Connect the Dots One Connextor. Infinite Dots.

Roblox เกมยอดฮิตของเด็ก ๆ ทั่วโลกที่แฝงไปด้วยความเสี่ยง ทั้งจากคนแปลกหน้า และจากการใช้จ่ายแบบไม่รู้ตัวไปกับ Robux  หรือพ...
08/06/2026

Roblox เกมยอดฮิตของเด็ก ๆ ทั่วโลกที่แฝงไปด้วยความเสี่ยง ทั้งจากคนแปลกหน้า และจากการใช้จ่ายแบบไม่รู้ตัวไปกับ Robux หรือพูดง่าย ๆ คือ “เติมเกม” จนทำเอาพ่อแม่กระเป๋าฉีกมาหลายบ้าน
แต่ผู้ปกครองจะป้องกันได้อย่างไร นี่คือวิธีตั้งค่า Parental Control ที่สำคัญ ควรรู้ไว้ก่อนให้ลูกเล่น (หรือเล่นแล้วก็ควรทำ)

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรตั้งค่าทั้งสองที่ คือ ในตัวเกม (Roblox) และบนอุปกรณ์ที่ลูกเล่น ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุด!

[ตั้งค่า Parental Controls บนระบบ Roblox]

Roblox มีฟีเจอร์สำหรับผู้ปกครองที่อัปเดตใหม่และละเอียดมาก ให้เราเข้าไปตั้งค่าตามนี้ได้เลย

1. เปิดระบบ Parental PIN โดยเข้าไปที่การตั้งค่า (Settings) > Parental Controls
เปิดใช้งาน Parent PIN แล้วตั้งรหัส 4 ตัว (ห้ามบอกลูกเด็ดขาด! ห้ามใช้รหัสซ้ำกับอะไรที่เด็กจะเดาได้) ระบบนี้จะช่วยล็อกไม่ให้เด็กๆ เข้ามาแอบเปลี่ยนการตั้งค่าเองได้
2. ตั้งขีดจำกัดการใช้จ่ายรายเดือน (Monthly Spend Limits)
ในเมนูเดียวกัน จะมีหัวข้อ Spend Restrictions
ผู้ปกครองสามารถเลือกเปิดและตั้งค่าได้เลยว่า ในหนึ่งเดือน บัญชีของลูกจะเติมเงินได้ไม่เกินกี่บาท หรือตั้งเป็น 0 เพื่อไม่ให้เติมเลยก็ได้
3. เปิดการแจ้งเตือนการใช้จ่าย (Spend Notifications)
เลือกให้ระบบส่งอีเมลหาผู้ปกครองทันทีที่มีการใช้จ่ายเกิดขึ้นในเกม จะได้ไหวตัวทัน
[ล็อกการจ่ายเงินที่อุปกรณ์มือถือ/แท็บเล็ต]
สำหรับคนใช้ iPhone / iPad (iOS)
แบบแรก ปิดตายเด็ดขาดด้วยการปิด In-app Purchases
ไปที่ Settings (การตั้งค่า) > Screen Time (เวลาหน้าจอ) > Content & Privacy Restrictions
เลือก iTunes & App Store Purchases > เข้าที่ Inapp Purchases แล้วติ๊กเปลี่ยนเป็น Don't Allow (ไม่อนุญาต) เท่านี้ลูกก็จะกดซื้อของในทุกแอปไม่ได้เลย
แบบที่สอง เจอกันครึ่งทาง เปิดฟีเจอร์ "Ask to Buy" (ขออนุมัติก่อนซื้อ)
หากเปิดระบบ Family Sharing ไว้ เวลาลูกจะกดซื้ออะไร ระบบจะเด้งข้อความมาขออนุญาตบนมือถือของพ่อแม่ก่อน ถ้าไม่กดอนุมัติ เงินก็ไม่ตัด
สำหรับคนใช้มือถือ Android
เปิดระบบถามรหัสผ่านก่อนซื้อทุกครั้ง
เปิดแอป Google Play Store > กดที่รูปโปรไฟล์มุมขวาบน > เลือก Settings (การตั้งค่า)
ไปที่หัวข้อ Authentication (การยืนยันตัวตน) > เลือก Require authentication for purchases (ต้องมีการยืนยันตัวตนสำหรับซื้อสินค้า)
ตั้งค่าเป็น For all purchases through Google Play on this device (สำหรับการซื้อทั้งหมด)
หลังจากนี้ทุกครั้งที่จะเติมเงิน ระบบจะบังคับให้สแกนนิ้วมือ ใบหน้า หรือใส่รหัสผ่าน Google ของพ่อแม่ก่อนเสมอ
[แยกเครื่อง ไม่ผูกบัตร เติม Gift Card]
ทั้งนี้ วิธีที่ความเสี่ยงต่ำ และสบายใจได้มากกว่าคือ แยกอุปกรณ์ที่ลูกใช้เล่นเกม จะต้องไม่เป็นเครื่องเดียวกับที่ผู้ปกครองใช้งาน แยกบัญชีอีเมลที่ลงชื่อเข้าใช้เครื่อง และไม่มีการผูกบัตรหรือวิธีการชำระเงินใด ๆ เลย ซึ่งหากต้องการเติมเงินให้ลูก ใช้วิธีเติมด้วยการซื้อ Gift Card ตามร้านสะดวกซื้อเพื่อมากดรหัสรับ Robux ในเกมเป็นรายครั้งจะดีกว่า เพราะสามารถกำหนดงบได้ เติมเท่าไรก็จบเท่านั้น
[เทคโนโลยีช่วยเซฟ เงิน แต่ "การพูดคุย" ช่วยเซฟ ใจ]
แม้การตั้งค่าระบบช่วยบล็อกปัญหาทางเทคนิคได้ แต่ในระยะยาว การหันหน้าคุยกับลูกเรื่อง "มูลค่าของเงิน" เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะต้นตอของปัญหาคือเด็กไม่เข้าใจว่า Robux ที่ใช้คือเงินของพ่อแม่ และไม่รู้ว่ามันมากน้อยแค่ไหน
ลองเปลี่ยนจากความโกรธ เป็นการสอนให้เด็กรู้จักการเก็บเงินออมเพื่อซื้อของที่อยากได้ในเกม หรือตั้งกติกาว่าหากช่วยทำงานบ้านจะเติมเกมให้เป็นรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ วิธีนี้จะช่วยให้เด็กรู้ว่าเงินเป็นสิ่งที่ต้องพยายามเพื่อหามา และยังช่วยสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้กับเด็กด้วย
#โรบล็อกซ์ #ตั้งค่าโรบล็อกซ์ #เติมเกม #ครอบครัว

ผู้ใหญ่มักพูดกันว่าเด็กเป็นผ้าขาว และมีความเชื่อที่ว่า “เด็กไม่โกหก” แต่ในหลายเหตุการณ์ทำให้คนตระหนักกันได้ว่ามันไม่ใช่เ...
08/06/2026

ผู้ใหญ่มักพูดกันว่าเด็กเป็นผ้าขาว และมีความเชื่อที่ว่า “เด็กไม่โกหก” แต่ในหลายเหตุการณ์ทำให้คนตระหนักกันได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เด็กบางคนสามารถทำเรื่องพลาดพลั้งและโกหกได้ไม่ต่างจากผู้ใหญ่เลย
นักวิจัยพบว่าเด็ก ๆ เริ่มโกหกได้ตั้งแต่อายุประมาณ 2 ขวบ และการศึกษาพบว่ายิ่งโตขึ้น เด็กยิ่งโกหกมากขึ้นเรื่อย ๆ 30% ของเด็กวัย 2-3 ขวบโกหก 50% ของเด็ก 4-5 ขวบโกหก และกว่า 80% ของเด็ก 8-12 ปีโกหก และแทบจะกลายเป็นเรื่องทั่วไปเมื่อถึงวัยรุ่น
สาเหตุที่เด็กโกหกคือ การป้องกันตัวเอง คล้ายกับผู้ใหญ่ ทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ ความอับอาย หรืออาจซับซ้อนได้ถึงขั้นโกหกเพื่อรักษาความรู้สึกของคนอื่น รักษาความประทับใจที่ได้รับ หรือแม้แต่ท้าทายระบบเชิงอำนาจ ว่าถ้าทำแบบนี้จะเป็นอย่างไร
นักจิตวิทยา วิกตอเรีย ทาลวอร์ (Victoria Talwar) อธิบายถึงพัฒนาการการโกหกในเด็กว่า เด็กเล็กมักโกหกในสิ่งที่อยากให้เป็นเรื่องจริง เด็กวัยเรียนจะเริ่มโกหกเพื่อเลี่ยงปัญหาและการรักษาน้ำใจ พอถึงวัยรุ่นจะโกหกเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว เธอยังอธิบายว่า การลงโทษที่รุนแรงยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กโกหกเก่งขึ้น เพื่อไม่ต้องรับโทษนั้น
อย่างไรก็ตาม การโกหกในเด็ก ไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณของพัฒนาการด้านการคิดและการตัดสินใจ เพราะต้องอาศัยกระบวนการที่ซับซ้อนด้านจิตใจ ว่าคนอื่นคิดอย่างไรเพื่อวางกลยุทธ์ในการโกหก เคยมีการทดลองในจีนที่สอนให้เด็กกลุ่มหนึ่งโกหก แล้วมาทำการทดสอบเทียบกับเด็กที่ไม่ได้รับการสอนให้โกหก ผลก็คือเด็กที่โกหกได้คะแนนสูงกว่า
ทั้งนี้ อย่างที่รู้กันว่าการโกหกไม่ใช่พฤติกรรมที่ดีในสังคม สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมของเด็กและสั่งสอนให้เข้าใจคุณค่าของความซื่อสัตย์ ซึ่งจะต้องอาศัยความเข้าใจจากครอบครัว
#เด็กโกหก #ครอบครัว #งานวิจัย

มนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เมื่อเราพบสิ่งแปลกปลอมอย่างพุ่มไม้สั่นไหว เรามักจะหลีกเลี่ยงมันเสมอ หรือเมื่อเจอส...
08/06/2026

มนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เมื่อเราพบสิ่งแปลกปลอมอย่างพุ่มไม้สั่นไหว เรามักจะหลีกเลี่ยงมันเสมอ หรือเมื่อเจอสิ่งแปลกปลอมในอาหาร เราจะคายทิ้งทันที แต่ทำไมผู้คนส่วนหนึ่งถึง “ทนดูหนังที่ตัวเองเกลียด” ทั้งที่รับชมอยู่บ้าน จ่ายเงินผ่านแพลตฟอร์มรายเดือนที่มีหนังให้เลือกนับร้อยนับพัน สามารถหยุดหรือเปลี่ยนเรื่องใหม่ได้เสมอ แต่จงใจผลาญเวลาชีวิตอันแสนมีค่าไปหลายชั่วโมงดูเพื่อด่ามัน
ปรากฏการณ์นี้เคยเกิดขึ้นจนกลายเป็นป็อปคัลเจอร์ในอเมริกาช่วงปี 2012 กับซีรีส์แนวมิวสิคัลเบื้องหลังการสร้างละครเพลงบรอดเวย์เกี่ยวกับชีวิตของมาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe) เรื่อง Smash ที่เปิดตัวอย่างอลังการ มีตัวพ่อฮอลลีวูดอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) นั่งแท่นผู้อำนวยการสร้าง แต่ซีรีส์ที่มีเนื้อหาจะไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า กลับเคว้งคว้างล่องลอยออกทะเลจนกู่ไม่กลับ
แทนที่ซีรีส์ Smash จะล้มเหลวไร้เรตติ้ง กลับกลายเป็นว่าทุกสัปดาห์ผู้ชมและนักวิจารณ์จะนัดเจอที่หน้าจอเพื่อ ‘รอด่า’ ยิ่งคุณภาพลดลงเท่าไหร่ ยิ่งเจอความไม่สมเหตุสมผลมากขึ้นแค่ไหน ก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องสนุกของผู้ชมที่จะเอาซีรีส์เรื่องนี้ไปแขวน ไปปั่นต่อ ไปโพสล้อเลียนในสื่อสังคมออนไลน์
ปรากฏการณ์นี้ถูกสื่อใหญ่อย่าง The New Yorker นิยามว่าเป็น Hate-watching หรือการ ‘ดูไปด่าไป’ โดยเจ้าของบทความ เอมิลี่ นัสส์บอม (Emily Nussbaum) นักข่าวสายศิลปะชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านละครเวที ดีกรีรางวัลพูลิตเซอร์สาขาการวิจารณ์ ได้กล่าวเอาไว้ว่า "ทุกคนยอมดูทีวีซีรีส์เรื่องหนึ่งทั้งที่รู้ว่าบทมันแย่ แต่อรรถรสหลักที่ได้รับคือการที่คุณได้นั่งดูความวินาศสันตะโรของมัน"
แต่ Hate-watching ไม่ได้เกิดขึ้นกับหนังหรือซีรีส์ห่วย ๆ เท่านั้น แต่ผลงานคุณภาพอย่าง Roma ที่คว้า 3 รางวัลออสการ์ทั้ง ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และถ่ายภาพยอดเยี่ยม ผลงานการกำกับของ อัลฟอนโซ กัวรอน (Alfonso Cuarón) จากประเทศเม็กซิโก แต่แทนที่หนังจะสร้างความภูมิใจให้กับคนในชาติ ชาวเม็กซิกันกลับชิงชัง แต่ก็รุมดูหนังเรื่องนี้จนกลายเป็นปรากฏการณ์ เพื่อจะได้มีสิทธิ์ ‘ด่า’ หนังอย่างเต็มภาคภูมิ
หนังถูกกล่าวหาว่าบิดเบือนความจริง “สังคมเม็กซิโกไม่มีการเหยียดผิว” แต่ในขณะเดียวกันนักแสดงชาวเม็กซิกันพื้นเมืองที่มาจากชนชั้นล่างอย่าง ยาลิตซา อะปาริซิโอ (Yalitza Aparicio) กลับถูกชนชั้นสูงในประเทศเหยียดหยามอย่างรุนแรง ถึงขั้นบอยคอตไม่ให้เธอเข้าชิงรางวัลภายในประเทศ และการที่หนังถูกโปรโมตอย่างหนัก เบื้องหลังเป็นทุนใหญ่อย่าง Netflix แต่กลับสร้าง Roma ออกมาเป็นหนังอาร์ตขาวดำ เล่าเรื่องอย่างเนิบนาบ Slow Burn เต็มไปด้วยความเป็นศิลปะ ซึ่งไม่ใช่รสนิยมของชาวเม็กซิกัน แต่พวกเขาก็ต้องทนดูเพื่อด่ามัน
ในบ้านเราก็มีกรณีภาพยนตร์เรื่อง HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) ที่เพิ่งเข้าฉายทาง Netflix ซึ่งตอนเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ หนังเป็นขวัญใจนักวิจารณ์และนักดูหนังจำนวนมาก คว้ารางวัลจากต่างประเทศมาแล้วมากมาย แต่เมื่อฉายในวงกว้าง หนังกลับไม่ถูกจริตผู้ชมชาวไทยจำนวนหนึ่ง ถึงขั้นกล่าวหาว่าหนังเลวร้าย ชวนง่วง ดูไม่รู้เรื่อง ยกระดับถึงขั้นตำหนิไปยังผู้สร้างว่า ให้เงินสร้างหนังแบบนี้ขึ้นมาทำไม
แต่พฤติกรรมอย่าง Hate-watching เกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อทุกคนมีรีโมตอยู่ในมือและหยุดดูเมื่อไหร่ก็ได้
นักจิตวิทยาและนักวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคกล่าวว่า “คนเราจะยอมทนดูสิ่งที่ตัวเองคิดว่าห่วย ต่อให้มันจะเสียเวลาหรือเสียอารมณ์แค่ไหน เพื่อตอบสนองความรู้สึกเหนือกว่าและฉลาดกว่า ยิ่งเจอกลุ่มคนที่มีความเกลียดชังสิ่งเดียวกันในโซเชียลมีเดีย ก็ยิ่งเพิ่มการถูกยอมรับและเป็นหนึ่งเดียวกับสังคมนั้น”
#ภาพยนตร์ #วิจารณ์หนัง

07/06/2026

ใครเป็นใครในโฆษณา RIP The Script ของ Nike ฉบับละเอียดยิบ [Move มันส์ 🍿]

RIP The Script คือวิดีโอที่ฮือฮาที่สุดในเทศกาลฟุตบอลโลก 2026 สร้างยอดวิวทะลุ 40 ล้านภายในไม่ถึง 2 วัน และกำลังทะยานขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากความสนุกของเนื้อเรื่องแล้ว สิ่งที่บ้าคลั่งที่สุดของโฆษณาตัวนี้คือแขกรับเชิญตัวท็อป แต่ในนั้นจะมีใครบ้าง หาคำตอบได้ใน Move มันส์ มูฟให้มันส์เรื่องการเงินและบันเทิง

ันส์ #ฟุตบอลโลก

“คุณต้องเป็นคนกำหนดคุณค่าของตัวเองอย่าไปพึ่งคนอื่นให้มาบอกว่าคุณคือใคร”-Beyoncé (ศิลปินและนักธุรกิจหญิง)-
07/06/2026

“คุณต้องเป็นคนกำหนดคุณค่าของตัวเอง
อย่าไปพึ่งคนอื่นให้มาบอกว่าคุณคือใคร”
-Beyoncé (ศิลปินและนักธุรกิจหญิง)-

ประเด็นเรื่องการนำดาราหรือคนดังมาพากย์เสียงเป็นหัวข้อที่เอามาถกเถียงกันได้อย่างไม่รู้จบ และดูเหมือนว่าคงไม่มีวันหาข้อสรุ...
06/06/2026

ประเด็นเรื่องการนำดาราหรือคนดังมาพากย์เสียงเป็นหัวข้อที่เอามาถกเถียงกันได้อย่างไม่รู้จบ และดูเหมือนว่าคงไม่มีวันหาข้อสรุปได้ง่าย ๆ อย่างในประเทศไทยเอง เมื่อไหร่ที่มีการประกาศรายชื่อนักพากย์ของตัวละครซึ่งเป็นคนดังที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านการพากย์เสียงโดยตรง สิ่งที่ตามมาก็มักจะเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ผู้ชมบางส่วนไม่พอใจกับการที่ตัวละครถูกพากย์โดยคนที่ไม่ใช่มืออาชีพ เพราะกลัวว่าผลลัพธ์จะออกมาน่าผิดหวัง เช่น การที่โทนเสียงของคนพากย์ไม่สอดคล้องกับบุคลิกของตัวละคร การไม่มีอารมณ์ร่วม ขาดอินเนอร์ หรือแม้กระทั่งการออกเสียงไม่ชัด
ซึ่งในต่างประเทศก็มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ล่าสุด แมทธิว ลิลลาร์ด (Matthew Lillard) นักแสดงชื่อดังที่เป็นที่จดจำจากบทบาท สตู มาเชอร์ (Stu Macher) ใน Scream และแช็กกี้ โรเจอร์ (Shaggy Roger) จาก Scooby-Doo ก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยตัวเขาเองก็เป็นที่รู้จักในฐานะนักพากย์เช่นเดียวกัน ซึ่งผลงานก็มาจากการพากย์แช็กกี้ในสื่อแอนิเมชันหลายประเภทของแฟรนไชส์ Scooby-Doo รวมไปถึงการพากย์ตัวละครในเรื่องอื่น ๆ เช่น Beware the Batman, American Dad! และ All Hail King Julian
แมทธิวได้ถูกสัมภาษณ์โดยสื่อ Screen Rant ด้วยคำถามว่า “เพราะอะไรเขาจึงคิดว่าการที่นักแสดงจะผันตัวมาเป็นนักพากย์เสียง ถึงง่ายกว่าการที่นักพากย์เสียงจะก้าวไปสู่การเป็นนักแสดง?” เปิดคำถามมาอย่างนี้ แมทธิวก็ใส่เต็มที่ เขาก็ได้ตอบคำถามที่แสดงถึงความไม่พอใจในการที่ทุกวันนี้สตูดิโอภาพยนตร์มักจะเลือกนักแสดงระดับ A-list มาพากย์ เพียงเพราะความดังของคนนั้น ๆ เพื่อที่จะได้มาช่วยหนุนเพิ่มโอกาสด้านการตลาดของภาพยนตร์ ซึ่งตัวแมทธิวคิดว่านักแสดงเหล่านั้นไม่สามารถทำหน้าที่การพากย์ได้ดีสักเท่าไหร่
“ผมคิดว่าฮอลลีวูดตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ ด้วยการจ้างนักแสดงที่ไม่สามารถแบกตัวละครด้วยการใช้เสียงตัวเองอย่างเดียวได้ ในฐานะนักแสดง คุณมีทุกอย่างให้ใช้ ทั้งสีหน้าและร่างกายที่สามารถนำมาใช้ในการแสดงบนจอได้ แต่สำหรับนักพากย์ สิ่งเดียวพวกเขาใช้ได้คือเสียง ความสามารถในการแบกภาพยนตร์ในฐานะนักแสดงนำด้วยการใช้เสียงเพียงอย่างเดียวเป็นทักษะที่ไม่ใช่ว่าทุกคนมี แต่การที่พวกเขา (ฮอลลีวูด) ยังยืนหยัดที่จะจ้างเหล่าคนดังฝีมือห่วย ๆ มาแสดงนำในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ มันกำลังทำลายวงการเรา”
โดยชาวเน็ตจำนวนมากก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นของแมทธิว เพราะมองว่าการที่สตูดิโอเลือกใช้คนดังมารับงานพากย์เสียงแทนนักพากย์มืออาชีพ กำลังทำให้พวกเขาสูญเสียโอกาสในการทำงาน ในขณะเดียวกัน ผู้ชมก็อาจต้องเผชิญกับผลงานพากย์ที่ไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์หรือบุคลิกของตัวละครได้อย่างเต็มที่ จนทำให้หมดอารมณ์ในการรับชม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่านักแสดงทุกคนจะไม่เหมาะกับงานพากย์เสียง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็มีนักแสดงจำนวนไม่น้อยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถก้าวข้ามจากการแสดงหน้ากล้องมาสู่การพากย์เสียงภาพยนตร์แอนิเมชันได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างแมทธิวเองก็ได้รับคำชื่นชมจากการให้เสียงตัวละคร Shaggy รวมถึง โรบิน วิลเลียมส์ (Robin Williams) นักแสดงฮอลลีวูดระดับตำนาน ผู้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมจากการพากย์ Genie ใน Aladdin หรือ เจ เค ซิมมอนส์ (J. K. Simmons) ที่มีผลงานการพากย์ดี ๆ หลายเรื่อง เช่นตัวละคร ออมนิแมน (Omni-Man) ในเรื่อง Invincible
สุดท้ายนี้ มันก็ไม่ใช่ว่าเหล่านักแสดงหรือคนดังไม่ควรได้รับโอกาสในการพากย์เสียงเลยสักทีเดียว แต่สตูดิโอภาพยนตร์ต่าง ๆ ก็ควรให้ความสำคัญในการพิจารณาว่า บุคคลนั้นมีคุณสมบัติและศักยภาพที่เหมาะสมพอกับการพากย์เสียงตัวละครอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าชื่อเสียง เพราะการพากย์เสียงก็เป็นทักษะหนึ่งที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางไม่ต่างจากการแสดงหน้ากล้อง
#นักพากย์ #พากย์เสียง #ฮอลลีวูด #ภาพยนตร์แอนิเมชัน #แมทธิวลิลลาร์ด

อินทรีหรืออีแร้งต่างก็ต้องแย่งสิ่งนี้
06/06/2026

อินทรีหรืออีแร้งต่างก็ต้องแย่งสิ่งนี้

ในปัจจุบันโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญต่อวัฒนธรรมการเดตหรือหาคู่ของคนรุ่นใหม่อย่างมาก เพราะแนวคิดที่ออกมาแชร์กันผ่านจอได้หล่...
05/06/2026

ในปัจจุบันโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญต่อวัฒนธรรมการเดตหรือหาคู่ของคนรุ่นใหม่อย่างมาก เพราะแนวคิดที่ออกมาแชร์กันผ่านจอได้หล่อหลอม “ค่านิยม” บางอย่างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น Red Flag หรือ Green Flag ในความสัมพันธ์ที่ใช้ตัดสินกันอย่างรวดเร็ว หนึ่งในนั้นคือ "Coffee Date" หรือชวนกันไปดื่มกาแฟในเดตแรก ที่ถูกมองว่าเป็น Red Flag เพราะสื่อว่าเขาคนนั้นไม่พยายามและไม่พร้อมลงทุนกับความสัมพันธ์
Coffee Date เป็นที่นิยมจากวัฒนธรรมการเดตยุคใหม่ที่ใช้แอปหาคู่เป็นหลัก ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้แมตช์กับคนโสดหลายคนได้พร้อม ๆ กัน และเมื่อมีตัวเลือกมากมาย ขั้นต่อไปก็คือการนัดพบกับคนที่ถูกใจ โดย Coffee Date เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะเร็วและประหยัด ทำให้สามารถนัดเดตได้บ่อย ถ้าไม่ถูกใจก็แยกย้าย จึงถูกเรียกว่าเป็น “การเดตความเสี่ยงต่ำ” เช่นเดียวกับการเดินเล่นในสวน หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่ใช้เงินน้อย เหมาะกับคนโสดวัยรุ่นหรือมหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีรายได้มั่นคง แต่ก็เป็นที่นิยมในวัยผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบเช่นกัน
เรื่องนี้ถูกพูดถึงโดยอินฟลูเอนเซอร์หญิงจำนวนมาก ทั้งในระดับสากลและคนไทย ที่มองว่า “ผู้หญิงที่มีคุณค่าในตัวเองสูง จะไม่ตอบรับ Coffee Date” เพราะการเดตความเสี่ยงต่ำแบบนี้ มันดูเหมือนว่าอีกฝ่ายไม่ได้ลงทุนทั้งเงินและเวลามากนักเพื่อจะทำความรู้จักพวกเธอ แปลว่าเขาอาจไม่ได้จริงจังกับพวกเธอมากพอ การเดตควรเป็นดินเนอร์ที่เหมาะสมถึงจะคู่ควรกับการที่พวกเธอต้องเตรียมตัวแต่งหน้าทำผมเพื่อไปเจอ และดูแลตัวเองอย่างดีมาตลอด ทั้งรูปลักษณ์ สุขภาพ ความงาม เพื่อให้ใช้ชีวิตแบบทุกวันนี้ ถ้าเขาอยากจะคบหากับเธอ ก็ต้องยอมลงทุนกับเธอตั้งแต่เดตแรก
ประเด็นนี้เหมือนเป็นการย้ำอุปสรรคใหญ่ให้การเดตในปัจจุบันดูเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าที่เคย เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีกระแสที่พูดกันว่า “ถ้าจนก็ไม่ควรมีแฟน” “ถ้าต้องหารค่าข้าวก็ไม่ควรจีบใคร” เหมือนเงินไม่ใช่แค่องค์ประกอบของความสัมพันธ์อีกแล้ว แต่มันกลายเป็นปราการด่านแรกของความสัมพันธ์ไปโดยสมบูรณ์ แม้ในมุมหนึ่งจะเป็นสิทธิ์ในการเลือกคู่แบบที่ตัวเองต้องการ แต่ในอีกมุมแนวคิดแบบนี้กำลังสร้างมลพิษให้ทั้งตลาดการหาคู่และความสัมพันธ์ในสังคม
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในแนวคิดนี้คือ การเอาคุณค่าของตัวเองไปจับคู่กับมูลค่าของการเดต เพราะมันเป็นการเริ่มความสัมพันธ์โดยมองเป็นการแลกเปลี่ยนเชิงมูลค่าตั้งแต่แรก การสร้างค่านิยมแบบนี้อาจทำให้คนเข้าใจกันไปว่า “ถ้าฉันมีคุณค่า เขาต้องจ่ายแพงเพื่อฉันได้” เมื่ออีกฝ่ายให้ไม่ได้หรือตัวเองไม่ได้รับ จะทำให้รู้สึกด้อยคุณค่า ทั้งที่คุณค่าของใครก็ตาม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินที่อีกฝ่ายยินดีจะจ่าย แบบนั้นมันคือสินค้า ไม่ใช่คน
ในการเดต ความพยายามและความจริงใจสำคัญ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่วัดได้ด้วยเงิน การจ่ายแพงไม่ได้แปลว่าเขาพยายามหรือจริงจังมากกว่า มันแค่แสดงว่า “เขามีเงินจ่าย” กลับกัน ไม่แพงก็ไม่ได้แปลว่าไม่จริงจัง เพราะสิ่งที่ทำให้คนสองคนได้สานสัมพันธ์กันได้มันไม่ใช่อาหารหรือกาแฟ มันคือการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด ทัศนคติต่อเรื่องต่าง ๆ รวมถึงความสนใจที่มีให้กันระหว่างเดต สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือสิ่งที่ออกจากปากถึงหูแล้วรับรู้ถึงหัวใจ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนโต๊ะ
มีคู่รักมากมายที่อยู่กันมาได้หลายสิบปีจากเดตแรกในสวน ไม่ต้องมีกาแฟสักแก้วด้วยซ้ำ ดังนั้นตัวชี้วัดว่าจะต้องเป็นดินเนอร์หรือกาแฟ มันไม่ได้สำคัญอะไรในการหาคู่เลย
จริงอยู่ที่คนที่ใช้ Coffee Date แบบไม่ได้ใส่ใจก็คงมีอยู่จริง แต่การตัดสินว่าคนที่สะดวกแบบนี้ไม่ให้คุณค่าในตัวเองหรือคนอื่น บอกว่าเขาไม่พยายามแค่เพราะไม่เลือกไปดินเนอร์ คงเป็นวิจารณญาณที่ผิวเผินเกินไป การสร้างค่านิยมนี้กำลังทำให้หลายคนคาดหวังกับเดตแรกมากจนลืมไปว่า มันคือการที่คนแปลกหน้าสองคนจะได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น และปิดโอกาสพบคนดี ๆ ไปเพียงเพราะเขาเลือกจะชวนดื่มกาแฟ
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าไม่ควรตัดสินใครจากการเลือกเดตดินเนอร์หรือจิบกาแฟ ทุกคนย่อมมีสิทธิ์เลือกคนที่ตัวเองพอใจที่สุด เพียงแต่ตัวชี้วัดมันควรเป็นเรื่องรสนิยมและไลฟ์สไตล์ที่เข้ากันได้ มากกว่าจะบอกว่าใครไม่พยายาม
#ความสัมพันธ์ #การเดต #คู่รัก #การเงิน

04/06/2026

คดีผู้สมัครเลือกตั้งผีแห่งไมอามี Ghost Candidate in Miami [ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน🔍]

จากกรณีผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ก. ใช้ภาพคู่และภาพลักษณ์ของคุณชัชชาติเพื่อหวังได้คะแนนเสียง แต่เรื่องคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่สหรัฐอเมริกา กับคดีผู้สมัครผีแห่งไมอามี ติดตามเรื่องนี้ใน ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ดำเนินรายการโดย กิตติพัฒน์ กนกนาค

#ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน #เลือกตั้งผู้ว่ากทม #ชัชชาติ

ช่วงนี้สื่อทั่วโลกต่างพูดถึง ฟุตบอลโลก 2026 ว่าเป็นมหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ อาจฟังดูเหมือนพ...
04/06/2026

ช่วงนี้สื่อทั่วโลกต่างพูดถึง ฟุตบอลโลก 2026 ว่าเป็นมหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
อาจฟังดูเหมือนพาดหัวคลิกเบต แต่ถ้าลองมาถอดความอลังการของฟุตบอลโลกครั้งนี้ ออกมาเป็นตัวเลขและสถิติ จะพบว่าพาดหัวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย
[48 ทีม]
ตัวเลขที่ชัดเจนที่สุดคือจำนวนทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน ฟุตบอลโลกครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลังจากที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือ FIFA ใช้ระบบการแข่งขันแบบ 32 ทีมมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส ครั้งนี้ FIFA ได้ตัดสินใจขยายโควตาเพิ่มขึ้นกลายเป็น 48 ทีม
การเพิ่มขึ้นของจำนวนประเทศสมาชิกในรอบสุดท้ายนี้ ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้ทีมชาติหน้าใหม่จากทวีปเอเชียและแอฟริกาได้ก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลก แต่มันยังทำให้จำนวนบุคลากร ทั้งนักกีฬา ทีมงานสต๊าฟโค้ช และแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลเข้าสู่อเมริกาเหนือเป็นจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
[104 นัด]
เมื่อจำนวนทีมเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ จำนวนแมตช์การแข่งขันที่พุ่งสูงทำลายสถิติ ในระบบเดิมที่มี 32 ทีม แบ่งเป็น 8 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม แฟนบอลทั่วโลกจะได้ชมเกมการแข่งขันทั้งหมด 64 นัดตลอดระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือน ทว่าในฟุตบอลโลกครั้งนี้ การแข่งขันแบ่งออกเป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม ทำให้ยอดรวมของแมตช์การแข่งขันพุ่งสูงถึง 104 นัด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระบบเดิมถึง 40 นัด การเพิ่มขึ้นของจำนวนเกมการแข่งขันทำให้ระยะเวลาของทัวร์นาเมนต์ต้องลากยาวขึ้นเกือบ 40 วัน กลายเป็นมหกรรมกีฬาที่กินเวลามาราธอนและมีปริมาณคอนเทนต์ความบันเทิงให้เสพมากที่สุดในโลก
[4,000 กิโลเมตร]
นอกจากทีมจะมาก ระยะทางก็ยังไกลโพ้น ในอดีตฟุตบอลโลกเคยมีเจ้าภาพร่วมมากที่สุดเพียงแค่ 2 ประเทศ คือเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในปี 2002 แต่ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีเจ้าภาพร่วมพร้อมกันถึง 3 ประเทศ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก กระจายตัวอยู่ถึง 16 เมืองทั่วทวีปอเมริกาเหนือ หากลองวัดระยะทางจากเมืองเจ้าภาพที่อยู่เหนือสุดอย่างแวนคูเวอร์ในแคนาดา ลากลงมาถึงเมืองเจ้าภาพที่อยู่ใต้สุดอย่างเม็กซิโกซิตีในเม็กซิโก จะมีระยะทางห่างกันมากกว่า 4,700 กิโลเมตร พื้นที่รวมของเจ้าภาพทั้งสามประเทศในครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ของทวีปยุโรปทั้งทวีปเสียด้วยซ้ำ ส่งผลให้ความท้าทายด้านการขนส่งและการเดินทางข้ามไทม์โซนของแฟนบอล กลายเป็นภารกิจที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดเท่าที่อีเวนต์กีฬาเคยเผชิญมา
[5.5 ล้านใบ]
ที่สำคัญ ฟุตบอลโลกครั้งนี้กำลังสร้างสถิติใหม่ในแง่ของจำนวนผู้ชมในสนาม การเลือกอเมริกาเหนือเป็นเจ้าภาพเปิดโอกาสให้ FIFA สามารถใช้ประโยชน์จากสนามอเมริกันฟุตบอลและสนามกีฬาขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความจุเฉลี่ยสูงถึง 60,000-90,000 ที่นั่ง ซึ่งใหญ่กว่าความจุเฉลี่ยของสนามฟุตบอลในยุโรปหรือเอเชียอย่างเห็นได้ชัด FIFA ถึงกับออกมาบอกว่ามีความต้องการตั๋วมากกว่า 500 ล้านใบ ในขณะที่มีตั๋วพร้อมจำหน่ายเพียง 6 ล้านกว่าใบเท่านั้น และเคยคาดการณ์ว่าจะขายได้ทั้งหมด 5.5 ล้านใบ ถ้าบัตรขายหมดจริง จะทำลายสถิติเดิมของฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกาเคยทำไว้ด้วยยอดขายบัตรกว่า 3.5 ล้านใบ
นอกจากนี้ รายได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด เม็ดเงินจากผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการท่องเที่ยวใน 16 เมืองเจ้าภาพ ก็ถูกประเมินว่าจะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ ฟุตบอลโลก 2026 จึงไม่ใช่เพียงมหกรรมกีฬาตามวาระทุก 4 ปีอย่างที่เคย แต่จะเป็นฟุตบอลโลกที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง และสิ่งสำคัญก็ไม่ได้จบที่แชมป์ แต่ยังเป็นอภิมหาโปรเจกต์ระดับโลกที่สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
#ฟุตบอลโลก2026

ที่อยู่

Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Connect the Dotsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Connect the Dots:

แชร์