Mati Insight "Mati Insight" เพจรวมคอนเทนต์อินโฟกราฟฟิกที่น่ารู้น่าสนใจจากสื่อในเครือมติชน จำกัด (มหาชน)
(1)

…  สมัยเมื่อประเทศกัมพูชาเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น ได้มีผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาหนีตายเข้ามาในอาณาเขตประเทศไทยตามชายแดนมากมาย ส...
27/10/2025

… สมัยเมื่อประเทศกัมพูชาเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น ได้มีผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาหนีตายเข้ามาในอาณาเขตประเทศไทยตามชายแดนมากมาย ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นจำนวนนับหมื่นๆ คนได้ทะลักเข้ามาในเขตจังหวัดตราด สุดวิสัยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะรับมือได้

ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงได้ร้องขอความช่วยเหลือมาทางสภากาชาดไทย เมื่อความทราบฝ่ายละอองธุลี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย พระองค์ท่านได้เสด็จฯไปทอดพระเนตรสถานการณ์ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2522

สภาพที่ได้ทอดพระเนตรเห็น ทำให้เกิดความสลดพระทัยเป็นอย่างยิ่งสุดที่จะทรงเพิกเฉยอยู่ได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งศูนย์สภากาชาดไทยขึ้นที่นั่น ซึ่งได้เป็นที่อาศัยพึ่งพิงของผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาอยู่เป็นเวลานาน

พระราชกรณียกิจครั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติไปด้วยน้ำพระทัยเมตตา หาได้ทรงคำนึงถึงผลตอบแทนแต่อย่างใดไม่ ต่อมาเมื่อประเทศต่างๆได้ทราบถึงเรื่องนี้ ก็พากันชื่นชมในน้ำพระทัยของพระองค์ท่าน เป็นผลให้ทรงได้รับการถวายรางวัลด้านมนุษยธรรมหลายครั้งด้วยกัน

ในภาพหนึ่ง จะเห็นความห่วงใยที่ทรงมีต่อเด็กๆ มีพระราชเสาวนีย์ให้ช่วยชงนมให้เด็กๆกิน เนื่องจากมีเด็กอ่อนและเด็กเล็กๆ ที่หิวโหยมากมาย ทรงควบคุมการชงนมด้วยพระองค์เอง

(ที่มา : หนังสือเคียงราษฎร์ จัดทำโดย นางสนองพระโอษฐ์ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กองเลขาณุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนารถ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กองศิลปาชีพ อาสาสมัครผู้มาปฏิบัติงานต่างๆถวาย )

ทำไม SME ไทยบางรายถึง “บุกตลาดจีน” ได้เร็วกว่าคนอื่น?แล้วเมือง เซินเจิ้น Silicon Valley แห่งเอเชียจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเ...
15/10/2025

ทำไม SME ไทยบางรายถึง “บุกตลาดจีน” ได้เร็วกว่าคนอื่น?
แล้วเมือง เซินเจิ้น Silicon Valley แห่งเอเชีย
จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตและสร้าง Connection ใหม่ได้อย่างไร? 🇨🇳
เครือมติชน ชวนเจ้าของธุรกิจ SMEs และผู้ที่สนใจ มาร่วม SMEs Business Trip แห่งปี
SME เซินเจิ้น Experience & Connect
Shortcut บุกตลาดจีน : 2–5 ธ.ค. 2568

(หมายเหตุ : เนื่องจากต้นฉบับเต็มภาพมีเนื้อหารุนแรง ทางศูนย์ข้อมูลมติชนจึงขอนำเสนอภาพเพียงบางส่วนจากต้นฉบับภาพซึ่งทางศูนย...
14/10/2025

(หมายเหตุ : เนื่องจากต้นฉบับเต็มภาพมีเนื้อหารุนแรง ทางศูนย์ข้อมูลมติชนจึงขอนำเสนอภาพเพียงบางส่วนจากต้นฉบับภาพซึ่งทางศูนย์ข้อมูลเก็บรักษาไว้)

เมื่อ 14 ตุลา 2516 กลายเป็น “หมุดหมาย” สำคัญทางการเมืองไทย เสียงของผู้ประท้วงและความไม่พอใจต่อรัฐบาลจึงมักจะยึดถือวันดังกล่าว ส่งเสียงแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลอยู่เสมอ วันที่ 14 ตุลา 2516 จึงมีความหมายมากกว่าตัวมันเอง เพราะยังกลายเป็น “วันสำคัญ” หรือ “วันแห่งสัญลักษณ์” ของการเมืองไทยที่ส่งผลต่อวันที่ 14 ตุลาของปีอื่นๆ หลังจากนั้นอีกด้วย

เช่นเดียวกับวันที่ 14 ตุลาคม 2533 นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมตัวกันกันประท้วงอยู่หน้ามหาวิทยาลัยอยู่หลายวัน เรียกร้องให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออก มิฉะนั้น พวกตนจะทั้ง 9 คนจะเผาตัวตาย ได้เริ่มเคลื่อนไหวและเรียกร้องอีกครั้ง โดยในเวลาประมาณเที่ยงวัน นายธนาวุธ คลิงเชื้อ หัว นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในชุดนุ่งขาวห่มขาวและโกน 1 ใน 9 ของนักศึกษาที่ประกาศจะเผาตัวเองประท้วงได้ขึ้นเวทีพูดปลุกระดมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
เมื่อถูกสบประมาทว่าไม่กล้าเผาตัวเองหนักเข้า นายธนาวุธ วัย 20 ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งยังคงอภิปรายอยู่บนเวทีได้ตะโกนขึ้นว่า “เผาจริงๆแล้ว” และนำขวดบรรจุน้ำมันเบนซินขี้นราดตัวบริเวณไหล่ทั้งสองข้าง ทำให้น้ำมันไหลชุ่มโชกไปตามเสื้อผ้า จากนั้นได้จุดไฟแช็กเผาตัวเองในทันที สร้างความตกตะลึงพรึงเพริดให้กับนักศึกษาและประชาชนที่ยืนดูอยู่ประมาณ 800 – 900 คนโดยประมาณ
ร่างที่ไฟลุกท่วมของนายธนาวุธ สร้างความตกใจให้แก่ฝูงชนที่รายล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก 1 ในเพื่อนและผู้ร่วมประท้วงของนายธนาวุธ คือ นายเอกสิทธิ์ ศรีลาภรักษา จึงรีบเข้าทำการช่วยเหลือโดยถอดชุดขาวที่ตนเองสวมใส่ออกมาตบไฟตามเนื้อตัวของนายธนาวุธเพื่อหวังว่าไฟจะดับจนตัวนายเอกสิทธิ์เหลือแต่กางเกงในตัวเดียวและได้รับบาดเจ็บไฟลวกที่ขาไปด้วย ก่อนที่นายธนาวุธจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อเร่งหาทางรักษา และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
เมื่อเหตุการณ์เผาตัวนั้นสำแดงขึ้น ประชาชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงจึงเริ่มหลั่งไหลมาในบริเวณพื้นที่เพื่อร่วมสังเกตการณ์เป็นจำนวนมากขึ้น พร้อมๆกับการอภิปรายโจมตีรัฐบาลของกลุ่มนักศึกษาที่ยังดำเนินต่อไป ทั้งยังชวนเชิญให้ผู้เข้าร่วมฟังอภิปรายเดินทางไปหน้าทำเนียบรัฐบาลซึ่งมีพรรคพวกของกลุ่มนักศึกษารออยู่ก่อนแล้วหลายสิบคน โดยการขึ้นรถเมล์สาย 99 ปรากฎว่ามีผู้เดินทางไปด้วยประมาณ 50 คน นอกจากนั้นยังมีผู้สนใจเหตุการณ์ว่าจะมีการเผาตัวตายอีกหรือไม่ เดินทางเพื่อตามไปดูอีกจำนวนหนึ่ง
เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้ชุมนุมมาสมทบประมาณ 150 คน ส่วนด้านนักศึกษา 6 ใน 9 ที่ประกาศจะเผาตัวตาย ได้ประกาศขีดเส้นตายว่าถ้ารัฐบาลไม่ลาออกเวลา 17.30 น. จะเผาตัวตายทั้งหมด นายวันชัย ชูวงศ์ หนึ่งในนักศึกษาที่ยืนยันจะเผาตัวตายได้กล่าวว่า “การเผาตัวเองในวันนี้ เพราะตรงกับวันที่ 14 ตุลาคม เพื่อยันยืนเจตนารมณ์ขับไล่รัฐบาลคอร์รัปชั่น”
แม้เลขาธิการทั่วไปสภาประชาธิปไตยแห่งชาติ จะเดินทางเข้าพบกลุ่มนักศึกษาที่เผาตัวตายบริเวณหน้าทำเนียบ เพื่อขอให้กลุ่มนักศึกษาผู้ประท้วงยุติการเผาตัวตาย เพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หากทำเช่นนั้นจะส่งผลร้ายต่อประเทศมากกว่าผลดี แต่ทางกลุ่มนักศึกษายังคงยืนกรานที่จะเผาตัวตายต่อไป
เวลาล่วงเลยออกไป ขณะที่ทางกลุ่มนักศึกษาผู้ประท้วงมีผู้เดินทางมาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีกำลังราว 300 คน พร้อมกับนำคัตเอาต์ขนาดใหญ่ พร้อมข้อความบนป้ายเขียนว่า “แด่วีรชนเดือนตุลาฯ” มาตั้งพิงกำแพงทำเนียบรัฐบาล จนส่งผลให้รั้วกำแพงทำเนียบเกิดความเสียหาย ทางตำรวจได้เร่งสนธิกำลังเข้ามาในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยนำกำลังเจ้าหน้าที่จาก สน.ดินแดง ดุสิต และพญาไท รวมถึงตำรวจจากหน่วยปฏิบัติพิเศษ และ ดับเพลิง ประมาณ 200 นาย เข้าตรึงกำลังบริเวณหน้าทำเนียบ
ล่วงเลยจนถึงเวลา 18.45 โดยประมาณ เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุม สืบเนื่องจากทางผู้ประท้วงประกาศว่าจะเผาตัวอีกครั้งในเวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตัดสินใจใช้ยุทธวิธีโอบล้อมและบีบขนาบผู้ชุมนุมจาก 2 ทิศทาง ผลลัพธ์ที่ได้ คือ สามารถสลายม็อบลงในเวลาเพียง 10 นาที ทั้งยังสามารถจับผู้ชุมนุมระดับแกนนำและนักศึกษาทั้ง 6 คนที่ประกาศว่าจะเผาตัวไว้ได้ทั้งหมด ผลการจากรื้อค้นเวทีชุมนุมทำให้พบว่ามีนักศึกษา 2 ถึง 3 คนที่เข้าร่วมชุมนุมนอนเมาสุราขนาดหนักอยู่ในบริเวณที่ชุมนุมด้วย ขณะที่กลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนมากสามารถหลบหนีออกไปได้ทางวัดเบญจมบพิตร ราว 200 – 300 คน
และแล้วควันไฟของการประท้วงก็ได้ผ่านไป ผู้ประท้วงที่ถูกจับกุมประมาณ 19 คนได้ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลตำรวจโดยไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ พร้อมกันนั้น ทางตำรวจได้เตรียมห้องพักและจิตแพทย์ไว้อย่างพร้อมเพรียง พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า “การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาที่อยู่ในภาวะเสมือนผู้ป่วย ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ หากปล่อยไว้จะทำให้สถานการณ์ที่เป็นอยู่เลวร้ายมากขึ้น เพราะยังมีนักศึกษาที่ต้องการเผาตัวตายอีก จากการถูกยุยงและปลุกระดม”

#14ตุลา #เผาตัว #การประท้วง #ศูนย์ข้อมูลมติชน

เริ่มแล้ว📣 Read to Rise Day 1 START! 🌻🐕 หนังสือถูกใจ ราคาสบาย ของพรีเมียมสุดพิเศษ  #อ่านผลิบาน    #งานหนังสือ68    #งานม...
09/10/2025

เริ่มแล้ว
📣 Read to Rise Day 1 START! 🌻🐕 หนังสือถูกใจ ราคาสบาย ของพรีเมียมสุดพิเศษ
#อ่านผลิบาน #งานหนังสือ68
#งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่30 #หนังสือใหม่
#สำนักพิมพ์มติชน

เนื่องในวันนี้ครบรอบ 30 ปี แห่งอสัญกรรมของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช  9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ศูนย์ข้อมูลมติชนขอนำเสนอบทความ...
09/10/2025

เนื่องในวันนี้ครบรอบ 30 ปี แห่งอสัญกรรมของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช 9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ศูนย์ข้อมูลมติชนขอนำเสนอบทความรำลึก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์และแง่มุมในชีวิตของ”อาจารย์หม่อม”ที่มีชีวิตโลดโผนในประวัติศาสตร์การเมือง สังคม และวัฒนธรรมไทยคนหนึ่ง ในมุมหนึ่งเมื่อมีคนรัก ย่อมมีคนชัง เพราะคนทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่ถูกจดจำ บอกเล่า พูดถึง ผ่านแง่มุมที่ต่างกันไป
สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงวิชาการ สนใจความเป็นไปและความเคลื่อนไหวในสังคมไทย ย่อมจะต้องรู้จักชื่อของปัญญาชน 2 บุคคลสำคัญ ได้แก่ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช และ ส.ศิวรักษ์ (สุลักษณ์ ศิวรักษ์) เป็นอย่างดี
ปฏิเสธเสียไม่ได้ว่าทั้ง 2 นั้น เป็นกำลังและขุมทรัพย์ทางปัญญาให้แก่สังคมไทยที่สำคัญของยุคสมัย ดังประจักษ์ในงานเขียนและทัศนะที่ทั้ง 2 ได้ฝากไว้ให้กับสังคมไทย ซึ่งล้วนมีคุณประโยชน์ และเป็นเครื่องตักเตือนต่อความเปลี่ยนแปลงที่สังคมไทยไม่ใช่น้อย
และสำหรับ ผู้ที่ติดตามแวดวงวิชาการอย่างใกล้ชิด คงจะทราบอีกว่าความสัมพันธ์ระหว่างส.ศิวรักษ์ กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นั้น ไม่ค่อยสู้ดีหรือราบรื่นเท่าไรนัก บ่อยครั้งที่ ส.ศิวรักษ์ วิพากษ์วิจารณ์ผลงานของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ อย่างรุนแรง เช่น ที่มาที่ไปของนวนิยายเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ผลงานการประพันธ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ที่ ส.ศิวรักษ์ วิจารณ์ว่าถึงที่มาว่าได้มาจากการ “ครูพักลักจำ” เสียมาก ทั้งยังกล่าววิจารณ์อีกว่านวนิยายเรื่องนี้ ชู “ราชาธิปไตย” เป็นสำคัญ ขณะเดียวกัน ก็ต่อต้านประชาธิปไตยอย่างแนบเนียน เพราะนำเสนอเรื่องประวัติศาสตร์สังคมผ่านแง่มุมของคนชั้นสูงเป็นหลัก
การวิพากษ์วิจารณ์นั้นลุกลามไปจนถึงเรื่องอุปนิสัยรักสุนัขของคุณคึกฤทธิ์ ว่าเกิดจากนิสัย “ขี้เหงา” เพราะสุนัขเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่รักนายที่สุด และ เข้าใจนายได้มากที่สุด ส.ศิวรักษ์ถึงขั้นเขียนกลอนในเชิงบริภาษติเตียน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ในหัวเรื่อง “แด่สีหมอก” (ชื่อสุนัขของคุณคึกฤทธิ์) ลง ในวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ของตน ช่วงหนึ่งของวรรคกลอน ส.ศิวรักษ์ได้บรรยายถึงความขี้เหงาของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์นี้ไว้ว่า “... พูดที่ไหนคนแน่นแฟนมาฟัง เขียนอะไรคนสั่งซื้อเป็นแสน เล่นอะไรคนดูไม่ขาดแคลน ที่ขัดแค้นคือกูอยู่เดียวดาย”
ความสัมพันธ์ระหว่าง ส.ศิวรักษ์ กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จึงเป็นไปในลักษณะ ที่ ส.ศิวรักษ์ เห็นดังนี้

"ม.ร.ว. คึกฤทธิ์มีคุณอนันต์ แต่ก็มีโทษมหันต์เช่นกัน อันบุคคลคนหนึ่งนั้น ย่อมมีดีมีชั่วระคนปนกันไป แม้นักการเมืองที่เข้ามากินเมืองกันทุกยุคทุกสมัย ก็ทิ้งรอยความดีไว้ให้แทบทุกคน ข้อสำคัญที่เราจะวินิจฉัยว่าใครดีเลวเพียงใด เราต้องพิจารณาดูว่า คนๆนั้นมีความสามารถเป็นพื้นเดิมอยู่เพียงไหนด้วยเขาคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตัวเพียงใดหรือไม่ และในประการสุดท้าย เขายึดหลักอุดมการณ์มั่นคงเพียงใด

สำหรับคนที่มีปัญญาทราม ได้รับการศึกษามาเลว ย่อมควรได้รับความเห็นใจมากกว่าคนฉลาดที่มีโอกาสและสิ่งแวดล้อมเหนือกว่า” (อย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์)

ซึ่งส่งผลให้ในทัศนะของอริตลอดกาลอย่าง ส.ศิวรักษ์ ม.ร.ว คึกฤทธิ์ที่มีชาติตระกูลและการศึกษาดีนั้นไม่สมควรจะได้รับการเห็นอกเห็นใจทางการเมืองเสียเท่าไร
กระนั้น มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ ในห้วงเวลาสำคัญที่จำต้องจากกัน ส.ศิวรักษ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม 2538 ความว่า “

… ม.ร.ว คึกฤทธิ์เป็นผู้มีความสามารถมากที่สุดในสังคมไทย เขียนหนังสืออ่านง่าย ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย อ่านสนุก เพลิน แม้จะมีอารมณ์ศิลปินอยู่บ้าง แต่ลึกๆ ก็ไม่เคยผูกพยาบาทหรือจองเวรใคร ให้อภัยในระยะยาว ในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ เพื่อนร่วมชาติ เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้จากไปแล้ว ก็หวังให้ไปสู่สุคติภพ”

เครดิต ภาพวาดการ์ตูน : ภาพวาดม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดย ประยูร จรรยาวงศ์ ,ภาพวาด ส.ศิวรักษ์ จากปกหนังสือ ลอดลายผ้าม่วง (ส.ศิวรักษ์) สำนักพิมพ์ : มูลนิธิเสถียรโฏเศศ-นาคะประทีป

อ้างอิง
สุลักษณ์ ศิวรักษ์. คึกฤทธิยาลัย. กรุงเทพฯ : ส่องศยาม, 2539.
“เสียงจากคนอยู่หลังอาลัยเสาหลัก “คึกฤทธิ์”, (วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2538), มติชน
#30ปี #คึกฤทธิ์ปราโมช #มรณกรรม #สุลักษณ์ศิวรักษ์ #ศูนย์ข้อมูลมติชน

09/10/2025

...."แต่เสด็จท่านมิได้ชักนำให้ข้าพเจ้ารู้จักแต่ของสูงของยากเท่านั้น ของที่ง่ายราคาถูกแต่มีค่าสูงอีกมากมายหลายอย่าง ท่านก็ยังได้ชักนำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักและรู้คุณค่าอีกมากมายประมาณไม่ได้ เป็นต้นว่า เรื่องธรรมชาติตามป่าเขา เรื่องต้นไม้ ดอกไม้ เรื่องชีวิตสัตว์และเรื่องความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ตลอดจนบุหรี่ใบตองและเหล้าเถื่อน ของในเมืองไทยหลายอย่างที่น่ารู้น่าสนใจนั้น ข้าพเจ้าอาจละเลยมอง ข้ามไปเสียได้ ถ้าหากว่าเสด็จท่านไม่ตื่นเต้นและชี้ให้เห็น"

09/10/2025

ทุบกระเทียมแล้วสับเจียวเข้ากับน้ำมันหมูให้หอม ใส่หมู กุ้ง หั่นเป็นชิ้นพองาม เต้าหู้เหลืองที่หั่นไว้แล้ว เอาลงผัดไปด้วยกัน...

07/10/2025

นักข่าวหญิง (สมทรง)เล่าว่า เจ้าจอมสดับ หรือ “คุณจอมสดับ” เป็นสุภาพสตรีชาววังร่างเล็กที่มีอาวุโสมากที่สุด ที่ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของราชสำนักไทย ท่านยังพำนักอยู่ที่ตำหนักในเขตพระราชฐานชั้นใน ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งบุคคลภายนอกจะผ่านเข้าไปได้ ต้องผ่านโขลนทวารประตูเสียก่อน

“‘คุณจอม’ กรุณาให้ตำรับ น้ำพริกลงเรือขนานแท้ แก่กลุ่มนักข่าวหญิง ซึ่งเล่าว่าเป็นตำรากับข้าวไทยประเภทเครื่องจิ้มของสำนักพระวิมาดาเธอฯ”

กระทั่งเดือนตุลาคม 2521 ยังมีนิตยสารถูกสั่งปิด เพราะรายงานเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519      พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์มติชน วั...
06/10/2025

กระทั่งเดือนตุลาคม 2521 ยังมีนิตยสารถูกสั่งปิด เพราะรายงานเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2521 ได้รายงานข่าวถึงการสั่งปิดนิตยสาร “โลกใหม่” อย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากทางนิตยสารได้นำเสนอข่าวเหตุการณ์ 6 ตุลา ในบทความชื่อ “เปิดประตูคุก 6 ตุลาคม ชัยชนะของผู้บริสุทธิ์” พร้อมกับระบุข้อความที่ทางการมองว่าอาจสร้างความปั่นป่วนและแตกแยกในหมู่ประชาชนได้ เช่น “กำลังของตำรวจเจ้าหน้าที่เข้าไปกวาดล้างจับกุม นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึง 3,000 คน ... เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน”

หน้าหนังสือมติชนที่รายงานข่าวความพยายามระลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาของนิตยสารโลกใหม่กับความพยายามจะปิดกั้นพื้นที่ในการพูดถึงเหตุการณ์ของภาครัฐ จึงสะท้อนภาวะ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” ต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาไม่มากก็น้อย เพราะความพยายามจะปิดกั้นให้ 6 ตุลาไม่มีพื้นที่ในการรับรู้ของผู้คน นัยหนึ่งคือการยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเคย “เกิดขึ้นจริง” แต่จำต้องถูกบังคับ “ลืม” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ทางหนังสือพิมพ์มติชนได้รายงานข่าวเพิ่มเติมว่าเช้าวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2521 ได้มีพิธีไว้อาลัยแก่ผู้ที่สุญเสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ท่ามกลางผู้เข้าร่วมในงานกว่า 300 ชีวิต โดยมีข้อความบนพวงหรีดสีดำเป็นคำกลอน ลวดลายแตกต่างกันออกไปว่า

“วันนี้พายุร้ายไล่กระหน่ำ ท่ามกลางสายฝนพรำเสียงร่ำไห้ พายุผลาญและพรากเธอจากไป คาวเลือดไหลพรูพลั่งลงหลั่งริน เธออาจจะล่วงลับดับสังขาร แต่วิญญาณเพิ่มพูนไม่สูญสิ้น เพียงหยาดฝนชโลมชื้นซับผืนดิน ชุบชีวินใหม่ลุกขึ้นมา”

ในส่วนของพิธีการทางศาสนา คณะนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้นิมนต์พระสงฆ์ 5 รูป ซึ่งเป็นอดีตจำเลย 6 ตุลา มารับบาตร และ ฉันเช้าที่ตึกทำการของสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พระ 5 รูป คือ พระสุธรรม แสงประทุม พระอนุพงษ์ พงษ์สุวรรณ พระอภินันท์ บัวหภักดี พระบุญชาติ เสถียรธรรมมณี และพระธงชัย วินิจจะกูล

น่าสนใจว่าพิธีการทำบุญเพื่อการระลึกถึงนั้น นับเป็น “วิธี” ที่ใช้เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาที่ปลอดภัยอย่างหนึ่ง เพราะคณะนักศึกษาได้ประกาศไว้เองว่าจะมีการทำบุญตักบาตรเช่นนี้ ในทุกๆวันที่ 6 ตุลาของทุกปี สอดคล้องกับรายงานในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2524 ระบุว่าในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2524 บรรดาญาติมิตรผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย บริเวณตึกเอที มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีองค์การนักศึกษา 20 สถาบัน ชมรมพุทธศาสตร์ กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมได้เข้าร่วมงานรำลึกในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

ประเทศไทย หลัง 6 ตุลา 19 จึงเต็มไปด้วย ข้อเท็จจริงและรอยแผลในประวัติศาสตร์ที่รัฐไทยอยากจะลืมและถูกบังคับให้ “อำพราง” ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนกลับพยายามที่จะจดจำมันไว้ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆก็ตาม ภาวะ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” จึงขัดแย้งและแสดงอยู่ในตัวของเหตุการณ์รำลึก พิธีบุญ ที่สะท้อนออกมา

ร่วมอ่านความทรงจำที่ถูกกดทับให้ “เงียบงัน” อย่างละเอียดได้ใน “ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519” แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ "MOMENTS of SILENCE: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok" หนังสือที่จะรื้อฟื้น “ความทรงจำ” ที่ถูกลดทอน บิดเบือน เปลี่ยนแปลง ทั้งจากเหยื่อของความรุนแรง ผู้กระทำความรุนแรง และคนรุ่นหลังที่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา

สั่งซื้อได้แล้วกับทางสำนักพิมพ์มติชน ผู้เขียน ธงชัย วินิจจะกูล ผู้แปล สุภัตรา ภูมิประภาศ ภาพปกและภาพเปิดบทโดย ตะวัน วัตุยา ทดลองอ่านได้ใน https://bit.ly/3Vl7Eam หากสนใจสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ทางhttps://linktr.ee/matichonbook
#6ตุลา #6ตุลา19 #ห้วงแห่งความเงียบงัน #ลืมไม่ได้จำไม่ลง #ความทรงจำ #ความเงียบ #ธงชัยวินิจจะกูล #สำนักพิมพ์มติชน #ศูนย์ข้อมูลมติชน

กล่าวได้ว่า หนังสือ “ตำรับแม่ครัวหัวป่าก์” มิใช่เพียงตำราอาหาร (Cookbook) เท่านั้น หากแต่เป็นงานที่เข้าข่ายศาสตร์การทำอา...
04/10/2025

กล่าวได้ว่า หนังสือ “ตำรับแม่ครัวหัวป่าก์” มิใช่เพียงตำราอาหาร (Cookbook) เท่านั้น หากแต่เป็นงานที่เข้าข่ายศาสตร์การทำอาหาร หรือ “Gastronomy” ตามนิยามของโลกตะวันตก ที่ผสานทั้งศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง
“ตำราแม่ครัวหัวป่าก์” ที่จัดพิมพ์ระหว่าง พ.ศ. 2451–2452 ใช้ชื่อตำราอย่างชัดเจนว่า แม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งสะท้อนการประกาศตัวในฐานะ ‘หัวหน้าแม่ครัว’ หรือผู้รู้ลึกซึ้งด้านการปรุงอาหาร

ที่อยู่

Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

+6625890020

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Mati Insightผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Mati Insight:

แชร์