News Creator Thai

News Creator Thai สื่อสารทุกภารกิจ ถูกต้องตามกฎหมาย และสร้างสรรค์สังคม

CSR UPDATE : ปูนซีเมนต์นครหลวงสานพลังพันธมิตรฟื้นฟูผืนป่า คืนสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพปูนซีเมนต์นครหลวง เดินหน้าตอกย้ำพ...
09/06/2026

CSR UPDATE : ปูนซีเมนต์นครหลวงสานพลังพันธมิตรฟื้นฟูผืนป่า คืนสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพ

ปูนซีเมนต์นครหลวง เดินหน้าตอกย้ำพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ภายใต้โครงการฟื้นฟูป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ นำคณะผู้บริหาร พนักงานปูนซีเมนต์นครหลวง และองค์กรพันธมิตร ร่วมปลูกต้นไม้และส่งมอบต้นกล้า รวม 1,000 ต้น ณ อุทยานเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ตอกย้ำการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาด้านความยั่งยืนปี 2573

นายมนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปูนซีเมนต์นครหลวงตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายในการบูรณาการและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี ปูนซีเมนต์นครหลวงได้ร่วมกับอุทยานแห่งชาติเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า หน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยองค์กรพันธมิตร ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7 HD) เซอร์เจมส์ รีสอร์ท (Sir James Resort) และวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ภายใต้โครงการ “ฟื้นฟูป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกต้นไม้บนพื้นที่ 20 ไร่ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า และพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อการเรียนรู้และศึกษาธรรมชาติ พื้นที่สันทนาการ
เป็นลานกางเต็นท์ และเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับคนในชุมชนและประชาชนทั่วไป
ในปีนี้ทางคณะผู้บริหารและพนักงานอาสาจากกลุ่มบริษัทฯ จำนวน 80 คน พร้อมด้วยองค์กรพันธมิตรและสื่อมวลชน จำนวนกว่า 40 คน พร้อมใจกันร่วมปลูกต้นไม้ จำนวน 500 ต้น เพื่อฟื้นฟูผืนป่าสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่อุทยานเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี พร้อมกันนี้ได้ส่งมอบต้นกล้า จำนวน 500 ต้น ให้แก่ทางอุทยานฯ โดยกล้าไม้ทั้งหมดเป็นผลผลิตจากที่ทางบริษัทฯ ได้ทำงานร่วมกับชุมชนรอบโรงงานและพื้นที่เหมืองให้เป็นผู้ดูแลและอนุบาลต้นไม้ตั้งแต่ยังเป็นเมล็ดพันธุ์จนเติบโตแข็งแรง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้หมุนเวียน และเสริมสร้างทักษะอาชีพให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

นายวชร สุรเชษฐพงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า จังหวัดสระบุรี กล่าวว่า “อุทยานแห่งชาติเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้าเป็นพื้นที่อนุรักษ์และแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของจังหวัดสระบุรี การฟื้นฟูพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทางอุทยานฯ ขอขอบคุณปูนซีเมนต์นครหลวงและพันธมิตรที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและร่วมดำเนินโครงการฟื้นฟูป่าอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความสมบูรณ์ให้กับผืนป่าและส่งต่อคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน”

นายมนตรี กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงเจตนารมณ์และความตั้งใจจริงของบริษัทฯ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชนโดยรอบ
เพื่อสร้างสังคมคุณภาพและขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาด้านความยั่งยืนปี 2573 ภายใต้ค่านิยมองค์กร “ห่วงใย...ใส่ใจอนาคต”

นอกจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวแล้ว ปูนซีเมนต์นครหลวงยังขับเคลื่อนกลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสอดคล้องกับเป้าหมายด้าน Climate Action ภายใต้ SD Ambition 2030 ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

บริษัทฯ ได้จัดตั้ง บริษัท อินทรี บี.กริม โซลาร์ จำกัด ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและภาคพื้นดินภายในพื้นที่โรงงานปูนซีเมนต์นครหลวง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เพื่อนำพลังงานสะอาดมาใช้ทดแทนพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 54,000 ตันต่อปี

ในด้านผลิตภัณฑ์ บริษัทฯ มุ่งพัฒนาปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์กว่า 80% ของบริษัทฯ เป็นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับจากลูกค้าและความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับการก่อสร้างอย่างยั่งยืนมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังดำเนินการประเมินและเปิดเผยข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ผ่าน Environmental Product Declaration (EPD) ตามมาตรฐานสากล ซึ่งช่วยให้ลูกค้า ผู้ออกแบบ และเจ้าของโครงการสามารถนำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการขอการรับรองอาคารเขียวและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
ควบคู่กับการลดคาร์บอน บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านโครงการฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศในพื้นที่สำคัญของจังหวัดสระบุรี รวมถึงการฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังการทำเหมือง (Quarry Rehabilitation) เพื่อส่งคืนพื้นที่สีเขียวและสร้างสมดุลทางธรรมชาติในระยะยาว

บริษัทฯ เชื่อว่าการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งในมิติของการลดคาร์บอนและการฟื้นฟูธรรมชาติ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม ตอกย้ำความมุ่งมั่นของปูนซีเมนต์นครหลวงในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทยในระยะยาว

TOURISM UPDATE : ททท. จับมือพันธมิตรเปิดประตูยุโรปด้วยรสชาติไทย ปักหมุดจัดกิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholes...
07/06/2026

TOURISM UPDATE : ททท. จับมือพันธมิตรเปิดประตูยุโรปด้วยรสชาติไทย ปักหมุดจัดกิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) ณ ห้างสรรพสินค้า de Bijenkorf กรุงอัมสเตอร์ดัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

​เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) ซึ่งการท่องเที่ยว
แห่งประเทศไทย (ททท.) โดยด้านสื่อสารการตลาด ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก และกลุ่มเซ็นทรัล จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–16 มิถุนายน 2569 ณ ห้างสรรพสินค้า de Bijenkorf กรุงอัมสเตอร์ดัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ห้างสรรพสินค้าหรูภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล โดยต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานในพื้นที่แรก ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อเดือนมีนาคม 2569 สู่การสร้างอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์อาหารไทยและประสบการณ์ท่องเที่ยวไทย โดยถ่ายทอดอัตลักษณ์วัฒนธรรมอาหารไทยอันโดดเด่นควบคู่กับมิติการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ ผ่าน 2 กิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ การจัดแสดง Window Display และกิจกรรมพิเศษโชว์การแสดงทางวัฒนธรรมและสาธิตอาหารไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางและรักษาโมเมนตัมการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรปให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
​นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า กิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ททท. โดยด้านสื่อสารการตลาดกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก และพันธมิตร กลุ่มเซ็นทรัล เพื่อนำเสนอเสน่ห์ของอาหารไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของประเทศ โดยหลังจากการจัดงานครั้งแรก ณ ห้างสรรพสินค้า KaDeWe กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ททท. จึงต่อยอดความสำเร็จสู่การจัดกิจกรรม ณ ห้างสรรพสินค้า de Bijenkorf กรุงอัมสเตอร์ดัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่สามารถเข้าถึงกลุ่มนักช้อปและนักท่องเที่ยวคุณภาพชาวเนเธอร์แลนด์และชาวยุโรปได้เป็นอย่างดี การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการเดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะในมิติการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเนเธอร์แลนด์ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารระดับโลก และเสริมศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยในตลาดต่างประเทศ
​ททท. ได้นำเสนอเสน่ห์อาหารไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่าน 2 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การจัดแสดง Window Display ประดับตกแต่งหน้าต่างบริเวณด้านหน้าอาคารห้างสรรพสินค้า ในวันที่ 3 – 16 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นโลเคชันที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อนำเสนออาหารไทยในยุครัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นช่วงที่อาหารในรั้วในวังเริ่มมีการประยุกต์และแพร่หลายให้คนได้ลิ้มลองรสชาติกันมากขึ้น จัดวางตกแต่งด้วยผนังลายไม้ปะกนบ้านไทยริมน้ำ ที่มองเห็นวิววัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร จัดชุดอาหารไทยและตกแต่งด้วยงานประณีตไทย และอีกหนึ่งกิจกรรมคือ การแสดงทางวัฒนธรรมและสาธิตอาหารไทย ในวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 บริเวณชั้น 5 ของห้างสรรพสินค้า โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลองอาหารไทย ควบคู่กับการนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจของไทย เพื่อเชื่อมโยง “รสชาติ” สู่การสร้างแรงบันดาลใจในการออกเดินทางท่องเที่ยวจริงในประเทศไทยในอนาคต
​ในโอกาสนี้ ททท. ยังได้รับพระกรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดและเยี่ยมชมงาน Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) ในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 พร้อมทรงสาธิตการปรุงอาหารไทย ได้แก่ ยำส้มโอ และลาบหมู ซึ่งเป็นตัวอย่างเมนูอาหารที่นำเสนอรสชาติความเป็นไทยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะประกอบด้วยวัตถุดิบที่มีสรรพคุณ ทางยา เช่น ขิง ใบมะกรูด ตะไคร้ สะท้อนสินค้าท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้เป็นอย่างดี
​นอกจากนี้ ยังมีบูทผู้ประกอบการและพันธมิตรร่วมประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของไทย ได้แก่ บริษัท บลูเอเลเฟ่นท์ กรุงเทพ จำกัด บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สำนักที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป และตัวแทนบริษัทนำเที่ยว เพื่อร่วมส่งเสริมการรับรู้และสร้างโอกาสทางการตลาดที่จะกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปมาสู่ประเทศไทย
​สำหรับตลาดเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีคุณภาพ โดยติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศในภูมิภาคยุโรปที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนประเทศไทยมากที่สุด และนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยแล้ว จำนวน 113,878 คน โดยมีจุดหมายปลายทางยอดนิยม 5 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, สุราษฎร์ธานี, กระบี่, เชียงใหม่ และภูเก็ต มีกิจกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การรับประทานอาหารไทย, กิจกรรมชายหาด และชมสถานที่ทางประวัติศาตร์ ทั้งนี้ ททท. คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์เข้าเที่ยวไทย จำนวน 259,455 คน ภายในสิ้นปีนี้

#ชมรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยว

POLITICS VOICE : “อนุดิษฐ์” สอนรัฐบาล ทบทวนเกณฑ์ตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปมลูกนำชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี ชี้มาตรการตึงเ...
07/06/2026

POLITICS VOICE : “อนุดิษฐ์” สอนรัฐบาล ทบทวนเกณฑ์ตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปมลูกนำชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี ชี้มาตรการตึงเกินจริง ขาดมิติความเป็นมนุษย์ ไม่เข้าใจวิถีคนจน หวั่นผู้สูงอายุต้องพิสูจน์ความเดือดร้อนเอง ซ้ำเติมครอบครัวรายได้น้อย

น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี โดยระบุว่า แม้จะเห็นด้วยกับการจัดระเบียบสวัสดิการของรัฐเพื่อให้งบประมาณภาษีของประชาชนตกถึงมือผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง แต่เงื่อนไขล่าสุดที่กำหนดให้ผู้สูงอายุถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที หากบุตรนำชื่อไปลดหย่อนภาษี พร้อมทั้งมีการตรวจสอบภาษีย้อนหลังและให้ผู้ได้รับผลกระทบไปยื่นอุทธรณ์ด้วยตนเองนั้น เป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินไป ขาดความยืดหยุ่น และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า การใช้เงื่อนไขแบบเหมารวมว่า เมื่อมีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแสดงว่าบิดามารดาได้รับการดูแลอย่างเพียงพอแล้ว เป็นการมองปัญหาจากตัวเลขบนกระดาษ โดยไม่เข้าใจโครงสร้างความยากจนที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เนื่องจากสิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา จำนวน 30,000 บาทต่อปี คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยเพียงเดือนละ 2,500 บาท หรือวันละไม่ถึง 100 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลของผู้สูงอายุในปัจจุบัน

“หากรัฐบาลใช้เกณฑ์นี้มาตัดสินว่าพ่อแม่ไม่ควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกต่อไป เท่ากับกำลังบีบให้ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยต้องเลือกระหว่างสิทธิลดหย่อนภาษีของลูก กับเงินช่วยเหลือที่พ่อแม่จำเป็นต้องใช้ประทังชีวิต” รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าว

นอกจากนี้ น.อ.อนุดิษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางการดำเนินการของภาครัฐที่เน้นการตรวจสอบย้อนหลังและผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้พิสูจน์ตนเอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาจต้องเดินทางไปยื่นอุทธรณ์ หรือในบางกรณีอาจต้องไปแจ้งความยืนยันว่าบุตรไม่ได้ให้การเลี้ยงดูจริง เพื่อรักษาสิทธิที่ควรได้รับ

“การผลักให้พ่อแม่วัยชราต้องดิ้นรนพิสูจน์ความเดือดร้อนของตนเอง ไม่ใช่วิธีการบริหารจัดการสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพ แต่กลับเป็นการสร้างภาระ สร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรม และอาจก่อให้เกิดรอยร้าวภายในครอบครัวโดยไม่จำเป็น” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เสนอให้รัฐบาลนำระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่มีอยู่มาบูรณาการร่วมกับข้อมูลระดับพื้นที่ ผ่านกลไกชุมชน ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อประเมินสถานะความเดือดร้อนของแต่ละครอบครัวอย่างรอบด้านและตรงกับข้อเท็จจริง มากกว่าการใช้เกณฑ์เดียวตัดสินสิทธิของประชาชนทั้งประเทศ

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวย้ำว่า การบริหารนโยบายสาธารณะที่ดีควรตั้งอยู่บนความสมดุลระหว่างหลักเกณฑ์ทางกฎหมายกับความเข้าใจในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการดังกล่าวอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุกลายเป็นผู้รับผลกระทบจากนโยบายที่เข้มงวดจนขาดมิติความเป็นมนุษย์

#การเมืองล่าสุด
#อนุดิษฐ์นาครทรรพ
#รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม
#บัตรสวัสดิการรัฐ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหมาย “นัจมุดดีน อูมา”รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อม สส.นราธิวาส ร่วมเปิดงาน "เดิน-วิ่งกลางคืนตลาดน...
06/06/2026

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหมาย “นัจมุดดีน อูมา”รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อม สส.นราธิวาส ร่วมเปิดงาน "เดิน-วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569" พลิกฟื้นตลาดน้ำยะกัง 100 ปี ดึงท่องเที่ยวไทย-มาเลย์ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 20.30 น. ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้มอบหมายให้ นายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรค, นายลุตฟี หะยีอีแต สส.เขต1, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.เขต 3 และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.เขต 2 จังหวัดนราธิวาส พรรคกล้าธรรม ร่วมเป็นตัวแทนในการเปิดงานเดิน-วิ่งการกุศล "วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569" โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจากประเทศมาเลเซีย กว่า 1,000 คน ในโอกาสนี้ มูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่า ได้สนับสนุนกิจกรรม จำนวน 50,000 บาท ด้วย

ด้าน นายลุตฟี หะยีอีแต สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม เขต 1 กล่าวว่า รู้สึกประทับใจอย่างยิ่งที่เห็นความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในค่ำคืนนี้ ที่มีผู้แทนจากประเทศมาเลเซีย มาร่วมกิจกรรมด้วย สะท้อนให้เห็นว่า นราธิวาสเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียให้ความสนใจ ซึ่งจังหวัดนราธิวาสมีจุดแข็งด้านศักยภาพการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งทะเล น้ำตก และภูเขา ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ

สำหรับตลาดน้ำยะกัง ในอดีต
เคยได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและมาเลเซียเป็นอย่างมาก แต่หลังจากประสบอุทกภัยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวค่อนข้างซบเซา หลังจากนี้เราต้องร่วมมือกันประชาสัมพันธ์และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยชูอัตลักษณ์เด่นของชุมชนยะกังริมคลอง คือ 'ขนมโบราณพื้นเมือง' หลากหลายชนิดที่หารับประทานได้ยากจากที่อื่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนอีกครั้ง


#กล้าธรรมนราธิวาส
#มูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล
#นัจมุดดีนอูมา

POLITICS UPDATE : “โฆษก อรรถกร” เผย  “กล้าธรรม” ถอนชื่อหนุนแก้ รธน.ฉบับเพื่อไทย หวั่นขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปมที่มา ...
04/06/2026

POLITICS UPDATE : “โฆษก อรรถกร” เผย “กล้าธรรม” ถอนชื่อหนุนแก้ รธน.ฉบับเพื่อไทย หวั่นขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปมที่มา สสร.

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า พรรคกล้าธรรมได้พิจารณารายละเอียดของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)โดยพรรคมีความกังวลว่า บางส่วนของร่างอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งได้วางหลักการไว้ว่า รัฐสภาไม่อาจกำหนดให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้โดยตรง

ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาข้อกฎหมายและความไม่ชัดเจนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พรรคกล้าธรรม จึงมีมติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคที่ได้ร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปก่อนหน้านี้ ถอนรายชื่อออกจากร่างที่พรรคเพื่อไทยเสนอ เพื่อให้เกิดความรอบคอบและสอดคล้องกับกรอบกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไปปรับปรุงแก้ไขและเสนอเข้าสู่การพิจารณาใหม่นายอรรถกร ระบุว่า คงต้องขอดูรายละเอียดที่พรรคเพื่อไทยเสนอเข้ามาก่อน จากนั้นก็จะต้องมีการพูดคุยกันภายในพรรคอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาว่าจะร่วมลงชื่อใหม่หรือไม่

#การเมืองล่าสุด
#พรรคกล้าธรรม
#โฆษกอรรถกร

04/06/2026

“ณัฐชาติ”ชง ร่าง พ.ร.บ.ข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปฏิวัติกฎหมายข้าวไทยครั้งใหญ่ คืนศักดิ์ศรีชาวนา เพิ่มอำนาจต่อรอง เปิดทางผู้ไร้เอกสารสิทธิเข้าถึงสวัสดิการ ตั้งกองทุนช่วยเหลือ-คุมโรงสี-ยกระดับเมล็ดพันธุ์ หวังสร้างความเป็นธรรมและความมั่นคงให้ชาวนาไทย

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ สส.สุพรรณบุรี พรรคกล้าธรรม แถลงข่าวเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. …. ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันการปฏิรูปกฎหมายข้าวของประเทศครั้งสำคัญ โดยมีเป้าหมายในการคืนศักดิ์ศรี สร้างความเป็นธรรม เพิ่มความเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

นายณัฐชาติ กล่าวว่า ข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่เป็นรากฐานความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ขณะที่ชาวนาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการเกษตรและสร้างรายได้จากการส่งออกข้าวซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันพี่น้องชาวนายังคงเผชิญปัญหาถูกเอารัดเอาเปรียบ ขาดอำนาจการต่อรอง และไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายด้าน

ทั้งนี้ กฎหมายที่ใช้กำกับดูแลกิจการค้าข้าวในปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติการค้าข้าว พ.ศ. 2489 ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 80 ปี และไม่สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวิถีการผลิตในปัจจุบัน พรรคกล้าธรรมจึงได้ระดมความคิดเห็นจากเครือข่ายชาวนาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จนเกิดเป็นร่างพระราชบัญญัติข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. …. เพื่อยกเลิกกฎหมายเดิมและสร้างกลไกใหม่ที่ตอบโจทย์ปัญหาของชาวนาอย่างแท้จริง

สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

ประการแรก การให้สิทธิและโอกาสแก่ชาวนาที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน โดยขยายนิยามคำว่า “ชาวนา” ให้ครอบคลุมผู้ที่ทำนาบนพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่มีหลักฐานหรือได้รับการรับรองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าประกอบอาชีพทำนาจริงอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 ฤดูการผลิต เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ ทั้งเงินอุดหนุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการชดเชยความเสียหายจากภัยพิบัติได้อย่างเท่าเทียม

ประการที่สอง การเปิดโอกาสให้ชาวนาเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายระดับชาติ ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และกำหนดให้มีตัวแทนเครือข่ายชาวนาหรือองค์กรอาชีพชาวนาไม่น้อยกว่า 4 คน ร่วมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการของชาวนาโดยตรง

ประการที่สาม การปฏิรูประบบรับซื้อข้าวเพื่อสร้างความเป็นธรรม โดยกำหนดให้โรงสีและผู้ประกอบการต้องจัดทำหลักฐานการรับซื้อเป็นลายลักษณ์อักษรและมอบให้ชาวนาทันที พร้อมระบุรายละเอียดสำคัญอย่างชัดเจน ทั้งชนิดข้าว น้ำหนัก ความชื้น ราคา และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ถูกหัก นอกจากนี้ยังห้ามผู้ค้าข้าวร่วมกันผูกขาดหรือกดราคารับซื้อ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท

ประการที่สี่ การยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย โดยกำหนดมาตรการควบคุมการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้มาตรฐานหรือมีการปลอมปน เพื่อป้องกันการหลอกลวงเกษตรกร ยกเว้นกรณีการแบ่งปันเมล็ดพันธุ์กันภายในชุมชน หากผู้ใดลักลอบจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เถื่อนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และประการสุดท้าย การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาวิถีชีวิตชาวนา เพื่อเป็นแหล่งทุนหมุนเวียนสำหรับสนับสนุนสวัสดิการชาวนา การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว รวมถึงใช้เป็นกลไกช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในกรณีฉุกเฉินหรือเกิดวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ

นายณัฐชาติ กล่าวย้ำว่า ร่างพระราชบัญญัติข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. …. ไม่ใช่เพียงการแก้ไขกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการคืนศักดิ์ศรีและความเป็นธรรมให้กับชาวนาไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารให้กับประเทศ และเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด พร้อมขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน ประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฝ่าย ร่วมกันสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ผ่านการพิจารณา เพื่อสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในอนาคต

#การเมืองล่าสุด
#รัฐสภา
#ชาวนาข้าวไทย
#กล้าธรรมสุพรรณบุรี

TOURISM UPDATE :  🌈Chiang Mai: Pride in Paradise แจกความสุขเฉลิมฉลอง Pride Month! รับส่วนลดสูงสุด 50% และสิทธิพิเศษมากมา...
04/06/2026

TOURISM UPDATE : 🌈Chiang Mai: Pride in Paradise แจกความสุขเฉลิมฉลอง Pride Month! รับส่วนลดสูงสุด 50% และสิทธิพิเศษมากมาย ตลอดเดือนมิถุนายน 2569

🌈 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ ร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชียงใหม่ จัดแคมเปญส่งมอบความสุข และประสบการณ์ท่องเที่ยวเชียงใหม่ที่คุ้มกว่าเดิม! เชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่าน ร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียม ในเทศกาล Pride Month รับโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษมากมายจากโรงแรม ร้านอาหาร/คาเฟ่ สปา และแหล่งท่องเที่ยวกว่า 50 แห่ง ภายใต้แคมเปญ Chiang Mai: Pride in Paradise ตลอดเดือนมิถุนายน 2569

🌈 เพียงท่าน : มองหาสถานประกอบการที่ติดสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ “Chiang Mai: Pride in Paradise”

🌈 รับทันที : ส่วนลดและโปรโมชั่นสูงสุดถึง 50% ที่ตอบโจทย์ทุกการพักผ่อนไม่ว่าจะเป็น ห้องพักโรงแรมระดับชั้นนำ สปา ร้านอาหาร คาเฟ่ ไปจนถึงกิจกรรมท่องเที่ยว ส่งมอบให้ทุกท่าน “สุขทันที...ที่เที่ยวเชียงใหม่”
✨ พักหรูในราคาสุดคุ้ม
💆‍♀️ ผ่อนคลายกับสปาชั้นนำ
🍽️ ลิ้มลองเมนูและเครื่องดื่มสุดพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะช่วง Pride Month
🎁 พร้อมรับของที่ระลึกจาก ททท. (จำนวนจำกัด)

🌈 ระยะเวลา : ตั้งแต่วันที่ 1- 30 มิถุนายน 2569

🌈 ไม่ว่าคุณจะมีความชอบ หรือมีรสนิยมแบบไหน เชียงใหม่พร้อมเปิดกว้าง ต้อนรับทุกความหลากหลาย มาร่วมสร้างความสุขและความทรงจำดีๆ ที่เชียงใหม่ไปด้วยกันตลอดเดือนมิถุนายนนี้

🌈 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ททท.สำนักงานเชียงใหม่ โทร : 053-248604-5
Line Id :
Instagram: https://www.instagram.com/tat_chiangmai?igsh=cDNhaDF5dHltZXBy
Facebook :https://www.facebook.com/share/1GgPecCmY6/?mibextid=wwXIfr
TikTok: https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-91guXO5IuHI
E-mail: [email protected]





Celebrate Pride Month in style 🌈✨ with special promotions and exclusive offers from over 50 businesses across Chiang Mai throughout June 2026 as part of the Chiang Mai: Pride in Paradise campaign.

🌈 This June, Chiang Mai is turning up the color, joy, and celebration of equality like never before. Organized by the Tourism Authority of Thailand (TAT) Chiang Mai Office, the Chiang Mai: Pride in Paradise campaign invites everyone to join a month-long celebration filled with special privileges, and unforgettable memories.

🌈 Enjoy exclusive discounts of up to 50% all month long. Simply look for participating venues displaying the Chiang Mai: Pride in Paradise sticker and unlock fantastic deals on
✨luxury stays
✨relaxing spa treatments
✨trendy cafés and restaurants
✨exciting tourist activities and lifestyle experience

🌈 Foodies are in for a treat too. Many restaurants and cafés have created special Pride Month dishes and colorful signature drinks available only during this celebration. Plus, get free special souvenir from TAT Chiang Mai to make your Pride Month memories even more meaningful. 💝

🌈 Whether you’re here to relax, explore, celebrate, connect or simply be yourself, Chiang Mai welcomes everyone with open arms. This June, come live freely, celebrate boldly, and experience a city bursting with pride, diversity, and happiness.

🌈 For more information, please contact:
Tourism Authority of Thailand (TAT) Chiang Mai Office
Tel: 053-248604-5
Line Id :
Instagram: https://www.instagram.com/tat_chiangmai?igsh=cDNhaDF5dHltZXBy
Facebook :https://www.facebook.com/share/1GgPecCmY6/?mibextid=wwXIfr
TikTok: https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-91guXO5IuHI
E-mail: [email protected]




TOURISM UPDATE : ททท. ผนึกกำลังกระทรวงคมนาคม ยกระดับการเชื่อมโยงการเดินทางสู่เมืองท่องเที่ยวภูมิภาค สร้างประสบการณ์ท่องเ...
02/06/2026

TOURISM UPDATE : ททท. ผนึกกำลังกระทรวงคมนาคม ยกระดับการเชื่อมโยงการเดินทางสู่เมืองท่องเที่ยวภูมิภาค สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพด้วย Fly & Drive

​วันที่ 2 มิถุนายน 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประชุมบูรณาการความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับกระทรวงคมนาคม และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันยกระดับขีดความสามารถด้านการเชื่อมโยงทางอากาศและการพัฒนาเส้นทางบิน พร้อมเร่งบูสต์เส้นทางบินสนามบินภูมิภาคของกรมท่าอากาศยาน ภายใต้แนวคิด “3-3-1-1” ได้แก่ 3 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - อุดรธานี, อุบลราชธานี และขอนแก่น, 3 จังหวัดภาคใต้ - กระบี่, นครศรีธรรมราช และ สุราษฎร์ธานี, 1 จังหวัดภาคกลาง - ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และ 1 จังหวัดภาคเหนือ - น่าน ด้วยการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ Fly & Drive ในช่วงเดือนมิถุนายน–กันยายน 2569

โดยมี ดร.รยุศด์ บุญทัน ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์), นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน, นายเกียรติชัย ชัยเรืองยศ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม, นายภิรมย์ทิศ ทองแถม ณ อยุธยา หัวหน้ากลุ่มงานการตลาดผลิตภัณฑ์ 2 บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน), นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท., คณะผู้บริหารระดับสูง ททท. และ ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

​นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า จากความท้าทายที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยต้องเผชิญ ทั้งจากภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นและสถานการณ์ความไม่สงบที่ส่งผลต่อต้นทุนของสายการบินที่เพิ่มขึ้น ททท. พร้อมร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อบูรณาการความร่วมมือในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการเชื่อมโยงทางอากาศ โดยเร่งเพิ่มดีมานด์กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งตลาดในและต่างประเทศสู่จังหวัดที่มีศักยภาพทางการรองรับการบินจากสนามบินของกรมท่าอากาศยาน ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันคัดเลือกพื้นที่ที่จะร่วมกันส่งเสริม ได้แก่ 3 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - อุดรธานี, อุบลราชธานี และขอนแก่น, 3 จังหวัดภาคใต้ - กระบี่, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, 1 จังหวัดภาคกลาง - ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และ 1 จังหวัดภาคเหนือ - น่าน ด้วยการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ Fly & Drive ซึ่ง ททท. จะเร่งสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดและแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อเร่งการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้
​นอกจากนี้ ททท. ยังได้นำเสนอที่ประชุมถึงแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการส่งเสริมการตลาดที่เน้นการเชื่อมโยงทางอากาศ อาทิ ยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินเพื่อรองรับผู้โดยสารต่อเครื่อง เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศจำนวนมากเดินทางผ่านเพื่อรอเปลี่ยนเที่ยวบิน การออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวระยะสั้นที่เหมาะสมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่รอเปลี่ยนเที่ยวบินหลายชั่วโมง มีโอกาสกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เพิ่มเติม การผลักดันรูปแบบการเดินทางทางอากาศภายใต้แนวคิด Value over Volume ที่มุ่งพัฒนาและส่งเสริมประสบการณ์การเดินทางที่มีมูลค่าสูงและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยเน้นการขยายรูปแบบการเดินทางทางอากาศเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องบินน้ำ (Seaplane) เครื่องบินส่วนบุคคล (Private Jet) และเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์และยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้มีความพิเศษและเป็นส่วนตัว ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพสูง การพัฒนากลยุทธ์ร่วมด้านการตลาดการท่องเที่ยวด้วยการนำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และข้อมูลผู้โดยสารมาวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรม และความต้องการของนักท่องเที่ยว (Co-Marketing & Data-driven Tourism) มาตรการลดภาษีสรรพสามิตในน้ำมันเครื่องบินเส้นทางภายในประเทศ การยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวแบบ Seamless Journey เชื่อมอากาศ-บก-ราง-น้ำ การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการส่งเสริมโรงแรม Hyatt สุวรรณภูมิ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาด (Promotion) ร่วมกับบริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด เป็นต้น ซึ่งทางคณะทำงานจะร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง ททท. กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการการทำงานเพื่อยกระดับศักยภาพด้านการเชื่อมโยงทางอากาศของประเทศไทย ควบคู่กับการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวและการสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ ภายใต้แนวคิด Value over Volume โดยมุ่งกระจายรายได้สู่เมืองท่องเที่ยวศักยภาพทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเดินทางและการท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
#ชมรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยว
#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
#การบินไทย

ท ร ง พ ร ะ เ จ ริ ญ “วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี” ✨“ข้าพระพุทธเจ้า คณะทำงาน News Creator Thai ขอ...
02/06/2026

ท ร ง พ ร ะ เ จ ริ ญ

“วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี” ✨

“ข้าพระพุทธเจ้า คณะทำงาน News Creator Thai ขอถวายพระพรชัยมงคล ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

#ทรงพระเจริญ

TAT UPDATE : ททท. พร้อมเปิดเวที Thailand Travel Mart Plus (TTM+) 2026 จ.ชลบุรี ชี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต่างชาติตอบรับดี...
30/05/2026

TAT UPDATE : ททท. พร้อมเปิดเวที Thailand Travel Mart Plus (TTM+) 2026 จ.ชลบุรี ชี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต่างชาติตอบรับดีเกินคาด พร้อมร่วมเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวไทย วันที่ 10-12 มิถุนายน นี้
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศความพร้อมการจัดงาน Thailand Travel Mart Plus (TTM+) 2026 ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ระหว่างวันที่ 10–12 มิถุนายน 2569
ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ชูประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Wellness และการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก ท่ามกลางกระแสตอบรับคึกคักจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว
ทั่วโลก (Buyers) ที่เตรียมเดินทางเข้าร่วมงานถึง 429 ราย สะท้อนสัญญาณบวกและความเชื่อมั่นของตลาดโลกที่มีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย แม้อยู่ในช่วงสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก วิกฤติพลังงาน
และความไม่สงบในหลายภูมิภาคของโลก

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า TTM+ 2026 เตรียมเปิดฉากเวทีเจรจาธุรกิจ (B2B) ระดับนานาชาติ ในวันที่ 10–12 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา (NICE Pattaya, Convention and Exhibition Center) จังหวัดชลบุรี ให้เป็นเวทีเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวระดับนานาชาติที่เชื่อมผู้ซื้อจากทั่วโลกกับผู้ประกอบการไทย เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจและโชว์ศักยภาพสินค้าและบริการท่องเที่ยวไทยสู่ตลาดโลก โดยปีนี้ TTM+ กลับมาพร้อมแนวคิด “Healing is the New Luxury” ชูประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านสินค้าและบริการ Wellness จากทั้ง 5 ภูมิภาค ควบคู่การนำเสนอเสน่ห์ Hidden Gems และแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Travel with Care) เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Wellness และการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก
สำหรับปีนี้ TTM+ 2026 ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการทั่วโลกอย่างคึกคัก โดยมีผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากต่างประเทศเตรียมเข้าร่วมงานในฐานะ Buyers จำนวน 429 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เมื่อเทียบกับ
การจัดงานในปี 2568 โดยแบ่งสัดส่วนเป็นจากตลาดอาเซียนร้อยละ 33 ตลาดเอเชียตะวันออก ร้อยละ 28 ตลาดยุโรป ร้อยละ 24 และตลาดอเมริกา ร้อยละ 15 โดยเฉพาะ Buyer จากตลาดอเมริกามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนจากต่างประเทศที่จะเข้าร่วมกว่า 60 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นและตอกย้ำว่าประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ภายในงาน ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยจำนวน 428 ราย ประกอบด้วยผู้ประกอบการประเภทโรงแรมที่พัก บริษัทนำเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว Entertainment Golf Course Travel Technology และ Wellness Resorts Hospitals ฯลฯ โดยส่วนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวจาก ททท. ได้แก่ TAT STAR ภายใต้เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism Goals: STGs) ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก CF Hotels และผู้ประกอบการทีได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย The Thailand Tourism Awards (TTA) ซึ่งคาดว่าจะสร้างนัดหมายการเจรจาธุรกิจกว่า 15,400 นัดหมาย สะท้อนสัญญาณบวกของตลาดท่องเที่ยวโลกและโอกาสทางธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปีนี้อย่างน่าจับตามอง

นอกจากการเจรจาธุรกิจแบบ B2B แล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ Thailand Tourism Update ฉายภาพสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวไทยสู่ตลาดโลก และ TTM Talk ซึ่งเป็นเวทีเสวนาด้าน Medical & Wellness Tourism ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” รวมถึงกิจกรรมประชาสัมพันธ์และสาธิต Showcase ต่าง ๆ ของ ททท. และหน่วยงานพันธมิตร ตลอดจนกิจกรรม TTM+ 2026 Opening Ceremony & Welcome Reception ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ณ Alexa Beach Club Pattaya และ Pattaya Night ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ สวนน้ำ Columbia Pictures Aquaverse

นอกจากนี้ งาน TTM+ 2026 ยังประกอบด้วย กิจกรรมรายการนำเที่ยว Pre Tour กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างมาก โดยขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนครบทั้ง 7 เส้นทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยหลากหลายรูปแบบ ทั้งการท่องเที่ยวธรรมชาติ ไลฟ์สไตล์ กอล์ฟ การล่องเรือยอร์ช และการท่องเที่ยวชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรี ขณะที่กิจกรรม Post Tour ระหว่างวันที่ 13-16 มิถุนายน 2569 จะพาผู้ประกอบการเดินทางเชื่อมโยงสู่ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ผ่าน 5 เส้นทางท่องเที่ยว ได้แก่ ระยอง–จันทบุรี, ปราจีนบุรี-นครราชสีมา, นครปฐม–กาญจนบุรี, สุราษฎร์ธานี–นครศรีธรรมราช และเชียงราย เพื่อนำไปสู่โอกาสในการจัดทำเส้นทางเสนอขายของผู้ประกอบการในตลาดต่างประเทศ และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่มอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมายและสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก

ในด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน TTM+ 2026 ได้นำระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มอัจฉริยะมายกระดับประสบการณ์ผู้เข้าร่วมงานอย่างครบวงจร ทั้งระบบจับคู่เจรจาธุรกิจล่วงหน้า (Pre-Scheduled Appointment Matching) และ Application TAGTHAi เพื่ออำนวยความสะดวกด้านข้อมูลท่องเที่ยว การชำระเงิน และบริการต่าง ๆ ภายในงาน สำหรับผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศ ควบคู่การดำเนินงานภายใต้แนวคิด Sustainable Event ผ่านมาตรการลดการใช้ทรัพยากร การจัดเก็บข้อมูล Carbon Footprint และแนวทาง “Zero Waste to Landfills” ด้วยระบบบริหารจัดการขยะครบวงจร การคัดแยกขยะ และการส่งต่ออาหารส่วนเกิน และวัสดุที่ยังใช้ประโยชน์ได้ให้แก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่สังคมโดยรอบ
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ การนำเสนอแนวคิด Thailand Event Hub ผ่านพื้นที่ Thailand Pavilion พร้อมประชาสัมพันธ์กิจกรรมระดับโลก อาทิ Tomorrowland Thailand ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของประเทศไทยในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวผ่าน World Events เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว พร้อมทั้งภายใต้พื้นที่ Thailand Pavilion นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวเชิง Wellness จาก 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ผ่านรูปแบบกิจกรรมสาธิตและกิจกรรมทดลองสัมผัสประสบการณ์จริง (Experiential Marketing) และสร้างประสบการณ์แบบองค์รวม (Sensory Experience) ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 มิติ ได้แก่ การมองเห็น การรับรส การได้กลิ่น การได้ยิน และการสัมผัส เช่น ด้านการมองเห็น (Visual Experience) นำเสนอผลไม้ไทยอัตลักษณ์ (Signature Thai Fruits) ด้านรสชาติ (Taste Experience) กิจกรรมชิมอาหารท้องถิ่นรูปแบบ “Amuse-bouche” หรือ “One Bite Experience”

ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่า TTM+ 2026 จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ช่วยยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยสู่เวทีโลกผ่านการนำเสนอเสน่ห์และประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่า พร้อมกระจายประโยชน์สู่ผู้ประกอบการ ชุมชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างสมดุล แข็งแกร่ง และยั่งยืนในระยะยาว
#ชมรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยว

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ News Creator Thaiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์