Infomotion Thailand

Infomotion Thailand รวม Motion Infographic ที่บอกต่อเรื่องใหญ่ใกล้?

ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเยาวชน
12/11/2021

ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเยาวชน

เมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐบาลของ ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของญี่ปุ่น ประกาศจะแจกเงินสด หรือบัตรกำนัล มูลค่ารวมกัน 100,000 เยน หรือราว 28,858 บาท ให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเริ่มใช้ในสิ้นเดือนนี้
แผนการแจกเงินนี้ มีมูลค่ารวมหลายแสนล้านดอลลาร์ เป็นหนึ่งในคำมั่นสัญญาที่พรรค Komeito พรรคพันธมิตรกับพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของรัฐบาล ที่ใช้หาเสียงเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะมีการแจกจ่ายเงินตามแผนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) ปี 2565 หรือปีหน้า
พรรค Komeito ยืนยันว่าเด็กทุกคนควรจะได้รับสิทธิ์นี้โดยไม่คำนึงถึงรายได้ของผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่จะไม่แจกให้กับเด็กที่ครอบครัวร่ำรวยอยู่แล้ว ก็ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยกัน เนื่องจากที่ผ่านมา มีหลายฝ่ายออกมาระบุถึงความไม่เหมาะสม
ขณะที่บางคนตั้งคำถามถึงการแจกเงิน ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เท่าไร เพราะคนส่วนใหญ่เลือกที่จะออมเงินแทนที่จะใช้จ่าย ทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงเล็กน้อย
หันกลับมามองไทย ปัจจุบันก็ยังไม่มีโครงการแจกเงินสำหรับกลุ่มผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีเพียงมาตรการลดค่าเทอม และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองด้วยการแจกเงิน 2,000 บาทเท่านั้น
แต่คำถามคือ แล้วไทยจำเป็นไหมที่จะต้องแจกเงินให้กับกลุ่มผู้ที่อายุน้อยกว่า 0-18 ปี
#มาตรการเยียวยาไทยไม่ครอบคลุมแรงงานอายุ 15-17 ปี
จนถึง ณ ตอนนี้ อย่างที่บอกไปว่าไทยยังไม่เคยแจกเงินกลุ่มผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีเพียงกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้นที่ได้รับเงินผ่านโครงการไม่เราทิ้งกัน เราชนะ และมาตราเยียวยาสำหรับผู้ประกันมาตรา 33, 39 และ 40
แต่รู้หรือไม่ แรงงานในไทยที่กำหนดไว้คือ ผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป

ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2563 พบว่า มีกำลังแรงงานอายุ 15-19 ปี อยู่ที่ 607,879 คน นั่นหมายความว่า ที่ผ่านมา หนึ่งในกลุ่มตัวเลขนี้ที่อายุ 15-17 ปี ไม่เคยได้รับการเยียวยาเลย แม้ว่าจะเป็นแรงงานที่อาจได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ไม่ต่างจากแรงงานทั่วไป เช่น ออกไปทำงานไม่ได้
#กลุ่มอายุ 0-14 ปี เป็นอย่างไร มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ประเทศไทย เคยทำการสำรวจในปี 2562 พบว่า ต้นทุนการเลี้ยงดูบุตร 1 คน ตั้งแต่แรกเกิดจนก่อนอายุ 15 ปีบริบูรณ์ มีค่าใช้จ่ายที่ทั้งหมดอยู่ที่ 1,573,121 บาท
ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่รายได้ของครอบครัวลดลงจากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แต่ยังต้องแบกค่าใช้จ่ายมากขึ้นในช่วง COVID-19 ทั้งการเรียนออนไลน์ที่ต้องเสียค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอุปกรณ์ เช่น แท็ปแล็ต มากขึ้น หรือขณะที่บางครอบครัวอาจต้องออกไปทำงาน จึงต้องเสียเงินเพื่อจ้างพี่เลี้ยงเพิ่มขึ้น
ดังนั้นแล้ว เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ญี่ปุ่นต้องการแจกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สำหรับไทย อาจเป็นการแจกเพื่อลดภาระผู้ปกครองมากกว่า แล้วเงินจำนวน 2,000 บาทที่รัฐบาลแจกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เป็นจำนวนที่เพียงพอหรือไม่
#มาตรการช่วยเหลือช่วง COVID-19 ของญี่ปุ่น
ส่วนมาตรการเยียวยาของญี่ปุ่น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นแจกเงินให้กับประชาชน ที่ผ่านรัฐบาลเคยประกาศแจก 100,000 เยน หรือราว 28,858 บาทให้กับประชาชนทุกคน
รวมถึงยังมีมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ เช่น ให้เงินอุดหนุน 2 ล้านเยนสำหรับธุรกิจ SMEs และ 1 ล้านเยนสำหรับธุรกิจส่วนตัว และยังมีมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าเช่า และอื่นๆ ด้วย
ล่าสุด นอกจากวางแผนจะแจกเงิน 100,000 เยนให้ผู้ที่อายุน้อยกว่า 18 ปีแล้ว ยังวางแผนที่จะแจกเงินเพิ่มอีก 50,000 เยนให้กับครอบครัวยากจนด้วย
สุดท้ายนี้ หรือจริงๆ แล้วการเยียวยาอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่การระดมฉีดวัคซีน เพื่อให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาพปกติที่สุดจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ที่มา
https://asia.nikkei.com/Spotlight/Coronavirus/Japan-plans-to-give-880-to-people-18-years-or-younger
http://statbbi.nso.go.th/staticreport/page/sector/th/02.aspx
https://www.econ.cmu.ac.th/econmag/journals/issue23-1_4.pdf
ติดตามบทความและ VDO ของ Affluent Times
Facebook : https://bit.ly/2VcGqai
YouTube : https://bit.ly/3A9JEd

อัตราส่วนแบ่งของตลาดสมาร์ทโฟนโลก
15/09/2021

อัตราส่วนแบ่งของตลาดสมาร์ทโฟนโลก

Apple เปิดตัว iPhone 13 อย่างเป็นทางการเมื่อช่วง 00.00 น.ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย มีความน่าสนใจหลายอย่างเช่น ความจุสูงสุดถึง 1 TB, ความโดดเด่นของกล้องที่สามารถถ่ายหนังจากมือถือด้วย Cinematic Mode ไหนจะมีสีใหม่ อย่าง Sierra Blue และหน้าจอหน้าจอ 120 Hz สามารถปรับตามการใช้งาน และอื่นๆ
แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายคนอยากจะซื้อหามือถือเครื่องใหม่
ว่าแต่ตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้เป็นอย่างไร
Apple เป็นผู้นำด้านสมาร์ทโฟนของโลกหรือไม่?
#ยอดขายตลาดสมาร์ทโฟนไตรมาส 2 ปี 64
เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา การ์ทเนอร์ (Gartner) บริษัทวิจัยตลาดไอที เปิดเผยตัวเลขตลาดสมาร์ทโฟนไตรมาส 2 (เม.ษ.-มิ.ย.) ปี 2564 ซึ่งพบว่า ทั่วโลกมียอดสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 328.8 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 296.9 ล้านเครื่อง แม้ว่าจะมีจำกัดด้านการผลิตที่หยุดชะงัก และการขาดแคลนส่วนประกอบ เนื่องจากการระบาดของ COVID-19
“อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคที่เปลี่ยนผ่านสู่ 5G เป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนทำให้ตลาดสมาร์ทโฟนและผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนชั้นนำเติบโต” Anshul Gupta ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสของการ์ทเนอร์กล่าว
#ใครครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟน?
ข้อมูลจาก การ์ทเนอร์ ของไตรมาส 2 ปี 64 พบว่า ส่วนแบ่งสมาร์ทโฟนมีการเปลี่ยนตำแหน่งเล็กน้อย โดยผู้ครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดคือ Samsung ขณะที่อันดับ 2 Xiaomi ขึ้นมาแซงหน้า Apple ทำให้ตกเป็นอันดับ 3 ไป ส่วนอันดับ 4 และ 5 ได้แก่ OPPO และ Vivo
1) Samsung ยอดขาย 57,748,400 เครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 17.6%
2) Xiaomi ยอดขาย 51,073,100 เครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 15.5%
3) Apple ยอดขาย 49,258,200 เครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 15.0%
4) OPPO ยอดขาย 33,634,100 เครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 10.2%
5) Vivo ยอดขาย 32,224,000 เครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 9.8%
6) แบรนด์อื่นๆ ยอดขายรวม 104,930,600 เครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดรวม 31.9%
ในส่วนของ Samsung ที่ผ่านมาเดินหน้าผลิตสมาร์ทโฟน 5G ทั้งในราคาต่ำ-สูง จึงยังคงรักษาตำแหน่งส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ 1 ไว้ได้ ขณะที่ Xiaomi เริ่มขยายไปสร้างแบรนด์นอกเหนือภูมิภาคจีนและเอเชียแปซิฟิก เช่น แอฟริกา ยุโรป ซึ่งทำให้ยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากเทียบกับไตรมาส 2 ของปีก่อนหน้า พบว่า Xiaomi ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 9.5% ก่อนที่ตีตื้นขึ้นมาในปีนี้ และแซงหน้า Apple ไป
ท้ายที่สุด ต้องดูกันต่อว่า การปล่อย iPhone 13 รุ่นใหม่นี้ จะช่วยส่งเสริมส่วนแบ่งทางการตลาดช่วงไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้ ให้กลับขึ้นมาแซง Xiaomi คืนได้หรือไม่
อ่าน Side Story อื่นๆ ของ Apple ได้ที่นี่
- สรุปสินค้าใหม่ Apple มีอะไรบ้าง?
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=182893093924699&id=100978222116187

- ซื้อกองทุนรวมไหนถึงมีหุ้น Apple บ้าง?
https://www.facebook.com/100978222116187/photos/a.154952376718771/182827237264618/
ที่มา
https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2021-09-01-2q21-sm
Artphone-market-share
ติดตามบทความและ VDO ของ Affluent Times
Facebook : https://bit.ly/2VcGqai
YouTube : https://bit.ly/3A9JEdR

การเติบโตของตลาด E-commerce
01/09/2021

การเติบโตของตลาด E-commerce

ในช่วงวิกฤตมีอีกธุรกิจที่ใครๆ ก็มองว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ คือแพลตฟอร์มออนไลน์ ยิ่งเป็นธุรกิจ E-Commerce ยิ่งดูจะเติบโตขึ้นจากเทรนคนไม่ออกจากบ้านและ ช้อปออนไลน์
โดยมูลค่าตลาด E-Commerce ปี 2558-2562 พบว่า มีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 42% และปี 2563 ภายใต้สถานการณ์โควิดคาดว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตถึง 80% จากปี 63
เทรนด์ E-Commerce ที่คาดว่าจะโตต่อเนื่องทำให้ปี 2564 นี้ KKP Research คาดว่ามูลค่าตลาด E-Commerce จะเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 ล้านบาท
และจะเติบโตขึ้นไปอีกโดยทาง KKP Research ก็ได้คาดการณ์เอาไว้ว่าภายในปี 2568 ตลาด E-Commerce ในไทยจะมีมูลค่าแตะไปถึง 750,000 ล้านบาท ซึ่งจะคิดเป็น 16% ของมูลค่าตลาดค้าปลีกทั้งหมดในประเทศ ที่คาดว่ามูลค่ารวมอยู่ที่ 5 ล้านล้านบาท
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือตัวเลขการเติบโตที่กล่าวมานี้ กลับไม่ได้ทำให้ธุรกิจ E-Commerce ในไทยมองเห็นกำไรในเวลาอันใกล้ได้สักที
สะท้อนได้จากผลประกอบการในปี 2563 เช่น

- บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Shopee ขาดทุน 4,170 ล้านบาท

- บริษัท ลาซาด้า จำกัด หรือ Lazada ขาดทุน 3,988 ล้านบาท
ส่วนในภาพรวมตลาดในไทยข้อมูลจาก KKP Research พบว่า ช่วงปี 2559 - 2563 ผู้ประกอบการ E-Commerce รายใหญ่ในไทยขาดทุนทุกปี ได้แก่
- ปี 2563 ภาพรวมตลาดขาดทุน 5,538 ล้านบาท
- ปี 2562 ภาพรวมตลาดขาดทุน 10,009 ล้านบาท
- ปี 2561 ภาพรวมตลาดขาดทุน 8,618 ล้านบาท
- ปี 2560 ภาพรวมตลาดขาดทุน 4,166 ล้านบาท
- ปี 2559 ภาพรวมตลาดขาดทุน 3,122 ล้านบาท
ภาพการขาดทุนนี้มาที่ผู้เล่นในตลาดต้องเล่นใน ‘เกมเผาเงิน’ แข่งกันอัดโปรโมชั่น โหมเงินไปกับการทำโฆษณา เพื่อที่ว่าจะได้ดึงลูกค้าให้มาอยู่บนแพลทฟอร์มของตัวเองได้มากที่สุด
แต่วถามว่าจุดสิ้นสุดของ ‘เกมเผาเงิน’ นี้จะไปจบที่ตรงไหน KKP Research ก็ได้อ้างอิงข้อมูลจาก E-Commerce ระดับโลกอย่าง Alibaba และ Amazon มาเล่าเป็นกรณีศึกษาให้ฟังว่า
Alibaba ของ Jack Ma ครองสัดส่วนตลาด E-Commerce ในจีนมากถึง 57% ทิ้งห่างจากเบอร์สองอย่าง JD.com ถึง 39%
ส่วน Amazon ของ Jeff Bezos ครองสัดส่วนตลาด E-Commerce ในอเมริกามากถึง 40% ซึ่งมากกว่าคู่แข่งอย่างอันดับ 2 อย่าง Walmart ถึง 33%
แล้วข้อมูลตรงนี้กำลังบอกอะไรกับเรา ?
มันได้สะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่าในตลาดที่ E-commerce มีขนาดใหญ่และมีการเติบโตสูง ก็มีแนวโน้มว่าจะมีผู้ชนะที่โดดเด่นเพียงรายเดียวเท่านั้น
.
ขณะที่ในตลาด E-commerce ของไทย หากอ้างอิงจำนวนผู้ใช้งานในแพลทฟอร์มของ Shopee กับ Lazada พบว่ามีความแตกต่างกันเพียงประมาณ 6-8%
ซึ่งตัวเลขที่ห่างกันเพียงเท่านี้ เป็นอีกหนึ่งตัวบ่งชี้ว่า ‘การแข่งขันอย่างขับเคี่ยว’ เพื่อแย่งชิงความเป็นที่ 1 ระหว่างสองแพลทฟอร์มหลักนั้น ยังไม่มีท่าทีที่จะสิ้นสุดในเร็ววัน
และเมื่อสงครามยังไม่จบ นั่นเท่ากับว่าในอนาคตก็อาจมีผู้เล่นรายอื่น เข้ามาแย่งชิงก้อนเค้กที่มีมูลค่าหลักแสนล้านนี้ได้อีก
อ้างอิง
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
-https://media.kkpfg.com/document/2021/Aug/(ฉบับเต็ม)%20KKP%20Research_ecommerce.pdf
ติดตามบทความและ VDO ของ Affluent Times
Facebook : https://bit.ly/2VcGqai
YouTube : https://bit.ly/3A9JEdR

ตัวเลขสะท้อนความเหลื่อมล้ำการกระจายวัคซีน
10/08/2021

ตัวเลขสะท้อนความเหลื่อมล้ำการกระจายวัคซีน

หลังจากเมื่อวานนี้ (9 ส.ค. 64) ประชาชนตั้งคำถามบนทวิตเตอร์ ผ่าน #ไฟเซอร์หายไปไหน เพราะมีบุคคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าออกมาแจ้งว่ายังไม่ได้วัคซีน อีกทั้งจำนวนวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยและกระจายสู่ทุกจังหวัดมีเพียงอยู่ราว 233,200 โดส (จากที่รับบริจาคมา 1.5 ล้านโดส)
Affluent Times ขอนำสู่คำถามที่ว่า “ใน 13 จังหวัด” ที่ได้รับวัคซีน Pfizer สูงสุด สอดคล้องกับจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ จำนวนผู้ติดเชื้อสะสม 14 วัน และสถานการณ์ในพื้นที่ปัจจุบันหรือไม่ ?
แต่ละจังหวัดที่ได้รับการจัดสรรมีผู้ติดเชื้อสะสม 14 วัน เป็นอันดับที่เท่าไรของประเทศ?
*จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ Covid-19 ในแต่ละจังหวัดทางสธ.ยังมิได้มีประกาศอย่างชัดเจน จึงมีเพียงตัวเลขผู้ติดเชื้อ
ติดตามข้อมูลที่น่าสนใจและ VDO ของ Affluent Times
Facebook : https://bit.ly/2VcGqai
YouTube : https://bit.ly/3A9JEdR

ตัวเลขฉีดวัคซีน2เดือนของไทยยังต่ำมาก
06/08/2021

ตัวเลขฉีดวัคซีน2เดือนของไทยยังต่ำมาก

ผ่านมาแล้ว 2 เดือน หลังรัฐบาลประกาศการฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติและมีการปล่อยแผนการจัดหาซื้อวัคซีน ตั้งเป้าให้ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ
ลองมาดูกันว่าแผนวัคซีนที่ ‘รัฐคิด’ กับ ‘สิ่งที่เกิดขึ้นจริง’ ต่างกันแค่ไหน มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
ช่องทางรับติดตาม Affluent Times
Facebook : https://bit.ly/2VcGqai
YouTube : https://bit.ly/3A9JEdR
#วาระแห่งชาติ #วัคซีน #โควิด-19 #วัคซีนโควิด-19

ปลดล็อกอะไรบ้างในเฟส3
29/05/2020

ปลดล็อกอะไรบ้างในเฟส3

ศบค.เห็นชอบแล้ว ผ่อนปรนระยะ 3 ปรับเวลาเคอร์ฟิว เพิ่มเวลาห้าง เปิดสปา เสริมสวย ร้านนวด เริ่ม 1 มิถุนายนนี้
ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ลดน้อยลง และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงมีการผ่อนปรนมาตรการการรับมือกับโควิด โดยอนุญาตให้เปิดบริการธุรกิจได้มากขึ้น ดังนี้
ร้านค้าในห้าง บริการสปา เสริมสวย ฟิตเนส และโรงหนัง แต่ยังคงยกเว้นกิจกรรมที่ต้องทำเป็นกลุ่มหรือที่เกี่ยวข้องกับบริเวณใบหน้า
ส่วนการซ้อมกีฬา ที่ก่อนหน้านี้อนุญาตแค่นักกีฬาทีมชาติ แต่ในเฟส 3 นี้จะอนุญาติให้กีฬาระดับทั่วไป โดยมีสตาฟได้ไม่เกิน 10 คน
โรงเรียนที่ไม่พร้อมเรียนออนไลน์ และโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ในระยะนี้เช่นกัน
ส่วนผับ บาร์ สถานบันเทิง ร้านนั่งดื่ม และสนามมวย คาดว่าน่าจะอนุญาตให้กลับมาเปิดในระยะที่ 4

วิธีตรวจโควิดฟรี
25/04/2020

วิธีตรวจโควิดฟรี

เราเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการตรวจโควิด-19 ฟรีหรือยัง?
เนื่องด้วยการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยที่กังวลว่าตนเองจะติดโรคระบาดดังกล่าว
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงออกมายืนยันว่า หากเข้าเกณฑ์การสอบสวนโรคที่กระทรวงกำหนด เราสามารถตรวจได้ฟรี ซึ่งทำให้มีคำถามตามมาว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเข้าข่ายได้รับสิทธิตรวจโควิด-19 ฟรีหรือไม่
โดยเกณฑ์นี้ จะพิจารณาจาก 2 ปัจจัยได้แก่อาการป่วยและประวัติเสี่ยงซึ่งผู้ใดมีทั้งสองข้อนี้ก็จะเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคได้ หรือ กรณีที่ไม่มีอาการ แต่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยก็สามารถเข้าเกณฑ์ได้เช่นกัน
และเมื่อเข้าเกณฑ์ก็สามารถตรวจฟรีได้ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศไม่ว่าผลตรวจจะเป็นลบหรือบวก ส่วนผู้ที่ไม่มีอาการและไม่มีประวัติเสี่ยงให้หมั่นล้างมือและใส่หน้ากากผ้า และกักตัวอยู่บ้าน โดยที่ไม่ต้องไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาล
หากผู้ใดพบเห็นการเก็บค่าตรวจและค่ารักษาโรคโควิด-19 ในกรณีที่ได้พูดไปในข้างต้นสามารถติดต่อกรมควบคุมโรค ได้ที่สายด่วน 1422
ขอบคุณแหล่งข้อมูล :
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
https://youtu.be/o244a2g3XdY
https://www.hfocus.org/content/2020/04/18901
#กรมมควบคุมโรค #ฝ่ามหันตภัยวิบัติไวรัสล้างโลก
Special Thank : Special Thanks : Volunteer The Covid-19 War

23/04/2020
ปรับเพื่อรอด
22/04/2020

ปรับเพื่อรอด

ปรับตัวธุรกิจสู้พิษโควิด ด้วยหลัก 5R
ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในปัจจุบัน ทำให้เกิดผลกระทบต่อทุกอาชีพเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเจ้าของร้านค้าหรือธุรกิจต่างๆ ที่จะต้องแบกรับภาระและพาบริษัทก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้
Infographic Thailand จึงมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆมาฝากกัน เพื่อเป็นแนวทางหรือจุดประกายความคิดต่างๆให้เจ้าของธุรกิจทั้งหลาย
ปรับตัวและก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบากนี้ไป
#ฝ่ามหันตภัยวิบัติไวรัสล้างโลก
__________________
Infographic Thailand รับผลิต Infographic / Motion graphic / Presentation / อบรม Infographic และ ผลิต Infographic ด้วยเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น AR VR 360 กรอกรายละเอียดบอกเราได้ที่ https://bit.ly/5rinfoth

ดูแลจิตใจ
20/04/2020

ดูแลจิตใจ

Work From Home นานๆจนเริ่มเครียด รับมืออย่างไร?
คนที่พึ่งทำงานจากที่บ้านนานขนาดนี้เป็นครั้งแรก คงรับมือกับการจัดเวลาทำงานและความรู้สึกเหงากันยังไม่ค่อยได้ ไหนจะปัญหาที่เกิดจากสถานการณ์นี้มากมายจนทำให้เครียด
เราจึงมี 7 วิธีที่ช่วยให้เรารับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น เมื่อต้อง Work From Home เป็นเวลานาน
1. อย่าคิดว่าตัวเองติดอยู่ในบ้าน
2. ทำกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิม
3. อย่าปล่อยให้บ้านรก
4. ลองทำอะไรใหม่ๆ
5. ให้รางวัลตัวเองบ้าง
6. หาเพื่อนคุย
7. หากเครียดหนัก โทรปรึกษาแพทย์
ขอบคุณข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต
#กรมสุขภาพจิต #ฝ่ามหันตภัยวิบัติไวรัสล้างโลก

สงกรานต์ยังไงในยุคโควิด
09/04/2020

สงกรานต์ยังไงในยุคโควิด

สงกรานต์ปีนี้ต้องมีระยะห่าง จะทำกิจกรรมกันยังไงให้มี Distance
รู้หรือไม่ว่ากิจกรรมสงกรานต์แบบดั้งเดิมที่เราทำกันมาทุกปี ปีนี้อาจทำให้เราเสี่ยงชีวิตได้ เพราะล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องพบเจอผู้คนมากมาย และมีการสัมผัสกัน ซึ่งนั่นอาจทำให้เราได้รับเชื้อโคโรน่าได้
โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง ที่ยิ่งอายุมากก็ยิ่งเสี่ยงที่จะอาการรุนแรงถึงชีวิตได้ หากติดโควิด-19
ปีนี้ เราจึงควรร่วมกันปรับกิจกรรมวันสงกรานต์ ให้สอดคล้องกับมาตรการ Social Distancing ด้วยการทำกิจกรรมออนไลน์ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งของร่วมกับผู้อื่น และไม่ไปในที่แออัด เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่น
ที่สำคัญอย่าลืมหมั่นล้างมือก่อนและหลังใช้ของร่วมกันกับผู้อื่นด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ 70% เน้นกินร้อน ใช้ช้อนส้อมและแยกจานของตัวเอง เมื่อต้องร่วมโต๊ะกินข้าวกับผู้อื่นด้วยนะครับ
สงกรานต์นี้ มาดูแลครอบครัวให้ปลอดภัยไกลโควิดกันเถอะครับ
ข้อมูลอ้างอิงจาก China CDC และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข

 #กรมควบคุมโรค #ฝ่ามหันตภัยวิบัติไวรัสล้างโลก

เดลิเวรีแอปไหนสั่งอาหารดีที่สุด
09/04/2020

เดลิเวรีแอปไหนสั่งอาหารดีที่สุด

#สั่งอาหารแอปฯไหนดีต่อใจร้านค้า - เมื่อธุรกิจส่งอาหารกำลังดุเดือดท่ามกลาง Covid-19 มาดูกันว่าช่องทางไหนร้านอาหารจะได้ประโยชน์มากที่สุด
-
ธุรกิจส่งอาหารเดลิเวอรี่ เป็นเหมือน “โซ่ข้อกลาง” ระหว่างผู้บริโภคและร้านค้า ที่ผ่านมาเราเห็นข้อมูลเปรียบเทียบแอปพลิเคชันส่งอาหารเดลิเวอรี่แบรนด์ต่างๆ ผ่านมุมมองของผู้บริโภคกันไปเยอะแล้ว แน่นอนว่าพวกเรามักจะเลือกแอปฯ ที่ค่าส่งถูกที่สุด แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการล่ะ...พวกเขาจะคิดเหมือนเราไหม? บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค อาจไม่ได้ดีที่สุดสำหรับร้านค้า เราจึงชวนมาดูการเปรียบเทียบ 4 แอปพลิเคชันส่งอาหาร ว่าแอปฯ ไหน “ดีต่อใจ” ร้านค้ามากที่สุด
เมื่อไม่กี่ปีก่อน การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ยังไม่เป็นที่นิยมเหมือนอย่างทุกวันนี้ แต่ละแอปฯ ก็เลยต้องลดแลกแจกแถม ออกโปรโมชั่นค่าส่งฟรี ฯลฯ เพื่อให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภค และเราต่างตะครุบมันอย่างไม่รู้ตัว ก็แน่ล่ะของฟรีใครๆ ก็ชอบ แถมยังไม่ต้องฝ่ารถติดออกไปซื้อเองอีกต่างหาก
แต่หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจก็คือ “ผลกำไร” ตอนนี้การสั่งอาหารเดลิเวอรี่กลายเป็นเทรนด์ฮิตติดลมบนไปแล้ว ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ที่พวกเราต้องอยู่บ้าน เรื่องกินคือเรื่องใหญ่ บางคนลงมือทำอาหารกินเอง แต่บางคนก็ต้องใช้บริการพี่ๆ เดลิเวอรี่นี่ล่ะ ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินข่าวเรื่องการหักค่าคอมมิชชั่นจากยอดสั่งซื้ออาหารผ่านแอปฯ ด้วยเปอร์เซ็นต์ที่สูงเกินไปในภาวะยากลำบากเช่นนี้
นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายมานานแล้ว แลกกับการเพิ่มยอดขาย ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และความสะดวกในการส่งอาหารให้ถึงมือผู้บริโภค ซึ่งแต่ละร้านก็เลือกได้ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมพาร์ตเนอร์กับแอปฯ ไหน โดยประเมินจากกำลังการผลิต ต้นทุนและกำไรสินค้า กลุ่มลูกค้า ฯลฯ ว่าคุ้มกันไหมกับการถูกหักค่าคอมมิชชั่น หรือถ้าประเมินแล้วพบว่า การขับรถไปส่งอาหารเอง หักค่าน้ำมัน ค่าจ้างเด็กขับรถแล้วก็ยังคุ้ม ก็อาจจะตอบโจทย์มากกว่า
มองจากตอนนี้ ธุรกิจส่งอาหารเดลิเวอรี่อาจดูเหมือนเป็นการกินพุงปลาสบายใจเฉิบ แต่ในระยะยาวหากเราสามารถหาจุดตรงกลางร่วมกัน ธุรกิจนี้ก็จะกลายเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวก ผู้บริโภคก็ได้กินอาหารสบายๆ อยู่ที่บ้าน ร้านค้าก็ได้ลูกค้าและยอดขายเพิ่มขึ้น ทางแอปฯ ผู้ให้บริการก็ได้เม็ดเงินจากการทำธุรกิจตัวกลางนี้ เรียกว่าวิน-วินทุกฝ่าย
แล้วอาหารมื้อต่อไปของคุณล่ะ จะเลือกใช้บริการเจ้าไหนดี?
-
#อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ #เคอร์ฟิว #โควิด19 #สั่งอาหารเดลิเวอรี่ #สั่งอาหารออนไลน์ #อาหารเดลิเวอรี่ #ไลน์แมน #ฟู้ดแพนด้า #เก็ต

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Infomotion Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Infomotion Thailand:

แชร์