the SPACE จุดประเด็นการสื่อสาร เพื่อสร้างการรับรู้และเปิดพี้นที่แลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์

"the SPACE” คือแพลตฟอร์มสื่อสาธารณะรูปแบบใหม่ในประเทศไทยที่มุ่งเน้นบทบาทของ Knowledge Brokers โดยจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเจ้าขององค์ความรู้ (Knowledge Owners) และสังคม โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญได้แสดงออก ถ่ายทอด และขยายผลความรู้ที่มีคุณค่าออกสู่สาธารณะอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์

ในระยะเริ่มต้น The SPACE จะมุ่งเน้นการสื่อสารเชิงรุก เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง โดยบทบาทสำคัญข

องเราคือการเป็น “ผู้จุดประเด็น” ที่นำเสนอเรื่องราวและแนวคิดใหม่ ๆ ผ่านเนื้อหาที่มีความหลากหลาย ตอบสนองต่อความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวาง ตั้งแต่ประเด็นสังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี สุขภาพ ไปจนถึงประเด็นเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

เราเชื่อว่า The SPACE จะเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนที่มีชีวิตชีวา ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการนำความคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาสู่สังคมไทย

13/08/2026

🎤 ถ้าให้คนรุ่นใหม่เป็นคนออกแบบ “ก้าวแรกของชีวิตการทำงาน” ด้วยตัวเอง…พวกเขาอยากเปลี่ยนอะไร?

จากความกังวล → สู่ความคาดหวัง
จากสิ่งที่ยังขาด → สู่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นจริง
และจาก “เสียงของคนรุ่นใหม่” → สู่ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย”

🎓 นี่คือส่วนหนึ่งของเสียงจากน้อง ๆ นิสิตชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยบูรพา ที่เข้าร่วมกิจกรรม OpenSPACE : First Jobber Listening Forum – Series 1 : ก้าวแรกสู่โลกการทำงาน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569

ตลอดกระบวนการ เราชวนทุกคนค่อย ๆ สำรวจตั้งแต่
😟 Pain — ก่อนเรียนจบและเริ่มทำงาน เรากำลังกังวลอะไร
🌱 Dream — ชีวิตการทำงานแบบไหนที่เราอยากมี
🤝 Need — เราต้องการการสนับสนุนอะไร และจากใคร
🏛️ Policy — และถ้ามีโอกาสออกแบบระบบใหม่ เราอยากเห็นอะไรเปลี่ยนแปลง

ก่อนจะมาถึงช่วงสำคัญที่ตัวแทนของแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอ “ข้อเสนอเชิงนโยบายจากมุมมองของคนรุ่นใหม่” ด้วยเสียงของพวกเขาเอง

เพราะคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน ไม่ควรเป็นเพียง “กลุ่มเป้าหมาย” ที่รอรับนโยบายซึ่งคนอื่นออกแบบให้ แต่ควรมีพื้นที่ในการบอกว่า ชีวิตการทำงานที่ดีในความหมายของพวกเขาคืออะไร และระบบแบบไหนที่จะช่วยให้ก้าวแรกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

💬 บางข้อเสนออาจเป็นเรื่องเล็กในสายตาของคนที่ทำงานมานานแล้ว

แต่สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มต้น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นตัวกำหนดว่า “ก้าวแรก” จะกลายเป็นโอกาสในการเติบโต หรือเป็นจุดเริ่มต้นของความเปราะบาง

🎥 ลองฟังเสียงของพวกเขาไปพร้อมกัน
เพราะการออกแบบ “ระบบนิเวศสุขภาวะของ First Jobber” ไม่ควรเริ่มจากการคาดเดาว่าคนรุ่นใหม่ต้องการอะไร แต่ควรเริ่มจากการ “ฟัง” คนที่กำลังจะใช้ชีวิตอยู่ในระบบนั้นจริง ๆ

✨ เสียงของคนรุ่นใหม่วันนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระบบในวันข้างหน้า

#ก้าวแรกสู่โลกการทำงาน #เสียงคนรุ่นใหม่ #ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ #ข้อเสนอเชิงนโยบาย #ระบบนิเวศสุขภาวะFirstJobber #ระบบนิเวศสุขภาวะ #ทุนมนุษย์ #คนรุ่นใหม่ #นักศึกษาจบใหม่ #เด็กบูรพา #มอบูรพา #มหาวิทยาลัยบูรพา

🏛️ SPACE Spotlight | เมื่อรัฐอยากลดคน…แต่คนไม่อยากออก เมื่อ “Early Retire” กำลังชนกับความจริงของระบบราชการไทยช่วงหลายเดื...
11/08/2026

🏛️ SPACE Spotlight | เมื่อรัฐอยากลดคน…แต่คนไม่อยากออก เมื่อ “Early Retire” กำลังชนกับความจริงของระบบราชการไทย

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลกำลังผลักดัน มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) สำหรับข้าราชการพลเรือน เพื่อเริ่มใช้ในปีงบประมาณ 2570 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ

💰 ลดภาระงบประมาณด้านบุคลากร
🏛️ ปรับโครงสร้างราชการให้ “เล็กลง แต่คล่องตัวขึ้น”
💻 ใช้เทคโนโลยีทดแทนกำลังคนบางส่วน
📉 ควบคุมรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องของประเทศ

มาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและข้าราชการ ก่อนจะพิจารณาออกเป็นแนวทางในระยะต่อไป

แต่คำถามคือ…
“คนในระบบ” พร้อมจะออกจริงหรือ?

ผลสำรวจล่าสุดของ นิด้าโพล (4-6 สิงหาคม 2569) จากข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ จำนวน 1,310 คน พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ

📌 78.85% เข้ารับราชการเพราะ “งานมั่นคง”
📌 54.12% เลือกเพราะ “สวัสดิการดี”

และที่สำคัญที่สุด…

📌 50.08% ระบุว่า “ไม่เบื่อ และไม่คิดลาออก”
แม้จะมีกระแส Early Retire ก็ตาม
ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อย แม้จะ “เบื่องาน”

👨‍👩‍👧 19.01% ยังต้องอยู่ต่อเพื่อครอบครัว
💼 13.89% ไม่รู้จะออกไปทำอะไร

กล่าวอีกนัยหนึ่ง…
หลายคนไม่ได้อยู่เพราะรักงานเสมอไป แต่ “ต้นทุนของการลาออก” สูงเกินกว่าจะตัดสินใจได้

(ที่มา : NIDA Poll “อยู่ราชการต่อ หรือ ลาก่อนดี” เผยแพร่เมื่อ 9 สิงหาคม 2569)



💰 แล้วงบบุคลากรภาครัฐสูงแค่ไหน?
นี่คือเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้องเริ่มพูดเรื่อง Early Retire

ในร่างงบประมาณปี 2569
💵 ประเทศไทยใช้งบ รายจ่ายบุคลากรภาครัฐกว่า 820,820 ล้านบาท
คิดเป็นประมาณ 21.7% ของงบประมาณทั้งประเทศ

หรือเฉลี่ย
ทุก ๆ เงินงบประมาณ 100 บาท มีเกือบ 22 บาท
ที่ถูกใช้ไปกับเงินเดือน ค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังระบุว่า
งบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ รวมกันคิดเป็นกว่า 70% ของรายจ่ายประจำของรัฐ
ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญต่อวินัยการคลังในระยะยาว



👥 ราชการไทย…มีคนเยอะ หรือ งานเยอะ?
ผลสำรวจของนิด้าโพลสะท้อนอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ

58.40% ของผู้ตอบกลับมองว่า “งานมากกว่าคน”
มีเพียง 10.99% ที่มองว่า “คนมากกว่างาน”

นี่อาจสะท้อนว่า
ปัญหาของระบบราชการไทย ไม่ได้มีเพียงเรื่อง “จำนวนคน”

แต่อาจรวมถึง
📍 การกระจายกำลังคนไม่สมดุล
📍 ภาระงานที่เพิ่มขึ้น
📍 ตำแหน่งที่ว่างแต่ไม่สามารถบรรจุได้
📍 งานใหม่ที่เกิดขึ้นจากกฎหมาย เทคโนโลยี และสังคมสูงวัย



🚪 ถ้า Early Retire เดินหน้าจริง ประเทศจะได้อะไร?
หากดำเนินการอย่างเหมาะสม

✅ ลดภาระงบประมาณระยะยาว
✅ เปิดโอกาสให้ปรับโครงสร้างองค์กร
✅ ลดตำแหน่งซ้ำซ้อน
✅ เพิ่มการใช้ระบบดิจิทัล
✅ เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ที่มีทักษะใหม่เข้าสู่ระบบราชการ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ... หากไม่มีการวางแผนทดแทนกำลังคน
อาจทำให้หลายหน่วยงานสูญเสียบุคลากรที่มีประสบการณ์สูง
โดยเฉพาะหน่วยงานที่ต้องอาศัยองค์ความรู้เฉพาะด้าน



🤔 แล้วทำไม “ข้าราชการส่วนใหญ่” ถึงไม่อยาก Early Retire?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “เงินเดือน”

แต่คือ
🏠 ความมั่นคงของอาชีพ
🏥 สิทธิรักษาพยาบาล
👴 บำเหน็จบำนาญหลังเกษียณ
👨‍👩‍👧 ภาระครอบครัว
💼 ตลาดแรงงานภายนอกที่แข่งขันสูง

และสำหรับคนวัย 45-55 ปี
การเริ่มต้นอาชีพใหม่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย
ดังนั้น การลาออกก่อนเกษียณ จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจเรื่องงาน
แต่คือการตัดสินใจเรื่อง “ชีวิตทั้งระบบ”



💬 the SPACE ชวนคุย
ถ้ารัฐบาลเดินหน้าโครงการ Early Retire อย่างจริงจัง…

คุณคิดว่า
👉 จะช่วยให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพขึ้นจริง หรือ
👉 ประเทศควรปฏิรูประบบการทำงาน มากกว่าลดจำนวนคน?

มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ 👇

#ข้าราชการ #ราชการไทย #ปฏิรูประบบราชการ #งบประมาณแผ่นดิน #นโยบายสาธารณะ #เศรษฐกิจไทย #แรงงานภาครัฐ #ประเทศไทย

SPACE Spotlight | ราชกิจจานุเบกษาประกาศหลักเกณฑ์จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569👵 โรงเรียนผู้สูงอายุมีมานาน แต่ทำไมเพ...
07/08/2026

SPACE Spotlight | ราชกิจจานุเบกษาประกาศหลักเกณฑ์จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569

👵 โรงเรียนผู้สูงอายุมีมานาน แต่ทำไมเพิ่งมีกฎหมายรับรอง?
เมื่อไทยไม่ได้ต้องการแค่ “ที่รวมกลุ่มคนแก่” แต่ต้องมีพื้นที่เรียนรู้ที่ได้มาตรฐานในทุกชุมชน

ประเทศไทยมี “โรงเรียนผู้สูงอายุ” กระจายอยู่ในหลายพื้นที่มานานแล้ว หลายแห่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ชมรมผู้สูงอายุ วัด ผู้นำชุมชน และอาสาสมัคร โดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียน” แต่ไม่ได้มีห้องเรียนหรือหลักสูตรตายตัวเหมือนสถานศึกษาทั่วไป

กิจกรรมที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพ การให้ความรู้เรื่องสิทธิและสวัสดิการ การฝึกอาชีพ การใช้โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงการร้องเพลง เต้นรำ ทำอาหาร และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

แต่เมื่อแต่ละพื้นที่เติบโตขึ้นด้วยเงื่อนไข งบประมาณ บุคลากร และความพร้อมที่แตกต่างกัน คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า

โรงเรียนผู้สูงอายุทุกแห่งกำลังทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยได้อย่างแท้จริง หรือบางแห่งกำลังเหลือเพียงกิจกรรมพบปะเป็นครั้งคราว?

📜 ล่าสุด ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศกรมกิจการผู้สูงอายุ เรื่อง การจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจัดตั้ง การรับรอง การสนับสนุน การประเมินมาตรฐาน และการเพิกถอนหนังสือรับรองให้มีกรอบเดียวกันทั่วประเทศ

ประกาศกำหนดความหมายของ “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ให้เป็นการรวมตัวของผู้สูงอายุและชุมชนในรูปแบบโรงเรียนผู้สูงอายุ ซึ่งต้องได้รับหนังสือรับรองการจัดตั้งจากกรมกิจการผู้สูงอายุ ไม่ใช่เพียงการนำชื่อโรงเรียนผู้สูงอายุไปใช้โดยไม่มีระบบดำเนินงานรองรับ



🔍 โรงเรียนผู้สูงอายุมีมานาน แล้วประกาศฉบับนี้พิเศษอย่างไร?
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญไม่ได้อยู่ที่การ “เริ่มต้นสร้างโรงเรียนผู้สูงอายุแห่งแรก” เพราะชุมชนและท้องถิ่นหลายแห่งได้ดำเนินงานลักษณะนี้มาก่อนแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2569 คือการยกระดับโรงเรียนผู้สูงอายุจากกิจกรรมหรือโครงการที่แต่ละพื้นที่ออกแบบกันเอง ไปสู่ระบบที่มีสถานะ มีมาตรฐาน และมีกระบวนการรับรองจากหน่วยงานของรัฐอย่างชัดเจน

ที่ผ่านมา โรงเรียนผู้สูงอายุอาจมีรูปแบบแตกต่างกันอย่างมาก บางแห่งมีคณะกรรมการ มีหลักสูตรต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพและสวัสดิการในพื้นที่ ขณะที่บางแห่งอาจขึ้นอยู่กับงบประมาณรายปี บุคลากรเพียงไม่กี่คน หรือความเข้มแข็งของผู้นำชุมชน เมื่อผู้รับผิดชอบเปลี่ยน กิจกรรมก็อาจหยุดชะงักลงได้

ประกาศฉบับใหม่จึงเข้ามาเติมช่องว่างอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ
✅ หนึ่ง โรงเรียนต้องผ่านกระบวนการรับรอง
หน่วยงานหรือองค์กรที่ประสงค์จัดตั้งต้องยื่นคำขอ พร้อมแผนการดำเนินงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความพร้อมของสถานที่และแผนงาน ก่อนเสนอให้อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุหรือผู้ได้รับมอบหมายพิจารณาออกหนังสือรับรอง

✅ สอง เปิดกว้างว่าใครเป็นผู้จัดตั้งได้
ไม่จำกัดเฉพาะหน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ครอบคลุมองค์กรภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน องค์กรสาธารณประโยชน์ และองค์กรชุมชนด้วย

✅ สาม ต้องมีโครงสร้างบริหารที่ชัดเจน
เมื่อได้รับการรับรองแล้ว ผู้บริหารของหน่วยงานหรือองค์กรผู้จัดตั้งต้องแต่งตั้งคณะกรรมการโรงเรียนผู้สูงอายุ รวมถึงกำหนดโครงสร้างและภารกิจของโรงเรียนอย่างเป็นระบบ

✅ สี่ ไม่ใช่รับรองแล้วจบ แต่ต้องถูกประเมิน
กรมกิจการผู้สูงอายุ, พมจ. หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนางาน และจัดให้มีการประเมินมาตรฐานการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

✅ ห้า มีเงื่อนไขเพิกถอนสถานะ
โรงเรียนอาจถูกเพิกถอนหนังสือรับรอง หากคณะกรรมการมีมติให้เลิกกิจการ หรือไม่มีการดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 4 ปี

ขณะเดียวกัน โรงเรียนผู้สูงอายุที่ได้รับการรับรองจากกรมกิจการผู้สูงอายุก่อนประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จะถือว่าได้รับการจัดตั้งและรับรองตามประกาศใหม่โดยอัตโนมัติ จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมด



🧓 โรงเรียนผู้สูงอายุ ไม่ควรเป็นเพียง “กิจกรรมแก้เหงา”
ประโยชน์ของโรงเรียนผู้สูงอายุอาจเริ่มต้นจากการทำให้ผู้สูงวัยได้ออกจากบ้าน ได้พบเพื่อน และได้ทำกิจกรรมร่วมกัน แต่คุณค่าที่แท้จริงกว้างกว่านั้นมาก

💪 1. ช่วยให้ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพตนเองได้ดีขึ้น
โรงเรียนสามารถเป็นพื้นที่ให้ความรู้เรื่องโภชนาการ การใช้ยา การออกกำลังกาย การป้องกันการหกล้ม การดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และการสังเกตสัญญาณผิดปกติของร่างกาย

สิ่งเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนผู้สูงอายุจากผู้รอรับบริการ ให้กลายเป็นผู้ที่มีความรู้และมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง

🧠 2. ลดความโดดเดี่ยวและเสริมสุขภาพจิต
การเกษียณ การสูญเสียคู่ชีวิต การที่ลูกหลานย้ายไปทำงานต่างถิ่น และข้อจำกัดด้านร่างกาย อาจทำให้โลกทางสังคมของผู้สูงวัยเล็กลงเรื่อย ๆ

โรงเรียนผู้สูงอายุจึงเป็นพื้นที่สร้างความสัมพันธ์ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และความรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า ไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม

📱 3. ป้องกันผู้สูงวัยถูกทิ้งไว้หลังความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล
ในวันที่บริการภาครัฐ การเงิน การสื่อสาร และการซื้อขายย้ายเข้าสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น ผู้สูงอายุที่ไม่มีทักษะดิจิทัลอาจไม่เพียงเสียโอกาส แต่ยังเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงทางออนไลน์

โรงเรียนผู้สูงอายุจึงสามารถสอนตั้งแต่การใช้สมาร์ตโฟน การตรวจสอบข่าวปลอม การป้องกันมิจฉาชีพ ไปจนถึงการเข้าถึงสิทธิและบริการของรัฐ

💰 4. สร้างทักษะ อาชีพ และรายได้ที่เหมาะสมกับวัย
กิจกรรมฝึกอาชีพไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการผลิตสินค้าชุมชน แต่ควรเชื่อมโยงกับตลาด ความสนใจ สุขภาพ และข้อจำกัดของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เกิดรายได้จริงและไม่กลายเป็นภาระเพิ่มขึ้น

⚖️ 5. ทำให้ผู้สูงอายุรู้สิทธิและปกป้องตนเองได้
โรงเรียนสามารถเป็นพื้นที่ให้ความรู้เรื่องเบี้ยยังชีพ สิทธิรักษาพยาบาล พินัยกรรม การจัดการทรัพย์สิน ความรุนแรงในครอบครัว และช่องทางขอความช่วยเหลือ

เพราะผู้สูงอายุที่ไม่รู้สิทธิ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกละเลย ถูกเอาเปรียบ หรือถูกละเมิดโดยไม่สามารถเรียกร้องความช่วยเหลือได้

🌾 6. เปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ผู้รับการดูแล” เป็น “พลังของชุมชน”
ประกาศฉบับใหม่ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรมท้องถิ่น และการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ นั่นหมายความว่า ผู้สูงอายุไม่ได้ถูกมองเฉพาะในฐานะผู้เปราะบาง แต่เป็นเจ้าของความรู้ ประสบการณ์ และทุนทางสังคมที่สามารถส่งต่อให้คนรุ่นอื่นได้

วัตถุประสงค์ตามประกาศครอบคลุมทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การดูแลและพิทักษ์สิทธิ สุขภาพกายและใจ การมีส่วนร่วมในสังคม และการถ่ายทอดภูมิปัญญาเพื่อประโยชน์แก่ชุมชน



📊 โรงเรียนมีแล้ว แต่คำถามคือ “เข้าถึงใครบ้าง?”
นี่สะท้อนโจทย์อีกด้านหนึ่งของประกาศฉบับใหม่ เพราะเมื่อมีระบบยื่นคำขอ หนังสือรับรอง และการประเมินมาตรฐานเดียวกัน ประเทศจะสามารถพัฒนาฐานข้อมูลที่ตอบคำถามได้ชัดเจนขึ้นว่า

🏫 ประเทศไทยมีโรงเรียนผู้สูงอายุที่ยังดำเนินงานจริงกี่แห่ง
👵 มีผู้สูงอายุเข้าร่วมกี่คน และเข้าร่วมต่อเนื่องเพียงใด
🗺️ พื้นที่ใดยังไม่มีโรงเรียนหรือเข้าไม่ถึงกิจกรรม
🧑‍🦽 ผู้สูงอายุที่ติดบ้าน พิการ ยากจน หรืออยู่ลำพังเข้าถึงได้หรือไม่
📈 กิจกรรมช่วยให้สุขภาพ รายได้ และคุณภาพชีวิตดีขึ้นจริงเพียงใด

เพราะจำนวนโรงเรียนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า ผู้สูงอายุทุกกลุ่มจะได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม

โรงเรียนอาจตั้งอยู่ในชุมชน แต่ผู้สูงอายุที่เปราะบางที่สุดอาจเดินทางมาไม่ได้ ไม่มีคนพามา ไม่รู้ข้อมูล หรือกิจกรรมไม่ได้ถูกออกแบบให้เหมาะกับข้อจำกัดของพวกเขา



🚨 มาตรฐานเดียวกัน ต้องไม่กลายเป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมด
การมีมาตรฐานช่วยป้องกันไม่ให้ชื่อ “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ถูกใช้โดยไม่มีแผนงาน ไม่มีความต่อเนื่อง หรือไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพได้

แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐต้องระวังไม่ให้มาตรฐานกลายเป็นภาระด้านเอกสารจนองค์กรชุมชนขนาดเล็กไม่สามารถจัดตั้งโรงเรียนได้ หรือทำให้ทุกพื้นที่ต้องจัดกิจกรรมเหมือนกันโดยไม่คำนึงถึงบริบท

โรงเรียนในกรุงเทพมหานครอาจต้องเน้นทักษะดิจิทัล การป้องกันภัยออนไลน์ และการรับมือความโดดเดี่ยวในเมือง

โรงเรียนในชุมชนเกษตรกรรมอาจต้องเน้นสุขภาพจากการทำงาน การจัดการหนี้ การเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

ส่วนโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล อาจต้องออกแบบการเรียนรู้แบบเคลื่อนที่ หรือเชื่อมกับอาสาสมัครและบริการเยี่ยมบ้าน เพื่อไม่ทิ้งผู้สูงอายุที่เดินทางไม่ได้ไว้ข้างหลัง

ดังนั้น ความสำเร็จของประกาศฉบับนี้จะไม่ได้วัดเพียงว่า มีหน่วยงานยื่นขอจัดตั้งเพิ่มขึ้นกี่แห่ง แต่ต้องวัดว่าโรงเรียนเหล่านั้นทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีขึ้น มีเพื่อน มีความมั่นคง รู้สิทธิ พึ่งพาตนเองได้ และมีพื้นที่แสดงบทบาทในชุมชนมากขึ้นจริงหรือไม่



💬 the SPACE ชวนแลกเปลี่ยน
- ในชุมชนของคุณมีโรงเรียนผู้สูงอายุหรือไม่ และกิจกรรมที่จัดอยู่ในปัจจุบันตอบโจทย์ชีวิตผู้สูงวัยจริงแค่ไหน?
- ระหว่างการเพิ่ม “จำนวนโรงเรียน” กับการทำให้ผู้สูงอายุที่เปราะบางและติดบ้านสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ คุณคิดว่าท้องถิ่นควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดก่อน?

#โรงเรียนผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #ผู้สูงอายุ #สูงวัยอย่างมีพลัง #การเรียนรู้ตลอดชีวิต #สุขภาวะผู้สูงอายุ #สุขภาพผู้สูงอายุ #สุขภาพจิตผู้สูงอายุ #ทักษะดิจิทัล #ชุมชนสูงวัย #ท้องถิ่น #องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น #กรมกิจการผู้สูงอายุ #คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ #ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

📣 Calling อุบลราชธานี | มาเด้อๆๆๆ มาเว่ากันหากคุณ🎓 กำลังจะเรียนจบ?🔎 กำลังหางานแรก?💼 หรือเพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน?ไม่ว่...
06/08/2026

📣 Calling อุบลราชธานี | มาเด้อๆๆๆ มาเว่ากัน

หากคุณ
🎓 กำลังจะเรียนจบ?
🔎 กำลังหางานแรก?
💼 หรือเพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน?
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงไหนของการก้าวสู่โลกการทำงาน…
เราอยากฟัง “เสียงของคุณ”

การเริ่มต้นชีวิตการทำงานในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงความตื่นเต้นและความหวัง แต่ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งการหางานที่ยากขึ้น ความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนความเปราะบางด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตในการทำงาน
———
theSPACE ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในคณะทำงานพัฒนาประเด็น “ระบบนิเวศสุขภาวะของ First Jobber” ภายใต้กระบวนการพัฒนาระเบียบวาระ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เริ่มต้นทำงาน กลายเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนได้จริงในระดับประเทศ

เราเชื่อว่า…
“นโยบายที่ดี ไม่ควรเกิดจากการคาดเดา แต่ควรเริ่มต้นจากการรับฟังเสียงของผู้ที่กำลังใช้ชีวิตจริง”

theSPACE ขอเชิญชวนนักศึกษาชั้นปีสุดท้าย ผู้ที่กำลังหางาน และผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความกังวล ความหวัง และข้อเสนอแนะ ในกิจกรรม
💬 ชวนมานั่งคุยกันแบบสบาย ๆ
😊 ไม่ใช่การสัมภาษณ์ ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด
🗣️ แค่มาเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ และมุมมองของคุณ
☕ พร้อมอิ่มอร่อยกับขนมและเครื่องดื่มตลอดกิจกรรม
🎁 และร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลพิเศษกลับบ้าน
———
💼 OpenSPACE : First Jobber Listening Forum
Series 2 : เปลี่ยนผ่านสู่โลกการทำงาน
เปิดพื้นที่ฟังเสียงนักศึกษาชั้นปีสุดท้าย ผู้กำลังหางาน และผู้เริ่มต้นทำงานใหม่ เพื่อร่วมออกแบบระบบนิเวศสุขภาวะสำหรับ First Jobber

📍 ทรู สเปซ จังหวัดอุบลราชธานี https://maps.app.goo.gl/FDP2ZkPAoK3Lp64u5
📅 วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2569
🕐 เวลา 13.00 – 16.00 น.

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 062-218-4952 (พี่เอ๋)

สแกน QR code เพื่อลงทะเบียน
หรือคลิกลิงค์ได้เลย https://forms.gle/sZykE7wQTMKiePsj6
———
ทุกความคิดเห็นของคุณ จะไม่หยุดอยู่เพียงในห้องสนทนา แต่จะถูกนำไปสังเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อประกอบการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย และร่วมขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพชีวิตของ First Jobber ไทย

เพราะ “ก้าวแรกของชีวิตการทำงาน” ไม่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของความเปราะบาง แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาส คุณภาพชีวิตที่ดี และอนาคตที่ทุกคนเข้าถึงได้
👉 หากคุณกำลังจะเรียนจบ กำลังหางาน หรือเพิ่งเริ่มต้นทำงาน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอนาคตของคนรุ่นใหม่ไทยไปด้วยกัน

#ก้าวแรกสู่โลกการทำงาน #ระบบนิเวศสุขภาวะFirstJobber #ทุนมนุษย์ #อุบลราชธานี #เด็กอุบล

📣 theSPACE เปิดพื้นที่ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ชวนนิสิตกว่า 120 คน ร่วมออกแบบ “ก้าวแรกสู่โลกการทำงาน” ที่มีคุณภาพ🎓 จัดกิจกรรม ...
06/08/2026

📣 theSPACE เปิดพื้นที่ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ชวนนิสิตกว่า 120 คน ร่วมออกแบบ “ก้าวแรกสู่โลกการทำงาน” ที่มีคุณภาพ

🎓 จัดกิจกรรม OpenSPACE : First Jobber Listening Forum – Series 1 รับฟังความกังวล ความคาดหวัง และข้อเสนอจากนิสิตชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยบูรพา สู่การพัฒนา ระบบนิเวศสุขภาวะของ First Jobber

📍 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 theSPACE จัดกิจกรรม OpenSPACE : First Jobber Listening Forum – Series 1 : ก้าวแรกสู่โลกการทำงาน ณ ห้อง QS2-103 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี

💬 กิจกรรมครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะ First Jobber รุ่นถัดไป ได้ร่วมสะท้อนประสบการณ์ ความรู้สึก ความกังวล และความคาดหวังที่มีต่อชีวิตการทำงานในอนาคต

โดยได้รับความสนใจจากนิสิตชั้นปีที่ 4 เข้าร่วมกว่า 120 คน สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องการเตรียมตัวเข้าสู่โลกการทำงานไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านการมีงานทำ แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เชื่อมโยงกับรายได้ คุณภาพชีวิต สุขภาพจิต ความมั่นคง และอนาคตของคนรุ่นใหม่โดยตรง

theSPACE จัดกิจกรรมดังกล่าวในฐานะหนึ่งในคณะทำงานพัฒนาประเด็น “ระบบนิเวศสุขภาวะของ First Jobber” ภายใต้กระบวนการพัฒนาระเบียบวาระสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ร่วมกับ สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และภาคีเครือข่าย โดยมุ่งนำเสียงจากประสบการณ์จริงของคนรุ่นใหม่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ

🌱เปิดพื้นที่ให้ First Jobber รุ่นถัดไปเป็นผู้ออกแบบอนาคตของตนเอง
กิจกรรมถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการบรรยายหรือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครงาน แต่เป็นกระบวนการรับฟังอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งเปิดโอกาสให้นิสิตได้พูดถึงสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่จริง ก่อนสำเร็จการศึกษาและก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน

ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มย่อย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านกระบวนการสนทนากลุ่มและการร่วมออกแบบข้อเสนอ โดยมีกรอบการพูดคุย 4 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ความกังวลและปัญหาที่กำลังเผชิญ ภาพชีวิตการทำงานที่ต้องการ ระบบสนับสนุนที่ควรมี และสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงหากคนรุ่นใหม่สามารถร่วมออกแบบระบบการทำงานขึ้นใหม่ได้

กระบวนการดังกล่าวช่วยให้นิสิตสามารถถ่ายทอดทั้งความกลัว ความไม่มั่นใจ ความคาดหวัง และข้อเสนอจากมุมมองของผู้ที่กำลังยืนอยู่ตรงรอยต่อระหว่างมหาวิทยาลัยกับตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางชีวิตการทำงานในระยะยาว

เสียงจากผู้เข้าร่วมสะท้อนอย่างชัดเจนว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้ปฏิเสธการทำงาน ความรับผิดชอบ หรือความจำเป็นในการพัฒนาตนเอง พวกเขาตระหนักดีว่าการเริ่มต้นทำงานต้องอาศัยการเรียนรู้ การปรับตัว ความอดทน และการสั่งสมประสบการณ์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนรุ่นใหม่กำลังกังวลไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ตนเองพร้อมทำงานหรือยัง” แต่รวมถึงคำถามว่า “ระบบที่กำลังจะก้าวเข้าไปพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เริ่มต้นมากเพียงใด”

⚠️ 7 ความกังวลสำคัญ ก่อนก้าวสู่โลกการทำงาน
จากการรับฟังความคิดเห็นของนิสิตทั้ง 7 กลุ่ม พบความกังวลและความเปราะบางร่วมกัน 7 ประเด็นสำคัญ

- ประเด็นแรกคือ การแข่งขันในตลาดแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่โอกาสสำหรับผู้เริ่มต้นยังมีจำกัด ผู้เข้าร่วมจำนวนหนึ่งกังวลเรื่องการว่างงาน จำนวนตำแหน่งงานในบางสายอาชีพที่ไม่เพียงพอ การสอบแข่งขัน การสอบใบประกอบวิชาชีพ และเงื่อนไขการรับสมัครที่กำหนดให้ตำแหน่งระดับเริ่มต้นต้องมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน

- ประเด็นที่สองคือ ความรู้สึกว่าแม้จะเรียนจบ แต่ยังไม่มั่นใจว่าตนเองพร้อมทำงานจริง นิสิตเห็นว่าความรู้จากห้องเรียนเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ยังขาดโอกาสนำความรู้ไปใช้ในบริบทจริง โดยเฉพาะทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การใช้เทคโนโลยี การสัมภาษณ์งาน และการบริหารชีวิตในฐานะคนทำงาน

- ประเด็นที่สามคือ รายได้เริ่มต้นที่อาจไม่สัมพันธ์กับค่าครองชีพและต้นทุนของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เงินเดือนแรกไม่ได้มีหน้าที่เพียงรองรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว แต่ยังต้องครอบคลุมค่าอาหาร ที่พัก การเดินทาง หนี้การศึกษา และภาระต่อครอบครัว การมีงานทำจึงอาจยังไม่เท่ากับการมีความมั่นคง หากรายได้สุทธิไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

- ประเด็นที่สี่คือ ความกังวลต่อวัฒนธรรมองค์กรและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษ ทั้งการพบหัวหน้างานที่ใช้อารมณ์ เพื่อนร่วมงานที่ไม่ให้ความร่วมมือ การเลือกปฏิบัติ อคติระหว่างคนต่างรุ่น และการไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม หรือยอมรับความผิดพลาดในช่วงเริ่มต้น

- ประเด็นที่ห้าคือ ความกลัวว่างานจะกลืนชีวิต ผู้เข้าร่วมกล่าวถึงชั่วโมงทำงานที่ไม่แน่นอน การทำงานล่วงเวลา การถูกติดต่อนอกเวลางานหรือในวันหยุด รวมถึงการเดินทางระยะไกล ซึ่งล้วนส่งผลต่อเวลาพักผ่อน สุขภาพ ความสัมพันธ์กับครอบครัว และคุณภาพชีวิตโดยรวม

- ประเด็นที่หกคือ ความเครียดและภาวะหมดไฟที่อาจเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนมีงานทำ ความกดดันเกิดขึ้นตั้งแต่การหาที่ฝึกงาน การเตรียมสอบ การสมัครงาน การสัมภาษณ์ และการเผชิญกับความไม่แน่นอน ก่อนจะเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ระบบงานที่มีภาระและความคาดหวังสูง

- ประเด็นสุดท้ายคือ ความคาดหวังจากครอบครัวและสังคม ซึ่งทำให้การเริ่มต้นชีวิตการทำงานกลายเป็นการแข่งขันกับเวลา บางคนรู้สึกว่าต้องมีงานทำให้เร็ว ต้องมีรายได้ช่วยครอบครัว หรือเลือกอาชีพที่ได้รับการยอมรับ แม้เส้นทางนั้นอาจไม่สอดคล้องกับความสนใจหรือศักยภาพของตนเอง

ข้อค้นพบเหล่านี้สะท้อนว่า ความไม่พร้อมของ First Jobber ไม่ควรถูกอธิบายว่าเป็นข้อจำกัดของคนรุ่นใหม่เพียงฝ่ายเดียว แต่สัมพันธ์กับรอยต่อระหว่างระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน เงื่อนไขการรับสมัครงาน ระบบสอนงาน ค่าตอบแทน และมาตรฐานด้านสุขภาวะภายในองค์กร

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนรุ่นใหม่ไม่พยายามปรับตัว แต่อยู่ที่ระบบนิเวศรอบตัวพวกเขายังไม่พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม

🌿 งานที่ดีในมุมคนรุ่นใหม่ ต้องทำให้มีชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน
เมื่อชวนให้นิสิตมองไปข้างหน้าและออกแบบภาพชีวิตการทำงานที่ต้องการ พบว่า “งานที่ดี” ในมุมของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงชื่อตำแหน่ง เงินเดือน หรือชื่อเสียงขององค์กร ภาพชีวิตการทำงานที่ผู้เข้าร่วมอยากมีประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
* การได้ทำงานที่ตรงกับความสนใจและมีความหมาย
* การมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
* การมีสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว
* การทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นธรรม
* การมีหัวหน้าที่รับฟังและสามารถสอนงานได้
* การมีเพื่อนร่วมงานที่เคารพและช่วยเหลือกัน
* การมีโอกาสพัฒนาทักษะและเติบโตในสายอาชีพ
* การได้รับการดูแลด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสวัสดิการที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง

เสียงจากเวทีสะท้อนว่า นิยามของ “ความมั่นคงในการทำงาน” กำลังเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่อาจหมายถึงการมีตำแหน่งประจำหรืออยู่กับองค์กรเดิมเป็นเวลานาน ไปสู่ความมั่นคงที่ประกอบด้วยรายได้ที่เพียงพอ สิทธิที่ได้รับการคุ้มครอง ทักษะที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และความสามารถในการรักษาสุขภาพ ครอบครัว และตัวตนของตนเองไว้ได้

คนรุ่นใหม่จึงไม่ได้ต้องการเพียงมีงานทำ แต่ต้องการมีชีวิตที่ดีในขณะที่ทำงานด้วย

🤝 การเตรียม First Jobber ต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมของทั้งระบบ นอกจากการสะท้อนปัญหาแล้ว ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมกันเสนอระบบสนับสนุนที่ต้องการจากผู้เกี่ยวข้อง 5 ฝ่าย ได้แก่ มหาวิทยาลัย นายจ้าง ภาครัฐ ครอบครัว และสังคม ในมุมของนิสิต.......

- มหาวิทยาลัยไม่ควรทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิต แต่ควรเป็นสถาบันที่ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกการทำงาน ตั้งแต่การเตรียมทักษะวิชาชีพ ทักษะการสมัครงาน ทักษะชีวิต ความรู้ด้านการเงิน ภาษี และสิทธิแรงงาน ไปจนถึงการจัดประสบการณ์ฝึกงานที่มีคุณภาพ การเชื่อมโยงกับนายจ้าง และการติดตามบัณฑิตหลังสำเร็จการศึกษา

- นายจ้างควรเปิดโอกาสให้ผู้จบใหม่ได้เรียนรู้จากการทำงานจริง ลดเงื่อนไขด้านประสบการณ์ที่ไม่จำเป็น กำหนดหน้าที่ สัญญาจ้าง และเกณฑ์การประเมินให้ชัดเจน รวมถึงจัดให้มีระบบปฐมนิเทศ พี่เลี้ยง และสภาพแวดล้อมที่เคารพสิทธิและสุขภาวะของบุคลากร

- ภาครัฐควรมีบทบาทในการรับประกันความเป็นธรรมของการเริ่มต้น ตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูลและตำแหน่งงาน มาตรการส่งเสริมการจ้างงานครั้งแรก การพัฒนาทักษะ การกำกับมาตรฐานค่าตอบแทน การคุ้มครองแรงงาน การลดต้นทุนการเริ่มงาน และการสร้างหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมแรงงานรูปแบบใหม่

- ครอบครัวควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ รับฟังโดยไม่ตัดสิน เคารพการเลือกเส้นทางอาชีพ และไม่เร่งรัดความสำเร็จ ขณะเดียวกัน การออกแบบนโยบายไม่ควรตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าคนรุ่นใหม่ทุกคนมีครอบครัวที่สามารถสนับสนุนด้านการเงิน ที่พัก หรือค่าใช้จ่ายระหว่างหางานได้อย่างเท่าเทียมกัน

- ส่วนสังคมและชุมชนควรลดอคติต่อ First Jobber ยอมรับความหลากหลายของอาชีพ เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลอง แสดงศักยภาพ และเรียนรู้จากความผิดพลาด ตลอดจนสร้างเครือข่ายพี่เลี้ยง รุ่นพี่ ผู้ประกอบการ และโอกาสการจ้างงานในระดับพื้นที่

ข้อเสนอเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนา First Jobber ต้องตั้งอยู่บนหลัก “ความรับผิดชอบร่วม” ไม่ใช่การผลักภาระให้บุคคลหรือครอบครัวเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเปลี่ยนผ่านเพียงฝ่ายเดียว

📣 จากเสียงของนิสิต สู่ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ
ข้อมูลจากกิจกรรม OpenSPACE : First Jobber Listening Forum – Series 1 จะถูกนำไปสังเคราะห์ร่วมกับข้อมูลทางวิชาการและกระบวนการรับฟังจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อพัฒนาข้อเสนอในประเด็นระบบนิเวศสุขภาวะของ First Jobber ภายใต้กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19

แนวทางสำคัญที่ปรากฏจากเวทีครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งการจัดตั้งระบบบริการเปลี่ยนผ่านสู่โลกการทำงาน การปฏิรูประบบฝึกงาน การพัฒนานโยบายค่าตอบแทนและต้นทุนการเริ่มต้นชีวิตการทำงาน การกำหนดมาตรฐานองค์กรสุขภาวะ การสร้างระบบพี่เลี้ยงและพัฒนาหัวหน้างาน การจัดบริการสุขภาพจิต การพัฒนาระบบข้อมูลตลาดแรงงาน การปรับหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับชีวิตการทำงาน และการสร้างหลักประกันทางสังคมที่ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่และรูปแบบการจ้างงาน

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่สามารถดำเนินการแยกออกจากกันได้ เพราะการมีแพลตฟอร์มหางานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากตำแหน่งงานยังเรียกร้องประสบการณ์เกินความจำเป็น การเพิ่มทักษะอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด หากค่าตอบแทนไม่เพียงพอหรือสถานที่ทำงานไม่ปลอดภัย และบริการสุขภาพจิตอาจกลายเป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุ หากภาระงาน วัฒนธรรมองค์กร และการคุ้มครองสิทธิยังไม่ได้รับการปรับปรุง

🔄 เปลี่ยนจากคำถามว่า “คนรุ่นใหม่พร้อมหรือยัง” สู่คำถามว่า “ระบบพร้อมหรือยัง”

กิจกรรมครั้งนี้ยืนยันว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ควรสิ้นสุดลงในวันที่บุคคลสำเร็จการศึกษา และไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงจากจำนวนผู้มีงานทำ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า งานแรกนั้นมีคุณภาพเพียงใด เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ศักยภาพหรือไม่ มีรายได้และหลักประกันเพียงพอหรือไม่ ได้รับโอกาสให้เรียนรู้และเติบโตหรือไม่ และสามารถรักษาสุขภาวะกับความหวังต่ออนาคตไว้ได้หรือไม่

การปล่อยให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานโดยไม่มีระบบส่งต่อและการคุ้มครอง ไม่เพียงสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของบุคคล แต่ยังทำให้การลงทุนด้านการศึกษาของประเทศไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลิตภาพและศักยภาพของกำลังแรงงานได้อย่างเต็มที่

ผลที่ตามมาอาจปรากฏในรูปของการว่างงาน การทำงานต่ำกว่าระดับทักษะ การลาออกในระยะแรก ภาวะหมดไฟ การเปลี่ยนออกจากสายวิชาชีพ และการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบการทำงาน

🔄 ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากคำถามว่า
“จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่พร้อมทำงาน”

ไปสู่คำถามที่กว้างขึ้นว่า
“จะทำอย่างไรให้ระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน องค์กร และระบบสวัสดิการ พร้อมรองรับคนรุ่นใหม่”

💬 สำหรับ theSPACE การเปิดพื้นที่รับฟังในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการรวบรวมความคิดเห็น แต่เป็นการยืนยันว่า คนรุ่นใหม่ควรมีสิทธิร่วมออกแบบระบบที่พวกเขากำลังจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง

🌱 เพราะเมื่อก้าวแรกได้รับการออกแบบอย่างมีคุณภาพ คนรุ่นใหม่จะไม่ได้เพียงเข้าสู่ตำแหน่งงาน แต่จะสามารถเติบโตเป็นกำลังแรงงานที่มีทักษะ มีสุขภาวะ มีความมั่นคง และมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาองค์กร ครอบครัว สังคม และประเทศได้อย่างยั่งยืน

#ก้าวแรกสู่โลกการทำงาน #ระบบนิเวศสุขภาวะ #สุขภาวะคนทำงาน #คนรุ่นใหม่ #นิสิตนักศึกษา #บัณฑิตจบใหม่ #ตลาดแรงงาน #การพัฒนาทุนมนุษย์ #งานที่ดี #คุณภาพชีวิตการทำงาน #สุขภาพจิตวัยทำงาน #องค์กรสุขภาวะ #ทักษะแห่งอนาคต #มหาวิทยาลัยบูรพา #สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ #สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ #เสียงคนรุ่นใหม่ #ข้อเสนอเชิงนโยบาย #พื้นที่รับฟัง #ร่วมออกแบบอนาคต

🎬 DeepDive EP.2🏫 ลดความเสี่ยงโรค NCDs ต้องเริ่มจากห้องเรียน👩‍🏫 คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนคุณภาพการเรียนรู้ด้านสุขภาพให้เด็ก❓...
04/08/2026

🎬 DeepDive EP.2
🏫 ลดความเสี่ยงโรค NCDs ต้องเริ่มจากห้องเรียน
👩‍🏫 คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนคุณภาพการเรียนรู้ด้านสุขภาพให้เด็ก
❓ ประเทศไทยจะลดโรค NCDs ได้จริงหรือ… หากครูไม่มีเวลาสอนเรื่องสุขภาพ?

ทุกวันนี้ ครูจำนวนมากไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องรับผิดชอบงานบริการสุขภาพ งานเอกสาร และการกรอกข้อมูลจากหลายหน่วยงาน จนเวลาที่ควรเป็นของเด็ก ค่อย ๆ หายไปจากห้องเรียน

💬 คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“จะสอนสุขศึกษาอย่างไร” แต่คือ
“เราจะคืนเวลาให้ครูได้อย่างไร”
เพราะการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่คนป่วย หากเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

🩺 เมื่อพูดถึงโรค NCDs…
หลายคนอาจนึกถึงโรงพยาบาล หมอ หรือการรักษา
แต่หากต้องการลดจำนวนผู้ป่วยในระยะยาว จุดเริ่มต้นอาจไม่ใช่ “ห้องตรวจ” หากเป็น “ห้องเรียน”

🏫 เพราะโรงเรียนคือพื้นที่ที่เด็กใช้เวลาเรียนรู้ เติบโต และหล่อหลอมพฤติกรรมการใช้ชีวิตในระยะยาว หากครูมีเวลาออกแบบการเรียนรู้ด้านสุขภาพได้อย่างเต็มที่ เด็กก็มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักดูแลสุขภาพของตนเอง และลดความเสี่ยงต่อโรค NCDs ในอนาคต
แต่วันนี้…

📄 ครูกลับต้องใช้เวลากับงานบริการสุขภาพ
📝 งานเอกสาร
💻 และการกรอกข้อมูลจำนวนมาก
จนเวลาที่ควรเป็นของการเรียนรู้ค่อย ๆ ลดลง

💡 คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า
“จะสอนเรื่องสุขภาพอย่างไร” แต่คือ ....
“เราจะออกแบบระบบอย่างไร เพื่อคืนเวลาให้ครู และคืนคุณภาพการเรียนรู้ให้เด็ก”


🎙️ DeepDive EP.2
theSPACE ชวนพูดคุยกับ ผศ.ดร.ชินันท์ บุญเรืองรัตน์
รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ลิงค์อยู่ที่คอมเมนท์)

ร่วมสำรวจบทบาทของระบบการศึกษาในฐานะ “ด่านหน้า” ของการป้องกันโรค NCDs ผ่าน
✅ การลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนของครู
✅ การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
✅ การสร้างเด็กที่ “รักสุขภาพ” มากกว่าการจดจำความรู้ในตำรา

#โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง #สุขภาพเด็ก #สุขศึกษา #โรงเรียน #ครู #ลดภาระครู

SPACEi interview | DeepDive EP.2ลดความเสี่ยงโรค NCDs เริ่มได้จากห้...

ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาดคน…แต่กำลังสูญเสีย “ทุนมนุษย์” ตั้งแต่วันแรกที่คนรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานประเทศไทยกำลังเข้าสู่...
03/08/2026

ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาดคน…
แต่กำลังสูญเสีย “ทุนมนุษย์” ตั้งแต่วันแรกที่คนรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ “คน” จะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ เมื่อเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง วัยแรงงานกำลังหดตัว และสังคมกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างพูดถึงปัญหา “คนไม่พอ”

แต่คำถามที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ… ประเทศไทยกำลังใช้ศักยภาพของคนที่มีอยู่ได้เต็มที่แล้วหรือยัง?

หากมองไปที่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber หรือผู้เริ่มต้นทำงาน คำตอบอาจไม่ใช่อย่างที่เราคาดหวัง เพราะสำหรับคนจำนวนไม่น้อย “งานแรก” ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเปราะบาง บางคนทำงานต่ำกว่าศักยภาพที่มี บางคนทำงานไม่ตรงกับทักษะที่เรียนมา หลายคนต้องเผชิญรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ ขณะที่อีกไม่น้อยต้องแบกรับความเครียด ความไม่มั่นคง และแทบไม่มีเวลาเรียนรู้หรือพัฒนาตัวเอง

เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับคนเพียงคนเดียว อาจเป็นปัญหาของชีวิตคนคนหนึ่ง แต่เมื่อมันเกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก นี่ไม่ใช่ปัญหาของแรงงานอีกต่อไป

แต่มันคือการสูญเสีย “ทุนมนุษย์” ของประเทศ เพราะประเทศไม่ได้สูญเสียเพียงแรงงานหนึ่งคน แต่กำลังสูญเสียความรู้ ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ ผลิตภาพ และศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมของคนทั้งรุ่น



น่าสนใจว่า ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์นี้ หลายประเทศทั่วโลกกลับกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “การพัฒนา” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความสำเร็จของประเทศมักถูกวัดจากตัวเลข GDP ยิ่งเศรษฐกิจเติบโตมากเท่าไร ประเทศนั้นก็ยิ่งถูกมองว่าประสบความสำเร็จมากขึ้น
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำถามใหม่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ บนเวทีโลก

หากเศรษฐกิจเติบโต แต่คนกลับไม่มีความสุข สุขภาพแย่ลง ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น และคนรุ่นใหม่มองไม่เห็นอนาคต เราจะยังเรียกสิ่งนั้นว่า “การพัฒนา” ได้จริงหรือ? คำถามนี้ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) และเครือข่าย EU Wellbeing Economy Coalition เสนอแนวคิดใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากหลายประเทศ นั่นคือ Well-being Economy หรือ “เศรษฐกิจที่มีสุขภาวะของผู้คนเป็นเป้าหมาย”

แนวคิดนี้ไม่ได้บอกว่า “ไม่ต้องเติบโตทางเศรษฐกิจ” แต่กำลังชวนให้มองว่า เศรษฐกิจควรเป็นเครื่องมือในการทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น มากกว่าจะเป็นเป้าหมายในตัวเอง เพราะประเทศที่แข็งแรง ไม่ได้วัดกันเพียงว่า GDP เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องวัดด้วยว่า ผู้คนมีสุขภาพที่ดีหรือไม่ เด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพหรือไม่ คนวัยทำงานมีงานที่มั่นคงหรือไม่ และทุกคนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเองตลอดช่วงชีวิตหรือไม่

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สะท้อน “ทุนมนุษย์” ของประเทศได้ดีกว่าตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว



หากมองกลับมาที่ประเทศไทย แนวคิดนี้ยิ่งมีความหมายมากขึ้น
“สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือเหตุผลเดียวกับที่ WHO และหลายประเทศทั่วโลก กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการพัฒนา จากการวัด GDP ไปสู่การลงทุนกับทุนมนุษย์”

เพราะเราอาจไม่สามารถทำให้เด็กเกิดมากขึ้นได้ในเวลาอันสั้น
แต่เราสามารถทำให้ “คนที่มีอยู่” เติบโตได้เต็มศักยภาพ
และจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุด ก็คือช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน

หาก First Jobber ได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานในระบบที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีงานที่มีคุณภาพ มีรายได้ที่เหมาะสม มีสุขภาวะที่ดี และมีโอกาสพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ประเทศก็จะได้แรงงานที่มีผลิตภาพ พร้อมสร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

แต่หากคนรุ่นใหม่ต้องเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยความเปราะบาง เราก็อาจกำลังสูญเสียโอกาสในการสร้างทุนมนุษย์ของประเทศ ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน



นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อ “การลงทุน”

สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น “งบประมาณด้านสังคม” ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การพัฒนาทักษะ สุขภาพ การคุ้มครองทางสังคม หรือการสร้างงานที่มีคุณภาพกำลังถูกมองใหม่ว่า นี่ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือ การลงทุนระยะยาวกับทุนมนุษย์ เพราะในโลกที่แข่งขันกันด้วยความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ประเทศที่ได้เปรียบที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่มีประชากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถทำให้ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ



สำหรับประเทศไทย คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า เราจะสร้าง GDP ให้โตได้อีกกี่เปอร์เซ็นต์

แต่คือ
เราจะออกแบบระบบนิเวศแบบไหน ที่ทำให้ First Jobber ไม่ต้องเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยความเปราะบาง แต่สามารถเติบโตเป็น “ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพของประเทศได้จริง

เพราะในวันที่จำนวนคนลดลง ทุกศักยภาพที่สูญเสียไป ไม่ใช่แค่การสูญเสียของคนคนหนึ่ง แต่คือการสูญเสียอนาคตของประเทศไทยทั้งประเทศ



theSPACE 💬 ชวนคิด

หากประเทศไทยต้องลงทุนกับ “ทุนมนุษย์” อย่างจริงจัง
คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งแรกที่ควรเปลี่ยน เพื่อให้ First Jobber เติบโตได้เต็มศักยภาพ?

เพราะ “งานแรก” อาจไม่ได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงาน
แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตประเทศด้วย



#ทุนมนุษย์ #การพัฒนาคน

ที่อยู่

BANGKHUNTEAN
Bangkok
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ the SPACEผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท