09/08/2026
ขอบคุณทีมงาน Lanner ที่ร่วมแบ่งปันเรื่องราวจากโปรแกรมพิเศษ TALKING WITH A LEGEND ที่พาเราย้อนกลับไปฟังเรื่องราวของ 'วิสต้า' โรงภาพยนตร์ในเชียงใหม่ และความทรงจำของผู้ชม ผ่านการพูดคุยกับ “เสี่ยทอมมี่” ธวัทชัย โรจนะโชติกุล
ในงานเทศกาลภาพยนตร์แห่งเมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 ธวัทชัย โรจนะโชติกุล หรือ ‘เสี่ยทอมมี่’ เจ้าของโรงภาพยนตร์วิสต้า ย้อนเส้นทางจากเด็กที่แม่พาไปดูหนัง สู่การเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ เจ้าของโรงหนัง และผู้มีส่วนสร้างวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ของเชียงใหม่ตลอดเวลากว่า 3 ทศวรรษ
ครั้งหนึ่ง การดูหนังในเชียงใหม่ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อแสงในโรงฉายดับลง แต่เริ่มตั้งแต่การขึ้นรถแดงไปยังโรงหนัง ยืนต่อแถวซื้อตั๋ว เลือกที่นั่งจากกระดาษแผ่นเล็กๆ และรอคอยให้ภาพบนจอพาออกไปพบโลกที่กว้างกว่าเมืองที่อาศัยอยู่ สำหรับคนเชียงใหม่จำนวนมาก หนึ่งในสถานที่ที่เก็บรักษาประสบการณ์เหล่านั้นไว้คือ ‘วิสต้า’ โรงภาพยนตร์ท้องถิ่นซึ่งเคยประกาศตัวด้วยสโลแกนว่า ‘วิสต้า สวรรค์ของคนรักหนัง’
ไม่ว่าความหมายทางภาษาจะเป็นเช่นไร ในความทรงจำของคนเชียงใหม่ ‘วิสต้า’ ค่อยๆ มีความหมายของตนเอง
นอกเหนือจากการฉายภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ วิสต้ายังสร้างชุมชนคนรักหนังผ่าน Vista Movie Club หรือที่สมาชิกบางคนเรียกติดปากว่า Vista Scene Club
เสี่ยทอมมี่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง เมื่อพบภาพยนตร์หรือแผ่นหนังที่น่าสนใจ เขาจะซื้อกลับมาเปิดให้สมาชิกชม ตั้งแต่หนังยุโรป ภาพยนตร์รางวัล ไปจนถึงผลงานนอกกระแสที่ไม่มีผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย
ในช่วงเวลาที่อินเทอร์เน็ตยังไม่เปิดคลังภาพยนตร์ทั้งโลกไว้ในโทรศัพท์ การได้ดูหนังเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นักศึกษาหรือผู้ชมในเชียงใหม่อาจต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ จึงจะได้พบภาพยนตร์บางเรื่อง Vista Movie Club ทำให้ระยะห่างนั้นสั้นลง
สิ่งที่ทำให้วิสต้าแตกต่างจากโรงภาพยนตร์อื่น ไม่ใช่เพียงการคัดเลือกหนังมาฉาย แต่คือความสัมพันธ์ที่เสี่ยทอมมี่สร้างขึ้นกับผู้ชม เขาไม่ได้วางตัวเป็นเพียงเจ้าของโรงหนัง หากเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่เมื่อเจอหนังดี ก็อยากชวนเพื่อนมาดู ก่อนหนังเริ่มฉาย เขามักเล่าเกร็ดเบื้องหลังและเรื่องราวที่น่าสนใจของภาพยนตร์ให้สมาชิกฟัง ทำให้การดูหนังแต่ละครั้งเป็นประสบการณ์ร่วมระหว่างคนเลือกหนังกับคนดู มากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการกับลูกค้า
คำบอกเล่านี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของโรงหนังในยุคก่อนอัลกอริทึม โรงหนังไม่ได้เพียงรอให้ผู้ชมเลือกสิ่งที่ตนเองชอบ แต่ทำหน้าที่คัดสรรสิ่งที่ผู้ชมอาจยังไม่รู้ว่าตนเองจะรัก ความบังเอิญจากการเดินผ่านโปสเตอร์ การเชื่อคำแนะนำของเจ้าของโรง หรือการซื้อตั๋วหนังที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ค้นพบโลกภาพยนตร์ที่ไม่อาจเกิดขึ้นจากการค้นหาตามความสนใจเดิม
ในยุคที่แพลตฟอร์มพยายามทำนายว่าเราชอบอะไร โรงหนังแบบวิสต้าเคยทำหน้าที่ชวนผู้ชมออกไปพบสิ่งที่ยังไม่เคยชอบ และสร้างชุมชนของคนรักหนังขึ้นจากความไว้ใจระหว่างผู้คัดสรรภาพยนตร์กับผู้ชม
เมื่อถูกถามว่าหากชีวิตของตนเองเป็นภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง มันจะเป็นเรื่องอะไร หลายคนคงจะคิดว่าเสี่ยทอมมี่น่าจะตอบว่า Cinema Paradiso (2531) แน่ๆ แต่ เสี่ยทอมมี่ตอบว่า ‘Impossible Dream’ มันเป็นเรื่องที่เขาคิดขึ้นมาเอง ในคืนก่อนที่จะมาในวงสนทนานี้ จากเด็กที่ได้แต่นั่งดูหนัง เขากลายเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ เจ้าของโรงภาพยนตร์ และผู้มีส่วนทำให้ผู้ชมเชียงใหม่ได้พบหนังจากทั่วโลก
“สิ่งต่างๆ ที่ผมใฝ่ฝันไว้เกิดขึ้นจริง ผมได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก” สำหรับเขา ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนโรง รายได้ หรือกำไรสูงสุด แต่คือการได้ทำสิ่งที่ฝัน และรู้ว่าพื้นที่ซึ่งสร้างขึ้นเคยมีความหมายต่อใครบางคน
การตัดสินใจวางมือจึงไม่ใช่ความพ่ายแพ้ต่อทุนขนาดใหญ่หรือเทคโนโลยี หากเป็นการยอมรับว่าความฝันไม่จำเป็นต้องขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจึงจะเรียกว่าสำเร็จ บางความฝันสมบูรณ์ได้ด้วยการรู้ว่า เมื่อใดควรไปต่อ และเมื่อใดควรกล่าวว่า ‘พอแล้ว’
ครั้งหนึ่ง เสี่ยทอมมี่เคยยืนอยู่บริเวณทางออกของโรงหนัง เพื่อมองสีหน้าผู้ชมหลังภาพยนตร์จบ บางคนหัวเราะ บางคนร้องไห้ และบางคนปรบมือให้สิ่งที่เพิ่งเห็น
วันนี้ โรงภาพยนตร์วิสต้าอาจปิดไฟลงแล้ว แต่ผู้ชมจำนวนมากยังเดินออกจากโรงแห่งนั้นไม่หมดเสียที
เรื่อง: วัชรพล นาคเกษม
ภาพ: Content Chiangmai, รุ่งโรจน์ โรจนะโชติกุล, ณัฐกร วิทิตานนท์ และ บดินทร์ เทพรัตน์
#วิสต้าสวรรค์ของคนรักหนัง #เสี่ยทอมมี่ #เชียงใหม่ #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน