Grow Up News เรื่องราวรอบตัว ข่าวสารรอบโลก

Grow Up Plus ฮิวมัส อาหารเสริมพืชนาโนออแกนิค บรรจุแคปซูล


🌿สำหรับ ฮิวมัส มีประสิทธิกาพในการดูดซับธาตุอาหารและปลดปล่อยธาตุอาหาร
ให้พืชได้นำมาใช้ประโยชน์ ในการเจริญเติบโต การออกดอก การให้ผลผลิต อีกทั้งมีอนุภาคขนาดเล็กที่สามารถช่วยซึมผ่านเข้าไปสู่เนื้อเยื่อของพืชผักผลไม้ ในทุกส่วน ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอพืชเปิดปากรับสารอาหาร ก็สามารถดูดซึมอาหารเสริมพืชนี้ไปใช้ได้ทันที

04/06/2026

สนท.ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1/2569 มอบตำแหน่งกรรมการชุดใหม่ พร้อมเดินหน้าบูรณะอาคารสมาคมอายุ 30 ปี ให้กลับมาสง่างามดังเดิม

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 299 (สี่แยกการเรือน) ถนนราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนท.85 ปี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 1/2569 พร้อมมอบตำแหน่งให้แก่คณะกรรมการบริหารทั้ง 19 ท่าน ตามข้อบังคับของสมาคม

ภายหลังการประชุม นายอนันต์ได้นำคณะกรรมการบริหารเยี่ยมชมอาคารสมาคมและพื้นที่โดยรอบ เพื่อสำรวจสภาพอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่ใช้งานมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยมีแผนเร่งดำเนินการซ่อมแซมและบูรณะในส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม อาทิ ห้องสมุดประชาชน ห้องประชุมสัมมนา ห้องพิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย ตลอดจนสาธารณูปโภคและพื้นที่สำคัญอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

นายอนันต์ กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบันได้รับการส่งมอบงานและเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 และจะดำรงตำแหน่งบริหารงานสมาคมจนถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2572 รวมระยะเวลา 3 ปี
โดยการประชุมครั้งนี้มีคณะกรรมการเข้าร่วมครบทั้ง 19 ท่าน ครบองค์ประชุม

ที่ประชุมได้ร่วมกันเสนอความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนาองค์กรอย่างหลากหลาย โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาสมาคมให้มีความเข้มแข็ง ทันสมัย และสามารถกลับมาเป็นศูนย์กลางของวิชาชีพสื่อมวลชนได้อย่างสง่างามอีกครั้ง พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันโครงการต่าง ๆ เพื่อยกระดับกิจกรรมของสมาคม มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทย พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย และห้องสมุดประชาชนของสมาคมให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกและสาธารณชนอย่างสูงสุด

นายอนันต์ ยังกล่าวด้วยว่า อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แห่งนี้ ก่อสร้างขึ้นในสมัย นายชัยรัตน์ คำนวณ อดีตนายกสมาคมฯ ซึ่งได้ระดมงบประมาณกว่า 20 ล้านบาทในการก่อสร้าง จนเป็นอาคารที่มีความสง่างามและเป็นศูนย์รวมของคนในวงการสื่อมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันอาคารมีอายุประมาณ 30 ปี จึงมีสภาพเสื่อมโทรมตามกาลเวลา คณะกรรมการบริหารชุดใหม่จึงมีความตั้งใจที่จะร่วมกันบูรณะ ซ่อมแซม และพัฒนาอาคารให้กลับมามีความสวยงามและพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพดังเช่นในอดีต

ในโอกาสนี้ คณะกรรมการบริหารได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งและเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ สมาคมฯ ขอขอบคุณ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ขนมปังและอาหารว่างสำหรับคณะกรรมการบริหาร สมาชิก และผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
#สนท85ปี
#มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทย
#พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย
#ห้องสมุดสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
#ประชุมคณะกรรมการบริหาร2569
#ร่วมบูรณะอาคารสมาคม30ปี

สนท.ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1/2569 มอบตำแหน่งกรรมการชุดใหม่ พร้อมเดินหน้าบูรณะอาคารสมาคมอายุ 30 ปี ให้กลับมาสง่า...
04/06/2026

สนท.ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1/2569 มอบตำแหน่งกรรมการชุดใหม่ พร้อมเดินหน้าบูรณะอาคารสมาคมอายุ 30 ปี ให้กลับมาสง่างามดังเดิม

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 299 (สี่แยกการเรือน) ถนนราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนท.85 ปี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 1/2569 พร้อมมอบตำแหน่งให้แก่คณะกรรมการบริหารทั้ง 19 ท่าน ตามข้อบังคับของสมาคม

ภายหลังการประชุม นายอนันต์ได้นำคณะกรรมการบริหารเยี่ยมชมอาคารสมาคมและพื้นที่โดยรอบ เพื่อสำรวจสภาพอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่ใช้งานมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยมีแผนเร่งดำเนินการซ่อมแซมและบูรณะในส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม อาทิ ห้องสมุดประชาชน ห้องประชุมสัมมนา ห้องพิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย ตลอดจนสาธารณูปโภคและพื้นที่สำคัญอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

นายอนันต์ กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบันได้รับการส่งมอบงานและเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 และจะดำรงตำแหน่งบริหารงานสมาคมจนถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2572 รวมระยะเวลา 3 ปี
โดยการประชุมครั้งนี้มีคณะกรรมการเข้าร่วมครบทั้ง 19 ท่าน ครบองค์ประชุม

ที่ประชุมได้ร่วมกันเสนอความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนาองค์กรอย่างหลากหลาย โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาสมาคมให้มีความเข้มแข็ง ทันสมัย และสามารถกลับมาเป็นศูนย์กลางของวิชาชีพสื่อมวลชนได้อย่างสง่างามอีกครั้ง พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันโครงการต่าง ๆ เพื่อยกระดับกิจกรรมของสมาคม มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทย พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย และห้องสมุดประชาชนของสมาคมให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกและสาธารณชนอย่างสูงสุด

นายอนันต์ ยังกล่าวด้วยว่า อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แห่งนี้ ก่อสร้างขึ้นในสมัย นายชัยรัตน์ คำนวณ อดีตนายกสมาคมฯ ซึ่งได้ระดมงบประมาณกว่า 20 ล้านบาทในการก่อสร้าง จนเป็นอาคารที่มีความสง่างามและเป็นศูนย์รวมของคนในวงการสื่อมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันอาคารมีอายุประมาณ 30 ปี จึงมีสภาพเสื่อมโทรมตามกาลเวลา คณะกรรมการบริหารชุดใหม่จึงมีความตั้งใจที่จะร่วมกันบูรณะ ซ่อมแซม และพัฒนาอาคารให้กลับมามีความสวยงามและพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพดังเช่นในอดีต

ในโอกาสนี้ คณะกรรมการบริหารได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งและเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ สมาคมฯ ขอขอบคุณ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ขนมปังและอาหารว่างสำหรับคณะกรรมการบริหาร สมาชิก และผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
#สนท85ปี
#มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทย
#พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย
#ห้องสมุดสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
#ประชุมคณะกรรมการบริหาร2569
#ร่วมบูรณะอาคารสมาคม30ปี

3 มิถุนายน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี🙏🏻ขอพระองค์ทรงพระเจริญย...
03/06/2026

3 มิถุนายน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

🙏🏻ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร พนักงาน บริษัท ซันไชน์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด

02/06/2026

สมาคมกำลังสำรองรักษาดินแดนไทย เปิดฝึกภาคสนามหลักสูตร "ผู้กำกับกำลังสำรองรักษาดินแดน รุ่นที่ 37" เสริมศักยภาพผู้นำภาคประชาชน ร่วมสนับสนุนความมั่นคงชาติ

​เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 พ.อ.พงษ์สัณห์ ดำนิล เสนาธิการกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (เสธ.ร.31 รอ.) ผู้แทนผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ พร้อมด้วย ผู้กำกับกำลังสำรองเอก ณัฏฐ์คเณศ ฉัตรคุปต์ภูวิศ นายกสมาคมกำลังสำรองรักษาดินแดนไทย ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกภาคสนามหลักสูตร "ผู้กำกับกำลังสำรองรักษาดินแดน รุ่นที่ 37" ประจำปี 2569 ณ กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ จังหวัดลพบุรี

หลักสูตรดังกล่าวจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกในความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ชาติในการเตรียมกำลังสำรองเพื่อสนับสนุนและช่วยงานกองทัพ ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม โดยมุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีศักยภาพสูง ได้เข้าใจถึงบทบาทของข้าราชการทหารประจำการ ได้รับความรู้และประสบการณ์วิชาการทหารเบื้องต้น นำไปสู่การพัฒนาบุคลิกภาพ ลักษณะผู้นำ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาประเทศชาติอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของสมาคมฯ ในการพัฒนาศักยภาพกำลังสำรอง และส่งเสริมระเบียบวินัยและความเป็นพลเมืองดี

สำหรับการฝึกภาคสนาม ระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2569 ประกอบด้วยการฝึกบุคคลท่าการรบ การลาดตระเวนและดำรงชีพในป่า การทดสอบกำลังใจกระโดดหอสูง 34 ฟุต โรยตัวหน้าผาสูง การข้ามลำน้ำ การใช้อาวุธ ตลอดจนการชมสาธิตการปฏิบัติการยุทธส่งทางอากาศและการปฏิบัติของหมู่ปืนเล็ก

ผู้กำกับกำลังสำรองเอก ณัฏฐ์คเณศ ฉัตรคุปต์ภูวิศ นายกสมาคมกำลังสำรองรักษาดินแดนไทย เปิดเผยว่า จุดประสงค์หลักของหลักสูตรนี้คือการสร้างศักยภาพความเป็นผู้นำ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมนำความรู้พื้นฐานด้านการทหารไปใช้ในยามที่ชาติบ้านเมืองต้องการ ซึ่งถือเป็นข้อมูลและทักษะเบื้องต้นที่สำคัญยิ่งในการปกป้องประเทศของกำลังสำรอง นอกจากนี้ สมาคมฯ กำลังดำเนินการเพิ่มหลักสูตรระยะสั้นที่เน้นทั้ง Hard Skill และ Soft Skill ซึ่งเหมาะสำหรับการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งในหน่วยงานราชการ เอกชน และเจ้าของกิจการ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อเสริมศักยภาพองค์กรอย่างต่อเนื่อง

ด้าน พ.อ.พงษ์สัณห์ ดำนิล เสธ.ร.31 รอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาคมฯ ให้เป็นผู้รับผิดชอบการฝึกภาคสนามก่อนจบหลักสูตรในครั้งนี้ ทั้งนี้ กำลังสำรองถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการชดเชยวิตฤติของประเทศในกรณีที่กำลังทหารหลักมีไม่เพียงพอ โดยที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้ให้การสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจชายแดนของหน่วย ณ จังหวัดสุรินทร์ จนประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ถือเป็นต้นแบบของการบูรณาการร่วมกันระหว่างกองทัพและภาคประชาชน

​ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมหรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่ สมาคมกำลังสำรองรักษาดินแดนไทย สำนักงานชั้น 2 อาคารสนามยิงปืน หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ถนนพระพิพิธ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 02-062-4191 หรือติดตามข่าวสารได้ทางเพจเฟซบุ๊ก "สมาคมกำลังสำรองรักษาดินแดนไทย"

สนท. จัดสร้างพระพุทธชินราช บูชาประดิษฐาน ณ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นศูนย์รวมจิตใจของ ...
31/05/2026

สนท. จัดสร้างพระพุทธชินราช บูชาประดิษฐาน ณ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นศูนย์รวมจิตใจของ สมาชิกและสื่อมวลชน

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ โรงหล่อเสรีการช่าง ตำบลปากแรต อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะกรรมการบริหารและผู้ร่วมงาน เข้าร่วมพิธีเททองหล่อ พระพุทธชินราช ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว จำนวน 2 องค์ เพื่อจัดสร้างเป็นพระพุทธรูปประจำสมาคม และนำไปประดิษฐาน ณ อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคณะกรรมการบริหาร ที่ปรึกษา สมาชิกสมาคม ตลอดจนผู้ที่เข้ามาติดต่อและร่วมกิจกรรมของสมาคม

ในการนี้ โรงหล่อพระเสรีการช่างได้เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างพระพุทธชินราชดังกล่าว พร้อมนิมนต์ พระปลัดประทุม สีลปทุโม เจ้าอาวาสวัดโคกหม้อ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี มาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีเททองหล่อพระพุทธรูป ทั้งนี้ มีคณะกรรมการและผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธี อาทิ: คุณจรุงพันธุ์ ก่อเกียรติตระกูล, คุณสุพัตรา สมถวนิช, ดร.ปัณฑิพาณ์ ธาราภิบาล, คุณศุกล สิทธินนกุล, คุณกฤษติน นิลมานนท์, คุณขจรศักดิ์ จิรรัตน์จรัสธร พร้อมด้วย “น้องปันปัน” และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมประกอบพิธีอันเป็นมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน

นายอนันต์ นิลมานนท์ กล่าวว่า “สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 และในปี 2569 นี้ นับเป็นวาระครบรอบ 85 ปีแห่งการก่อตั้งสมาคม ประกอบกับตนได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จึงมีแนวคิดจัดสร้างพระพุทธชินราชขึ้นเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคณะกรรมการบริหาร ที่ปรึกษา และสมาชิกสมาคม”

นายอนันต์กล่าวเพิ่มเติมว่า “คณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบันจะปฏิบัติหน้าที่บริหารองค์กรตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2572 รวมระยะเวลา 3 ปี จึงเห็นสมควรที่จะจัดสร้างพระพุทธรูปอันเป็นมงคลไว้ประจำสมาคม เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธา สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของ “ชาว สนท.” ในการร่วมกันพัฒนาองค์กรให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงสืบไป”

ทั้งนี้ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กำหนดจัดการประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1/2569 ในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ ห้องเอื้องหลวง ชั้น 2 อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อแถลงนโยบายและกำหนดแนวทางการบริหารงานของสมาคมในวาระใหม่ต่อไป./

#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์(สนท.85ปี)
#มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทย
#พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย

พลังมวลชน "บางนา-วัดศรีเอี่ยม" ลุกฮือ! ชูป้ายค้านคอนโด 33 ชั้น หน้าศาลาว่าการ กทม.  ชี้ EIA ไม่ผ่าน 2 รอบ หวั่นกระทบชุมช...
25/05/2026

พลังมวลชน "บางนา-วัดศรีเอี่ยม" ลุกฮือ! ชูป้ายค้านคอนโด 33 ชั้น หน้าศาลาว่าการ กทม. ชี้ EIA ไม่ผ่าน 2 รอบ หวั่นกระทบชุมชน-ศาสนสถาน แต่โครงการยังยื่นพิจารณาซ้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่หน้าอาคาร 1 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ในช่วงบ่ายวันที่ 25 พ.ค.69 บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด เมื่อกลุ่มตัวแทนประชาชนชาวบางนา ชุมชนโดยรอบวัดศรีเอี่ยม และผู้แทนโรงเรียนในพื้นที่ ได้เดินทางมารวมตัวกันชูป้ายประท้วง เพื่อแสดงพลังคัดค้านกรณีที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ (คชก.กทม.) จะมีการประชุมพิจารณารายงาน EIA โครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ดัง ซึ่งเป็นอาคารสูงขนาดใหญ่ถึง 33 ชั้น จำนวน 396 ห้อง

กลุ่มผู้คัดค้านเปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวตั้งอยู่ประชิดกับเขตพื้นที่วัดศรีเอี่ยม โดยมีเพียงถนนซอยกว้าง 6 เมตรคั่นกลางเท่านั้น ซึ่งหากปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารสูง 33 ชั้นขึ้นมา จะสร้างความเดือดร้อนและผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อศาสนสถาน โรงเรียน และวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเรื่องมลพิษทางเสียง ฝุ่นละออง PM 2.5 ระหว่างก่อสร้าง ปัญหาการจราจรในซอยแคบ ตลอดจนการบดบังแสงแดดและทิศทางลม

ที่ผ่านมา โครงการนี้เคยจัดให้มีการสำรวจความคิดเห็นและกระบวนการส่วนร่วมของประชาชนมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ผลปรากฏว่า "ไม่ผ่าน" ทั้ง 2 ครั้งเนื่องจากประชาชนในพื้นที่ประสานเสียงคัดค้านอย่างเป็นเอกฉันท์ และรายงาน EIA ก็เคยถูกตีตกไปแล้วถึง 2 รอบ อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทผู้พัฒนาที่ดินยักษ์ใหญ่กลับไม่ได้นำข้อเสนอแนะของชาวบ้านที่เคยขอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตึกสูง 33 ชั้น จำนวน 396 ห้อง ไปพิจารณา แต่ยังคงเดินหน้ายื่นเรื่องให้ คชก.กทม. พิจารณาซ้ำในวันนี้

ภายหลังการประชุม แหล่งข่าวที่เข้าร่วมประชุมเปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการ คชก.กทม. มีมติรับฟังข้อห่วงกังวลและข้อมูลความเดือดร้อนจากทางฝั่งวัด โรงเรียนและชุมชนไว้ทั้งหมด แต่ยังไม่มีการพิจารณาหรือลงมติว่าจะอนุมัติให้ "ผ่าน" หรือ "ไม่ผ่าน" รายงาน EIA ในวันนี้ เพื่อนำข้อมูลความเดือดร้อนที่ได้รับฟังไปพิจารณาอย่างรัดกุมที่สุด และตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ทั้งนี้ ทางกลุ่มผู้รับผลกระทบยืนยันว่า จะไม่ยอมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพวกเราเด็ดขาด ที่ผ่านมาอยากให้ทางโครงการพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน แต่ถ้าเกิดยังดันทุรังจะสร้างคอนโด 33 ชั้น มาบดบังทัศนียภาพ บดบังกระแสลม พวกเราจะไม่ยอม และจะต่อสู้จนถึงที่สุดให้ยกเลิกโครงการนี้ ซึ่งหากยังไม่รับฟัง และ มีมติปล่อยผ่านรายงาน EIA ฉบับนี้ พวกเราก็พร้อมที่จะเดินหน้ายกระดับการเคลื่อนไหวให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

 #ข่าวดีคอทุเรียน! 📣 ปักหมุดรอเลย สวนไฮฮิลล์ฟาร์ม บ้านรักไทย เปิดสวนให้ ชิม ช้อป ชม ทุเรียนเกรดพรีเมี่ยม "หลง-หลิน ลับแล...
22/05/2026

#ข่าวดีคอทุเรียน! 📣 ปักหมุดรอเลย สวนไฮฮิลล์ฟาร์ม บ้านรักไทย เปิดสวนให้ ชิม ช้อป ชม ทุเรียนเกรดพรีเมี่ยม "หลง-หลิน ลับแล" ส่งตรงจากต้น เนื้อละเอียด ไส้ไม่ซึม หวานอร่อยฟิน ๆ
​🗓️ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นี้ ได้รับเกียรติจาก นายกิตติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก มาเป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ
​🔥 ไฮไลท์เด็ด: บุฟเฟ่ต์ทุเรียนลับแล 100% 🔥
กินได้ไม่อั้น 2 ชั่วโมงเต็มอิ่ม! กับทุเรียนหลงลับแล รสชาติหอม มัน อร่อยแท้จากสวน
​วันเวลา: เปิดบริการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (เวลา 11.00 - 13.00 น.)
​ราคาหน้าร้าน: ท่านละ 499 บาท
​ราคาจองล่วงหน้า: ลดเหลือท่านละ 450 บาท เท่านั้น!
​📍 พิกัด: ไฮฮิลส์ ฟาร์ม บ้านรักไทย ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก
📞 สนใจจองล่วงหน้า/สั่งซื้อโดยตรง:
​คุณอัง โทร. 095-919-5346
​Line ID: 095-919-5346 หรือ 063-014-9000
​ #ทุเรียนหลงลับแล #บุฟเฟ่ต์ทุเรียน #ไฮฮิลล์ฟาร์ม #บ้านรักไทย #เนินมะปราง #พิษณุโลก #เที่ยวพิษณุโลก

"ซุปเปรี้ยวไขหลี่" โดดเด่นบนเวทีประชุมสุดยอดแบรนด์โลก ตอกย้ำศักยภาพทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของเขตเฉียนตงหนานในงานประชุมสุด...
19/05/2026

"ซุปเปรี้ยวไขหลี่" โดดเด่นบนเวทีประชุมสุดยอดแบรนด์โลก ตอกย้ำศักยภาพทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของเขตเฉียนตงหนาน

ในงานประชุมสุดยอดแบรนด์โลกโม่กานซาน ประจำปี 2569 (2026 World Brand Moganshan Summit) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน ในมณฑลกุ้ยโจว ได้นำเสนออาหารขึ้นชื่อประจำท้องถิ่น "ซุปเปรี้ยวไขหลี่" (Kaili sour soup) เพื่อเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม และนำเสนอศักยภาพทางธุรกิจของภูมิภาคต่อบรรดานักลงทุนและผู้เข้าร่วมงานจากทั่วประเทศจีน

"ไม่ได้กินซุปเปรี้ยวแค่สามวัน เราก็แทบจะเดินไม่ไหวแล้ว" หยาง อวี้ฟาง รองผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน กล่าวภายในงาน เพื่อสะท้อนถึงความนิยมและความผูกพันอันลึกซึ้งที่ผู้คนในท้องถิ่นมีต่อซุปเปรี้ยวไขหลี่

ซุปเปรี้ยวไขหลี่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในอาหารเอกลักษณ์สำคัญของมณฑลกุ้ยโจว อีกทั้งยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมอาหารอันโดดเด่นของชนชาติเหมียวและชนชาติต้งที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันกีฬาพื้นบ้านของมณฑลกุ้ยโจวได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอล Village Super League และการแข่งขันบาสเกตบอล Village Basketball Association ซึ่งกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ซุปเปรี้ยวไขหลี่ได้รับความสนใจในวงกว้าง และกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อที่นักท่องเที่ยวต่างต้องลิ้มลองเมื่อเดินทางเยือนกุ้ยโจว ทั้งนี้ รองผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์ฯ เปิดเผยว่า ห่วงโซ่อุตสาหกรรมซุปเปรี้ยวของเขตเฉียนตงหนานมีมูลค่าผลผลิตรวมสูงถึง 8.154 พันล้านหยวนในปี 2568

นอกจากนี้ ระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของเขตเฉียนตงหนานยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยว โดยพื้นที่ป่าไม้มีสัดส่วนครอบคลุมมากกว่า 70% ขณะที่คุณภาพน้ำได้รับการจัดให้อยู่ในแถวหน้าของประเทศจีนในระดับเขตปกครอง อีกทั้งยังมีแม่น้ำและลำธารมากกว่า 2,900 สาย ประกอบกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งล้วนเอื้อต่อกระบวนการหมักตามธรรมชาติ อันเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตซุปเปรี้ยวไขหลี่คุณภาพสูง

นอกเหนือจากจุดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติแล้ว การได้รับการยอมรับในระดับวัฒนธรรมยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยว โดยซุปเปรี้ยวไขหลี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับชาติของจีน ขณะที่เมืองไขหลี่ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งซุปเปรี้ยว" นอกจากนี้ เทคนิคการปรุง "ซุปปลาเปรี้ยวไขหลี่" แบบดั้งเดิม ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีนอีกด้วย

ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม เขตเฉียนตงหนานได้วางระบบสนับสนุนอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การคมนาคมขนส่ง วัตถุดิบ การผลิต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนมาตรการสนับสนุนด้านนโยบาย ปัจจุบัน เขตเฉียนตงหนานมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยวรวม 60 แห่ง และสายการผลิต 117 สาย มีกำลังการผลิตต่อปีมากกว่า 290,000 ตัน ขณะเดียวกัน บริษัทชั้นนำหลายแห่ง อาทิ ไห่เทียน (Haitian) นิวโฮป (New Hope) และกว่างตง อะกรีบิสซิเนส (Guangdong Agribusiness) ต่างแสดงความสนใจในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับภูมิภาคแห่งนี้

ภายในงานประชุมสุดยอดครั้งนี้ เขตเฉียนตงหนานยังได้ประกาศโครงการเงินอุดหนุนมูลค่า 2 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการขยายตลาดผ่านเครือข่ายร้านอาหาร แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และการจัดแสดงนิทรรศการต่าง ๆ พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัวโครงการลงทุนสำคัญ 3 โครงการ ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาร้านอาหารซุปเปรี้ยว ระบบสายการผลิตอัจฉริยะ และประสบการณ์ผู้บริโภครูปแบบใหม่ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนตามแผนรวมกว่า 180 ล้านหยวน

การประชุมสุดยอดครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ซุปเปรี้ยวไขหลี่เข้าถึงตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทและอิทธิพลของอุตสาหกรรมอาหารเฉพาะถิ่น ตลอดจนยกระดับทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเขตเฉียนตงหนานให้มีความโดดเด่นและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ที่มา: สำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว

2C2P เผยรายงานเจาะลึกอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัวก้าวกระโดดสะท้อนเอสเอ็มอีไทยตื่นตัว รับเทรนด์ชำระเงินดิจิทัลทูซีทูพี บาย แ...
18/05/2026

2C2P เผยรายงานเจาะลึกอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัวก้าวกระโดด
สะท้อนเอสเอ็มอีไทยตื่นตัว รับเทรนด์ชำระเงินดิจิทัล

ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) ผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทในเครือของแอนทอม (Antom) เผยรายงานล่าสุดจาก IDC บริษัทวิจัยข้อมูลตลาดชั้นนำ ภายใต้หัวข้อ “How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential” ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเดินหน้าเติบโตอย่างร้อนแรง โดยคาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 85.4% แตะมูลค่า 9.38 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 2.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 หรือเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 13.2% ในช่วงปี 2567–2572 ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนก้าวขึ้นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย

นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) กล่าวว่า “ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรองรับพฤติกรรมการชำระเงินที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 2C2P by Antom ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มุ่งพัฒนาโซลูชันการชำระเงิน พร้อมส่งมอบองค์ความรู้เพื่อเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจทุกขนาดได้สามารถบริหารจัดการระบบการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากกว่า 50% ในหลายประเทศหลัก และการจ้างงานที่คิดเป็น 64.6% ของกำลังแรงงานทั้งหมด[1] อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัว สู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับ ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว”

“ความซับซ้อนของระบบการชำระเงินในแต่ละประเทศยังถือเป็นอีกประเด็นหลักที่กำลังกลายเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายการเติบโตในระดับภูมิภาค ซึ่งภาคธุรกิจต้องการโซลูชันที่จะเข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการเงินง่ายขึ้น รองรับรูปแบบการชำระเงินที่มีความหลากหลายในแต่ละตลาด และเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งปัจจุบัน แพลตฟอร์มการชำระเงินระดับองค์กร ของ 2C2P by Antom สามารถทำให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเชื่อมต่อระบบผ่าน Single API เดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการชำระเงิน ปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และก้าวสู่การเติบโตอย่างเต็มศักยภาพในเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” นายวรฉัตร กล่าวเพิ่มเติม

รายงานจาก IDC ยังเผยอีกว่า การชำระเงินดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 97% ของธุรกรรมทั้งหมดภายในปี 2572 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 89% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของระบบการ ชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) และกระเป๋าเงินดิจิทัล (Mobile Wallet) โดยเฉพาะในตลาดสำคัญ อย่าง อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม

ทั้งนี้ ระบบการชำระเงินภายในประเทศคาดว่าจะเติบโตถึง 104% แตะมูลค่า 2.98 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 9.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 ก้าวขึ้นแซงหน้าการชำระเงินผ่าน บัตรเครดิต-เดบิต และกลายเป็นช่องทางการชำระเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กระเป๋าเงินดิจิทัล มีแนวโน้มขยายตัว 107% แตะ 2.56 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 7.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) และในด้านบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ยังถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 174% มีมูลค่าตลาดแตะ 6.11 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572

ข้อมูลของธนาคารโลก ยังระบุว่า ประชากรกว่า 56% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการ บัตรเครดิต-เดบิต ส่งผลให้ดิจิทัลเพย์เมนต์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการ ทางการเงิน และช่วยเติมเต็มช่องว่างของโครงสร้างพื้นฐานระบบธนาคารแบบดั้งเดิมในหลายประเทศทั่วภูมิภาค

รายงานฉบับนี้ยังได้เผยอินไซต์เกี่ยวกับกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 58% ของตลาดอีคอมเมิร์ซ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2572 โดยการศึกษาครั้งนี้ได้สำรวจกลุ่มเอสเอ็มอี จำนวน 600 ราย ใน 6 ประเทศทั่วภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อศึกษา ทั้งในประเด็นที่ธุรกิจให้ความสำคัญ การนำดิจิทัลเพย์เมนต์มาปรับใช้ ตลอดจนความพร้อมในการรองรับ เทรนด์การชำระเงินรูปแบบใหม่

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มเอสเอ็มอีกว่า 66% ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีการจำหน่ายสินค้าและบริการ ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกว่า 1 ใน 3 ยังคงพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลัก ในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ 63% มองว่าระบบการชำระเงินที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ และจำเป็น ต้องได้รับการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนของระบบ ความกังวลด้านการฉ้อโกง ค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัด ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีของ SME ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าเอสเอ็มอีไทยหันมาใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ การค้าข้ามพรมแดน และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มเอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการขยายตลาดและการพัฒนาโซลูชันด้านการชำระเงินในสัดส่วนเท่ากันที่ 31% ตามมาด้วยการบริหารจัดการทางการเงินที่ 25%

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดย 36% ระบุว่าค่าธรรมเนียม ที่อยู่ในระดับสูงเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่ 28% กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง และอีก 28% มองว่า การเชื่อมต่อระบบยังมีความซับซ้อน

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจะมีเอสเอ็มอีเพียง 49% ที่ดำเนินธุรกิจการค้าข้ามพรมแดน แต่มากกว่า 3 ใน 4 มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า โดย IDC ประเมินว่า หากเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้น จะสามารถสร้างมูลค่าการขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 6.73 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572

หมายเหตุ:

สามารถดูข้อสรุปข้อมูลเชิงลึกของแต่ละประเทศเพิ่มเติมได้ในภาคผนวก และศึกษารายงานฉบับเต็มได้ที่
How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential

คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ 32.35 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” รุ่นที่ 1วันจันทร์ที่ 1...
18/05/2026

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” รุ่นที่ 1

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 พันตำรวจโทประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” รุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ก่อตั้งศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง กล่าวต้อนรับผู้เข้ารับการฝึกอบรม พร้อมทั้งนายสมรัตน์ เข็มศิริ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางชลบุรี นางสุกฤตา เพชรหนองชุม ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงชลบุรี นายพัศพงศ์ ใจคล่องแคล่ว ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษพัทยา นางสาววริศรา ศิริสุทธิเดชา ผู้อำนวยการกองพัฒนาพฤตินิสัย นางสาวพรรณอร กิจพิทักษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสวัสดิการและสงเคราะห์ผู้ต้องขัง และเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ เข้าร่วมพิธีเปิด โดยมีเจ้าหน้าที่จากเรือนจำ/ทัณฑสถาน เขต 1-5 และเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 72 คน ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี

ในการฝึกอบรมนี้ เป็นการสืบสานต่อยอดศูนย์การเรียนรู้โครงการพระราชทานฯ และพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะในการทำการเกษตรตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อสร้าง “ครูพาทำ”

ประวุธ วงศ์สีนิล กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญกับการน้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง โดยเฉพาะการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเกษตรและการพึ่งพาตนเอง เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถนำความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษ และดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคง

ทั้งนี้ การฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าว ยังถือเป็นการสืบสานและต่อยอดศูนย์การเรียนรู้โครงการพระราชทานฯ ผ่านการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้เป็น “ครูพาทำ” ที่มีทั้งความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเชิงปฏิบัติ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกสิกรรมธรรมชาติไปสู่ผู้ต้องขังได้อย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ต้องขัง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่อยู่

นนทรี
Bangkok
10120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Grow Up Newsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์