Thai PBS Sci & Tech

Thai PBS Sci & Tech "รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก"
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียล

ThaiPBS Sci & Tech (ไซน์ แอนด์ เทค) รายงานความเคลื่อนไหว ทางแวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ผู้คนในปัจจุบันไม่อาจปฏิเสธวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกจากชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตทุกด้าน ทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้น การติดตามข้อมูลข่าวสารในแวดวง จึงนับว่าจำเป็นอย่างยิ่งในยุคนี้

ไขปริศนา? “เกาะวงกลมลึกลับ” ด้วยเทคโนโลยี LiDAR .ภาพลวดลายวงกลมปริศนาที่มีสีสันแปลกตาที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้ ไม่ใช่ภาพวาด...
09/06/2026

ไขปริศนา? “เกาะวงกลมลึกลับ” ด้วยเทคโนโลยี LiDAR
.
ภาพลวดลายวงกลมปริศนาที่มีสีสันแปลกตาที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้ ไม่ใช่ภาพวาดศิลปะหรือภาพถ่ายจากดาวเทียมทั่วไป แต่เป็น "แผนที่ความสูงจากจุดข้อมูล (Point Cloud)" ที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับร่วมกับเทคโนโลยี LiDAR (Light Detection and Ranging)” ของ GISTDA ซึ่งได้เข้าไปช่วยไขปริศนาความลับของธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่ในจังหวัดปทุมธานี หรือที่เรียกกันว่า “เกาะวงกลมลึกลับ” หรือ "ดวงตาเมืองไทย"
.
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ในคอมเมนต์
ไลดาร์ (LiDAR) ทะลวงม่านใบไม้ เผยให้เห็นโครงสร้างที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้พืชพรรณอย่างละเอียด ในพื้นที่ชุ่มน้ำของปทุมธานีที่เต็มไปด้วยวัชพืชและต้นไม้หนาทึบ การมองจากภาพถ่ายทางอากาศปกติอาจเห็นเพียงผืนป่าสีเขียวที่กลมกลืนกันไปหมด แต่เทคโนโลยี LiDAR (Light Detection and Ranging) ทำงานโดยการยิงแสงเลเซอร์ลงมายังพื้นผิวโลกแล้วจับเวลาที่แสงสะท้อนกลับไปที่ตัวรับสัญญาณ ทำให้สามารถวัด "ความสูง" และ "ระยะทาง" ได้อย่างแม่นยำในระดับเซนติเมตร
.
เมื่อนำข้อมูลมาสร้างเป็นภาพ 3 มิติ (ดังภาพที่ปรากฏ) จะมีการใช้ "สี" แทนระดับความสูง:
สีเขียว เหลือง และส้ม: แทนความสูงระดับยอดไม้หรือพุ่มพงที่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น
สีฟ้าและน้ำเงิน: แทนระดับพื้นผิวดินหรือพื้นที่ที่ต่ำกว่า
รอยแยกสีดำรูปวงพระจันทร์ (ร่องน้ำ): คือจุดสำคัญที่ LiDAR ไม่สามารถสแกนทะลุลงไปในบริเวณที่เป็นน้ำได้ ทำให้มองเห็นพื้นที่ดังกล่าวเป็นสีดำ
จากร่องรอยเกษตรกรรม สู่ปรากฏการณ์ "เกาะวัชพืชลอยน้ำที่หมุนได้" ด้วยลักษณะวงกลมที่สมบูรณ์แบบนี้ เบื้องต้นมีการสันนิษฐานว่าอาจเป็นร่องรอยการจัดการที่ดินในอดีต เช่น การขุดดินเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ก่อนจะร้างจนวัชพืชขึ้นปกคลุม แต่เมื่อเทคโนโลยี LiDAR เผยให้เห็นร่องรอยการแยกตัวที่ชัดเจน และนำไปสู่การลงพื้นที่จริงด้วยการบินโดรนสำรวจเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา ความจริงจึงปรากฏ
.
พื้นที่ขนาดกว่า 100 เมตรนี้แท้จริงแล้วคือ "เกาะวัชพืชลอยน้ำที่หมุนได้" (Rotating Floating Island) เกิดจากการสะสมตัวของแพวัชพืชและดินที่ขาดออกจากฝั่ง ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำ เมื่อวัชพืชมีการเติบโตและเพิ่มปริมาณมากขึ้น และมีการเกาะตัวกันแน่น ผนวกกับมีกระแสลมพัดผ่าน เกาะทั้งเกาะจึง "หมุนรอบตัวเอง" อย่างช้า ๆ ตลอดเวลา การหมุนและเสียดสีกับตลิ่งรอบนอกนับครั้งไม่ถ้วน เปรียบเสมือนเครื่องกลึงธรรมชาติที่ขัดเกลาให้ขอบเกาะและแอ่งน้ำรอบ ๆ กลายเป็นรูปทรง "วงกลมเกือบสมบูรณ์แบบ" อย่างน่าทึ่ง
.
ภาพสแกน LiDAR ของ GISTDA ภาพนี้ เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ไม่ได้มีไว้เพื่อการสำรวจสิ่งปลูกสร้างหรือป่าไม้เท่านั้น แต่ยังเป็น "ดวงตา" สำคัญที่ช่วยให้มนุษย์มองเห็นและทำความเข้าใจของธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ เผยให้เห็นสัณฐานภูมิประเทศที่ตาเปล่ามองไม่เห็น และช่วยไขข้อเท็จจริงของ "ดวงตาเมืองไทย" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามวิถีได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หมายเหตุ:
ภาพ Orthophoto เป็นภาพถ่ายจริงจากโดรน 👉ใช้ดูสภาพพื้นที่จริง
ภาพ Height ใช้ดูความสูงของพื้นที่ 👉ใช้เพื่อการวิเคราะห์ภูมิประเทศ
ภาพ RGB Point Cloud เป็นข้อมูลสามมิติพร้อมสีจริง 👉ใช้ในการวิเคราะห์เชิงลึกและสร้างโมเดล 3D
ที่มาข้อมูล : GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ 💻

หากเสพติด AI ทำอย่างไรดี?การใช้เครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์แพร่หลายอย่างรวดเร็ว สำหรับหลายๆ คน เครื่องมือเหล่านี้อาจให้ค...
09/06/2026

หากเสพติด AI ทำอย่างไรดี?
การใช้เครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์แพร่หลายอย่างรวดเร็ว สำหรับหลายๆ คน เครื่องมือเหล่านี้อาจให้ความบันเทิง ให้ข้อมูล และเป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ก็มีด้านมืดอยู่ด้วยเช่นกัน แม้ปัจจุบัน AI ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าก่อให้เกิดการเสพติด เนื่องจากหลักฐานทางการแพทย์ยังอยู่ในระหว่างการรวบรวม แต่มีข้อมูลจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการใช้งานแชตบอตและระบบอื่น ๆ ที่สร้างข้อความ รูปภาพ และวิดีโออย่างหนักหน่วง นำไปสู่รูปแบบทางประสาทและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเสพติด
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ในคอมเมนต์
การเสพติด AI คืออะไร?
การเสพติด AI เป็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าคล้ายคลึงกับการเสพติดเทคโนโลยีประเภทอื่น ๆ เช่น การติดเกม และการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ ที่ผู้คนใช้ AI มากจนเริ่มส่งผลเสียต่อชีวิตประจำวัน
ความแตกต่างหลักระหว่างการเสพติด AI กับการเสพติดอินเทอร์เน็ตประเภทอื่น คือ การเสพติดเกมและการเสพติดโซเชียลมีเดียเป็นตัวอย่างของการบริโภคเนื้อหาจากภายนอก ในขณะที่ AI เป็นส่วนขยายความคิดสร้างสรรค์ของเราเอง โดยตัวอย่างที่ถูกพูดถึงกันมาก ได้แก่ การพึ่งพาทางอารมณ์กับแชตบอต การมีปฏิสัมพันธ์กับแชตบอตอย่างหมกมุ่น จนสูญเสียคนรู้จัก และเพื่อนฝูงในโลกแห่งความเป็นจริง
ผู้คนใช้ AI เพื่อแสดงออกถึงตัวตน กระตุ้นความคิด และหาเพื่อน โดยตั้งคำถามและสนทนากับแชตบอตเหล่านี้ ขณะที่แชตบอตก็จะใช้ประโยชน์จากอารมณ์ของผู้ใช้ เพื่อสร้างคำตอบที่ดึงดูดให้ใช้งานต่อไป นี่คือการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ที่อาจกลายเป็นสิ่งเสพติดจนถึงขั้นทำให้ผู้คนติดได้ แม้ว่าสุขภาพจิตจะแย่ลงก็ตาม
ผู้คนมักหมกมุ่นอยู่กับการโต้ตอบกับแชตบอต AI จนเกิดภาวะถอนตัวทางอารมณ์เมื่ออยู่ห่างจาก AI และต้องพึ่งพาเอไอในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม วัยรุ่นและเยาวชนมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อการเสพติด AI เนื่องจากสามารถผูกพัน และมีส่วนร่วมกับแชตบอต หรือเพื่อน AI มากจนก่อให้เกิดอันตรายทางจิตใจได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อพิสูจน์ก็คือ ความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งล่าสุดของ Meta และ YouTube ในคดีสำคัญเกี่ยวกับการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ จึงอาจเวลาแล้วที่ต้องเริ่มมองถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง และหาทางจัดการก่อนที่จะส่งผลเสียกับผู้คนมากกว่านี้
สัญญาณการเสพติด AI
AI ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้ติดใจ และการโต้ตอบอย่างต่อเนื่องนี้อาจกลายเป็นสิ่งเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีองค์ประกอบทางอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะแชตบอตสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกได้รับการชื่นชมและเป็นที่รัก
ปฏิกิริยาทางอารมณ์เหล่านี้กระตุ้นการหลั่งสารโดปามีนในสมอง และเช่นเดียวกับการเสพติด อื่น ๆ วงจรการให้รางวัลและสารเคมีที่ทำให้รู้สึกดีนี้ จะผลักดันให้ผู้ใช้ต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้น แม้ว่าผู้คนจะใช้แชตบอต AI เพียงเพื่อหาข้อมูล แต่ก็อาจหลงใหลในแชตบอตเหล่านั้นได้ง่าย ๆ เนื่องจากการโต้ตอบที่น่าดึงดูดและสมจริง
อาการที่เกี่ยวข้องกับการเสพติด AI
- ใช้ AI ในการตรวจสอบความถูกต้องของความชอบ และความต้องการส่วนบุคคลของตัวเอง
- ปรึกษา AI เกี่ยวกับสิ่งที่จะกิน สวมใส่ ซื้อ ดู ฯลฯ
- ชอบสนทนากับแชตบอตมากกว่าการพูดคุยกับมนุษย์จริง ๆ
- ถามคำถามแบบสุ่มและตรวจสอบ AI ตลอดทั้งวันเพื่อรักษาปฏิสัมพันธ์
- ความวิตกกังวล ความหงุดหงิด หรือความคับข้องใจเมื่อไม่สามารถเข้าถึง AI ได้
- ละเลยความรับผิดชอบในชีวิตจริงเนื่องจากใช้เวลามากเกินไปกับการใช้ AI
- การตัดสินใจทำได้ยากหากปราศจากความช่วยเหลือจาก AI
- ไม่สามารถเขียนอีเมลหรือบันทึกข้อความได้หากไม่ใช้เครื่องมือ AI เช่น ChatGPT
- อาการปวดหัว ปวดตา และอ่อนเพลียจากการใช้หน้าจอและปัญญาประดิษฐ์มากเกินไป
- การปลีกตัวออกจากเพื่อนและครอบครัว
- ผลการเรียนหรือการทำงานลดลง
- ไม่สามารถจำกัดเวลาที่ใช้กับ AI ได้
- สูญเสียความสนใจและงานอดิเรก
- พฤติกรรมการนอนหลับที่ไม่ดี อันเนื่องมาจากการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการมีปฏิสัมพันธ์กับ AI อย่างต่อเนื่อง
ประเภทการเสพติด AI
การเสพติด AI ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการมีเพื่อนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งรวมถึงแชตบอต เพื่อน AI และสื่อลามก AI
แชตบอต
แชตบอตเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนสามารถโต้ตอบกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้โดยการถามคำถามและสนทนากับแชตบอตต่าง ๆ เช่น Character AI, ChatGPT, Claude, Gemini, Meta AI, Microsoft Copilot, Perplexity และ Replika ผู้คนมักใช้แชตบอตเพื่อแก้ปัญหา ขอคำแนะนำ หรือสร้างเนื้อหา จากการศึกษาพบว่า ผู้คนยังใช้แชตบอตเพื่อเป็นเพื่อนและแม้กระทั่งเพื่อความสัมพันธ์โรแมนติกอีกด้วย
มีการศึกษาหลายชิ้นที่ตรวจสอบการเสพติดแชตบอต งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าแชตบอตใช้สัญญาณที่คาดการณ์ถึงรางวัล ซึ่งกระตุ้นวงจรการให้รางวัลโดปามีนในสมอง ทำให้ผู้ใช้ต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยการใช้ถ้อยคำที่เห็นอกเห็นใจและเห็นด้วย แชตบอตจะ “จดจำ” บทสนทนาก่อนหน้าและใช้ข้อมูลนี้ เพื่อถามคำถามเพิ่มเติมและตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุคคลนั้น สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่บีบคั้นและการเสพติด กลไกการเสพติดอื่น ๆ ที่แชตบอตใช้ ได้แก่ การให้การยอมรับ และการเห็นด้วยกับผู้ใช้มากเกินไป แม้ว่าข้อมูลที่ให้มาจะไม่ถูกต้องก็ตาม
เพื่อน AI
เพื่อน AI คือแชตบอตและอวตารดิจิทัลที่ให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจทางอารมณ์ หรือให้ความสบายใจแก่ทุกคนที่สนใจพูดคุย พวกมันพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง มีเสียงเหมือนมนุษย์ มีความเห็นอกเห็นใจ ให้คำแนะนำ ถามคำถามที่น่าสนใจ และแม้กระทั่งพูดคำว่า “ฉันรักคุณ” จากการศึกษาพบว่า ผู้คนมักรู้สึกเหมือน “สูญเสียเพื่อนที่ดีที่สุด” หรือ “คนรักในชีวิต” เมื่อแชตบอต AI หายไปหรือถูกปิดใช้งาน
อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลมากมายเกี่ยวกับผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI) เนื่องจากไม่มีการควบคุม และอาจสนับสนุนการกระทำที่เป็นอันตรายโดยไม่ตั้งใจ เช่น การสนับสนุนบุคคลในการกระทำที่ก้าวร้าวและทำร้ายตัวเอง
AI ลามก
สื่อลามกที่สร้างโดย AI หรือสื่อลามกสังเคราะห์ที่สร้างโดย AI คือสื่อลามกที่สร้างขึ้นตามสั่ง ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหาทางเพศสังเคราะห์ใด ๆ ก็ได้ตามที่ต้องการ สื่อลามกที่สร้างโดย AI ได้เปลี่ยนมุมมองของผู้คนที่มีต่อเนื้อหาทางเพศออนไลน์ และไม่เพียงแต่เป็นอันตรายสำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับการเสพติดสื่อลามก หรือการเสพติดทางเพศอยู่แล้วเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างพฤติกรรมบีบคั้นที่ไม่ดีต่อสุขภาพในผู้ใช้ใหม่ ที่ไม่เคยมีส่วนร่วมกับสื่อลามกมาก่อนอีกด้วย
ผลกระทบการเสพติด AI
การเสพติด AI อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้ใช้ ผู้ใช้จะหลงใหลในแชตบอตและเพื่อนเสมือนจริง จนถึงขั้นที่ความรู้สึกเกี่ยวกับความเป็นจริงเริ่มพร่าเลือนไปกับจินตนาการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดหลายอย่างเช่น
- รูปแบบความผูกพันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
- การพึ่งพาทางจิตใจ
- ความบกพร่องของกระบวนการคิด เช่น การตัดสินใจ
- มีการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์วิกฤตทางจิตอย่างรุนแรง เช่นความคิดและพฤติกรรมฆ่าตัวตาย
- ความนับถือตนเองต่ำ
- การแยกตัว
- ความรู้สึกผิดเพี้ยนของความเป็นจริง
- อาการหลงผิดและภาพหลอน
ใครบ้างที่เสี่ยงเสพติด AI?
กลุ่มเสี่ยงที่มีความเสี่ยงต่อการเสพติด AI ได้แก่ วัยรุ่น เยาวชน และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต
วัยรุ่นและเยาวชน
เด็ก ๆ ยังอยู่ในช่วงพัฒนาการที่สำคัญ และแชตบอตสามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้โดยการสร้างความรู้สึกเป็นเพื่อนที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจทำให้เด็ก ๆ ใช้ AI เป็นที่ระบายอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็ก ๆ รู้สึกถูกรังแกหรือถูกกีดกัน
เด็ก ๆ อาจมอง AI เป็นเพื่อนร่วมสังคมมากกว่าเป็นเครื่องมือ เด็ก ๆ มักแยกแยะความจริงออกจากจินตนาการได้ยาก และแชตบอตไม่ได้ขอความช่วยเหลือทางอารมณ์หรือคำถามยาก ๆ ที่มักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ในชีวิตจริง แต่กลับให้ความรู้สึกมิตรภาพจอมปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยการเห็นด้วยกับผู้ใช้และให้กำลังใจในเชิงบวกโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ เด็กที่ถูกรังแกที่โรงเรียน เด็กที่รู้สึกเหงา หรือเด็กที่มีภาวะออทิสติกมีความเสี่ยงเป็นพิเศษที่จะติด AI
แชตบอตสามารถสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ใช้ที่เป็นวัยรุ่น และอาจให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นอันตรายได้ วัยรุ่นมีความเสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น และควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดี เนื่องจากสมองส่วนหน้ายังพัฒนาไม่เต็มที่ ดังนั้น หากแชตบอต AI แนะนำให้ทำสิ่งที่เป็นอันตราย วัยรุ่นอาจทำตาม เพราะได้สร้างความผูกพันทางอารมณ์ขึ้นแล้ว มีรายงานกรณีที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการใช้ AI มากเกินไปในกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต
บุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลและความผิดปกติในการผูกพัน มีความเสี่ยงสูงที่จะติดปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากอาจใช้แชตบอตเพื่อช่วยรับมือกับความเหงา และใช้ AI เป็นนักบำบัดเพื่อช่วยจัดการกับปัญหาสุขภาพจิตของตัวเอง
บทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Mental Health and Clinical Psychology พบว่า “บุคคลที่เปราะบางจำนวนมากรายงานว่ากำลังมองหาเพื่อนเสมือนจริง (AI) โดย 12% หันมาใช้แอปฯ เหล่านี้ เพื่อรับมือกับความเหงาโดยเฉพาะ และ 14% ใช้เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตส่วนตัว” นอกจากนี้ บทความยังเน้นย้ำว่า เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีอิสระในการตัดสินใจลดลงอยู่แล้ว บุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิตจึงมีความเสี่ยงเป็นพิเศษที่จะถูกเทคโนโลยีเหล่านี้เอาเปรียบ
แชตบอต AI ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตหรือไม่?
แม้ว่าการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบโดยตรงของแชตบอต AI ต่อสุขภาพจิตยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าแชตบอต AI สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของบุคคลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้แชตบอตในผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตาย มีอาการทางจิต หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเนื่องจากพบว่า แชตบอตสามารถยืนยันความเชื่อที่ผิดเพี้ยน เพิ่มความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย และยืนยันความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของร่างกายได้
เนื่องจากการเสพติด AI เป็นหัวข้อการศึกษาที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ข้อสรุปจึงยังไม่ชัดเจน และยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาว่าแชตบอตส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตหรือไม่ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวช อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปจนถึงขั้นรบกวนชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณของการเสพติดพฤติกรรมและไม่ควรละเลย
ทางเลือกในการรักษาการเสพติด AI
เนื่องจากการเสพติด AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงยังไม่มีวิธีการรักษาที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เฉพาะสำหรับการเสพติด AI อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำให้ใช้วิธีการรักษาที่คล้ายคลึงกับวิธีการรักษาการเสพติดเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น จิตบำบัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบำบัดด้วยการปรับพฤติกรรมทางความคิด (Cognitive Behavioral Therapy) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาการเสพติดเทคโนโลยี กลุ่มผู้ติดอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี (Internet and Technology Addicts Anonymous)
นอกจากนี้ ควรใช้ AI เท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ให้เราตัวติดกับ AI จนมากเกินไป โดยอาจจะเริ่มต้นด้วยงานอดิเรกและการออกกำลังกายใหม่ ๆ รวมถึงหากิจกรรมทำ พบปะผู้คน หรือเข้าสังคมดูบ้าง เพื่อจะได้ไม่มีเวลาหรือสมาธิเหลือพอที่จะใช้งาน หรือคำนึงถึง AI ให้น้อยลง
หากยังไม่ได้ผล แนะนำว่า ควรปรึกษาจิตแพทย์-นักบำบัด เพื่อขอรับการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญสำหรับปัญหาด้านสุขภาพจิต ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ มีพื้นที่ปลอดภัยในการแบ่งปันความคิดและความรู้สึก รวมถึงการช่วยให้เราจัดการกับอารมณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งจะช่วยลดความเครียด และสุขภาพจิตดีขึ้นได้
ด้วยความปรารถนาดีจาก Thai PBS Sci & Tech
ที่มาข้อมูล : theconversation, addictioncenter
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ 💻

ใช้ “ไฟฟ้า” หน้าฝน กับเรื่องต้องรู้ สู่การป้องกันอันตราย“ฝนตกหนัก” ทำให้เกิด “น้ำท่วม” ฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก รวมถึงกา...
08/06/2026

ใช้ “ไฟฟ้า” หน้าฝน กับเรื่องต้องรู้ สู่การป้องกันอันตราย
“ฝนตกหนัก” ทำให้เกิด “น้ำท่วม” ฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก รวมถึงการเกิดเหตุการณ์ “ไฟไหม้จตุจักร” และเหตุสลด “นักเรียน” ถูกไฟดูดตรงตู้กดน้ำ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงเกี่ยวกับ ไฟไหม้, ไฟฟ้าลัดวงจร, ไฟดูด ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด มองเหตุการณ์แล้วกลับมาย้อนดู “ไฟฟ้า” ที่เราใช้กันทุกวี่วันทั้งบ้าน คอนโดมิเนียม ห้องพัก และอื่น ๆ ก็ดี แล้วยิ่ง “หน้าฝน” ซึ่งมีน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อผนวกกับ “ไฟฟ้า” อาจกลายเป็นอันตรายจนถึงชีวิตได้ ด้วยเหตุนี้ Thai PBS และ Thai PBS Sci & Tech จึงขอนำเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “ไฟฟ้า” หน้าฝน มาให้ทราบ เป็นแนวทางเซฟตี้ตัวเราและคนที่รักจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
รู้จัก 3 องค์ประกอบ รวมตัวกันก่อให้เกิด “ไฟ”
1. เชื้อเพลิง : เชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดการลุกไหม้ อยู่ในสภาพของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ
2. ออกซิเจน : ซึ่งมีอยู่ในอากาศประมาณ 21% โดยปริมาตร ที่ช่วยให้ติดไฟ แต่หากออกซิเจนลดต่ำลงไฟก็จะไหม้ช้าลงหรือดับมอดไป
3. ความร้อน (HEAT) : ที่ทำให้เชื้อเพลิงเปลี่ยนสถานะเป็นไอหรือก๊าซ ที่เรียกว่า ความร้อนถึงจุดวาบไฟ และอีกอย่างคือ ความร้อนถึงจุดติดไฟ หรือจุดชวาล (FIRE POINT) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเร็ว พอเพียงที่จะติดไฟได้จะมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับลักษณะทางสารสมบัติของเชื้อเพลิงด้วย
ดังนั้น หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไป “ไฟ” จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้
การเกิด “ไฟ” แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
ไฟประเภท A ได้แก่ ไฟที่ลุกไหม้จากเชื้อเพลิงธรรมดา เช่น ไม้ กระดาษ เสื้อผ้า พลาสติก เศษใบไม้ และขยะแห้ง วิธีดับไฟประเภทนี้ คือ ลดความร้อน (Cooling) โดยใช้น้ำ
ไฟประเภท B ได้แก่ ไฟที่ลุกไหม้จากวัตถุเชื้อเพลิงเหลว และ ก๊าซ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ วิธีดับไฟประเภทประเภทนี้คือ กำจัดออกซิเจน โดยใช้ผงเคมีแห้ง ใช้ฟองโฟม
ไฟประเภท C ได้แก่ ไฟที่ลุกไหม้จากอุปกรณ์ที่มีกระแสไฟฟ้า วิธีดับไฟประเภทนี้คือ ตัดกระแสไฟฟ้า แล้วใช้ก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์หรือน้ำยาเหลวระเหยที่ไม่มี CFC ไล่ออกซิเจนออกไป
ไฟประเภท D สารเคมีติดไฟ เช่น ผงแมกนีเซียมเซอร์โครเมียม ไทเทเนียม ผงอะลูมิเนียม วิธีดับไฟประเภทนี้คือ ทำให้อับอากาศหรือใช้สารเคมีเฉพาะ (ห้ามใช้น้ำเป็นอันขาด)
ระยะเวลาการเกิดไฟไหม้และลุกลามของไฟ
ยกตัวอย่าง เกิดเหตุไฟไหม้ภายในห้อง
1 นาที : ไฟลุกลามกระจายทั่วห้อง
2 นาที : ควันไฟลอยตัวปกคลุมชั้นบน
3 นาที : พื้นห้องมีควันไฟปกคลุมหนาแน่น
4 นาที : ไฟลุกลามทั่วบริเวณ ครอบคลุมทั้งชั้นบนและชั้นล่าง
5 นาที : มีควันพิษและความร้อนสูง ทำให้ผู้ประสบเหตุเสียชีวิตได้
ชวนสังเกตลักษณะของควันไฟ
- ควันไฟที่พุ่งออกจากช่องประตูและหน้าต่างอย่างรวดเร็ว แสดงว่า จุดที่เป็นต้นเพลิงอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว
- ควันไฟสีดำและเคลื่อนที่เร็ว แสดงว่า อยู่ใกล้จุดต้นเพลิง
- ควันไฟสีจางและเคลื่อนที่ช้า แสดงว่า อยู่ไกลจากต้นเพลิง
- ควันไฟหนาแน่น แสดงว่า เพลิงไหม้บริเวณดังกล่าว มีก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
- ควันไฟที่มีลักษณะเดียวกัน ทั้งรูปร่าง สี และความเร็วพุ่งออกมาจากช่องต่าง ๆ แสดงว่า ต้นเพลิงเป็นพื้นที่อับอากาศหรือไฟลุกไหม้เต็มที่แล้ว
- ควันไฟสีดำหนาแน่น แสดงว่า มีแนวโน้มที่ควันอาจลุกติดไฟกลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่และมีการเผาไหม้ต่อเนื่องในจุดที่ห่างออกมาจากต้นเพลิง
- ควันไฟสีเทา (ไม่เป็นสีดำ หรือสีขาว) ลอยออกมาจากช่องประตูและหน้าต่างที่ปิดอยู่หรือรอยต่อฝาผนัง แสดงว่า เพลิงลุกไหม้เต็มพื้นที่และกำลังลุกลามออกมา ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบริเวณดังกล่าวและให้รีบอพยพออกจากอาคาร
จากเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับการเกิด “ไฟ” และ “ไฟไหม้” สู่เรื่องต้องรู้ในการใช้ “ไฟฟ้า” หน้าฝน
เมื่อ “ฤดูฝน” มาเยือน มักมีลมกระโชกแรง เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติภัยทางไฟฟ้า เช่น ไฟรั่ว ไฟฟ้าดูด-ช็อต รวมถึงไฟฟ้าลัดวงจร บวกกับ “สื่อนำไฟฟ้า” หรือสิ่งที่เป็นทางเดินของไฟฟ้า เช่น เส้นลวด สายไฟ วัสดุที่เป็นโลหะ รวมไปถึงผิวหนังของคนเรา อาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรือไฟไหม้ได้ Thai PBS และ Thai PBS Sci & Tech จึงขอนำเรื่องต้องรู้ในการใช้ “ไฟฟ้า” หน้าฝน มาให้ได้ทราบพร้อมกับข้อแนะนำเพื่อป้องกันอันตรายซึ่งจะมีอะไรบ้างตามมาอ่านกันได้เลย
📌อ่านต่อในคอมเมนต์
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ 💻

เข้าไปอยู่ในนั้นได้ไง? เจอ “แมลงสาบ” ระหว่างส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เรื่องราวที่เล่าไว้ในงานวิจัยปี 2025 ในวารสาร Mexican ...
08/06/2026

เข้าไปอยู่ในนั้นได้ไง? เจอ “แมลงสาบ” ระหว่างส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
เรื่องราวที่เล่าไว้ในงานวิจัยปี 2025 ในวารสาร Mexican Journal of Gastroenterology เมื่อหมอส่องระบบทางเดินอาหารชายวัย 38 ปี แล้วพบกับ “แมลงสาบ” หนึ่งตัว อยู่ในลำไส้ใหญ่ ทำเอาแพทย์สงสัยอย่างยิ่งว่าแมลงสาบตัวนี้เข้าไปอยู่ในนั้นได้อย่างไร
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ในคอมเมนต์
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เป็นการตรวจวินิจฉัยโรค โดยจะใช้กล้องขนาดเล็กและยืดหยุ่นสอดเข้าไปในทวารหนักเพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นลำไส้ใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยลำไส้ใหญ่ส่วนโคลอน (Colon) และไส้ตรงได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการค้นหาติ่งเนื้อ เนื้องอก และตำแหน่งของโรคในลำไส้
กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวของชายวัย 38 ปี ที่มาเข้ารับการตรวจลำไส้ใหญ่ที่คลินิกผู้ป่วยนอก การตรวจครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อตัดความเป็นไปได้ของโรคอักเสบในลำไส้ ดังนั้น ผู้ป่วยจึงได้รับการวางยาสลบและเริ่มการตรวจลำไส้ใหญ่
เมื่อแพทย์ส่องกล้องไปถึงบริเวณลิ้นไส้เล็ก-ลำไส้ใหญ่ (กล้ามเนื้อหูรูดที่กั้นระหว่างลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ส่วนต้น) แพทย์ได้พบสิ่งผิดปกติ เนื่องจากมีแมลงตัวหนึ่งเกาะติดอยู่กับเยื่อบุลำไส้ของผู้ป่วย ซึ่งมีสีชมพูคล้ายเนื้อไก่ดิบ
แพทย์สามารถนำมันออกมาได้ เมื่อตรวจสอบอย่างใกล้ชิดก็เห็นได้ชัดว่าเป็นแมลงสาบ ตัวหนึ่งที่สมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง
ก่อนเข้ารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยจะได้รับยาเตรียมลำไส้ชนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยทำความสะอาดลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้แพทย์มีโอกาสตรวจพบความผิดปกติได้ดีที่สุด เนื่องจากจะไม่มีอุจจาระมาบดบังทัศนวิสัยของเยื่อบุลำไส้ นอกจากนี้ ยาเตรียมลำไส้ยังช่วยเร่งการเคลื่อนตัวของสิ่งต่าง ๆ ในลำไส้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แมลงสาบยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่ได้
นับเป็นการค้นพบที่น่าประหลาดใจสำหรับแพทย์ และเป็นเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่าสำหรับเจ้าของลำไส้ใหญ่ที่แพทย์ทำการตรวจสอบ เมื่อผู้ป่วยฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบ แล้วได้รับแจ้งถึงสิ่งที่พบ ทำเอาเขาตกตะลึง และไม่เข้าใจว่ามันไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร แม้การพบแมลงในระหว่างการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ จะเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ก่อนหน้านี้เคยมีชายวัย 59 ปี ตรวจพบแมลงเต่าทอง ในระหว่างการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เช่นกัน
อาจเป็นไปได้ว่า แมลงสาบอาจจะเข้าไปอยู่ในลำไส้ใหญ่ผ่านทางปากตอนนอนหลับ ซึ่งเป็นสมมุติฐานที่น่าจะเป็นไปได้ มากกว่าที่แมลงขนาดใหญ่อย่าง “แมลงสาบ” จะแอบเข้าไปช่องทางอื่นโดยสมัครใจ?
ที่มาข้อมูล : iflscience
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ 💻

สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง “เผาป่า” ไม่ทำให้ “เห็ดเผาะ” มากขึ้นอินเทรนด์กระแส “เห็ดเผาะ” ฟีเวอร์ ธรรมชาติน่ารู้ ! กรณีชาว...
08/06/2026

สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง “เผาป่า” ไม่ทำให้ “เห็ดเผาะ” มากขึ้น
อินเทรนด์กระแส “เห็ดเผาะ” ฟีเวอร์ ธรรมชาติน่ารู้ ! กรณีชาวบ้านหลายคนตั้งข้อสังเกตเห็นว่า พื้นที่ใดที่เกิด “ไฟป่า” เมื่อฝนตกบริเวณพื้นที่นั้น จะพบ “เห็ดเผาะ” ได้ง่าย จนกลายเป็นความเชื่อที่ว่า เห็ดเผาะชอบไฟป่า เมื่อเกิดไฟ จะได้เห็ดเผาะมากตามไปด้วย
ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าเราพิจารณาเรื่องราวของ “เห็ดเผาะ” ซึ่งเป็นราที่อาศัยอยู่กับรากพืช จะเห็นได้ว่า เป็นข้อสรุปที่ไม่ถูกต้อง ! เนื่องจากการเกิดไฟป่า สามารถทำลายเส้นใยเห็ดเผาะที่อยู่ใต้ดิน รวมถึงทำลายพืชอาศัยของเห็ดเผาะด้วย ดังนั้น การเกิดไฟป่าจะส่ง “ผลเสีย” ต่อเห็ดเผาะมากกว่าผลดี
ในการเกิดไฟป่าครั้งแรก ๆ ในพื้นที่ เป็นการทำลายเศษใบไม้ที่ปกคลุมผิวดิน ทำให้เรามีโอกาสเห็นเห็ดเผาะได้ง่ายในช่วงต้นฤดูฝน แต่หากปล่อยให้เกิดไฟป่าในพื้นที่บ่อยครั้งเข้า เชื้อเห็ดเผาะใต้ดิน รวมถึงพืชอาศัยจะถูกทำลายลงไป จนกระทั่งเชื้อเห็ดเผาะในพื้นที่หายไป
นอกจากเรื่อง “เห็ดเผาะ” แล้ว ชาวบ้านหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมีไฟ “เห็ดโคน” จะไม่เกิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เนื่องจากไฟป่าทำให้ปลวกตายรวมถึงทำลายเศษใบไม้ที่เป็นอาหารของปลวกอีกด้วย เมื่อไม่มีอาหาร ปลวกที่เหลือรอด อาจจะย้ายรังหนีได้ รวมถึงสภาพป่าหลังเกิดไฟป่าแล้วนั้น ไม่เหมาะกับการพัฒนาเป็นดอกเห็ดของเห็ดโคน เนื่องจากขาดความชื้นที่เหมาะสมนั่นเอง
ดังนั้น ความเชื่อและการบอกเล่าต่อกันมา จะมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องที่เป็นการเข้าใจผิดปะปนกันไป จึงควรคิดวิเคราะห์ตามเหตุและผล รวมถึงพิจารณาองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ให้สอดคล้องในธรรมชาติ
ป่าเต็งรังเป็นป่าผลัดใบ ทำให้ในช่วงฤดูแล้ง ต้นไม้ทุกต้นจะทิ้งใบพร้อมกัน เกิดการสะสมของใบไม้แห้งเป็นจำนวนมากและกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ขณะเดียวกัน ใบไม้เหล่านี้คืออาหารของปลวก หากสามารถจัดการใบไม้เหล่านี้ ด้วยการนำมาสุ่มกองเป็นหย่อม ๆ ใกล้กับจอมปลวก จะสามารถลดการลุกลามของไฟป่า
อีกทั้งปลวกยังสามารถนำใบไม้เหล่านี้ไปใช้ในการเพาะเห็ดโคน เป็นการเพิ่มผลผลิตเห็ดโคน และเมื่อถึงหน้าเห็ดเผาะ เราก็จะสามารถหาเห็ดเผาะได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเผาป่า
ในพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้ติดต่อกัน เชื้อเห็ดเผาะอาจหายไป อีกทั้งต้นไม้ได้รับความเสียหายและอาจตายได้ในที่สุด ต้นไม้พืชอาศัยของเห็ดเผาะสามารถถูกฟื้นฟูได้ด้วยการใส่หัวเชื้อเห็ดเผาะ
ดังตัวอย่างที่ป่าชุมชนบ้านก้อทุ่ง จ.ลำพูน ซึ่งแต่เดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม ไม่พบเห็ดเผาะเป็นเวลานาน แต่เมื่อได้มีการใส่หัวเชื้อเห็ดเผาะให้กับพืชอาศัย พบว่ามีเห็ดเผาะเกิดขึ้นเมื่อต้นฤดูฝนถัดไปทันที ถ้าหากเรากลับมาฟื้นฟูป่าชุมชนให้มีความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม เป็นแหล่งอาหารของชุมชน จึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อหาเห็ดและของป่าอีกต่อไป
การเก็บเห็ดเผาะหรือเห็ดป่าอื่น ๆ ออกจากพื้นที่ป่าเป็นจำนวนมาก มีโอกาสทำให้เห็ดเผาะมีจำนวนลดน้อยลง และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่นั้น ดังนั้นจึงไม่ควรเก็บดอกเห็ดแก่ออกจากพื้นที่ เพื่อให้เห็ดมีโอกาสขยายพันธุ์ต่อไป
ด้วยเหตุนี้นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน และอุทยานแห่งชาติแม่ปิง จึงริเริ่มโครงการเพื่ออนุรักษ์พันธุ์เห็ดเผาะ ภายใต้ชื่อ “ธนาคารเห็ดเผาะ” ร่วมกับการกำหนดมาตรการในการเก็บหาเห็ดในเขตพื้นที่อุทยาน
โดยมาตรการนี้ จะให้ชาวบ้านนำเห็ดเผาะแก่ที่เก็บได้ ฝากไว้กับธนาคารเห็ดเผาะ เพื่อใช้ผลิตเป็นหัวเชื้อใส่กลับคืนให้กับผืนป่าที่เป็นแหล่งเห็ดเผาะในเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นการเพิ่มการกระจายพันธุ์ของเห็ดเผาะ ทดแทนดอกเห็ดที่ถูกเก็บมา
หลังจากดำเนินการแก้ปัญหาทั้ง 3 แนวทาง พบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในการดูแลและป้องกันการลุกลามของไฟป่าทำให้จุดความร้อนลดลงไปถึงร้อยละ 39 เมื่อเทียบกับปีก่อน
ที่มาข้อมูล : หนังสือ “แนวทางการเพาะเห็ดเผาะ เห็ดโคน เพื่อแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันอย่างยั่งยืน”
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ 💻

07/06/2026

ผู้เสียหายหวังชนะคดี ฟ้อง “เฟซบุ๊ก” เอาผิดโฆษณาหลอกลวง | ข่าวค่ำ
สภาองค์กรของผู้บริโภค เตรียมเป็นตัวแทนผู้เสียหาย ฟ้องร้องเฟซบุ๊ก หลังพบผู้บริโภคจำนวนมาก ตกเป็นเหยื่อโฆษณาหลอกลวง ขณะที่รัฐมนตรีดีอี หารือ Meta เพิ่มมาตรการคัดกรองโฆษณาหลอกลงทุน
#ข่าวค่ำ #ข่าวไทยพีบีเอส #ข่าวที่คุณวางใจ

ค้นพบสายพันธุ์ใหม่! “แรปเตอร์” มี 4 ปีก อาจร่อนเหมือนกระรอกบินได้กำลังค้นหาฟอสซิลปลา แต่เจอ “แรปเตอร์” สายพันธุ์ใหม่แทน!...
07/06/2026

ค้นพบสายพันธุ์ใหม่! “แรปเตอร์” มี 4 ปีก อาจร่อนเหมือนกระรอกบินได้
กำลังค้นหาฟอสซิลปลา แต่เจอ “แรปเตอร์” สายพันธุ์ใหม่แทน! ผลการศึกษาได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Carnegie Museum เปิดเผยว่า ได้ค้นพบ “Jian changmaensis” แรปเตอร์สายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะคล้าย “ปีก” สี่ปีก แม้ว่าจะไม่ได้ใช้สำหรับบินเหมือนนกก็ตาม แต่พวกมันอาจจะร่อนได้เหมือน “กระรอกบิน”
ในปี 1981 นักวิทยาศาสตร์บังเอิญค้นพบแหล่งฟอสซิลนกจากยุคครีเทเชียสตอนต้นในหมู่บ้าน Changma ประเทศจีน ในขณะกำลังค้นหาฟอสซิลปลา ซึ่งการค้นพบนี้กลายเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะได้โครงกระดูกนกมากกว่า 100 โครง บางโครงยังมีขนและหนังที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ การค้นพบล่าสุดจากแหล่งนี้เป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง เพราะได้พบกับไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ที่ไม่ใช่นก และฟอสซิลนี้อาจอธิบายบางสิ่งที่แปลกประหลาดเกี่ยวกับกระดูกนกโบราณได้
Jingmai O’Connor ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ด้านซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลื้อยคลานแห่งพิพิธภัณฑ์ฟิลด์ในชิคาโก หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์พบกลุ่มกระดูกนกที่แตกหักแปลกประหลาดในบริเวณนี้ ตอนแรกเราคิดว่าเป็นนกเช่นเดียวกับฟอสซิลอื่น แต่กลับกลายเป็นไดโนเสาร์ไมโครแรปเตอร์ชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า “Jian changmaensis” ไดโนเสาร์เพียงชนิดเดียวที่พบในบริเวณนี้ที่ไม่ใช่นก มันเป็นสัตว์กินเนื้อ และมีขนาดใหญ่กว่าสิ่งอื่น ๆ ที่เราพบที่นั่นมาก
โดยชื่อ “Jian changmaensis” ถูกตั้งตามนกมีปีกเดียวที่รู้จักกันในเทพนิยายจีน และพื้นที่ที่พบฟอสซิลนี้ได้รับการอธิบายจากกระดูกอกด้านซ้าย ซึ่งเป็นกระดูกไหล่ของไดโนเสาร์ และแขนหน้า ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในหินโคลน
ตัวอย่างฟอสซิลถูกสแกนด้วยเครื่อง CT Scan เพื่อให้นักวิจัยได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อต่อและรายละเอียดของฟอสซิล ซึ่งนำไปสู่การจำแนกสายพันธุ์ใหม่นี้ว่าเป็น “microraptorine dromaeosaurid theropod” หมายความว่ามันอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าไมโครแรปเตอร์ ซึ่งอยู่ในวงศ์ Dromaeosauridae ซึ่งรวมถึงเวโลซีแรปเตอร์ (Velociraptor) นิยมเรียก “แรปเตอร์” ด้วย การวิเคราะห์ยังช่วยให้สามารถจัดกลุ่มตัวอย่างนี้เข้ากับไมโครแรปเตอร์ชนิดอื่น ๆ ที่รู้จักกันได้ ทีมวิจัยคิดว่ามันอาจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอีกสายพันธุ์หนึ่งที่เรียกว่า Microraptor zhaoianus
O’Connor เปิดเผยเพิ่มเติมว่า โดยทั่วไปแล้วไมโครแรปเตอร์จะมีขนาดเล็ก แต่สายพันธุ์ใหม่นี้มีขนาดใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด “Jian changmaensis” เป็นหนึ่งในตัวอย่างไมโครแรปเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา โดยชิ้นส่วนกระดูกต้นแขนที่เราพบนั้นยาวประมาณ 4 นิ้ว ดังนั้น ไดโนเสาร์ทั้งตัวน่าจะมีปีกกว้างประมาณ 4 ฟุต
นอกจากนี้ นักวิจัยยังคิดว่ามันน่าจะมีลักษณะคล้าย “ปีก” สี่ปีก แม้ว่าจะไม่ได้ใช้สำหรับบินเหมือนนกก็ตาม “Jian changmaensis” และไมโครแรปเตอร์ตัวอื่น ๆ อาจจะไม่สามารถบินได้ แต่พวกมันอาจร่อนได้เหมือนกระรอกบิน
เราจะไม่สามารถเข้าใจชีวิตบนโลกในปัจจุบันได้ หากไม่มองย้อนกลับไปที่ต้นกำเนิด นกเป็นกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่บนบกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบนโลกในปัจจุบัน การเรียนรู้เกี่ยวกับนกยุคแรกและญาติใกล้ชิดของพวกมันอย่างไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นก อาจช่วยให้เราเข้าใจได้ดีขึ้นว่า อะไรที่ทำให้นกรอดชีวิตมาได้จนถึงปัจจุบัน
ที่มาข้อมูล : iflscience
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ 💻

“สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ” ความร่วมมือ “จีน-ไทย” ช่วยกรุงเทพฯ รับมือปัญหาฝุ่นพิษบนดาดฟ้าของอาคาร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์...
07/06/2026

“สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ” ความร่วมมือ “จีน-ไทย” ช่วยกรุงเทพฯ รับมือปัญหาฝุ่นพิษ
บนดาดฟ้าของอาคาร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศจำนวน 7 เครื่องทำหน้าที่เก็บตัวอย่างอากาศและส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังแพลตฟอร์มวิเคราะห์อัจฉริยะตลอด 24 ชั่วโมง โดยเครื่องมือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่มีชื่อว่า "ซูเปอร์ สเตชัน" (Super Station) ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และนับเป็นหนึ่งในความคืบหน้าสำคัญของโครงการความร่วมมือจีน-ไทยที่มุ่งปรับปรุงคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ในคอมเมนต์
อนึ่ง มลพิษทางอากาศกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื้อรังของกรุงเทพฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุจากการปล่อยมลพิษของยานพาหนะ ภาคอุตสาหกรรม และการเผาชีวมวลจากพื้นที่โดยรอบ ซึ่งล้วนส่งผลให้ปัญหามลพิษทางอากาศมีความซับซ้อนมากขึ้น และทำให้คุณภาพอากาศย่ำแย่ในบางช่วงฤดูกาล
รศ. ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ จากคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหัวหน้าโครงการฝ่ายไทยประจำสถานีฯ กล่าวว่า มลพิษทางอากาศของกรุงเทพฯ เปรียบเสมือนค็อกเทล ประกอบด้วยแหล่งกำเนิดมลพิษหลายประเภท โดยการระบุแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายมาเนิ่นนาน ซึ่งในอดีตการวิเคราะห์แหล่งกำเนิดของฝุ่นพิษพีเอ็ม2.5 (PM2.5) อาจใช้เวลานานถึง 6 เดือน แต่ด้วยเทคโนโลยีการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ของสถานีแห่งนี้ ทำให้สามารถทราบผลลัพธ์ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามมลพิษและสัดส่วนแหล่งกำเนิดมลพิษได้อย่างมาก
หวังเปิ่นล่า ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคของบริษัทลี่เหอ เทคโนโลยี (หูหนาน) จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดหาสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแห่งนี้ กล่าวว่าสถานีดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของอนุภาคฝุ่นละอองได้แบบเรียลไทม์ มาพร้อมเทคโนโลยีไลดาร์ (LiDAR) ที่ช่วยตรวจสอบการกระจายตัวของมลพิษในเชิงพื้นที่ ทำให้นักวิจัยสามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษ รวมถึงประเมินสัดส่วนการปล่อยมลพิษจากแต่ละแหล่งได้อย่างแม่นยำ
รศ. ดร.สุรัตน์ ระบุว่า สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศรวบรวมข้อมูลไปแล้วเกือบสองเดือน ซึ่งในอนาคตจะเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายตรวจวัดคุณภาพอากาศเดิมของกรุงเทพฯ เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการคุณภาพอากาศมีความแม่นยำและทันท่วงทีมากขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์สำหรับการกำหนดนโยบาย
ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน 69 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมของจีน กรุงเทพมหานคร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัทลี่เหอ เทคโนโลยี (หูหนาน) ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือเพื่อเสริมแกร่งศักยภาพการเฝ้าติดตามคุณภาพอากาศและการจัดการมลพิษของกรุงเทพฯ
รศ. ดร.สุรัตน์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว ยังมีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เผชิญปัญหามลพิษทางอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งไทยกำลังเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการมลพิษทางอากาศให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ของจีนด้านการตรวจวัดคุณภาพอากาศ การวิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนโลยีควบคุมมลพิษนั้นนับเป็นบทเรียนอันมีค่าสำหรับไทย พร้อมสำทับว่าความร่วมมือระหว่างไทยและจีนสามารถต่อยอดไปได้ไกลกว่าการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยอาจครอบคลุมถึงด้านการบริหารจัดการน้ำและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนด้วย
ภาพซินหัว : หวังเปิ่นล่า ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคของบริษัทลี่เหอ เทคโนโลยี (หูหนาน) จำกัด แนะนำอุปกรณ์เก็บตัวอย่างของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศบนดาดฟ้าของอาคารแห่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ วันที่ 24 มี.ค. 69
ที่มาข้อมูล : Xinhua
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ 💻

07/06/2026

🎲🎩 "แพทริค คุณ" โชว์มายากลที่ทำเอาอึ้งกันไปทั้งสตูฯ | Highlight | Sci & Tech Movie
"แพทริค คุณ" นักมายากลไทย อดีตผู้ออกแบบมายากลให้กับ David Copperfield โชว์มายากลแบบสด ๆ ในรายการ Sci & Tech Movie ที่ทำเอาอึ้งกันไปทั้งสตูดิโอ
🎞️ ชมรายการ ฉบับเต็มที่ลิงก์ในคอมเมนต์
#มายากล

ผ่าตัดในอวกาศ ทางรอดใหม่เมื่อมนุษย์ต้องเดินทางระหว่างดาวหากนักบินอวกาศเกิดไส้ติ่งอักเสบกลางทางสู่ดาวอังคาร การส่งตัวกลับ...
07/06/2026

ผ่าตัดในอวกาศ ทางรอดใหม่เมื่อมนุษย์ต้องเดินทางระหว่างดาว
หากนักบินอวกาศเกิดไส้ติ่งอักเสบกลางทางสู่ดาวอังคาร การส่งตัวกลับโลกอาจเป็นไปไม่ได้ การผ่าตัดในอวกาศจึงกำลังกลายเป็นศาสตร์สำคัญของการสำรวจอวกาศยุคใหม่
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ในคอมเมนต์
ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การผ่าตัดถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของผู้คนมากที่สุด จากยุคที่แพทย์ต้องทำการผ่าตัดโดยไม่มีการดมยาสลบ ไม่มีความเข้าใจเรื่องเชื้อโรค และไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัย มาสู่ยุคปัจจุบันที่การผ่าตัดสามารถดำเนินการได้อย่างแม่นยำด้วยหุ่นยนต์ ระบบภาพสามมิติ และเทคนิคการรักษาที่ซับซ้อน จนสามารถปลูกถ่ายอวัยวะหรือผ่าตัดสมองที่ละเอียดอ่อนได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ขณะที่มนุษย์กำลังวางแผนเดินทางออกจากโลกไปไกลยิ่งขึ้น ทั้งโครงการส่งมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ภายใต้โครงการอาร์ทิมิส หรือแผนการเดินทางสู่ดาวอังคารในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า วงการแพทย์กำลังเผชิญคำถามใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นคือ หากมีนักบินอวกาศป่วยหรือได้รับบาดเจ็บระหว่างการเดินทางที่อยู่ห่างจากโลกหลายสิบล้านกิโลเมตร เราจะสามารถทำการผ่าตัดในอวกาศได้จริงหรือไม่
บนโลก เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ ผู้ป่วยสามารถถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ในภารกิจเดินทางสู่ดาวอังคาร การเดินทางไปกลับอาจใช้เวลารวมมากกว่า 2 ปี และในบางช่วงระยะห่างระหว่างโลกกับดาวอังคารอาจมากกว่า 400 ล้านกิโลเมตร การส่งผู้ป่วยกลับโลกแทบเป็นไปไม่ได้ นั่นหมายความว่าลูกเรือจำเป็นต้องมีความสามารถในการรักษาโรคและรับมือกับเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ด้วยตนเอง
แม้สถิติการเจ็บป่วยร้ายแรงในอวกาศจะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ นิ่วในไต การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ กระดูกหัก เลือดออกภายใน หรือภาวะติดเชื้อเฉียบพลัน ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่านักบินอวกาศจะผ่านการคัดเลือกและตรวจสุขภาพอย่างเข้มงวดเพียงใดก็ตาม
ความท้าทายสำคัญคือ ร่างกายมนุษย์ในสภาวะไร้น้ำหนักมีพฤติกรรมแตกต่างจากบนโลกอย่างมาก ภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก เลือดและของเหลวต่าง ๆ จะถูกดึงลงสู่ส่วนล่างของร่างกาย แต่เมื่อเข้าสู่อวกาศ ของเหลวจะกระจายตัวขึ้นสู่ช่วงบน ทำให้นักบินอวกาศมีลักษณะใบหน้าบวม คัดจมูก และเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนโลหิต ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อทั้งการวินิจฉัยโรค การให้ยา และการฟื้นตัวหลังการรักษา
สำหรับการผ่าตัด ความท้าทายยิ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่า บนโลก แรงโน้มถ่วงช่วยให้เลือด น้ำเหลือง หรือของเหลวจากบาดแผลไหลลงด้านล่างและสามารถควบคุมได้ง่ายกว่า แต่ในสภาวะไร้น้ำหนัก ของเหลวเหล่านี้จะลอยกระจายเป็นหยดขนาดเล็กภายในห้องโดยสาร หยดเลือดที่ลอยอยู่ในอากาศอาจปนเปื้อนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เข้าสู่ระบบระบายอากาศ หรือแม้กระทั่งสร้างความเสี่ยงต่อการติดเชื้อให้กับลูกเรือคนอื่นได้
นอกจากนี้ อวัยวะภายในของมนุษย์เองก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับบนโลก เมื่อไม่มีแรงโน้มถ่วงช่วยดึงอวัยวะลงด้านล่าง อวัยวะต่าง ๆ ภายในช่องท้องสามารถเคลื่อนตัวได้เล็กน้อย ส่งผลให้การผ่าตัดซึ่งอาศัยความคุ้นเคยกับกายวิภาคปกติมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะเดียวกัน แพทย์ผู้ทำการรักษาเองก็ลอยตัวอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก ทำให้การใช้เครื่องมือผ่าตัดอย่างแม่นยำเป็นเรื่องยากกว่าปกติ
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของการผ่าตัดในอวกาศมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 หนึ่งในการทดลองที่มีชื่อเสียงคือการศึกษาของ NASA และหน่วยงานวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐฯ ที่ใช้เครื่องบิน Parabolic Flight สร้างสภาวะไร้น้ำหนักชั่วคราวเพื่อตรวจสอบว่าการผ่าตัดสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการผ่าตัดพื้นฐานบางประเภทสามารถทำได้จริง หากมีการออกแบบอุปกรณ์และพื้นที่ทำงานที่เหมาะสม
ต่อมานักวิจัยได้พัฒนาแนวคิดของ "Surgical Isolation Chamber" หรือห้องผ่าตัดแบบปิด ซึ่งผู้ป่วยจะถูกกักอยู่ภายในโครงสร้างโปร่งใสที่มีระบบควบคุมแรงดันและดูดของเหลวโดยเฉพาะ เปรียบเสมือนตู้ชีวนิรภัยที่ใช้ในห้องปฏิบัติการชีวภาพ วิธีนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เลือดหรือสารคัดหลั่งลอยกระจายไปทั่วห้องโดยสารของยานอวกาศ
อีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจคือการผ่าตัดผ่านกล้องหรือ Minimally Invasive Surgery ซึ่งใช้แผลขนาดเล็กและเครื่องมือเฉพาะทางในการรักษา แทนที่จะเปิดแผลขนาดใหญ่เหมือนการผ่าตัดแบบดั้งเดิม เทคนิคดังกล่าวช่วยลดการสูญเสียเลือด ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ และลดระยะเวลาฟื้นตัว ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับภารกิจอวกาศระยะยาว
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา งานวิจัยจำนวนมากเริ่มหันไปสู่การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ระบบเหล่านี้อาจกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแพทย์ในอวกาศในอนาคต เนื่องจากสามารถช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้เป็นศัลยแพทย์โดยตรงสามารถดำเนินการรักษาได้ภายใต้การสนับสนุนของปัญญาประดิษฐ์หรือระบบอัตโนมัติ แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภารกิจดาวอังคาร เนื่องจากสัญญาณสื่อสารระหว่างโลกและดาวอังคารอาจมีความล่าช้าสูงถึง 20 นาทีในแต่ละทิศทาง ทำให้การควบคุมหุ่นยนต์ผ่าตัดจากโลกแบบเรียลไทม์ แทบเป็นไปไม่ได้
นอกเหนือจากการผ่าตัดโดยตรง เทคโนโลยีใหม่ ๆ ยังอาจเข้ามามีบทบาทในการรักษาโรคในอวกาศ ตัวอย่างเช่น การพิมพ์อวัยวะชีวภาพสามมิติ การสร้างเนื้อเยื่อทดแทนจากเซลล์ต้นกำเนิด หรือการผลิตยาเฉพาะบุคคลภายในยานอวกาศ เทคโนโลยีเหล่านี้อาจช่วยลดความจำเป็นในการขนส่งเวชภัณฑ์จำนวนมากจากโลก และเพิ่มความสามารถในการดูแลสุขภาพของลูกเรือในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการศึกษาการผ่าตัดในอวกาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสำรวจอวกาศเท่านั้น หลายเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับภารกิจนอกโลกสามารถนำกลับมาประยุกต์ใช้บนโลกได้เช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เขตภัยพิบัติ เรือดำน้ำ ฐานวิจัยขั้วโลก หรือชุมชนที่ขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีการผ่าตัดทางไกล ระบบวินิจฉัยอัตโนมัติ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ขนาดกะทัดรัดที่ถูกพัฒนาสำหรับอวกาศ อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชากรบนโลก
หากย้อนมองประวัติศาสตร์ของการแพทย์ การผ่าตัดเคยเป็นศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและข้อจำกัด แต่ด้วยการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นเรื่องปกติได้เสมอ เช่นเดียวกับความท้าทายของการผ่าตัดในอวกาศที่กำลังถูกศึกษาในปัจจุบัน แม้จะยังไม่มีใครต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ระหว่างเดินทางไปดาวอังคาร แต่การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถเดินทางข้ามดาวเคราะห์ได้อย่างปลอดภัยในอนาคต เพราะในวันที่มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ได้มากกว่าหนึ่งโลก ความสามารถในการรักษาชีวิตของตนเองนอกโลกอาจมีความสำคัญไม่แพ้ความสามารถในการเดินทางไปถึงที่นั่นตั้งแต่แรก
เรียบเรียงโดย โชติวัฒน์ จิตต์ประสงค์
พิสูจน์อักษร ศุภกิจ พัฒนพิฑูรย์
ที่มาข้อมูล : physoc
--------------------------
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ

ที่อยู่

Bangkok
10210

เบอร์โทรศัพท์

+6627902338

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thai PBS Sci & Techผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Thai PBS Sci & Tech:

แชร์

ประเภท