CREATIVE TALK "The Future Belongs to Your Creativity"

ติดต่อฝากข่าวประชาสัมพันธ์/Media Partner: [email protected]

สนใจลงโฆษณา: [email protected]

อย่าขายแต่ของ แต่ต้องขายทางออกให้กับลูกค้าด้วยAE ที่ขายเก่ง ไม่ได้แค่พูดดี แต่คิดแทนลูกค้าเป็น กับ 5 คาถาพายอดขายทะลุเป้...
11/05/2026

อย่าขายแต่ของ แต่ต้องขายทางออกให้กับลูกค้าด้วย
AE ที่ขายเก่ง ไม่ได้แค่พูดดี แต่คิดแทนลูกค้าเป็น กับ 5 คาถาพายอดขายทะลุเป้า
💪 5 คาถา พายอดขายทะลุเป้า 🎯
ใครเป็น AE ต้องฟัง! ใครทำธุรกิจต้องฟัง เพื่อเสริมความปังให้กับธุรกิจของเพื่อน ๆ เพราะยอดขายคือหัวใจสำคัญของบริษัท เรามาเริ่มกันที่คาถาแรกก่อนเลย!
🎯 คาถาที่ 1: ขายงานให้เหมือนคุยกับเพื่อน
ข้อนี้เหมือนเป็นการปรับ Mindset ให้เราตัวเรา เพราะส่วนใหญ่สิ่งที่ลูกค้าและตัวเรามักมองเป็นเรื่องแรก ๆ คือ มองตัวเลข เป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าเราพูดคุยกับเขาและเป็นเพื่อนช่วยคิดจะดีกว่ามาก ๆ และราคาจะไม่ได้หยิบขึ้นมาเป็นประเด็นแรก แต่เราจะทำได้อย่างไร ? มาดูเทคนิคนี้กัน
👉 1.1 เพื่อนจะพูดภาษาเดียวกัน
หลายครั้งเวลา AE ขายงานมักจะตื่นเต้นเผลอใช้คำฟุ่มเฟือยหรือภาษาทางการเยอะ แต่กลับกันถ้าเราลองคิดเวลาคุยกับเพื่อน (แต่ห้ามพูดคำไม่สุภาพ) นิยามคุยกับเพื่อนคือการคุยแบบไม่มีกำแพง ทำให้ลูกค้ารู้สึกสนิทใจ และเห็นความใส่ใจของเรา สิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ ต้องทำการบ้านว่าเราจะต้องคุยกับลูกค้าที่ดูแลเรื่องไหน เพราะเพื่อนมักจะคุยภาษาเดียวกัน
👉 1.2 เพื่อนที่ดีจะเห็นคุณค่ากัน
ถ้าเค้ามีปัญหาจึงต้องมีเรา เรามีดีเค้าถึงให้เราทำงาน ช่วยแก้ปัญหาได้ และต้องเคารพ เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้ต่างคนต่างมืออาชีพ และเป็นการเคารพซึ่งกันและกัน
👉 1.3 เพื่อนที่ดีจะรับฟัง
ถ้าไม่ฟังปัญหาจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ต้องฟังให้ลึก หา Need และ Want ให้เจอ หลายครั้งลูกค้าไม่รู้จริง ๆ แต่เรารับฟังและแนะนำเพื่อนให้เขาคุ้มค่าในสิ่งที่ต้องการ
👉 1.4 เพื่อนจะเตือนต่อหน้า
ถ้าเวลาเราทำงานกับลูกค้า ระหว่างทางอาจจะ Feedback ช้า หรือช่วงนี้ Performance ไม่ค่อยดี เราต้องกล้าคุยกับลูกค้า ให้คุยกันแบบซึ่งหน้า บางครั้งคนในทีมบางทีไม่เข้าใจ แล้วเขาจะนำไปสู่การ Toxic
🎯 คาถาที่ 2: จัดฮวงจุ้ย File และ Folder
สำหรับคาถานี้แบ่งออกเป็น 4 ข้อย่อย ดังนี้
👉 2.1 Desktop ต้องเป็นระเบียบเสมอ
เปรียบเสมือนบ้านของเรา ถ้าเวลาแขกมาเยี่ยมเราก็คงไม่อยากให้บ้านลก กลับกันถ้าลูกค้าเห็นตอนเราพรีเซนต์แล้วไฟล์ลกมาก ก็คงจะดูไม่ดีอย่างแน่นอน
👉 2.2 จัด Folder ตามสถานะงาน โดยแบ่งออกเป็น 4 ระดับ
Prospect (ว่าที่ลูกค้า) >> Project (งานที่รับผิดชอบ) >> Done (งานที่เสร็จเรียบร้อย) >> Reject (ลูกค้าที่ถูกปฏิเสธไป) ซึ่งการ Reject ต้องมานั่งรีวิวว่าเป็นลูกค้าแบบไหน และเหตุผลเพราะอะไร
👉 2.3 Update Credential อยู่เสมอ
ตัวอย่างเช่น คุณโจ้อาจจะนำรายการ THE ORGANICE ไปขายหาสปอนเซอร์ เราต้องอัปเดตตอนใหม่ ๆ ข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เสมอเพราะลูกค้าก็ต้องอยากรู้การเคลื่อนไหวของสิ่งที่เขาจะซื้อ
👉 2.4 ตั้งชื่อ File ต้องมีวันที่กำกับ
ตัวอย่างเช่น (ProjectA 2023_11_15) คือการใส่ชื่องาน ตามด้วยปีเดือนวัน
🎯 คาถาที่ 3: คุณต้องมีสมองให้มากกว่า 1 ก้อน ด้วยการ “จด”
ทุกอย่างไม่ได้เกิดจากสายมูเพียงอย่างเดียว แต่วิธีการขายมีเทคนิคหรือการเตรียมตัวก่อนขายอยู่เสมอ ซึ่งเราต้องใช้สมองหลักในการคิด และสมองรองในการจดรายละเอียด โดยคาถานี้แบ่งออกเป็น 3 ข้อย่อย
👉 3.1 ถ้าจดสมุดให้จด 1 เล่ม และสารบัญเสมอ
เราอาจจะมีสมุด 1 เล่มที่พกติดตัวอยู่เสมอ ส่วนสารบัญคือการเติมเลขหน้า เพื่อทวนเราว่าสิ่งที่เราจด มันอยู่ตรงหน้าไหน แต่ถ้าสมุดไหนไม่มีเลขหน้าเราสามารถเขียนกำกับไว้ได้
👉 3.2 ฝึกการจดแบบ Cornell
Cornell Note Taking เป็นรูปแบบกระดาษ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ Idea, Fact, Action
เพื่อน ๆ สามารถดูตัวอย่างได้ในนาทีที่ 17:43 ได้ที่ลิงก์นี้ https://fb.watch/ojTDMff06a/
👉 3.3 ถ้าจดเป็นแอป ต้องแยกเป็น Projects
คือการจดในแอป ควรจดให้มีหัวข้อชัดเจน แบ่งโปรเจกต์ต่าง ๆ ให้ชัด ซึ่งจะสำคัญมากในเวลาที่โปรเจกต์เราเยอะมาก ๆ เราจะได้หาง่ายขึ้น
🎯 คาถาที่ 4: ต้องจัดตารางสอนให้ตัวเอง
การจัดตารางสอนให้ตัวเอง ให้นึกถึงวิชาเรียน สำหรับคาถานี้แบ่งออกเป็น 3 ข้อย่อย ดังนี้
👉 4.1 วิชา Planning
ว่าด้วยการวางแผนด้วยการสำรวจ “ว่าที่ลูกค้า, ลูกค้าปัจจุบัน, ลูกค้าเก่า” อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเราต้องคอยรีวิวอยู่เสมอว่าที่ลูกค้ามากพอไหมสำหรับองค์กร, ลูกค้าในปัจจุบันงานที่ปิดเพียงพอกับยอดขายของเราไหม และลูกค้าเก่าต้องคอยกลับไปพูดคุย อัปเดตกับเขาอยู่เสมอ เพื่อคอยรันงานกันอย่างต่อเนื่อง
👉 4.2 วิชา Stat
ว่าด้วยเรื่องการคำนวณรายรับที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น, ระยะกลาง, ระยะยาว ด้วยการทำ Report ลองเช็กดูว่าในช่วง 3 เดือนแรกของปีรายรับเป็นอย่างไร เราจะได้รู้ว่าถ้า 3 เดือนแรกไม่ดี ในขั้นต่อไปของระยะกลาง และระยะยาว เราจะปรับกลยุทธ์อย่างไรต่อไปให้เกิดรายรับที่มากขึ้น
👉 4.3 ส่งการบ้านสม่ำเสมอ ด้วยการไม่ดอง Chat, Email, Call ลองกลับไปสำรวจกันดูว่า 3 เรื่องนี้เราดองไว้เยอะไหม เพราะบางครั้งโอกาสอาจจะมาจากสิ่งที่คุณดองก็ได้
🎯 คาถาที่ 5: รู้รอบ รู้กว้าง รู้ลึก
สำหรับคาถานี้แบ่งออกเป็น 3 ข้อย่อย ดังนี้
👉 5.1 รู้ลึกในธุรกิจของบริษัทเรา
เข้าใจทุกสินค้าและบริการ เรามีดีที่อะไร ทำไมลูกค้าต้องซื้อเรา ทุก Slide ที่นำเสนอ ซ้อมมาก อย่าด้นสด
👉 5.2 รู้รอบในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
สถานการณ์ลูกค้า คู่แข่ง เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับธุรกิจของเรา
👉 5.3 รู้กว้างในภาพใหญ่
ความเป็นไปของข่าวสาร หาความเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจเราหรือไม่ เช่น ตอนนี้รถ EV กำลังมาเกี่ยวกับเราไหม หรือ เศรษฐกิจกำลังแย่งเกี่ยวกับเราไหม เป็นต้น
เมื่อรู้เทคนิคดี ๆ แล้วอย่าลืมนำไปแชร์ต่อไม่ว่าจะอยู่สายงาน AE หรือสายงานใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการขายงาน หรือเพื่อเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ หวังว่าเทคนิคนี้จะช่วยให้ทุกคน สามารถนำไปกลับไปใช้ และพายอดขายทะลุเป้าได้อย่างสำเร็จน๊า 😁 💪 🎯
✍🏻 เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
🎨 ภาพประกอบ: ชนสรณ เวชสิทธิ์

ธุรกิจไม่ต่างก็จาง ภาพไม่ชัดก็หาย รู้จักเทคนิค Bowman's Strategy Clock วิเคราะห์ธุรกิจของเราเด่นเรื่องอะไร🤔 หนึ่งใจหัวใจ...
10/05/2026

ธุรกิจไม่ต่างก็จาง ภาพไม่ชัดก็หาย รู้จักเทคนิค Bowman's Strategy Clock วิเคราะห์ธุรกิจของเราเด่นเรื่องอะไร
🤔 หนึ่งใจหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในยุคนี้ คือ ‘การสร้างความแตกต่าง’
เพราะถ้าเราไม่ต่าง ลูกค้าจะมีสิทธิ์เลือกเพื่อไปซื้อสินค้า หรือบริการที่เหมือน ๆ กัน และคงไม่มีธุรกิจไหนอยากเป็นแค่ตัวเลือก หรือทางผ่านให้กับลูกค้าอย่างแน่นอน
วันนี้เรามีตัวช่วยดี ๆ อย่าง Framework ที่บอกเลยว่า ‘เวิร์กมาก’ มาฝากกันสิ่งนี้เราเรียกว่า ‘Bowman Strategy Clock’ เป็นหนึ่งในโมเดลกลยุทธ์ที่สามารถประเมิน และกำหนดกลยุทธ์การแข่งขัน โดยการดูที่ตำแหน่งทางการตลาดในด้านมูลค่า หรือ ราคาสินค้า และการรับรู้ของลูกค้า ว่าธุรกิจของเราอยู่ตรงไหน เพื่อวิเคราะห์ได้ว่า ‘จะทำอย่างไรให้เราเป็นผู้นำในตลาดนั้น หรือจะทำอย่างไรให้เราโดดเด่นขึ้นมา’
เครื่องมือนี้ถูกคิดค้นโดยคุณ Cliff Bowman และ คุณ David Faulkner เพื่อวิเคราะห์ และประเมินกลยุทธ์ปัจจุบันขององค์กรได้ว่า เราจะทำแบบเดิม หรือ ปรับเปลี่ยนตามบริบทที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ได้ในลักษณะไหนบ้าง หรือควรปรับเปลี่ยนตำแหน่งในการแข่งขันเมื่อไหร่ ซึ่งข้อดีมาก ๆ คือเป็นกลยุทธ์ที่ปรับใช้ได้อย่างยืดหยุ่นตามบริบทที่เกิดขึ้นในแต่ละปี
โดย Bowman Strategy Clock จะมีลักษณะเหมือนเข็มนาฬิกา 8 ตำแหน่ง เพื่อบ่งบอกถึงบริษัทของคุณอยู่ในตำแหน่งไหน เสมือนภาพหน้าปัดนาฬิกา (ตามภาพตัวอย่าง) โดยมีรายละเอียด แต่ละตำแหน่ง ดังนี้
⏰ ตำแหน่งที่ 1 : ราคาต่ำ/มูลค่าต่ำ (Low Price and Low Value Added)
ธุรกิจกลุ่มนี้เรียกว่า อัตราต่อรองแบบติดดิน! หมายความว่าตำแหน่งนี้มีผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าที่ไม่ได้โดดเด่น จึงทำให้ราคาต่ำ และมูลค่าต่ำลงไปด้วย แต่ในทางกลับกันถึงแม้จะมีราคาที่ต่ำ หรือไม่ได้ต่างมากนักทั้งในเชิงสินค้าและบริการ แต่จุดเด่นคือ ‘ราคา’ ซึ่งน่าดึงดูดให้กับผู้บริโภค ให้ลูกค้าได้ลองใช้ครั้งคราว บริษัทส่วนใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มนี้จะเน้นขายในปริมาณมาก เพื่อรักษารูปแบบธุรกิจของตัวเอง แต่ก็มีข้อเสียที่น่ากลัวเช่นกัน เพราะถ้าหากวันใดวันหนึ่ง พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดแบรนด์ที่เป็นสินค้าทดแทน หรือ สินค้าที่เหมือนกัน แถมราคาก็ดันใกล้เคียงกัน ใครที่อยู่ตลาดนี้มีหนาวเช่นกันเพราะคุณจะมีโอกาสขาดทุนสูงทันที!
ตัวอย่างเช่น ร้าน Dollar Tree ซูเปอร์มาร์เกตที่อเมริกา ขายสินค้าส่วนใหญ่ในราคา 1 เหรียญ หรือน้อยกว่า เป็นสถานที่ที่ดีเยี่ยมสำหรับการซื้ออุปกรณ์งานปาร์ตี้ เช่น ของตกแต่ง, ถุงของขวัญ, กระดาษห่อของขวัญ, จานกระดาษ, ถ้วย ฯลฯ ซึ่งของเหล่านี้ใช้แล้ว ก็ทิ้งได้ทันที ไม่เสียดาย เพราะราคาไม่แพง
⏰ ตำแหน่งที่ 2: ราคาต่ำ (Low Price)
ธุรกิจในกลุ่มนี้ คือผู้นำที่สามารถทำราคาที่ต่ำได้ มีแนวโน้มผลิตสินค้าในปริมาณมาก ๆ แม้ในอนาคตจะมีคนที่ทำราคาต่ำกว่าได้ แต่กลุ่มนี้จะสามารถทำให้ต่ำกว่าลงไปได้อีก เรียกได้ว่าเฉือนกันหมัดต่อหมัด คนกลุ่มนี้ก็ชนะอยู่เรื่อย ๆ โดยกลยุทธ์ของกลุ่มนี้จะเน้นขายมากชิ้น ได้กำไรมาก เน้นการผลิตที่รวดเร็ว และราคาต้นทุนต่ำ
ตัวอย่างเช่น SouthWest Airlines สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติอเมริกัน ด้วยค่าบินที่ถูกมากเพียง 6.2 เซนต์ต่อไมล์ อีกเจ้าคือ JetBlue สัญชาติอเมริกันเช่นกัน บินถูกกว่านั้นอีกคือ 4.7 เซนต์ต่อไมล์ หรือบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ของโลกอย่าง Walmart ก็อยู่ในกลุ่มนี้ เพราะเน้นเสนอราคาที่ต่ำ แต่เน้นซื้อปริมาณที่มาก
⏰ ตำแหน่งที่ 3: ไฮบริด (Hybrid) ราคาปานกลาง/ความแตกต่างในระดับราคาปานกลาง
ธุรกิจกลุ่มนี้คือประเภทลูกครึ่ง คือมีสินค้าที่ต้นทุนต่ำ ราคาต่ำ แต่บางชิ้นกลับสร้างความแตกต่างได้ เป็นสินค้าที่มีมูลค่าการรับรู้สูงกว่าคู่แข่ง ที่ใช้แค่การจ่ายในราคาถูกอย่างเดียว โมเดลไฮบริดมักจะดึงดูดการนำเสนอสินค้าในราคาที่สมเหตุสมผล มีความแตกต่างบ้าง บางชิ้น ไม่ใช่ทุกชิ้น ที่แบรนด์อื่นไม่ค่อยนำเสนอ และสร้าง Brand Loyalty ให้กับลูกค้าอยู่เสมอ
ตัวอย่างเช่น IKEA นับเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ได้ดี เพราะเป็นแบรนด์ที่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ในเชิงการรับรู้ของแบรนด์จากลูกค้าที่สูง และมีราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ได้แพงจนเกินไป และไม่ได้ถูกจนเกินไป สินค้าบางชิ้นมีความทันสมัย มีความแตกต่างเฉพาะกลุ่ม หลายคนเป็น Loyalty ให้กับแบรนด์นี้เป็นที่เรียบร้อย
หรืออีกหนึ่งแบรนด์ที่น่าสนใจคือ แบรนด์ Lush แบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติอังกฤษ โดยใช้การสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์และแบรนด์ของตนอย่างมีจริยธรรม โดยยึดมั่นเรื่องการดำเนินธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด การผลิตใช้ผัก ผลไม้ที่สดและออร์แกนิก ไม่ใส่สารกันบูด ไม่ทำการทดลองในสัตว์และมนุษย์ แถมราคาก็อยู่ในระดับกลางไม่ได้ถูกมาก ไม่ได้แพงมาก ทำให้พวกเขาได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่ง
⏰ ตำแหน่งที่ 4: ความแตกต่าง (Differentiation)
ธุรกิจกลุ่มนี้ชัดเจนในการเพิ่มมูลค่าการรับรู้ของลูกค้าในระดับสูง นั่นแปลว่า คุณภาพของผลิตภัณฑ์คือบทบาทสำคัญของคนกลุ่มนี้ เพื่อสร้าง Brand Loyalty ที่แข็งแกร่ง ดังนั้นกลุ่มนี้สินค้าและบริการจึงมีราคาที่สูง รวมถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ช่วยดึงดูดให้กลุ่มนี้โดดเด่นขึ้น
ตัวอย่างเช่น Apple แบรนด์ชั้นนำที่ได้ปลูกฝังกลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง มีการคิดค้นเทคโนโลยีและนำเสนอผลิตภัณฑ์ในตลาดที่ยังไม่มีจำหน่าย เรียกได้ว่าเป็นเจ้าตลาดกลุ่มนี้อย่างแท้จริง เพราะการเป็นเจ้าของ iPhone กลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีระดับในปัจจุบัน ซึ่งล้มคู่แข่งอย่าง Microsoft ที่เป็นผู้บุกเบิกในด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และแบรนด์ที่อยู่ในกลุ่มนี้โดดเด่นมาก ๆ ก็มี Starbucks ที่กล้าขายกาแฟในราคาที่สูงแต่ลูกค้ายอมจ่าย และ Nike แบรนด์รองเท้าขวัญใจทุกเพศทุกวัยทั่วโลก
⏰ ตำแหน่งที่ 5: มุ่งเน้นที่ความแตกต่าง (Focused Differentiation)
ธุรกิจในกลุ่มนี้ เน้นการสร้างมูลค่าที่สูงมาก และมีราคาจำหน่ายในตลาดที่สูงมาก แม้จะมีกลุ่มสินค้าที่เหมือนกัน ราคาเท่ากัน แต่กลุ่มนี้จะชัดเจนมาก ๆ ในแง่ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ที่ตัวเองรัก ลูกค้ามีการรับรู้ที่สูง ยอมจ่ายได้เพื่อให้ได้สินค้าที่ดีที่สุด ตอบโจทย์ที่สุด
ตัวอย่างเช่น กลุ่มอุตสาหกรรม Luxury Brands เช่น Gucci, Rolex, Tiffany, Rolls Royce, Louis Vuitton, Armani เป็นต้น โดยกลุ่มนี้ลูกค้าจะยินดีจ่ายมากกว่าแบรนด์ทั่วไป แม้จะสูงกว่า 10-25 เท่าก็ตาม ดังนั้นสิ่งสำคัญสำหรับกลุ่มนี้ คือการทำอย่างไรให้แบรนด์ของตัวเอง ตอบโจทย์ เจาะจง เฉพาะกับกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมเท่านั้น ชิงความแตกต่าง ชิงความต้องการ เพื่อเติบโตได้ในระยะยาว
⏰ ตำแหน่งที่ 6: การเพิ่มราคา/สินค้าคุณภาพมาตรฐาน (Risky High Margins)
ธุรกิจกลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในด้านราคา แต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐาน และเน้นไปที่การสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าให้ดูดี น่าดึงดูด น่าใช้ตั้งแต่กลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน ดังนั้นความเสี่ยงสำคัญของกลุ่มนี้คือเมื่อไหร่ที่ลูกค้าไม่ได้ให้ความสนใจมากพอ หรือราคาแพงจนเกินไป ลูกค้าก็จะเกิดการเปรียบเทียบและมองหาสินค้าใกล้เคียงที่ราคาคุ้มค่ากว่า ซึ่งจะทำให้ตลาดกลุ่มนี้รับความเสี่ยงในการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดทันที
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจประเภท Fitness ชั้นนำตามห้างสรรพสินค้า ที่ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการได้ตามแบรนด์ที่ชอบ และมีราคาที่สูง แต่ก็แลกมาด้วยการให้บริการที่ได้มาตรฐาน เสมือนลูกค้าทุกคนคือคนสำคัญ แต่ความเสี่ยงก็ขึ้นอยู่กับฟิตเนสเจ้าไหนจะทำราคาได้ดีกว่า หรือมีบริการที่น่าดึงดูดมากกว่า
⏰ ตำแหน่งที่ 7: ราคาสูง/ความคุ้มค่าต่ำ (Monopoly Pricing)
ธุรกิจกลุ่มนี้คือกลุ่มราคาแบบผูกขาด ซึ่งหมายถึงเป็นบริษัทเดียวที่ผลิตสินค้านั้นได้ หรือบริการนั้นได้ ดังนั้นเมื่อผูกขาดสำเร็จแทบจะไม่ต้องกังวลอะไรเลย แถมเป็นการล็อกเป้าให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่จำกัด ตามทฤษฎีแล้ว ผู้ผูกขาดสามารถกำหนดราคาในระดับใดก็ได้ที่เขาต้องการ แต่โชคดีที่ในหลายประเทศ การผูกขาดในตลาดได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผูกขาดกำหนดราคาตามที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น บริษัท Microsoft ยุค90 คือผู้ทำระบบปฏิบัติการ Windows เจ้าแรกและเจ้าเดียว ซึ่งมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทุกคนใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ถูกสหภาพยุโรปปรับ 1.3 พันล้านดอลลาร์เนื่องจากกฎหมายต่อต้านการผูกขาด
⏰ ตำแหน่งที่ 8: มูลค่าต่ำ/ราคามาตรฐาน (Loss of Market Share)
ธุรกิจกลุ่มนี้เป็นนักเสียสละ มักจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด เพราะสินค้ามีมูลค่าต่ำ แบรนด์กลุ่มนี้แทบจะไม่สามารถต่อกร หรือไปอยู่ในกลุ่มที่เขามีคุณภาพที่เหนือกว่าได้ ถ้าเขาแพงมา กลุ่มนี้จะปรับให้ถูกลงเสมอ แต่จุดแข็งหลักของกลุ่มนี้คือราคาถูก แต่สินค้ามีมาตรฐาน ซึ่งจะต่างจากตำแหน่งที่ 1 ที่ไม่ได้โฟกัสไปที่คุณภาพสินค้า
ตัวอย่างที่น่าจะทำให้ทุกคนเห็นภาพได้มากที่สุดคือ โทรศัพท์ Blackberry ซึ่งในอดีตเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นในตลาดสมาร์ตโฟน เน้นจับกลุ่มทำให้กับลูกค้าองค์กรเป็นหลัก และเป็นสินค้าที่มีมาตรฐาน แต่เมื่อการมาของ iPhone และ Android จึงทำให้สุดท้าย Blackberry ก็สูญเสียคุณค่าการรับรู้และสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ใน Bowman Strategic Clock ทั้งหมดแปดตำแหน่ง มี 3 ตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ (หมายเลข 6, 7 และ 😎 ซึ่งจุดราคาของผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นสูงกว่ามูลค่าที่ผู้บริโภคสัมผัสได้ เรียกง่าย ๆ ว่า ถ้าในวันนึงคู่แข่งมีสิทธิ์ลงมาเล่นและตัดราคาแข่งกันได้ ทำให้ตัวเราที่อยู่ในกลุ่มนี้ ต้องลดราคาลงมาเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น หรืออาจจะพิจารณาถอนสินค้า / บริการออกจากตลาด เนื่องจากจะมีคู่แข่งเสมอ ที่เสนอมูลค่าที่สูงกว่าในราคาที่ต่ำกว่า
🎯 โดยสรุป
Bowman Strategic Clock สามารถนำไปใช้งานได้ 3 ส่วนหลัก ๆ คือ
👉 การวางแผนเชิงกลยุทธ์
ช่วยให้องค์กรระบุตำแหน่งทางการตลาดในปัจจุบันและกำหนดกลยุทธ์การแข่งขันในอนาคตอันใกล้
👉 การวิเคราะห์ตลาด
มีประโยชน์สำหรับการประเมินกลยุทธ์ของคู่แข่งและการเปลี่ยนแปลงของตลาด
👉 การพัฒนาผลิตภัณฑ์
เป็นแนวทางในการตัดสินใจด้านราคา การสร้างความแตกต่าง และการวางตำแหน่งทางการตลาด
และสุดท้ายนี้เมื่อเราทำอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะรู้ได้ทันทีว่า องค์กรของเราอยู่จุดไหนของนาฬิกา Bowman Strategic Clock เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจวางแผนกลยุทธ์ใหม่ ๆ และใช้ควบคู่ไปกับเครื่องมืออื่น ๆ ทางการตลาด เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพที่สูงที่สุด
✍🏻 แปล เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
🎨 ภาพประกอบ: อลิสา อรุณสิริเลิศ
#วางแผน

สำรองที่นั่งฟังทอล์คหลังดูหนังกันได้แล้ววันนี้!Century Suhkumvit x CareerVisa อยากชวนทุกคนมานั่งคุยกันใน After Movie Tal...
08/05/2026

สำรองที่นั่งฟังทอล์คหลังดูหนังกันได้แล้ววันนี้!
Century Suhkumvit x CareerVisa อยากชวนทุกคนมานั่งคุยกันใน After Movie Talk : Reel life (When stories you see connect to the lives you live)
บอกเล่าการทำงานผ่านชีวิตจริงของสายแฟ!
เราจะพาผู้ชมลื่นไหลไปต่อกับความรู้สึกค้างจากอารมณ์ของหนัง เพื่อเล่าสู่กันฟังเป็น 'เรื่องจริง' ผ่านผู้มีประสบการณ์ตรง
EP. 01 Fashion Devil 101
พบ Creator และเจ้าของแบรนด์ที่จะมาเล่าเรื่องเบื้องหลังการก้าวเข้าสู่วงการแฟชันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
คุณเริ่มต้น เขมะเพ็ชร
Fashion & World Content Creator, THE STANDARD POP
Host, 7 Things We Love About... หนึ่งในกูรูคอนเทนต์สายแฟฯของไทย
วรัชยา เชษฐโชติรส
Stylist & Art Director จาก vorkinprogress สไตล์ลิสต์และฟรีแลนซ์ผู้ร่วมงานกับหลากหลายแบรนด์
พัชโรจน์ พัชรัศมิ์วรากร
เจ้าของแบรนด์ ersofficial สตูดิโอและทีมโปรดักชัน maisonson และ sonhaus studio
และประสบการณ์ทำงานกับแบรนด์ต่าง ๆ มากมาย
พบกันวันที่ 9 พฤษภาคม 2569
เวลา 15.00 - 18.30 (ฉายภาพยนตร์ และเสวนาร่วมกับ Speaker)
ร่วมงานเสวนา Reel Life "EP.01 Fashion Devil 101" พร้อมชมภาพยนตร์ เรื่อง Devil Wears Prada 2
บัตรที่นั่งนี้สามารถใช้เข้าร่วม Talk Session พร้อมรับชมภาพยนตร์ Devil Wears Prada 2 ได้ในราคาเดียว
(โดยไม่ต้องซื้อบัตรเพิ่มเติม)
🎟️ ราคาบัตรที่นั่ง
ที่นั่ง Luxury 230 บาท
ที่นั่ง Super Luxury 260 บาท
ที่นั่ง Sofa Sweet 650 บาท ต่อคู่
สนใจสำรองบัตรที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลได้ที่
LINE OA
หรือโทร 02-495-7300
หรือเคาน์เตอร์ Pop Box
📍 ชั้น4 Century Theater Sukhumvit
🚆 BTS อ่อนนุช ทางออก 3

เคลียร์คิวให้ว่าง ล็อกวันให้พร้อม! ‘Marketing Oops! Summit 2026 + Canva + ถกไม่เถียง’ Live Debate: AI vs Human ยกระดับสู...
08/05/2026

เคลียร์คิวให้ว่าง ล็อกวันให้พร้อม! ‘Marketing Oops! Summit 2026 + Canva + ถกไม่เถียง’ Live Debate: AI vs Human ยกระดับสู่ ‘Experience Platform’ เต็มรูปแบบ
ปีนี้ “ไม่ได้มีแค่เทรนด์ แต่เต็มไปด้วยความรู้ที่จะนำกลับไปปรับใช้ได้จริง”
🗓️ 11 มิถุนายน 2569
📍 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สิ่งที่คุณจะได้เจอในงานนี้
🎤 Speaker ระดับตัวจริงของวงการ
จากทั้งฝั่ง Brand / Tech / Agency ที่ “ทำจริง” ไม่ใช่แค่พูด
🧠 Canva ขึ้นเวทีไทยครั้งแรก
⚔️ “ถกไม่เถียง” Live Debate: AI vs Human
👉 โลกที่ใครก็เก่งได้ด้วย AI โอกาสใหม่ หรือจุดจบของ Skill?
นี่คือ session ที่ “ไม่มีคำตอบเดียว” แต่คุณต้องตัดสินใจเอง
🔥 Highlight Sessions ที่คุณไม่ควรพลาด
• Gen Z + AI = ทีมเล็กก็ชนะได้ กับ Canva Generation
• เคสจริง “Agentic AI” จาก Singapore Airlines, TQM
• Physical AI: เมื่อหุ่นยนต์เริ่มใช้ชีวิตกับเรา กับ Practico
• AI ซื้อของแทนคนแล้ว…แบรนด์พร้อมยัง? โดย Booking.com, 6ty Degree
• ละครแนวตั้ง = โอกาสใหม่ของแบรนด์ กับ iQiyi
• The Next Human: มนุษย์เวอร์ชันใหม่ กับ ท็อป จิรายุส
• Solo แต่โคตรปัง: CK Fastwork x แอดมินทอย DataRockie
• XPENG: รถไม่ใช่แค่รถอีกต่อไป
• คิด เร็ว แต่ทำช้า จุดตายที่ทำให้องค์กรแพ้เกม กับ GQ Apparel
• Zero Margin for Error: เกมโหดของนักการตลาด 2026 กับ Unilever, Ogilvy
• สร้างทีมแบบ AI-first กับ The 1, Merkle, Tero Digital
• ชนะในยุค AI Search กับ Primal
• The New Thai Consumer 2026 โดย WPP
• จาก Creator → Co-Creator โดย Lemon Shot
• Cat Economy: ตลาดแมวที่โตไม่หยุด กับ Kaniva
• ✨ + อีก 30+ sessions ที่จะทยอยประกาศ
🚀 พบกับประสบการณ์ใหม่
• Experience Theater – ดูเคสจริง + Live Demo แบบลึก
• AI LIVE Playground – ประสบการณ์ AI สนุกๆ ภายในงาน
• Physical AI Session – เทรนด์ใหม่จาก CES
• MOS Black Night – After Party กับ ศิลปิน Gen Z ‘กรุงเทพราตรี’ ที่กำลังไวรัลบน TikTok
🎟 เปิดขายบัตรแล้ว
🔥 Early Bird 1,999 บาท (ราคาปกติ 3,900 บาท)
✔ บัตรทุกใบ ร่วม Workshop Claude Co-work และ AI Search ฟรี ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
✔ ดูย้อนหลังได้ 3 เดือน
👉 ซื้อบัตร: https://bit.ly/MOSummit2026-EarlyBird

ทำแบรนด์ต้องบาลานซ์หมวกครีเอทีฟ กับหมวกธุรกิจ Tie A Knot ธุรกิจที่เปลี่ยนเนกไทน่าเบื่อ ให้กลายเป็นไอเท็มที่คนทำงานอยากใส...
08/05/2026

ทำแบรนด์ต้องบาลานซ์หมวกครีเอทีฟ กับหมวกธุรกิจ Tie A Knot ธุรกิจที่เปลี่ยนเนกไทน่าเบื่อ ให้กลายเป็นไอเท็มที่คนทำงานอยากใส่อีกครั้ง
ในโลกธุรกิจหลายครั้งเรามักได้ยินคำแนะนำเหล่านี้บ่อยครั้งว่า ถ้าจะเริ่มทำแบรนด์ ต้องเริ่มจากการหา Pain Point ให้เจอ, ต้องรู้ว่าตลาดขาดอะไร, ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ชัด, ต้องคิดแบบธุรกิจตั้งแต่วันแรกที่เริ่ม แต่เรื่องราวของแบรนด์ Tie A Knot นั้น อาจพาเราเห็นอีกมุมหนึ่งว่า บางครั้งธุรกิจไม่ได้เริ่มจากการนั่งวิเคราะห์ตลาดอย่างเข้มข้นเสมอไป เพราะบางแบรนด์เริ่มจากสิ่งที่เรียบง่ายกว่านั้นมาก

ต่อต้าน - คณาธัช อินทรขาว เจ้าของแบรนด์ Tie a knot ผู้ที่ต้านความเชื่อเดิม ๆ แล้วหันมาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างการ ‘ชอบแต่งตัว’ ชอบทำให้ลุคที่ใส่ออกมาสนุกขึ้น และวันหนึ่งคุณต่อต้านก็ได้หยิบเนกไทขึ้นมาผูกเล่นก่อนออกจากบ้านไปปาร์ตี้ จากจุดเริ่มต้นในวันนั้นทำให้เขาเห็นโอกาสบางอย่าง โดยที่ไม่มีใครคิดว่า ‘เนกไท’ ชิ้นนั้นจะกลายเป็นจุดตั้งต้นของแบรนด์ในวันนี้
👉 ไม่มีใครรู้ว่าจากไอเท็มที่ดูเหมือนแฟชั่นเล่น ๆ วันหนึ่งจะกลายเป็นสินค้า ที่ทั้งคนสายแฟชั่น, first jobber, คนทำงานออฟฟิศ, นักวิจัย, นักวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงลูกค้าต่างประเทศ หยิบไปใส่ในชีวิตจริง
👉 และยิ่งไม่มีใครคิดว่าแบรนด์ที่เริ่มจากความสนุกส่วนตัว จะเติบโตจนมีรายได้ประมาณ 2 ล้านบาทในปีล่าสุด ซึ่งแบรนด์ยังพึ่งจะจดทะเบียนได้ไม่ถึงปี
👉 มีคอลแลบกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Disney และเริ่มกลายเป็นชื่อที่คนจดจำได้ในฐานะแบรนด์ไทยที่มีคาแรกเตอร์ชัดมากแบรนด์หนึ่ง
👉 ไหนจะสร้างปรากฎการณ์ที่คาดไม่ถึงอย่างการที่ มิลลิ (MILLI) หยิบเนกไทปลาสวมใส่ขึ้นโชว์ในรายการ SHOW ME THE MONEY 12
สำหรับใครที่กำลังทำแบรนด์ หรือกำลังพยายามเปลี่ยนความชอบของตัวเองให้กลายเป็นธุรกิจ เรื่องของ Tie A Knot น่าจะให้คำตอบบางอย่างได้ดีทีเดียว เพราะถ้ามองลึกลงไปมากกว่าแค่ความน่ารักของโปรดักต์ สิ่งที่ Tie A Knot กำลังทำอยู่
ไม่ได้มีแค่การขายเนกไท แต่คือการเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ให้กลายเป็นธุรกิจที่คนอยากหยิบไปใช้จริง และนี่คือ 6 บทเรียนทำธุรกิจสร้างสรรค์ ที่น่าสนใจจากวิธีคิดของคุณต่อต้าน และการเติบโตของแบรนด์ Tie A Knot

🐟 1. จุดเริ่มต้นของธุรกิจดี ๆ บางครั้ง ไม่ได้มาจาก Pain Point
แต่มันเริ่มจากคำว่า ‘เราอยากใส่อะไร’ ก่อนจะมาเป็น Tie A Knot คุณต่อต้านเรียนแฟชั่นที่ College of Creative Industry SWU และเริ่มทำแบรนด์มาตั้งแต่ตอนเรียนปี 2 โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘ต่อต้าน’ มาก่อน แบรนด์ในตอนนั้นเป็นงานที่ค่อนข้างแสดงตัวตนชัด มีความสนุก ดื้อ ๆ กวน ๆ ตามคาแรกเตอร์ของเจ้าตัว แต่ก็เป็นงานที่ออกไปทาง Conceptual พอสมควร คือมีความเป็นแฟชั่นที่ใช้สื่อสารตัวตน มากกว่าจะเป็นของที่คนทั่วไปหยิบไปใช้ได้ทุกวัน
โดยจุดเปลี่ยนจริง ๆ เกิดขึ้นในช่วงที่คุณต่อต้านกำลังจะออกไปปาร์ตี้ แต่ไม่มีเสื้อผ้าที่รู้สึกว่าใช่พอ มีเพียงกางเกงตัวหนึ่งที่อยากใส่ แต่ยังไม่มีท่อนบนที่แมตช์กัน สุดท้ายสายตาไปสะดุดเข้ากับเนกไท และแทนที่จะหยิบเนกไทแบบเดิมมาใส่ เขากลับ ‘ทำใหม่’ ขึ้นมาก่อนออกจากบ้านแค่ประมาณหนึ่งชั่วโมง นั่นคือจุดเริ่มต้นของเนกไทเปลี่ยนชีวิต
หลังจากจุดเปลี่ยนของชีวิตที่มีคนเริ่มให้ความสนใจหน้าตาเนกไทสุดแปลกตานี้ สิ่งที่คุณต่อต้านให้ความสำคัญต่อมาคือ สัญญาณความสนใจ เมื่อใส่เนกไทชิ้นนั้นออกไป มีคนเริ่มถาม, เริ่มมอง, เริ่มรู้สึกว่ามันน่ารัก, มันสนุก, มันแปลกแบบที่เข้าถึงได้ หลังจากนั้น เขาจึงเริ่มหยิบเนกไทมาเล่นกับลุคของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วพบว่าไอเท็มชิ้นนี้มีศักยภาพบางอย่างที่น่าสนใจมาก
เพราะมันเป็นของที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเนกไทมักถูกแปะป้ายอยู่กับความ formal กับชุดสูท กับภาพจำของการแต่งตัวที่หลายคนไม่ได้รู้สึกสนุกด้วยเท่าไร Tie A Knot จึงไม่ได้เข้ามาสร้างของใหม่จากศูนย์ แต่มันคือการหยิบของเก่าที่คนรู้จักดีอยู่แล้วมา ‘ตีความใหม่’ ให้มันมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
“ ความคิดสร้างสรรค์ในธุรกิจ ไม่ได้แปลว่าต้องสร้างสิ่งที่โลกไม่เคยมี
แต่มันอาจเป็นการหยิบสิ่งที่คนเคยเบื่อ แล้วทำให้เขาอยากกลับมามองมันอีกครั้ง “
🐟 2. ลูกค้าตัวจริง อาจไม่ใช่คนที่แบรนด์คิดไว้ตอนแรกเสมอไป
หลังจากเริ่มมีคนสนใจ คุณต่อต้านจึงได้มีโอกาสลองนำสินค้านี้ไปขายในงานคราฟต์ที่เชียงใหม่ตามคำชวนของเพื่อน ตอนนั้นยังไม่ได้ใช้ชื่อแบรนด์ Tie A Knot อย่างจริงจังด้วยซ้ำ เป็นเพียงการหยิบดีไซน์ไปทดลองขายในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยคนที่ชอบแฟชั่น ชอบงานสร้างสรรค์ และเปิดรับของใหม่ ๆ อยู่แล้ว
ซึ่งพื้นที่ทดลองในวันนั้นเป็นการช่วยยืนยันว่า ไอเดียนี้อาจไปต่อได้จริง เพราะตั้งแต่วางขายก็ชวนลูกค้าแวะมาดู แวะมาซื้อกันมากมาย จากวันนั้นชื่อแบรนด์ Tie A Knot จึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในฐานะแบรนด์ที่พร้อมจะลุยกับโลกธุรกิจจริง ๆ โดยช่วงแรก คุณต่อต้านคิดว่าลูกค้าหลักของแบรนด์น่าจะเป็นคนที่ชอบแฟชั่น ชอบแต่งตัว หรือทำงานสายครีเอทีฟ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันถูกแค่ส่วนหนึ่ง
เพราะหลังจากแบรนด์โตขึ้น คุณต่อต้านกลับพบว่ามีลูกค้าอีกกลุ่มที่น่าสนใจมาก และเป็นกลุ่มที่ไม่ได้คาดคิดในตอนแรกเลย นั่นคือกลุ่มคนที่เอา Tie A Knot ไปใส่ในชุดทำงานจริง ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าต่างประเทศหลายคนยังเป็นคนทำงานสายวิชาการ เช่น นักวิจัย, นักวิทยาศาสตร์ หรือคนที่มี bonding กับสัตว์หรือสปีชีส์บางชนิดเป็นพิเศษ
“ หลายครั้งแบรนด์ไม่ได้โตเพราะเรารู้ทุกอย่างตั้งแต่วันแรก แต่มันโตเพราะเราเปิดใจพอจะเห็นว่า ผู้คนกำลังเอาสิ่งที่เราทำไปใช้ในแบบที่เราไม่เคยคาดคิด ”
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่คนทำธุรกิจหลายคนพลาด เพราะมัวแต่หลงอยู่กับภาพลูกค้าในหัวของตัวเอง จนไม่ทันสังเกตว่าลูกค้าตัวจริง แท้จริงแล้วอาจไม่เหมือนกับภาพที่คิดไว้ Tie A Knot จึงเป็นตัวอย่างที่ดีมากของแบรนด์ที่พร้อมจะเรียนรู้จากพฤติกรรมลูกค้าไปด้วย
อีกส่วนที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ แบรนด์ Tie A Knot ไม่ได้ขายแค่ของน่ารัก แต่กำลังขายมุมมองใหม่ต่อการแต่งตัวคือทำให้เนกไทที่เคยดูจริงจังกลายเป็นไอเท็มที่ playful ขึ้น ทำให้คำว่า office wear ไม่จำเป็นต้องเคร่ง แต่สามารถแมทกับชุดใส่ไปทำงานได้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Tie A Knot ถึงน่าสนใจในฐานะแบรนด์ธุรกิจสร้างสรรค์ เพราะมันไม่ได้แค่ขายสินค้าแต่มันกำลัง ‘รีดีไซน์พฤติกรรมการแต่งตัว’ ของผู้คนไปพร้อมกันด้วย
🐟 3. แบรนด์ที่เริ่มจากความชอบ จะอยู่รอดได้ ต้องพัฒนาไปสู่การ ‘เข้าใจ Insight ของคนให้เร็วพอ’
คุณต่อต้านเล่าให้ฟังว่าตอนเริ่มต้น เขาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำมาก เชื่อว่ามันน่าจะไปได้ เชื่อว่าถ้าเขาชอบ ก็น่าจะมีคนที่ชอบเหมือนกัน ซึ่งความเชื่อนั้นสำคัญ เพราะถ้าคนทำแบรนด์ยังไม่เชื่อในของตัวเอง ก็ยากที่คนอื่นจะเชื่อ แต่พอแบรนด์เริ่มกลายเป็นธุรกิจจริง ๆ เขาก็พบว่า ‘แค่มีความเชื่อของตัวเองอย่างเดียวไม่พอ’
สิ่งที่จำเป็นมากขึ้นคือ ‘ต้องเข้าใจว่าคนต้องการอะไร’ นี่คือจุดเปลี่ยนจากศิลปินที่ทำของตามใจตัวเองไปสู่ ‘ผู้ประกอบการที่ยังรักษาความเป็นตัวเองไว้ แต่เริ่มอ่านคนให้ออก’
“ เพราะหลายครั้งคนทำธุรกิจเก่งเรื่องทำสินค้า มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย แต่กลับไม่เก่งเรื่องมองความต้องการของคน หรือ ลูกค้า ต้องตอบให้ได้ว่าเมื่อเขาซื้อสินค้าไป เขาอยากเอามันไปใช้ทำอะไรในชีวิตประจำวัน ”
ระยะเวลาพิสูจน์คน คุณต่อต้าน แบรนด์ Tie A Knot ก็เริ่มตอบคำถามนี้ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านการสังเกต การดู feedback การดูสิ่งที่ลูกค้าแท็กกลับมา และการค่อย ๆ ปรับสินค้าหรือคอลเลกชันให้เชื่อมกับสิ่งที่คนอยากใส่มากขึ้น ดังนั้นการจะออกสินค้าแต่ละชิ้นจึงไม่ได้มาจากความชอบส่วนตัวอย่างเดียวอีกต่อไป

🐟 4. หัวใจสำคัญของการทำแบรนด์แฟชั่น คือคุณภาพ + ของใหม่ และความต่อเนื่อง
Business Model ของแบรนด์นี้ถ้าเพื่อน ๆ ฟังแล้วก็อาจจะคิดว่ามันดูเรียบง่ายมาก แต่เพราะความเรียบง่ายนี้แหละ มันมีรายละเอียดที่ยิบย่อยมาก ซึ่งแบรนด์ Tie A Knot ใช้โมเดลธุรกิจที่ตรงไปตรงอย่างการขายสินค้าเป็นหลัก ผ่านช่องทางออนไลน์เป็นอันดับแรก โดยมี 3 หัวใจสำคัญในการทำแบรนด์อย่าง “คุณภาพ + ของใหม่ + ความต่อเนื่อง”
👉 คุณภาพต้องมาก่อน
แม้แบรนด์จะมีจุดขายเรื่องดีไซน์และคาแรกเตอร์ชัด แต่คุณต่อต้าน ย้ำ!ตลอดว่าอีกสิ่งที่ซีเรียสมากคือ คุณภาพของสินค้า เขาเลือกใช้ผ้าที่ดี, คุมงานเย็บเอง, ตรวจงานเอง และให้ความสำคัญกับ QC มาก เพราะรู้ว่าลูกค้าจ่ายเงินมาแล้ว เขาก็ควรได้ของที่ดีที่สุดกลับไป เพราะต้องอย่าลืมว่าในโลกที่ของก๊อปทำได้เร็ว ซึ่งแบรนด์ Tie A Knot ก็เป็นเป้าหมายของแบรนด์ก๊อบเหล่านั้นเช่นกัน แต่จุดที่ทำให้แบรนด์ก๊อบไม่สามารถทำได้ และเป็นสิ่งที่ลอกยากที่สุดไม่ใช่แค่หน้าตาของสินค้าแต่คือ ‘ความตั้งใจในการทำของให้ดีจริง ความละเอียด และความแม่นยำในทุกขั้นตอน’เพราะของก๊อปมักรีบทำเพื่อขาย แต่แบรนด์ตัวจริงต้องทำของให้ลูกค้าใส่แล้วมีความสุขจริง
👉 สินค้าประเภทนี้ คนทั่วไป ไม่ได้ซื้อทุกวัน
แบรนด์จึงต้องมีของใหม่เสิร์ฟเสมอ เนกไทไม่ใช่ของกิน ไม่ใช่ของใช้ที่หมดแล้วซื้อซ้ำทันที ยิ่งเป็นเนกไทที่มีคาแรกเตอร์ชัดมาก คนยิ่งจำได้ว่าเคยใส่แล้ว คุณต่อต้านเข้าใจเรื่องนี้ดีเลยมองว่าแบรนด์ต้องออกคอลเลกชันใหม่, สัตว์ใหม่, สีใหม่ หรือไอเท็มใหม่อยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าแต่งตัวสนุกต่อได้อีก
นี่คือวิธีคิดแบบแฟชั่นที่ไม่หยุดแค่ขายของชิ้นหนึ่ง แต่ต้องคิดต่อว่า ‘จะสร้างเหตุผลใหม่ให้คนกลับมาซื้อซ้ำยังไง’
👉 ใช้ feedback จริงมาช่วยพัฒนาของ
บางคอลเลกชันก็เริ่มจากสิ่งที่ลูกค้าทักมาถามตรง ๆ ว่า อยากได้ตัวนั้นตัวนี้ไหม หรือบางครั้งก็เลือกสัตว์ที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย และมีคาแรกเตอร์ชัด เช่น งู, ม้าน้ำ หรือสปีชีส์ที่คนเห็นแล้วเก็ตทันที นี่คือการทำครีเอทีฟที่ไม่หลุดโลกเกินไป แต่ยังคงความสนุกอยู่ แต่ก็ไม่ลืมว่าของที่จะขายได้ ต้องมีสะพานบางอย่างให้คนเดินเข้ามาหามันได้ด้วย
🐟 5. Collaboration กับ Disney ไม่ได้สอนแค่เรื่องชื่อเสียง แต่มันสอนให้แบรนด์เล็ก ๆ ต้องโตให้ทันโอกาส
เรียกได้ว่านี่คือแบรนด์เล็กจิ๋ว ที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Disney สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจ ไม่ใช่แค่เพราะชื่อ Disney ที่เป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ แต่เพราะตอนนั้นแบรนด์ Tie A Knot ยังใหม่มาก ใหม่ถึงขั้น ‘ยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท’ ด้วยซ้ำ
คุณต่อต้านยอมรับตามตรงว่าเขาไม่พร้อมเลยในตอนนั้น
👉 ไม่รู้เรื่องธุรกิจมากพอ
👉 ไม่รู้ต้องเตรียมเอกสารยังไง
👉 ไม่รู้ขั้นตอน
👉 ไม่รู้ว่าจะ handle งานระดับนี้ไหวหรือไม่
และถึงขั้นเคยคิดจะ give up หลายรอบ แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้เขาไปต่อ คือความคิดง่าย ๆ ว่า “โอกาสมาแล้ว ถ้าไม่ทำวันนี้ ก็ไม่รู้จะได้ทำอีกไหม”
จากนั้นจึงค่อย ๆ เรียนรู้ทีละขั้น ตั้งแต่การทำความเข้าใจเอกสาร, เริ่มจดทะเบียนบริษัทจริงจัง, หาข้อมูล, อะไรที่ไม่รู้ก็ถามพาร์ทเนอร์ กล้าคุยตรง ๆ ว่าไม่รู้ ยอมรับว่าใหม่ และพยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องที่สุด
สิ่งที่น่าสนใจคือ คุณต่อต้านไม่ได้เล่าว่าใช้ความเก่งอะไรพิชิตงานนี้ แต่เขาเล่าว่า ‘ความจริงใจ’ และ ‘การสื่อสารตรงไปตรงมา’ สำคัญที่สุดในการทำงานในระดับมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นแกนหลักของการทำงานทั้งหมด
👉 เมื่อมีอะไรไม่รู้…ก็บอกว่าไม่รู้
👉 ติดตรงไหน…ก็บอกตรง ๆ
👉 มีข้อจำกัดอะไร…ก็คุยกัน
ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ทีมที่ทำงานด้วยจากฝั่งอังกฤษเขาเปิดกว้าง และพยายามช่วยคุณต่อต้าน และทีม เพื่อหาทางออกไปด้วยกัน
“หลายครั้งคนทำแบรนด์เล็กชอบคิดว่า ถ้าอยากทำงานกับแบรนด์ใหญ่ เราต้องดูพร้อมไปหมดก่อน แต่ในความจริง บางทีสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการไม่ใช่ความเพอร์เฟกต์ตั้งแต่วันแรก แต่เขาอาจต้องการคนที่จริงใจ, สื่อสารรู้เรื่อง, รับผิดชอบ และพร้อมเรียนรู้เร็ว ”
Tie A Knot จึงไม่ได้แค่ผ่านโปรเจกต์นี้มาได้ แต่เขากลับได้ตราประทับบางอย่างกลับมาด้วย ว่าแบรนด์นี้ไปถึงระดับ Global Collaboration ได้จริง ซึ่งถือเป็นเครื่องตอกย้ำว่านี่คือแบรนด์คนไทยที่มีคุณภาพ
🐟 6. เมื่อครีเอทีฟต้องมาคู่กับธุรกิจ วิธีบาลานซ์ไม่ใช่ฝืนให้เก่งทุกอย่าง แต่ต้องรู้ว่าตัวเองต้องจัดการยังไง
คุณต่อต้านในฐานะที่เป็น Creative ตัวแม่อยู่แล้ว การที่จะมาจับขา Business ในฐานะเจ้าของถือเป็นชาเลนส์อย่างมาก ซึ่งแกยอมรับว่ามันก็มีช่วงที่ดรอปลงอยู่แล้ว เราไม่สามารถโฟกัสให้ดี 100% ได้ทั้งสองขาในเวลาเดียวกัน เพราะเวลาไปอยู่กับเอกสารเยอะ ๆ, การจัดการ และงานธุรกิจมากขึ้น พลังที่เคยเอาไปฟุ้งกับไอเดีย มันก็ต้องถูกแบ่งออกไปจริง ๆ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คุณต่อต้านไม่ได้พยายามทำเหมือนไม่มีปัญหา กลับกัน เขายอมรับมันก่อน แล้วค่อยออกแบบวิธีอยู่กับมัน วิธีของคุณต่อต้านมีหลายอย่างที่น่าเอาไปใช้มาก เช่น
👉 ถ้ามีไอเดียผุดขึ้นมา จะรีบจดไว้ก่อน (พกมือถือหรืออะไรที่พร้อมจดกับตัวไว้ให้ใกล้ที่สุด)
👉 ถ้าเครียดมากจนความครีเอทีฟหาย จะไปอาบน้ำ เพราะเป็นช่วงที่ไอเดียมักเด้งขึ้นมา
👉 แบ่งวันให้ชัดเลยว่า วันไหนทำ Business วันไหนให้เวลาตัวเองกับ Creative แรก ๆ อาจจะทำยากหน่อย แต่ถ้าทำได้มันจะช่วยชีวิตคุณมาก
👉 ถ้าเริ่มล้า จะออกไปหาที่ใหม่ ๆ ไปต่างจังหวัด ไปเปลี่ยนบรรยากาศ เพื่อเอาตัวเองออกจากความจำเจ
เพราะครีเอทีฟหลายคนพอเจองานธุรกิจ ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนเดิม แต่บางทีคำตอบอาจไม่ใช่การหนี Business แต่เราต้องยอมรับว่าในฐานะคนทำธุรกิจเรามี หมวก 2 ใบแล้ว การออกแบบชีวิตใหม่ให้หมวกทั้ง 2 ใบอยู่ร่วมกันได้จึงสำคัญมากในการรักษาทั้งพลังงาน และการทำธุรกิจ
เชื่อว่าบทความชิ้นนี้น่าจะให้ประโยชน์กับคุณผู้อ่านทุกคนไม่มากก็น้อย เพราะในโลกที่ไอเดียเกิดขึ้นทุกวัน สิ่งที่ทำให้ไอเดียหนึ่งไปต่อได้จริง คือการค่อย ๆ แปลมันจากของที่เราชอบ ให้กลายเป็นของที่คนอยากใช้ และอยากกลับมาหาอีก และบางที นั่นอาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจสร้างสรรค์ในวันนี้ก็ได้
ใครอยากเห็นหน้าตาเนกไท หรืออ่านบทความนี้แล้วอยากจะลองไปซื้อมาใส่บ้างเราปักหมุดให้ตำกันแล้วที่ลิ้งนี้เลย https://www.instagram.com/tie.a_knot
✍🏻 Interviewer, Writer: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
#ธุรกิจคิดได้

3 กิจกรรมใหม่ในงาน CTC2026 ⚡ปีนี้ไม่ได้มีแค่เวทีใหญ่ แต่ยกประสบการณ์ใหม่มาให้คนทำงานคนทำธุรกิจ และคนอยากอัปสกิลแบบจัดเต็...
07/05/2026

3 กิจกรรมใหม่ในงาน CTC2026 ⚡
ปีนี้ไม่ได้มีแค่เวทีใหญ่ แต่ยกประสบการณ์ใหม่มาให้คนทำงาน
คนทำธุรกิจ และคนอยากอัปสกิลแบบจัดเต็มกว่าเดิม
เตรียมเจอกับ 3 ไฮไลต์ใหม่ที่จะทำให้การมา CTC2026
สนุกขึ้น คุ้มขึ้น และได้อะไรกลับไปมากกว่าเดิม
🎟️ Skill Passport
เช็กลิสต์ทักษะที่คุณได้อัปเดตในงาน พร้อมเก็บแต้มประสบการณ์แบบสายอัปสกิลตัวจริง
🤖 AI Night
ปาร์ตี้สายเนิร์ดสำหรับชุมชน AI ที่ไม่ควรพลาด ใครอยากอัปเดตเทรนด์ คุยกับคนสายเดียวกัน และต่อยอดไอเดียใหม่ ๆ ต้องอยู่ถึงช่วงนี้
🧠 The Biggest Workshop
ห้องเรียน Workshop ขนาดใหญ่ที่สุด จุได้ถึง 500 คน สำหรับคนที่อยากเรียนรู้แบบเข้มข้นและลงมือคิดไปพร้อมกัน
2 วันเต็ม อัปสกิลใหญ่แห่งปีของคนขยันอัปเดต
อัปเดตเทรนด์ พบตัวจริง เวิร์กช็อปจัดเต็ม และกลับไปพร้อมไอเดียที่ใช้ต่อได้จริง
บัตร Early Bird ราคา 1,890.- จำนวนจำกัด
SUPALAI Presents CREATIVE TALK CONFERENCE 2026
‘The Festival of Futuristic Minds เทศกาลคนมองไกล คิดต่าง สร้างอนาคต’
📅 19-20 มิถุนายน 2026
📍 PARAGON HALL
🔗 จองบัตรได้เลยที่ https://www.zipeventapp.com/e/ctc2026

CREATIVE TALK CONFERENCE 2026 The Festival of Futuristic Minds -

ที่อยู่

บจก. ครีเอทีฟทอล์ค 1248 Pattanakarn Road Suanluang
Bangkok
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 19:00
อังคาร 10:00 - 19:00
พุธ 10:00 - 19:00
พฤหัสบดี 10:00 - 19:00
ศุกร์ 10:00 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

+6620131490

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CREATIVE TALKผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง CREATIVE TALK:

แชร์