11/05/2026
SOCIAL : "เชคริฎอ"ชี้ปมดราม่า "ราม 53" สะท้อนความบกพร่องการสื่อสารในสังคมมุสลิม แนะใช้วิธีเมตตามากกว่าอารมณ์
จากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในซอยรามคำแหง 53 เมื่อมีการรวมตัวกันของกลุ่มเยาวชนเพื่อล้อมบุคคลที่ถูกระบุว่าเหยียดหยามศาสนาอิสลามและคัมภีร์อัลกุรอาน
เชคริฎอ อะหมัดสมะดี ประธานมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจผ่านการสัมภาษณ์ โดยมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีรากฐานมาจากความบกพร่องของกระบวนการแก้ไขปัญหาในสังคมมุสลิมต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT)
ชี้ LGBT มุสลิมขาดการเยียวยา-ไม่ได้ตั้งใจหยามศาสนา เชคริฎอระบุว่า สังคมมุสลิมโดยรวมอาจมีความเห็นต่อกลุ่ม LGBT แตกต่างจากสังคมทั่วไป แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมหรือขาดการให้ความศึกษาด้วยความเห็นอกเห็นใจ
ท่านเชื่อว่าการที่พี่น้อง LGBT แสดงออกในเชิงเหยียดหยามศาสนาหรือคำสอนนั้น ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจแต่แรก แต่เป็นผลมาจากแรงต้านกลับ (Reaction) เมื่อถูกกดดันหรือตักเตือนด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม
ท่านยังให้แง่คิดว่า การที่บุคคล LGBT เลือกที่จะสวมใส่ฮิญาบ (แม้จะเป็นเพศชายโดยกำเนิด) สะท้อนว่าพวกเขายังยืนยันความเป็นมุสลิมและไม่ได้ต้องการออกจากศาสนา
ซึ่งสังคมควรมองในแง่บวกและตั้งสมมติฐานว่าตัวสังคมเองอาจจะบกพร่องในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องหรือขาดการตักเตือนอย่างสุภาพในที่ลับตาคน
🔻วิจารณ์การตักเตือนผ่านโซเชียล-การบังคับตัดผมไม่ใช่หลักอิสลาม
ในประเด็นการเผชิญหน้า เชคริฎอมองว่าการเผยแพร่ศาสนาในปัจจุบันมักใช้รูปแบบการดีเบตหรือการไลฟ์สดเข้าไปหาถึงตัวบุคคลเพื่อความสะใจหรือประกาศชัยชนะ ซึ่งทำให้ขาดวิจารณญาณและเต็มไปด้วยอารมณ์ความแค้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบังคับให้ตัดผม เพื่อเป็นเงื่อนไขในการเตาบัต (กลับตัว) เชคริฎอยืนยันว่า ในทางวิชาการอิสลามไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว และมองว่าอาจเป็นการนำเอาความเชื่อจากศาสนาอื่นมาปะปน ซึ่งการกระทำนี้จะสร้างบาดแผลที่หายยากในใจของกลุ่ม LGBT
🔻แนะผู้ใหญ่และองค์กรหลักต้องเป็นตัวกลาง
เชคริฎอยอมรับว่าเหตุการณ์ที่บานปลายเนื่องจากเยาวชนขาดที่ปรึกษาที่เป็นนักวิชาการหรือผู้ใหญ่ในพื้นที่
พร้อมทั้งเรียกร้องให้องค์กรหลัก เช่น สำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร หรืออิหม่ามในพื้นที่ เข้ามามีบทบาทในการประนีประนอมและชี้แนะทางออกที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ
สุดท้าย ท่านได้ฝากถึงผู้ที่ยังมีข้อสงสัยในเรื่องหลักการศาสนาที่เกี่ยวกับความเบี่ยงเบนทางเพศ ให้ศึกษาเรียนรู้และปรึกษากับนักวิชาการที่มีความรู้จริง มากกว่าการฟัง "นักเลงคีย์บอร์ด" ในโซเชียลที่เพียงต้องการความสนุกจากเรื่องนี้
โดยย้ำว่าการทำงานเพื่อศาสนาต้องอาศัยความอดทนและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์เป็นสำคัญ