Fixed Point Lab Alumni - KMUTT

Fixed Point Lab Alumni - KMUTT สมาคมศิษย์เก่ากลุ่มวิจัยจุดตรึง มจธ.

KMUTT Fixed Point Research Group Alumni Association
ก่อตั้งปี 2025 เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายศิษย์เก่า งานวิจัย และแรงบันดาลใจข้ามรุ่น สโลแกน

01/09/2026
สมาคมศิษย์เก่าจุดตึง มจธ. ขอแสดงความยินดีด้วยครับ Fixed Point At Bangmod
01/09/2026

สมาคมศิษย์เก่าจุดตึง มจธ. ขอแสดงความยินดีด้วยครับ Fixed Point At Bangmod

30/08/2026
26/08/2026

Watch, follow, and discover more trending content.

https://www.facebook.com/share/p/17ZsVBFp6W/?mibextid=wwXIfr
24/08/2026

https://www.facebook.com/share/p/17ZsVBFp6W/?mibextid=wwXIfr

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. อธิการบดีและนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ใครกำลังใช้ “ข้อร้องเรียนทางวิชาการ” สกัดตำแหน่งศาสตราจารย์ของ รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง หรือไม่?

______________________________________________

กราบเรียน
นายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
และนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

______________________________________________

วันนี้ผมเห็นพาดหัวข่าวของมติชนว่า

“ปลัด อว. แจง ยังไม่เสนอโปรดเกล้าฯ ศาสตราจารย์ มช. รอผลสอบจริยธรรมวิจัย”

______________________________________________

คนอย่าง รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง กำลังจะเป็นบททดสอบสำคัญว่า ในประเทศไทย คนที่ยืนหยัดทำหน้าที่ รักษากฎ และกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จะได้รับการปกป้องและความยุติธรรมจากจากผู้บังคับบัญชา จากหน่วยงานต้นสังกัด และจากรัฐหรือไม่?

เพราะถ้าคำตอบคือ “ไม่”

ถ้า รศ.อัศวิณีย์ต้องถูกทำลายเพียงเพราะครั้งหนึ่งเธอเลือกยืนอยู่ข้างหน้าที่แทนที่จะยืนหลบอยู่ข้างหลังความปลอดภัยของตัวเอง แล้วต่อไปเราจะเอาอะไรไปบอกข้าราชการ ครู อาจารย์ ตำรวจ ผู้บริหาร หรือพนักงานตัวเล็ก ๆ ทั่วประเทศว่า “จงทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องเผชิญแรงกดดัน”

ในเมื่อบทเรียนที่คนทั้งประเทศกำลังเห็นอาจเป็นตรงกันข้ามว่า

คนที่รักษาหน้าที่กลับถูกตามเล่นงาน ถูกขัดขวางอนาคต และสุดท้ายต้องยืนต่อสู้เพียงลำพัง แล้วต่อไปใครจะกล้าทำแบบ อ.ป้อมอีก?

ถ้าเราปล่อยให้กรณีนี้กลายเป็นบทเรียนว่า “อย่าสู้กับคนผิด เพราะวันที่ถูกเอาคืน ไม่มีใครปกป้องคุณ”

“ก็อย่าแปลกใจเลยว่าวันหนึ่งจะไม่มีใครกล้ายืนขวางคนผิดอีก”

เพราะทุกคนจะจำกรณีของ “อ.ป้อม” เอาไว้เป็นบทเรียนว่า

เพราะถ้าประเทศไม่ปกป้องคนที่กล้ารักษาหน้าที่
ก็เท่ากับเรากำลังเปิดทางให้อันธพาลครองเมืองเอง

______________________________________________

พาดหัวข่าวของมติชนว่า

“ปลัด อว. แจง ยังไม่เสนอโปรดเกล้าฯ ศาสตราจารย์ มช. รอผลสอบจริยธรรมวิจัย”

เนื้อข่าวระบุว่า ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ยังไม่ได้เสนอเรื่องเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคลากรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่รายหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ เนื่องจากยังรอข้อมูลเกี่ยวกับข้อร้องเรียนด้านจริยธรรมการวิจัยและการได้มาซึ่งผลงานทางวิชาการ และ อว.ได้มีหนังสือถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเพื่อขอเอกสารเพิ่มเติม แต่จนถึงวันที่ 23 สิงหาคมยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว (มติชนออนไลน์)

แม้ข่าวจะไม่ได้เปิดเผยชื่อบุคคล แต่จากเรื่องราวและข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ผมมีเหตุให้เข้าใจว่าบุคคลดังกล่าวอาจหมายถึง “อ.ป้อม” รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งอีกต่อไป เพราะมันกำลังกลายเป็นคำถามว่า

กระบวนการร้องเรียนและตรวจสอบทางวิชาการของมหาวิทยาลัยไทย กำลังถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อสกัดความก้าวหน้าของบุคลากรที่เคยมีความขัดแย้งทางการเมืองและอุดมการณ์ภายในมหาวิทยาลัยหรือไม่?

______________________________________________

เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มจาก “เมืองฮอด”

ต้องย้อนกลับไปปี 2564

ขณะนั้น รศ.อัศวิณีย์ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มช. และเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้พื้นที่หอศิลปวัฒนธรรม

ฝ่ายคณะวิจิตรศิลป์ชี้แจงในเวลานั้นว่า เมื่อเข้าไปจัดเตรียมสถานที่ ได้พบวัสดุซึ่งไม่มีผู้รับเป็นเจ้าของ รวมถึงสิ่งที่มีลักษณะเป็นธงชาติไทยดัดแปลงโดยไม่มีแถบสีน้ำเงินและมีข้อความที่คณะเห็นว่าหมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย จึงเก็บวัสดุดังกล่าวออกจากพื้นที่ ขณะที่ฝ่ายนักศึกษาและอาจารย์อีกกลุ่มมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นงานศิลปะและเป็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก

เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่าง รศ.อัศวิณีย์กับ ผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี และกลุ่มอาจารย์–นักศึกษาบางส่วน

ต่อมายังเกิดอีกคดีหนึ่งจากเหตุวันที่ 16 ตุลาคม 2564 ที่ ผศ.ดร.ทัศนัย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ และนักศึกษารายหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันตัดโซ่และเข้าไปในพื้นที่หอศิลป์เพื่อจัดแสดงงาน จนอัยการมีคำสั่งฟ้อง และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มอบอำนาจให้ รศ.อัศวิณีย์เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยเข้าเป็นโจทก์ร่วมในปี 2567 (ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

นี่จึงไม่ใช่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นลอย ๆ

รศ.อัศวิณีย์เคยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคณบดี และในบางกรณีเป็นผู้ดำเนินการในฐานะผู้แทนของมหาวิทยาลัย

แต่หลังจากนั้นกลับต้องเผชิญกับความขัดแย้ง การร้องเรียน และการกล่าวหาต่อเนื่องหลายปี

และมีข้อเท็จจริงอีกเรื่องที่ละเลยไม่ได้

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 955/2569 พิพากษายืนว่า ผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาต่อ รศ.อัศวิณีย์ จากข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในปี 2564 คดีถึงที่สุดแล้ว

แน่นอน คำพิพากษาคดีหมิ่นประมาทนี้ไม่ได้หมายความว่าข้อร้องเรียนทุกเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจะเป็นเท็จโดยอัตโนมัติ

แต่ควรทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยและกระทรวง อว.ระมัดระวังเป็นพิเศษว่า

______________________________________________

ข้อกล่าวหาต่อบุคคลคนเดิมจากคู่ขัดแย้งเดิม ต้องผ่านการตรวจสอบด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้ข้อกล่าวหากลายเป็นคำตัดสินเสียก่อน

______________________________________________

แล้วมาถึงเรื่อง “เมืองฮอด”

ผศ.ดร.สุรชัย จงจิตงาม ยืนยันว่าตนเป็นหัวหน้าโครงการ “โครงการสำรวจศิลปกรรมของชุมชนในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่เบื้องต้น” และกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้เขียนรายงานแต่เพียงผู้เดียว ก่อนนำเรื่องร้องเรียน รศ.อัศวิณีย์

เอกสารของคณะวิจิตรศิลป์ระบุว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการในนามคณะ โดยมี รศ.อัศวิณีย์ในฐานะคณบดี และ ผศ.ดร.สุรชัยในฐานะผู้ร่วมโครงการ พร้อมคณาจารย์และบุคลากรของคณะเข้าร่วมดำเนินงาน

และที่สำคัญกว่านั้นคือ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้แล้ว

ผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรงสรุปว่า ผู้ถูกร้อง (รศ.อัศวิณีย์) ไม่มีความผิดทางวินัย

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ รายงานโครงการสำรวจเมืองฮอดไม่ได้เป็นผลงานที่สุรชัยสร้างสรรค์เพียงผู้เดียว แต่เป็นผลงานที่จัดทำขึ้นโดยคณะบุคคล และทั้งผู้ร้องกับผู้ถูกร้องต่างเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้จัดทำ

พูดให้ง่ายที่สุดคือ

มช.ตรวจสอบเรื่องนี้ไปแล้ว และไม่ได้วินิจฉัยว่าสุรชัยเป็นเจ้าของผลงานแต่เพียงผู้เดียว รวมทั้งไม่พบว่าผู้ถูกร้องกระทำผิดทางวินัย

เมื่อสุรชัยไม่เห็นด้วยกับผลดังกล่าว จึงนำเรื่องไปร้อง ป.ป.ช. ซึ่งเป็นสิทธิของเขา และ ป.ป.ช.ย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบตามกระบวนการของตนเอง

แต่การที่บุคคลหนึ่งไม่พอใจกับผลสอบแล้วร้องต่อหน่วยงานอื่น

ไม่ได้ทำให้ผลสอบเดิมของมหาวิทยาลัยหายไปจากโลก

______________________________________________

แล้วหนังสือ “ประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ” ใช้ขอศาสตราจารย์จริงหรือไม่?

เรื่องนี้ยิ่งต้องชี้แจงให้สาธารณะเข้าใจให้ถูกต้อง

รศ.อัศวิณีย์ ไม่ได้ใช้หนังสือ “ประวัติศาสตร์เมืองฮอดในมิติศิลปวัฒนธรรม พิสดารนคร” ประกอบการขอตำแหน่งศาสตราจารย์แต่อย่างใด

คำถามต่อกระทรวง อว.ก็ยิ่งหนักขึ้นว่า

เหตุใดข้อพิพาทเกี่ยวกับผลงานที่ไม่ได้เป็นผลงานที่ใช้ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ จึงสามารถนำมาหยุดกระบวนการแต่งตั้งศาสตราจารย์ได้?

ผมจึงขอให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า

รศ.อัศวิณีย์ยื่นผลงานอะไรบ้างในการขอตำแหน่งศาสตราจารย์ครั้งนี้ และหนังสือเมืองฮอดอยู่ในชุดผลงานที่ยื่นจริงหรือไม่

เรื่องนี้ตอบได้ด้วยเอกสารเพียงไม่กี่หน้า

ไม่จำเป็นต้องเถียงกันผ่านสื่อ

______________________________________________

แล้วเหตุใดเรื่องที่ มช.สอบจบแล้ว จึงกลับมาค้างอยู่ที่ปลัด อว.?

จากข่าวล่าสุด ปลัด อว.ระบุว่า สำนักงานปลัดมีหนังสือถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ขอเอกสารเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อร้องเรียนเพิ่มเติม

แต่จนถึงวันที่ 23 สิงหาคมยังไม่ได้รับเอกสารจากมหาวิทยาลัย (มติชนออนไลน์)

ตรงนี้ผมจึงขอตั้งคำถามทั้งต่อ ปลัด อว.และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

______________________________________________

หนึ่ง

อว.กำลังรอ “ผลสอบจริยธรรม” เรื่องอะไร?

ข้อร้องเรียนข้อใด?

เกี่ยวกับผลงานชิ้นใด?

และผลงานชิ้นนั้นเป็นผลงานที่ รศ.อัศวิณีย์ใช้ยื่นขอตำแหน่งศาสตราจารย์หรือไม่?

______________________________________________

สอง

ในเมื่อ มช.มีผลสอบสวนทางวินัยแล้วว่าไม่พบความผิด

เหตุใดผลสอบดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอสำหรับ อว.?

อว.พบพยานหลักฐานใหม่อะไร?

หรือเห็นข้อบกพร่องอะไรในกระบวนการสอบของ มช.?

______________________________________________

สาม

หนังสือที่สำนักงานปลัด อว.ส่งถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในเดือนพฤษภาคม

ขอข้อมูลอะไรบ้างเป็นข้อ ๆ?

ผมขอให้เปิดเผยหนังสือฉบับนี้ต่อสาธารณะ โดยปกปิดเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็น

______________________________________________

สี่

เหตุใดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงยังไม่ส่งเอกสารที่ อว.ร้องขอ ทั้งที่ผ่านมาหลายเดือนแล้ว?

ใครเป็นผู้รับผิดชอบ?

และการไม่ส่งเอกสารดังกล่าวกำลังทำให้กระบวนการแต่งตั้งบุคลากรของมหาวิทยาลัยเองต้องถูกระงับอยู่หรือไม่?

______________________________________________

คำถามสำคัญที่สุดต่อปลัด อว.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ทุกคนหรือไม่?

ผมขอให้กระทรวง อว.เปิดข้อมูลย้อนหลังว่า

ในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา มีผู้ที่ผ่านการพิจารณาตำแหน่งศาสตราจารย์จากสภามหาวิทยาลัยแล้ว แต่มีบุคคลอื่นยื่นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับจริยธรรมหรือผลงานภายหลัง จำนวนกี่ราย?

อว.ชะลอการเสนอโปรดเกล้าฯ กี่ราย?

แต่ละกรณีใช้หลักเกณฑ์อะไร?

และต้องรอจนข้อร้องเรียนทุกช่องทาง เช่น มหาวิทยาลัย ป.ป.ช. ศาล หรือหน่วยงานภายนอก ถึงที่สุดก่อนทุกกรณีหรือไม่?

______________________________________________

และผมขอพูดถึงอีกเรื่องอย่างระมัดระวัง

เมื่อ ศ.ดร.ศุภชัยถูกเสนอขึ้นเป็นปลัด อว.ในเดือนสิงหาคม 2567 เคยมีสื่อ The Critics เผยแพร่เสนอข่าวว่า เขาเคยร่วมกิจกรรมทางการเมือง เชียร์พรรคอนาคตใหม่ และมีภาพชูสามนิ้ว

โพสต์และคลิปดังกล่าวมีอยู่จริง (Facebook)
ผมจะนำลิงก์คลิปดังกล่าวไว้ในคอมเมนต์

แต่ผมขอย้ำอย่างชัดเจนว่า
ผมยังไม่ถือข้อกล่าวหานี้เป็นหลักฐานว่า ศ. ศุภชัยเป็นเครือข่ายพรรคส้ม

สิ่งที่ผมถามจึงไม่ใช่ว่า
“ปลัด อว.เป็นส้มหรือไม่?”

แต่คือ
“ปลัด อว.กำลังใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคนหรือไม่?”

ถ้าใช่ ก็เปิดเอกสารออกมา
เรื่องจะจบ

แต่ถ้าไม่ใช่
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อว.จำเป็นต้องตรวจสอบ

______________________________________________

ผมจึงขอเรียกร้อง 4 เรื่อง

ผมขอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. สั่งตรวจสอบ “กระบวนการ” ของเรื่องนี้ ไม่ใช่สั่งผลว่าจะต้องให้หรือไม่ให้ตำแหน่งแก่ใคร

ผมขอให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดเผยผลสอบที่เกี่ยวข้อง ลำดับเหตุการณ์ และรายชื่อผลงานที่ใช้ยื่นขอตำแหน่งศาสตราจารย์จริง เพื่อหยุดการนำข้อมูลคนละชุดมาปะปนกัน

ผมขอให้สำนักงานปลัด อว.เปิดเผยหลักเกณฑ์ที่ใช้ชะลอเรื่องนี้ และแสดงกรณีเปรียบเทียบว่าหลักเกณฑ์เดียวกันถูกใช้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัยอื่นอย่างไร

อย่าให้เพียงการยื่นคำร้องซ้ำ ๆ กลายเป็นเครื่องมือที่สามารถแขวนอนาคตของอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งได้โดยไม่มีกำหนด

ผมไม่ได้เขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อขอให้รัฐบาล “ช่วย อ.ป้อม”

และไม่ได้ขอให้ใครตั้ง รศ.อัศวิณีย์เป็นศาสตราจารย์เพราะความสงสาร

ผมขอเพียงสิ่งเดียว

ถ้าเธอผิด เปิดหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมาย

แต่ถ้าเธอไม่ผิด และผ่านกระบวนการทางวิชาการแล้ว ก็ต้องปล่อยให้กระบวนการเดินหน้าตามกฎหมายเช่นเดียวกับคนอื่น

เพราะมหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นสนามที่ใครสามารถใช้ข้อร้องเรียนเป็นอาวุธกำจัดคู่ขัดแย้ง

และกระทรวง อว.ก็ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองถูกตั้งคำถามว่า กำลังกลายเป็นเครื่องมือในความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัยหรือไม่

______________________________________________

วันนี้เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ

“อัศวิณีย์ หวานจริง จะได้เป็นศาสตราจารย์หรือไม่”

แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า

ระบบมหาวิทยาลัยไทยจะคุ้มครองคนที่ทำหน้าที่ตามกฎ หรือจะปล่อยให้คนที่ถูกกล่าวหาซ้ำแล้วซ้ำอีกต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองไปตลอดชีวิต แม้กระทั่งเรื่องที่มหาวิทยาลัยของตนเองสอบและมีคำวินิจฉัยไปแล้ว?

______________________________________________

ผมขอคำตอบจากทั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระทรวง อว. และรัฐบาลครับ

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

Cheers 🥂 student 👨‍🎓 Prof. Poom KUMAM Fc-20 Years of Fixed Point since 2007
14/08/2026

Cheers 🥂 student 👨‍🎓 Prof. Poom KUMAM Fc-20 Years of Fixed Point since 2007

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Fixed Point Lab Alumni - KMUTTผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์