09/10/2025
เนื่องในวันนี้ครบรอบ 30 ปี แห่งอสัญกรรมของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช 9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ศูนย์ข้อมูลมติชนขอนำเสนอบทความรำลึก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์และแง่มุมในชีวิตของ”อาจารย์หม่อม”ที่มีชีวิตโลดโผนในประวัติศาสตร์การเมือง สังคม และวัฒนธรรมไทยคนหนึ่ง ในมุมหนึ่งเมื่อมีคนรัก ย่อมมีคนชัง เพราะคนทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่ถูกจดจำ บอกเล่า พูดถึง ผ่านแง่มุมที่ต่างกันไป
สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงวิชาการ สนใจความเป็นไปและความเคลื่อนไหวในสังคมไทย ย่อมจะต้องรู้จักชื่อของปัญญาชน 2 บุคคลสำคัญ ได้แก่ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช และ ส.ศิวรักษ์ (สุลักษณ์ ศิวรักษ์) เป็นอย่างดี
ปฏิเสธเสียไม่ได้ว่าทั้ง 2 นั้น เป็นกำลังและขุมทรัพย์ทางปัญญาให้แก่สังคมไทยที่สำคัญของยุคสมัย ดังประจักษ์ในงานเขียนและทัศนะที่ทั้ง 2 ได้ฝากไว้ให้กับสังคมไทย ซึ่งล้วนมีคุณประโยชน์ และเป็นเครื่องตักเตือนต่อความเปลี่ยนแปลงที่สังคมไทยไม่ใช่น้อย
และสำหรับ ผู้ที่ติดตามแวดวงวิชาการอย่างใกล้ชิด คงจะทราบอีกว่าความสัมพันธ์ระหว่างส.ศิวรักษ์ กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นั้น ไม่ค่อยสู้ดีหรือราบรื่นเท่าไรนัก บ่อยครั้งที่ ส.ศิวรักษ์ วิพากษ์วิจารณ์ผลงานของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ อย่างรุนแรง เช่น ที่มาที่ไปของนวนิยายเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ผลงานการประพันธ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ที่ ส.ศิวรักษ์ วิจารณ์ว่าถึงที่มาว่าได้มาจากการ “ครูพักลักจำ” เสียมาก ทั้งยังกล่าววิจารณ์อีกว่านวนิยายเรื่องนี้ ชู “ราชาธิปไตย” เป็นสำคัญ ขณะเดียวกัน ก็ต่อต้านประชาธิปไตยอย่างแนบเนียน เพราะนำเสนอเรื่องประวัติศาสตร์สังคมผ่านแง่มุมของคนชั้นสูงเป็นหลัก
การวิพากษ์วิจารณ์นั้นลุกลามไปจนถึงเรื่องอุปนิสัยรักสุนัขของคุณคึกฤทธิ์ ว่าเกิดจากนิสัย “ขี้เหงา” เพราะสุนัขเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่รักนายที่สุด และ เข้าใจนายได้มากที่สุด ส.ศิวรักษ์ถึงขั้นเขียนกลอนในเชิงบริภาษติเตียน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ในหัวเรื่อง “แด่สีหมอก” (ชื่อสุนัขของคุณคึกฤทธิ์) ลง ในวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ของตน ช่วงหนึ่งของวรรคกลอน ส.ศิวรักษ์ได้บรรยายถึงความขี้เหงาของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์นี้ไว้ว่า “... พูดที่ไหนคนแน่นแฟนมาฟัง เขียนอะไรคนสั่งซื้อเป็นแสน เล่นอะไรคนดูไม่ขาดแคลน ที่ขัดแค้นคือกูอยู่เดียวดาย”
ความสัมพันธ์ระหว่าง ส.ศิวรักษ์ กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จึงเป็นไปในลักษณะ ที่ ส.ศิวรักษ์ เห็นดังนี้
"ม.ร.ว. คึกฤทธิ์มีคุณอนันต์ แต่ก็มีโทษมหันต์เช่นกัน อันบุคคลคนหนึ่งนั้น ย่อมมีดีมีชั่วระคนปนกันไป แม้นักการเมืองที่เข้ามากินเมืองกันทุกยุคทุกสมัย ก็ทิ้งรอยความดีไว้ให้แทบทุกคน ข้อสำคัญที่เราจะวินิจฉัยว่าใครดีเลวเพียงใด เราต้องพิจารณาดูว่า คนๆนั้นมีความสามารถเป็นพื้นเดิมอยู่เพียงไหนด้วยเขาคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตัวเพียงใดหรือไม่ และในประการสุดท้าย เขายึดหลักอุดมการณ์มั่นคงเพียงใด
สำหรับคนที่มีปัญญาทราม ได้รับการศึกษามาเลว ย่อมควรได้รับความเห็นใจมากกว่าคนฉลาดที่มีโอกาสและสิ่งแวดล้อมเหนือกว่า” (อย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์)
ซึ่งส่งผลให้ในทัศนะของอริตลอดกาลอย่าง ส.ศิวรักษ์ ม.ร.ว คึกฤทธิ์ที่มีชาติตระกูลและการศึกษาดีนั้นไม่สมควรจะได้รับการเห็นอกเห็นใจทางการเมืองเสียเท่าไร
กระนั้น มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ ในห้วงเวลาสำคัญที่จำต้องจากกัน ส.ศิวรักษ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม 2538 ความว่า “
… ม.ร.ว คึกฤทธิ์เป็นผู้มีความสามารถมากที่สุดในสังคมไทย เขียนหนังสืออ่านง่าย ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย อ่านสนุก เพลิน แม้จะมีอารมณ์ศิลปินอยู่บ้าง แต่ลึกๆ ก็ไม่เคยผูกพยาบาทหรือจองเวรใคร ให้อภัยในระยะยาว ในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ เพื่อนร่วมชาติ เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้จากไปแล้ว ก็หวังให้ไปสู่สุคติภพ”
เครดิต ภาพวาดการ์ตูน : ภาพวาดม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดย ประยูร จรรยาวงศ์ ,ภาพวาด ส.ศิวรักษ์ จากปกหนังสือ ลอดลายผ้าม่วง (ส.ศิวรักษ์) สำนักพิมพ์ : มูลนิธิเสถียรโฏเศศ-นาคะประทีป
อ้างอิง
สุลักษณ์ ศิวรักษ์. คึกฤทธิยาลัย. กรุงเทพฯ : ส่องศยาม, 2539.
“เสียงจากคนอยู่หลังอาลัยเสาหลัก “คึกฤทธิ์”, (วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2538), มติชน
#30ปี #คึกฤทธิ์ปราโมช #มรณกรรม #สุลักษณ์ศิวรักษ์ #ศูนย์ข้อมูลมติชน