Sci-it News Science & technology

13/04/2022

หากการตรวจวัดครั้งนี้ไม่ผิดพลาด นักฟิสิกส์จะต้องค้นหาแนวคิดใหม่เพื่ออธิบายทุกสรรพสิ่งในจักรวาล

22/01/2022

BRIEF: “ได้กลับมาเห็นหลานๆ แล้ว” คุณยายวัย 88 ปี เข้ารับการฝัง ‘Bionic Eye’ สำเร็จเป็นคนแรกของอังกฤษ
กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง หลังจากป่วยด้วยโรคจอประสาทตาเสื่อมด้วยความชรา จนสูญเสียการมองเห็น คุณยายวัย 88 ปีเป็นผู้ป่วยคนแรกของประเทศอังกฤษ ที่ได้เข้ารับการฝังดวงตาเทียมจนสำเร็จ
คุณยายคนนี้ ซึ่งไม่ถูกเปิดเผยชื่อเนื่องจากกฎระเบียบทางการแพทย์ ได้เข้ารับการฝังดวงตาเทียมแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า ‘bionic eye’ ที่โรงพยาบาลจักษุมัวร์ฟิลด์ส (Moorfields Eye Hospital) ซึ่งเป็นการติดตั้งอุปกรณ์ที่เรียกว่า ‘Prima System’ ของ Pixium Vision บริษัทเทคโนโลยีด้านสายตาสัญชาติฝรั่งเศส ในฐานะส่วนหนึ่งของการวิจัยในคนทั่วทั้งยุโรป
เครื่อง ‘Prima System’ ที่ว่านี้ ทำงานด้วยการฝังไมโครชิปขนาดกว้าง 2 มิลลิเมตร เข้าไปด้านหลังดวงตาซ้ายของผู้ป่วยที่บอดลง ประกอบกับแว่นที่ติดตั้งกล้องสำหรับจับภาพ ที่จะทำงานร่วมกับอัลกอริทึมของ AI ที่จะประมวลว่าวัตถุใดเป็นวัตถุหลักในภาพที่จับได้ จากนั้นก็จะส่งต่อข้อมูลเข้าไปที่ชิปเพื่อส่งสัญญาณไฟฟ้่าเข้าไปที่สมอง ซึ่งจะทำให้มองเห็นเป็นภาพเช่นเดียวกับสายตาตามธรรมชาติ
คุณยาย ซึ่งมีลูก 7 คน และหลานๆ อีก 8 คน ให้สัมภาษณ์ว่า การกลับมามองเห็นจะทำให้คุณยายกลับมาทำงานอดิเรกที่รักได้อีกครั้ง เช่น การปลูกผัก เล่นโบว์ลิ่ง และวาดภาพ รวมถึงการออกไปเดินข้างนอก ที่สำคัญ คุณยายก็เปิดเผยว่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับมาเห็นหลานๆ อีกครั้ง
มาฮี มูคิต แพทย์ที่ปรึกษาด้านการผ่าตัดจอประสาทตาและน้ำวุ้นลูกตา ของโรงพยาบาลมัวร์ฟิลด์ส อธิบายว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้สูงอายุจำนวนมากที่สูญเสียการมองเห็นจากโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง หรือ ‘Dry AMD’ ความสำเร็จของการผ่าตัดครั้งนี้ก็จะช่วยให้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อวิจัยประโยชน์ที่แท้จริงของการรักษาชนิดนี้ต่อไป
อ้างอิงจาก

https://www.theguardian.com/society/2022/jan/21/bionic-eye-implant-blind-uk-woman-detect-visual-signals

https://www.itv.com/news/2022-01-21/how-a-bionic-eye-is-helping-a-grandmother-see-her-grandchildren-again

https://www.moorfields.nhs.uk/news/revolutionary-bionic-chip-inserted-moorfields-patient-s-blind-eye

13/01/2022

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอัมสเตอร์ดัม Rijksmuseum (ไร้กส์มิวเซียม) ได้อัปโหลดภาพศิลปะ The Night Watch ให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไ...

30/12/2021

BRIEF: ไม่ต้องพิมพ์ ไม่ต้องใช้เสียง ผู้ป่วยอัมพาตวัย 62 ปี ทวีตข้อความด้วย ‘ความคิด’ ผ่านการติดตั้งชิปที่สมอง ได้เป็นครั้งแรก
เทคโนโลยีการติดตั้งชิปในสมอง กำลังก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ และในอนาคต การจะทวีตหรือพิมพ์สเตตัสต่างๆ อาจไม่ต้องใช้นิ้วพิมพ์ แต่สั่งการจากสมองให้พิมพ์ข้อความเองได้โดยตรงเลย จากเทคโนโลยีที่ติดตั้งชิปคอมพิวเตอร์
ชาวออสเตรเลียวัย 62 ปี ฟิลิป โอคีฟ ผู้ป่วยเป็นอัมพาตและเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) กลายเป็นมนุษย์คนแรกของโลก ที่สามารถส่งข้อความลงโซเชียลมีเดียได้โดยใช้เทคโนโลยีที่ปลูกถ่ายชิปลงในสมอง หรือ Brain-computer interfaces (BCI)
“ไม่จำเป็นต้องใช้แป้นพิมพ์หรือเสียง ผมสร้างทวีตนี้ขึ้นมาได้ด้วยเพียงความคิดเท่านั้น” คือข้อความที่ส่งออกมาจากสมองของโอคีฟ
โดยข้อความที่โอคีฟสั่งทวีตออกไปนั้น ถูกนำมาลงในบัญชีทวิตเตอร์ของ โธมัส อ็อกซ์เลย์ ผู้เป็นซีอีโอของบริษัท Synchron ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเชื่อมระบบสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ เป็นที่มาของทวีตประวัติศาสตร์ทวีตนี้
Synchron เรียกเจ้าชิปนี้ว่า ‘Stentrode’
สำหรับวิธีการติดตั้งชิปนี้ ถ้าอธิบายแบบคร่าวๆ ก็คือ ไม่ได้ใช้การผ่าตัดแบบเปิดกระโหลกเพื่อปลูกถ่ายชิป แต่เป็นการนำชิปส่งผ่านบริเวณหลอดเลือดดำที่คอ (jugular vein) และมีต่อสายเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก
Synchron ระบุว่า เทคโนโลยีนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นอัมพาต ให้สามารถใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ได้ผ่านความคิด ขณะที่ โอคีฟได้เปิดเผยผ่านแถลงการณ์ว่า เขาหวังว่า ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้คนสามารถทวีตข้อความผ่านความคิดตัวเองได้
อ้างอิงจาก

https://synchron.com/news

https://interestingengineering.com/a-62-year-old-paralyzed-man-sent-out-his-first-tweet-with-brain-chip

30/12/2021

ตั้งแต่มี Google Maps ให้เราได้ใช้กันมา ก็เคยมีเหตุการณ์ที่ภาพถ่ายจากดาวเทียมถ่ายติดภาพแปลก ๆ ออกมาให้่เราได้เ.....

30/12/2021

International Data Corporation ประเมินว่าความต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลของโลกในแต่ละปีมีเพิ่มขึ้นประมาณ 20.4%
ภายในปี 2024 โลกจะมีความต้องการ Data Storage เกือบ 9 Zettabytes หรือเกือบ 9 ล้านล้านกิกะไบต์
มันเยอะมากจนจินตนาการได้ยากว่ามากขนาดไหน
Windows 11 ใช้พื้นที่ประมาณ 64 กิกะไบต์ ถ้าติดตั้งกับอุปกรณ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ 15,000 ล้านเครื่อง จะกินพื้นที่ 1 เซตตาไบต์
นอกจากระบบปฏิบัติการแล้ว คอมพิวเตอร์ยังต้องเก็บข้อมูลอื่นๆอีกมากมาย ความต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลของโลก เพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวทุกสี่ปี
Hard Disk Drive หรือ HDD ยังเป็นแหล่งเก็บข้อมูลหลักในปัจจุบัน แต่มีแนวโน้มว่า Cloud Storage จะมีส่วนแบ่งเป็นแหล่งเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อีกไม่กี่ปีจากวันนี้ จำนวนข้อมูลที่ต้องจัดเก็บจะมีเพิ่มขึ้นอีกมาก ยังคาดการณ์ได้ยากว่าจะเป็นเท่าไร ความจำเป็นมาจากเทคโนโลยีหลายอย่างที่มาพร้อมๆกัน เช่น IoT, AR, VR, Metaverse, Autonomous Vehicle, Cloud, Quantum, Blockchain
ถ้าโลกยังคงใช้อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม จะสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมกับโลกเพิ่มขึ้น และใช้พื้นที่ขนาดใหญ่มากสำหรับการเก็บข้อมูล
ข่าวล่าสุดจาก Microsoft Research Blog ประกาศว่า ได้ค้นพบเทคโนโลยีใหม่ในการเก็บข้อมูลระดับนาโนเรียกว่า DNA Storage และเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าระบบดั้งเดิมอีก 1,000 เท่า
มีการเผยแพร่บทความทางวิชาการใน Journal Science Advances
DNA Storage ระบบใหม่ของไมโครซอฟต์ ที่มีการบีบอัดข้อมูลแน่นมาก ใช้พื้นที่เพียง 1 ลูกบาศก์นิ้วต่อ 1 Exabyte (1,073,741,824 GB) หมายความว่า การเก็บข้อมูล 9 Zettabytes ของคนทั้งโลก จะใช้พื้นที่เท่ากับตู้เย็นเล็กๆใบหนึ่งเท่านั้น
นอกจากเรื่องพื้นที่และความเร็วแล้ว ข้อมูลที่จัดเก็บใน DNA Storage มีความทนทานอยู่ได้นานหลายพันปีไม่สูญหาย สำหรับข้อมูลที่เก็บในเทป ต้องเขียนใหม่ทุกๆ 30 ปี
ฟังผลงานการวิจัยนี้แล้วคงรู้สึกน่าตื่นเต้น และหลายคนอาจคิดถึงการพลิกโฉมวิธีการจัดเก็บข้อมูลทั้งโลกเป็น DNA Storage แต่มันยังมีหนทางที่ต้องพัฒนาอีกยาวไกล ต้องลดต้นทุนการผลิต
ยังไม่มีการเปิดเผยว่า จะสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์เมื่อไร
(มีเนื้อหาวิชาการอธิบายไว้ด้วย ใครสนใจอ่านรายละเอียดได้ตามลิงก์)
https://www.microsoft.com/en-us/research/blog/toward-nanoscale-dna-writers-unlocking-scalable-dna-data-writing-technology/?ranMID=24542&ranEAID=kXQk6*ivFEQ&ranSiteID=kXQk6.ivFEQ-IaGz5sad9b_uSASzj6F0vA&epi=kXQk6.ivFEQ-IaGz5sad9b_uSASzj6F0vA&irgwc=1&OCID=AID220
https://www.science.org/doi/10.1126/sciadv.abi6714

29/12/2021

NARIT ภูมิใจนำเสนอซีรีส์บทความส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
#ที่สุดของที่สุดของกล้องโทรทรรศน์

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope: JWST) เรียกได้ว่าเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ล้ำสมัยที่สุดที่เคยมีการสร้างมา ทั้งเทคโนโลยี กำลังคน และงบประมาณกว่า 10,000,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาทไทย ทำให้ JWST เป็นกล้องโทรทรรศน์ที่เป็น “ที่สุดของที่สุด”​ ในทุกๆ ด้าน อนาคตเราคงจะคอยจับตาว่าในที่สุดแล้ว JWST จะเปิดเผยอะไรเกี่ยวกับเอกภพให้เรารู้ จะมีความลับอะไรที่รอคอยการค้นพบ และจะมีปริศนาอะไรใหม่อีกมากแค่ไหนที่เราจะต้องพยายามตอบกันไปในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

ในช่วงเวลาที่ JWST กำลังค่อยๆ เดินทางและเตรียมทดสอบระบบเพื่อพร้อมปฏิบัติภารกิจ เรามาอัพเดตความรู้ทำความรู้จักเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ของกล้องกันดูบ้าง ติดตามไปพร้อมกับบทความนี้ เพื่อทำความรู้จักกับแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจกับซีรีส์บทความที่จะทำให้คุณทึ่งในดีไซน์อันล้ำสมัยของ JWST พบกันทุกวัน เวลา 17:00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป

สำหรับตอนแรก เราจะพาไปทำความรู้จักเส้นทางวงโคจรของ JWST ที่กำลังมุ่งสู่จุดประจำการที่เรียกว่า L2

วงโคจรของ JWST และจุดประจำการ L2

หลังจากที่จรวด Ariane 5 ในสองส่วนแรก ได้นำพา JWST ออกไปจากโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จรวดส่วนสุดท้ายหรือ Upper Stage ก็ได้จุดเครื่องยนต์เพื่อเร่งความเร็วนำ JWST มุ่งสู่จุด L2 ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 1.5 ล้านกิโลเมตร เชื้อเพลิงที่ถูกขับดันออกมาจาก Upper Stage ส่วนนี้ พร้อมทั้งเครื่องยนต์จรวดส่วน Upper Stage ที่ถูกแยกตัวออกจาก JWST จะโคจรไปในวงโคจรใกล้เคียงกันอีกสักพัก สิ่งที่ปรากฏเหนือน่านฟ้าประเทศไทยในวันที่ 25 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา ก็คือเชื้อเพลิงและ Upper Stage ส่วนนี้ขณะที่โคจรมาเหนือประเทศไทยนั่นเอง

ในขณะที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลนั้นโคจรอยู่สูงจากพื้นโลกไป 545 กิโลเมตร ในวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit) และโคจรรอบโลกหนึ่งรอบทุกๆ 97 นาที แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์นั้นจะโคจรอยู่ที่ตำแหน่ง L2 และจะโคจรรอบๆ ดวงอาทิตย์ไปพร้อมๆ กับโลกแทนที่จะโคจรรอบโลก แล้ว L2 คืออะไร? เหตุใดเราจึงจำเป็นต้องส่ง JWST ไปไกลเช่นนี้?

ตำแหน่ง L2 หรือจุดลากรานจ์ที่ 2 นี้ เป็นจุดในวงโคจรที่แรงโน้มถ่วงจากโลกและดวงอาทิตย์รวมกัน จะหักล้างกับแรงหนีศูนย์กลางกันอย่างพอดี ซึ่งเป็นจุดที่มีสมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วง เพื่อให้วัตถุที่อยู่ในบริเวณเหล่านี้สามารถคงตำแหน่งอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้แรงเพิ่มเติม ในวงโคจรของวัตถุใดๆ รอบวัตถุแม่ จะมีจุดลากรานจ์ด้วยกันอยู่ทั้งสิ้น 5 จุด เช่น ดาวเคราะห์น้อยโทรจันที่โคจรอยู่ในจุด L4 L5 รอบดาวพฤหัสบดี หรือดาวเทียมสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ เช่น SOHO ที่โคจรอยู่รอบจุด L1 ระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ ทำให้สามารถสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ได้ตลอดเวลาโดยไม่มีโลกมาบดบัง

สำหรับ JWST นี้จะใช้ประโยชน์จากจุดลากรานจ์ที่ 2 ซึ่งอยู่ในเงามืดของโลกตรงข้ามกับดวงอาทิตย์และห่างออกไปกว่า 1.5 ล้านกิโลเมตร จุดนี้จะทำให้ JWST อยู่เลยออกไปจากวงโคจรของดวงจันทร์ ทำให้สามารถหันหนีออกจากแสงจากโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา (การจะใช้กล้องฮับเบิลสังเกตการณ์นั้นจะต้องคอยระวังแสงจากดวงอาทิตย์ และส่วนโค้งของโลกบดบังเสมอ)

แต่ข้อเสียที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการนำ JWST ไปไว้ที่จุด L2 ก็คือระยะห่างอันมหาศาลที่ไกลเกินกว่าที่นักบินอวกาศคนใดเคยไปถึง ลำพังเพียงการเดินทางไปยังจุดนี้จากโลกก็ใช้เวลาเข้าไปแล้วกว่าหนึ่งเดือน ปัจจุบันเรายังไม่มีระบบขนส่งจรวดและยานอวกาศลำใดที่มีพลังงานเพียงพอที่จะนำนักบินอวกาศไปยังจุด L2 ได้ การจะดำเนินการซ่อมบำรุง หรือแม้แต่เติมเชื้อเพลิงใดๆ บนยานลำนี้จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในขณะนี้ แต่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องรักษาอุณหภูมิให้ต่ำของอุปกรณ์ จึงทำให้เป็นทางเลือกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ในบรรดาจุดลากรานจ์ทั้ง 5 นี้ มีเพียง L4 และ L5 ที่เป็นจุดสมดุลแบบเสถียร ในส่วนของ L2 ที่ JWST อยู่นั้น แท้จริงแล้วเป็นจุดสมดุลที่ไม่เสถียร จุดสมดุลเสถียรนั้นเปรียบได้กับก้นชาม ซึ่งหากเรานำลูกแก้วไปวางเอาไว้และเราผลักลูกแก้วนิดหนึ่ง แรงโน้มถ่วงก็จะดึงให้ลูกแก้วกลับมายังตำแหน่งเดิมได้ แต่จุดสมดุลที่ไม่เสถียรนั้นเปรียบได้กับยอดเขา ที่หากเราวางลูกแก้วเอาไว้ตำแหน่งพอดี ลูกแก้วก็จะสามารถอยู่นิ่งๆ ได้สักพักหนึ่ง ก่อนที่แรงรบกวนเพียงนิดเดียวก็จะสามารถทำให้ลูกแก้วกลิ้งออกจากยอดเขาไปถาวรได้ในที่สุด

ด้วยเหตุนี้การที่ JWST ประจำการอยู่ที่ L2 จึงเปรียบได้กับการที่ JWST จำเป็นต้องใช้แรงขับดันในการ “ทรงตัว” เอาไว้ไม่ให้ล้มตลอดเวลา JWST จึงจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงจรวดจุดเพื่อชดเชยตำแหน่งอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการวนอยู่รอบๆ จุด L2 ซึ่งช่วยให้ JWST อยู่พ้นไปจากเงามืดของโลก และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์สุริยะเพื่อนำไปใช้ในการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บน JWST ได้

และด้วยความจำเป็นในการใช้เชื้อเพลิงเพื่อวนไปรอบๆ จุด L2 นี่เอง ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอายุขัยของโครงการเอาไว้ และในที่สุดเมื่อหมดเชื้อเพลิงไป JWST ก็จะค่อยๆ หลุดออกจากจุด L2 ในที่สุด ณ เทคโนโลยีในปัจจุบันนี้เรายังไม่มีแผนการใดที่จะไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ JWST ได้ ทำให้อายุขัยของโครงการถูกจำกัดเอาไว้ที่ไม่เกิน 10 ปี นอกจากในอนาคต เราจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสามารถเติมเชื้อเพลิงให้แก่ JWST ได้

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดว่าสิบปีถัดจากนี้ไป น่าจะเป็นสิบปีที่น่าจับตาดูเป็นอย่างยิ่งว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ จะนำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่อะไรบ้าง

เรียบเรียง : ดร. มติพล ตั้งมติธรรม นักวิชาการดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

28/12/2021

Alexa ท้าเด็กสิบขวบให้เอาเหรียญแหย่ปลั๊กไฟ หลังเด็กถาม Alexa ให้หาอะไรท้าทายให้หน่อย ด้าน Amazon ระบุแก้ไขแล้ว
Kristin Livdahl คุณแม่ของเด็กหญิงวัย 10 ขวบเล่าว่าขณะที่ลูกสาวของเธอกำลังออกกำลังกายแบบยืดหยุ่นร่างกายผ่าน YouTube กันอยู่ ลูกสาวของเธอก็หันไปถาม Alexa เพื่อให้แนะนำอะไรที่ท้าทายๆ (ในเชิงการออกกำลังกาย)
ทว่าคำตอบที่ได้กลับมากลับไม่ใช่ความท้าทายในการออกกำลังกาย แต่ Alexa กลับแนะนำว่า

"เสียบที่ชาร์จโทรศัพท์ให้เข้าไปแค่ครึ่งเดียว แล้วเอาเหรียญแตะขาปลั๊ก (ส่วนที่เหลืออยู่) ดู"
อันที่จริงคำแนะนำที่หลุดโลกของ Alexa ไม่ได้มาลอยๆ แต่มาจากสิ่งที่เรียกว่า 'Penny Challenge' ที่เคยเป็นกระแสอยู่บน TikTok เมื่อราวปีที่แล้วอยู่ช่วงหนึ่ง ที่มีคนพยายามแหย่เหรียญแตะปลั๊ก ซึ่งการท้าทายเสี่ยงอันตรายแบบนี้เคยระบาดทั่วอินเทอร์เน็ตเป็นระยะ ก่อนหน้านี้ในสหรัฐก็มีกระแสเคี้ยวเจลบอลน้ำยาซักผ้า หรือบ้านเราก็มีกระแสการกินโรตีดิบ เป็นต้น
ขณะที่ซอฟต์แวร์ผู้ช่วยค่ายต่างๆ มักหาคำตอบโดยอัตโนมัติผ่านข้อมูลจากเว็บโดยเนื้อหาจำนวนมากไม่ได้คัดกรองมาก่อน และในกรณีนี้ทาง Amazon ระบุว่าได้ป้องกันไม่ให้ Alexa แนะนำกิจกรรมแบบนี้อีกในอนาคตแล้ว
อ้างอิง - https://www.bbc.com/news/technology-59810383

อ่านข่าวไอทีอื่นๆ ได้ที่ https://blognone.com

27/12/2021

#พบกันก่อนจากลีโอนาร์ดเพื่อนรัก
โอกาสสุดท้ายสำหรับดาวหางลีโอนาร์ดก่อนจะจากไปตลอดกาล

ดาวหางลีโอนาร์ดสามารถสังเกตเห็นได้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หลังดวงอาทิตย์ตก ตั้งแต่ตอนนี้ถึงต้นปีหน้า ก่อนที่จะจางหายไปตลอดกาล

จากภาพดาวหางลีโอนาร์ด (C/2021 A1 (Leonard)) ที่บันทึกในช่วงหัวค่ำของวันที่ 25 ธันวาคม 2564 จากยอดดอยอินทนนท์ (วันเดียวกับที่มีการปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ขึ้นสู่อวกาศ สามารถดูภาพดาวหางคู่กับ JWST ได้ที่ [1]) ดาวหางลีโอนาร์ดปรากฏเป็นหางยาวสีฟ้าที่ลากออกมาจากหัวสีเขียวเรื่อๆ บริเวณหางสีฟ้าแตกออกเป็นริ้ว เป็นปม อย่างชัดเจน

ดาวหางนั้นจะสามารถแยกออกเป็นบริเวณนิวเคลียส หรือส่วนก้อนน้ำแข็งที่แท้จริงของดาวหาง ซึ่งมีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ทั่วๆ ไป ส่วนที่เราสังเกตเป็นส่วนของ “หัว” เรียกว่า “โคมา” ในหลายๆ ครั้งเราจะพบเห็นเป็นสีเขียว เนื่องมาจากการเปล่งแสงของอะตอมคู่ของคาร์บอนที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากแสงอาทิตย์ และจะถูกทำลายก่อนที่จะไปถึงหางของดาวหาง[2]

ดาวหางทั่วไปนั้นจะมีหางได้สองหาง นั่นคือหางแก๊สและหางฝุ่น หางฝุ่นนั้นเกิดจากอนุภาคที่มีขนาดใหญ่ที่ถูกเป่าไปตามลมสุริยะได้น้อยกว่า จึงถูกทิ้งเอาไว้ตามรอยที่ดาวหางโคจรเคลื่อนที่ไป มักจะปรากฏเป็นเส้นโค้งตามแนวทางการเคลื่อนที่ของดาวหาง อย่างไรก็ตามในกรณีของดาวหางลีโอนาร์ด ซึ่งกำลังเคลื่อนที่แทบจะเป็นเส้นตรงออกจากโลกนี้ หางฝุ่นนั้นปิดทับอยู่ในแนวสายตาบริเวณเดียวกับโคมาของดาวหาง จึงสังเกตเห็นเป็นเพียงก้อนฝุ่นฟุ้งๆ สีขาวเหลืองบริเวณหัวของดาวหาง

ส่วนหางสีฟ้าๆ ที่เห็นเป็นเส้นนั้น เป็นส่วนของ “หางแก๊ส” หรือ “หางไอออน” หางแก๊สของดาวหางนั้นเกิดจากอนุภาคมีประจุที่ถูกเร่งไปตามสนามแม่เหล็กและลมสุริยะ ด้วยเหตุนี้หางไอออนจึงมีความเร็วสูงกว่ามาก และมักจะชี้เป็นเส้นตรงออกจากดวงอาทิตย์เสมอ

ร่องรอยที่เห็นในหางไอออนนั้น จะสะท้อนให้เห็นถึงเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดขึ้นในอวกาศ เปรียบได้กับการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ผงตะไบเหล็กจะเรียงตัวกันเพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงเส้นแรงแม่เหล็ก อย่างไรก็ตาม สนามแม่เหล็กนั้นจะถูกรบกวนได้โดยการเคลื่อนที่ของอนุภาคมีประจุ เช่น พลาสมาในลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้เส้นแรงแม่เหล็กรอบๆ ดวงอาทิตย์นั้นมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้น อนุภาคในหางแก๊สของดาวหางเองก็ประกอบขึ้นจากไอออนที่พุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง ไม่เพียงแต่ไอออนในหางแก๊สจะตอบสนองต่อเส้นแรงแม่เหล็กในลมสุริยะเพียงเท่านั้น แต่มันก็สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นแรงแม่เหล็กได้เช่นเดียวกัน บางครั้งเราจึงอาจจะสังเกตเห็นหางฝุ่นของดาวหางราวกับขมวดเป็นปม ก่อนที่จะ “ขาด” ออก เมื่อเส้นแรงแม่เหล็กเชื่อมต่อกันใหม่ และพุ่งออกไปตามทิศของลมสุริยะ ซึ่งหางแก๊สของดาวหางนี้สามารถลากออกไปยาวได้ถึงสิบล้านกิโลเมตรเลยทีเดียว

สามารถดูวีดีโอ time lapse แสดงการเปลี่ยนแปลงของหางดาวหางได้ ในคอมเม้นต์ด้านล่าง

สำหรับดาวหางลีโอนาร์ดนี้ นับได้ว่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะสังเกตดาวหางดวงนี้ เนื่องจากการรบกวนวงโคจรจะทำให้ดาวหางดวงนี้มีวงโคจรออกไปจากระบบสุริยะ ถือเป็นครั้งสุดท้ายของดาวหางดวงนี้ที่จะได้เข้ามาเยือนในระบบสุริยะชั้นใน ก่อนที่จะพุ่งออกไปจนไปพบกับดาวฤกษ์ดวงอื่น กลายเป็นผู้มาเยือนจากดาวดวงอื่นของระบบดาวอื่นต่อไปในภายหลัง

ณ วันที่ 25 ธันวาคมที่บันทึกภาพนี้ ดาวหาง Leonard มีความสว่างเพียงพอที่จะสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากยอดดอยอินทนนท์ ที่ปราศจากแสงรบกวนและท้องฟ้าปลอดโปร่ง อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตจากท้องฟ้าอื่นอาจจะต้องใช้กล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตาในการสังเกตการณ์

ภาพ และข้อมูล : ดร. มติพล ตั้งมติธรรม นักวิชาการดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

อ้างอิง/อ่านเพิ่มเติม:
[1] https://www.facebook.com/NARITpage/photos/a.148308931899396/4899707290092846
[2] https://www.pnas.org/content/118/52/e2113315118

27/12/2021

คลื่นแสงที่ตามองเห็น VS คลื่นอินฟราเรด

ปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ศึกษาวัตถุท้องฟ้าที่มีอุณหภูมิต่ำในช่วงคลื่นอินฟราเรด ซึ่งสามารถทะลุกลุ่มฝุ่นและแก๊สในอวกาศได้ดีกว่าช่วงคลื่นที่ตามองเห็น ดังตัวอย่างในภาพ เป็นภาพเนบิวลาใหญ่ในกลุ่มดาวกระดูกงูเรือ บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แสดงให้เห็นความแตกต่างของเนบิวลาที่สังเกตการณ์ในช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็น (ซ้าย) และช่วงคลื่นอินฟราเรด (ขวา) จะเห็นได้ว่าภาพที่บันทึกผ่านช่วงคลื่นอินฟราเรดช่วยให้นักดาราศาสตร์ศึกษาดาวฤกษ์ที่อยู่ด้านหลังของเนบิวลาได้มากยิ่งขึ้น

อีกไม่นานกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ที่มีภารกิจหลักในการสำรวจอวกาศในช่วงคลื่นอินฟราเรด จะทำงานร่วมกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล และช่วยให้นักดาราศาสตร์ไขความลับของเอกภพเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน

เรียบเรียง : ธนกฤต สันติคุณาภรต์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ สดร.

ข้อมูล : www.webbtelescope.org/webb-science/the-observatory/infrared-astronomy

26/09/2021

Supernova Cha-Cha-Cha!!
นักดาราศาสตร์ยืนยันมา ว่ามี #ซูเปอร์โนวาประเภทที่สาม !!
#ฝากบอกหัวหน้าฮงด้วยนะ 🥺

#ซูเปอร์โนวา (Supernova) คือการระเบิดหลังสิ้นอายุขัยของดาวฤกษ์ ก่อนหน้านี้แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ซูเปอร์โนวาประเภทที่ 1 และ ซูเปอร์โนวาประเภทที่ 2

#ซูเปอร์โนวาประเภทที่1 (Supernova type I) เกิดขึ้นในระบบดาวคู่ที่มีสมาชิกดวงหนึ่งเป็นดาวแคระขาว แรงโน้มถ่วงมหาศาลของดาวแคระขาวจะดึงดูดมวลสารจากดาวฤกษ์คู่เติมเชื้อเพลิงให้กับดาว เมื่อดาวแคระขาวมีมวลเพิ่มขึ้นเกินขีดจำกัดที่ 1.3 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ แรงดันที่แกนกลางของดาวจะทำให้ดาวมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนสามารถจุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันได้อีกครั้งและส่องแสงสว่างออกมา

#ซูเปอร์โนวาประเภทที่2 (Supernova type II) หรือซูเปอร์โนวาแบบแกนยุบ เกิดจากการสิ้นอายุของดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ตั้งแต่ 10 เท่าขึ้นไป สุดท้ายจะกลายเป็นดาวนิวตรอนหรือหลุมดำ

แล้ว #ซูเปอร์โนวาประเภทที่3 ล่ะ?

จากการคำนวณทางทฤษฎีในปี พ.ศ. 2523 แสดงให้เห็นว่า อาจมี #ซูเปอร์โนวาประเภทที่ 3 อยู่ เรียกว่า “ซูเปอร์โนวาแบบจับอิเล็กตรอน (electron-capture supernova)” จะเกิดกับดาวฤกษ์ที่มีมวล 8-10 เท่าของมวลดวงอาทิตย์เท่านั้น

ทฤษฎีระบุว่า ก่อนที่ดาวฤกษ์จะระเบิดและกลายเป็นดาวนิวตรอน อะตอมของแมกนีเซียมและนีออนที่สะสมอยู่ในแกนกลางจะเริ่มจับอิเล็กตรอนที่ล่องลอยอยู่รอบ ๆ ซึ่งอิเล็กตรอนเหล่านี้มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพของแรงดันภายนอกที่กระทำกับแกนกลางของดาว เมื่อจำนวนอิเล็กตรอนลดลงจะส่งผลให้เสียเสถียรภาพ ทำให้บริเวณภายในของดาวยุบตัวกลายเป็นดาวนิวตรอน ในขณะที่บริเวณรอบนอกจะระเบิดออกมาเป็นซูเปอร์โนวา

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 โคอิจิ อิตากากิ นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวญี่ปุ่น ค้นพบซูเปอร์โนวา SN 2018zd ที่เพิ่งเกิดใหม่ในกาแล็กซี NGC 2146 อยู่ห่างออกไปจากโลกประมาณ 30 ถึง 40 ล้านปีแสง ในบริเวณกลุ่มดาวยีราฟ (Camelopardalis) ต่อมา นักดาราศาสตร์ได้วิเคราะห์การระเบิดและตีพิมพ์บทความการค้นพบครั้งนี้ในวารสาร Nature Astronomy เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564 โดยระบุว่า ข้อมูลของซูเปอร์โนวาในครั้งนี้มีรูปแบบที่สอดคล้องกับแบบจำลองการเกิดซูเปอร์โนวาประเภทที่ 3 ที่นักดาราศาสตร์คาดการณ์เอาไว้อย่างลงตัว

ล่าสุด งานวิจัยนำทีมโดย ไดอิจิ ฮิระมัตสึ ได้ศึกษาซูเปอร์โนวา SN 2018zd ด้วยข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลและสปิตเซอร์ที่เคยบันทึกข้อมูลกาแล็กซี NGC 2146 ช่วงก่อนและหลังการระเบิดซูเปอร์โนวาเอาไว้ ทำให้สามารถระบุดาวฤกษ์ต้นกำเนิดของซูเปอร์โนวาในครั้งนี้ได้ รวมถึงยังพบว่า SN 2018zd และดาวฤกษ์ต้นกำเนิด มีคุณสมบัติที่ตรงกันกับทฤษฎีการเกิดซูเปอร์โนวาประเภทที่ 3

คุณสมบัติของซูเปอร์โนวา SN 2018zd ที่ตรงกับทฤษฎีการเกิดซูเปอร์โนวาประเภทที่ 3 ประกอบด้วย
1. ดาวฤกษ์ต้นกำเนิดเป็นดาวยักษ์แดงอายุมากที่จัดอยู่ในประเภท “Super-Asymptotic Giant Branch” (AGB) ซึ่งดาวฤกษ์ประเภทนี้มีระหว่าง 8 ถึง 10 เท่าของมวลดวงอาทิตย์
2. ดาวฤกษ์ต้นกำเนิดจะสูญเสียมวลจำนวนมากก่อนที่จะระเบิด โดยจะพ่นสสารชั้นนอกออกไปเป็นเมฆฝุ่นแก๊สอยู่รอบ ๆ
3. พบฮีเลียม คาร์บอน และไนโตรเจนจำนวนมาก ซึ่งเป็นองค์ประกอบเฉพาะที่เกิดขึ้นก่อนที่จะดาวฤกษ์กลายเป็นซูเปอร์โนวาประเภทที่ 3 โดยพบออกซิเจนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
4. ความรุนแรงของการระเบิดน้อยกว่าการระเบิดของซูเปอร์โนวาประเภทที่ 2
5. แสงจากการระเบิดมีลักษณะเป็นไปตามทฤษฎี เกิดคลื่นกระแทกจากชั้นในสุดปะทะเข้ากับสสารที่พ่นออกมาก่อนหน้า เปล่งแสงสว่างอยู่นานกว่า 100 วัน แล้วจึงค่อย ๆ จางหายไป
6. พบนิกเกิลที่เสถียรซึ่งเป็นองค์ประกอบทางเคมีที่คาดว่าจะพบในซูเปอร์โนวาประเภทที่ 3 แตกต่างจากซูเปอร์โนวาประเภทที่ 2 ที่จะพบนิกเกิลแบบกัมมันต์

การศึกษาซูเปอร์โนวา SN 2018zd นอกจากจะทำให้นักดาราศาสตร์เข้าใจวิวัฒนาการของดาวฤกษ์มวลมากแล้วยังให้หลักฐานสำคัญที่อาจอธิบายซูเปอร์โนวาที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น ซูเปอร์โนวา SN1054 หรือที่เรียกว่าเนบิวลาปู (Messier 1) ซึ่งนักดาราศาสตร์สงสัยมานานแล้วว่าซูเปอร์โนวานี้อาจเป็นซูเปอร์โนวาประเภทที่ 3 และอาจเป็นตัวอย่างที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้ศึกษาเกี่ยวกับซูเปอร์โนวาประเภทนี้ แต่เนื่องจากในขณะที่เกิดซูเปอร์โนวานี้ยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์ เครื่องวัดสเปกตรัม หรือเครื่องมืออื่น ๆ สำหรับเก็บข้อมูลจึงไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นซูเปอร์โนวาประเภทใด

เนบิวลาปูมีคุณสมบัติบางอย่างที่คล้ายกับซูเปอร์โนวาประเภทที่ 3 ได้แก่ มีดาวนิวตรอนบริเวณใจกลาง กลุ่มแก๊สที่แพร่กระจายอยู่รอบ ๆ มีองค์ประกอบทางเคมีตรงกับเกณฑ์ มีบันทึกในอดีตระบุว่าแสงของซูเปอร์โนวานี้สว่างมากจนสามารถเห็นได้บนท้องฟ้าในเวลากลางวันเป็นเวลากว่า 23 วัน และยังคงมองเห็นได้ในเวลากลางคืนเป็นเวลาเกือบ 2 ปีก่อนที่จะหายไป และโครงสร้างของกลุ่มแก๊สก็ยังคงขยายตัวออกไปอย่างช้า ๆ เมื่อเวลาผ่านไป

อย่างไรก็ตาม แม้ผลงานวิจัยในครั้งนี้จะยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับเนบิวลาปูได้แน่ชัด แต่การศึกษาเนบิวลาปูในมุมมองใหม่ ๆ จะสามารถช่วยให้นักดาราศาสตร์พัฒนาแบบจำลองของซูเปอร์โนวาประเภทที่ 3 ได้ดียิ่งขึ้น และเข้าใจวิวัฒนาการของซูเปอร์โนวาประเภทนี้ในช่วงหลังการระเบิด และท้ายที่สุด การพิสูจน์ว่าซูเปอร์โนวาประเภทที่ 3 มีอยู่จริง จะช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ได้มากขึ้น รวมถึงวิวัฒนาการของกาแล็กซีและเอกภพที่เราอาศัยอยู่

เรียบเรียง : ศวัสกมล ปิจดี - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์

อ้างอิง :
[1] https://www.nature.com/articles/s41550-021-01384-2
[2] https://astronomy.com/news/2021/06/astronomers-confirm-theres-a-third-type-of-supernova-explosion

15/09/2021

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sci-it Newsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์