Channel Weez TH ถ้าเหงายังมีเราเป็นเพื่อนเติม

10/07/2025

Live สายเขียวเอาไงต่อ? พูดคุยเรื่องแนวทางการขับเคลื่อนของเครือข่ายผู้ประกอบการกับ คุณ Sydney แกนนำสมาพันธ์ปุ๊นไทย พร้อมอัพเดทเรื่องการฟ้องร้องรัฐบาล

10/07/2025

Live เคลียร์ปมร้อน GACP นักปลูกไทยควรรับมืออย่างไร?
คุยกับ คุณ Benz แสงไทย นายกสมาคมกัญชา

จับโป๊ะ! สสจ.ยอมรับ ‘ปุ๊นเสรี‘ ผู้บำบัดต่ำกว่ายาบ้า 10 เท่า สายเขียวชวนจับตารัฐ ‘บิดเบือนข้อมูล’ หรือไม่เภสัชกรหญิง นฤมล...
10/07/2025

จับโป๊ะ! สสจ.ยอมรับ ‘ปุ๊นเสรี‘ ผู้บำบัดต่ำกว่ายาบ้า 10 เท่า สายเขียวชวนจับตารัฐ ‘บิดเบือนข้อมูล’ หรือไม่

เภสัชกรหญิง นฤมล ขันตีกุล รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยกับประชาชาติธุรกิจว่า ในช่วงปลดล็อคปุ๊นเสรีตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เชียงใหม่เป็นจังหวัด Top 5 ในประเทศไทยที่มีผู้ได้รับอนุญาตมากที่สุดรวม 747 แห่ง แต่พบว่าตัวเลขคนที่ใช้ปุ๊นและเข้ามาบำบัดไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก พบว่าในช่วงปี 2563-2567 มีผู้เข้ามาบำบัด แบ่งเป็น กลุ่มยาบ้า 34.1% ฝิ่น 10.9% เฮโรอีน 26.8% กัญชา 3.2%

เภสัชกรหญิง นฤมล กล่าวต่อว่า การประกาศควบคุมปุ๊นฉบับใหม่เป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วมาก สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ได้เร่งดำเนินการเข้าไปแนะนำผู้ประกอบการร้านค้าเพื่อชี้แจงรายละเอียดต่างๆให้ครบถ้วน อย่างไรก็ตามคาดว่าตามประกาศฉบับใหม่อาจส่งผลให้สถานประกอบการจะมีจำนวนลดลง หากจะดำเนินการต่อ ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวและยอมรับในกฎหมายใหม่ที่ออกมานี้ การเข้าถึงยากขึ้นจะทำให้แนวโน้มการใช้ปุ๊นลดลง
แหล่งข่าวจากสื่อมวลชนช่องไทยรัฐ Thairath TV ได้กล่าวถึงการเปรียบเทียบคดีอาชญากรรมที่พบว่าคดีเหล้าสูงกว่าคดีปุ๊นอย่างมาก สอดคล้องกับการเปิดเผยของแหล่งข่าวจากทีมงานกู้ภัยจังหวัดหนึ่งที่ระบุว่า เรื่องปุ๊นแล้วก่อความเดือดร้อนมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคดีเมาเหล้าหรือยาบ้ามากกว่า แน่นอนว่าคดีอาชญากรรมจากเหล้าส่วนใหญ่มีการปิดข่าวหรืออาจใช้ข้ออ้างว่าสาเหตุมาจากอย่างอื่นแทน เช่น ปุ๊น เป็นต้น ส่วนด้านแหล่งข่าวจาก สธ.ชวนจับตามองว่าทุกครั้งที่มีอีเวนท์การขับเคลื่อนของสายเขียวที่เรียกร้องเรื่องปุ๊น ในวันต่อมามักมีข่าวแปลกๆเกี่ยวกับปุ๊นเสมอ เช่น คนคลั่ง-คนหลอน-เยาวชนกินกัมมี่ เป็นต้น จึงน่าสนใจมีการจัดฉากหรือไม่ ขณะที่จรรยาบรรณของสื่อไทยเน้นประโคมข่าวพาดหัวเกินจริงเพื่อเรียกเรตติ้งหรือไม่
รายงานข่าวระบุว่า เชียงใหม่เป็นถึงจังหวัด Top 5 ของไทย แต่มียอดผู้บำบัดปุ๊นต่ำที่สุด สวนทางกับข้อมูลจากหมอการเมืองที่อ้างว่าคนใช้ปุ๊นเป็นจิตเพิ่มขึ้นหลายเท่า ซึ่งเรื่องนี้เครือข่ายเขียนอนาคตปุ๊นไทยได้ชวนจับตามองว่าภาครัฐมีการปั้นข้อมูลเท็จเพื่อหลอกคนไทยและเปิดช่องให้มีการผูกขาดทุนใหญ่หรือไม่ ผ่านมาตรฐานแสนแพงที่รัฐกำหนด

ดังนั้นเครือข่ายเขียนอนาคตฯ จึงนัดกันวันที่ 16 กรกฎาคมเพื่อไปเยี่ยมชมศูนย์ข้อมูลสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขว่ามีการบิดเบือนข้อมูลปุ๊นหรือไม่ เหตุใดจึงมีการใช้ข้อมูลเพื่อลวงให้คนไทยกลัวแล้วปกครอง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีระดับ ‘หมอปานเทพ‘ ออกมาแฉเรื่องนี้หลายครั้ง ดังนั้นจึงต้องจับตามองข้อมูลจาก สสจ.จังหวัดทั่วประเทศว่าจะสวนทางกับข้อมูลของหมอการเมืองและเครือข่ายเด็กบังหน้าที่ชอบมาหยิบยกเพื่ออ้างการควบคุมปุ๊นแบบตีขลุมหรือไม่ จงจำใส่กะลาหัวไว้ว่า คนใช้ปุ๊นทุกคนไม่ใช่คนสูบ ส่วนมากเป็นกลุ่มด้านสุขภาพ กลุ่มอาหารเสริม กลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มผู้กิน เป็นต้น อันที่จริงคนใช้สันทนาการคงมีอยู่แค่ไม่ถึง 20%

ไทยแท้!? แฉเรียกรับสินบน GACP 'ฟาร์มเวียดนามฉลุย' ส่วยดันค่าใบพุ่งแตะ 5 แสนบาท สะท้อนรัฐไทยเน้นใต้โต๊ะ-ผูกขาดทุนใหญ่หรือ...
09/07/2025

ไทยแท้!? แฉเรียกรับสินบน GACP 'ฟาร์มเวียดนามฉลุย' ส่วยดันค่าใบพุ่งแตะ 5 แสนบาท สะท้อนรัฐไทยเน้นใต้โต๊ะ-ผูกขาดทุนใหญ่หรือไม่ [ใครมีเบาะแสช่วยกันแจ้งมาใต้คอมเมนต์]
แหล่งข่าวจากเครือข่ายผู้ประกอบการ ระบุว่า เริ่มมีฟาร์มเวียดนาม 100% นั้นได้รับใบอนุญาต GACP กันแล้ว รวมถึงเริ่มมีฟาร์มเวียดนามหลายแห่งสวมใบ GACP ปลอม ที่ไม่ผ่านการการตรวจรับรองค่าสารตกค้าง เพื่อใช้ประกอบการจำหน่ายกันอย่างโจ๋งครึ่ม ไปจนถึงเรื่องฟาร์มนอมินีต่างชาติอีกหลายแห่งที่ใช้เงินทุนเป็นทางลัดจนได้ใบ GACP ขณะที่เกษตรกรไทย Homegrown ต้องทยอยปิดกิจการเพราะสู้การผูกขาดต้นทุนหลายแสนบาทไม่ไหว จึงมีข้อเรียกร้องของเครือข่ายเขียนอนาคตปุ๊นไทยให้ประกาศควบคุมให้ผู้ประกอบการปุ๊นต้องสงวนว่าเป็นสัญชาติไทยแบบ 100% เท่านั้น เพื่อป้องกันการชุบมือเปิดของทุนใหญ่ต่างชาติที่อาศัยมาตรการผูกขาดของภาครัฐเข้ามากอบโกยผลประโยชน์คนไทย
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า มาตรฐานใบ GACP ซึ่งเน้นการใช้มาตรฐานมาผูกขาดทุนใหญ่ ไปจนถึงการเรียกรับสินบนที่เริ่มกลับมาระบาดหลังจากกระทรวงสาธารณสุขประกาศคุมเข้มปุ๊น ตัวอย่างเช่นการลัดคิวออกใบ GACP มีค่าใช้จ่ายใต้โต๊ะพุ่งขึ้น 4 เท่าตัว ปัจจุบันอยู่ที่ 500,000 บาท/ใบ จากเดิมอยู่ที่ 100,000 บาท/ใบ ทั้งยังต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าดูแลเจ้าหน้าที่ตรวจเพื่อให้ไปตรวจที่ฟาร์ม แน่นอนย่อมมีกระแสข่าวเรื่องจ่ายใต้โต๊ะค่าลัดคิวเพื่อให้ได้ตรวจประเมินก่อนใคร เรื่องนี้มีผู้ประกอบการบางฝ่ายยื่นหนังสือไปถึงกรมการแพทย์ฯ ร้องเรียนถึงขบวนการพวกนี้เช่นกัน ส่วนเหตุผลที่เกิดขบวนการแบบนี้ เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรตรวจ GACP มีอยู่ไม่ถึง 10 คน โดยมีฟาร์มที่ค้างท่อรอตรวจอยู่มากกว่า 200 แห่ง แต่ละแห่งใช้เวลาตรวจ 2-3 วัน ซึ่งไม่ทันกับข้อกำหนดที่จะเริ่มใช้ในเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือน ดังนั้นจึงมีขบวนการเรียกรับสินบนและขบวนการเรียกรับเงินแลกกับใบอนุญาต ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปถามคนขอขึ้นทะเบียนอาหารและยาดูว่าต้องเจออะไรกันบ้าง นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่ สธ.ยังลนลานในการกำหนดค่ามาตรฐานสารตกค้างซึ่งมีการแจ้งข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น ยิ่งตอกย้ำว่าการปรับกฎควบคุมแบบเร่งด่วนโดยไม่พร้อมเช่นนี้ย่อมมีวาระทางการเมืองแอบแฝงแน่นอน
ด้านนายสมเกียรติ นิติเกศโกศล เจ้าของฟาร์มในเมืองโคราช เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า สำหรับประกาศที่มีผลบังคับใช้ออกมานั้น ส่งผลกระทบกับฟาร์มที่ปลูกขนาดกลางและขนาดเล็กอย่างมาก เพราะปัจจุบันนี้มีผลประกอบการไม่ดีอยู่แล้ว เจอปัญหากลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาลักลอบปลูกปุ๊น ทำให้ราคาช่อดอกในประเทศไทยมีตกต่ำลงอย่างมาก โดยเฉพาะการเพิ่มเงื่อนไข GACP ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตค่อนข้างสูงเป็นหลักแสนบาท และใช้เวลานาน นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ต่อคิวขออนุญาตอยู่เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่แทบทั้งนั้น ก็ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการปุ๊นขนาดกลางและขนาดเล็กได้รับผลกระทบ ที่สำคัญตนมองว่า มาตรฐานตัวใหม่นี้ จะเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตในหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจมาตรฐานดังกล่าว รวมไปถึงยังเป็นช่องทางให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้ช่องทางนี้มาหาผลประโยชน์ และหลอกลวงกลุ่มผู้ประกอบการตัวเล็ก
ขณะที่ หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้สื่อข่าวอาวุโส กล่าวในรายการหม่อมปลื้มวิเคราะห์ว่า เงื่อนไขมาตรฐานการเพาะปลูก GACP แบบนี้ออกมาเพื่อเอื้อรายใหญ่หรือไม่ ขั้นตอนการขอใบอนุญาตจะต้องขึ้นกับเงื่อนไขของรัฐขนาดไหน การขึ้นกับเงื่อนไขของรัฐส่วนใหญ่ในประเทศไทย มันไม่ใช่การควบคุม แต่มันแปลว่าคุณต้องมีเงินเยอะพอที่จะจ่ายเงินให้หน่วยงานรัฐเพื่อขอใบอนุญาต การผูกขาดอุตสาหกรรมเกษตรใปนระเทศไทยมันก็เป็นปัญหาอยู่นะ เพราะพลเมืองสายเขียวเขาก็หาทางประกอบอาชีพ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือ เจ้าหน้าที่รัฐจะมีการสุ่มตรวจโดยความเข้มงวดอยู่ที่การยัดเงินใต้โต๊ะ บีบให้ร้านค้าต้องจ่ายเงินสินบนเพื่อเจ้าหน้าที่จะไม่ต้องมาตรวจ ดังนั้นหากมีเฉพาะทุนใหญ่เข้าถึงใบอนุญาตได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นการปรับนโยบายไม่เหมาะสม ถ้าจะเป็นแบบนี้ปล่อยเหมือนเดิมดีกว่า ไม่ต้องแก้ก็ได้ ถ้าปล่อยเหมือนเดิมปุ๊นจะไปถึงจุดการยอมรับในสังคมใหม่ได้ แค่ควบคุมเยาวชนให้ดี หรือถ้าจะปิดไม่ให้เขาขาย รัฐก็ต้องจ่ายเงินค่าเยียวยาสายเขียวด้วย
รายงานข่าวจาก Channel Weez Thailand ระบุว่า ปัจจุบันเริ่มมีเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์กับกระทรวงสาธารณสุข เริ่มจัดคอร์สอบรม GACP คิดค่าใช้จ่ายมากกว่า 3,000 บาท/คน โดยเชิญข้าราชการระดับสูงเช่นมากล่าวในงาน เช่นเดียวกับขบวนการต้มตุ๋นรับทำใบ GACP ซึ่งเรียกค่าใช้จ่ายกันหลักล้านบาท ขณะที่ดอกไม้สวมใบ GACP ก็เริ่มระบาดมีการหลอกแหกตาหลายจังหวัดกระจายดอกไม้ด้อยคุณภาพ นอกจากพวกหัวหมอแล้ว ด้านสีกากีก็เริ่มออกโรง มีการข่มขู่จับกุมสายเขียวที่บริโภคโดยอ้างว่าห้ามครอบครอง แต่ในความจริงแล้วยังไม่สามารถตั้งด่านจับสายเขียวได้เพราะปุ๊นยังไม่กลับเป็นยาเสพติด นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสีกากีบางจังหวัดได้ปูพรมบุกตรวจร้านปุ๊นพร้อมเรียกรับสินบนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเปิดสถานบริการ ซึ่งมีทั้งรูปแบบอุ้มไปรีดและการขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายรายเดือน จนมีการร้องเรียนเข้าไปยังสาธารณสุขจังหวัดหลายแห่ง
เราขอเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเพื่อแก้ไขให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ มิเช่นนั้นจะกระทบความเชื่อมั่นในการลงทุนและทำให้สังคมเกิดการตั้งคำถาม เมื่อดูจากดัชนีรับรู้ทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ในปี 2567 พบว่าไทยได้ 34 คะแนน ต่ำสุดในรอบ 12 ปี รั้งอันดับที่ 107 ของโลก จาก 180 ประเทศ และอยู่ในอันดับที่ 5 ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งนี้ CPI เป็นดัชนีที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ส่วนหนึ่งเนื่องจากนักลงทุนหรือนักธุรกิจหลายประเทศใช้ดัชนี CPI เพื่อประเมินความน่าสนใจในการลงทุนของแต่ละประเทศซึ่งมองว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เป็นต้นทุนหรือความเสี่ยงในการเข้ามาประกอบธุรกิจ

สว.ขวางดึงปุ๊นกลับเป็นยาเสพติด ด้าน สธ.ยอมรับหมอไม่พร้อม ระบบใบแพทย์ส่อวุ่น-บังคับใช้กฎแต่ไร้การรองรับนพ.ประพนธ์ ตั้งศรี...
08/07/2025

สว.ขวางดึงปุ๊นกลับเป็นยาเสพติด ด้าน สธ.ยอมรับหมอไม่พร้อม ระบบใบแพทย์ส่อวุ่น-บังคับใช้กฎแต่ไร้การรองรับ
นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขและอดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องผลักดันปุ๊นกลับไปเป็นยาเสพติด เพราะในช่วงปลดล็อค 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีอะไรรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยาบ้าซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมมากกว่าหลายเท่าและเป็นสารเสพติดที่คนไทยใช้มากที่สุด แตกต่างจากปุ๊นซึ่งชัดเจนกันมาหลายปีแล้วว่ามีสรรพคุณทางการแพทย์ ดังนั้นจึงควรผลักดันพระราชบัญญัติเพื่อใช้เป็นกฎหมายควบคุม หลังจากที่ค้างเติ่งอยู่ในรัฐสภามาหลายปีแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาบางพรรคการเมืองล่อยปละละเลยถูกดองจนกลายเป็นปัญหาสังคม
นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาต่อมาคือการไม่มีความพร้อมและแนวทางที่ไม่ชัดเจน ซึ่งห่วงว่าเรื่องแพทย์ไม่ยอมจ่ายยาปุ๊นเพราะยังมีแนวทางไม่ชัดเจนและการควบคุมมากเกินไปจะทำให้ความสะดวกในการใช้ลดลง ดังนั้น สภาวิชาชีพต่างๆ จะต้องพิจารณาและออกแนวปฏิบัติให้ชัดเจนว่า อาการแบบไหน ควรใช้ปุ๊นในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม เพื่อให้การบริโภคเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง
รายงานข่าวระบุว่า ข้อมูลเรื่องการดอง พรบ.ปุ๊นของฝ่ายการเมืองนั้นมีกระแสข่าวว่า ร่าง พรบ.ปุ๊นฉบับประชาชน 2-3 เล่ม ถูกไปกองไว้อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร มานานแล้ว แต่โดนหมอการเมืองในทำเนียบบางคนดึงชะลอเอาไว้ ไม่ยอมส่งเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อไปเปิดโหวตขอรับรองในรัฐสภา
ด้าน นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับหมอไม่พร้อม ปริมาณยังไม่เพียงพอกับสถานบริการสัดส่วนห่างถึง 1 : 10 โดยระบุว่า กรมเพิ่งจะเตรียมจัดอบรมออนไลน์ให้แพทย์เพื่อจ่ายปุ๊นในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ คาดว่าจะมีการแพทย์ที่มาอบรมประมาณ 2,000 คน เมื่อเทียบสัดส่วนแพทย์กับร้านปุ๊นที่ได้รับอนุญาต 18,000 – 20,000 ร้าน ก็จะเป็นสัดส่วนแพทย์ 1 คนต่อ 10 สถานบริการ แต่กรมฯ ยังไม่รับรองระบบการแพทย์ทางไกล Tele-med ซึ่งต้องรอประกาศกระทรวงเรื่องความชัดเจน
ขณะที่ นพ.สมยศ กิตติมั่นคง อาจารย์พิเศษด้านแพทย์เวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า ที่ผ่านมาแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการส่งเสริมด้านหลักสูตรและองค์ความรู้ด้านปุ๊นจึงมีแค่แพทย์แผนไทยที่ศึกษาเท่านั้น จึงเกิดคำถามว่า แพทย์ส่วนใหญ่จะกล้าสั่งจ่ายปุ๊นหรือไม่ ดังนั้น สภาวิชาชีพต่างๆ จะต้องพิจารณาและออกแนวปฏิบัติเรื่องนี้ว่า อาการอย่างไร ควรจะใช้ปุ๊นอย่างไร ส่วนการตัดแนวทาง 15 โรค ออกเหลือเพียงดุลยพินิจของแพทย์ในใบ ภท.33 นั้นเป็นเรื่องที่ยิ่งน่ากังวลเพราะถ้าไม่มีแนวทางให้แพทย์ เขาก็จะไม่กล้าจ่ายยาให้ เพราะไม่รู้ว่าการวินิจฉัยนั้นเข้าได้กับแนวทางการใช้ปุ๊นหรือไม่

“เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคนออกใบสั่งจ่ายยา ซึ่งต้องไปหาข้อตกลงว่า คนที่จะสั่งจ่ายยาได้จะต้องอยู่ในคลินิก หรือในโรงพยาบาลประจำหรือไม่ เพราะว่า การตรวจวินิจฉัยโรคจะต้องตรวจร่างกายของผู้ป่วยให้ชัดเจนว่ามีอาการแบบไหน แล้วตัดสินใจออกใบสั่งจ่ายยาอย่างไร เพราะถ้ามีคนร้องเรียนทีหลัง สภาวิชาชีพจะต้องจัดการ อย่างมีคนเสนอให้ใช้เทเลเมดิซีน แต่ในแพทย์แผนปัจจุบันมีข้อกำหนดว่า การกระทำแบบนั้นได้ แพทย์จะต้องมีคลินิกประจำอยู่แล้ว ก็ต้องถามสภาวิชาชีพนั้นๆ ว่า แพทย์ทั้ง 2 วิชาชีพนี้ จำเป็นจะต้องจ่ายยาในคลินิกของตัวเองหรือไม่ เมื่อมีการให้ใช้ใบสั่งจ่าย จะเหลือแพทย์กี่คนที่กล้าสั่งจ่าย เพราะแพทย์บางคนไม่ได้เปิดคลินิกของตัวเอง สภาวิชาชีพจะยอมให้สั่งจ่ายปุ๊นได้หรือไม่” นพ.สมยศ กล่าว

เปิดโปง!! รัฐบาลปั้นข้อมูลเท็จลวงคนไทย หลอกใช้เยาวชนโจมตีสายเขียว โฆษณาชวนเชื่อข้อมูลบิดเบือน จี้รื้อศูนย์ข้อมูลกระทรวงส...
08/07/2025

เปิดโปง!! รัฐบาลปั้นข้อมูลเท็จลวงคนไทย หลอกใช้เยาวชนโจมตีสายเขียว โฆษณาชวนเชื่อข้อมูลบิดเบือน จี้รื้อศูนย์ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข
ม็อบเครือข่ายเขียนอนาคตปุ๊นไทย แฉยับ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปั้นข้อมูลเท็จ-โฆษณาชวนเชื่อปั่นหัวคนไทยให้กลัวพืชสมุนไพร สวนทางงานวิจัยและความจริงทั่วโลก พร้อมเปิดข้อมูลกลุ่มเยาวชนต่อต้านปุ๊นมีการจัดตั้งเยาวชนต่อต้านปุ๊น-พบแจกเงินเด็กล่อลวงเข้าร่วมโครงการ เบื้องหลังมีเครือข่ายแพทย์เป็นอีแอบเอาเด็กบังหน้า ตั้งคำถามใช้เงินภาษีจัดกิจกรรมด้อยค่าสมุนไพรไทยหรือไม่
นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตปุ๊นไย กล่าวในการปราศรัยว่า กระทรวงสาธารณสุขเริ่มบิดเบือนข้อมูลมาตั้งแต่การติดกระดุมเม็ดแรก โดยอ้างว่าในปัจจุบันปุ๊นระบาดหนักและมีนักท่องเที่ยวใช้มาก ทั้งที่เป็นฤดูกาล low season และมีสถานบริการเริ่มทยอยปิดจำนวนมาก สิ่งนี้นำไปสู่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ สธ.ใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อข้อมูลเท็จ ไปจนถึงการปกปิดข้อมูลด้านดีของสายเขียวที่ทำเพื่อสังคมในการรักษาผู้ป่วย และกล่าวถึงแต่คำบิดเบือนเพื่อหลอกให้คนไทยกลัว เพื่อเดินเกมผูกขาดพืชชนิดนี้ไว้ในมือกลุ่มนายทุนใหญ่ไม่แตกต่างจากธุรกิจเหล้าเบียร์
นายประสิทธิ์ชัย กล่าวต่อว่า ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเก็บข้อมูลผู้ใช้ปุ๊นที่อ้างว่าพุ่งขึ้นหลายเท่านั้นเจ้าหน้าที่บีบบังคับให้คนเข้ารับบำบัดยาบ้า เขียนว่าใช้ปุ๊นควบคู่ไปด้วย แม้เพียงเคยใช้แค่ครั้งเดียวในรอบ 5 ปี เช่นเดียวกับข้อมูลที่บอกว่าคนเป็นโรคจิตเพิ่มขึ้น 6 เท่า นั้นมีแนวโน้มว่าจะเป็นข้อมูลเท็จเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้านี้มแพทย์บางท่านเคยออกมาแย้งแล้ว ขณะที่งานวิจัยระดับโลกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ปุ๊นมีค่าการเสพติดน้อยกว่ากาแฟ ขณะที่บุหรี่และเหล้าที่ซื้อได้แบบไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์มีปริมาณการเสพติดมากกว่าปุ๊นหลายเท่า ทั้งยังสร้างปัญหาสังคมและเป็นภาระต่องบประมาณสุขภาพสูงกว่ามาก

“การอ้างว่าหากปล่อยให้ปลูกได้เสรีจะทำให้คนติดทั้งบ้านทั้งเมืองเป็นเรื่องเท็จ เพราะความจริงแล้วประเทศไทยมีพืชชนิดนี้ในตำรับยาหลายร้อยปี เป็นวิถีชาวบ้านปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนไปจนถึงชนเผ่าหลายแห่งที่ปลูกกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ไม่เห็นลูกหลานติดปุ๊นเหมือนที่รัฐกล่าวอ้าง ขณะที่ข้อมูลวิจัยในสหรัฐพบว่าหลังจากปลดล็อกปุ๊น 14 ปี ตัวเลขผู้ดื่มสุราลดลง อุบัติเหตุลดลง และการใช้บุหรี่รวมถึงยาเสพติดลดลงเช่นกัน สวนทางกับคำบิดเบือนในเมืองไทยที่สวนทางกับโลกความเป็นจริง”
นายประสิทธิ์ชัย กล่าวต่อว่า เมื่อคุณใช้ข้อมูลเท็จเป็นบรรทัดฐาน มาตรฐานที่ออกมาย่อมไร้ประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นกติกาที่เอื้อต่อทุนใหญ่ โดยอ้างความเท็จให้คนกลัว และปฏิเสธข้อมูลด้านดีของปุ๊น กระทรวงสาธารณสุขไม่เคยยอมรับและประกาศคุณงามความดีหมอที่ใช้ปุ๊นรักษาคนไข้ หรือแม้ต่สายเขียวที่เปิดคลินิกรักษาฟรี
ให้กับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลรักษาไม่หาย ไม่แม้แต่จะบรรจุสูตรยาใหม่หรือยอมรับงานวิจัยคุณประโยชน์ของปุ๊นในระบบราชการ เลิกมโนเสียทีว่าถ้าปล่อยให้ปลูกได้ทุกบ้าน คนจะติดปุ๊นทั้งประเทศ คนไทยปลูกกันมาเป็นร้อยปี หลายชุมชน-หลายชนเผ่า หรือความจริงแล้ว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ต้องการจะผลักทุกคนลงใต้ดิน นี่คือวิธีคิดของข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุข ต้องเอาสายเขียวไปกักขัง-กดขี่ แล้วเพ้อฝันไปเองว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ทั้งหมด

นายประสิทธิ์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้เราต้องไปรื้อเพื่อตรวจสอบการทำงานของศูนย์ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ว่ามีการเก็บข้อมูลบิดเบือนแบบนี้อย่างไร มีวิธีทำงานกันแบบไหน มีใบสั่งจากนักการเมืองหรือไม่ เรื่องนี้ต้องเร่งเข้าไปตรวจสอบเพราะนำไปกำหนดนโยบายที่สร้างความเสียหายต่อสายเขียวทั้งประเทศ โดยจะรวมตัวกันไปที่ศูนย์ดังกล่าวในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชอบอ้างเสียงของกลุ่มต่อต้านเยาวชนและหมอ 100,000 รายชื่อ แต่กลับไม่เคยกล่าวถึงการเข้ารายชื่อของสายเขียวเกือบแสนคนเช่นกัน ซึ่งได้เข้ารายชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) เพื่อควบคุมมานานแล้ว เคยยื่นฉบับแรกไป 10,000 รายชื่อ ฉบับที่สอง 20,000 รายชื่อ และมีอีกหลายฉบับที่รวมเสียงไม่ต่ำกว่า 10,000 รายชื่อ/ฉบับ
ด้านแหล่งข่าวจากกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า จากการตรวจสอบเครือข่ายเยาวชนต่อต้านปุ๊นนั้นพบว่ามีสมาคมแพทย์ใหญ่ 2 แห่ง เป็นขบวนการอยู่เบื้องหลัง ซึ่งมีการจ่ายตังจ้างเด็กและเยาวชนมาร่วมกิจกรรมต่อต้านปุ๊น เช่น การให้ค่าเดินทาง-เบี้ยเลี้ยงเมื่อเข้าร่วมงาน การจัดประกวดคำขวัญต่อต้านปุ๊นซึ่งมีเงินรางวัลมาล่อนับล้านบาท เป็นต้น จึงน่าสนใจว่าโครงการเหล่านี้เป็นการใช้เงินภาษีจากรัฐมาล้างสมองเด็กหรือไม่ โดยเฉพาะการให้เด็กบอกข้อเสียทั้งที่ยังไม่เคยได้ศึกษาข้อมูล เนื่องจากกฎหมายไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี บริโภค แล้วแบบนี้จะไม่มีการบิดเบือนได้อย่างไร นอกจากนี้ยังชวนจับตาดูว่าขบวนการเยาวชนต่อต้านปุ๊นนี้มีการรับเงินจากหน่วยงานรัฐแห่งใด ถึงได้มีงบประมาณมาจัดงานแจกเงินนับล้านบาท ไปจนถึงการจ้างนิสิต-นักศึกษามหาวิทยาลัยจัดโครงการต่างๆ ไปจนถึงเดินเข้าหาสมาคมผู้ปกครองหลายโรงเรียนเพื่อล่ารายชื่อโดยเอาเยาวชนมาเป็นโล่กำบังแอบอ้างบังหน้า รวมถึงการสนับสนุนสื่อให้ประโคมข่าวประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อโจมตีปุ๊นหรือไม่

08/07/2025

สดจากสธ. !! แถลงการณ์จากเขียนอนาคตกัญชาไทย

ม็อบสายเขียว ทำพิธีสาปแช่ง ‘สมศักดิ์‘ โดยการจุดเทียนขับไล่ พร้อมถวายอาหารสัมภเวสี หน้ารูปธีมงานศพของรัฐมนตรีว่าการกระทรว...
07/07/2025

ม็อบสายเขียว ทำพิธีสาปแช่ง ‘สมศักดิ์‘ โดยการจุดเทียนขับไล่ พร้อมถวายอาหารสัมภเวสี หน้ารูปธีมงานศพของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

07/07/2025

สดจากสธ. เกาะติดม็อบสายเขียว !! ร่วมเสวนากำหนดอนาคตกัญขาไทย

คิดแคปชั่นให้หน่อย
07/07/2025

คิดแคปชั่นให้หน่อย

ม็อบพรึ่บ! บุก สธ. จี้ ‘สมศักดิ์’ หยุดผูกขาดปุ๊นเอื้อรายใหญ่ เตือนส่อขัดกฎหมายสิทธิมนุษยชนโลก พร้อมแฉข้าราชการเรียกรับสิ...
07/07/2025

ม็อบพรึ่บ! บุก สธ. จี้ ‘สมศักดิ์’ หยุดผูกขาดปุ๊นเอื้อรายใหญ่ เตือนส่อขัดกฎหมายสิทธิมนุษยชนโลก พร้อมแฉข้าราชการเรียกรับสินบนค่าใบอนุญาต 5 แสนบาท
เครือข่ายเขียนอนาคตปุ๊นไทย พร้อมด้วยผู้ประกอบการ ผู้ปลูกและชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากประกาศควบคุมปุ๊นฉบับใหม่ รวมตัวหลายร้อยคนที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อประท้วงนโยบายผูกขาดทุนใหญ่เอื้อนายทุน ผ่านการกำหนดมาตรฐาน GACP ชี้ขัดกฎหมายสิทธิมนุษยชนโลกของสหประชาชาติ (UN) ที่ให้สิทธิ์ประชาชนปลูกใช้โดยไม่เป็นยาเสพติด พร้อมชู 3 ข้อเรียกร้อง ยืนยันชุมนุมปักหลักจนกว่าจะได้คำตอบ
ผู้สื่อข่าวจาก Channel Weez Thailand รายงานว่า บรรยากาศการชุมนุมมีสายเขียวเข้าร่วมคึกคัก พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวมาร่วมถ่ายทอดสดทำข่าวจำนวนมาก โดยม็อบมาพร้อมกับโบกธงเขียวเขียนว่า พรบ.ปุ๊น พร้อมชูป้ายข้อความและมีการแสดงเชิงสัญลักษณ์ โดยชูรูป สมศักดิ์ ภาพขาว-ดำคล้ายรูปงานศพ นอกจากนี้ยังมีนักศึกษามาชูป้ายเรียกร้องให้เร่งบรรจุผู้จบการศึกษาปุ๊นเวชศาสตร์เข้าหมวดบุคลากรการแพทย์ รวมทั้งการจัดพื้นที่เวทีปราศรัยโดยมีแกนนำเครือข่ายฯ สลับกันเปลี่ยนกันขึ้นมากล่าวปราศรัย พร้อมขับไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลผู้มีอำนาจมีจุดประสงค์ชัดเจนในการผูกขาดพืชเศรษฐกิจใหม่ซ้ำรอยการผูกขาดเหล้าเบียร์ซึ่งมีมูลค่าปีละ 300,000 ล้านบาท ผ่านการอ้างมาตรฐานสูงมากีดกันชาวบ้านและสถาปนาผู้เชี่ยวชาญมากำหนดกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ต้องใช้ทุนนับแสนบาท ไปจนถึงมีกระแสข่าวว่าเริ่มมีเจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนค่าลัดคิวและขอใบอนุญาตสูงถึง 500,000 บาท/ราย อย่างไรก็ตามมาตรฐานดังกล่าวนั้นขัดแย้งกับสิทธิมนุษยชนของโลกซึ่งเป็นกฎหมายข้อสหประชาชาติ (UN) ซึ่งได้กำหนดให้ปุ๊นเป็นพืชสมุนไพรที่ประชากรมีสิทธิ์ปลูกใช้โดยไม่เป็นยาเสพติดตามวถีชุมชนที่ปฏิบัติกันมายาวนาน ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ในตำรับยามาหลายร้อยปี วันนี้คุณจะผูกขาดพืชชนิดนี้ไปไว้ในมือนายทุน ซึ่งขัดต่อกฎหมายโลกทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการรายย่อยเป็นอย่างมาก
นายประสิทธิ์ชัย กล่าวต่อว่า การดำเนินงานเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำลายอาชีพคนไทย แต่ยังตัดอนาคตนักปลูกไทยที่มีฝีมือหลายคนถูกยอมรับในระดับโลก มีการวิจัยปลูกในแต่ละภูมิภาค วันนี้ท่านจะมาทำลายสิ่งเหล่านี้ด้วยการผูกขาดเช่นนั้นหรือ เหตุใดการบริโภคบุหรี่และสุราจึงไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ อีกทั้งข้อกำหนดในการปกป้องเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปียังถูกถอดออกไป สรุปแล้วข้ออ้างปกป้องเยาวชนถูกกลืนไปด้วยหรือไม่ การปฏิบัติเช่นนี้ชัดเจนแล้วว่า สมศักดิ์ เทพสุทิน ต้องการผลักสายเขียวทุกคนให้ลงไปใต้ดิน นี่คือวิธีคิดของข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุข ต้องการจับเอาสายเขียวไปกักขัง-กดขี่-ควบคุม เพราะคิดไปเอาเองว่าจะแก้ปัญหาได้ เช่นเดียวกับแนวคิดที่จะกีดกันไม่ให้ชาวบ้านปลูกได้เพราะกลัวว่าจะเสพติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง แน่นอนว่าความคิดแบบนี้ไม่มีในประเทศอื่นที่เจริญแล้ว
สำหรับข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ มีดังนี้
ข้อเรียกร้อง
1.ยุติการนำกัญชากลับสู่ยาเสพติด
2.ตั้งคณะกรรมการทบทวนประกาศควบคุมกัญชาใหม่
3.ผลักดัน พรบ.กัญชา

ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวถึงประเด็นเรื่องการผูกขาดเอื้อนายทุนว่า ไม่ได้เอื้อต่อใครทั้งสิ้น เพราะหากควบคุมไม่ได้ ทุนใหญ่ก็จะจบด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบให้ เพราะหากควบคุมไม่ได้ ก็ต้องพัฒนากลายเป็นยาเสพติด แต่หากจะให้ทันในสภาฯ สมัยนี้อาจจะยาก เพราะความเห็นที่ไม่ตรงกัน หากมีความเห็นตรงกัน ยังต้องใช้เวลาเกือบปี จึงอยากให้ทุกฝ่ายเริ่มกันใหม่ด้วยทางสายกลาง ค่อยเป็นค่อยไป เริ่มที่การให้ปุ๊นเป็นสมุนไพรควบคุม หากขัดขืนสุดท้ายปุ๊นก็จะถูกผลักดันให้กลับไปเป็นยาเสพติด เพราะเป็นปัญหาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ซึ่งแนวทางการกลับไปเป็นกฎหมายก็ต้องใช้เวลาอีกเช่นกันเพราะมีความเห็นต่างในเวทีการเมือง

ขอบคุณภาพจาก ไทยรัฐและมติชน

‘สมศักดิ์’ ชิ่งหนีม็อบ อ้างขอลาช่วงบ่าย ตามรอยโมเดลป่วยทิพย์นายใหญ่?จากกรณีที่มีม็อบสายเขียวบุกไปชุมนุมที่กระทรวงสาธารณส...
07/07/2025

‘สมศักดิ์’ ชิ่งหนีม็อบ อ้างขอลาช่วงบ่าย ตามรอยโมเดลป่วยทิพย์นายใหญ่?
จากกรณีที่มีม็อบสายเขียวบุกไปชุมนุมที่กระทรวงสาธารณสุขนับร้อยคน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จากพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า บ่ายนี้ คงไม่ได้เข้ากระทรวง เพราะไม่สบาย ขอเวลาไปพบแพทย์ แต่ก็ได้มอบหมายให้ในกระทรวงดูแลเป็นที่เรียบร้อย
ด้านแกนนำเครือข่ายสมาพันธ์ปุ๊นเพื่อประชาชน ระบุว่า วันนี้ประชาชนมาทวงถามความเป็นธรรมและมาชี้ให้เห็นถึงขบวนการเอื้อนายทุนผ่านประกาศควบคุมฉบับใหม่ แต่ไม่มีผู้ใหญ่มารับฟัง ถ้าเขาบริสุทธิ์ใจจริงเขาต้องมารับฟังประชาชน ไม่แน่ใจว่ากลัวอะไรหนักหนา อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็มีการส่งเลขาธิการรัฐมนตรีว่าการ สธ.มารับฟัง
รายงานข่าวระบุว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เคยถูกม็อบ คปท.บุกมาขับไล่เมื่อเดือนก่อน กรณีวีโต้มติแพทย์สภาที่ลงโทษหมอที่อ้างอาการป่วยทิพย์ของนายใหญ่ชั้น 14 ซึ่งสายเขียวบางคนวิจารณ์ว่าการบังคับให้ใช้ปุ๊นโดยไม่มีใบรับรองแพทย์ ไม่แตกต่างอะไรจากการบังคับให้ประชาชนแกล้งป่วยเหมือนนายนใหญ่ใช่หรือไม่ โดยประเด็นดังกล่าวดังขึ้นอีกเมื่อนายสมศักดิ์ใช้ข้ออ้างลาป่วยโดยไม่มารับฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งสถานบริการ ผู้ปลูกและชาวบ้าน แต่กลับเปิดห้องแอร์หรูหราให้กับฝ่ายต่อต้านยื่นหนังสือกันหน้าชื่นตาบาน เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่??

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Channel Weez THผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์