Rakbanrakmuang รักบ้าน รักเมือง

สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยจัดการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล หารายได้เพื่อสนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อสังคม และงานพืชสวนโลก จังหวัด...
19/09/2026

สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยจัดการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล หารายได้เพื่อสนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อสังคม และงานพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี 2569

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 09.00 รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล จัดโดยสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ที่ชั้น 4 เมเจอร์โบวล์ รัชโยธิน โดยมีผู้สนใจส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันอย่างคึกคัก ประกอบด้วยทีมกิติมศักดิ์ ทีมละ 20,000 บาท และทีมทั่วไป ทีมละ3,600 บาท พร้อมทีมสื่อมวลชน 3 ทีม

รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมฯขอขอบคุณในไมตรีจิตของทุกท่านที่ได้ส่งทีมโบว์ลิ่งเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ เนื่องจากสมาคมฯเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และสนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาอาชีพด้วยวิชาการที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยไม่ได้แสวงหาการค้าและกำไร รายได้จากการจัดกิจกรรมจะนำไปเป็นทุนในการสนับสนุนการทำงานของสมาคม และการจัดพืชสวนโลกที่ จังหวัดอุดรธานี ทั้งนี้ในนามของสมาคมฯจึงขอขอบคุณสปอนเซอร์และผู้มีอุปการะคุณที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ จนประสบความสำเร็จด้วยดี และขอเชิญชวนคนไทยได้ติดตามงานพืชสวนโลกที่ำฟประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดที่จังหวัดอุดรธานี ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งทางสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เตรียมความพร้อมในการนำเสนอทั้งความรู้วิชาการและการจัดแสดงพืชสวนต่อสายตานานาประเทศ
#คุยข่าวเช้า
# รักบ้านรักเมือง
# สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

วว. บูรณาการฐานทรัพยากรชุมชนเพื่อการปลูกเลี้ยงพรรณไม้ประดับและแนวปฏิบัติที่ดีในการลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5 จังหวัดน่านกระทรวง...
18/09/2026

วว. บูรณาการฐานทรัพยากรชุมชนเพื่อการปลูกเลี้ยงพรรณไม้ประดับและแนวปฏิบัติที่ดีในการลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5 จังหวัดน่าน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดกิจกรรม “การบูรณาการฐานทรัพยากรชุมชนเพื่อการปลูกเลี้ยงพรรณไม้ประดับและแนวปฏิบัติที่ดีในการลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” ภายใต้โครงการ “การขยายผลต้นแบบการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5 จากฐานทรัพยากรของชุมชนสู่แนวปฏิบัติที่ดี” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับที่มีศักยภาพในการช่วยลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5 ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในชุมชน นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีคณะนักเรียนและอาจารย์เข้าร่วมกิจกรรม ระหว่างวันที่ 18–19 กันยายน 2569 ณ โรงเรียนสตรีศรีน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

โดยในวันที่ 18 กันยายน 2569 ได้รับเกียรติจาก นายธนชาต ชาวส้าน ผู้อำนวยการ โรงเรียนสตรีศรีน่าน กล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดงาน ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศนก. วว.ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการ จากนั้นเป็นการบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

1.“พรรณไม้ดอกไม้ประดับที่มีศักยภาพในการลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” โดย รศ.ดร.กัญจน์ ศิลป์ประสิทธิ์ อาจารย์คณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2.“เทคนิคการขยายพันธุ์ และปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในสังคมเมือง เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” โดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ และนางสาวมนฑิณี กมลธรรม นักวิจัย ศนก. วว.
3.“ไม้ดอกเมืองหนาวกับการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อปลูกเลี้ยงในชุมชนภาคเหนือ” โดย รศ.ธัญญะ เตชะศีลพิทักษ์ ที่ปรึกษาโครงการ
วันที่ 19 กันยายน 2569 กิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพิ่มมูลค่าและการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับและทรัพยากรในชุมชน ผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ประกอบด้วยหัวข้อ

1.“การเพิ่มมูลค่าไม้ดอกด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขนมกัมมี่ (Gummy)” โดย ผศ.ดร.เจนจิรา พกาวัลย์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
2.“นวัตกรรมการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อเป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดิน” โดย ดร.นิตยา แก้วแพรก นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ (ศนว.) วว.
3.“การเพิ่มมูลค่าไม้ดอกไม้ประดับ นวัตกรรมการพิมพ์ผ้าสีธรรมชาติ Eco-print” โดย ผศ.ดร.โยธิน กัลยาเลิศ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนางปณิตา ทวีถาวร นักวิจัย ศนว.วว.

การจัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานกขยายผลผลงานวิจัยและองค์ความรู้ด้านไม้ดอกไม้ประดับสู่ชุมชน โดยมุ่งให้เกิดการนำทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม ทั้งในด้านการปลูกเลี้ยงพรรณไม้ การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการป้องกันและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5 อันจะต่อยอดไปสู่การสร้าง "เศรษฐกิจหมุนเวียน" (Circular Economy) ที่แท้จริง ตั้งแต่การแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดิน ไปจนถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์ เช่น ผลิตภัณฑ์กัมมี่จากไม้ดอกและการพิมพ์ผ้าสีธรรมชาติ (Eco-print) พร้อมทั้งเป็นการติดอาวุธทางปัญญาและเทคโนโลยีให้กับเยาวชนและคนในชุมชน ให้สามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพ สร้างรายได้ พร้อมทั้งร่วมมือกันสร้างแนวปฏิบัติในการรับมือกับวิกฤตฝุ่นละอองได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว

#คุยข่าวเช้า
#รักบ้านรักเมือง
# วว

“อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” ดึงงานวิจัยและนวัตกรรมฟื้นฟูทะเลไทย มุ่งเป้า Nature Positive นำร่องแก้ปมพะยูน-แพลงก์ตอนบลูมเมื่อวั...
18/09/2026

“อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” ดึงงานวิจัยและนวัตกรรมฟื้นฟูทะเลไทย มุ่งเป้า Nature Positive นำร่องแก้ปมพะยูน-แพลงก์ตอนบลูม

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดพิธีลงนามแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่ธรรมชาติเชิงบวก โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. ร่วมลงนามแสดงเจตจำนงความร่วมมือดังกล่าว เพื่อน้อมนำแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สู่การปฏิบัติจริง มุ่งนำเทคโนโลยีมาอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลให้กลับมาเป็น “ทุนชุมชน” สร้างรายได้และอาชีพอย่างยั่งยืน ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวง อว.

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การผนึกกำลังในวันนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่กระทรวง อว. และกระทรวง ทส. ร่วมกันน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาสู่การปฏิบัติจริงด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) โดยในทุกภารกิจ ทส. จะทำหน้าที่เป็นทัพหน้านำการขับเคลื่อน ขณะที่ อว. จะเป็น ‘กองหลังที่ดี’ คอยสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และงานวิจัยอย่างเต็มกำลัง

ที่ผ่านมา ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมมือกันฟื้นฟูชายฝั่ง ต่อยอดโครงการธนาคารปูม้า และการอนุรักษ์โลมาอิรวดีร่วมกับธนาคารโลก สำหรับก้าวต่อไปภายใน 1–2 เดือนนี้ จะเร่งนำเทคโนโลยีของ สวทช. เข้ามาฟื้นฟูสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อแก้ปัญหาแพลงก์ตอนบลูม พร้อมวิจัยระบบคลื่นเตือนภัยเพื่อลดอัตราการตายของพะยูนจากอุบัติเหตุทางเรือ ตลอดจนพัฒนาระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมทางทะเลและจัดระเบียบเรือท่องเที่ยวบริเวณเกาะราชาใหญ่

“นอกจากนี้ เรายังมุ่งขับเคลื่อนแนวคิด ‘ธรรมชาติเชิงบวก’ ควบคู่กับเป้าหมาย Net Zero โดยใช้เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมจาก GISTDA, NARIT รวมถึงการตรวจ eDNA มาประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เพื่อเชื่อมโยงสู่กลไก ‘Nature Finance’ ที่เปลี่ยนการอนุรักษ์ป่าและลดการเผาให้กลายเป็นรายได้คาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชน ควบคู่กับการเตรียมรับมือวิกฤตเร่งด่วน ทั้งปัญหา PM2.5 เศรษฐกิจหมุนเวียน และการจัดการช้างป่า เพราะปัญหาของประเทศชาติรอไม่ได้ ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้ทำเพื่อกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย” รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าว

ด้าน นายสุชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาสนับสนุนอย่างเป็นระบบ โดยความร่วมมือของทั้งสองกระทรวงจะช่วยขับเคลื่อนทั้งการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัย ตลอดจนการพัฒนานักวิจัยและบุคลากรให้มีองค์ความรู้และทักษะที่เหมาะสม พร้อมสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เข้มแข็ง กระทรวง ทส. จะสนับสนุนข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้เป็นนโยบาย แผนงาน และมาตรการในการปฏิบัติงานจริง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศต่อไป

ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล มุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญคือ 1. อนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์: พัฒนามาตรการเชิงรุกลดภัยคุกคาม เช่น การอนุรักษ์พะยูน โลมาอิรวดี และฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา 2. ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเล: ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเฝ้าระวังเตือนภัยรับมือปัญหายูโทรฟิเคชัน (แพลงก์ตอนบลูม) เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และ 3. สร้างสมดุลการท่องเที่ยวทางทะเล: จัดระเบียบเรือท่องเที่ยว กำหนดเขตพื้นที่การใช้ประโยชน์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไม่เกินขีดความสามารถในการรองรับของธรรมชาติ

#คุยข่าวเช้า
#รักบ้านรักเมือง
# อว
#ทส

“ยศชนัน” ชูซินโครตรอน โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า ปลดล็อกขีดความสามารถประเทศไทย พลิกโฉมอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลย...
18/09/2026

“ยศชนัน” ชูซินโครตรอน โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า ปลดล็อกขีดความสามารถประเทศไทย พลิกโฉมอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ผลักดันไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงและศูนย์กลางวิจัยอาเซียน

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เป็นประธานเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปลดล็อกขีดความสามารถของประเทศไทย: โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้าเพื่อวิจัย นวัตกรรม และอุตสาหกรรม” ภายในงานประชุมกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน ประจำปี 2569 (SLRI User Meeting 2026) โดยได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ระดับชาติว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวล่วงพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High-Income Country) เราไม่สามารถพึ่งพาวิธีการเดิมๆ ได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องหันมาลงทุนอย่างจริงจังในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.ยศชนัน ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยของไทยว่า จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่การใช้งานแบบกู้ชีพ (Dual Use) ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Economic Infrastructure) ไปพร้อมกัน โดยเน้นย้ำว่า ซินโครตรอนจะต้องไม่ถูกจำกัดกรอบเป็นเพียงแค่เครื่องมือสำหรับการวิจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องเป็นฟันเฟืองที่ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ สร้างกลไกขับเคลื่อนการเติบโต (Growth Engine) ให้กับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ผลักดันให้เกิดบริษัทเทคโนโลยีและผู้ประกอบการหน้าใหม่ รวมถึงเป็นจุดศูนย์รวมที่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถสูง (Talent) ให้กลับมาทำงานและพัฒนาประเทศไทย

"แทนที่เราจะมุ่งเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นเพียงเปเปอร์ (Paper) ตีพิมพ์ เราควรเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นการสร้างการค้นพบใหม่ๆ (Discovery) ก่อน" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมเปรียบเทียบว่า การค้นพบองค์ความรู้ระดับต้นน้ำนั้นมีคุณูปการต่อโลกและสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล ซึ่งการจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจโครงสร้างวัสดุอย่างลึกซึ้งถึงระดับอิเล็กตรอน

ทั้งนี้ โครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเครื่องใหม่ของไทยที่กำลังจะดำเนินการนี้ จะก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีศักยภาพอันโดดเด่นและเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เรา "มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นยังมองไม่เห็น" อันเป็นจุดเปลี่ยนที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันด้วยนวัตกรรมและมูลค่า แทนที่จะแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานในรูปแบบการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) แบบในอดีต แสงซินโครตรอนมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถซูมลึกเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างของวัสดุได้ถึงระดับอิเล็กตรอนในขณะที่กำลังเกิดปฏิกิริยาแบบเรียลไทม์ (Real-time) ซึ่งตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก

ตัวอย่างเช่น การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่สามารถวิเคราะห์การทำงานของแบตเตอรี่ในระดับอะตอมเพื่อออกแบบวัสดุขั้นสูง (Advanced Materials) ให้มีสมรรถนะเหนือกว่าเดิม ตลอดจนใช้แก้ปัญหาเชิงลึกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ วัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนำองค์ความรู้ใหม่ที่ค้นพบไปประมวลผลร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยวิเคราะห์หาทางออก (Solution) ให้กับโจทย์อุตสาหกรรมได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งลดเวลาการวิจัยและพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด โครงสร้างพื้นฐานระดับแนวหน้านี้ยังเปิดกว้าง (Open Access) ให้ภาคอุตสาหกรรม สตาร์ทอัพ และนักวิจัยเข้าถึงได้ง่าย จึงเป็นกุญแจสำคัญทางการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ในการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยระดับอาเซียนอย่างแท้จริง

สำหรับความคืบหน้าและแผนการดำเนินงานของโครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนระดับพลังงาน 3 GeV เครื่องใหม่ (Siam Photon Project) นั้น ได้มีการกำหนดกรอบเวลาการทำงาน (Master Plan) ไว้อย่างชัดเจน โดยในเดือนพฤศจิกายน 2569 จะเข้าสู่ขั้นตอนการลงนามสัญญาเงินกู้กับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) หลังจากที่กระบวนการเจรจาเงื่อนไขต่างๆ ได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 และอยู่ในระหว่างการประมวลความเห็นเพื่อเตรียมนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในช่วงปลายเดือนตุลาคม

จากนั้นโครงการจะเริ่มเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการก่อสร้างและสั่งผลิตชิ้นส่วนสำคัญในเดือนสิงหาคม 2571 คาดว่าในส่วนของอาคารปฏิบัติการวิศวกรรมและอาคารรับรองจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2572 ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2574 อาคารหลักอย่างอาคารเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนและอาคารบริหารจะดำเนินการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะนำไปสู่ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการติดตั้งและทดสอบระบบต่างๆ ทั้งเครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้น (Linac) เครื่องเร่งอนุภาค และระบบลำเลียงแสง

โดยจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2575 ถึงเดือนเมษายน 2577 ก่อนที่เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเครื่องใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นนี้ จะพร้อมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแก่กลุ่มผู้ใช้งานจากทุกภาคส่วนในเดือนกรกฎาคม 2577
# คุยข่าวเช้า
# รักบ้านรักเมือง
# สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน

นักวิจัยจุฬาฯ เปิดบริษัทร่วมทุนด้านท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ระดับพรีเมี่ยม นำเสนอโปรแกรม สุดพิเศษ 3 เส้นทาง สร้างคุณค่าคว...
18/09/2026

นักวิจัยจุฬาฯ เปิดบริษัทร่วมทุนด้านท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ระดับพรีเมี่ยม นำเสนอโปรแกรม สุดพิเศษ 3 เส้นทาง สร้างคุณค่าความทรงจำผ่านผัสสะ เปิดตัว ตุลาคม 2569 นี้

ผศ.ดร.ฐิติรัตน์ ปั้นบำรุงกิจ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและอาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยขณะลงพื้นที่เตรียมความพร้อมเส้นทางการท่องเที่ยว รูปแบบใหม่ที่จะเปิดตัวครั้งแรก ให้กับผู้ที่สนใจ หรือผู้ที่จะมาร่วมงานประชุม World Bank ที่จะถึงนี้ ว่า จากการทำงานกับชุมชนด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง พบว่าสินทรัพย์หรือมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนที่ได้รับการยกระดับแล้วจากกระบวนการวิจัย ยังไม่สามารถส่งตรงถึงผู้บริโภคหรือนักท่องเที่ยวได้ เนื่องจากขาดระบบการเชื่อมต่อและการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

“ทีมนักวิจัยจะได้ยินคำหนึ่งจากชุมชนคือ “อย่าทิ้งเขานะ” ฟังแล้วเป็นเสียงสะท้อนว่าสิ่งที่พวกเราทำอาจจะยังไม่สามารถทำให้กิจกรรมการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างรายได้ให้เขาได้อย่างชัดเจน จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการจัดตั้งบริษัท CU Creative Tourism Education หรือ ซียูซีเท็ค ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากจุฬาฯ ”
อ.ฐิติรัตน์ยังกล่าวต่ออีกว่า ผลผลิตที่ได้จากงานวิจัยจำเป็นต้องนำมาเลือกสรรและสร้างสรรค์เพื่อให้ตรงกับความต้องการด้านเประสบการณ์ของผู้มาเยี่ยมเยือน โดยมุ่งเน้นให้ผู้มาเยี่ยมเยือนสามารถเป็นผู้รับและเป็นผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศการท่องเที่ยวของชุมชนได้เช่นกัน

ผศ.ดร.ฐิติรัตน์ กล่าวว่า นอกจากการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าเรายังอยากนำผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบในชุมชนมาสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความทรงจำให้นักท่องเที่ยวนำไปใช้ประโยชน์อีกทางด้วย เราเริ่มต้นจากการเปิดแบรนด์ KulturaSense ที่ต้องการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาสร้างสรรค์เป็นประสบการณ์ที่ทำให้มรดกทางวัฒนธรรม “มีชีวิต มีความหมาย และเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น” และก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ชุมชน

ในฐานะแบรนด์ภายใต้ CU Creative Tourism Education **KulturaSense** ทำหน้าที่เป็น Cultural Regenerator ผู้ค้นหา ตีความ ยกระดับ และเชื่อมต่อคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของผู้คน ไปสู่ผู้มาเยือนผ่าน Curated Cultural Experiences ที่พัฒนาบนฐานองค์ความรู้และงานวิจัย เราเชื่อว่า วัฒนธรรมไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็น แต่คือสิ่งที่สัมผัส เข้าใจ เชื่อมโยง และจดจำได้
ทุกการเดินทางของ KulturaSense จึงมุ่งให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวัฒนธรรม สร้างความทรงจำ คืนคุณค่าสู่สังคมร่วมกันขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า ในทุกการเดินทาง
ส่วนรูปแบบการท่องเที่ยวจะนำเสนอในเบื้องต้น 3 โปรแกรมได้แก่

- Sensory Rattanakosin ดื่มด่ำมรดกวัฒนธรรม ซึมซับเรื่องราวผ่านประสาทสัมผัส และค้นพบจิตวิญญาณแห่งรัตนโกสินทร์ เป็นการพาทุกท่านเดินทางไปสัมผัสร่องรอยของวัฒนธรรมผ่าน “ผัสสะ” การรับรู้เรื่องราว ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ และมนต์เสน่ห์ของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ยังไม่เคยสัมผัสมาก่อน เปิดสัมผัสให้รับรู้ตั้งแต่ การชิมอาหารตำรับชาววัง ไปถึงอาหารฟิวชั่น ได้กลิ่น ได้ยินเสียง ควบคู่ไปกับการรับรู้เรื่องราวหลากวัฒนธรรม ความมีชีวิตชีวาและจิตวิญญาณของกรุงรัตนโกสินทร์

- Refreshing Wat Pho ถอดรหัสภูมิปัญญาและมรดกอันมีชีวิตแห่งวัดโพธิ์ เพื่อฟื้นฟูความสงบในจิตวิญญาณ และพลังชีวิต สู่ความสมดุลทั้งกายและใจ ถ่ายทอดความรู้มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของไทยผ่านผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกับศาสตร์แพทย์แผนไทย และได้รับประสบการณ์จริงจากการนวดแผนไทยอโรมา ปิดท้ายด้วยการล่องเรือรัปประทานอาหารผ่านสายน้ำแห่งเจ้าพระยา

- The River Moon Heritage เปิดม่านเผยเสน่ห์มรดกอิสลามอันมีชีวิตชีวาแห่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ซึ่งความศรัทธา ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตเรียงร้อยเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เส้นทางนี้ออกแบบให้เห็นภูมิทัศน์การเลือกตั้งบ้านเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าถึงแก่นแท้มรดกทางวัฒนธรรม ผ่านการล่องเรือสำรวจเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชนมุสลิมเก่าแก่สองฝั่งแม่น้ำ ศึกษาสถาปัตยกรรมแห่งศรัทธา เรื่องเล่าของย่านการค้า และดื่มด่ำไปกับมื้อค่ำสไตล์ฮาลาล ท่ามกลางความอบอุ่น และวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานครยามสนธยา

ทั้งหมดนี้จะเป็นการท่องเที่ยวที่ยกระดับประสบการณ์ ทำให้เห็นทั้งมรดกทางวัฒนธรรม เปิดผัสสะทุกการเดินทางจะได้รับความหมายและอรรถรสไปพร้อมกัน
ผศ.ดร.ฐิติรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

#รักบ้านรักเมือง
#คุยข่าวเช้า
# ซียูซีเท็ค
# จุฬาฯ

18/09/2026
CASS นำคณะวช.และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมด้านโบราณคดี ณ พิพิธภัณฑ์โบราณคดี สถาบ...
18/09/2026

CASS นำคณะวช.และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมด้านโบราณคดี ณ พิพิธภัณฑ์โบราณคดี สถาบันวิจัยประวัติศาสตร์ สถาบันสังคมศาสตร์จีน กรุงปักกิ่ง สาธารณประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 สถาบันสังคมศาสตร์จีน(Chinese Academy of Social Sciences: CASS) นำคณะของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำโดย ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของไทย ผู้บริหาร วช. และผู้ทรงคุณวุฒิ เยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ พิพิธภัณฑ์โบราณคดีของจีน (Chinese Archaeological Museum) กรุงปักกิ่ง สาธารณประชาชนจีน

พิพิธภัณฑ์โบราณคดีจีน (Chinese Archaeological Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ระดับชาติแห่งแรกของจีนที่มุ่งเน้นการจัดแสดงผลงานด้านโบราณคดีโดยเฉพาะ ภายใต้การดูแลของสถาบันวิจัยประวัติศาสตร์จีน (Chinese Academy of History) โดยมีบทบาทเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ ศูนย์วิจัย และแหล่งอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ “เล่าเรื่องประวัติศาสตร์จีนผ่านหลักฐานจริง” ซึ่งได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 ทำหน้าที่เป็นเสมือน “จดหมายเหตุทางโบราณคดี” ที่บอกเล่าเรื่องราวอารยธรรมจีนที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 5,000 ปี

การเยี่ยมชมและศึกษาดูงานในครั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของไทย ได้เข้าใจแนวทางการอนุรักษ์วัตถุโบราณด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ตลอดจนการบริหารจัดการฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ ซึ่งนับเป็นองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่สำคัญสำหรับการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการวิจัยด้านโบราณคดีและการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น

วช. สามารถนำองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ได้รับจากการศึกษาดูงานครั้งนี้มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบงานวิจัย การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านมรดกทางวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมรดกทางวัฒนธรรมในอนาคต
#คุยข่าวเช้า
#รักบ้านรักเมือง
# วช

CASS และ วช. ร่วมนำผู้เชี่ยวชาญโบราณคดี เสนอผลงานความก้าวหน้าทางวิทยาการ ในการสัมมนาวิชาการจีน–ไทย ด้านโบราณคดีวิทยาศาสต...
18/09/2026

CASS และ วช. ร่วมนำผู้เชี่ยวชาญโบราณคดี เสนอผลงานความก้าวหน้าทางวิทยาการ ในการสัมมนาวิชาการจีน–ไทย ด้านโบราณคดีวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

ศูนย์วิจัยโบราณคดี (Institute of Archaeology) และศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์เอเชียแปซิฟิกและโลก (Institute of Asia-Pacific and Global Strategy) ภายใต้สถาบันสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences: CASS) เป็นเจ้าภาพในการจัด การสัมมนาวิชาการจีน–ไทย ว่าด้วยโบราณคดีเชิงวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม (China-Thailand Scientific and Technological Archaeology and Cultural Heritage Protection Academic Seminar) พร้อมการตรวจเยี่ยมและศึกษาดูงานพื้นที่ทางโบราณคดีสำคัญของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-20 กันยายน 2569 เป็นกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง CASS และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยในโอกาสนี้ ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร วช. และผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี เข้าร่วมกิจกรรม ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ในโอกาสของการสัมมนาวิชาการจีน–ไทย ว่าด้วยโบราณคดีเชิงวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม (China-Thailand Scientific and Technological Archaeology and Cultural Heritage Protection Academic Seminar) เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ สถาบันวิจัยประวัติศาสตร์จีน ภายใต้สถาบันสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences: CASS) กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากไทยและจีนร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ใน 2 หัวข้อสำคัญ ดังนี้
1. “การก่อตัวและการเผยแพร่ทรัพยากรและเทคโนโลยีโบราณ” โดยมี Mr. Chen Xianglong นักวิจัยชำนาญการ และรองผู้อำนวยการศูนย์การวิจัยโบราณคดีเชิงวิทยาศาสตร์และการทดลอง CASS และ นายเอกพงศ์ มุสิกะเจริญ ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 3 วช. ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ซึ่งนักวิชาการทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ การใช้ทรัพยากร และการเกิดขึ้นและแพร่กระจายของเทคโนโลยีในสังคมโบราณ ผ่านการบูรณาการหลักฐานทางโบราณคดีกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อศึกษาวัสดุ กระบวนการผลิต แหล่งที่มา การเคลื่อนย้ายทรัพยากรและเทคโนโลยี ตลอดจนชีวโบราณคดีและมานุษยวิทยา เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตและการเคลื่อนย้ายของประชากรในอดีต นอกจากนี้ การนำเสนอจากฝ่ายไทยยังสะท้อนบทบาทของพื้นที่สุวรรณภูมิในฐานะพื้นที่แห่งการติดต่อและแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คน ทรัพยากร และเทคโนโลยี พร้อมชี้ให้เห็นความสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาบูรณาการกับโบราณคดี เพื่อศึกษาพัฒนาการของมนุษย์และความเชื่อมโยงระหว่างเอเชียตะวันออกกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นพื้นฐานสำหรับการต่อยอดงานวิจัยและความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทย–จีน ทั้งนี้ ผู้ร่วมแลกเปลี่ยนและนำเสนอ ได้แก่
- นายครรชิต พุทธโกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ วช.
- ดร. นฤพล หวังธงชัยเจริญ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชวลิต ขาวเขียว คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
- ศาสตราจารย์ ดร. วิภู กุตะนันท์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
- ดร. ภีร์ เวณุนันทน์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
- นางสาวสุภมาศ ดวงสกุล กรมศิลปากร
- Mr. Lv Peng CASS
- Mr. Zhong Hua CASS
- Mr. Yang Yimin มหาวิทยาลัยสถาบันวิทยาศาสตร์จีน
- Mr. Liu Siran มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปักกิ่ง และ
- Ms. Huang Xi CASS
2. “การคุ้มครองและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมโลก” โดยมี Ms. Liu Yu นักวิจัยชำนาญการพิเศษ CASS และ นายประลอง ดำรงค์ไทย ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ วช. ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ซึ่งนักวิชาการไทยและจีนแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์และคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม เน้นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการศึกษาวัสดุ การประเมินสภาพและปัจจัยการเสื่อมสภาพ ตลอดจนการพัฒนาแนวทางการอนุรักษ์และการบริหารจัดการที่เหมาะสมทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมบูรณาการองค์ความรู้ด้านโบราณคดี วิทยาศาสตร์ วัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการรักษาคุณค่าและความเป็นต้นแท้ของมรดกทางวัฒนธรรม และการส่งต่อองค์ความรู้สู่คนรุ่นต่อไป ทั้งนี้ ผู้ร่วมแลกเปลี่ยนและนำเสนอ ได้แก่
- ดร. อมรา ศรีสุชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดวงกมล อัศวมาศ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
- ดร. รัชกฤช ศุภกุลโอภาส มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- Mr. Wang Renyu นักวิจัยชำนาญการ CASS และ
- Ms. Sun Yan วิศวกรระดับอาวุโส CASS
จากนั้น Mr. D**g Xinlin รองผู้อำนวยการศูนย์การวิจัยโบราณคดี CASS และ นางสาวภาวณี คำชาลี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม วช. ร่วมกล่าวสรุปผลการสัมมนา ก่อนเข้าสู่การกล่าวปิดโดย Prof. Liu Libin รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยกลยุทธ์ระหว่างประเทศแห่งชาติ (National Institute of International Strategy: NIIS) CASS และ นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ในโอกาสนี้ Prof. Liu Libin รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยกลยุทธ์ระหว่างประเทศแห่งชาติ ได้กล่าวว่า ผลจากการสัมมนาสะท้อนประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่ไทยและจีนต่างเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนา รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับมาตรฐานสากล การพัฒนากลไกความร่วมมือและการบูรณาการข้ามสาขาวิชา โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านโบราณคดีวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์มรดกทางวัฒนธรรม และการศึกษาด้านยุทธศาสตร์ ตลอดจนการใช้ความร่วมมือทางวิชาการเป็นพื้นฐานในการเสริมสร้างมิตรภาพและความร่วมมือระยะยาวระหว่างไทย–จีน โดย CASS มุ่งต่อยอดผลการสัมมนาสู่ความร่วมมือกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของไทย และใช้ศูนย์การศึกษาจีน CASS-NRCT เป็นกลไกเชื่อมโยงและขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

เวทีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านโบราณคดี วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจากหลากหลายสาขา เพื่อสร้างความเข้าใจหลักฐานทางโบราณคดีและมรดกทางวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญไทยและจีนได้แลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างกัน โดย วช. และ CASS มีศักยภาพที่จะพัฒนาความร่วมมือในด้านการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญ การประยุกต์ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนการเปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ วช. พร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงนักวิจัยและสถาบันของทั้งสองประเทศ เพื่อนำผลจากการสัมมนาไปต่อยอดสู่กิจกรรมทางวิชาการและความร่วมมือด้านการวิจัยที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

การสัมมนาครั้งนี้ เป็นความมุ่งมั่นของ วช. และ CASS ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการวิจัยร่วมด้านโบราณคดีวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ผ่านการบูรณาการศาสตร์และเทคโนโลยีจากหลากหลายสาขา พร้อมทั้งเชื่อมโยงนักวิจัยและสถาบันของไทยและจีน เพื่อพัฒนาศักยภาพและต่อยอดองค์ความรู้สู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
#คุยข่าวเช้า
#รักบ้านรักเมือง
# วช

กระทรวงวัฒนธรรม น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล 100 วัน อุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา น...
18/09/2026

กระทรวงวัฒนธรรม น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล 100 วัน อุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 08.30 น. กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในวาระครบ 100 วันแห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ โดยมี พระเทพวชิรสุนทร เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และมีผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าร่วมพิธี ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

เมื่อรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานในพิธีเดินทางมาถึงบริเวณพิธี พระสงฆ์ 10 รูปขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์ ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยหน้าโต๊ะหมู่บูชา แล้วนำผู้เข้าร่วมพิธีถวายความเคารพและจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้น เจ้าหน้าที่ปฏิบัติพิธีอาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล เจ้าหน้าที่ปฏิบัติพิธีอาราธนาพระปริตร พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ จบแล้ว ประธานในพิธี นำคณะผู้บริหารและผู้เข้าร่วมพิธีถวายเครื่องไทยธรรมและปิ่นโตภัตตาหาร

ต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่ปฏิบัติพิธีลาดผ้ารองโยงและลาดพระภูษาโยง แล้วเชิญประธานในพิธีทอดผ้าไตรบังสุกุล พระสงฆ์สดับปกรณ์ ประธานสงฆ์กล่าวธรรมกถา นำเจริญจิตตภาวนาอุทิศถวายเป็นพระกุศล เป็นเวลา 1 นาที แล้วพระสงฆ์ทั้งนั้นอนุโมทนา ประธานในพิธีกรวดน้ำรับพร กราบลาพระรัตนตรัยหน้าโต๊ะหมู่บูชา นำผู้เข้าร่วมพิธีถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูปฯ และกราบลาประธานสงฆ์ ก่อนนำผู้เข้าร่วมพิธีประกอบพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล ณ บริเวณด้านหน้าอาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม เป็นอันเสร็จพิธี

นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ภายหลังสำนักพระราชวังออกประกาศการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้จัดพิธีทางศาสนาถวายเป็นพระกุศลทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในต่างประเทศ เนื่องในวาระครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐและประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันถวายเป็นพระกุศลและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ

รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า กระทรวงวัฒนธรรมในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจด้านศาสนาและวัฒนธรรม ได้ดำเนินการจัดพิธีทางศาสนาในวาระสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับในวาระครบ 100 วันแห่งการสิ้นพระชนม์ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระกุศล พร้อมทั้งจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตรและร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระกุศล เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ ตลอดจนพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีพระเมตตาและทรงอุทิศพระองค์เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนมาโดยตลอด กระทรวงวัฒนธรรมจึงน้อมนำพระกรุณาธิคุณและแนวทางการทรงงานมาเป็นแรงบันดาลใจในการส่งเสริมให้บุคลากรและประชาชนร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระกุศล

รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้สำหรับการจัดพิธีในส่วนภูมิภาค ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ให้ดำเนินการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระกุศล เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในส่วนภูมิภาคได้ร่วมกันน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติพิธีและประสานการดำเนินงานด้านศาสนา
และพิธีการ เพื่อให้การจัดพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้มีส่วนร่วมในการถวายเป็นพระกุศล แสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอย่างพร้อมเพรียงกัน
#คุยข่าวเช้า
#รักบ้านรักเมือง
#กระทรวงวัฒนธรรม

18/09/2026

กระทรวงวัฒนธรรม น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล 100 วัน อุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 08.30 น. กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในวาระครบ 100 วันแห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ โดยมี พระเทพวชิรสุนทร เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และมีผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าร่วมพิธี ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

เมื่อรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานในพิธีเดินทางมาถึงบริเวณพิธี พระสงฆ์ 10 รูปขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์ ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยหน้าโต๊ะหมู่บูชา แล้วนำผู้เข้าร่วมพิธีถวายความเคารพและจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้น เจ้าหน้าที่ปฏิบัติพิธีอาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล เจ้าหน้าที่ปฏิบัติพิธีอาราธนาพระปริตร พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ จบแล้ว ประธานในพิธี นำคณะผู้บริหารและผู้เข้าร่วมพิธีถวายเครื่องไทยธรรมและปิ่นโตภัตตาหาร

ต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่ปฏิบัติพิธีลาดผ้ารองโยงและลาดพระภูษาโยง แล้วเชิญประธานในพิธีทอดผ้าไตรบังสุกุล พระสงฆ์สดับปกรณ์ ประธานสงฆ์กล่าวธรรมกถา นำเจริญจิตตภาวนาอุทิศถวายเป็นพระกุศล เป็นเวลา 1 นาที แล้วพระสงฆ์ทั้งนั้นอนุโมทนา ประธานในพิธีกรวดน้ำรับพร กราบลาพระรัตนตรัยหน้าโต๊ะหมู่บูชา นำผู้เข้าร่วมพิธีถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูปฯ และกราบลาประธานสงฆ์ ก่อนนำผู้เข้าร่วมพิธีประกอบพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล ณ บริเวณด้านหน้าอาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม เป็นอันเสร็จพิธี

นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ภายหลังสำนักพระราชวังออกประกาศการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้จัดพิธีทางศาสนาถวายเป็นพระกุศลทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในต่างประเทศ เนื่องในวาระครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐและประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันถวายเป็นพระกุศลและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ

รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า กระทรวงวัฒนธรรมในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจด้านศาสนาและวัฒนธรรม ได้ดำเนินการจัดพิธีทางศาสนาในวาระสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับในวาระครบ 100 วันแห่งการสิ้นพระชนม์ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระกุศล พร้อมทั้งจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตรและร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระกุศล เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ ตลอดจนพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีพระเมตตาและทรงอุทิศพระองค์เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนมาโดยตลอด กระทรวงวัฒนธรรมจึงน้อมนำพระกรุณาธิคุณและแนวทางการทรงงานมาเป็นแรงบันดาลใจในการส่งเสริมให้บุคลากรและประชาชนร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระกุศล

รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้สำหรับการจัดพิธีในส่วนภูมิภาค ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ให้ดำเนินการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระกุศล เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในส่วนภูมิภาคได้ร่วมกันน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติพิธีและประสานการดำเนินงานด้านศาสนา
และพิธีการ เพื่อให้การจัดพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้มีส่วนร่วมในการถวายเป็นพระกุศล แสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอย่างพร้อมเพรียงกัน
#คุยข่าวเช้า
#รักบ้านรักเมือง
# กระทรวงวัฒนธรรม

ที่อยู่

กรุงเทพ
Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Rakbanrakmuangผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์