SM  Magazine Strategy and Marketing Magazine ธุรกิจจะดี อยู่ที่การสร้างสรรค์และออกแบบการตลาด

SMmagonline - เปิดรายได้ Jennie BLACKPINK หลังเปิดบริษัทตัวเองแค่ 2 ปี กวาดเงินกว่า 2 หมื่นล้านวอน จนติดโผ TIME100 ในฐาน...
11/05/2026

SMmagonline - เปิดรายได้ Jennie BLACKPINK หลังเปิดบริษัทตัวเองแค่ 2 ปี กวาดเงินกว่า 2 หมื่นล้านวอน จนติดโผ TIME100 ในฐานะ “ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก” ประจำปี 2026 แบบสมมง

จากไอดอล K-pop สู่เจ้าของธุรกิจบันเทิงเต็มตัว วันนี้ กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า “ศิลปินยุคใหม่” ไม่ได้สร้างรายได้จากการร้องเพลงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนตัวเองเป็นแบรนด์ธุรกิจที่มีมูลค่าระดับโลก

หลัง Jennie Kim แยกบริหารงานเดี่ยวออกจาก YG Entertainment และก่อตั้งบริษัทของตัวเองชื่อ OA Entertainment หรือ Odd Atelier ในช่วงปลายปี 2023 ล่าสุดสื่อเกาหลีเปิดเผยว่า ภายในเวลาเพียง 2 ปี Jennie รับรายได้จากบริษัทตัวเองรวมกว่า 23,800 ล้านวอน หรือราว 600 ล้านบาท

โดยรายได้หลักมาจากงานโฆษณา คอนเสิร์ต เพลง และกิจกรรมบันเทิงที่เธอบริหารเองทั้งหมด

ปี 2024 ซึ่งเป็นปีแรกที่ดำเนินงานเต็มปีของบริษัท OA Entertainment ทำรายได้ประมาณ 18,900 ล้านวอน ก่อนโตต่ออีกกว่า 26% ในปี 2025 แตะระดับ 23,800 ล้านวอน

แสดงให้เห็นว่าโมเดล “ศิลปินถือหุ้นบริษัทตัวเอง” เป็นทางเลือกใหม่ที่ดีสำหรับศิลปินของวงการ K-pop เพราะช่วยให้ศิลปินถือสิทธิ์ในแบรนด์ รายได้ และการตัดสินใจทางธุรกิจได้มากกว่าการอยู่ภายใต้ค่ายแบบเดิม

ความสำเร็จดังกล่าวยังส่งให้ Jennie ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของไทม์แมกกาซีน ประจำปี 2026 โดยเป็นศิลปิน K-pop เพียงคนเดียวของปีนี้

โดย TIME ระบุว่าเธอคือหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมโลกมากที่สุด ทั้งในฐานะศิลปิน เจ้าของธุรกิจ และผู้สร้างอิทธิพลทางแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับโลก

กรณีของ Jennie กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี เมื่อ “อำนาจต่อรอง” และ “มูลค่าที่แท้จริง” ของศิลปิน ไม่ได้อยู่แค่ยอดวิวหรือยอดสตรีมอีกต่อไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนชื่อเสียงให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้ด้วยตัวเอง

ที่มา: Korea JoongAng Daily, TIME

SMmagonline - CPAXT เหมาทุกตลาด เดินหน้า “ค้าปลีก-ค้าส่ง-เทค” เต็มสปีด หลังไตรมาส 1/2569 ทำรายได้ 136,050 ล้านบาท กำไรสุ...
11/05/2026

SMmagonline - CPAXT เหมาทุกตลาด เดินหน้า “ค้าปลีก-ค้าส่ง-เทค” เต็มสปีด หลังไตรมาส 1/2569 ทำรายได้ 136,050 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,793 ล้านบาท พร้อมส่งสัญญาณชัดว่าอนาคตขององค์กรจะไม่ได้แข่งแค่เรื่องจำนวนสาขาอีกต่อไป แต่กำลังขยับสู่โมเดล Retail Tech และ Omni Channel อย่างจริงจัง

จุดสำคัญคือการเติบโตของยอดขายออนไลน์ผ่าน Makro PRO และ Lotus’s Smart App ที่โตถึง 27.6% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ย้ายสู่การซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น

ขณะที่ยอดขายนอกร้านมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 22% ของรายได้ทั้งหมด แสดงว่า CPAXT ลดการพึ่งพาหน้าร้านแบบเดิมไปได้แล้วเกือบหนึ่งในสี่ และสร้างระบบขายที่เชื่อมทั้งออนไลน์-ออฟไลน์เข้าด้วยกัน

อีกด้านหนึ่ง บริษัทกำลังเร่งขยายธุรกิจในอาเซียน ผ่านการเสริมพอร์ตฟูดเซอร์วิสในมาเลเซีย รวมถึงเดินหน้าพัฒนา Private Label และกลุ่มอาหารสด ซึ่งเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ยุคผู้บริโภคระวังค่าใช้จ่าย แต่ยังต้องการความคุ้มค่า

ด้าน “Happy Mall” ก็กลายเป็นอีกยุทธศาสตร์สำคัญของโลตัส ที่พยายามเปลี่ยนศูนย์การค้าจากพื้นที่เช่า ให้กลายเป็น “พื้นที่ใช้ชีวิตของชุมชน” เพื่อเพิ่มความถี่ในการเข้ามาใช้บริการ และสร้างรายได้ระยะยาวจาก Tenant Mix ที่แข็งแรงขึ้น

ทั้งหมดกำลังสะท้อนว่า CPAXT กำลังวางตำแหน่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มค้าปลีกครบวงจร ที่มีทั้งเทคโนโลยี โลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ และระบบสมาชิกเป็นแกนหลักของการเติบโตในอนาคต

#ค้าปลีก #ธุรกิจค้าปลีก

SMmagonline - ยอดขายดีจน “ร้านกีฬาด้วยกัน” ยังอยากเป็นเจ้าของ เมื่อ CRC Sports⁠ บริษัทค้าปลีกกีฬาในเครือ Central Retail⁠...
08/05/2026

SMmagonline - ยอดขายดีจน “ร้านกีฬาด้วยกัน” ยังอยากเป็นเจ้าของ เมื่อ CRC Sports⁠ บริษัทค้าปลีกกีฬาในเครือ Central Retail⁠ ตัดสินใจปิดดีลถือหุ้น 40% ใน JD Sports Thailand⁠ เบื้องหลังดีลนี้คืออะไร

ดีลนี้เกิดขึ้นภายใต้โจทย์สำคัญคือ “การซื้อเวลา” ที่ CRC ต้งการพาซูเปอร์สปอร์ตกระโดดเข้าสู่ตลาดสปอร์ตไลฟ์สไตล์พรีเมียมที่กำลังโตแรง แทนการเริ่มสร้างแบรนด์ใหม่จากศูนย์

ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุนทางการเงิน แต่คือการดึง “ความนิยม” และ “พลังแบรนด์” ของ JD Sports มาเติมเต็มพอร์ตของ Supersports ทันที

โดยเบื้องหลังความมั่นใจของ CRC มาจากตัวเลขที่ชัดเจน เพราะ JD Sports Thailand ปัจจุบันทำยอดขายมากกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี และถูกตั้งเป้าให้โต “มากกว่าเท่าตัว” ในอนาคต พร้อมแผนขยายจาก 15 สาขา เป็น 30 สาขาใน 5 ปี ผ่านทำเลค้าปลีกของกลุ่มเซ็นทรัลที่มีอยู่ทั่วประเทศ

ขณะที่ตลาดสปอร์ตไลฟ์สไตล์ไทยมีมูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยราว 6% ต่อปี
ซึ่ง JD Sports Fashion Plc⁠ ถือเป็นหนึ่งในยักษ์ค้าปลีกสปอร์ตแฟชั่นจากอังกฤษที่ถูกจับตาที่สุดในโลก ด้วยเครือข่ายกว่า 4,900 สาขาใน 49 ประเทศ และมีสถานะเป็น Key Global Partner ของแบรนด์ระดับโลกอย่าง และ

รวมถึงถือสิทธิ์บริหารแบรนด์ดังอีกจำนวนมาก เช่น และ

จุดแข็งสำคัญคือการขาย “สินค้าหายาก” และสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมสนีกเกอร์ แฟชั่น และสตรีตไลฟ์สไตล์ ทำให้ JD Sports กลายเป็นจุดหมายของกลุ่มวัยรุ่นและคนเมืองกำลังซื้อสูงทั่วโลก ซึ่งแตกต่างจากร้านกีฬาแบบดั้งเดิมที่เน้น Performance เป็นหลัก

ด้าน Supersports⁠ ซึ่งอยู่ภายใต้ CRC Sports มีจุดยืนในฐานะผู้นำค้าปลีกสินค้ากีฬาแบบครบวงจรของไทย เน้นกลุ่ม Sport Performance และ Active Lifestyle ผ่านเครือข่าย Supersports 88 สาขา, Rev Runnr 24 สาขา และ Mono Store อีก 17 สาขา

การเข้าถือหุ้นใน JD Sports Thailand จึงถูกมองว่าเป็น “จิ๊กซอว์ที่ขาด” เพราะช่วยเติมพอร์ตจากโลก Performance สู่ตลาด Sport Lifestyle ที่มีกำไรสูงกว่า และมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ

ไท จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล แบรนด์ แอนด์ สเปเชียลตี้ (CRBS) ระบุว่า

ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟระดับโลก พร้อมตั้งเป้าครองส่วนแบ่งตลาดสปอร์ตไลฟ์สไตล์สูงถึง 40% และก้าวขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดนี้

ขณะที่ อเล็กซองต์ อัมเบล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด มองว่า

ดีลนี้คือการเสริมความแข็งแกร่งให้ Ecosystem ค้าปลีกกีฬาของกลุ่มครบวงจรมากขึ้น และเป็นก้าวสำคัญในการผลักดัน Supersports สู่ผู้นำตลาดค้าปลีกกีฬาระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในมุมการตลาด สิ่งที่น่าสนใจคือ CRC ไม่ได้มอง JD Sports เป็นเพียง “ร้านขายรองเท้า” แต่คือ “แพลตฟอร์มวัฒนธรรม” ที่เชื่อมกีฬา แฟชั่น และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่ผู้บริโภคพร้อมจ่ายสูงกว่า และสร้างความถี่ในการซื้อได้มากกว่าตลาดกีฬาแบบเดิม

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไม CRC ถึงกล้าปักธง “ยอดขายโต 100%” เพราะสิ่งที่ซื้อจริงๆ อาจไม่ใช่แค่กิจการ แต่คือการซื้อฐานลูกค้าใหม่ ซื้อภาพลักษณ์พรีเมียม และซื้อโอกาสเติบโตในตลาดที่กำลังเปลี่ยนจาก “กีฬาเพื่อออกกำลังกาย” ไปสู่ “กีฬาเพื่อสะท้อนตัวตน”

#กลยุทธ์การตลาด

AI  “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องเร่งทำวันนี้เมื่อประเทศไทยกำลังขาดบุคลากรสาย AI ถึง 80,000 คน ขณะที่ความต้องการจ้างงานด้าน AI ...
08/05/2026

AI “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องเร่งทำวันนี้

เมื่อประเทศไทยกำลังขาดบุคลากรสาย AI ถึง 80,000 คน ขณะที่ความต้องการจ้างงานด้าน AI โตขึ้น 31% การจับมือกันของ “ทรู-กูเกิล-อว.” ในโครงการ AI For All Thais จึงเลือกเร่งสร้าง “กำลังคนแห่งอนาคต” ให้ประเทศเป็นวาระเร่งด่วน

เป้าหมายใหญ่คือการผลักดัน AI Literacy ให้คนไทยกว่า 20 ล้านคน และเปิดโอกาสให้นักศึกษา 12 ล้านคน เข้าถึงการเรียนรู้ AI มาตรฐานสากลที่นับหน่วยกิตได้จริง ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัย 20 แห่งทั่วประเทศ

ย้ำหันหนักๆ เลยว่า ในยุคที่ AI เปลี่ยนโลกเร็วกว่าเดิมทุกวัน “ทักษะของคน” คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะกำหนดว่า ประเทศไทยจะเป็นแค่ผู้ใช้เทคโนโลยี หรือก้าวขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ AI โลก

#กระทรวงอว #การจ้างงานด้านเอไอ

Smmagonline - SYSTEMA X One Piece เติมสีสัน “ความสนุก” สู่ตลาดดูแลช่องปาก ปั้นแคมเปญดึงคนรุ่นใหม่SYSTEMA จับมือ Netflix ...
06/05/2026

Smmagonline - SYSTEMA X One Piece เติมสีสัน “ความสนุก” สู่ตลาดดูแลช่องปาก ปั้นแคมเปญดึงคนรุ่นใหม่

SYSTEMA จับมือ Netflix และซีรีส์ One Piece Live Action สร้างแคมเปญ “Into the Great Smile: มุ่งหน้าสู่ช่องปากสะอาด” เปลี่ยนภาพการแปรงฟันจากเรื่อง routine ให้กลายเป็น “ประสบการณ์ความบันเทิง” ผ่านพลังคาแรกเตอร์โจรสลัดหมวกฟาง เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับคอนเทนต์สตรีมมิงและวัฒนธรรมป๊อป

โดน SYSTEMA คอลแลปแบรนด์สินค้า FMCG กับคอนเทนต์ระดับโลกใช้ IP ฮิตอย่าง One Piece มาเป็นตัวกลางสร้าง emotional engagement ออกแคมเปญใหญ่พร้อมของสะสม Limited Edition (ที่วางแปรงสีฟัน 6 คาแรกเตอร์)

โดยทุกยอดซื้อแปรงสีฟัน SYSTEMA ครบ 199 บาท รับของพรีเมียม (มูลค่า 159 บาท) ซึ่งบริษัทกระจาย “ลายคาแรกเตอร์” ตามช่องทาง เพื่อกระตุ้นการตามเก็บ (collectible strategy) ได้แก่
• Luffy – Lotus’s
• Nami – Tops
• Zoro – CJ More
• Sanji – Big C
• Usopp – 7-11 (ออนไลน์)
• Chopper – Lion Shop Online

พร้อมมีช่วงโปรโมชันตั้งแต่ปลาย เม.ย. – มิ.ย. 2569 (แตกต่างกันตามช่องทาง)

การคอลแลปครั้งนี้เพิ่มแรงดึงดูด ให้กับแปรงสีฟันธรรมดา ด้วยการใช้ IP ระดับโลกช่วยให้แบรนด์โดดเด่นในหมวดสินค้าที่มีการแข่งขันสูง

รวมทั้งสร้าง emotional attachment จาก “ของใช้จำเป็น” ด้วย “ของสะสมที่อยากได้” แบยต้องตามหา ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นยอดขายระยะสั้น และการซื้อซ้ำจากการสะสม สร้างให้แบรนด์ดูสดใหม่ มีไลฟ์สไตล์มากขึ้น โดยเฉพาะการขยายฐานลูกค้าไปยัง Gen Z

การรวมกันครั้งนี้ เป็นพลังจากกลยุทธ์ความร่วมมือที่เกิดจาก One Piece - IP ที่มีฐานแฟนเหนียวแน่นระดับโลก, Netflix - ช่องทางที่เข้าถึงพฤติกรรมเสพคอนเทนต์ยุคใหม่ และ SYSTEMA - สินค้าที่ใช้ทุกวัน ที่ทำให้โมเมนต์ในชีวิตประจำวันสนุกขึ้น และทำให้แบรนด์เข้าถึงคนรุ่นใหม่ แบบสร้าง engagement ได้ลึกกว่าโฆษณาปกติ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในหัวใจของการเติบโตของแบรนด์ในตลาดยุคใหม่

#แก๊งหมวกฟาง

SMmagonline - นันยาง แบรนด์รองเท้าที่มี “ไอเดีย” ใหม่พร้อมการขายรองเท้าเสมอ ปีนี้แค่ Back to School ก็ยังมีมุกใหม่ให้พูด...
06/05/2026

SMmagonline - นันยาง แบรนด์รองเท้าที่มี “ไอเดีย” ใหม่พร้อมการขายรองเท้าเสมอ ปีนี้แค่ Back to School ก็ยังมีมุกใหม่ให้พูดถึงต่อได้ ไม่ปล่อยให้เป็นแค่ฤดูกาลขายที่โกยรายได้หลักของปี แต่ขยับบทบาทไปแตะ “ชีวิตจริง” ของนักเรียนอย่างเข้าใจและหวังจะได้ใจมากขึ้น

เปิดเทอมปี 2569 นี้ ภายใต้แรงกดดันค่าครองชีพที่ยังสูง นันยางเลือก “ตรึงราคา” สวนทางต้นทุน เพื่อไม่ซ้ำเติมครอบครัวไทย

พร้อมขยายไลน์สินค้าให้ครอบคลุมทุกกำลังซื้อ
• รุ่นคลาสสิก 205-S พื้นเขียว (เริ่ม 340 บาท)
• รุ่นประหยัด Superstar (เริ่ม 270 บาท)
• รุ่นเด็ก Have Fun ใส่ง่าย ไม่ต้องผูกเชือก (320 บาท)

ทั้งนี้ เพราะ “รองเท้านักเรียน” ของประเทศไทยส่วนใหญ่ยังจัดเป็นสินค้าที่เป็นดัชนีสะท้อนกำลังซื้อช่วงเปิดเทอมได้ชัดที่สุด

โดยครั้งนี้ นันยางมีไอเดียที่ออกมาพร้อมแคมเปญ Back to School จัด “ตู้นันยืม” ตู้ที่จัดมาเพื่อให้ยืมรองเท้าไปใส่ได้ฟรีในวันฉุกเฉิน

ดร.จักรพล จันทวิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวถึง ที่มาของ “ตู้นันยืม” ว่า

"เราได้เห็นนักเรียนไทยมีวันแย่ๆ เพราะรองเท้ารังแกฉัน เช่น ซักแล้วแห้งไม่ทัน, อยู่ดีๆ ดันโดนเทิร์น, สภาพเยินไม่พร้อมใช้, ใส่ผิดสีไม่ได้ตั้งใจ, ซื้อผิดไซส์ไม่พอดี และอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้ใส่ไม่เต็มที่ จึงเกิดความตั้งใจของนันยางไม่อยากให้รองเท้าต้องเป็นสาเหตุของวันที่ไม่ดี เราอยากเห็นรองเท้าที่พร้อมใช้งานเดินพร้อมไปกับทุกคน แม้จะเป็นเรื่องที่เล็กน้อย แต่วันนั้นอาจจะเป็นวันสำคัญที่สุดของชีวิตของใครคนหนึ่งก็ได้"

ปัจจุบัน โครงการ “ตู้นันยืม” ตู้ที่ให้ยืมนันยาง...ไปใส่ให้เต็มที่ มีโรงเรียนลงทะเบียนเข้าร่วมหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเล็กๆ เหล่านี้ยังคงต้องได้รับการดูแล และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอนาคตของชาติได้อีกทางหนึ่ง โดยนันยางนำร่องโครงการใน 10 โรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือก จัดส่ง “ตู้นันยืม” เพื่อช่วยขจัดปัญหามากมายที่ทำให้ใส่ไม่เต็มที่

#นันยาง #กลยุทธ์การตลาด #รองเท้านักเรียน

SMmagonline - SPC จัดทัพ Back to School 2026 วางบทบาทช่วยผู้บริโภคลดแรงกดดันจากค่าครองชีพ ผนึกรัฐลดภาระครัวเรือนช่วงเปิด...
05/05/2026

SMmagonline - SPC จัดทัพ Back to School 2026 วางบทบาทช่วยผู้บริโภคลดแรงกดดันจากค่าครองชีพ ผนึกรัฐลดภาระครัวเรือนช่วงเปิดเทอม

ท่ามกลางแรงกดดันค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ยังคงวางจุดยืนเป็น “แบรนด์คู่สังคม” ที่เดินเกมสอดรับนโยบายภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดจับมือ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าแคมเปญ “Back To School 2026” ภายใต้แนวคิด “เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า” ใช้จังหวะเทศกาลเปิดภาคเรียนเป็น Strategic Moment ในการเร่งการใช้จ่าย พร้อมรีเฟรมบทบาทแบรนด์จาก “ผู้ขายสินค้า” สู่ “ตัวช่วยลดภาระ” ของผู้ปกครองผ่านการจัดพอร์ตสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นในเครือมาทำโปรโมชันด้วยราคาแบบเข้าถึง (accessible pricing)

ครอบคลุมตั้งแต่สินค้ากลุ่มเด็กไปจนถึงครอบครัว โดยมีแบรนด์หลักร่วมรายการ อาทิ Kodomo PAO Kirei Kirei Systema และ Hi-Class

กลยุทธ์ครั้งนี้ เป็นการใช้จุดแข็งด้านการกระจายสินค้าที่มีเครือข่ายกระจายสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศ ร่วมด้วยกลยุทธ์พอร์ตโฟลิโอที่ นำสินค้าจำเป็นภายมต้แบรนด์ที่แข็งแกร่งเป็นที่รู้จักเข้าถึงผู้บริโภคในช่วงเปิดเทอม ศึ่งมีความจำเป็นสูงสุดช่วงหนึ่ง โดยใช้มิติความใกล้ชิดและความเข้าใจผู้บริโภค มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกันยังเป็นการ Align ธุรกิจกับนโยบายรัฐ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการกระตุ้นการจับจ่ายในประเทศ

ภาพรวมแคมเปญ Back to School ของ SPC จึงพยายามผูกพันผู้บริโภค ไม่สร้างการจดจำแค่โปรโมขั่นตามฤดูกาล แต่ยังตอกย้ำโพสิชันนิงขององค์กรในฐานะ “Consumer Support Brand” ไปพร้อมกัน

ผ่านการใช้สินค้าและระบบจัดจำหน่ายเป็นเครื่องมือช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงเวลาสำคัญ สะท้อนโมเดลธุรกิจที่เติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม และแปลง “บทบาทช่วยเหลือ” ให้กลายเป็น “ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์” ในระยะยาว

#กลยุทธ์ธุรกิจ #ลดค่าครองชีพ

ข้าวแช่มักจะขายดีที่สุดในช่วงเดือนเมษายน เพราะเป็นจังหวะที่หลายร้านเริ่มต้นฤดูกาล พร้อมกับอากาศช่วงที่ร้อนจัดที่สุดของปี...
04/05/2026

ข้าวแช่มักจะขายดีที่สุดในช่วงเดือนเมษายน เพราะเป็นจังหวะที่หลายร้านเริ่มต้นฤดูกาล พร้อมกับอากาศช่วงที่ร้อนจัดที่สุดของปีในประเทศไทย

แต่เมื่อความร้อนของเดือนพฤษภาคมยังไม่แผ่วลง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมนูคลายร้อนอย่าง “ข้าวแช่” จะยังคงอยู่ในความต้องการของผู้บริโภค และสำหรับ ร้านข้าว เอง ก็ยังคงเสิร์ฟเมนูนี้ต่อเนื่องจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม

พร้อมโอกาสพิเศษที่ปีนี้ครบรอบ 10 ปีของร้าน ทางร้านยิ่งจัด “ข้าวแช่” ปีนี้ให้มีมิติที่น่าสนใจมากขึ้น โดยนำเสนอข้าวแช่ภายใต้ธีมที่สะท้อนทั้ง “ความเคารพต้นตำรับ” และ “การตีความใหม่อย่างร่วมสมัย” คงแก่นของสำรับชาววังไว้ครบถ้วน แต่เติมรายละเอียดในเชิงเทคนิคและวัตถุดิบให้โดดเด่นขึ้น

ข้าวถูกคัดสายพันธุ์และขัดอย่างพิถีพิถันก่อนนำไปอบควันเทียนให้ได้กลิ่นหอมละมุน เสิร์ฟในน้ำลอยดอกไม้ที่ให้ความสดชื่นแบบพอดี ไม่ฉุนเกินไป ซึ่งถือเป็นหัวใจของการสร้างประสบการณ์รับประทานข้าวแช่ที่ดี

ด้านเครื่องเคียงยังคงเป็นไฮไลต์สำคัญที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกกะปิทอดที่ให้รสเข้มข้น หอมกะปิอย่างมีชั้นเชิง หอมแดงยัดไส้ที่ต้องใช้ความประณีตสูง พริกหยวกสอดไส้ที่บาลานซ์รสหวานเค็มอย่างลงตัว รวมถึงหมูฝอยและปลาเค็มหวานที่ช่วยตัดกับความเย็นของน้ำข้าวแช่ได้ดี

ความแตกต่างของปีนี้อยู่ที่การปรับรายละเอียดรสชาติให้ “เบาขึ้นแต่ลึกขึ้น” ลดความจัดจ้านแบบเดิมเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ต้องการความละเมียดละไมมากกว่า

อีกหนึ่งความพิเศษคือการจัดวางสำรับและลำดับการกินที่ร้านยังคงให้ความสำคัญ เพื่อให้ผู้ทานสัมผัสประสบการณ์แบบดั้งเดิมอย่างแท้จริง

ตั้งแต่การเริ่มด้วยเครื่องเคียง ก่อนสลับกับข้าวแช่เพื่อรีเฟรชรสชาติในปาก ซึ่งสะท้อนว่าข้าวแช่ไม่ใช่แค่ “อาหารคลายร้อน” แต่เป็น “ศิลปะการกิน” ที่มีจังหวะและเรื่องราว

เหตุผลที่ข้าวแช่ผูกพันกับหน้าร้อน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอุณหภูมิ แต่ยังเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาไทยในการใช้อาหารปรับสมดุลร่างกาย น้ำลอยดอกไม้ที่เย็นและมีกลิ่นหอมช่วยลดความร้อนภายใน

ขณะที่เครื่องเคียงรสเข้มทำหน้าที่กระตุ้นความอยากอาหารในช่วงที่อากาศร้อนจัดจนหลายคนเบื่ออาหาร

การเดินทางครบ 10 ปีของร้านข้าวในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลอง แต่เป็นการตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ในการรักษาและต่อยอดเมนูไทยโบราณให้ยังคง “มีชีวิต” ในยุคปัจจุบัน

ฉะนั้น ในวันที่อากาศยังร้อนระอุ ข้าวแช่ก็ยังคงเป็นคำตอบที่ทั้งสดชื่นและเต็มไปด้วยความหมายมากกว่าที่เห็นจริงๆ

#ข้าวแช่ #ข้าวแช่ร้านข้าว #ร้านKhao #อาหารมิชลิน

4 พฤษภาคม “วันฉัตรมงคล”เป็นวันรำลึกพระราชพิธีฉัตรมงคลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้...
04/05/2026

4 พฤษภาคม “วันฉัตรมงคล”
เป็นวันรำลึกพระราชพิธีฉัตรมงคลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

SMmagonline - ธุรกิจใหม่ตระกูลตั้งคารวคุณ ปั้น Pet Business “The Goody” เป็น Growth Engine ถัดจาก FMCG และสินค้าอุตสาผกร...
03/05/2026

SMmagonline - ธุรกิจใหม่ตระกูลตั้งคารวคุณ ปั้น Pet Business “The Goody” เป็น Growth Engine ถัดจาก FMCG และสินค้าอุตสาผกรรม ขยับขยายพอร์ตสู่ตลาดอารมณ์ แถมด้วยความพรีเมียม

บริษัท เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) หรือ SWC เปิดตัว “The Goody” รุกตลาดอาหารและผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมอย่างเป็นทางการในงาน Pet Expo Thailand 2026 โดยวางตำแหน่งเป็น New Growth Engine ตั้งเป้า 3 ปีแตะ 1,700 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของการ “รีบาลานซ์พอร์ตธุรกิจ” ของตระกูล

ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ผู้ก่อตั้ง บริษัท เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าสู่ตลาดสัตว์เลี้ยงในครั้งนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของบริษัทในการขยายสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาว

โดยชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ให้ความสำคัญด้านราคา สู่การเลือกสินค้าจากคุณภาพและความเข้าใจในชีวิตจริงของทั้งสัตว์เลี้ยงและผู้เลี้ยง

The Goody ถือกำเนิดในฐานะแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง ที่บริษัทต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งสัตว์เลี้ยงและผู้เลี้ยง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขในระยะยาว

"จากฐานธุรกิจเดิมในกลุ่ม FMCG และเคมีภัณฑ์ ไปสู่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยไลฟ์สไตล์และอารมณ์ผู้บริโภค (emotional-driven consumption) ภายใต้เมกะเทรนด์ Pet Humanization กลยุทธ์การขยายธุรกิจครั้งนี้ เป็น adjacency expansion ขยายธุรกิจไปยังพื้นที่ใกล้เคียง (near-core) ที่ยัง leverage ความเชี่ยวชาญเดิมได้"

ธุรกิจของ SWC เดิมมีพอร์ตหลักในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน ยาฆ่าแมลง และสินค้าเคมีภัณฑ์ ซึ่งอาศัยความแข็งแรงด้าน R&D, supply chain และช่องทางจัดจำหน่ายแบบ FMCG อยู่แล้ว การเข้าสู่ Pet Business จึงไม่ใช่การกระโดดข้ามอุตสาหกรรม แต่เป็นการ “ต่อยอด value chain” จาก household care ไปสู่ pet care ซึ่งใช้ logic ผู้บริโภคชุดเดียวกัน (เจ้าของบ้าน/ครอบครัว) แต่เพิ่มมูลค่าต่อหน่วยสูงกว่าและมี loyalty สูงกว่า

อีกขั้นของความเชื่อมโยงคือ “know-how เชิงลึก” จากฝั่งผู้ก่อตั้งแบรนด์

โดย ชัยวัฒน์ ตั้งคารวคุณ ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 29 ปีในวงการเพาะพันธุ์สุนัขระดับนานาชาติ นำองค์ความรู้จาก professional breeder มาผสานกับ consumer insight เกิดเป็น positioning แบบ “Pet Parent to Pet Parent” แตกต่างจากแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงในกลุ่ม mass ที่แข่งขันด้วยราคา หรือแบรนด์ global ที่เน้น science-driven เพียงด้านเดียว

ในเชิงพอร์ตโฟลิโอของ “ตระกูลตั้งคารวคุณ” ภาพใหญ่สะท้อนการกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจดั้งเดิมไปสู่ consumer lifestyle มากขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจมีรากจากอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภค (ผ่าน SWC) ซึ่งแต่ละธุรกิจที่ผ่านมาในอดีตล้วนเป็นตลาดที่แข่งขันสูงและกำไรจำกัด ตามรูปแบบของสินค้า commodity

การขยับเข้าสู่กลุ่มสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียม จึงเป็นการ “ยกระดับกำไร” และสร้าง recurring demand จากพฤติกรรมการซื้อซ้ำของ Pet Parent

บริษัทกำหนดตัวเลขเป้าหมายไว้ที่ 1,700 ล้านบาทใน 3 ปี ไล่ระดับจากปีแรกตามลำดับเริ่มจาก 100 ล้านบาท 600 ล้านบาท และ 1,000 ล้านบาท

ทัเงเชื่อว่าธุรกิจใหม่นี้ เป็น S-curve ใหม่ที่บริษัทคาดหวัง โดยกลยุทธ์ปีแรกจะเน้นสร้างแบรนด์อะแวร์เนส และวางโครงสร้างการจัดจำหน่ายให้แข็งแรง ก่อนเร่งการเติบโตในระยะถัดไปในปีที่ 2–3 ผ่าน omni-channel และการขยายต่างประเทศ อาทิ CLMV, จีน, อาเซียน รวมถึงยุโรป–สหรัฐฯ ฯลฯ ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลก ที่ตลาดสินค้าพรีเมียมเติบโตเร็วกว่าภาพรวมตลาด

“The Goody” เลือกกลยุทธ์และโพสิชันนิงแบรนด์เป็น premium lifestyle มากกว่าการเป็น functional product เพียงอย่างเดียว ภายใต้แนวคิด Vitality Nutrition และ Champion Formula และ Experience-driven Marketing ที่ผสาน KOL/KOC กับ experiential touchpoint และเชื่อม online-offline และสร้าง emotional bonding ระหว่างแบรนด์ ผู้เลี้ยง และสัตว์เลี้ยง

นัยสำคัญของการเปิดตัวสินค้าใหม่ หากสำเร็จ ตามเป้าหมาย The Goody อาจกลายเป็น blueprint ให้ SWC ขยายไปสู่ ecosystem ของ pet care แบบครบวงจรในอนาคต

#อาหารสัตว์เลี้ยง #ตั้งคารวคุณ

SMmagonline - “อย่าคิดว่าไทยจะรอด” แอบฟังคำเตือนจากสิงคโปร์ เมื่อ Lawrence Wong พูดถึงโลกใหม่ที่แรงงานต้องวิ่งให้ทัน AI ...
02/05/2026

SMmagonline - “อย่าคิดว่าไทยจะรอด” แอบฟังคำเตือนจากสิงคโปร์ เมื่อ Lawrence Wong พูดถึงโลกใหม่ที่แรงงานต้องวิ่งให้ทัน AI ในเวที May Day Rally 2026 เมื่อวันแรงงาน วันที่ 1 พ.ค 2569 ที่ผ่านมา

Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวสุนทรพจน์ในวันแรงงาน ส่งสัญญาณชัดว่า โลกกำลังเข้าสู่ “ยุคความไม่แน่นอนแบบยืดเยื้อ” จากทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และคลื่นเทคโนโลยี

โดยเฉพาะ AI ที่กำลังเขย่าโครงสร้างงานอย่างจริงจัง พร้อมยอมรับตรงไปตรงมาว่า “งานบางอย่างจะหายไป” แต่ไม่มีรัฐบาลไหนรับประกันได้ว่าจะไม่กระทบแรงงาน

ในอีกด้านก็ย้ำว่า นี่คือโอกาสสร้าง “งานใหม่ที่ดีกว่า” หากประเทศสามารถปรับตัวได้เร็วพอ

โดยรัฐบาลสิงคโปร์กำหนดกลยุทธ์เพื่อเร่ง reskill–upskill แรงงานครั้งใหญ่ ด้วยการวางรัฐเป็นตัวกลางเชื่อม “รัฐบาล–นายจ้าง–แรงงาน” ผ่านโมเดล tripartite (ความร่วมมือสามฝ่าย) เพื่อไม่ให้ใครตกขบวน

พร้อมเรียกร้องให้ภาคธุรกิจลงทุนในคนมากขึ้น ไม่ใช่แค่รอแรงงานปรับตัวเอง

ขณะที่รัฐบาลพร้อมอัดมาตรการช่วยเหลือหากวิกฤตรุนแรงขึ้น สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า

“การแข่งขันของประเทศในยุค AI ไม่ได้วัดที่เทคโนโลยี แต่คือความเร็วในการอัปเกรดคน”

เมื่อมองย้อนกลับมาดูสถานการณ์แรงงานในไทย คำเตือนนี้ไม่ต่างจากเสียงกระซิบจากเพื่อนบ้านว่า เกมใหม่เริ่มแล้ว และประเทศที่ช้าอาจไม่ได้แค่โตน้อยลง แต่เสี่ยง “หลุดจากวงจรเศรษฐกิจใหม่” ไปเลย

สิ่งที่น่ากังวลคือไทยยังไม่เห็น “วาระแห่งชาติด้านแรงงานและการปรับทักษะ” ที่สื่อสารชัดในระดับเดียวกัน

มิหนำซ้ำในขณะเดียวกันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ยังคงเดินหน้าในรูปแบบประชานิยมแบบเดิม ๆ ที่เรียกว่า plus-plus ในยุครัฐบาลปัจจุบัน เช่น โครงการ คนละครึ่ง เวอร์ชันใหม่ที่มีแนวโน้มออกมาเร็ว ๆ นี้ ขณะที่ฝ่ายค้านโฟกัสกับปัญหาเงินบำนาญประกันสังคม มากกว่าปัญหาศักยภาพและสถานการณ์ของแรงงาน

แต่ละเรื่องล้วนเน้นผลระยะสั้น มากกว่าตอบโจทย์โครงสร้างระยะยาวว่าแรงงานไทยจะ “ย้ายตัวเอง” ไปสู่งานแห่งอนาคตอย่างไร

ชั่วโมงนี้สิ่งสำคัญที่แรงงานต้องตระหนัก ไม่ใช่การพึ่งพานโยบายช่วยเหลือระยะสั้นจากรัฐบาล แต่ควรตั้งคำถามว่าอนาคตแรงงานไทยจะไปทางไหน เพราะหากไม่มีมาตรการคู่ขนานด้าน reskill ซึ่งเป็นตัวช่วยที่จะไม่ให้แรงงานได้รับผลกระทบหนักเมื่อเจอวิกฤต หรือการสร้างงานใหม่ที่ชัดเจน ไทยอาจเผชิญภาวะฟื้นตัวแบบผิวเผินที่เงินช่วยเหลือเข้ามาช่วยเศรษฐกิจหมุนเวียนได้เพียงเบาๆและชั่วคราว แต่ไม่มีการเพิ่มศักยภาพและนั่นคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ยาวกว่าวัฏจักรนโยบายใดนโยบายหนึ่ง

*ดู Speech ฉบับเต็มของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์

#การพัฒนาแรงงาน

ที่อยู่

SM Magazine บริษัท เอส สแควร์ แมกกาซีน จํากัด 1511/53-54 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SM Magazineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง SM Magazine:

แชร์