Bottom Line News Magazine Online | นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร และความรู้

 #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ   จัดงาน ‘Innovation Thailand Public Forum: EV-Innovation towards Innovat...
13/01/2025

#สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ จัดงาน ‘Innovation Thailand Public Forum: EV-Innovation towards Innovation Nation’ ขึ้นที่ ห้อง The Crystal Box ชั้น 19 เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท เกษร ทาวเวอร์ เพื่อนำเสนอความรู้ และนวัตกรรมในภาคนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV-Innovation) ที่ครอบคลุม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ รวมทั้งขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตในทุกมิติ โดยวิทยากรที่มีชื่อเสียงและผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง
งานครั้งนี้ มีผู้บริหารจากหน่วยงานชั้นนำ ในเครือข่าย #ระบบนิเวศนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV-Innovation Ecosystem) ของประเทศไทยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน และสามารถรับชมการถ่ายทอดสด (Live Streaming) และชมย้อนหลังผ่านช่องทางออนไลน์ของ NIA ได้อีกด้วย
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเวทีให้สังคมไทยในวงกว้างเกิดความตระหนักรับรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV-Innovation) และระบบนิเวศนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย รวมถึงแนวโน้มการลงทุนของอุตสาหกรรมนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย “เราต้องสร้างความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมให้ได้”

ขบวนแห่ Bangkok Pride Parade 2023 ผู้คนร่วมขบวนนับหมื่น 4 มิ.ย.2566 เวลา 15.00 น. มีการจัดขบวนเดินเพื่อเฉลิมฉลองเดือนแห่...
04/06/2023

ขบวนแห่ Bangkok Pride Parade 2023 ผู้คนร่วมขบวนนับหมื่น
4 มิ.ย.2566 เวลา 15.00 น. มีการจัดขบวนเดินเพื่อเฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลาย โดยเริ่มต้นจาก แยกปทุมวัน ไปยัง แยกราชประสงค์
งานนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน และมีคนดังร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยในขบวนงานมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า กทม. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ร่วมกิจกรรมดังกล่าว
โดยระหว่างร่วมขบวนแห่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล, แพทองธาร ชินวัตร - น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว - ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พรรคเพื่อไทย, ศิธา ทิวารี พรรคไทยสร้างไทย, ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมวางดอกไม้รำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม ปี 2553 บริเวณหน้าวัดปทุมวนารามอีกด้วย
ภาพ : กอบภัค พรหมเรขา ศุกร์ภมร เฮงประภากร​ #พรรคเพื่อไทย #พรรคก้าวไกล

ไม่ตอบไลน์เรื่องงานใน  #วันหยุด ไม่ผิด! ชวนรู้จัก "Right to Rest" (สิทธิ์ของการพัก) หรือ "Right to Disconnect" (สิทธิ์ขอ...
09/04/2022

ไม่ตอบไลน์เรื่องงานใน #วันหยุด ไม่ผิด! ชวนรู้จัก "Right to Rest" (สิทธิ์ของการพัก) หรือ "Right to Disconnect" (สิทธิ์ของการหยุดเชื่อมต่อ) ที่ถูกบังคับใช้แล้วในต่างประเทศ
ส่วนลูกจ้างคนไทยก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะในบ้านเราก็มีกฎหมายแรงงานคุ้มครองเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
ก่อนจะถึง "วันหยุดยาว" ช่วงเทศกาล "สงกรานต์ 2565" นี้ หากใครโดนสั่งงานวันหยุด ต้องรู้ไว้! ลูกจ้างสามารถปฏิเสธได้โดยไม่มีความผิด
ต้องอธิบายก่อนว่า “Right to Rest” (สิทธิ์ของการได้พัก) หรือ “Right to Disconnect” (สิทธิ์ของการหยุดเชื่อมต่อ) นั้น เป็นข้อกฎหมายของต่างประเทศ ยังไม่มีข้อกฎหมายนี้ในไทย
โดยพบว่าใน 'ฝรั่งเศส' มีการบัญญัติกฎหมาย “สิทธิที่จะตัดขาดการสื่อสารนอกเวลาทำงาน” หรือ “Right to Disconnect” ขึ้นมา และบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ.2017
ส่วน 'โปรตุเกส' ก็มีการออกกฎหมายเรื่องนี้เช่นกัน โดยระบุว่าบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 10 คนขึ้นไป หากนายจ้างสั่งงานพนักงานนอกเวลาทำงาน นายจ้างจะถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก
หลักการนี้ถูกสร้างมาเพื่อสร้างความเคารพชั่วโมงการทำงานในเวลาทำงานปกติอย่างเคร่งครัด ดังนั้น ลูกจ้างสามารถที่จะไม่อ่าน/ไม่ตอบไลน์ นอกเวลางาน หรือปิดเครื่องมือสื่อสารนอกเวลาทำงานได้โดยไม่มีความผิด
สำหรับในประเทศไทย แม้ไม่ได้มีการบังคับใช้ “Right to Disconnect” แต่ก็มีกฎหมายแรงงานคุ้มครองเรื่องนี้อยู่ กล่าวคือ หากใครโดนหัวหน้า "สั่งงานวันหยุด" แล้วลูกจ้างเลือกที่จะไม่ตอบไลน์ในวันหยุดได้ ไม่ใช่เรื่องผิดเช่นกัน
มีข้อมูลเพจ "กฎหมายแรงงาน" โดย รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ให้ความรู้ในประเด็นนี้ไว้ว่า ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 24 กำหนดว่า การทำงานล่วงเวลาจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วย
หากหัวหน้า/นายจ้าง สั่งงานลูกจ้างผ่าน Line และ Social Media อื่นๆ หากทำ “นอกเวลางาน” หรือ “วันหยุด” ที่ทำให้ลูกน้องหรือลูกจ้าง ต้องทำงานนอกเวลางาน ลูกน้องหรือลูกจ้างมีสิทธิที่จะปฏิเสธได้ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 24
โดยหัวหน้าหรือนายจ้างไม่มีสิทธิเอาเหตุผลนี้ไปใช้ประเมินผลงาน หรือหักเงินเดือน หรือเอาไปเป็นเหตุผลในการไล่ออกได้ เพราะถือว่าเป็นการ “สั่งงานนอกเวลางาน”
นอกจากนี้ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานของประเทศไทย มาตรา 23 กำหนดไว้ด้วยว่า ให้นายจ้างประกาศเวลาทำงาน โดยวันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หากสั่งงานให้ลูกจ้างทำงานเกินจากเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมง จะถือว่าเป็นการทำงาน “ล่วงเวลา”
หากเข้าข่ายเป็นการทำงานล่วงเวลา นายจ้างต้องจ่าย “ค่าล่วงเวลา” หรือจ่ายเงินโอที (OT) ให้ลูกจ้าง ตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานในมาตรา 61,63 และมาตรา 62 กำหนดไว้ กล่าวคือ ถ้าทำงานล่วงเวลาในวันธรรมดา ต้องจ่าย 1.5 เท่า ถ้าทำงานล่วงเวลาในวันหยุดจ่าย 3 เท่า
แต่ทั้งนี้ ใช่ว่าการไลน์หาลูกจ้างในวันหยุดทุกกรณี จะเป็นความผิดทั้งหมด หากนายจ้าง/หัวหน้า ติดต่อหาลูกน้อง/ลูกจ้างในวันหยุด ในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องงาน ก็สามารถทำได้ ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
อ้างอิง : กฎหมายแรงงาน, jobsDB, beartai, กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, psychology-stress
อ่านต่อ : https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/998271
กราฟิก : ณัชชา พ่วงพี

ทำไมเรื่องที่ดูไกลตัวอย่าง “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” จึงสำคัญ และเกี่ยวกันอย่างมากกับเงินในกระเป๋าสตางค์ของเรา ?แค่ชื่อหลายค...
08/04/2022

ทำไมเรื่องที่ดูไกลตัวอย่าง “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” จึงสำคัญ และเกี่ยวกันอย่างมากกับเงินในกระเป๋าสตางค์ของเรา ?
แค่ชื่อหลายคนอาจจะไม่คุ้นด้วยซ้ำ แต่รู้ไหมว่า “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” นอกจากจะมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจแล้ว ดอกเบี้ยตัวดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อเรื่องปากท้องหรือ “ค่าครองชีพ” ของเราอีกด้วย
แม้เราจะคุ้นเคยกับ “อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก” และ “อัตราดอกเบี้ยเงินกู้” กันมากกว่า แต่แท้จริงแล้วอัตราดอกเบี้ยนโยบายนี้เองที่อยู่เบื้องหลังการขึ้น-ลงของดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินกู้ แถมยังมีส่วนช่วยควบคุมทิศทางของ “อัตราเงินเฟ้อ” และ “ค่าเงินบาท” ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่มีผลต่อค่าครองชีพของเราทั้งสิ้น
📌ผลกระทบต่อ “อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินกู้”
เมื่อมีการประกาศปรับขึ้น-ลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงตัวเดียว ก็สามารถบอกได้ถึงการขึ้นหรือลงของดอกเบี้ยตัวที่เหลือได้ เพราะหากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น โดยปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้จะมีทิศทางขาขึ้นตามไปด้วย
ในทางตรงข้าม ถ้าเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินกู้จะอยู่ในขาลงด้วยเช่นกัน
ดังนั้น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงมีผลต่อเราในแง่แรงจูงใจต่อการฝากเงินกับธนาคารที่มากขึ้น เพราะได้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยจากการฝากสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ก็จะส่งผลให้เรามีแรงจูงใจต่อการกู้เงินต่ำลง เพราะต้นทุนหรือดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมีจำนวนสูงขึ้น และหากมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ผลกระทบต่อแรงจูงในการฝากเงินและกู้เงินก็จะเป็นไปทางตรงกันข้ามกับพฤติกรรมที่ได้กล่าวไป
📌 ผลกระทบต่อ “อัตราเงินเฟ้อ”
หากถามว่า “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เกี่ยวข้องอะไรกับภาวะเงินเฟ้อ? คงต้องบอกเลยว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายตัวนี้เองที่มีผลต่อการควบคุมเงินเฟ้อ และยังนับว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลดระดับความรุนแรงของภาวะเงินเฟ้ออีกด้วย
แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่ได้มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อโดยตรง แต่การที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีผลต่อแรงจูงใจในการ “ฝากเงิน” และ “กู้เงิน” ของเรานี้เอง ที่จะทำให้การปรับอัตราดอกเบี้ยมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ
โดยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้เงินไหลเข้าสู่ระบบธนาคารมากขึ้น เท่ากับว่า เงินหรือสภาพคล่องที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจก็จะลดลง นำไปสู่การปรับลดลงระดับราคาสินค้าและบริการ ท้ายที่สุดจึงทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำลง
สรุปง่ายๆ ก็คือ เมื่อใดที่ค่าครองชีพสูงหรือเกิดภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงเกินไป การ “ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” จึงถือเป็นหนึ่งในวิธีการที่สามารถใช้แก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวได้
📌 ผลกระทบต่อ “ค่าเงินบาท”
อีกหนึ่งตัวแปรที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นั่นคือ “ค่าเงินบาท” ที่ไม่ว่าจะ “อ่อนค่า” หรือ “แข็งค่า” ก็ล้วนมีผลต่อระดับเงินเฟ้อในประเทศ
เศรษฐกิจไทยที่มีลักษณะเปิด (Open Economy) หรือมีการทำการค้าขายกับต่างประเทศ และมีการปล่อยให้เกิดการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศอย่างเสรี สิ่งนี้เองที่ทำให้การปรับขึ้น-ลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีผลต่อการควบคุมทิศทางค่าเงินบาท
หากใครเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “เงินจะไหลจากที่ต่ำไปยังที่สูง” ในทีนี้หมายถึงไหลจากพื้นที่ที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปยังพื้นที่ที่มีผลตอบแทนสูง
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการเปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่างประเทศต่างๆ หากระดับอัตราดอกเบี้ยในไทยต่ำกว่าต่างประเทศ จะส่งผลให้เงินทุนบางส่วนไหลออกจากประเทศ
เมื่อเกิดการไหลออกของเงินดังข้างต้น เงินบาทจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เนื่องจากมีความต้องการขายเงินบาท เพื่อแลกซื้อเงินตราต่างประเทศที่ต้องการ
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของค่าเงินที่เปลี่ยนไปอาจไม่ได้มาจากเพียงการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่สามารถเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นได้ด้วยเช่นกัน อาทิ ความเชื่อมั่นที่มีต่อค่าเงินสกุลนั้นๆ เป็นต้น จึงเป็นที่มาให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายคือหนึ่งในเครื่องมือช่วยปรับทิศทางของค่าเงิน เพราะสามารถส่งผลกระทบถึงกันได้
ทั้งนี้ทิศทางของค่าเงินยังส่งผลต่อระดับเงินเฟ้อและค่าครองชีพ โดยการอ่อนค่าของเงินจะมีผลให้ “สินค้านำเข้า” ราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะสินค้านำเข้าที่สำคัญและจำเป็นอย่าง สินค้าพลังงานหรือ “น้ำมัน” ที่เมื่อราคาแพงขึ้น ก็ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้นตามไปด้วย
ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยที่พึ่งพาภาคการส่งออกราว 70% ของจีดีพี เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่า ก็มีผลให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะต่างประเทศต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อสินค้าไทย ซึ่งกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย
ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงมักถูกปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ เช่น หากค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป ก็อาจมีการพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบาย เป็นต้น
มาถึงตรงนี้ หลายคนคงเห็นภาพแล้วว่าทำไม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลายเป็นวาระที่สำคัญทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ เพราะนอกจากจะมีผลต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาคแล้ว ยังมีผลต่อภาระค่าครองชีพของคนทั่วไปเช่นเราด้วย
อ่านเพิ่มเติม : https://www.bangkokbiznews.com/business/998114
เรื่อง : กมลวรรณ มาดายัง

เวลาไปกินข้าวนอกบ้าน หลังจ่ายเงินค่าอาหารแล้ว ทางร้านจะยื่น  #ใบกำกับภาษี ให้ลูกค้าเพื่อแสดงราคาสินค้าและบริการทั้งหมดที...
06/04/2022

เวลาไปกินข้าวนอกบ้าน หลังจ่ายเงินค่าอาหารแล้ว ทางร้านจะยื่น #ใบกำกับภาษี ให้ลูกค้าเพื่อแสดงราคาสินค้าและบริการทั้งหมดที่เราจ่ายไป ซึ่งจะมีค่า 7% ในนั้นด้วย
แล้ว VAT 7% คืออะไร? ทำไมผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มจากราคาสินค้า?
ลองสังเกตดู เวลาซื้อสินค้าและบริการ หรือจ่ายค่าอาหารในร้านอาหารต่างๆ ทางร้านจะให้กระดาษใบเล็กๆ กลับมา (เรามักพูดติดปากกันว่าใบเสร็จ/บิล) ซึ่งกระดาษใบเล็กๆ นั้นก็คือ “ใบกำกับภาษี”
“ใบกำกับภาษี” เป็นเอกสารหรือหลักฐานที่ทางร้านค้าต่างๆ ส่งให้เมื่อเรา หลังจากเราชำระเงินค่าสินค้าเรียบร้อย โดยจะมีตัวเลขบอกว่าเงินที่เราจ่ายไป มี “VAT” อยู่ในนั้นเท่าไร

ทั้งนี้ คำว่า VAT ย่อมาจาก Value Added Tax แปลว่า #ภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึง ภาษีประเภทหนึ่งที่เก็บจากการขายสินค้าหรือบริการที่เข้าเงื่อนไข โดยปัจจุบันประเทศไทยกำหนดให้เก็บในอัตรา 7% ของราคาขายสินค้าหรือบริการ
📌หมายเหตุ : ในบางกรณีจะพบว่า ยอดรวมค่าอาหาร/สินค้า จะเป็นตัวเลขที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มให้แล้ว อันนี้จะเรียกว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ”
ยกตัวอย่างเช่น ซื้อสินค้าในราคา 500 บาท หากดูรายละเอียดใน “ใบกำกับภาษี” เราจะเห็นตัวเลขค่าสินค้าราคา 500 บาท และ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อีก 30 บาท รวมทั้งสิ้นที่ต้องจ่ายเป็น 530 บาทนั่นเอง
เนื่องจาก “ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)” เป็นภาษีทางอ้อม ที่ทางผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถเลือกที่จะผลักภาระให้กับผู้บริโภคอย่างเราได้ จึงทำให้ผู้บริโภคมีหน้าที่ที่ต้องจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ รวมถึงจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
โดยผู้ขายหรือผู้ประกอบการมีหน้าที่เก็บในส่วนของภาษีดังกล่าว แล้วนำไปส่งให้กับกรมสรรพากร เพื่อเข้าสู่คลังของประเทศ (ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้เข้าร้านแต่อย่างใด)
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ทางร้านค้าหรือผู้ประกอบการ (ที่จดทะเบียน VAT) เรียกเก็บภาษีได้ไม่ครบถ้วน หรือ มีข้อผิดพลาดในการจัดเก็บภาษีใดๆ ก็ตาม ร้านค้านั้นๆ ก็จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว เพราะถือว่ามีหน้าที่เรียกเก็บแล้วแต่ไม่สามารถเก็บได้ครบถ้วน
สำหรับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ประชาชนต้องจ่ายไปในทุกๆ การซื้อสินค้าและบริการนั้น จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนำไปเป็นงบประมาณในการบริหารราชการแผ่นดิน, นำไปบริหารจัดการในรูปแบบสวัสดิการต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมืองในประเทศ
โดยจะถูกจัดสรรไปเป็นงบประมาณตามลักษณะงาน ดังนี้ (อิงตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี)
1. งบการศึกษา
2. งบสวัสดิการผู้สูงอายุ
3. งบด้านความมั่นคง
4. งบการขนส่ง
5. งบสาธารณสุขอื่น (รวมถึงบัตรทอง)
6. งบโรงพยาบาล
7. งบตำรวจ
8. งบในลักษณะงานอื่นๆ
อ่านต่อ : https://www.bangkokbiznews.com/business/997610
กราฟิก : วิชัย นาคสุวรรณ

“Minchodan” เมื่อ “ช็อกโกแลตมินต์” คิดจะครองโลก🍫ส่อง ผลิตภัณฑ์อันหลากหลายของ “ช็อกโกแลตมินต์” รสชาติที่ถ้าไม่รักสุด ๆ ก็...
05/04/2022

“Minchodan” เมื่อ “ช็อกโกแลตมินต์” คิดจะครองโลก
🍫ส่อง ผลิตภัณฑ์อันหลากหลายของ “ช็อกโกแลตมินต์” รสชาติที่ถ้าไม่รักสุด ๆ ก็เกลียดสุด ๆ ไปเลย
“ช็อกโกแลตมินต์”​ เป็นหนึ่งในรสชาติที่มีการโต้เถียงกันในวงกว้างมาเป็นเวลานานถึงรสชาติของมัน ฝั่งที่ชื่นชอบจะบอกว่า ช็อกโกแลตมินต์เป็นส่วนผสมของรสชาติที่ลงตัว ทั้งหวาน มีรสขมนิด ๆ แต่ก็มีเย็นสดชื่นของมินต์
กระแสความชื่นชอบช็อกโกแลตมินต์จะกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในเกาหลีใต้ เห็นได้จากการเขียนบทให้ตัวละครหลักในซีรีส์หลายเรื่องชื่นชอบช็อกโกแลตมินต์ ไม่ว่าจะเป็น “Nevertheless รักนี้ห้ามไม่ได้” หรือ “Tale of the Nine Tailed ตำนานรักจิ้งจอกเก้าหาง”
อีกทั้งคนในวงการบันเทิงทั้ง ดารานักแสดง และเหล่าไอดอล มักจะโดนถามว่า “ชื่นชอบช็อกโกแลตมินต์ไหม” ซึ่งผลการตอบก็มีทั้งคนที่ชอบและคนที่ไม่ชอบแทบจะครึ่ง ๆ เลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน ผลการค้นหาเกี่ยวกับมินต์ช็อกโกแลต 10 อันดับแรกบนอินสตาแกรมในปี 2563 โดยอันดับ 1 คือ คำว่า “อร่อย” และอันดับที่ 2 คือ คำว่า “ชอบ” ซึ่งเป็นความเห็นทางด้านบวกเกือบทั้งหมด
นอกจากนั้น ยังเกิดศัพท์ใหม่คำว่า “Minchodan” (มินต์โชดัน / 민초단) ย่อมาจาก "민초코가 세상을 지배한다" ที่แปลว่า “ช็อกโกแลตมินต์ครองโลก” มาจากในช่วงหลังที่มีการนำช็อกโกแลตมินต์มาทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ซึ่งยังเป็นชื่อเรียกของกลุ่มคนที่ชอบช็อกโกแลตมินต์อีกด้วย อีกทั้งได้สร้างบัญชีในอินสตาแกรมเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของช็อกโกแลตมินต์
🍫 “ล็อตเต้” (LOTTE) บริษัทขนมยักษ์ใหญ่ของเกาหลีปล่อยขนมบิสกิตรสช็อกโกแลตมินต์ เมื่อเดือนมิ.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถทำยอดขายถึง 300,000 แสนห่อภายในระยะเวลาเพียงเดือนเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ล็อตเต้เคยออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาแล้วในปี 2556 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จนต้องยุติการจำหน่าย
หลังจากความสำเร็จของบิสกิตรสช็อกโกแลตมินต์ ในเดือนก.ค. ทำให้ล็อตเต้ออกขนมอื่น ๆ ที่มีรสช็อกโกแลตมินต์ รวมถึงคุกกี้ ABC ที่เป็นสินค้ายอดนิยม
🍪 ส่วน “โอไรออน” (Orion) ออกรสช็อกโกแลตมินต์ใน 4 ขนมยอดฮิตในรูปแบบของสินค้าจำนวนจำกัด (Limited Edition) รวมถึงขนมช็อกโกพายกล่องสีแดง และ ขนมบิสกิตเคลือบช็อกโกแลต (Choco Songi) ในเดือนก.ค. เช่นกัน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ถึง 1,200 ล้านวอน หรือประมาณ 1.1 ล้านดอลลาร์ ในระยะเวลาการจำหน่ายเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น
🍾 ในเดือนเดียวกันนั้นเอง “มูฮัก” (Muhak) เปิดตัวโซจูรสช็อกโกแลตมินต์ เพื่อเอาใจหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบทดลองอะไรใหม่ ๆ ด้วยปริมาณแอลกอฮอล์เพียง 12.5% ซึ่งน้อยกว่าโซจูทั่วไป แต่มีน้ำมันเปปเปอร์มินต์ และสารสกัดจากโกโก้ เป็นส่วนผสม ซึ่งสามารถทำยอดขายถึง 1 ล้านขวดในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ อ่กทั้งยังส่งออกไปยังประเทศในเอเชียที่ยอมรับวัฒนธรรมเกาหลี
🍩 นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายแบรนด์ที่ต่างพาเหรดออกจำหน่ายสินค้าในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เช่น โดนัทรสช็อกโกแล็ตมินต์ของดันกิ้น (Dunkin’), นมรสช็อกโกแลตมินต์จาก โซล แดรี่ (Seoul Dairy Cooperative) หรือแม้แต่อาหารที่ไม่น่าจะเป็นรสช็อกโกแลตมินท์ก็มีออกมาวางจำหน่ายไม่น้อยเหมือนกัน เช่น รามยอนรสช็อกโกแลตมินต์ ทงคัตสึรสช็อกโกแลตมินต์ ไข่ม้วนรสช็อกโกแลตมินต์ ไก่ทอดรสช็อกโกแลตมินต์ เป็นต้น
จากข้อมูลของ “Emart” ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ เผยว่า ยอดจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวกับช็อกโกแลตมินต์ ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2564 เติบโตถึง 436% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563
เมื่อมีคนชอบแล้วก็ย่อมมีคนเกลียด โดยคนที่เกลียดช็อกโกแลตมินต์เรียกว่า "Banminchodan" (บันมิ้นต์โชดัน / 반민초단) มักให้เหตุผลว่า ไม่อร่อย เป็นสองสิ่งที่รสชาติไม่เข้ากัน และไม่ควรมาอยู่ด้วยกันเลย กล่าวหาว่าช็อกโกแลตมินต์รสชาติเหมือนยาสีฟัน แต่คำครหานี้อาจจะหมดไป เมื่อยาสีฟันแบรนด์ “2080” ออกยาสีฟันรสช็อกโกแลตมินต์ ที่จะช่วยให้ปากสะอาดสดชื่นจากมินต์ และหวานหอมจากช็อกโกแลต ให้รู้กันไปเลยว่าช็อกโกแลตมินต์รสชาติเหมือนกับยาสีฟันหรือไม่
ส่วนในประเทศไทยนั้น ก็มีการนำเรื่องช็อกโกแลตมินต์ไปพูดคุยกันบนทวิตเตอร์อยู่บ่อย ๆ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ช็อกโกแลตมินต์ ก็ยังคงเป็นหนึ่งในรสชาติที่หลายคนชอบ และพิสูจน์แล้วว่า Minchodan มีจำนวนไม่น้อย สามารถสร้างรายได้ให้แก่แบรนด์เป็นจำนวนมาก หากแบรนด์โฟกัสถูกจุด
อ่านมาถึงตรงนี้ คุณรู้ตัวเองหรือยังว่าเป็นทีม หรือ
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/997472?anm=

หนึ่งในประสบการณ์ร่วมของ "ลูกหลานชาวเอเชีย" ที่พบเจอเป็นประจำเมื่อถึง "วันรวมญาติ"  คงหนีไม่พ้นการเจอคำถามซอกแซกจากญาติผ...
04/04/2022

หนึ่งในประสบการณ์ร่วมของ "ลูกหลานชาวเอเชีย" ที่พบเจอเป็นประจำเมื่อถึง "วันรวมญาติ" คงหนีไม่พ้นการเจอคำถามซอกแซกจากญาติผู้ใหญ่ ซึ่ง "คนรุ่นใหม่" หลายคนไม่อยากตอบ
มีหลายประเพณีของคนเอเชียที่ถูกนับเป็น "วันรวมญาติ" ไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นตรุษจีน ปีใหม่ เช้งเม้ง รวมถึงวันสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งลูกหลานที่อยู่ห่างไกลบ้านเกิด ก็จะถือโอกาสนี้ เดินทางกลับภูมิลำเนาไปหาพ่อแม่ญาติพี่น้อง
แม้ดีใจที่ได้เจอ แต่ขณะเดียวกัน ลูกหลานที่ไปทำงานต่างถิ่นก็มักจะรู้สึกอึดอัดกับคำถามซอกแซกจากญาติๆ หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น
📌ได้เงินเดือนเท่าไหร่?
📌แต่งงานหรือยัง?
📌เมื่อไหร่จะมีลูก?
📌อายุเท่านี้แล้ว มีรถมีบ้านหรือยัง?
📌กลับบ้านปีนี้อ้วนขึ้นหรือเปล่า? ฯลฯ
แม้จะดูเหมือนเป็นการถามไถ่ทั่วไป แต่รู้หรือไม่? คำถามเหล่านี้อาจทำให้ผู้ถูกถามรู้สึกอึดอัด ท้อแท้ใจ ตึงเครียด จนอาจนำไปสู่ภาวะโรคซึมเศร้าได้
John M. Kim นักจิตบำบัดด้านชีวิตแต่งงานและครอบครัว (M.A.,LMFT) เมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา อธิบายพฤติกรรมเหล่านี้ไว้ว่า พ่อแม่ชาวเอเชียมักตั้งความหวังสูงกับลูกหลาน และมีพฤติกรรมจู้จี้ กดดัน และมักวิจารณ์เกี่ยวกับชีวิตของลูกหลานเสมอ โดยให้เหตุผลว่าเป็นวิธีที่พวกเขาแสดงถึงความห่วงใย และต้องการให้ลูกหลานประสบความสำเร็จในชีวิต
พ่อแม่ชาวเอเชียมักคิดว่าการชี้จุดบกพร่องของลูกอย่างแข็งกร้าว เป็นวิธีที่ทำให้ลูกหลานตระหนักถึงข้อบกพร่อง และทำให้มีแรงจูงใจที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านี้มากขึ้น
John M. Kim บอกอีกว่า การที่พ่อแม่ใช้วิธีดังกล่าวผลักดันลูก อาจได้ผลในช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง แทนที่จะสร้างแรงจูงใจให้เด็ก แต่มันทำให้พวกเขาท้อถอยมากกว่า
จากประสบการณ์และการวิจัยของนักบำบัดคนนี้ได้พิสูจน์พบว่า การที่พ่อแม่ยิ่งกดดัน จะยิ่งส่งผลให้ลูกหลานชาวเอเชีย “รู้สึกแย่” และทำผิดพลาดมากกว่าเดิม
การที่ลูกหลานรู้สึกผิดบ่อยๆ ก็มักจะนำมาซึ่งความท้อแท้ ต่ำต้อย และสะสมจนเป็นปัญหาทางจิตใจได้
ในบางครั้งอาจพบว่าวิธีการเหล่านั้นทำให้ลูกหลานของคุณประสบความสำเร็จในการเรียน-การงานได้จริง แต่พวกเขาก็จะเกิดความพ่ายแพ้ในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่แตกสลาย ความซึมเศร้า หรือความวิตกกังวล
ดังนั้น พ่อแม่ควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพื่อไม่เป็นการทำร้ายจิตใจบุตรหลานทางอ้อม ส่วนฝ่ายลูกหลานเอง อาจจะต้องเปิดใจพูดตรงๆ กับพวกท่านว่ารู้สึกอย่างไร และทำไมถึงไม่อยากตอบคำถามเหล่านี้
อ่านต่อ : https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/997386
กราฟิก : วราภรณ์ คำสม

 #ออมทอง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้สามารถ  #ซื้อทอง สะสมไว้ได้แบบไม่จำเป็นต้องมี  #เงินก้อนโต ช่วงวิกฤติแบบนี้  #ทองคำ เป็...
04/04/2022

#ออมทอง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้สามารถ #ซื้อทอง สะสมไว้ได้แบบไม่จำเป็นต้องมี #เงินก้อนโต
ช่วงวิกฤติแบบนี้ #ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่ใครๆ ก็อยากมีไว้ในพอร์ต เพราะเมื่อมีวิกฤติหรือสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้น ทองก็ยังคงถูกมองว่าสินทรัพย์ปลอดภัย เป็นหนึ่งที่น่าเก็บไว้ เพราะทองมักจะราคาวิ่งสวนทางกับทิศทางเศรษฐกิจ คือ เมื่อเศรษฐกิจมีท่าทีเติบโตชะลอลง ราคาทองคำกลับจะมีทิศทางเพิ่มขึ้น
ที่เป็นแบบนั้น เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่า และไม่เสื่อมสภาพ นักลงทุนจึงมองทองคำเสมือนเป็นหลักประกันในช่วงที่สินทรัพย์อื่นเผชิญความเสี่ยงสูงหรือมีแนวโน้มด้อยค่าลงในช่วงเศรษฐกิจขาลงไม่ว่าจะเป็น หุ้น พันธบัตร เงินตราต่างประเทศ หรืออสังหาริมทรัพย์
ด้วยเหตุนี้เมื่อเศรษฐกิจเริ่มจะชะลอตัวลง ราคาทองคำย่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการของนักลงทุนที่อยากหาความปลอดภัยจากความผันผวนของสินทรัพย์อื่นนั่นเอง
#เงินน้อย #ซื้อทอง ด้วยวิธีไหนได้บ้าง ?
📌 สะสมเม็ดทองคำ : ปัจจุบันมีเม็ดมองคำ 96.5% ให้ซื้อทยอยสะสมได้ในราคาเริ่มต้น 950 บาท (ขึ้นอยู่กับราคาทองแต่ละช่วงเวลา) เมื่อสะสมครบสามารถขายออกเป็นเงินหรือเปลี่ยนเป็นทองในรูปแบบอื่นๆ เท่ามูลค่าที่มีได้
📌 การ์ดของขวัญทองแผ่น : ทองคำแท่งแบบแผ่น 96.5% ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 บาท ความพิเศษของทองประเภทนี้คือมีหลากหลายลวดลายบนแผ่นทอง ซื้อเป็นของขวัญ เก็บเป็นที่ระลึกได้ด้วย
📌 แอปพลิเคชันออมทอง : ปัจจุบันห้างทองหรือร้านทองต่างๆ มีบริการบัญชีออนไลน์ที่สามารถซื้อทองได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในราคาเรียลไทม์ ได้ง่ายๆ ผ่านสมาร์ทโฟน โดยมีจุดเด่น ไม่ต้องไปที่รร้าน แต่ก็สามารถออมได้ตามงบทั้งรายวัน, รายเดือน หรือกำหนดเอง เมื่อออมทองครบ 1 กรัม แลกเป็นทองคำขายเป็นเงินก็ได้
📌 ผ่อนทอง 0% ผ่านบัตรเครดิต : วิธีนี้ไม่ใช่การออมทองซะทีเดียว แต่เป็นวิธีๆ ค่อยๆ จ่ายค่าทองคำด้วยเงินจำนวนน้อยๆ การผ่อนบัตรเครดิตสามารถซื้อทองมาก่อนและผ่อนจ่ายภายหลัง (แต่ต้องเป็นโปร 0% เท่านั้นนะ) แต่วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีรายได้ประจำ สม่ำสมอ และมีวินัยทางการเงิน และไม่ได้มีปัญหาทางการเงินเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต .
อย่างไรก็ตาม แม้ทองคำมักจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในทุกยุคทุกสมัย แต่ถ้าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจแนวโน้มดี ทองก็อาจจะไม่ได้มีแนวโน้มขาขึ้นก็ได้
เพราะทองไม่มีกระแสเงินสดตอบแทนให้กับนักลงทุน เช่น หุ้นที่มีการจ่ายปันผลบ้าง หรือสามารถขายเก็งกำไรได้ในช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นร้อนแรง เป็นต้น.
เพราะฉะนั้นต้องลองพิจารณาดูด้วยว่า เป้าหมายการ #ลงทุนทอง จะเป็นไปตามเป้าหมายการเงินกับจริตของเราด้วยหรือเปล่า ?
ที่มา:
https://bit.ly/3K7RVnF
https://bit.ly/3iYVEYP
กราฟิก: วิชัย นาคสุวรรณ

อยาก  #ขายของออนไลน์ ให้ปังในศักราชนี้ ต้องรู้  #เทรนด์คอมเมิร์ซ ปี 2565 ช่องทางการทำตลาดที่ทำให้เข้าถึงลูกค้า เพิ่มโอกา...
03/04/2022

อยาก #ขายของออนไลน์ ให้ปังในศักราชนี้ ต้องรู้ #เทรนด์คอมเมิร์ซ ปี 2565 ช่องทางการทำตลาดที่ทำให้เข้าถึงลูกค้า เพิ่มโอกาส #ขายดี
โควิดทำให้ #พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เป็นอีกหนึ่งช่องทาง #สร้างรายได้ ในยุคที่อะไรๆ ก็ไม่แน่นอนแบบนี้ แต่ใช่ว่าทุกคนที่ทำจะประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ
การขายของออนไลน์ให้รุ่งมีหลายปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ ทั้งตัวสินค้า เทรนด์ผู้บริโภค เพนพ้อยต์ของลูกค้า และที่ขาดไม่ได้เลยคือการทำการตลาด
Bottom Line ชวน #คนขายของออนไลน์ ทั้งหลาย ไปดู 4 เทรนด์การทำตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าในโลกออนไลน์ตาม #เทรนด์คอมเมิร์ซ ในเอเชียแปซิฟิก จากข้อมูลของ GroupM FOCAL 2021 ดังนี้
1.Direct to Consumer : DTC เมื่อแบรนด์ต้องการขายสินค้าตรงดิ่งถึงผู้บริโภคมากขึ้น โควิดรอบแรกทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมช้อปออนไลน์โตแรง ระบาดรอบหลังออนไลน์อาจโตน้อยลง แต่แนวโน้มยังขยายตัวต่อ ซึ่งแบรนด์จำนวนมาก ลุกมาทำตลาด ขายสินค้าตรงถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่น โคคา-โคล่า ไนกี้
2.Social Commerce ทุกวันนี้เอสเอ็มอี ลุกขึ้นมาขายของผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มต่างๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Facenbook TikTok Instagram ฯ ซึ่งแบรนด์สามารถสื่อสารคอนเทนต์ สร้างคุณค่า กระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคแบบปัจจุบันทันด่วนได้(Impulse) แต่ความท้าทายต้องสร้างประสบการณ์ช้อปแบบไร้รอยต่อให้ผู้บริโภค
3.Omni-Channel/ O2O การขายสินค้าไม่ต้องแบ่งโลกออฟไลน์-ออนไลน์ แต่แบรนด์ต้องเชื่อมทุกช่องทางให้เข้าไปอยู่ในชีวิตของผู้บริโภค ปัจจุบันบิ๊กค้าปลีกของไทยลุกขึ้นมาสร้างช่องทางขายแบบ “ออมนิแชนแนล” มากขึ้น เช่น บิ๊กซี เซ็นทรัล ที่ลงทุนมหาศาลในการยกระดับช่องทางขาย รองรับความต้องการของลูกค้า
4.Live Commerce ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ตลาดช้อปปิ้ง Live Commerce ได้รับความนิยม จากการสำรวจผู้บริโภคในกรุงเทพฯพบ 60% มีการซื้อสินค้าผ่านการไลฟ์ และ 30% รู้จักไลฟ์ คอมเมิร์ซ แต่ยังไม่ลองซื้อ “ช่องว่าง” ดังกล่าว จึงเป็นโอกาสสร้างกาารเติบโตในอนาคต
ที่มา: https://bit.ly/376Z7C2
กราฟิก: ณัฐณิชย์ อรุณกิจทวีลาภ

หากพูดถึงชื่อ “แดรี่ควีน” ผู้บริโภคชาวไทยคงต้องนึกถึงไอศกรีม “บลิซซาร์ด” เมนูซิกเนเจอร์ซึ่งต้องเสิร์ฟแบบคว่ำถ้วยในทุกสาข...
03/04/2022

หากพูดถึงชื่อ “แดรี่ควีน” ผู้บริโภคชาวไทยคงต้องนึกถึงไอศกรีม “บลิซซาร์ด” เมนูซิกเนเจอร์ซึ่งต้องเสิร์ฟแบบคว่ำถ้วยในทุกสาขาทั่วประเทศ
แต่รู้หรือไม่ว่า ในตลาดบ้านเกิดอย่างสหรัฐ แดรี่ควีนกำลังมองหาโปรดักต์เรือธงใหม่ นอกเหนือจากเมนูบลิซซาร์ดและของว่าง ด้วยการแตกไลน์ “เบอร์เกอร์” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี ซึ่งมีชื่อว่า “Stackburger” (สแต็กเบอร์เกอร์)
อันที่จริงแล้ว ในสหรัฐ แดรี่ควีนมีร้านหลายรูปแบบทั้งที่ขายเฉพาะของว่าง เช่น ไอศกรีม เครื่องดื่ม และร้านอาหารเต็มรูปแบบชื่อ “DQ Grill & Chill” ที่ขายเมนูหลักอย่าง “เบอร์เกอร์” เข้ามาด้วย ซึ่งสหรัฐถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งของจำนวนสาขาทั้งหมดกว่า 7,000 แห่ง
ไลน์เบอร์เกอร์ใหม่ของแดรี่ควีนนี้ ประกอบด้วยเมนูเบอร์เกอร์ 5 แบบ ได้แก่ Flamethrower, Loaded A1, Bacon Two Cheese Deluxe, Two Cheese Deluxe และ Original Cheeseburger
ทั้ง 5 เมนูเบอร์เกอร์ใหม่จะถูกเพิ่มเป็นเมนูประจำในสาขาต่าง ๆ ของ “DQ Grill & Chill” เชนร้านอาหารนี้เป็นธุรกิจหลักของแดรี่ควีนในสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 72% ของจำนวนสาขาทั้งหมดกว่า 3,300 แห่งทั่วประเทศ
นอกจากนั้น แดรี่ควีนยังมีแผนเพิ่มเซ็ตเมนู Stackburger ในสาขาต่าง ๆ ทั่วแคนาดาด้วย
“เราภูมิใจกับเบอร์เกอร์ของเรา แต่ก็รู้ว่ายังทำให้มันดีกว่านี้ได้ ผมมั่นใจว่าเบอร์เกอร์จะกระตุ้นยอดขายเราได้อีกมาก” ทรอย เบเดอร์ ซีอีโอบริษัทแดรี่ควีน อินเตอร์เนชันแนล ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี หลังเปิดตัว Stackburger เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
ส่วนสาเหตุที่ในปัจจุบัน แดรี่ควีนไม่ขายเบอร์เกอร์ในไทยเหมือนกับสหรัฐ เป็นเพราะเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว แดรี่ควีนเคยทดลองเปิดร้าน DQ Grill & Chill ในบ้านเราแล้วแต่สุดท้ายก็ยกเลิกไป เนื่องจากไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้บริโภคไทยนั่นเอง
อ้างอิง : https://www.cnbc.com/2022/03/29/dairy-queen-launches-stackburger-line-as-chain-sees-record-sales-in-2021.html

ที่อยู่

1854 ถ. บางนา-ตราด บางนา
Bangkok
10260

เบอร์โทรศัพท์

+6623383389

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bottom Lineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์