้ากับตัวเองมากกว่า

เห็นหรือยังว่า ฟุตบอลในปัจจุบันไม่ได้เป็นแค่เรื่องของผลการแข่งขัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของตลาดแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่เติบโตควบคู่กันไป

เพื่อขยายประสบการณ์จากสินค้าไปสู่กิจกรรม แบรนด์ยังเตรียมจัดงาน “Football Beach Party” วันที่ 19 มิถุนายน ที่ Puravida Beach Club ภายใต้แนวคิดการผสมผสานวัฒนธรรมฟุตบอลเข้ากับบรรยากาศริมชายหาดแบบบราซิล โดยรวบรวมทั้งเซเลบริตี้ อินฟลูเอนเซอร์ และแฟนฟุตบอลมาร่วมสร้างสีสัน

สำหรับ Havaianas นี่จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ แต่เป็นการใช้ช่วงเวลาของมหกรรมฟุตบอลระดับโลกเพื่อยกระดับแบรนด์จากผู้ขายรองเท้าแตะสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมการเชียร์บอลและการแสดงตัวตนของผู้บริโภคในช่วงเวลาที่คนทั้งโลกกำลังพูดภาษาเดียวกัน นั่นคือ “ฟุตบอล”

#เจชนาธิป #ฟุตบอลโลก

KFC ปลุกไวรัล "ลูกไก่ในกำมือ(ถือ)" เปลี่ยนการสั่งอาหารให้กลายเป็นเกมเลี้ยงสัตว์ รับรีวอร์ดจริงบนแอปKFC ประเทศไทย เปิดเกม...
09/06/2026

KFC ปลุกไวรัล "ลูกไก่ในกำมือ(ถือ)" เปลี่ยนการสั่งอาหารให้กลายเป็นเกมเลี้ยงสัตว์ รับรีวอร์ดจริงบนแอป

KFC ประเทศไทย เปิดเกมการตลาดใหม่ผ่านกิจกรรม "ลูกไก่ในกำมือ(ถือ)" บน KFC App ชวนลูกค้ารับบทเป็นพ่อแม่ไก่ดิจิทัล เลี้ยงลูกไก่เสมือนจริงตั้งแต่ฟักออกจากไข่ เติบโต เปลี่ยนร่าง และสะสมความผูกพันผ่านการเข้าแอปทุกวัน

โดยทุกการดูแลสามารถเปลี่ยนเป็นส่วนลด โปรโมชัน และรีวอร์ดจาก KFC ได้จริง

เบื้องหลังแคมเปญนี้เกิดจากการหยิบอินไซต์คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่นิยมกิจกรรมแนว Gamification และเทรนด์ Pet Parents มาผสานเข้ากับประสบการณ์บนแอป เพื่อสร้างเหตุผลใหม่ให้ลูกค้ากลับมาใช้งาน KFC App อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เฉพาะเวลาหิวหรือสั่งอาหารเท่านั้น

เพื่อสร้างกระแสให้แคมเปญ KFC ยังจัดกิจกรรม "ลูกไก่ในกำมือ(ถือ)" ใจกลางสยามสแควร์ ด้วยขบวนลูกไก่บอลลูนขนาดใหญ่และพ่อแม่ไก่ดิจิทัลกว่า 1,000 คน ร่วมสร้างสีสันและกระตุ้นการรับรู้ของแบรนด์ในโลกออฟไลน์ควบคู่กับโลกออนไลน์

ผู้บริโภคที่สนใจสามารถดาวน์โหลด KFC App รับลูกไก่ดิจิทัลมาเลี้ยงฟรี เพียงเข้าไปทักทายและดูแลน้องอย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสรับทั้งส่วนลด เมนูฟรี และสิทธิพิเศษต่างๆ จากแบรนด์

ภัทรา ภัทรสุวรรณ Associate Marketing Director KFC ประเทศไทย กล่าวว่า KFC ต้องการให้แอปเป็นมากกว่าช่องทางสั่งอาหาร แต่เป็นพื้นที่สร้างความสุข ความสนุก และความคุ้มค่าในทุกวันที่ลูกค้าเปิดใช้งาน โดยนำเทรนด์การเลี้ยงสัตว์และพฤติกรรมดิจิทัลของผู้บริโภคมาต่อยอดเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ทั้งสร้าง Engagement และกระตุ้นการใช้งานแอปในระยะยาว

#เลี้ยงไก่เลี้ยงดีมีรีวอร์ดส #ลูกไก่ในกำมือ

สมาคมการตลาดฯ เปิดยุคใหม่ “Marketing Accelerator” ดันนักการตลาดไทยสู่เวทีโลก ผ่าน 5 เสาหลักการตลาดแห่งอนาคตสมาคมการตลาดแ...
08/06/2026

สมาคมการตลาดฯ เปิดยุคใหม่ “Marketing Accelerator” ดันนักการตลาดไทยสู่เวทีโลก ผ่าน 5 เสาหลักการตลาดแห่งอนาคต

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดตัวคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ วาระปี 2569-2571 หรือ “Dream Team” ภายใต้การนำของ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนองค์กรสู่บทบาท “Marketing Accelerator” หรือกลไกเร่งศักยภาพทางการตลาด เพื่อยกระดับขีดความสามารถของนักการตลาดไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนมากขึ้น

ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวว่า ปัจจุบันการตลาดไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างยอดขาย แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการผสานข้อมูล เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ธุรกิจ ผู้บริโภค และสังคมในวงกว้าง

โดยสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และเครือข่ายวิชาชีพ ที่ช่วยผลักดันให้นักการตลาดไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้ในโลกธุรกิจยุคใหม่

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของวาระนี้คือการยกระดับบทบาทของสมาคมฯ จากองค์กรวิชาชีพภายในประเทศสู่การเป็นเครือข่ายการตลาดระดับนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับสมาคมการตลาดชั้นนำทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรวิชาชีพต่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้ เทรนด์ และนวัตกรรมการตลาดระดับโลกมาประยุกต์ใช้กับภาคธุรกิจไทย

สำหรับแผนการดำเนินงานในช่วงปี 2569-2571 สมาคมฯ ได้วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนวงการการตลาดไทยผ่าน 5 เสาหลักแห่งการตลาดยุคใหม่ ได้แก่

1. ยกระดับการตลาดไทยสู่มาตรฐานสากล สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสมาคมการตลาดและองค์กรวิชาชีพชั้นนำทั่วโลก เปิดโอกาสให้นักการตลาดไทยเข้าถึงองค์ความรู้ กรณีศึกษา และแนวโน้มใหม่จากตลาดโลก พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการตลาดนานาชาติ

2. ขับเคลื่อนการตลาดด้วย Data, AI และ Marketing Technology ส่งเสริมให้นักการตลาดไทยสามารถใช้ข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และเครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค สร้างประสบการณ์ที่ตรงความต้องการ ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ

3. สร้างมาตรฐานการตลาดที่มีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม ผลักดันการดำเนินงานด้านการตลาดที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ในยุคปัจจุบัน

4. พัฒนาวิชาชีพและคุณภาพชีวิตของนักการตลาด สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต สนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ การรับรองมาตรฐานวิชาชีพ รวมถึงผลักดันให้เกิดสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้นักการตลาดสามารถเติบโตในสายอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

5. บ่มเพาะนักการตลาดรุ่นใหม่และเชื่อมโยงภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ สนับสนุนความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาหลักสูตรและองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์โลกธุรกิจจริง พร้อมสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งทักษะด้านการตลาด เทคโนโลยี และความเข้าใจผู้บริโภค สามารถเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยย้ำว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี จริยธรรม และบุคลากรคุณภาพ จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทย เข้าใจผู้บริโภคได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในพลังสำคัญบนเวทีเศรษฐกิจโลกในอนาคต

#สมาคมการตลาด #เอกก์ภทรธนกุล

ร้านชาต้องไปไกลขนาดนี้จริงดิ? จากวันแรกที่หลายคนจำ CHAGEE ได้ในฐานะแบรนด์ชาจีนที่คนพูดถึง แก้วชาที่มีของใต้แก้วให้ลุ้นมา...
07/06/2026

ร้านชาต้องไปไกลขนาดนี้จริงดิ?

จากวันแรกที่หลายคนจำ CHAGEE ได้ในฐานะแบรนด์ชาจีนที่คนพูดถึง แก้วชาที่มีของใต้แก้วให้ลุ้นมากกว่าตัวร้าน

วันนี้ CHAGEE เปิด Experience Bar บนชั้น 74 ของคิง เพาเวอร์ มหานคร พร้อมยกระดับการดื่มชาให้ใกล้เคียงโลกของ Mixology, Fine Dining และ Lifestyle Destination มากกว่าร้านเครื่องดื่มทั่วไป

คำถามที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาดคือ...

คนไทยอินกับ "ชา" มากขนาดนั้นจริงหรือ?

หรือสิ่งที่ผู้บริโภคกำลังซื้อ ไม่ใช่ชา แต่คือประสบการณ์ การถ่ายรูป การแชร์บนโซเชียล และความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์

ยิ่งน่าสนใจเมื่อเบื้องหลังการเติบโตครั้งนี้ มีการเข้าถือหุ้น 51% โดยกลุ่มไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์ เจ้าของแบรนด์มาม่า ผ่านบริษัทลูกอย่าง ไทยเพรซิเดนท์เบเวอเรจ

จากป็อปอัพสโตร์เล็ก ๆ สู่ Experience Bar บนแลนด์มาร์กระดับประเทศ

นี่อาจไม่ใช่เรื่องของ "ร้านชา" อีกต่อไป แต่คือกรณีศึกษาการสร้าง Premium Lifestyle Brand ที่นักการตลาดควรจับตา

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ลิงก์ในคอมเมนต์

#ร้านชา

Café Buongiorno เปิดประสบการณ์ Italian Lifestyle ใจกลางสุขุมวิท 49 เสิร์ฟทั้งอาหารต้นตำรับและเจลาโตสุดสร้างสรรค์กรุงเทพฯ...
06/06/2026

Café Buongiorno เปิดประสบการณ์ Italian Lifestyle ใจกลางสุขุมวิท 49 เสิร์ฟทั้งอาหารต้นตำรับและเจลาโตสุดสร้างสรรค์

กรุงเทพฯ มีคาเฟ่เปิดใหม่เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ แต่มีไม่กี่แห่งที่สามารถสร้างประสบการณ์มากกว่าการเป็นร้านอาหารทั่วไป และ Café Buongiorno ในโครงการ Town Hall สุขุมวิท 49 คือหนึ่งในนั้น ด้วยแนวคิดที่นำเสนอวิถีชีวิตแบบอิตาเลียนผ่านอาหาร บรรยากาศ และช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน

ตัวร้านตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ภายในโครงการ Town Hall โดยออกแบบให้มีกลิ่นอายเมดิเตอร์เรเนียน โปร่งสบาย อบอุ่น และชวนให้นั่งใช้เวลาได้นานตลอดวัน ตั้งแต่มื้อสายไปจนถึงของหวานหลังอาหารค่ำ

จุดเด่นของ Café Buongiorno คือการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 คอนเซ็ปต์หลัก ได้แก่ “ ” โซนร้านอาหารที่นำเสนอเมนูอิตาเลียนสไตล์โฮมเมด และ “ ” พื้นที่สำหรับคนรักเจลาโตที่รวบรวมทั้งรสชาติคลาสสิกและรสชาติสร้างสรรค์ไว้ในที่เดียว

ในส่วนของอาหาร เมนูแนะนำประกอบด้วย Bucatini Amatriciana พาสต้าเส้นบูคาตินีเสิร์ฟพร้อมซอสมะเขือเทศเข้มข้นและแพนเชตตา

ขณะที่ Eggplant Ravioli with Rosé Sauce โดดเด่นด้วยไส้มะเขือม่วงเนื้อเนียนและซอสโรเซ่รสละมุน

นอกจากนี้ยังมีโฟคัชชาอบสดใหม่ที่ให้กลิ่นหอมแบบเบเกอรีอิตาเลียนแท้ รวมถึง Feta Salad สำหรับผู้ที่มองหาเมนูเบา ๆ และชุดอาหารกลางวันแบบ 3 คอร์สที่ตอบโจทย์ลูกค้าในย่านสุขุมวิท

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือโซน Gelateria ซึ่งสร้างความแตกต่างด้วยการนำเสนอรสชาติที่ไม่ค่อยพบเห็นในตลาด ไม่ว่าจะเป็น Red Wine Gelato, Beer Gelato และ Prosecco Gelato ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างมาก

ขณะเดียวกันก็ยังมีรสชาติยอดนิยมอย่าง Pistachio, Vanilla และ Chocolate สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเจลาโตแบบดั้งเดิม

สำหรับผู้ที่ต้องการปิดท้ายมื้ออาหาร เมนู Affogato ซึ่งจับคู่เจลาโตวานิลลากับเอสเปรสโซเข้มข้น พร้อมเสิร์ฟคู่บิสกอตตีสูตรเฉพาะของร้าน ถือเป็นอีกตัวเลือกที่สะท้อนเสน่ห์ของวัฒนธรรมคาเฟ่อิตาเลียนได้อย่างลงตัว

เบื้องหลังร้านแห่งนี้คือ ผู้ก่อตั้ง ซึ่งเพิ่งได้รับการยกย่องในระดับ Commendatore หนึ่งในเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำคัญของสาธารณรัฐอิตาลี จากบทบาทในการเผยแพร่วัฒนธรรมและอาหารอิตาเลียนสู่ระดับนานาชาติ
ด้วยการผสมผสานระหว่างอาหารอิตาเลียนคุณภาพ บรรยากาศแบบ Mediterranean และแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย

Café Buongiorno จึงไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารหรือคาเฟ่แห่งใหม่ในสุขุมวิท 49 แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของ ใจกลางกรุงเทพฯ

#ร้านอาหารอิตาเลี่ยน

  Chief AI Officer ของ    และอดีตผู้ก่อตั้ง scale.com⁠ ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในพนักงานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดของบริษั...
06/06/2026

Chief AI Officer ของ และอดีตผู้ก่อตั้ง scale.com⁠ ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในพนักงานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดของบริษัท ส่งสัญญาณถึงคู่แข่งสำคัญอย่าง , และ anthropic ว่า AI รุ่นใหม่ของ Meta จะสร้างความแตกต่างด้วย “ความสามารถด้านสุขภาพและการแพทย์” เป็นหลัก

ข้อความดังกล่าวมาจากการให้สัมภาษณ์บนเวที Bloomberg Tech ที่ซานฟรานซิสโก ซึ่ง Wang ระบุว่า

"เมื่อโมเดล AI มีความสามารถสูงขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องสุขภาพจะกลายเป็นหนึ่งในกรณีใช้งานที่สำคัญที่สุดของ AI ในอนาคต"

โดย Meta ตั้งเป้าพัฒนาโมเดลที่ช่วยผู้คนดูแลสุขภาพ เข้าใจข้อมูลทางการแพทย์ และสนับสนุนการตัดสินใจด้านสุขภาวะได้ดีกว่าเดิม

เขายังกล่าวว่า AI ของ Meta จะมีจุดเด่นที่แตกต่างจาก , หรือ เพราะบริษัทมองว่าข้อมูลด้านสุขภาพเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างคุณค่าให้ผู้ใช้จำนวนมหาศาลทั่วโลกได้จริง และจะเป็นหนึ่งในตัวแยกความแตกต่างสำคัญในการแข่งขันของ AI ใน ระยะยาว

รายงานเพิ่มเติมระบุว่า โมเดล AI รุ่นใหม่ของ Meta ซึ่งมีชื่อว่า Muse Spark ทำผลงานได้โดดเด่นในด้านการให้เหตุผลเกี่ยวกับการแพทย์และสุขภาพจากการประเมินของอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม Wang ยอมรับว่าการพัฒนา AI ด้านสุขภาพก็มาพร้อมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความมั่นคงทางชีวภาพที่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด

ประเด็นที่น่าสนใจทางธุรกิจ

Meta กำลังพยายามหาจุดยืนใหม่ในสงคราม AI ที่ไม่ใช่แค่แข่งเรื่องความฉลาดของโมเดล แต่แข่งกันที่ “อุตสาหกรรมเฉพาะทาง” (Vertical AI) โดยเลือกด้านสุขภาพและการแพทย์ซึ่งเป็นตลาดมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ AI สามารถสร้างผลกระทบได้สูงที่สุด

ทุ้งนี้ หาก Meta สามารถสร้างความน่าเชื่อถือด้านสุขภาพได้สำเร็จ อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่เน้น AI สำหรับการใช้งานทั่วไป

ที่มา: “Meta's highest-paid employee Alexandr Wang sends 'health message' to Anthropic, OpenAI, Google and others with AI models”
The Times of India, 5 มิถุนายน 2026.

้านสุขภาพและการแพทย์

ถ้าดู RIP the Script แล้วเห็นแค่โฆษณาฟุตบอลโลก คุณอาจพลาดประเด็นสำคัญที่สุดของ Nikeที่เลือกใช้ภาพยนตร์โฆษณาเพื่อประกาศว่...
05/06/2026

ถ้าดู RIP the Script แล้วเห็นแค่โฆษณาฟุตบอลโลก คุณอาจพลาดประเด็นสำคัญที่สุดของ Nike

ที่เลือกใช้ภาพยนตร์โฆษณาเพื่อประกาศว่า ในยุค AI แบรนด์ที่ชนะอาจไม่ใช่แบรนด์ที่มีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่คือแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ใน "วัฒนธรรม" ได้ลึกที่สุด

จาก ถึง
จาก ถึง
จาก ถึง #ลิซ่า

ทุกคนถูกดึงมาอยู่ในเรื่องเดียวกัน เพื่อยืนยันว่า ฟุตบอลวันนี้ไม่ได้แข่งขันอยู่แค่ในสนามอีกต่อไป

และ Nike กำลังขาย Culture มากกว่าขาย Sport

และนี่อาจเป็นหนึ่งในบทเรียนการตลาดที่น่าสนใจที่สุดของฟุตบอลโลก 2026

อ่านต่อ ที่ลิงก์ในคอมเมนต์

#โฆษณาไนกี้ #ฟุตบอลโลก2026

ที่อยู่

SM Magazine บริษัท เอส สแควร์ แมกกาซีน จํากัด 1511/53-54 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SM Magazineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง SM Magazine:

แชร์