Life Diary Life Diary บันทึกเรื่องราวดีๆ ในชีวิต : เพจไลฟ์สไตล์วาไรตี้จากเว็บไซต์คุณภาพที่คนอินเทรนด์ห้ามพลาด!!

💚 Lacoste Fragrance () ผสานโลกแห่งสปอร์ตและไลฟ์สไตล์สุดโมเดิร์นตามแบบฉบับ French Elegance ได้อย่างลงตัว ผ่านการร่วมงานสุ...
05/06/2026

💚 Lacoste Fragrance () ผสานโลกแห่งสปอร์ตและไลฟ์สไตล์สุดโมเดิร์นตามแบบฉบับ French Elegance ได้อย่างลงตัว ผ่านการร่วมงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ RSC Ratchaphruek Sports Club (.sportsclub) เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พร้อมนำทัพโดย จอส-เวอาห์ () และ เอมี่-ทสร () ที่มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์สปอร์ตแคชชวลสุดไอคอนิกในแบบฉบับของแบรนด์ พร้อมด้วยเหล่าแขกคนสำคัญและผู้นำเทรนด์อีกมากมาย

โดยภายในงานได้พาร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้ง Pickleball Activity Zone, Photo Station และ Special Beverage Experience พร้อมร่วมค้นพบกลิ่นหอมซิกเนเจอร์ที่รังสรรค์มาเพื่อทุกช่วงเวลาของวัน ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นวันใหม่หรือเติมเต็มค่ำคืน สำหรับสุภาพบุรุษกับ LACOSTE ORIGINAL PARFUM และนิยามบทใหม่แห่งความหอมสำหรับสุภาพสตรีผ่าน LACOSTE ORIGINAL POUR FEMME

Lacoste Fragrance และ RSC Ratchaphruek Sports Club สานต่อความร่วมมือสุดพิเศษ พร้อมมอบประสบการณ์ที่ผสานโลกแห่งกีฬาและไลฟ์สไตล์อันโดดเด่นไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้

.th

03/06/2026

💖 กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เปิดงาน “Crafts Bangkok 2026” ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมผลักดันงานศิลปหัตถกรรมจากช่างฝีมือไทยสู่การเป็น “ของขวัญแห่งชาติ” (National Gift) สอดรับกับความต้องการขององค์กรและสังคมยุคใหม่ และมุ่งสู่ความยั่งยืน คาดเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท มีผู้เข้าชมทะลุ 50,000 คน

💖เชฟเอียน กิตติชัย เปิดตัวเมนูใหม่ถ่ายทอดเรื่องราวอาหารไทยพื้นถิ่นในรูปแบบเรื่องเล่าที่กินได้ ณ ร้านคำหอม ด้วย 23 เมนูให...
02/06/2026

💖เชฟเอียน กิตติชัย เปิดตัวเมนูใหม่ถ่ายทอดเรื่องราวอาหารไทยพื้นถิ่นในรูปแบบเรื่องเล่าที่กินได้ ณ ร้านคำหอม ด้วย 23 เมนูใหม่ ชูความหลากหลายของวัตถุดิบตามฤดูกาลและรสมือคนครัวจากหลากภูมิภาคทั่วไทย

🌸 ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลที่ปลุกความมีชีวิตชีวาให้แก่เมืองไทย ร้านอาหาร #คำหอม โดย #เชฟเอียน กิตติชัย เปิดตัวเมนูใหม่ครั้งแรกของปี 2569 โดยเชฟเอียนและทีมเชฟของคำหอม ได้ร่วมกันรังสรรค์ 23 เมนูใหม่ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ทางสภาพอากาศและภูมิศาสตร์ของทั้ง 4 ภาคของไทย ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นและหยิบยกเรื่องราวการทำอาหารหายากที่เริ่มจางหายไปจากความทรงจำมานำเสนออีกครั้ง

“เมนูของเราชุดนี้ไม่ได้แค่เริ่มจาก ความอยากสร้างสรรค์ แต่เริ่มจาก ความตั้งใจจะเล่าเรื่อง” เชฟเอียนกล่าว “เรื่องเล่าของวัตถุดิบท้องถิ่น เรื่องรสมือคนครัวในแต่ละพื้นที่ และเรื่องของอาหารบางจานที่กำลังค่อย ๆ หายไป”

🩷ไฮไลท์ของเมนูใหม่นี้ เริ่มต้นด้วย ค้างคาวเผือกไส้กุ้ง ของว่างตำรับชาววังสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ต้องอาศัยทั้งเวลาความประณีตขั้นสูง เผือกต้องคั่วให้หอม กวนจนได้เนื้อสัมผัสที่แน่นพอดีก่อนจะขึ้นรูปห่อไส้กุ้ง

🩷ต่อด้วยอาหารปักษ์ใต้ชั้นเลิศอย่าง ผัดเคยฉลู ที่ชูรสชาติเข้มข้นของกะปิจากกุ้งเคยธรรมชาติไร้สารเจือปน ผัดคลุกเคล้ากับอาหารทะเลสดๆ และหมี่ปากพนัง เส้นนุ่มคลุกเคล้ากับซอสพริกแห้งหอมกระเทียม ให้รสหวานนำ เปรี้ยวปลาย ละมุนแต่มีมิติ เสิร์ฟไปพร้อมกับกุ้งแม่น้ำย่างตัวโต

🩷นอกจากนี้ยังมี ยำหัวปลีปลาฟู ซึ่งเชฟของร้านฯทำ "น้ำพริก” ด้วยพริกแห้งเผา หอมแดงเผา กระเทียมเผา กลิ่นควันไฟบาง ๆ ถูกดึงขึ้นมาเป็นตัวนำ เติมความลึกด้วยกลิ่นปลาย่างให้ทุกคำมีทั้งความสด ความหอม และความทรงจำของครัวโบราณ และต้มยำปากรอน้ำซุปรสจัดจ้านแบบสงขลา เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ชัดเจน แต่กลับกลมกล่อมในแบบของตัวเอง

ปิดท้ายการเดินทางของรสชาติด้วยขนมหวานที่ชวนให้นึกถึงความหลังอย่าง ขนมตาหยาบ แป้งทำจากน้ำคั้นใบเตยสด ให้สีเขียวชัดและกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ ยังคงเอกลักษณ์เนื้อสัมผัสที่ไม่เนียนจนเกินไปแบบ “ตาหยาบ” ไส้ด้านในใช้มะพร้าวอ่อนผัดแบบกระฉีก หอมหวานจากน้ำตาลโตนด และ ไอศกรีมโบราณ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก“บีโกหมอย” ขนมพื้นบ้านของชาวภูเก็ต ถูกตีความใหม่เป็นขนมปังข้าวเหนียวดำ จับคู่กับไอศกรีมกะทิข้าวเหนียวดำเนื้อเนียน เพิ่มมิติด้วยท็อปปิ้งอย่างลูกตาลเชื่อม ลูกชิด และช็อกโกแลตจากประจวบคีรีขันธ์ที่สไลด์บางๆ ไว้ด้านบน

ท่านที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีนี้ สามารถเลือกรับประทาน Experience Menu 6 คอร์ส (ราคา 2,200++ บาทต่อท่าน) ซึ่งเป็นการร้อยเรียงเรื่องราวอาหารไทยอย่างมีชั้นเชิง

ทั้งนี้ ร้านอาหารคำหอมยังคงตอกย้ำความเป็นเลิศด้านอาหารไทยร่วมสมัย การันตีด้วยรางวัลร้านอาหารแนะนำจาก Michelin Guide Thailand 2026

เมนูใหม่ที่ร้านคำหอม พร้อมให้คุณลิ้มรสได้แล้ววันนี้ สอบถามและสำรองที่นั่ง : www.khumhomrestaurant.com หรือ โทร: 02 666 3311

#ร้านคำหอม #เชฟเอียน

🩵สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับการทูลเชิญดำรงตำแหน่งทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบขององค์การท...
02/06/2026

🩵สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับการทูลเชิญดำรงตำแหน่งทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เป็นพระองค์แรก

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2569 เวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสมาพันธรัฐสวิส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับการทูลเชิญจาก WIPO เป็นทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบ หรือ “WIPO Ambassador for Fashion and Design” จากผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก โดยทรงเป็นพระองค์แรกที่ดำรงตำแหน่งนี้เนื่องจากพระอัจฉริยภาพและพระกรณียกิจอันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

โดย นายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ได้กล่าวรายงานถึงเหตุผลที่ WIPO ทูลเชิญพระองค์ท่านรับตำแหน่งนี้ว่า ถือเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากความสำเร็จเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่ง WIPO ได้ทูลเกล้าถวายรางวัล WIPO Award for Creative Excellence แด่พระองค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและยกย่องพระราชกรณียกิจด้านการนำความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญามาถ่ายทอดมรดกและงานฝีมือของไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัย ทรงใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในพระนามถึง 541 รายการ ซึ่งรวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ 256 รายการ การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 227 รายการ และเครื่องหมายการค้า 58 รายการ มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใน 34 ประเทศ เช่น สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ครอบคลุมทั้งแฟชั่น เครื่องประดับ เครื่องหนัง ของตกแต่งบ้าน และบริการต่างๆ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรากฐานในการสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน พระราชกรณียกิจของพระองค์ยังรวมถึงการร่วมงานกับช่างฝีมือ และกลุ่มหัตถกรรมทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยให้ชุมชนต่างๆ นำมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดร่วมสมัย สร้างทั้งโอกาสทางการค้า และการต่อยอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เป็นการหลอมรวมมรดกทางวัฒนธรรม การออกแบบ และทรัพย์สินทางปัญญาเข้าด้วยกัน ถือเป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจและการเจริญรอยตาม ซึ่งผู้อำนวยการใหญ่ฯ หวังว่า ตำแหน่งทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบของ WIPO จะช่วยขยายพระราชกรณียกิจไปไกลกว่าประเทศไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนชุมชนในประเทศอื่นๆ ให้ค้นพบศักยภาพใหม่ๆ ด้านการสร้างสรรค์ การออกแบบ การสร้างแบรนด์ และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน
โอกาสนี้ ทรงเปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติและยกย่องเชิดชูพระกรณียกิจอันทรงคุณค่า ด้านความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ผลงานทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติภายใต้แนวคิด “การเดินทางแห่งแรงบันดาลใจ เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา : การออกแบบและการสร้างสรรค์” หรือ “JOURNEY of INSPIRATION Empowering Community through Intellectual Property: Design and Creativity” เพื่อเทิดพระเกียรติ และเผยแพร่อัจฉริยภาพด้านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการสืบสานคุณค่าศิลปวัฒนธรรมของชาติ สะท้อนผ่านผลงานทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งลิขสิทธิ์ การออกแบบ และเครื่องหมายการค้า

ในการเสด็จครั้งนี้ มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้แทนถาวรไทย และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ณ นครเจนีวา เฝ้ารับเสด็จ ณ สำนักงานใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก
ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าว แบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนสำคัญต่างๆ ได้แก่

โซนที่ 1 “Intellectual Inspirations” นำเสนอจุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลพระทัย แนวทางการสร้างสรรค์ผลงาน และพระวิสัยทัศน์ในการใช้ศิลปะ การออกแบบ และทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกในการสร้างคุณค่าแก่ชุมชน สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

โซนที่ 2 “WIPO Award” จัดแสดงเรื่องราวแห่งเกียรติยศในโอกาสองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ถวายรางวัล “WIPO Global Leader Award” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในปี พ.ศ. 2552, ถวายรางวัล “WIPO Award for Creative Excellence” แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี พ.ศ. 2558 และรางวัล “WIPO Award for Creative Excellence” แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พร้อมจัดแสดงเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการถวายรางวัลและดวงตราไปรษณียากรที่ระลึเเฉลิมพระเกียรติ

โซนที่ 3 “Following the Legacy” นำเสนอพระวิสัยทัศน์ ที่ทรงตั้งพระทัยมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาการถักทอผืนผ้าของไทยและสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ไทย โซนที่ 4 “Creative Assets” รวบรวมสถิติผลงานทรัพย์สินทางปัญญาในหลากหลายแขนง โซนที่ 5 “Intellectual Property” จัดแสดงลายผ้าพระราชทานจำนวน 18 ลาย ที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ให้กว่า 8 แสนครัวเรือน ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2 แสนล้านบาท
โซนที่ 6 “Music” จัดแสดงผลงานลิขสิทธิ์ด้านดนตรีและเพลงพระนิพนธ์ โซนที่ 7 “Trademarks” นำเสนอการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” และตราสัญลักษณ์ต่าง ๆ ภายใต้ความคุ้มครองใน 34 ประเทศทั่วโลก โซนที่ 8 “Design Patents” จัดแสดงผลงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI โซนที่ 9 “Geographical Indication (GI)” นำเสนอการต่อยอดผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทย โซนที่ 10 “Shining Future” นำเสนอพระวิสัยทัศน์ในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน เศรษฐกิจ และสังคม อันนำไปสู่การเติบโตอย่างทั่วถึงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

💙 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” รับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล...
02/06/2026

💙 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” รับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี TEI “สิ่งแวดล้อมโลกสิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เปิดเวทีระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทิศทางนโยบาย และแนวทางรับมือ “3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่ง 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย”

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันถือเป็น วิกฤติไร้พรมแดนที่ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียงลำพังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมขณะเดียวกันประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อม ทั้งในระดับนโยบายจนไปสู่การปฏิบัติ การปรับตัวของภาคธุรกิจและการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าทันต่อวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม

“วันนี้โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและความมั่นคงทางทรัพยากรสิ่งสำคัญที่สุดคือการ “ปรับตัว” เพราะหากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ ความสูญเสียในอนาคตอาจรุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้ ดังนั้น ในวาระครบรอบ 33 ปีของ TEI ครั้งนี้ จึงเป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ทั้งตัวแทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม มาร่วมเจาะลึกทุกวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นที่ นโยบายประเทศ ไปจนถึงระดับโลก พร้อมร่วมกันถอดบทเรียนเสนอทางรอดและยกระดับศักยภาพการรับมือวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

ภายในงานยังเปิด 3 เวทีใหญ่แบบเจาะลึกตรงประเด็นเพื่อร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ขับเคลื่อนงานวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในวงการสิ่งแวดล้อม รวมถึง ผู้บริหารภาคธุรกิจที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับประเทศไทยที่ให้ความสำคัญในการมุ่งเป้าสู่ Net Zero วิทยากรมากกว่า 15 ท่าน มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนทางรอดและการปรับตัว โดยการแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ทุกภาคส่วนจึงต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤติทั้งสามพร้อมกันให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ดังนี้

เวทีที่ 1 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นำเสนอผ่านประเด็น Climate Crisis วิกฤติที่ไทยที่ต้องรับมือ ร่วมหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ต้องเร่งขับเคลื่อนแผนด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับประเทศไทยได้เร่งเครื่องในระดับนโยบายในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการตั้งเป้าให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยเป็นการปรับเป้า Net Zero ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงระดับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่สมดุล ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นรากฐานสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

เวทีที่ 2 การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ที่หยิบยกประเด็น Biodiversity Collapse ธรรมชาติเสื่อม กับความเสี่ยงและการปรับตัวผ่านพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และมุมมองต่อสัญญาณเตือนของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และ ประเทศไทย โดยมีการนำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และทิศทางใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤติสิ่งแวดล้อม อาทิ รายงานสิ่งแวดล้อมโลก แนวโน้มการพัฒนาแบบ (Nature-Positive) การปรับตัวของภาคธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ ทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) เส้นทางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) เครื่องมือทางการเงิน Nature Credits ที่เชื่อมโยง “ธรรมชาติ–เศรษฐกิจ” ตลอดจนแนวทาง Green Development ของจีน และบทบาทประเทศไทยต่อพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่ คุ้มครอง (OECMs: Other Effective area-based Conservation Measures) โดยเวทีนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันมองหาแนวทางการปรับตัวและความร่วมมือ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป

เวทีที่ 3 ปัญหามลพิษ Pollution Challenges มลพิษสิ่งแวดล้อม ปัญหาเก่า จะก้าวข้ามกันอย่างไร โดยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและบริการ ชุมชน และเกษตรกรรม มุ่งยกระดับการจัดการมลพิษอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิด การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมผลักดันความร่วมมือเพื่อพัฒนาแนวทางที่นำไปสู่การปฏิบัติจริง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว เวทีเสวนาชูประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ “โอกาสและการปรับตัวของภาคการผลิตและบริการ” และ โอกาสและการปรับตัวของภาคชุมชนและภาคเกษตรกรรม

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยเรื่องการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับเกณฑ์อาคารเขียวไทยระหว่างมูลนิธิอาคารเขียวไทยกับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานอาคารเขียวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมของ TEI กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมพิธีมอบรางวัลและเชิดชูเกียรติภาคีสิ่งแวดล้อมทั้งการมอบโล่เชิดชูเกียรติและเกียรติบัตรฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ประกอบการที่คำนึงถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งวัฏจักร รางวัลพลังสื่อขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมไทย ที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนร่วมส่งผลงานรายงานพิเศษที่เกี่ยวข้องกับ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมข้างต้นเข้าประกวดโดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสิน และการมอบรางวัล Green Voice Influencer Award ขณะเดียวกัน TEI ยังได้นำเสนอนิทรรศการภายใต้แนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ที่สื่อให้เห็นถึงการสูญเสียจาก 3วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตของคนไทย พร้อมชูโมเดลความสำเร็จจากการดำเนินงานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

“ตลอดระยะเวลา 33 ปีในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคตามมาตรฐานสากลที่ยึดมั่นความถูกต้องทางวิชาการและมีความเป็นกลางขอขอบคุณความร่วมมือและการสนับสนุนด้วยดี TEI พร้อมจะก้าวไปสู่องค์กรในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศและภูมิภาค พร้อมเครือข่ายพันธมิตร อันเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนเพราะหัวใจสำคัญของโลกยุคใหม่คือ “การเรียนรู้ ตระหนัก และปรับตัวเพื่ออยู่รอด” และการเปลี่ยนแปลงเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง” ดร.วิจารย์ กล่าวปิดท้าย

#33ปีสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
#ข่าวสิ่งแวดล้อม

💛“ยาดมโป๊ยเซียน” รุกกิจกรรม CSR เต็มสูบ ปีที่ 90 จัดเต็ม! ตอบแทนสังคมทุกมิติ ยาดมตราโป๊ยเซียน เปิดแผนปี 2569 รุกกิจกรรม ...
02/06/2026

💛“ยาดมโป๊ยเซียน” รุกกิจกรรม CSR เต็มสูบ ปีที่ 90 จัดเต็ม! ตอบแทนสังคมทุกมิติ

ยาดมตราโป๊ยเซียน เปิดแผนปี 2569 รุกกิจกรรม CSR มุ่งเป้าตอบแทนกลับคืนสู่สังคมทุกมิติเต็มสูบ ตอกย้ำนโยบายหลักของบริษัทฯ ที่ดำเนินมาตลอด 90 ปี นำร่องกิจกรรมมอบหนังสือให้กรมราชทัณฑ์ กระจายสู่เรือนจำใหญ่ 4 แห่งทั่วไทย สานต่อโครงการอ่านหนังสือลดวันต้องโทษของกรมราชทัณฑ์ และตอกย้ำแบรนด์ “โป๊ยเซียน” ว่าส่งเสริมความเสมอภาค การยอมรับความแตกต่าง และการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ กรรมการและที่ปรึกษา บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ยาดมตรา “โป๊ยเซียน” เปิดเผยว่า การเข้าสู่ปีที่ 90 ของโป๊ยเซียน แบรนด์ยาดมอันดับ 1 ของประเทศไทยในปี 2569 นี้ บริษัทฯ ยังคงเน้นทำกิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) เพื่อตอบแทนสังคมต่อเนื่อง เพราะถือเป็นนโยบายหลักของบริษัทฯ ที่ทำต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2566 เมื่อคุณวรานนท์ ลาภบุญทรัพย์ ประธานกรรมการและคุณพ่อของ ดร.ณัฐพงศ์ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวเรือใหญ่ของกิจการ และปีนี้นำร่องที่กิจกรรม“มอบหนังสือตามโครงการอ่านหนังสือ ลดวันต้องโทษของกรมราชทัณฑ์” ที่สนับสนุนให้ผู้ต้องขังอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาความรู้และจิตใจของตนเองให้พร้อมต่อการมีชีวิตใหม่ภายหลังจากพ้นโทษแล้ว โดยยาดมตรา “โป๊ยเซียน” จะมอบหนังสือให้แก่เรือนจำ 4 แห่ง ได้แก่ เรือนจำกลางสมุทรปราการ เรือนจำกลางฉะเชิงเทรา เรือนจำกลางขอนแก่น และเรือนจำกลางสงขลา ซึ่งได้รับความกรุณาจาก คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป (ตุ๊บปอง) นักเขียนนิทานและวรรณกรรมสำหรับเด็กชื่อดัง กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ช่วยเป็นสะพานบุญสำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ โดยหนังสือที่มอบจะต้องเป็นหนังสือที่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการว่าเป็นหนังสือที่มีคุณภาพและเหมาะสมต่อผู้ต้องขัง

”กิจกรรมดังกล่าว บริษัทฯ ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-19 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมานี้ ที่ทัณฑสถานหญิงกลางในพื้นที่ใกล้เคียงกับเรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพมหานคร ที่เริ่มทำกิจกรรมในเดือนนี้ เพราะเดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งความหลากหลาย และผู้คนส่วนใหญ่มักพูดถึงเรื่อง “ความหลากหลายทางเพศ” แต่ทาง “โป๊ยเซียน” มองว่า ความหลากหลายของสังคมมีหลายมิติมาก ดังนั้นการเอื้อมมือเข้าไปสนับสนุนของเราจะไปให้ถึงคนหลังกำแพง จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเท่าเทียมและเห็นคุณค่าความหลากหลายของคนในสังคม รวมถึงให้โอกาสผู้ก้าวพลาดได้กลับมามีชีวิตใหม่อย่างเป็นสุขร่วมกับผู้คนในสังคม เราจึงริเริ่มโครงการนี้ขึ้นในเดือนมิถุนายนเป็นปีแรก”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา “โป๊ยเซียน” มีกิจกรรมที่ส่งเสริมความหลากหลายและความเสมอภาคของคนในสังคมในเดือนมิถุนายนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวของคนพิการ ซึ่ “โป๊ยเซียน” ได้ทำกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการพาคนพิการออกไปท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถรองรับผู้พิการได้ และมีการผลิตสื่อผ่านรายการ YouTube ของบริษัทชื่อรายการ Koon O'Clock ตอนพิเศษประจำเดือนมิถุนายน เป็นประจำทุกปี เพื่อนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวที่คนพิการสามารถไปท่องเที่ยวร่วมกันกับคนปกติได้

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวต่อว่า การทำ CSR เป็นกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นการทำกิจกรรม CSR ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์มาตรฐานสูง เป็นความแข็งแกร่งของแบรนด์โป๊ยเซียนที่ครองใจผู้บริโภค ทุกเพศทุกวัยจากรุ่นสู่รุ่นตลอด 90 ปี
“โป๊ยเซียนได้รับโอกาสเติบโตจากผู้ใช้สินค้าในทุกเพศทุกวัย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสในการตอบแทนสังคมที่ให้โอกาสพวกเรามาโดยตลอด เราก็พร้อมจะยืนเคียงข้างทุกคน แบรนด์จึงไม่รอช้าที่จะเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ รวมถึงกิจกรรม CSR เพื่อตอบแทนสังคม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจมาจนครบรอบ 90 ปี ในปี 2569 นี้ ทิศทางการ ดำเนินธุรกิจของ “โป๊ยเซียน” ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แบรนด์ยังคงยึดมั่นการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในมาตรฐานระดับสูงเพื่อครองใจผู้บริโภคจากรุ่นสู่รุ่น“

#ยาดมโป๊ยเซียน

💖 Zadi & Jo ร่วมเฉลิมฉลอง Happy Pride Month เปิดตัวคอลเลกชันน้ำหอมใหม่ “Very” Perfume Collection ครั้งแรกที่ Skin Scent ...
02/06/2026

💖 Zadi & Jo ร่วมเฉลิมฉลอง Happy Pride Month เปิดตัวคอลเลกชันน้ำหอมใหม่ “Very” Perfume Collection

ครั้งแรกที่ Skin Scent Perfume ถูกออกแบบขึ้นจากความเข้าใจโลกวัยเรียน
ชวนวัยรุ่นได้สนุกกับการค้นหากลิ่นที่ใช่ คาแรกเตอร์ที่ชอบ และการแสดงออกในแบบของตัวเองอย่างอิสระ

Zadi & Jo (เซดี้ แอนด์ โจ) แบรนด์ความงามสำหรับวัยเรียน อายุ 10-20ปี ภายใต้แนวคิด Clean & Playful Beauty ร่วมเฉลิมฉลอง Happy Pride Month เดือนแห่งการโอบรับความหลากหลาย ความภาคภูมิใจ และการเป็นตัวเองอย่างเต็มที่

“Be Whatever You Want to Be. Be Proud of Who You Are.”
เพราะไม่มีใครต้องเหมือนใคร
และไม่มีความสวยแบบไหน ที่ถูกต้องเพียงแบบเดียวสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการได้เป็นตัวเองอย่างมั่นใจ และเปล่งประกายในแบบของตัวเอง

เพื่อร่วมส่งต่อแนวคิดดังกล่าว Zadi & Jo (เซดี้ แอนด์ โจ) เปิดตัว “Very Perfume Collection” คอลเลกชันน้ำหอมใหม่ล่าสุด ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความหลากหลายของวัยรุ่นยุคใหม่ ผ่านน้ำหอม 5 กลิ่น 5 คาแรกเตอร์ ที่สะท้อนบุคลิก อารมณ์ เสน่ห์ และพลังที่แตกต่างกัน พร้อมแพ็กเกจมินิมอลโทนสีพาสเทลสดใส ที่ออกแบบมาให้สนุกไม่ต่างจากการเลือกคาแรกเตอร์ที่ใช่สำหรับตัวเอง

🌸เมื่อโลกวัยเรียนได้มี Skin Scent เป็นของตัวเอง

Very Perfume Collection เกิดขึ้นจากแบรนด์ใช้เวลาหลายเดือนในการทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์ ความชอบ และมุมมองเรื่องความหอมของวัยรุ่นยุคใหม่ ก่อนนำมาต่อยอดเป็นคอลเลกชันน้ำหอมที่สะท้อนความหลากหลายของตัวตนในวัยเรียน

สำหรับ Zadi & Jo (เซดี้ แอนด์ โจ) น้ำหอมสำหรับวัยเรียน ไม่ใช่เพียงไอเท็มเพิ่มความหอม แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีในการแสดงออกถึงตัวตน เช่นเดียวกับการเลือกสไตล์การแต่งตัว เพลย์ลิสต์เพลงโปรด หรือกิจกรรมที่หลงใหล เพราะกลิ่นที่เลือกใช้สามารถสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก และคาแรกเตอร์ในแบบที่ไม่ต้องพูดออกมา

ด้วยเหตุนี้ แบรนด์จึงเลือกพัฒนาน้ำหอมในแนว Skin Scent หรือความหอมที่กลมกลืนไปกับผิว ให้ความรู้สึกสะอาด สดใส และเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน มากกว่าการเป็นเพียงน้ำหอมที่ฉีดเพิ่มเข้าไป กลิ่นหอมจะค่อยๆ ถ่ายทอดเสน่ห์อย่างนุ่มนวล ชวนให้คนรอบข้างรู้สึกดีเมื่อได้อยู่ใกล้ โดยไม่จำเป็นต้องโดดเด่นจนเกินไป

ในวันที่ลุคความงามแบบ Clean Girl และความเป็นธรรมชาติกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่วัยรุ่นยุคใหม่หลงรัก น้ำหอมแนวSkin Scent จึงเป็นอีกหนึ่งนิยามของความหอมที่สอดคล้องกับแนวคิดเดียวกัน เพราะไม่ใช่การเปลี่ยนตัวตน แต่เป็นการเติมความมั่นใจ และขับเสน่ห์ในแบบที่วัยรุ่นได้เป็นตัวเอง

Very Perfume Collection จึงไม่ใช่แค่คอลเลกชันน้ำหอม แต่เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ชวนให้วัยรุ่นทุกคนสนุกกับการค้นหากลิ่นที่ใช่ คาแรกเตอร์ที่ชอบ และเวอร์ชันของตัวเองในแต่ละวัน

นอกจากการคัดสรรแนวกลิ่นที่สะท้อนตัวตนของวัยรุ่นยุคใหม่แล้ว Very Perfume Collection ยังได้รับการพัฒนาให้มีความเข้มข้นของหัวน้ำหอมมากกว่า 20% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับ Parfum เพื่อให้กลิ่นหอมค่อยๆ เผยเสน่ห์อย่างเป็นธรรมชาติ และคงความหอมได้ยาวนานตลอดวัน

เพราะในแต่ละวันของวัยเรียนเต็มไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การเรียน การทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน ไปจนถึงการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนๆ Zadi & Jo จึงออกแบบ Very Perfume Collection ให้มอบประสบการณ์ความหอมที่ยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง* ช่วยเติมความมั่นใจให้พร้อมสนุกกับทุกโมเมนต์ และเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ในทุกคาแรกเตอร์

(*ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและสภาพแวดล้อมในการใช้งาน)

🍫 "โอวัลติน" จับมือ "เชฟปิง" จัดเวิร์คช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ชู ‘โอวัลติน โกโก้มอลต์’ ครีเอทไอเดียเมนูเบเกอรี่ยกระดับความอร...
01/06/2026

🍫 "โอวัลติน" จับมือ "เชฟปิง" จัดเวิร์คช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ชู ‘โอวัลติน โกโก้มอลต์’ ครีเอทไอเดียเมนูเบเกอรี่ยกระดับความอร่อย

🍫โอวัลติน (Ovaltine) แบรนด์ผลิตภัณฑ์มอลต์สกัดที่ครองใจคนไทยมานานกว่า 90 ปี จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Ovaltine Cocoa Malt the Fun Creation Lab ครีเอทได้สนุกทุกเมนูกับโอวัลติน โกโก้มอลต์” เปิดประสบการณ์การรังสรรค์เมนูเบเกอรี่ให้พิเศษยิ่งกว่าที่เคยด้วย “โอวัลติน โกโก้มอลต์” (Ovaltine Cocoa Malt) ผงโกโก้สูตรเฉพาะที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ผู้ประกอบการร้านเบเกอรี่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดภายใต้แบรนด์ โอวัลติน ครีเอชั่น (Ovaltine Creation) โดยได้แบรนด์แอมบาสเดอร์ “เชฟปิง – สุรกิจ เข็มแก้ว” นำทีมผู้เข้าร่วมกิจกรรมทดลอง “ดู ดม และ ชิม โอวัลติน โกโก้มอลต์” เพื่อสัมผัสถึงความพิเศษของผลิตภัณฑ์นี้ที่ผสานความเข้มข้นของผงโกโก้คุณภาพดีเข้ากับมอลต์สกัดอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม มีมิติ และความหอมละมุนแบบพรีเมี่ยม พร้อมให้ทุกคนได้สนุกสนานไปกับการสร้างสรรค์เมนูเบเกอรี่ในแบบฉบับของตัวเอง ตอกย้ำแนวคิดของแคมเปญ “The Fun Creation ครีเอทได้สนุกทุกเมนู” จากโอวัลตินอย่างชัดเจน ทั้งยังได้ร่วมสนุกกับการครีเอทเมนู “โกโก้มอลต์ โทสต์” เติมแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมงาน เป็นไอเดียในการต่อยอดเมนูใหม่ๆ ต่อไป

“โอวัลติน โกโก้มอลต์” ผงโกโก้สูตรพิเศษที่ออกแบบมาตอบโจทย์ความต้องการของคนทำธุรกิจร้านขนมและเครื่องดื่มที่ต้องการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ให้กับลูกค้า โดดเด่นด้วยการผสานความหอมอร่อยของผงโกโก้เข้มข้นที่มีปริมาณไขมัน 10-12% เข้ากับมอลต์สกัดอย่างลงตัว มอบรสชาติโกโก้เข้มข้น กลิ่นหอมระดับพรีเมียม และให้สีน้ำตาลเข้มสวยงามน่ารับประทาน ทั้งยังสามารถใช้แทนผงโกโก้ทั่วไปในสูตรเดิมได้ทันทีในสัดส่วน 1:1 การันตีด้วยรางวัลระดับโลก Superior Taste Award 2025 จากสถาบัน International Taste Institute ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม จึงมั่นใจได้ในรสชาติที่ลงตัว พร้อมให้นำไปสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ๆ ได้หลากหลาย วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่แมคโคร ร้านขายวัตถุดิบสำหรับเบเกอรี่ชั้นนำทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์ Ovaltine Official Shop ใน Shopee และ Lazada

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมจาก โอวัลติน ครีเอชั่น พร้อมสูตรลับมากมายจากเชฟปิงที่การันตีความอร่อยด้วย “โอวัลติน โกโก้มอลต์” ที่เพจ Facebook: https://www.facebook.com/OvaltineCreation

💙💛 อิเกียเปิดตัว IKEA PS 2026 ชวนเปลี่ยนทุกวันธรรมดาให้สนุกขึ้น ผ่านเฟอร์นิเจอร์ที่มาพร้อมแนวคิด “เล่นสนุกทุกฟังก์ชั่น”อ...
29/05/2026

💙💛 อิเกียเปิดตัว IKEA PS 2026 ชวนเปลี่ยนทุกวันธรรมดาให้สนุกขึ้น ผ่านเฟอร์นิเจอร์ที่มาพร้อมแนวคิด “เล่นสนุกทุกฟังก์ชั่น”

อิเกีย ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์คุณภาพที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน พร้อมสนับสนุนให้ทุกคนแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ผ่านการแต่งบ้าน ด้วยการเปิดตัวคอลเล็กชั่น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 คอลเล็กชั่นใหม่ที่มาพร้อมสีสันและการดีไซน์ที่สนุกสนาน พร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่เต็มประสิทธิภาพ ให้คุณเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์เป็นความสนุกและเติมเต็มรอยยิ้มได้ในทุกวัน โดยภายในงาน ยังได้กูรูนักแต่งบ้านอย่าง คุณป๊ง-นันท์มนัส กองแก้ว เจ้าของช่อง homebies และกลุ่มแต่งบ้าน mid century modern ในเฟซบุ๊ก มาร่วมแบ่งปันมุมมองในการแต่งบ้านให้สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อีกด้วย โดยสินค้าจากคอลเล็กชั่น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 จะเริ่มทยอยวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ณ อิเกีย สุขุมวิท อิเกีย บางนา และ อิเกีย บางใหญ่ ตามด้วยการวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ IKEA.co.th ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป

คุณคณิศร์ อุนจะนำ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ อิเกีย ประเทศไทย กล่าวว่า “คอลเล็กชั่น IKEA PS/อิเกีย พีเอส เปิดตัวครั้งแรกในปี 1995 และถือเป็นหนึ่งในคอลเล็กชั่นที่สะท้อนแนวคิด Democratic Design ของอิเกียได้ชัดเจนที่สุด ผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ รูปทรง (form) การใช้งาน (function) คุณภาพ (quality) ราคาที่เหมาะสม (low price) และความยั่งยืน (sustainability) โดยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา IKEA PS/อิเกีย พีเอส ยังเป็นพื้นที่แห่งการทดลองไอเดียใหม่ ๆ ของอิเกีย ที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบได้ผลักขอบเขตของงานดีไซน์สแกนดิเนเวียให้สนุกและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น สำหรับ IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ซึ่งเป็นอิดิชั่นที่ 10 กลับมาภายใต้แนวคิด ‘เล่นสนุกทุกฟังก์ชั่น (Playful Functionality)’ ที่ผสานความเรียบง่ายเข้ากับลูกเล่นที่ชวนให้ผู้คนอยากสัมผัส ทดลอง และมีปฏิสัมพันธ์กับเฟอร์นิเจอร์มากขึ้น เพื่อเติมความสนุกให้การใช้ชีวิตในทุกวัน พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงตัวตนผ่านการแต่งบ้านได้อย่างเต็มที่”

คอลเล็กชั่น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านมากกว่า 40 ชิ้น จากผลงานของดีไซเนอร์ 12 คน ที่ร่วมกันตีความความเรียบง่ายแบบสแกนดิเนเวียให้สนุกและมีชีวิตชีวามากขึ้น ผ่านดีไซน์ที่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อมอง แต่ยังชวนให้ผู้คนได้สัมผัส ทดลอง และค้นพบลูกเล่นต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถโยก พับ ปรับ หรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ รวมถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ซ่อนความขี้เล่นไว้ในทุกมุม ขณะเดียวกัน หลายชิ้นยังถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัด ด้วยฟังก์ชั่นที่ยืดหยุ่นและใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถพับเก็บหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ เพื่อช่วยให้ทุกพื้นที่ในบ้านใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยสินค้าไฮไลต์ของคอลเล็กชั่นนี้ ได้แก่

เก้าอี้พักผ่อน IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 แบบเป่าลมที่มาพร้อมที่สูบลมแบบเท้าเหยียบ ที่มาพร้อมแนวคิด “A chair that blows” วางจำหน่ายในราคา 3,990 บาท

เก้าอี้ม้านั่ง IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026
ที่สามารถโยกเบาๆ ไปทางซ้ายและขวาได้ ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง กับแนวคิด “A bench that rocks” วางจำหน่ายในราคา 5,690 บาท

โคมตั้งพื้นแบบอัพไลท์ IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ที่สามารถหมุนปรับการใช้งานได้ 3 รูปแบบ ที่มาพร้อมแนวคิด “A lamp that bends” วางจำหน่ายในราคา 1,290 บาท

รถเข็น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ที่มาพร้อมชั้นวางของทรงกลมแบบมีล้อเลื่อน ภายใต้แนวคิด “Storage that rolls” วางจำหน่ายในราคา 1,590 บาท
ภายในงานเปิดตัวคอลเล็กชั่น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 คุณป๊ง-นันท์มนัส กองแก้ว กูรูนักแต่งบ้าน เจ้าของช่อง homebies และกลุ่มแต่งบ้าน mid century modern ในเฟซบุ๊ก ยังได้มาร่วมพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์การแต่งบ้านที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ภายใต้หัวข้อ “Where Personal Style Meets Functionality” โดยกล่าวว่า “บ้านไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พักผ่อน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนตัวตนของเรา ดังนั้น ผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ จึงให้ความสำคัญกับการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สะท้อนถึงความชอบและสไตล์ของเราเป็นอันดับต้น ๆ แต่แน่นอนว่าฟังก์ชั่นการใช้งานก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะกับคนที่อยู่คอนโดซึ่งจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่เป็นพิเศษ การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์ทั้งสไตล์และฟังก์ชั่นการใช้งานจึงสำคัญมาก ๆ ส่วนตัวเป็นคนชอบทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะเรื่องคู่สี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างบรรยากาศของบ้าน คอลเล็กชั่น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 จึงตอบโจทย์คนชอบเล่นสนุกกับการแต่งบ้านแบบเรามาก ๆ เพราะมีทั้งดีไซน์ที่ไม่เพียงสนุกแต่ยังใช้งานได้ดี สีสันต่าง ๆ ให้เลือกจับคู่ รายละเอียดในดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ทำให้เราประหลาดใจและมีรอยยิ้มได้ แถมยังมีขนาดที่เหมาะกับพื้นที่เล็ก ๆ อย่างคอนโดด้วย เชื่อว่าคอลเล็กชั่นนี้จะเป็นอีกคอลเล็กชั่นที่สายแต่งบ้านหลายๆ คนจะถูกใจอย่างแน่นอน”

ผู้ที่สนใจ สามารถเลือกซื้อสินค้าจากคอลเล็กชั่น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ได้ที่สโตร์ของอิเกีย ได้แก่ อิเกีย สุขุมวิท อิเกีย บางนา และ อิเกีย บางใหญ่ โดยสินค้าจะเริ่มทยอยวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ตามด้วยการวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ IKEA.co.th ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป

💙 Genetics Life Blueprint: เมื่อการรู้ลึกถึงระดับพันธุกรรม กลายเป็น Big Data เพื่อการวางแผนครอบครัว การวางแผนมีลูกสำหรับ...
27/05/2026

💙 Genetics Life Blueprint: เมื่อการรู้ลึกถึงระดับพันธุกรรม กลายเป็น Big Data เพื่อการวางแผนครอบครัว

การวางแผนมีลูกสำหรับครอบครัวยุคใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องความพร้อมด้านสุขภาพ ฐานะ และการจัดสรรเวลา (Work-Life Balance) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเตรียมความพร้อมในระดับพันธุกรรม เพื่อประเมินและลดความเสี่ยง ที่อาจถ่ายทอดสู่ลูก ผ่านการผสานการดูแลก่อนตั้งครรภ์ เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น เด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่ (IVF/ICSI) ในรายที่มีข้อบ่งชี้ และการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมที่เหมาะสม

ในวันที่นิยามของการดูแลสุขภาพเปลี่ยนจากการ ‘รักษา’ เป็นการ ‘ป้องกัน’ การตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมของว่าที่ คุณพ่อ-คุณแม่ยุคใหม่ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ตัดสินใจวางแผนครอบครัวได้อย่างมีข้อมูล ประกอบกับหลายครอบครัว เริ่มมีลูกเมื่ออายุมากขึ้น การปรึกษาแพทย์จึงมีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ การตรวจหาพาหะธาลัสซีเมีย ภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน การประเมินปัจจัยฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย รวมถึงการพิจารณาเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่ (IVF/ICSI) เมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อวางแผนการมีบุตรอย่างรอบคอบและเหมาะสมกับแต่ละครอบครัว

ความจริงที่ซ่อนอยู่ใน “พิมพ์เขียว” ของร่างกายที่สามารถส่งต่อสู่ลูกได้
หลายครอบครัวมักมีความเชื่อว่า หากคุณพ่อคุณแม่แข็งแรงดี และไม่มีประวัติโรคในครอบครัว ลูกที่เกิดมาย่อมมีโอกาส แข็งแรงดี แต่ในความเป็นจริงของโลกพันธุศาสตร์นั้นมีความซับซ้อนกว่านั้น

คุณหมอก้อง - นพ. ณัฐรุทธิ์ กุลภาวีสุวรรณ์ (ว.37453) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จาก SAFE Fertility Clinic อธิบายถึงกลไกที่น่าสนใจนี้ผ่านมุมมองของ "พิมพ์เขียวเชิงลึก (The Biological Blueprint)" โดยปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์จะมียีนทำหน้าที่เป็นชุดคำสั่งในการสร้างและควบคุมการทำงานของร่างกาย โดยเราได้รับยีนเหล่านี้มาเป็น "คู่" ชุดหนึ่งจากคุณพ่อและอีกชุดหนึ่งจากคุณแม่ ในกรณีของโรคทางพันธุกรรมแบบยีนด้อย (Autosomal Recessive) พ่อหรือแม่อาจมียีนที่ผิดปกติหนึ่งชุด แต่เนื่องจากยังมียีนอีกชุดหนึ่งที่ทำงานได้ ร่างกายจึงมักปกติแข็งแรงโดยไม่มีอาการ และอาจไม่ทราบได้จากการตรวจสุขภาพทั่วไป

ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ "ยีนชุดที่บกพร่อง" จากทั้งคุณพ่อและคุณแม่มาพบกันในตัวบุตร ทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรค
ทางพันธุกรรมชนิดนั้น ในจุดนี้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ร่วมกับการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน เช่น PGT-M อาจช่วยคัดเลือก
ตัวอ่อนที่ไม่เป็นโรคจากยีนเป้าหมายที่ทราบแล้วได้ ก่อนการตั้งครรภ์ แต่ไม่ใช่การรับประกันว่าทารกจะไม่มีความผิดปกติทาง
พันธุกรรมหรือสุขภาพอื่นทั้งหมด “หากเปรียบเทียบยีนเหมือน "รหัสคอมพิวเตอร์" พ่อแม่อาจมีรหัสที่ซ่อนความผิดพลาดไว้ (Bug) แต่โปรแกรมยังทำงานได้ปกติ จนกระทั่งรหัสของพ่อและแม่มาผสมกันในจังหวะที่ Bug นั้นมาเจอกันพอดี โ ปรแกรมในตัวลูกจึงแสดงความผิดพลาดออกมา นั่นคือเหตุผลที่ผมมักอธิบายกับคนไข้ว่า แม้ไม่มีประวัติโรคในครอบครัว ก็ยังอาจมีโอกาสเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมบางชนิดได้ การตรวจคัดกรองจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ครอบครัวมีข้อมูลมากขึ้นก่อนตัดสินใจวางแผนมีบุตร”

จาก “ข้อมูลพันธุกรรมเชิงลึก” สู่ “การวางแผนลดความเสี่ยงให้ลูก” ผ่านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Expanded Carrier Screening เราจึงสามารถสำรวจลงลึกถึงรายละเอียดที่ซ่อนอยู่
ในพิมพ์เขียวแห่งชีวิต เพื่อระบุความเสี่ยงของโรคทางพันธุกรรมที่แฝงตัวอยู่ในประชากรไทยและเอเชียได้อย่างครอบคลุม เช่น

● โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) โรคโลหิตจางทางพันธุกรรมที่พบพาหะได้บ่อยในประเทศไทย โดยมีรายงานประมาณ 30–40% ในบางประชากร/พื้นที่

● โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA (Spinal Muscular Atrophy) โรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อเซลล์ประสาทสั่งการและกล้ามเนื้อ โดยข้อมูลประชากร พบความชุกของการเป็นพาหะโรคนี้ถึง 1.8–2.8% หรือประมาณ 1 ใน 56

● G6PD Deficiency ภาวะพร่องเอนไซม์ที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นบางชนิด โดยความชุกแตกต่างกันตามเพศและกลุ่มประชากรโดยรวมประมาณ 6–17% แล้วแต่เพศ ภูมิภาค รวมถึงวิธีตรวจ จึงควรประเมินร่วมกับประวัติและคำแนะนำของแพทย์

คุณหมอก้องเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจเชิงลึกว่า “จะเห็นได้ว่า เราพบพาหะธาลัสซีเมียในประชากรไทยได้ค่อนข้างบ่อย ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งกลุ่ม Alpha และ Beta โดยบางชนิดอาจเป็น “พาหะเงียบ (Silent Carrier)”ที่ร่างกายภายนอกดูปกติ การตรวจสุขภาพพื้นฐานทั่วไป เช่น ค่าเม็ดเลือด (CBC) หรือการตรวจชนิดฮีโมโกลบิน(Hb Typing) เป็นข้อมูลสำคัญเบื้องต้น แต่อาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงบางชนิดในระดับ DNA การตรวจเชิงลึกด้วยเทคโนโลยีระดับพันธุกรรมจึงอาจเข้ามาเติมเต็มข้อมูลส่วนนี้ ในรายที่มีข้อบ่งชี้หรือมีความเสี่ยง เพื่อช่วยให้การวางแผนครอบครัวทำได้รอบคอบขึ้น การรู้ความเสี่ยงก่อนไม่ได้หมายความว่าต้องกังวลมากขึ้น แต่คือการมีข้อมูลมากพอสำหรับการตัดสินใจร่วมกับแพทย์ เพื่อวางแผนการมีบุตรอย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละครอบครัว”

การให้คำปรึกษาด้านพันธุกรรม (Genetic Counseling) โดยแพทย์และผู้ให้คำปรึกษาด้านพันธุศาสตร์จาก SAFE Fertility Clinic เป็นการให้คำปรึกษาในการวางแผนมีบุตรแบบเฉพาะบุคคล สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม โดยอาจพิจารณาร่วมกับการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) และการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนชนิดจำเพาะโรค (PGT-M) เมื่อพบความเสี่ยงของโรคที่มีสาเหตุทางพันธุกรรมชัดเจน เพื่อช่วยเลือกแนวทางที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดเท่าที่
ข้อมูลปัจจุบันรองรับ

การตรวจคัดกรองพันธุกรรมก่อนเริ่มต้นวางแผนครอบครัว จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่คือการใช้ข้อมูล
อย่างรอบคอบเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ป้องกันได้บางส่วน และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเริ่มต้นครอบครัวด้วยความ
เข้าใจ ความพร้อม และความรับผิดชอบต่ออนาคตของลูก

SAFE Fertility Clinic คลินิกเพื่อการมีบุตรที่มุ่งมั่นให้บริการด้านเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและนักพันธุศาสตร์ที่มีประสบการณ์ พร้อมเทคโนโลยีการตรวจพันธุกรรมที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น Expanded Carrier Screening ร่วมกับการทำเด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่ (IVF/ICSI) และการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT-M) เพื่อช่วยให้ทุกครอบครัวก้าวสู่การมีบุตรด้วยข้อมูลที่รอบด้านและมั่นใจ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายพบแพทย์ได้ที่ www.safefertilitygroup.com หรือโทร +66 811021000


ที่อยู่

289/91 Condo Unio 72 Samrongnua Sukhumvit Road , Samut Prakarn
Bangkok
10270

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Life Diaryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์