The Money Trends The Money Trends by aomMONEY สื่อด้านการเงินและการลงทุนที่เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็น “โอกาส”

http://aomMONEY.com ทีมงานคนหน้าตาดี ที่มีความใฝ่ฝันอยากเห็นคนไทยใช้เงินเป็น มีการบริหารเงินที่ดี และร่ำรวยไปด้วยกัน

aomMONEY มีจุดประสงค์เพื่อสร้าง community เล็กๆในการให้ความรู้เรื่องการเงินที่ถูกต้อง จากนักเขียนผู้ที่มีความรู้ทางการเงินเป็นอย่างดีมาช่วยแชร์ประสบการณ์และให้คำแนะนำ โดยนำเสนอออกมาในรูปแบบบทความ และอินโฟกราฟฟิกที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ รวมถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการเงิ

น เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของทุกคนได้

aomMoney ขอเป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่ให้คุณได้ทำตามความฝัน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินไปเที่ยว ซื้อบ้าน ซื้อรถ เก็บเงินเพื่อแต่งงาน หรือความฝันอื่นๆ ที่จะต้องใช้เงินเป็นทุน หากใครยังไม่รู้ว่าควรวางแผนและเตรียมตัวอย่างไร เรามี Guideline จากที่ปรึกษาทางการเงินมาแนะนำด้วยเช่นกัน และรวมถึงการวางแผนการเกษียณอายุในอนาคต และการมีอิสรภาพการเงินอย่างเต็มตัว ขอให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาสุขภาพทางการเงินของทุกคนให้ดีขึ้น เมื่อสุขภาพทางการเงินของคุณดี ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคุณให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีก

[ บริจาคที่ดินให้วัดได้ "บุญ"แต่บริจาคให้โรงพยาบาล ได้ "สิทธิรักษาฟรี" ]สัปดาห์ที่แล้ว The Money Trends นำเสนอเรื่องราวข...
28/08/2026

[ บริจาคที่ดินให้วัดได้ "บุญ"
แต่บริจาคให้โรงพยาบาล ได้ "สิทธิรักษาฟรี" ]
สัปดาห์ที่แล้ว The Money Trends นำเสนอเรื่องราวของการบริจาคเงินเพื่อสิทธิพิเศษ ‘รักษาพยาบาลฟรี 100%’ ว่าต้องบริจาคเงินเท่าไหร่ ถึงจะได้รับการรักษาฟรีในโรงพยาบาลต่าง ๆ [อ่านเรื่องราวนี้ได้ในคอมเมนต์] แต่ก็มีคำถามชวนสงสัยตามมาเช่นกันว่า
“ถ้าไม่บริจาคเงิน จะมีอย่างอื่นให้บริจาคเพื่อรับสิทธิรักษาฟรี 100% บ้างไหม”
คำตอบคือ “มี”
ข้อมูลจาก ‘ระเบียบสมนาคุณผู้อุปการะ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล’ ระบุว่า ผู้อุปการะ หมายถึง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะฯ อันเนื่องจากการบริจาคเงิน หรือ ‘ที่ดิน’ ตามจำนวนที่กำหนด
กล่าวคือ นอกเหนือจากการบริจาคเงินเพื่อให้ได้สิทธิลดหย่อนค่ารักษาพยาบาล เรายังสามารถบริจาคที่ดินให้มูลนิธิ เพื่อให้เราได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อุปการะ และได้สิทธิประโยชน์ด้านค่ารักษาพยาบาลได้ด้วย
โดยระเบียบของศิริราชมูลนิธิยังอธิบายต่อว่า ‘กรณีบริจาคที่ดิน คณะฯ จะอ้างอิงราคาประเมินที่ดินที่หน่วยงานราชการกำหนด’ เช่นนั้นแล้วที่ดินที่บริจาคจะต้องมีราคาประเมินเท่าไหร่ ? เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ด้านค่ารักษาพยาบาล เกณฑ์นี้เป็นเกณฑ์เดียวกันกับการบริจาคเงิน
🟠 5 แสน - 1.9 ล้าน: ลดหย่อนค่ารักษาพยาบาล ผู้ป่วยใน-นอก 15% ของตนเอง
🟠 2 ล้าน - 9.9 ล้าน: ลดหย่อนค่ารักษาฯ ผู้ป่วยใน-นอก 20/25% ของตนเอง
🟠 10 ล้าน - 19.9 ล้าน: ลดหย่อนค่ารักษาฯ ผู้ป่วยใน-นอก 30/35% ของตนเองและผู้อุปการะสบทบ
🟠 20 ล้าน - 39.9 ล้าน: ลดหย่อนค่ารักษาฯ ผู้ป่วยใน-นอก 35/40% ของตนเองและผู้อุปการะสบทบ
🟠 40 ล้าน - 49.9 ล้าน: ลดหย่อนค่ารักษาฯ ผู้ป่วยใน-นอก 50% ของตนเองและผู้อุปการะสบทบ
🟢 50 ล้านเป็นต้นไป: ลดหย่อนค่ารักษาฯ 100% ของตนเองและผู้อุปการะสบทบ
(ใช้สิทธิได้ที่โรงพยาบาลศิริราช, ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก และ ศูนย์บริการสุขภาพผู้สูงอายุ ศิริราช - สมุทรสาคร)
แล้วหน่วยงานราชการจะมีแนวทางการประเมินราคาที่ดินของเราอย่างไร ? เรื่องนี้ ‘กรมธนารักษ์’ จะเข้ามามีบทบาทต่อตรงนี้
แนวทางการจัดทำราคาประเมินของกรมธนารักษ์จะใช้ข้อมูล ประกอบไปด้วย
1.สภาพการใช้ประโยชน์ของที่ดิน
2.ทำเลและลักษณะของพื้นที่
3.ราคาซื้อขายจริงตามตลาด
4.ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน
5.การพัฒนาเมือง และนโยบายด้านการประเมินของกรมธนารักษ์
โดยมีกองมาตรฐานการประเมินราคาทรัพย์สิน (ส่วนกลาง) และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ (ทุกจังหวัด) ร่วมกันรวบรวมข้อมูล สำรวจพื้นที่ และกำหนดราคาประเมิน
ซึ่งการบริจาคที่ดินเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยขจากทางโรงพยาบาล ไม่ได้ปรากฎแค่ที่ของศิริราชมูลนิธิเท่านั้น แต่ยังปรากฎใน สิทธิประโยชน์การเป็นผู้บริจาคแก่สภากาชาดไทยด้วย แต่ก็จะมีเกณฑ์มูลค่าเงินที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละโรงพยาบาล/มูลนิธิ
และการที่เราจะบริจาคที่ดิน ไม่ใช่แค่เรื่องของคนมีที่ดินราคาแพงเท่านั้น เพราะแม้ที่ดินราคาประเมินจะเริ่มต้นที่หลักแสน แต่ก็ยังได้รับสิทธิลดหย่อนค่ารักษาพยาบาล ไม่จำเป็นต้องมีที่ดินหลักสิบล้านเสมอไป ทว่าก็มีเรื่องที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจบริจาคเช่นกัน คือ
1.ที่ดินแปลงนั้นอาจไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอยู่แล้ว หรือเป็นที่ดินที่ตกทอดมาโดยไม่มีแผนจะใช้ในอนาคต
2.เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของแต่ละโรงพยาบาล/มูลนิธิไม่เหมือนกัน ควรสอบถามรายละเอียดกับหน่วยงานนั้น ๆ ก่อนดำเนินการ
มาถึงตรงนี้ การบริจาคที่ดินให้โรงพยาบาล เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับคนที่มีที่ดินอยู่แล้ว ที่อยากจะเปลี่ยนที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ ให้กลายเป็น ‘หลักประกันสุขภาพ’ ให้ตัวเองและคนในครอบครัวในระยะยาว ซึ่งอาจมีค่ามากกว่าที่ดินที่ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ
#บริจาค #รักษาพยาบาล #สุขภาพ #ประกันสุขภาพ

การขยายของธุรกิจส่งออก ไม่ได้เริ่มต้นที่ตลาดปลายทาง แต่เริ่มตั้งแต่การสร้างระบบที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นทาง 🌾KUPORNSUWAN GROU...
28/08/2026

การขยายของธุรกิจส่งออก ไม่ได้เริ่มต้นที่ตลาดปลายทาง แต่เริ่มตั้งแต่การสร้างระบบที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นทาง 🌾
KUPORNSUWAN GROUP จากเครือข่ายเกษตรกรไทย 🧑🏻‍🌾 สู่ธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตรที่มีคู่ค้ากว่า 5 ประเทศ 🌎 เกษตรกรพันธมิตรกว่า 100 ราย และกำลังการส่งออกมากกว่า 5,000 ตันต่อปี โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพตั้งแต่การคัดเลือกผลผลิต ไปจนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและโลจิสติกส์
เพราะการสร้างธุรกิจให้เติบโตในตลาดโลก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบและเครือข่ายที่ทำให้ “คุณภาพ” เดินทางไปพร้อมกับความเชื่อมั่น 💪🏻
👉🏻 สามารถอ่านต่อได้ที่

KUPORNSUWAN GROUP ดำเนินธุรกิจจัดหา คัดสรร และส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพจากประเทศไทยสู่ตลาดสากล โดยให้ความสำคัญกับการ...

"นักลงทุนที่ชาญฉลาด คือผู้ที่มองโลกตามความเป็นจริงเขาจะทำกำไรกับคนที่มองโลกในแง่ดีเกินไปและสะสมทุนจากคนที่มองโลกในแง่ร้า...
28/08/2026

"นักลงทุนที่ชาญฉลาด คือผู้ที่มองโลกตามความเป็นจริง
เขาจะทำกำไรกับคนที่มองโลกในแง่ดีเกินไป
และสะสมทุนจากคนที่มองโลกในแง่ร้ายเกินไป"
- เบนจามิน เกรแฮม, ปรมาจารย์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า
#เบนจามินเกรแฮม

สินค้าดีอย่างเดียว อาจยังไม่พอสำหรับการพาธุรกิจไปตลาดโลก เพราะการขยายธุรกิจต้องคิดตั้งแต่ “ตลาด” ไปจนถึง “โมเดลการส่งออก...
28/08/2026

สินค้าดีอย่างเดียว อาจยังไม่พอสำหรับการพาธุรกิจไปตลาดโลก เพราะการขยายธุรกิจต้องคิดตั้งแต่ “ตลาด” ไปจนถึง “โมเดลการส่งออก” 🐎
👨🏻‍🌾 Yana Farm แบรนด์นมแพะไทย คว้ารางวัล Export Business Model Canvas พร้อมวางโมเดลส่งออก “Fresh Premium + Long-Life” เพื่อรับมือทั้งเรื่องความสด ระยะทาง ช่องทางจำหน่าย และต้นทุนโลจิสติกส์
Yana Farm จึงสะท้อนว่า การเติบโตในตลาดต่างประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบ Business Model ให้เหมาะกับโอกาสและข้อจำกัดของแต่ละตลาด 📈
👉🏻 สามารถอ่านต่อได้ที่

“Fresh Premium + Long-Life” ยกระดับสินค้าเกษตรไทยด้วยจุดแข็ง 100% Fresh Goat Milk, A2 Protein, Halal และการออกแบบโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาด

28/08/2026

"ญี่ปุ่นกำลังค่อยๆ ถอยห่างจากประเทศไทย" ไม่ว่าจะมองจากทั้งในแง่ของตัวเลขเงินลงทุน จำนวนแรงงานทักษะสูงในไทย หรือแม้แต่ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ในไทย ช่องว่างเหล่านี้กำลังเปิดโอกาสให้จีนเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น เรื่องนี้เป็นอย่างไร ? คลิปนี้มีคำอธิบาย
#ลงทุน #ทุนจีน #ไฮไลท์

💵 อยากถือกองทุนยาวๆ ซัก 10 ปีให้ลูก จะเลือก DCA กองทุนไหนดี ?อินโฟกราฟิกนี้ The Money Trends ขอเสนอไอเดีย "7 กองทุนที่ถื...
27/08/2026

💵 อยากถือกองทุนยาวๆ ซัก 10 ปีให้ลูก
จะเลือก DCA กองทุนไหนดี ?
อินโฟกราฟิกนี้ The Money Trends ขอเสนอไอเดีย "7 กองทุนที่ถือได้ยาว ๆ 10 ปี" ที่มีผลตอบแทนย้อนหลัง 5-10 ปี แข็งแกร่ง แถมยังสะท้อนวัฏจักรตลาดทั้งช่วงขาขึ้น-ลง และผ่านช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต่างๆ มาในรอบทศวรรษ
พร้อมจำลองผลงานให้เห็นภาพว่าถ้าเรา DCA แต่ละกองทุนเมื่อ 10 ปีก่อน เดือนละ 10,000 บาท มาวันนี้ เงินของเราจะงอกเงยเป็นเท่าไหร่ ? เพื่อเป็นแนวทางตลอดจนแรงบรรดาลใจให้เราในอนาคต
ใครที่กำลังวางแผนลงทุนระยะยาว ไม่ว่าจะเตรียมไว้ให้ลูกที่กำลังโต หรือให้ตัวเองในอนาคต กองทุนเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คุณอาจกำลังตามหา
อ้างอิง: settrade และ หนังสือชี้ชวนของแต่ละกองทุน ข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2569
🔴การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
*ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
**การคำนวณจำนวนเงินเมื่อผ่านไป 10 ปี เป็นการคำนวณสมมติโดยอิงผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีต ไม่ใช่การพยากรณ์หรือรับประกันผลตอบแทนในอนาคต และ ไม่ได้หักค่าธรรมเนียม ภาษี หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนจริงต่ำกว่าตัวเลขที่แสดง และคำนวณผ่านเครื่องคิดเลขทางการเงิน
#กองทุน #ลงทุน #ลงทุนกองทุน

คนรวย “ไม่มีทายาท” ทำ ”พินัยกรรม” หมื่นล้าน ไม่ให้คนที่บ้านเพราะเหมือน "ยื่นยาพิษให้"ถ้าคนที่รวยเป็นหมื่นล้าน แต่ไม่มีลู...
27/08/2026

คนรวย “ไม่มีทายาท” ทำ ”พินัยกรรม” หมื่นล้าน ไม่ให้คนที่บ้านเพราะเหมือน "ยื่นยาพิษให้"
ถ้าคนที่รวยเป็นหมื่นล้าน แต่ไม่มีลูกหลานให้สืบทอดมรดกสายตรงเลยสักคน เขาจะวางแผนจัดการทรัพย์สินยังไงให้มันกลายเป็น "มรดกที่ยั่งยืน" แทนที่จะเป็น "ยาพิษ" ทำลายครอบครัวในวันที่เขาจากไป
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่สมมติฐาน แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงของ “คุณวิกรม กรมดิษฐ์” ผู้ก่อตั้ง บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) คุณวิกรมไม่มีบุตรหรือทายาทสืบสกุลสายตรงเลยแม้แต่คนเดียว
และได้ประกาศทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินส่วนตัวประมาณ 95% คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิอมตะเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตั้งแต่ที่ดิน อาคาร คอนโดมิเนียม หุ้น ไปจนถึงรถหรูสะสมส่วนตัว
แล้วทำไมเขาถึงไม่ยกสมบัติส่วนตัว ให้กับพี่น้องหรือคนในตระกูลแทน?
เหตุผลคือ คุณวิกรมเคยบอกไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า พี่น้องทุกคนของเขาต่างมีฐานะมั่นคงอยู่แล้ว หากเขาแบ่งสมบัติส่วนตัวให้เป็นรายบุคคล อาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันระหว่างพี่น้อง และกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในตระกูลในภายหลัง เขาได้เปรียบเทียบไว้อย่างน่าจดจำว่าเหมือน "การยื่นยาพิษให้"
ศึกแย่งมรดกที่ลากยาวเป็นคดีความในชั้นศาลนานหลายปี ตัวอย่างแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นตระกูลนักธุรกิจใหญ่ในไทยหรือต่างประเทศ บางครอบครัวถึงขั้นไม่พูดกันเลยตลอดชีวิต
การที่คุณวิกรมเลือกส่งต่อทรัพย์สินให้มูลนิธิ แทนที่จะแบ่งให้ญาติพี่น้อง ไม่ใช่การหนีปัญหาแต่คือการออกแบบระบบที่ตัดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง แล้วระบบที่ว่านี้มันหน้าตาเป็นยังไง?
1. โมเดล "พินัยกรรม + มูลนิธิ" บริหารตลอดชีพ และส่งมอบเมื่อลาโลก
คุณวิกรมไม่ได้โอนทรัพย์สินทั้งหมดให้สาธารณะทันที ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เลือกทำพินัยกรรมระบุการยกทรัพย์สินล่วงหน้าไว้ ตราบใดที่ยังมีชีวิต ทรัพย์สินทั้งหมดยังอยู่ในมือเขา สามารถบริหารและใช้ประโยชน์ทางธุรกิจได้เต็มที่ แต่ในวันที่เขาจากไป ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกโอนเข้ามูลนิธิอมตะแบบ 100%
2. เปลี่ยนสถานะของเครือญาติจาก "ผู้รับมรดก" ให้กลายเป็น "บอร์ดบริหารมูลนิธิ"
แม้จะไม่มีการแบ่งสมบัติส่วนตัวเป็นรายบุคคล แต่คุณวิกรมดึงพี่น้อง และสมาชิกในครอบครัวเข้ามามีบทบาทในฐานะคณะกรรมการบริหารมูลนิธิอมตะร่วมกัน เท่ากับเปลี่ยนพลังงานที่อาจกลายเป็นการแย่งชิงเงินส่วนตัว ให้กลายเป็นเวทีของการทำงานร่วมกันเพื่อสังคมแทน ไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษา รางวัลวรรณกรรม หรือโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มูลนิธิดำเนินมาต่อเนื่องกว่า 30 ปี
3. ส่งต่อองค์กรให้มืออาชีพ ไม่ยึดติดกับสายเลือดตระกูล
คุณวิกรมเริ่มปรับโครงสร้าง และผังการทำงานใหม่ในอมตะ เพื่อลดความเสี่ยงจากการผูกธุรกิจไว้กับตัวบุคคล หรือครอบครัวมากเกินไปเปิดทางให้พาร์ทเนอร์ และผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO และบริหารจัดการองค์กร การไม่จำกัดตำแหน่งผู้นำสูงสุดไว้เฉพาะคนในตระกูล ช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างโปร่งใสด้วยระบบสากล และป้องกันปัญหาการล้มเหลวของธุรกิจกงสีในระยะยาว
คุณวิกรมยังเคยบอกไว้ว่า "เราเกิดมาจากศูนย์ และจากไปเป็นศูนย์ ในระหว่างศูนย์ เราควรสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ และคุณค่าฝากไว้ให้กับสังคม" และเขาหวังว่าการกระทำนี้จะเป็นมาตรฐานใหม่ ให้มหาเศรษฐีไทยหันมาทำสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมมากขึ้น
สำหรับคนที่มีทรัพย์สินมาก แต่ไม่มีทายาทสายตรง การวางแผนที่ดีที่สุดไม่ใช่การมองหาว่า "ใครจะมารับเงินไปใช้" แต่คือการออกแบบระบบว่าจะ "ส่งต่อคุณค่า และความคิดของเราให้ทำงานเพื่อโลกใบนี้ต่อไปยังไง" แม้ในวันที่เราไม่อยู่แล้วก็ตาม
สุดท้ายแล้ว มรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่คนคนหนึ่งทิ้งไว้ อาจไม่ใช่ตัวเลขในบัญชี แต่คือระบบและแนวคิดที่ยังคงทำงานต่อไปได้ แม้ว่าเขาจะไม่อยู่แล้วก็ตาม
#พินัยกรรม

[ Sauce Skills ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ จับมือ UOB FinLab เปิดตัวหลักสูตร Leadership Skills สำหรับ ทายาทธุรกิจ ]บริษั...
27/08/2026

[ Sauce Skills ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ จับมือ UOB FinLab เปิดตัวหลักสูตร Leadership Skills สำหรับ ทายาทธุรกิจ ]
บริษัท ซอสสกิลส์ จำกัด (Sauce Skills บริษัทร่วมทุนของ THE STANDARD และ Bluebik Group PLC.) และ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย โดยยูโอบี ฟินแล็บ (UOB FinLab) หน่วยงานบ่มเพาะด้านนวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ดิจิทัลและความยั่งยืนดำเนินงานภายใต้ธนาคารยูโอบี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) สนับสนุนหลักสูตร "Legacy Leaders: NextGen Transformation Academy" หลักสูตรพัฒนาทายาทธุรกิจครอบครัวที่มุ่งเสริมศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ พร้อมสร้างรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว ภายใต้แนวคิด "รักษาความสัมพันธ์ของครอบครัวให้ยั่งยืน เพื่อสืบทอดธุรกิจให้มั่นคง"
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายสำคัญของธุรกิจครอบครัวไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน โดยข้อมูลจาก STEP Global Family Business Survey ระบุว่า กว่าร้อยละ 70 ของธุรกิจครอบครัวไทยยังไม่มีแผนสืบทอดธุรกิจอย่างเป็นระบบ ขณะที่ผลการศึกษาของธนาคารยูโอบีพบว่า เกือบร้อยละ 40 ของผู้มีรายได้สูงยังไม่ได้เริ่มวางแผนส่งต่อความมั่งคั่ง
สะท้อนให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมด้านภาวะผู้นำ การบริหารความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และการวางแผนการส่งต่อธุรกิจ กำลังเป็นวาระสำคัญของผู้ประกอบการไทยในปัจจุบัน
เพื่อร่วมตอบโจทย์ดังกล่าว Sauce Skills และ UOB FinLab ได้ผสานความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผู้นำและการสนับสนุนธุรกิจครอบครัว เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ ผ่านองค์ความรู้เชิงลึกด้านการเงิน การบริหารธุรกิจ และการส่งต่อความมั่งคั่ง พร้อมสร้างเครือข่ายระหว่างทายาทธุรกิจ เจ้าของกิจการ และผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนเปิดโอกาสต่อยอดความร่วมมือผ่านเครือข่ายพันธมิตรของธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และ UOB FinLab
โดยมีคุณมาโนช พฤฒิสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซอสสกิลส์ จำกัด และ คุณปิยพร รัตน์ประสาทพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้ากลุ่มงานเครือข่ายสาขาและบริการดิจิทัล ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง ณ อาคารยูโอบี พลาซา กรุงเทพ
คุณมาโนช พฤฒิสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซอสสกิลส์ จำกัด กล่าว "หลักสูตร Legacy Leaders ออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์จริงที่เกิดขึ้นในบ้านและในบริษัทของทายาทธุรกิจ ความร่วมมือกับ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ครั้งนี้ช่วยยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ ด้วยองค์ความรู้จากสถาบันการเงินระดับภูมิภาคที่ทำงานใกล้ชิดกับธุรกิจครอบครัวมาอย่างยาวนาน"
คุณบัลลังก์ ว่องธวัชชัย ผู้อำนวยการอาวุโส Head of Digital Engagement & Ecosystem Partnership ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย และการส่งต่อธุรกิจสู่คนรุ่นถัดไปเป็นมากกว่าการส่งต่อทรัพย์สินหรือบทบาทการบริหาร แต่คือการเตรียมความพร้อมให้ผู้นำรุ่นใหม่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ยูโอบีมีความยินดีที่ได้ร่วมกับ Sauce Skills สนับสนุนหลักสูตร Legacy Leaders ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทั้งองค์ความรู้ เครือข่าย และมุมมองทางธุรกิจที่จำเป็นสำหรับทายาทธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถสานต่อธุรกิจครอบครัวได้อย่างมั่นคงและสร้างการเติบโตในระยะยาว”
ภายในงานยังมีการเสวนาพิเศษหัวข้อ “รักษาความสัมพันธ์ของครอบครัวให้ยั่งยืน เพื่อสืบทอดธุรกิจให้มั่นคง” โดย คุณธรรมศักดิ์ จิตติมาพร โค้ชทายาทธุรกิจ และ Vice Chairman, Thailand Management Association (TMA) พร้อมกิจกรรม Mentoring สำหรับผู้ได้รับคัดเลือก 10 ราย เพื่อถ่ายทอดแนวทางการส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยั่งยืน
หลักสูตร Legacy Leaders: NextGen Transformation Academy เป็นหลักสูตรเข้มข้น 10 สัปดาห์สำหรับทายาทธุรกิจโดยเฉพาะ ครอบคลุมทั้ง Soft Skills และ Business Skills ตั้งแต่การบริหารความสัมพันธ์ในครอบครัว การวางแผนสืบทอดกิจการ ไปจนถึงการสเกลธุรกิจ ผ่านโจทย์จริงจากครอบครัวธุรกิจชั้นนำกว่า 30 ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญกว่า 10 ท่าน
โดยหลักสูตรนี้จัดขึ้นทุกวันศุกร์ ระหว่างวันที่ 11 กันยายน – 20 พฤศจิกายน 2569 รวม 10 ครั้ง ณ ยูโอบี พลาซา กรุงเทพ พร้อมกิจกรรมทริปนอกสถานที่และ One Day Bootcamp ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ https://canva.link/yxzy7hfib153zq1

27/08/2026

ตอนนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเหมือนอยู่บนทางแยก ว่าประเทศไทยจะยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์สันดาปที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ในฐานะพันมิตรของญี่ปุ่น หรือจะผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าร่วมกับจีนอย่างเต็มรูปแบบ ณ ตอนนี้ประเทศไทยกำลังจะมุ่งไปในทิศทางไหน ?
#ไฮไลท์ #รถยนต์ไฟฟ้า #การลงทุน

[ 'ทองคำ’ เหมือนกันแต่ ‘เสียภาษี’ ไม่เหมือนกัน ขายทองแล้วมีกำไร แบบไหนเสียภาษี ? ]เมื่อเร็วๆ นี้มีหนึ่งข่าวจากภาครัฐที่ท...
26/08/2026

[ 'ทองคำ’ เหมือนกันแต่ ‘เสียภาษี’ ไม่เหมือนกัน
ขายทองแล้วมีกำไร แบบไหนเสียภาษี ? ]
เมื่อเร็วๆ นี้มีหนึ่งข่าวจากภาครัฐที่ทำนักลงทุนทองคำต้องจับตาเมื่อ นายเอกนิติ รองนายกฯ และรัฐมนตรีฯ กระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ตอนนี้กระทรวงการคลังกำลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการศึกษาแนวทางการจัดเก็บ "ภาษีจากการซื้อขายทองคำ" (Transaction Tax)
พอมีข่าวนี้ออกมา คนไทยหลายคนอาจวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าอาศัยช่วงที่การเทรดทองกำลังเป็นที่สนใจในหมู่นักลงทุน เพื่อหาทางเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลหรือเปล่า แต่รัฐก็ได้แจงว่า การเก็บภาษีจาการซื้อขายทองคำดังกล่าวเป็นไปเพื่อการป้องกันทุนเทา
ถึงแม้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทำให้หลายคนตระหนักเกี่ยวกับเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับทองคำมากขึ้น บทความนี้ The Money Trends เลยขอพามาดูเรื่องใกล้ตัว ที่ใครหลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า
"ถ้าเราขายทอง แล้วได้กำไร ต้องเสียภาษีหรือไม่
และทองคำรูปแบบไหนที่จะต้องเสียบ้าง ?"
เพราะแม้จะเป็นทองเหมือนกัน แต่การขายแต่ละแบบกลับเสียภาษีไม่เหมือนกัน
📍ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “กำไร” ที่ได้จากการขายทองนั้น ถือเป็น “เงินได้” ประเภทหนึ่ง ดังนั้นแน่นอนว่า ถ้ายึดหลักแค่การเป็นเงินได้ เท่ากับว่า “ต้องเสียภาษี” เว้นแต่ จะมีการยกเว้นให้
💵 กำไรจากการขายทองแท่งหรือรูปพรรณ หน้าร้านทอง ปกติแล้ว จะถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40( 8 ) กล่าวคือ เป็น “กำไรจากการขายทรัพย์สิน”
แต่ด้วยความที่ทองคำนั้นเป็น “สังหาริมทรัพย์” ซึ่งมีข้อยกเว้นมาตรา 42(9) ที่ระบุว่า การขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร หรือได้มาโดยมรดกจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้
#สรุป ถ้าเราขายทองได้กำไรโดยไม่ได้มีเจตนาเพื่อทำกำไร เราจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ถ้าอย่างนั้นเราขอพาไปดูเคสการขายทองแต่ละรูปแบบ ว่าแบบไหน ‘เสีย’ หรือ ‘ไม่เสีย’ กันบ้างเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น
📍เคสที่ 1 ขายทองที่ได้รับเป็นของขวัญจากพ่อแม่, คู่สมรส, มรดก หากเรานำทองส่วนนี้ไปขายและมีกำไร กรณีแบบนี้จะได้รับกา่รยกเว้นตามมาตรา 42(9) ไม่เสียภาษีใดๆ
📍เคสที่ 2 ขายทองรูปพรรณที่ตนมีเมื่อนานมาแล้ว ถ้าเรามีทองรูปพรรณที่ซื้อไว้นานแล้ว หรือเคยได้รับมาจากพ่อแม่ ได้รับจากมรดกเมื่อนานแล้ว การนำไปขายที่ร้านทอง กรณีแบบนี้เราก็จะได้รับข้อยกเว้นตามมาตรา 42(9) เช่นกัน
📍 เคสที่ 3 ขายทองคำแท่ง กรณีนี้อาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ เพราะลักษณะของทองคำแท่งเอื้อต่อการถูกประเมินตั้งแต่แรกว่ามีเพื่อลงทุนทำกำไร
1. ขายทองคำแท่งที่ตนมีเมื่อนานมาแล้ว หรือที่ได้รับมาจากที่บ้านหรือได้รับมาจากมรดก และนาน ๆ มาขายทีเพียงครั้งละไม่กี่บาท พฤติกรรมแบบนี้อาจเข้าข่ายได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42(9) เหมือนเคสขายทองรูปพรรณ ไม่ต้องเสียภาษี ทว่าหากเป็นกรณีต่อไปจะเห็นความต่าง
2. ขายทองคำแท่งที่อาจสะท้อนถึงเจตนาเพื่อการลงทุน เช่น มีการซื้อขายทุกสัปดาห์ ขายทีละ 50-100 บาททองเป็นประจำๆ ซื้อทองตอนราคาลงและขายตอนราคาขึ้น และได้รับกำไรเป็นส่วนต่างของราคา พฤติกรรมแบบนี้อาจเข้าข่าย "พฤติกรรมของการลงทุน" และมีโอกาสที่กำไรจะถูกมองเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี จำเป็นต้องยื่นภาษีเงินได้
ดังนั้น จุดตัดสำคัญของการขายทองคำแท่งคือ พฤติกรรมความแตกต่างที่เห็นได้ชัด แม้ว่าตอนที่เรานำทองไปขายที่ร้าน ร้านขายทองจะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เสียภาษี ภาระของการยื่นเงินได้ไม่ได้หายไปไหน และเป็นตัวเราเองที่ต้องยื่นเอง
📍 เคสที่ 4 ซื้อขายทองคำเป็นอาชีพ เทรดทองคำจริงจัง รับซื้อขายให้คนอื่นจนมีลักษณะเป็นธุรกิจ กรณีที่ชัดเจนแบบนี้ภาษีจะเข้มข้นขึ้นไปอีก
1.กำไรถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ( 8 ) ที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ
2.หากรายรับจากการประกอบกิจการเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอาจมีประเด็นเรื่องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง และ
3.อาจถูกกรมสรรพากรเพ่งเล็งเป็นพิเศษ หากบัญชีที่มีเงินเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือเงินเข้าตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปี กรณีซื้อขายทองคำเป็นอาชีพแบบนี้ต้องปรึกษานักบักบัญชีและทำงานร่วมกับกรมสรรพากรอย่างใกล้ชิด
📍 เคสที่ 5 ลงทุนทองคำใน Gold ETF, กองทุนรวม และ Gold Futures ใน TFEX กรณีแบบนี้กำไรที่ได้จากการซื้อขายของนักลงทุนบุคคลธรรมดา (Capital Gain) จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ แต่อาจเสียภาษีจากเงินปันผล (หัก ณ ที่จ่าย 10%) หากกองที่เราไปลงทุนมีนโยบายจ่ายปันผล
นี่คือทั้ง 5 เคส ที่แม้จะเป็นขายทองจนมีกำไรเหมือนกัน แต่กลับมีภาระทางภาษีต่างกัน
[ 📍แล้วรัฐบาลกำลังศึกษาจะเก็บภาษีจากทองแบบไหน ? ]
การศึกษาที่รัฐกำลังทำร่วมกับ ธทป. อยู่นี้ มีเพื่อปิดช่องโหว่และป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนสีเทา หรือมิจฉาชีพ ที่ใช้การซื้อขายทองคำเป็นช่องทางฟอกเงิน เนื่องจากในปัจจุบันภาครัฐยังขาดข้อมูลที่ชัดเจนว่าการซื้อขายทองคำในตลาดนั้นมีใครเป็นผู้ทำธุรกรรมบ้าง
.
โดยจะมุ่งเน้นไปที่ “ภาษีการทำธุรกรรม” โดยอาจจัดเก็บจากการซื้อขายในตลาดทองคำ หรือจากการนำเข้าทองคำที่ไม่ได้นำมาแปลงรูปเป็นทองรูปพรรณ ซึ่งมักเป็นรูปแบบของการเก็งกำไร
และคาดว่าจะไม่ได้จัดเก็บในอัตราที่สูง เนื่องจากแค่ต้องการบันทึกประวัติการทำธุรกรรม และติดตามเส้นทางการเงินเพื่อป้องกันการฟอกเงินเท่านั้น
นอกจากนี้แนวคิดนี้ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะทองคำเท่านั้น แต่รวมถึง "สินทรัพย์ดิจิทัล" (Digital Asset) ซึ่งปัจจุบันทางสำนักงาน ก.ล.ต. และ ธปท. ก็ได้ร่วมมือกันในการติดตามตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
#ทองคำ #สาระ #การลงทุน #ภาษี

ที่อยู่

อาคารไทยศรี ถนนกรุงธนบุรี
Bangkok
10600

เบอร์โทรศัพท์

+66652421544

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Money Trendsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Money Trends:

ทางลัด

แชร์